Group Blog
 
All Blogs
 

คุนหมิง ต้าหลี่ ( ธค. 2546 )วันสุดท้าย

วันที่ 5 ... ( 11 ธันวาคม. 2546 )

ยกเลิกโปรแกรม ป่าหิน มุ่งสู่คุนหมิง ...

วันนี้ตื่นนอนค่อนข้างสาย อาการไข้ผมดีขึ้นเล็กน้อย ลางสังหรณ์ผมแม่นมาก ว่าป่าหิน ที่เราจะไปกันในวันนี้มันจะเป็นหมัน มีบางคน ( ที่ผูกใจเจ็บจากเมื่อคืน ) เปรยๆกันว่า จะโหวตให้เราไม่ไปป่าหิน และเช้านี้หากเราจะไปป่าหินกัน เราต้องตื่น ตี 5 ครึ่ง ออกจากโรงแรม ไม่เกิน 7 โมงเช้า แต่นี่ 6 โมงครึ่ง เราเพิ่งมาถึงห้องอาหาร คนอื่นๆยิ่งแล้วใหญ่ บางคนยังไม่ลงมาเลย ทำให้แน่ใจได้เลยว่า มีการเปลี่ยนแปลงรายการแน่ ผมน่ะไม่แคร์อะไรเท่าไหร่ ป่าหินไปก็ดี ไม่ไปก็ได้ แต่หากมาคุนหมิงแล้วไม่ไปป่าหิน มันก็เหมือกินขนมจีนแล้วลืมใส่น้ำยานั่นแหละ บอกใครก็อายเขาตายเลย
อากาศวันนี้แสนจะแย่ ฝนตกค่อนข้างแรง พวกนั้นก็เลยใช้เป็นข้ออ้างในการไม่ไปป่าหิน เอาเถอะถ้าตกลงกันได้ ผม พี่ชาย และน้าของผมไม่มีปัญหาอะไรหรอก ไกด์ของเราทั้งสองทำหน้าแปลกๆ คงเพิ่งเคยเจอคณะทัวร์แบบนี้ล่ะมั้ง
ใครจะทำอะไรผมไม่สนแล้ว ไม่ไปก็เป็นอันว่า ไม่ไป นอนก่อนล่ะ ไข้ขึ้น มือสั่นอีกแล้วผม หนาวซะจนฟันกระทบกันกึกๆเลยครับ ตอนนี้เวลาแค่ 7 โมงเศษ เรามุ่งหน้าสู่คุนหมิงกันทันที ทำให้เหลือเวลาสำหรับช้อปปิ้ง ยาวนานจนตลอดวันไปถึง 4 โมงครึ่งที่เราต้องไปเช็คอิน ที่สนามบิน แพ็คสัมภาระ เครื่องจะขึ้นตอน 5 โมง ครึ่ง ใช้เวลาบินราว 1 ชั่วโมง และถึงเมืองไทยราวๆ 5 โมงครึ่ง เช่นกัน ( งงมั้ยครับ คือ เวลาที่นี่เร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมงครับ ) เอาเลยครับ บรรดาขาช้อปทั้งหลาย มีเวลากันกี่ชั่วโมงเนี่ย

ชมรูปปั้น 3 ก๊ก ...

หลังออกรถมาได้พักใหญ่ ทางคุณไกด์ให้เราโหวต เพราะมีวัดแห่งหนึ่งที่มีรูปปั้นสามก๊ก และวิวทิวทัศน์ที่ค่อนข้างสวยงาม เหมาะแก่การถ่ายรูป ก็เลยถามเราว่าจะแวะซักหน่อยมั้ย ( ใจแกคงอยากให้เราได้ถ่ายรูปอะไรที่มันดูเป็นเมืองจีน เป็นสัญลักษณ์ของคุนหมิงเก็บไว้บ้าง ) พวกเราส่วนใหญ่ ( มีบางคนอิดออด กลัวไม่ได้ช้อปปิ้งอะไรขนาดนั้น ) เห็นดีด้วย เพราะวันนี้เรามีเวลา (ที่ควรจะอยู่ที่ป่าหิน) เหลือเฟือ เมื่อหลายคนบอกว่าเอา ที่อิดออดก็ไม่พูดอะไร ดังนั้นเราก็เลยมาแวะที่...เอ่อ....ที่....ที่ไหนหว่า ...ขออภัย...ลืมครับ เอาเป็นว่าเรียกว่าวัด สามก๊กก็ได้ ง่ายดี
ที่นี่คงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งของ คุนหมิง มีทิวทัศน์สวยทีเดียว ด้านหลังเป็นเขาสูง ด้านหน้าเป็นทะเลสาบกว้างใหญ่ มีวิหารใหญ่บนเนินเขา ทางขึ้นเป็นบันไดยาว ดูแล้วไม่น่าต่ำกว่า 100 ขั้น ยังกะในหนัง ทีแรกผมว่าจะวิ่งขึ้นไปแล้วทำท่าเหมือนจักรพรรดิ์เดินลงมา ให้พี่ถ่ายรูปให้ซะหน่อย แต่คนดูแลเค้าบอก ตอนนี้ห้ามเข้า อะไรกันเนี่ย ห้ามเข้าแล้วเอามาตั้งไว้ทำไมวะ เสียดายชะมัด อุตส่าห์คิดท่า เท่ๆ ไว้แล้วเชียว

ตะลุยช้อปปิ้ง ยกแรก ...

หลังจากแวะถ่ายรูปกันนานได้เวลาอันสมควรแล้ว ทีนี้ก็จะไปยังคุนหมิงอย่างที่หลายๆคนใฝ่ฝันไว้แล้วล่ะ การเดินทางของเราในวันนี้ก็ราบรื่นดี ไม่มีสะดุดอะไรเหมือนเมื่อวานดังนั้น เราจึงมาถึงยังที่คุนหมิงในเวลาประมาณ 10 โมงเศษๆ รถของเราเข้าไปจอดที่โรงแรม King World ที่เราเข้าพักในคืนแรก
เรานัดกันเวลา ประมาณ 11 โมง 45 นาที ที่รถ เพื่อไปกินข้าวกลางวัน แล้วไปเยี่ยมชม บริษัทผ้าไหม การเดินในงวดแรก ผมกับพี่ดันพลัดกับน้าทำให้เราต้องลุยกันเอง ก็ไม่มีปัญหา เรื่องราคาไม่ค่อยซีเรียสเท่าไหร่ ถูกกว่าซื้อเมืองไทยเป็นใช้ได้ เราเดินกันไปทีแรกอยู่กับกลุ่ม ซึ่งมีพี่ไกด์อยู่ด้วย แต่ไปๆมาๆ เหลือพวกผมเพียงสองคน พวกเราเดินไปเดินมาอยู่พักใหญ่ได้ พี่ชายได้รองเท้า เป้สะพายหลัง แล้วก็กระเป๋าถือ มาไม่น้อย ส่วนผมไม่ได้อะไรนอกจากเป้ใบเดียว เรามีเงื่อนไขอยู่ว่า ต้องใช้เงินให้หมดเพราะ แลกเงินไทยตอนนี้ขาดทุน ดันมาเจอข้อแม้บ้าๆนี่ซะได้ พอใกล้ได้เวลา เราก็กลับไปที่รถ ก่อนกลับผมแวะร้านยา ซื้อยาลดไข้ ที่นี่มีไทลินอล โคลด์ ( ลดไข้ แก้ไอ ลดน้ำมูก ) แผงละ 10.5 หยวน แล้วก็มีไวอากร้าชนิด ผลิตเลียนแบบ เป็นยี่ห้อจีนครับ กล่องละ 90บาท ทีแรกยังว่าจะซื้อกลับมาอยู่เลยแต่กลัวไม่ผ่านด่าน

อาหารไต้หวัน มื้อสุดท้าย และ แฟชั่นโชว์ ผ้าไหม ...

เรามากินอาหารไต้หวันกันครับ มื้อสุดท้ายนี้ อาหารอร่อยใช้ได้แถมภาชนะที่ใช้ใส่ยังดูสวยอีกด้วย แต่เพื่อนร่วมโต๊ะของผม วันแรกยังไง วันสุดท้ายก็ยังอย่างนั้น ยังกินกันช้าเหมือนเดิม นี่นะอยากช้อปนานๆ กินกันอืดเหลือเกิน
หลังจากกินเสร็จก็ไปดูแฟชั่น ผ้าไหม มีการเดินแบบให้ดูด้วย นางแบบจีนนี่หุ่นดีจริงๆครับ หน้าตาแบบจีนๆนี่ สมัยนี้ยุโรป อเมริกากำลังฮิตนะครับ หลังจากจบแฟชั่นโชว์ เขาก็พาเราไปเสียเงิน แต่คณะนี้งกครับ งกไม่งกเปล่า ดูนานอีกต่างหาก ผมเพิ่งรู้นะว่าใยไหมที่เค้าได้มาจากรัง มีความเหนียวขนาดเอาไปใช้ทำเสื้อกันกระสุนได้เลย
เพราะความล่าช้า ทำให้เราเหลือเวลาอีกแค่ ชั่วโมงเศษที่จะซื้อของ บ้าชะมัด ยกสองนี้เราจะ โฟกัสไปที่ร้าน CD ซึ่งไกด์ของเราบอกว่ามีอยู่สองร้านใหญ่ๆ ราคาถูกด้วย ผมฝันไว้เยอะว่าจะซื้ออะไรบ้าง แต่พอไปถึง รู้สึกอยากเขกกะโหลกคุณไกด์ซักโป๊กให้ตายเหอะ โดนต้มซะเปื่อยเลย...
หลังจากวิ่งหาอยู่นาน ผมต้องเชื่อสิ่งที่เห็น ร้านเล็กๆ แคบๆ ที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้คือร้านที่ไกด์รูปหล่อ โปรโมตไว้นักหนา ตูจะบ้าตาย ...เข้าไปมีแต่ เพลงจีน ไอ้เจ้าเพลง ที่ผมต้องการ กลายเป็นฝันค้าง พยายามหลับตาหยิบๆมา เป็นสิบๆแผ่น กะว่า ซัก 300 กว่าหยวนแล้วมั้ง แต่ราคาแค่ 200 กว่าหยวนเอง เอาล่ะครับ ผมจะทำไงดี เหลือเงินอยู่อีกกว่า 500 หยวน มีเวลาเหลือแค่ 45 นาที เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ใช้เงินด้วยความรู้สึกเป็นทุกข์ ...
ผมเลือกร้านนาฬิกา ครับ และได้มาสองเรือน ต่อราคากันไม่นาน ผมบอกว่า
ไม่ต่อแล้วจะรีบไปขึ้นเครื่อง เจ้าของร้านเลย ตกลง ทำเป็นบ่นๆ หนอย ฟันตูไปเท่าไหร่ล่ะ ได้มาสองเรือน ขาออกมาผมเลยซื้อกระติกชาแบบที่คนจีนนิยมใช้กันฝากแม่ด้วย ไม่ต่อมันแล้วครับไม่มีเวลา คนขายถึงกับตะลึง 35 หยวนค่ะ ขอบคุณผมยกใหญ่ โบกมือบ๊ายบายให้อีก อะไรวะกระติกใบเดียว ทำยังกะเราให้เลขท้าย 3 ตัว แต่ไม่มีเวลาสงสัยแล้วครับ คิดว่าช่างเถอะ คิดเป็นเงินไทยแล้วก็ยังพอทน
แต่พอเดินมา แถวที่รถจอดรออยู่ พอมีเวลาเหลือ ก็เลยเดินเตร่ไปตามร้าน ดันไปเห็นไอ้เจ้ากระติกที่เพิ่งซื้อมา เหมือนกันทุกอณู เพียงแต่มันติดไว้ 15 หยวนเป็นราคาตั้ง
ยังต่อได้อีก ....ตูจะบ้า ...พูดไม่ออก ทำอะไรไม่ถูก ตะลึง ..ทำได้แค่ยกสองมือขึ้นทาบ อก และตะโกนสุดเสียงว่า “เจ๊อยากต๊ายยยย” ...มิน่าล่ะมัน บ๊ายบายผมใหญ่เลย อยากซื้อที่วางขายนี่ไปเขวี้ยงกะบาลยัยหมวยนั่นจริงๆ พับผ่าซิ
ผมคงต้องยอมรับสภาพแล้วว่า ไม่มีทางผลาญเงินได้หมดเป็นแน่ ก็เลยคิดว่าเก็บไว้ก็ได้วะ เผื่อคราวหน้ามาเที่ยวอีก เหลืออยู่เกือบ 300 หยวน ดีว่าได้พี่ไกด์แลกไป 100 หยวน ที่เหลือก็เก็บกลับบ้านครับ ช่างเป็นการช้อปปิ้งที่ทรมานซะนี่กระไร เพราะทำอะไรกันอืดอาดผมเลยได้ของไม่ครบตามที่ต้องการเลย แย่จัง
เอาล่ะครับ ทีนี้ก็ได้เวลากลับเมืองไทยกันซะทีแล้ว หลายคนหายใจโล่งอก อยากกลับบ้านกันเต็มแก่ แสดงว่าพวกนี้เขาไม่ค่อยได้ห่างบ้าน ผมน่ะเฉยๆ ให้อยู่ต่อ เป็นปียังไม่สะท้านเลยครับ สนุกซะอีกล่ะไม่ว่า แต่ให้เลือก ไปต้าหลี่ดีกว่า

ลาก่อน คุนหมิง ...

กลับมาที่รถกันก่อน ตอนกินข้าวพวกเรารวมเงินให้ไกด์จีน และ คนขับผู้ไม่เคยคุยกับเรา แต่เขาก็ขับรถได้นุ่มนวลมากเมื่อเทียบกับ คนจีนทั่วๆไป ตลอดการเดินทางจึงไร้ปัญหา ทั้งที่น่าหวาดเสียวแทบตาย ผมนึกไม่ออกเลยว่าเราเคยเบรกหัวทิ่มบ้างมั้ย เพราะฉะนั้น เราควรแสดงน้ำใจบ้าง ทริปนี้มีทั้งดี และไม่ดี โดยเฉลี่ยๆแล้วดี เพราะจะให้อะไรทั้งหลายมันเป็นอย่างใจเราคงไม่ได้ ถ้าอยากรู้สึกสบายเหมือนอยู่บ้านก็ต้องนอนอยู่บ้านนั่นแหละครับ เรามาเที่ยวก็อยากเจออะไรที่มันแตกต่าง ทั้งดี และไม่ดีก็ต้องทำใจยอมรับ ผมคิดของผมแบบนี้แหละไม่งั้นเที่ยวที่ไหนก็คงไม่สนุกแน่ๆ
ได้เวลาออกเดินทางสู่ สนามบินแล้ว ประสบการณ์ท่องเที่ยวเมืองจีน ครั้งแรกในชีวิต มีทั้งสุข เศร้า ( นิดๆ ) พอใจ เบื่อหน่าย หัวเราะ หงุดหงิด ปะปนกันไป สภาพแวดล้อมใหม่ๆ ผู้คนแปลกหน้า ต่างวัฒนธรรม เพื่อนใหม่ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเดิมๆ คือสีสันที่จะแต่งแต้ม ความจำเจของเรา ให้มีอะไรที่ควรค่าแก่การระลึกถึง และเติมเต็มความหมายของคำว่า ชีวิต
จนกว่าจะพบกันใหม่ ไจ้เจี้ยน คุนหมิง ไจ้เจี้ยน เมืองจีน ...

มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ ...

พี่ไกด์คนจีนอวยพรเรา และกล่าวคำอำลา โดยที่สนามบิน เขาต้องรับทัวร์อีก
กรุ๊ปนึงทันที โดยจะให้พี่สาวมาช่วยเรื่องที่สนามบินของพวกเรา แทน ขยันจังเลยนะ
รถจอดแล้วครับ พวกเราเอาของลงมาแพ็ค ค่อนข้างวุ่นวายกันทีเดียว ยุ่งกว่าขามาเพราะมีพวกของที่ซื้อกันมาอีก ทำให้กระเป๋ามีเยอะขึ้น แต่เที่ยวบินของเราก็ ดีเลย์
ไปอีกราว 45 นาที วุ่นวายกันพักใหญ่ก็ได้ขึ้นเครื่องกันซักที

ถึงเชียงใหม่ บทลาจากเพื่อนร่วมทัวร์ …

เราเดินทางมาถึง เชียงใหม่เวลาเดียวกับที่ออกเดินทาง กัปตันคนนี้ลงไม่นุ่มเหมือนกัปตันชวาลย์เลย รู้สึกว่าการเดินทางของผมเจอแต่คนสวยๆ น่ารักทั้งนั้นเลย ถือว่าทำบุญมาดี แต่เจอแบบ สายฟ้าแลบ แป๊ปเดียวก็ลาจาก ก็ถือว่าคงจะทำบุญมาน้อย
(ยกตัวอย่าง เช่น ทำบุญด้วยหูฉลามน้ำแดง แต่ทำแค่ครั้งเดียวในชีวิต ประมาณนั้น ) ดังนั้น ผมกับน้องๆ พี่ๆ ( รวมถึงรุ่นน้า รุ่นป้า )ที่รู้จักกันมาได้ 5 วัน กับอีก 4 คืน ก็เช่นกัน คงถึงเวลาที่ต้องกล่าวคำอำลากันแล้ว
หลังจากแยกย้ายกัน ผมกับพี่ก็ขึ้นรถแท็กซี่ หาที่พัก ส่วนน้ากลับกรุงเทพเลย
พอถึงห้องพัก ผมก็แทบจะสลบมันตรงนั้นเลย ทิ้งตัวลงนอน ถอดปลั๊กตัวเอง สลบคาที่ไปเลยครับ ตื่นอีกทีประมาณ 4 ทุ่ม ผมกับพี่ ก็ออกมาเดินเล่น ที่โรงแรมนี้อยู่ใกล้ไนต์บาซ่า เราแค่เดินตรงดิ่งออกมาที่ปากซอย ในระยะประมาณ 200 เมตรเท่านั้น รู้สึกว่า ทำไมราคาของมันแพงก็ไม่รู้ สงสัยเอาราคาที่คุนหมิงมาเทียบ เลยไม่อยากซื้ออะไร ซึ่งก็ดี ต้องเก็บไว้เป็นค่าเดินทาง คืนนั้นผมหลับเป็นตายเลยครับ นี่เราอยู่เมืองไทยแล้วเหรอ..นอนคิดๆไป ว่าเราเจออะไรมาบ้าง คิดย้อนกลับไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งสนุก ก่อนจะเริ่มคิดว่า บันทึกไว้ดีกว่า คิดไป คิดมา ความคิดสุดท้ายที่แว่บเข้ามาในหัวก็คือ
ทำไมมันเร็วจัง 5 วัน 4 คืน อย่างกะฝันแน่ะ......คิดได้แค่นั้นก็หลับไปซะแล้ว

จบบริบูรณ์




 

Create Date : 17 มกราคม 2549    
Last Update : 17 มกราคม 2549 23:56:37 น.
Counter : 308 Pageviews.  

คุนหมิง ต้าหลี่ ( ธค. 2546 )วันที่ 4

วันที่ 4 ...( 08 ธันวาคม 46 )

ออกจากฉู่ฉวง มุ่งหน้า คุนหมิง ...

เช้านี้เรา Morning call กันสายหน่อย แค่ 6 โมงเท่านั้นเอง ให้ตายเถอะ ผมนอนตื่นขึ้นมากลางดึกเมื่อคืน และรู้ทันทีว่าตัวเอง จับไข้เข้าให้แล้ว สาเหตุคงมาจากที่ผมนอนถอดเสื้อ ซึ่งเป็นความเคยชินเวลาอยู่เมืองไทย แม้จะมีฮีตเตอร์ภายในห้อง แต่ท่ามกลางอุณหภูมิประมาณ 4 องศา ของกลางดึก ก็เพียงพอจะทำให้ พวกอวดดีอย่างผมไข้ขึ้นได้ และดูท่ามันไม่ใช่น้อยๆซะด้วย อาการไอ เจ็บคอ ประดังเข้ามาอีก มื้อเช้านั้นผมกินอะไรไม่ลงเลย แย่ชะมัด วันนี้พวกเราออกจากฉู่ฉวง เช้านั้นฝนตกพรำๆ ผมเสียดายจริงๆ ที่ดันมาจับไข้ซะก่อน ไม่งั้นผมคง ได้รูปฉู่ฉวงซักเล็กน้อย
วันนี้เราไม่มีอะไรรีบร้อนนัก ในยามเช้าทุกคนดูสบายๆ ส่วนตัวผมนั้นซึมกระทือเป็นผีตายซาก เพราะดันไม่สบาย รถเคลื่อนตัวออกจากฉู่ฉวง ในขณะที่ยังเช้าตรู่ เรายังต้องจับเจ่าอยู่บนรถกันอีกนานเลย โปรแกรมของวันนี้ ไม่มีอะไร นอกจากไปโรงงานไข่มุก และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับไข่มุก แล้วก็ไปถึงคุนหมิงให้ทัน แล้วไปเที่ยว วิหารทองสำริด หรือ Golden Temple หลังจากนั้นเราก็จะ ไปเยี่ยมชมโรงงาน เป่า ซู่ ถัง ผู้ผลิต บัวหิมะอันลือลั่น จบด้วยมื้อเย็นที่ ฉวนตู อันเป็นที่ๆเราจะพักกันในคืนนี้
วันนี้ทั้งวันผมไม่เป็นอันทำอะไรเลย นอกจากนอน แล้วก็นอน การอยู่บนรถทั้งวันในขณะที่จับไข้แบบนี้ มันทรมานซะยิ่งกว่าอะไร การเดินทางในวันนี้ผมจึงแทบไม่ได้ให้ความสนใจกับ สิ่งต่างๆที่เรานั่งรถผ่านไปเลย ผมรู้สึกว่าไข้ผมคงขึ้น ไม่น้อยเลย เพราะสังเกตจากที่หนาวจนมือสั่น ทั้งที่อยู่ในรถปรกติไม่หนาวเลยสักนิด แต่ในเวลานี้ผมหนาวแทบตาย แต่ลมหายใจกลับร้อนผ่าว รู้สึกร้อนวูบวาบ ประเดี๋ยว สะบัดร้อน สะบัดหนาว ให้มั่วไปหมด ตาลาย แสบคอ จำได้แค่ว่าอากาศเบื้องนอก ขะมุกขะมัวอย่างมาก ฝนตกตลอดเส้นทางของเราทีเดียว การมาคุนหมิงของคณะเราเจอฝนโดยตลอด ( ยกเว้นที่ต้าหลี่ที่เดียว ที่อากาศดีตลอดวัน ) ถือว่าซวยพอสมควร แถมทางด่วนยังซ่อมอีกต่างหาก ดังนั้นมันจึงลำบากกว่าที่ควรจะเป็น แต่ถึงจะป่วยผมก็ยังพอทนได้

เยี่ยมชมโรงงานไข่มุก ...

และแล้วเราก็มาถึงโรงงานไข่มุก จนได้ ที่นี่มีคนไทย คอยบรรยายให้เราฟังเกี่ยวกับการผลิตมุก ถึงแม้จะเป็นไข้ แต่ก็พอจับใจความได้เล็กๆน้อยๆ ไข่มุกที่นี่เป็นไข่มุกเลี้ยง กรรมวิธีของการเลี้ยงมุกก็คือ เขาจะใช้เครื่องเปิดฝาหอย ซึ่งจะทำให้หอยไม่ตายเมื่อเปิดฝา เขาจะตัดเนื้อเยื่อของหอยออกมา ประมาณ 40 ชิ้น แล้วนำเนื้อเยื่อไปใส่ในหอยอีกตัว ( ที่ถูกตัดเนื้อเยื่อไปใส่หอยตัวอื่นเช่นกัน ) ที่ทำเช่นนี้ เพื่อให้เกิดการระคายเคือง ซึ่งจะทำให้หอยสร้างสารชนิดนึง ขึ้นมาปกคลุม เมื่อระยะเวลาผ่านไปนาน
พอสมควร ก็จะได้มุกมา ซึ่งในจำนวน 40 ชิ้นจะเสียมากกว่าดี ดังนั้นในหอยแต่ละตัวจะได้มุกดีเพียงเม็ดสองเม็ดเท่านั้นเอง จากนั้นก็นำมาผ่านกรรมวิธีอีก เพื่อผลิตเป็นสร้อยคอ เครื่องประดับ รวมไปถึง ครีมไข่มุก ซึ่งผมกับพี่ชายสนใจ และซื้อกลับมาใช้ด้วย อย่างอื่นคงไม่ไปดู ให้มันระคายลูกกะตาหรอกครับ กลัวเห็นราคาแล้วเป็นลม
เราแวะที่นี่กันครู่เดียวก็ออกเดินทางต่อ เนื่องจากกลัวจะกินข้าวเที่ยงกันช้า โดยเวลาที่กะไว้ คือ ประมาณ บ่ายสองโมง ก่อนจะถึงคุนหมิงมีอุปสรรคติดขัดเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นทางด้านหน้า ทำให้รถติดกันเป็นแถว และนานเสียด้วยซิครับ ผมก็ไม่สนอะไรแล้ว ขอนอนดีกว่า ไม่ไหว กว่ารถจะเคลื่อนที่ได้ก็ปาเข้าไป เกือบชั่วโมงนั่นแหละ
และแล้วเราก็มาถึงคุนหมิง ขอโทษที่วันนี้ผมขาดรายละเอียดไปมาก เพราะเก็บไม่ไหวจริงๆ จะตายอยู่แล้วครับท่าน

ร้านอาหารเชียงใหม่ ในคุนหมิง ...

ร้านที่เรามาแวะกินอาหารกลางวันกัน ชื่อร้านว่า ร้านอาหารเชียงใหม่ แต่อาหารน่ะจีนแต้ๆ แถมไม่มีคนไทยในร้านเลยด้วยซ้ำ มันตั้งชื่อนี้ทำไมกันหว่า อะไรเข้าฝันเนี่ย หรือว่า ไปเที่ยวเมืองไทยแล้วเกิดประทับใจขึ้นมาก็ไม่ทราบ ผมก็ตกใจนึกว่า จะได้มากิน ข้าวซอยที่คุนหมิงนี่ซะแล้วสิ ภายในร้านก็ตกแต่งด้วยสีแดง อันนี้ไม่เท่าไหร่ แต่ดันติดไฟสีแดงอีก ไม่รู้คิดมากไปรึเปล่า แต่ผมว่ามันทแม่งๆนะ ไอ้ไฟสีแดงเนี่ย
อาหารวันนี้มีจานเด็ด ที่นกพิราบทอดกรอบ ผมไม่ได้กินหรอก ไม่มีอารมณ์กิน ซดแต่ชาร้อนครับ เพราะหนาวเหน็บเข้าไปถึงกระดูกเลย ผมเข้าห้องน้ำแล้วออกมานั่งรอเขาทานข้าวกัน วันนี้ไม่มีบ่นครับ ใครจะทำอะไรเชิญตามสบายนะครับ ผมขอนั่งเป็นหุ่นอยู่นี่แหละ นั่งๆไป ก็เลยมองพนักงานหนุ่มๆ ( อ้าว เฮ้ย ยังไงกัน ) เท่าที่สังเกต ผมรู้สึกว่า ผงซักฟอกที่เมืองจีนคุณภาพสู้ของไทยไม่ได้ เพราะเสื้อของพ่อครัวและบริกรที่นี่ โคตรดำเลยครับ เดิมเป็นเสื้อขาว แต่กลายเป็นสีเทาไปซะแล้ว แล้วก็ก่อนที่เราจะออกจากร้านก็มีคนเมาครับ นั่งกินแล้วไม่ยอมลุก ( หรือจะชักดาบ ก็ไม่ทราบได้ ) เพื่อนต้องลากแขนลากขาออกจากร้าน ส่งเสียงโวยวายเล่นเอาบรรดาไทมุง ( ผมเอง ) ดูกันใหญ่ กว่าจะเคลียร์เล่นเอาบรรดา พนักงานเหนื่อยไปตามๆกัน พวกผมก็ลุ้นครับ ลุ้นให้มีมวย

ชมตำหนักทองเหลือง ...

เราออกจากร้านอาหาร และมุ่งตรงไปยังเป้าหมายข้างหน้า คือ ตำหนักทองสำริดของอู๋ซันกุ้ย ( หรือ โง้วซำกุ่ย ) ซึ่งสร้างจากทองเหลืองแท้ๆ
พวกผมมาถึงก็เย็นแล้ว แถมบางส่วนกำลังซ่อมแซมปรับปรุงอยู่อีกต่างหาก
ผมล่ะเซ็ง ทำไมเรามาในช่วงที่อากาศไม่ดี แถมไอ้โน่นก็ซ่อม ไอ้นี่ก็ซ่อม อีกต่างหาก ทำให้เราไม่ได้เข้าไปดูในส่วนของ ที่พำนักของนางเฉินหยวนหยวน อดีตเป็นคนรักของอู๋ซันกุ้ย ภายหลังนางออกบวช และวัดแห่งนี้แหละที่สร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์ความรักที่อู๋ซันกุ้ยมีต่อนาง ซึ่งปัจจุบันเป็น ที่แสดงอาวุธโบราณของ กองทัพอู๋ซันกุ้ย ความรู้สึกเหมือนอยู่ในหนังกำลังภายในเลย ท่านผู้อ่าน มีวิหารชั้นนอก ชั้นใน เวลาเดินต้องจินตนาการว่า คนอื่นๆที่เดินตามเรามาน่ะเป็นลิ่วล้อเราครับ เราคือแม่ทัพอู๋ซันกุ้ย โอววว์ ช่างยิ่งใหญ่ซะเหลือเกิน
นอกจากวิหารทองเหลือง แล้วก็มีสวน ศาลาโบราณ ที่นี่ยังมีสนพันปี ที่มีความรู้สึก ขอเพียงคุณเอามือไปลูบเบาๆที่ลำต้น ใบสนทั้งยวงจะสั่นสะท้าน ดุจดังเกิดอาการสยิวขึ้นมาทันใด และคาดว่ามันต้องเป็นสนตัวผู้แน่ๆ เพราะเวลาสาวๆ (สวยๆ ) ไปลูบมัน มันจะสั่นสะท้านแรงกว่าเวลา ผมหรือผู้ชายคนอื่นไปลูบ แต่บางทีมันอาจเป็นสนไบ ( เซ็กช่วล ) ที่ชอบทั้งชาย และหญิงก็ได้ ..

เป่า ซู่ ถัง และบัวหิมะอันลือลั่น ...

พวกเราจะไปเยี่ยมชม ( รวมถึงถูกชักชวนให้ซื้อ ) ผลิตภัณฑ์ของบริษัท เป่า ซู่ ถัง ซึ่งหากพูดชื่อนี้คงไม่มีใครเคยได้ยิน แต่หากพูดถึง บัวหิมะ ล่ะก็คงมีคนเคยได้ยินชื่อ และสรรพคุณของมันมาบ้าง ไม่มากก็น้อย
ที่บริษัทนี้ พนักงานส่วนใหญ่ พูดไทยได้ดีพอสมควร ทางบริษัทนั้นผลิตยาจีนแผนโบราณตามตำรับราชวงศ์ชิง ซึ่งมีมากว่า 300 ปี โดยทางรัฐบาลได้เข้ามาควบคุมการผลิต และ ตัวยาบางอย่าง ไม่ต้องฝืนใจนักอนุรักษ์ธรรมชาติด้วย เช่น ดีหมี เดี๋ยวนี้เขาไม่ลักลอบฆ่ากันแล้ว แต่เขาเลี้ยงหมี ไว้เจาะเอาน้ำดี โดยที่หมีก็ไม่ตาย เขากวางอ่อนก็เช่นกัน เพื่อลดการต่อต้านในกรณี ออกสู่ตลาดโลกในอนาคต
บัวหิมะ หรือ เป่า ฟู หลิง มีสรรพคุณในการรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก และบำรุงผิวพรรณ รวมไปถึง ฮ่องกงฟุต และ ริดสีดวงทวาร โดยต้องเก็บไว้ในที่เย็น เพื่อไม่ให้ตัวยาเสีย ในการสาธิต เขาจะใช้มือของผู้บรรยายปาดโซ่ร้อนที่ร้าน กว่า 500 องศาเซลเซียส ( เว่อร์ไปมั้ยเนี่ย ) จนมีกลิ่นไหม้ทีเดียว ผู้บรรยายท่านนั้นคงจะฝึกวิทยายุทธมาจึงไม่มีร้องโอดโอย ( แต่ตาเหลือก น้ำลายฟูมปากไปเรียบร้อย ) จากนั้นก็จะใช้ บัวหิมะทา ซึ่งสังเกตได้ว่า แผลไม่บวมแดง และดูดีขึ้นจากตอนที่เอาไปปาดโซ่ร้อนใหม่ๆ อย่างเห็นได้ชัด พวกนี้จะต้องปาดกันประมาณ อาทิตย์ละครั้ง เท่าที่ดูมือเขาก็ยังดีอยู่แสดงว่า สรรพคุณมันดีสมคำโฆษณา
นอกจากบัวหิมะ ก็มีพวกยาจีนแขนงต่างๆ เขาจะมีหมอจับเส้น มาจับชีพจรเราและแนะนำให้ว่าเราต้องใช้ยาตัวไหนบ้าง แรกๆก็ดูน่าเลื่อมใสดีอยู่หรอก แต่พอแนะเราเสร็จ พี่แกมีการเดินตามจิกให้เราซื้ออีกแน่ะ ผมเดินหนีแทบตาย ตามมากดดันอยู่ได้ ต้องเผ่นออกมาข้างนอก รอขึ้นรถเลยครับ ทั้งๆ ที่หนาวจับไข้จนมือสั่นจับแก้วน้ำไม่อยู่ก็ต้องเผ่น ไม่ไหว พวกหมอจอมไซโค พวกนี้ ไม่นึกว่ามาตรวจเราเมื่อกี้ จะโดดเตะให้คอหักเลยเชียว ( แต่ผมอาจเจอ วิชาสกัดจุด กลายเป็นอัมพาตเอาก็ได้ ... พอครับ ชักจะบ้ากันไปใหญ่ )
จบรายการ ทัวร์ เป่า ซู่ ถัง ก็เป็นการเดินทางไปยังฉวนตูเพื่อทานอาหาร
และเข้าที่พัก โดยพรุ่งนี้เราจะไปป่าหินกัน ฉวนตูใกล้ป่าหินมากกว่า เพื่อประหยัดเวลา ฟังดูก็เข้าท่าดี แต่ก็เกิดเรื่องวุ่นๆขึ้นจากการมาพักที่ฉวนตูนี่แหละ

ความขัดแย้ง ที่ โรงแรม หมิง ฮู ...

รถพาเราออกจากคุนหมิง มุ่งหน้าสู่ฉวนตู เมืองเล็ก ที่ตั้งอยู่ระหว่าง คุนหมิง กับอุทยานป่าหินเชอะหลิน ที่เราจะไปเที่ยวกันในวันพรุ่งนี้ โรงแรมดังกล่าว ถ้าให้พูดก็อาจจะจัดว่า ด้อยที่สุดในบรรดา โรงแรมที่พวกเราพักมาตลอด 3 คืน แต่ผมก็ยังไม่เห็นว่ามันจะห่วยถึงขนาดทำให้เกิดเรื่องราวใหญ่โตขึ้น ที่นี่มีบ่อน้ำแร่ให้เราว่ายเล่นด้วย และมีไก่ ( แสลง ที่ใช้เรียกพวกคุณตัว ผู้หญิง ส่วนผู้ชายเรียก เป็ด ) อยู่เต็มไปหมด ท่าทางของพวกคณะทัวร์เริ่มมีทีท่าไม่พอใจ กับบรรยากาศโรงแรม
อาหารค่ำของเราวันนี้ เป็นเป็ด อี้เหลียน( เป็ดจริงนะครับ ) ที่ขึ้นชื่อ ทั้งน้ำจิ้ม และเนื้อเป็ดที่นุ่มอร่อยที่สุดในยูนนาน น่าเสียดายที่มันมี แค่จานเดียว แต่ขนมอย่างนึงลักษณะเหมือนแป้งทอด มีไส้เป็นถั่วแดง รสชาติอร่อยมากทีเดียว ซึ่งขณะนั้น หนุ่มๆสองคนที่ร่วมโต๊ะกับพวกผม ลุกไปเข้าห้องน้ำแล้วเกิดไม่พอใจห้องน้ำขึ้นมา เริ่มมีเสียงบ่นขึ้นบ้างแล้ว แต่ผมคิดว่าคงไม่มีอะไรมั้ง เพราะเห็นบ่นกันมาตั้งแต่วันแรกแล้ว
จบมื้ออาหารก็เข้าบ้านพัก แต่ละบ้านมี 4 ห้อง ผมอยู่หลังที่ 8 ตอนที่เห็นห้องค่อนข้างโทรมไปนิด แต่ก็พอใช้ได้ผมล่ะนึกว่าทุกคนจะคิดเหมือนผมซะอีก ที่ไหนได้คู่ที่อยู่ตรงข้ามกับห้องผมเริ่มมีเสียงบ่น ไม่ดีเลย เหม็นอับ ไม่อยากนอนเลย ผมก็ยังนึกอยู่ว่าเดี๋ยวคงเลิกบ่นไปเอง แต่ที่ไหนได้ พอออกมาข้างนอก มีการจับกลุ่มโวยวาย การบ่น ขยายวงกว้าง จนเกือบจะมีการสไตรก์ไม่ยอมพักห้องที่ได้กัน ( งั้นเชิญนอนที่ล๊อบบี้นะครับ ) ผมกับพี่น่ะยังไงก็ได้ เราเลยไปเดินเล่นกัน กลับมาก็เห็นเขาชุมนุมกันที่ล๊อบบี้ โดยที่คุณไกด์ทั้งสองกำลังพยายามเคลียร์กันอย่างเต็มที่ ทางฝ่ายคณะทัวร์ก็ทำท่าจะไม่พักท่าเดียว ขอให้กลับไปพักในคุนหมิง ทำได้ก็แปลกแล้ว เราจองห้องไว้ จ่ายเงินแล้วด้วย เขาคงคืนเงินให้หรอกนะ นอนที่คุนหมิงต้องเสียเงินเพิ่ม แถมยังไม่รู้ว่าจะมีที่พักรึเปล่าเลย กว่าจะถึงคุนหมิง ก็โน่นแหละ เที่ยงคืน ไหนจะหาโรงแรม เช็คอิน จะได้นอนกันตอนไหน นิดๆหน่อยๆก็บ่นกันแล้ว..ผมรู้สึกเบื่อ เลยนั่งดูไก่ดีกว่า แน่ะ กวักมือเรียกผมใหญ่เลย อายุเท่าไหร่เนี่ย 16 ถึงรึยังก็ไม่รู้ นั่งมองนานไปหน่อย โดนน้องที่นั่งข้างๆเหน็บเข้าให้ “ชอบล่ะสิ” แหม หึงผมรึเปล่าเนี่ย ...พวกนั้นพยายามดึงผมกับพี่ให้ร่วมกันต่อต้าน การพักที่นี่ ใครจะบ้าไปกับพวกเธอล่ะ อยู่นี่แหละ นอนๆไปเดี๋ยวก็เช้าแล้ว
เรื่องตึงเครียดอยู่พักใหญ่ กว่าจะได้นอนก็ปาเข้าไปเกือบๆ ห้าทุ่มโน่นแน่ะ ผมสังหรณ์ใจว่า ป่าหินที่ว่า เราคงไม่ได้ไปเป็นแน่ แต่ช่างเถอะ ผมป่วยจะตายอยู่แล้ว นอนเอาแรงดีกว่า ไข้ยังไม่ลดเลย ยาก็หมด ตายแน่เรา เอาล่ะ พรุ่งนี้ค่อยดูกันอีกที




 

Create Date : 17 มกราคม 2549    
Last Update : 17 มกราคม 2549 23:53:55 น.
Counter : 343 Pageviews.  

คุนหมิง-ต้าหลี่ ( ธค. 2546 ) วันที่ 3

วันที่ 3 ... ( 09 ธันวาคม 2546 )

พระเจดีย์ 3 องค์ ยามเช้า ...
เช้านี้พวกผมโดนปลุก ก่อนไก่โห่อีกแล้ว วันนี้เค้าเน้นเป็นพิเศษเพราะเราต้องไปให้ทันขึ้นเรือที่จะพาเราล่องทะเลสาบ เอ๋อไห่ เฮ้อ เข้าใจครับ แต่ว่ากำลังฝันหวานๆ แล้วโดนกระชากมาจากความฝันนี่มันเจ็บปวดนะ แต่ก็ตื่นมาแล้วนี่ จะบ่นทำแมวน้ำอะไรล่ะ ที่นี่มีข้อเสียอยู่ตรงอาหารเช้าไม่ค่อยถูกปากเลยแฮะ ผมซัดแต่ซาลาเปา กับนมร้อน หลังอาหารคุณพี่ไกด์ให้เวลาพวกเราเล็กน้อย ในการเข้าชม พระเจดีย์ 3 องค์ ซึ่งตามประวัติแล้ว ในราวปีค.ศ. 1842 – 1849 พื้นที่แถบนี้มักประสบปัญหาน้ำท่วมอยู่เสมอๆ สร้างความเสียหายแก่ผลิตผลการเกษตรเป็นอย่างมาก เมื่อได้ทำการสำรวจ ฮวงจุ้ยแล้ว ก็พบว่า บริเวณนี้เป็นที่อยู่ของมังกร เพราะฉะนั้นในแต่ละปี เมื่อมังกรพลิกตัว ก็จะบันดาลให้เกิดน้ำท่วมขึ้น จึงได้มีการสร้างพระเจดีย์ที่มี รูปทรงแตกต่างกัน 3 องค์ ขึ้นมา เพื่อทับตัวมังกรไว้ และก็น่าแปลกที่ เมื่อสร้างเจดีย์เสร็จแล้ว นับแต่นั้นมา บริเวณนี้ก็ไม่เคยประสบปัญหาน้ำท่วมอีกเลย

ฮุ่ยเหลียน ดอกไม้ทองแห่งดินแดน ชาวไป๋ ...
หลังจากถ่ายรูปกันอย่างเร่งรีบ พวกเราก็ถูกต้อนขึ้นรถ เพื่อไปยังท่าเรือ
โดยอาจินฮัวหรือฮุ่ยเหลียนนั้นไปรออยู่ที่นั่น จัดการเรื่องตั๋วของเราให้พร้อม และคอยบอกทางนั้นให้คอยพวกเราในกรณีที่เราอาจสาย หรือ คนซื้อตั๋วเต็มเสียก่อน คือเรือที่นี่หากคนเต็มปุ๊ป ก็ออกปั๊ป และรอบเช้ามี 2 ลำ รอบบ่าย มี 2 ลำ เราจึงต้องรีบ เพราะพลาดไม่ได้ โดยเราจะใช้เวลาอยู่ในเรือกันค่อนข้างนาน คือประมาณ 4 ชั่วโมงเห็นจะได้
ทะเลสาบที่เราจะไปกันนี้ชื่อ ทะเลสาบเอ๋อไห่ ครับ มีรูปร่างคล้ายใบหู เราจะขึ้นจากท่าหนึ่ง และไปลงยังอีกท่าหนึ่ง รถทัวร์จะขับไปรอรับอยู่ที่อีกฟาก ยามเช้าของต้าหลี่ การจราจรก็ติดขัดพอสมควร พอพวกผมมาถึงท่าเรือ อาจินฮัว ก็ยืนคอยอยู่ก่อนแล้ว พร้อมตั๋วในมือ วันนี้อาจินฮัวแต่งตัวด้วยชุดพื้นเมืองไป๋ เป็นชุดขาว เสื้อผ้าทำจากผ้าที่มีลักษณะเรียบลื่น ท่าทางใส่สบาย เสื้อยาวคล้ายเอี๊ยม สวมกางเกงขายาว สังเกตว่าชาวจีนทั้งชาย และหญิง มักนิยมใส่กางเกงมากกว่ากระโปรง อาจเป็นเหตุผลด้านความคล่องตัว เพราะคนจีนกระตือรือร้น และไม่อยู่เฉย อีกอย่างที่เป็นจุดเด่นเลยสำหรับเครื่องแต่งกาย ของหญิงสาวชาวไป๋ ก็คือหมวกครับ หมวกของสาวชาวไป๋นี้จะเป็นผ้าปักด้วยมือ รูปทรงและการสวมใส่คล้ายๆ กับหมวกขาวของพยาบาลนั่นแหละ หมวกนี่บอกสถานภาพได้นะครับ เพราะด้านข้างจะมีพู่สีขาวห้อยอยู่
พู่นี่สำคัญครับ ผู้ชายห้ามจับโดยพละการ ถือว่าดูหมิ่นเขาอย่างแรง จับมั่วซั่วเป็นเรื่องแน่ อาจถึงขั้นลงไม้ลงมือกันทีเดียว เค้าเอาไว้ให้ชายที่หมายปอง และจะแต่งงานด้วยเท่านั้น หากหญิงใดแต่งงานแล้ว พู่นี่จะถูกรวบขึ้นไปผูกไว้ด้านหลัง
เป็นของสำคัญนะครับ เพราะ แม่จะเป็นผู้ปักให้ ไอ้ที่เขาทำมาขายนักท่องเที่ยวน่ะก็มี แต่จะมีคุณค่าทางจิตใจไม่เหมือนกันนะครับ ส่วนพ่อจะให้กำไลหยกแก่ลูกสาว โดยเป็นกำไลลักษณะแบน หากแต่งงาน จะเปลี่ยนมาใส่แบบ กลม ซึ่งสามีเป็นผู้ซื้อให้ อันนี้ถ้าผมจำสลับ กลมกับแบน ก็ถือว่าซวยไปครับ ( แต่ไม่น่าจะผิดนา ) เอาล่ะหลังจากรับตั๋วเรียบร้อย ( ซึ่งผมชมอาจินฮัวด้วยภาษาพื้นเมืองของที่นี่ว่า ฮาชิว หรือสวยน่ะแหละ ออกนอกหน้าซะไม่มี เป็นทีเด็ด พิชิตใจสาว เมื่อวานแอบไปถามพี่ไกด์มา)
อาจินฮัวรอรับเราอยู่นานแล้ว เธอเร่งให้พวกเราเข้าไปที่ท่าเรือ เพื่อที่จะขึ้นเรือลำที่ออกก่อน จะได้ไม่เสียเวลา หางตั๋วของที่นี่นำมาทำเป็นโปสการ์ดได้ด้วย พอผ่านเข้าไปเขาจะแจกรูปหัวใจทำจากผ้าปัก เอาไว้คล้องคอเหมือนบัตร ID ที่ทำให้รู้ว่า เราเสียค่าผ่านทางถูกต้อง ไม่ได้มั่วขึ้นมา นอกจากนั้นยังมีบัตรสำหรับเข้าชมการแสดงพื้นเมือง ในห้องแสดงของเรืออีกด้วย
ล่องทะเลสาบ เอ๋อไห่ ...
เรือที่เราจะขึ้นมี 3 ชั้น ชั้นแรกเป็นห้องกัปตัน และมีห้องน้ำอยู่ทางด้านหลัง
ชั้น 2 เป็นส่วนของห้องแสดงโชว์ครับ และชั้น 3 เป็นดาดฟ้า มีห้อง VIP อยู่ด้วย บนเรือค่อนข้างแน่น หาที่นั่งลำบากพอสมควร เท่าที่เห็นมีไกด์พื้นเมืองเหมือนอาจินฮัวเยอะเลยครับวันนี้ ท่าทางการท่องเที่ยวจะกำลังบูม
วันนี้นอกจากอาจินฮัว จะดูน่ารักเป็นพิเศษแล้ว ( ซึ่งทำให้ผมทำท่าจะมีคู่แข่งขึ้นอีกเยอะซะแล้ว ) วันนี้ดูเธอยุ่งเป็นพิเศษด้วย ผมเลยหาจังหวะเหมาะๆ ที่จะชวนคุยไม่ได้เลย ซักกะที
หลังจากเรือออกจากท่าได้ไม่นาน ก็มีการจอดแวะที่ ท่าแห่งแรกซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก บนท่าแห่งนี้ ไม่ค่อยมีมุมเด็ดๆสำหรับถ่ายรูปซักเท่าไหร่ มีแต่พวกของที่ระลึก แต่ที่นี่ผมก็ได้ขออาจินฮัวถ่ายรูปคู่มาด้วย ตอนถ่ายรูป ปรากฎว่าน้าของผมโดน อาซิ้มด่าครับเพราะเขากำลังจะเดินตัดหน้ากล้อง แต่น้าผมเอามือรั้งไว้ ปรากฎว่าซิ้มแกโวยวายใหญ่เลย คิดว่าแกกำลังจะจ้างทนายมาฟ้องน้าของผมข้อหา กักขังหน่วงเหนี่ยว อาจินฮัวก็ขำใหญ่ ช่างมันครับ ด่าไปเราก็ไม่รู้เรื่องอยู่ดี
ดอกไม้ร่ายรำ ... เรือแวะที่ท่านี้ไม่นานนัก ก็มีสัญญาณให้ขึ้นเรือได้ พอเราขึ้นเรือมา คุณไกด์ได้บอกพวกเราว่า ให้ไปห้องแสดง ที่ชั้นสองเลย เพราะการแสดงพื้นเมืองของชาวไป๋จะเริ่มแล้ว พวกผมเข้ามาและนั่งตามหมายเลขที่กำกับไว้ ที่นี่มีชุดนักแสดงเป็นหนุ่มสาวชาวไป๋ มีผู้หญิงที่เป็นนักแสดงประมาณ 5-6 คน ผู้ชายน้อยกว่า พิธีกรสาวหน้าตาน่ารักเป็นผู้ประกาศ เสียแต่ฟังไม่รู้เรื่องเท่านั้น การแสดงจะแบ่งเป็น 5 ชุดสั้นๆก่อนการแสดงชุดแรกจะเริ่มขึ้น มีการเสิร์ฟของว่าง ซึ่งคนที่ยกมาเสิร์ฟก็เป็นนักแสดงนั่นแหละ อย่างที่บอกครับ ต้าหลี่ล้วนหญิงงาม นักแสดงที่นี่หน้าตาน่ารักทุกคน และมีอยู่คนนึงที่น่ารักมากๆ น่ารักกว่าอาจินฮัว ซะอีก
ของว่างที่เสิร์ฟเป็นอย่างแรกเป็น ผลไม้แช่อิ่ม การแสดงชุดแรกเป็นการร้องเพลงพื้นเมืองของ ไป๋ โดยนักร้องสาวเสียงใส ( แบบจีนๆ .. คือ ร้องเสียงสูงปรี๊ด ) คนที่ไม่ได้แสดงก็วิ่งเสิร์ฟกันอย่างรวดเร็ว บางคนเสร็จปุ๊ปวิ่งเข้าหลัวเวทีปั๊ป แล้วออกมาแสดงแทบจะในทันที เรียกว่าอึดพอสมควรเลย พวกนี้ต้องแสดง เช้า 5 รอบ เย็นอีก 5 รอบ เป็นเราๆท่านๆ คงเซ็งกันบรรลัยเลยล่ะครับ แต่ขึ้นชื่อว่าคนจีน วินัยต่อหน้าที่ และความขยันมาเป็นที่หนึ่งอยู่แล้ว
ถัดจากชุดแรกเป็นการแสดงเต้นรำ ประกอบหมวกปีกกว้าง โดยสาวๆ 5 คน ที่แต่ละคน น่ารักทั้งนั้น เรียกว่าดูจนลืมอาจินฮัวไปเลยทีเดียว หลังจากจบการแสดงชุดนี้แล้วก็มีการเสิร์ฟของว่าง อย่างที่สอง ก็เป็นน้ำอะไรซักอย่างคล้ายๆ น้ำขิงบ้านเราแต่
รสหวานชุ่มคอดี มีการโรยเกล็ดอะไรด้วย แต่เกล็ดที่ว่านี่ไม่อร่อย รสชาติจืดๆ แปลกๆ แถมติดฟันด้วย หลังจากเสิร์ฟเสร็จแล้ว พิธีกรสาวก็ออกมาอีกรอบก่อนเปิดการแสดงชุดที่สาม เป็นการร้องเพลงเช่นเคย แต่คราวนี้เป็นนักร้องหนุ่ม หน้ากลมๆ คิ้วเข้มๆ ถ้าคุณสาวๆ ชอบสไตล์ ซื่อๆ หล่อแบบจริงใจแล้วล่ะก็ ไม่ควรพลาด หลังจากการโชว์พลังเสียงของพ่อรูปหล่อ จบลง ก็เป็นการเต้นรำ แสดงประเพณี ว่าด้วยการเกี้ยวสาวของชาวไป๋ มีชายหนุ่มดีดกีต้าร์จีน สามคน ผู้ชายทุกชาติเวลาจีบสาวก็เหมือนกันคือ กะล่อนเข้าไว้ ไม่ผิดหวัง
หลังจากจบการแสดงชุดนี้ ก็มีการเสิร์ฟของว่างอย่างสุดท้าย เป็นชาครับ แต่มีรสหวานหน่อยๆ แล้วก็มาถึงการแสดงชุดสุดท้าย ที่ถือเป็นไฮไลต์ เป็นการแสดงว่าด้วยประเพณีการแต่งงาน ของชาวไป๋ ที่ว่าเป็นไฮไลต์เพราะคนที่แสดงเป็นเจ้าสาวนั้นน่ารักซะจน ผมตะลึงไปเลย เล่นเอาอาจินฮัวกระดอนออกไปจากหัวใจผม ( ชั่วขณะ ) เลยนะ
ชุดก่อนๆ เธอก็แสดงครับ แต่มาชุดสุดท้ายนี่ใส่ชุดเจ้าสาวสีแดงสด แล้วมันเด่นอย่าบอกใคร เรียกว่า ทีเด็ดอยู่ตอนท้ายนี่เอง
ต้าหลี่ เมืองสวรรค์ ...
การแสดงจบลงอย่างน่าประทับใจ ผมกับพี่ก็ออกไปนั่งเล่นทางด้านกราบของเรือ ที่นั่งแถวนั้นว่างโล่งซะจนผมสงสัยว่ามันมีคนตกน้ำหายไปบ้างรึเปล่าวะเนี่ย เห็นตอนแรกแย่งกันจะเป็นจะตาย พอผมมองเข้าไปในห้อง VIP ก็เห็นบรรดา อาเฮีย อาเจ๊ทั้งหลายนั่งจั่วรัมมี่ เอ๊ย..ไพ่นกกระจอกกันอยู่นี่เอง นึกว่าหายไปไหน ซึ่งก็เล่นได้ไม่ผิดกฎหมายนะ บางคนก็ดูดบุหรี่ปุ๋ยๆ อันว่าคนจีนนี้นะครับ สูบบุหรี่กันเป็นขนมเลยก็ว่าได้ ว่ากันว่าบุหรี่ที่บริษัทมาร์ลโบโรมีกำลังสามารถผลิตได้ใน 1 เดือน คนจีนแกดูดซะเรียบ วันเดียวหมด อะไรมันจะขนาดนั้น.. ( ที่จริงเพราะคนเค้าเยอะน่ะครับ )
ผมกับพี่รู้สึกเหมือนกันเลยว่า ที่ต้าหลี่นี่มันน่าอยู่เอามากๆ อากาศก็ดี บ้านเมืองก็เป็นระเบียบ ผู้คนก็ดูดี ถ้าหาเมียอยู่เป็นคนที่นี่เลยก็เอานะ แต่ผมก็ยังขอยืนยันกับสาวไทยทุกคนว่า ผู้หญิงไทยสวยที่สุดในโลก ( ผู้ชายไทยก็หล่อที่สุดในโลก ให้ตายเถอะ ประเทศไทยจงเจริญ ... )
ขณะที่เรานั่งอยู่นั้น สายลมเย็นเฉียบก็พัดเข้ามาปะทะใบหน้าของเรา ช่างสดชื่นเหลือเกิน เยือกเย็น แต่ไม่หนาวเหน็บ บริเวณด้านหลังของเมืองต้าหลี่ เป็นเทือกเขาสูงตระหง่าน ในช่วงหน้าหนาวจะเริ่มมีหิมะปกคลุมยอดเขาประปราย แม้แต่น้ำใน
ทะเลสาบนี้ เขาก็บอกว่า มันไหลมาจากหิมะที่ละลายบนยอดเขา 19 ยอด .. (อะไรมันจะขนาดนั้น ) เบื้องบนเสียดยอดเขา เป็นกลุ่มเมฆใหญ่ สีขาวสะอาดลอยตัวตัดกับผืนฟ้าสีครามสดใส แดนสวรรค์อย่างนี้ ผมแทบไม่อยากจะจากไปเลยครับ ถ้าเมืองไทยรู้จักรักษาของดีของเราไว้แบบนี้บ้างคงดี
หลังจากนั่งทอดอารมณ์ได้พักใหญ่ๆ น้าของผมมาตาม ให้ไปอีกฝั่งนึง ด้านนั้น อาจินฮัวกำลังยืนคุยกับไกด์ทั้งสองของเราประมาณว่าช่วยกันส่งเสริมผมน่ะแหละ จริงๆผมก็รู้นะว่าเค้าคงมีแฟนแล้วแหละ แกล้งทำหมาหยอกไก่ไปงั้นเอง ( แต่ถ้าเกิดฟลุ้คขึ้นมาก็เต็มใจนะครับ ) ผมเห็นน่า รูปคู่ด้านหลังมือถือของอาจินฮัวน่ะ
พี่ไกด์ถามว่าอยากลงไปดูการแสดงอีกมั้ย เค้าจะแสดงรอบสุดท้ายของเช้านี้แล้ว ผมกับพี่ก็เลยไปกับพี่ไกด์ และอาจินฮัว ก็มีกันแค่ 4 คนนี่เอง ผมไปนี่หวังจะถ่ายรูปของ นักแสดงโดยเฉพาะคนที่เล่นเป็นเจ้าสาวน่ะแหละ รอบสุดท้ายก็ยังเล่นกันดีไม่มีทีท่าเหนื่อยหน่ายเลย ยกนิ้วให้จริงๆครับ
เทียบท่าครั้งที่สอง ไหว้เจ้าแม่กวนอิม ...
หลังจากจบการแสดง คุณชานบอกว่าเราจะขึ้นฝั่งไปถ่ายรูปอีกทีหนึ่ง ให้รออยู่ที่ชั้น 1 เลย ท่าที่เราขึ้นครั้งนี้มีอะไรให้ดูเยอะกว่าที่แรก ทะเลสาบของชาวต้าหลี่นี่ก็มีตำนานเล่าขาน แต่เล่าว่าไงผมก็จนปัญญา เพราะเค้าบรรยายซาวด์แทรกจีนกลางครับรู้สึกจะมีประเพณีของการบูชาเทพธิดาของทะเลสาบด้วย พี่ไกด์แกก็เล่าให้ฟังนิดหน่อยแต่บังเอิญ ไม่ทันได้ฟัง มัวแต่เหล่สาวอยู่ ขออภัย..พอเดิน ขึ้นไปผมเห็นไกด์ยืนชูธงกันสลอนเลย เล่นเอาผมระทดท้อขึ้นมาทันใด ยังไม่ทันแก่เลยตู ต้องมาเดินตามธงแล้วเหรอวะเนี่ย..
ที่นี่ด้านบนมีรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งผมรู้สึกว่า เจ้าแม่กวนอิมที่เห็นไม่ใช่ศิลปะแบบจีนอย่างที่คุ้นเคย แต่ผมว่ามันมีลักษณะแบบของขอมมาผสมด้วย
ผมไหว้เจ้าแม่กวนอิมเพื่อความเป็นศิริมงคล และยังได้บริจาคเงินอีกเล็กน้อย บริเวณดังกล่าวมีการทำเป็นสวนดอกไม้ มีการทำเสียงจำลอง นกร้อง สวนสวรรค์ อะไรทำนองนั้น หลังจากชื่นชมความงามของ ที่นี่ได้ไม่นานทางเรือก็ให้สัญญาณเตรียมออกเรือ ซึ่งการขึ้นเรือเที่ยวนี้จะเดินทางไปอีกไม่นานก็จะเทียบท่า ให้เราลง เป็นอันสิ้นสุดการล่องทะเลสาบเอ๋อไห่ ผมถอดเสื้อกันหนาวออกเพราะรู้สึกร้อนได้ แม้จะยังไม่มีเหงื่อก็ตามที แต่ก็รู้สึกไม่หนาวแล้ว อีกทั้งแดดค่อนข้างแรงด้วย พอถอดเสื้อออกก็รู้สึกว่า อากาศกำลังเย็นสบายมากทีเดียว พวกผมรออยู่บริเวณชั้น 1 เพราะอีกไม่นานก็ถึงฝั่งแล้ว พอเรือเทียบท่า พวกเราก็ทยอยเดินลงมา หันหลังไป เห็นบรรดานักแสดงยืนอยู่ที่ชั้นสอง แล้วโบกมือลาพวกเรา รู้สึกหดหู่ยังไงไม่รู้ โดยเฉพาะสาวน้อยที่แสดงเป็เจ้าสาว เธอตีบทแตกจริงๆครับ ทำสีหน้าเศร้าสร้อย ( อาจจะเหนื่อย ) เห็นแล้วไม่อยากไปเลย
รถพาเรามาอีกไม่ไกลเท่าใดนัก รู้สึกมันอยู่แถบเดียวกับที่มากินเมื่อคืนเลยนี่หว่า ถนนเส้นนี้เอง ขนาดตอนกลางวันก็ยังไม่ค่อยมีคนเลย เค้าอยู่ในบ้านกันหมดน่ะครับ คือทำงานอยู่ ที่นั่งข้างนอก ไม่ขายของก็มีงานอยู่ในมือ กันทั้งนั้น
ร้านอาหารที่เรามากินนี่ทำอาหารค่อนข้างมีรสชาติทีเดียว ไม่จืดอย่างที่คิดเลย อีกอย่างที่สังเกตเห็นเกี่ยวกับวัฒนธรรมการกินของคนจีน คือ ทุกมื้อในทุกที่ จะมีปลา และผักขึ้นโต๊ะเป็นเมนูประจำเสมอ ปลาเป็นสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์ตามความเชื่อของชาวจีนในแทบจะทุกภูมิภาค
ห้องส้วมชวนตะลึง ...
ผมขเมือบอาหารมื้อนี้ไม่นานก็อิ่ม เอาเวลาไปเดินเล่นดีกว่า ผมกับพี่ก็เลยออกไปสำรวจส้วมกันตาม เป้าหมายที่ตั้งไว้แต่แรก แล้วก็ไม่ผิดหวังจริงๆครับท่าน ส้วมที่นี่ เป็นส้วมจีนแท้ๆ เอาที่ฉี่ก่อน ก็เป็นรางยาวๆ ไม่มีที่กั้น อันนี้ไม่แปลกครับเพราะบ้านเราก็มียังงี้ ต้องดูนี่ครับ
ส้วมมี 3 ห้อง ผนังกั้นสูงประมาณสีข้าง ส่วนประตู....เอ่อ... ไม่มีประตูครับ เอ่อ...ไม่ใช่ประตูหลุดครับ ไม่ใช่ประตูเสียครับ ..แต่มันไม่มีมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกแล้ว เด็ดจริงๆ นี่สิจีนแท้ๆ คนจีนถือว่าการอึเป็นเรื่องธรรมชาติครับ อายทำไมเดินเข้ามาก็ทักทายกันเลย “อ้าวคุณจาง วันนี้อึเหลวจังนะ ไม่สบายเหรอ” ( Ha..Ha..อย่าคิดมากครับผมยังทุเรศตัวเองเลย คิดภาพตามแล้วสยอง )
เอาเถอะออกจากห้องส้วมกันดีกว่า พวกผมออกมาเดินเล่น พี่ชายผมอยากได้รูปร้านเบเกอรี่ของจีน ผมก็เลยซื้อขนมเค้ามาซะหน่อยเดี๋ยวเค้าจะว่าเอา ที่นี่เวลาซื้อขนมเค้าชั่งกิโลเอานะครับ ไม่ได้ขายเป็นชิ้น “เจ๊ขนมปังไส้กรอก โลนึง” .. กินหรือนั่น บ้านช่องแถบต้าหลี่นี่เป็นลักษณะแบบเมืองเก่าแท้ๆเลยครับ บานประตู ลูกกรง มีการและสลักอย่างวิจิตรบรรจง เป็นความงามที่น่าประทับใจอีกอย่าง แต่ในเมืองก็เจริญพอๆกับจังหวัดใหญ่ๆของเราเลย ดูแล้วเป็นสัดเป็นส่วนดีครับ ที่นี่ยังมีการใช้รถม้าเป็นพาหนะให้เห็นอยู่ครับ ไม่ใช่แค่เอาไว้โชว์นักท่องเที่ยวนะครับ ที่นี่ยังนิยมทำพวกของพื้นเมืองขายนักท่องเที่ยวอีกด้วย ผมก็ได้ผ้าขนแกะมาในราคาถูก 25 หยวนครับ คิดเป็นเงินไทยก็ 125 บาท ผ้าไหมจีนราคาแค่ 30 หยวนเท่านั้น ค่าครองชีพที่นี่ถูกมากๆ
ชมโรงงานหยก ...
ออกจากร้านอาหาร สถานที่ต่อไปของพวกเราคือ ไปเยี่ยมชม โรงงานทำหยก
ที่ใหญ่ และถูกที่สุดในเมือง ชาวไป๋ และคนจีนจะนิยมหยกมาก เพราะถือว่าเป็นมงคล โดยเฉพาะธรรมเนียมไป๋อย่างที่เคยเขียนไว้ ว่า หญิงสาวทุกคนจะผูกพันกับหยกตั้งแต่โตเป็นสาว อายุได้ 15 ปี จนถึงแต่งงานมีครอบครัวนั่นเลย ( ผมจะมีปัญญาซื้อให้
อาจินฮัวซักอันไหมเนี่ย )
พอมาถึงได้เดินชม ก็รู้ว่า ไม่ไหวแน่ๆครับ อย่างถูกๆ ก็ปาเข้าไป 75 – 100 หยวนเข้าไปแล้ว ถ้าเป็นกำไล ก็สูงถึง 200 หยวนขึ้นไปเลย ทั่วๆไปก็ไม่แพง แต่อย่ามาคุยกะยาจกอย่างผม เอาแล้วสิ เดินไปขาสั่นไป กลัวจะไปทำของเค้าเสีย ทีนี้ล่ะได้อยู่ต้าหลี่สมใจแน่ ล้างส้วมอยู่ที่นี่อีก 10 ปีก็ใช้หนี้ไม่หมด แต่ที่ตะลึงกว่าก็ ไอ้เจ้าหยกรูปฝักข้าวโพดอันใหญ่นี่แหละ ราคาราว สองแสนเศษ โอ..พระแม่เจ้า. ใครจะบ้าซื้อฝักข้าวโพดอันละสองแสนกว่า ...คือ รูปอื่นผมพอเข้าใจครับ จะมังกรคาบแก้ว เจ้าแม่กวนอิม เทพเจ้ากวนอู น่าเคารพสักการะ ราคาซัก 2 – 3 แสน ก็พอเข้าใจอยู่ แต่นี่มันฝักข้าวโพด สวยตรงไหนเนี่ย ผมล่ะ อึ้งครับ
จากต้าหลี่ อำลา ด้วยอาลัย ...กว่าเราจะออกจากที่โรงงานหยกได้ก็นานโข เพราะมีเพื่อนร่วมทัวร์บางท่านที่สนใจซื้อหยกกลับไปด้วย ดังนั้นโปรแกรมทีแรกที่ว่าจะไปเยี่ยมชม โรงงานทำของพื้นเมือง โรงงานหินอ่อน จึงเป็นอันยกเลิกโดยปริยาย ทีนี้พอไม่ไปไหนแล้ว เราก็ต้องออกจากต้าหลี่กันแล้ว และก็ถึงเวลาที่จะต้องเอ่ยคำร่ำลา อาจินฮัว กันแล้ว
รถวิ่งไปตามทาง อาจินฮัวจะอยู่กับเราอีกประมาณ 30 นาทีก่อนที่เราจะออกจากตัวเมือง ซึ่งเราจะส่งเธอลง เธอร้องเพลงให้เราฟัง 2 เพลงด้วยกัน ก่อนที่ จะมีอีกคน สองคนออกไปเป็นตัวแทนกล่าวคำอำลา มีคนตกหลุมรักอาจินฮัวด้วยแน่ะ เอากะเค้าสิ นึกว่ามีผมอยู่คนเดียว ผมว่าเธอคงเจอมาบ่อยแล้วล่ะครับ แต่ก่อนจะจบมีเซอร์ไพร์สเล็กๆ เธอถามหาผม ... คือ ผมเคยคุยกับเธอครับว่าผมอยู่จังหวัดเลย เธอบอกว่าขอเชิญหนุ่มเลยออกมาหน่อย ( พูดเป็นจีนนะ แต่พี่ไกด์เขาแปลมา ) ผมเกิดปอดขึ้นมา คิดในใจว่า “เรียกทำไมเนี่ย อายนะจ๊ะ”พอดีหันไปเห็นพี่ชายนั่งสัปหงก เลยคิดต่อไปว่า“เอาวะ ให้มันออกไปตายแทนดีกว่า” ว่าแล้วก็ปลุกพี่ บอกว่า เค้าเรียกให้ออกไปหน่อย พี่ผมก็ออกไป แต่กลับกลายเป็นว่า ผมมานั่งเสียดายอยู่ลึกๆ ..เวรกรรมจริงๆ
เอาล่ะครับ ต้องโบกมือลากันแล้ว ไจ้เจี้ยน ฮุ่ยเหลียน ลาก่อนต้าหลี่ แดนสวรรค์
อาถรรพ์ห้องส้วมสยองโลก ...
นั่งซึมอยู่ครู่หนึ่งก็คิดได้ว่า นี่เรามาเที่ยวนะเฟ้ย อย่าให้มันเศร้านักเลยเก็บสิ่งดีๆไว้ก็แล้วกัน ทีนี้ก็ได้เวลาที่เราจะเดินทางออกจากต้าหลี่กันแล้ว เป้าหมายที่ฉู่ฉวงครับ พอออกมานอกเมืองได้แป๊ปเดียวเท่านั้นก็ได้เรื่องเลยครับท่าน เจอเหตุการณ์สยองหยุดโลกเข้าให้ เนื่องมาจาก มีหลายคนปวดฉี่ คนขับจึงแวะให้ที่ปั๊มแห่งหนึ่ง ยังคงพอจำส้วมที่ร้านอาหารที่เราไปพิสูจน์มาเมื่อบ่ายได้อยู่นะครับ ครับคราวนี้มันก็เหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่ คราวนี้มีนายแบบมาแสดงวิธีการอึให้เราดูด้วย ...โอ้ มายก้อด ...
นายแบบหนุ่มนั่งอึไปดูดบุหรี่ไป แถมอ่านหนังสือพิมพ์ อย่างไม่สะทกสะท้าน แต่เล่นเอาเราคนไทยไม่กล้าฉี่ข้างในห้องน้ำ ขณะที่ผมกำลังยืนรวบรวมสมาธิเพื่อจะฉี่ พร้อมๆกับอาการเสียวสันหลังอยู่นั้น เฮียที่นั่งอึแกเหมือนอยากลองของ ทดสอบสมาธิผม กดดันอย่างต่อเนื่องด้วยการเบ่งดัง ปู้ด..แพร่ด ..แพพพพร่ดดด.. ( โอย ขออนุญาตไปอ้วกก่อนล่ะครับ ) ได้ผลครับ ผมสติแตก ปัสสาวะหด ไหลย้อนขึ้นมาจุกที่ลำคอทันที เผ่นดีกว่า
แต่ก็ปวดน่ะบางคนเลยยืนฉี่มันหน้าทางเข้านั่นเลย บางคนหามุมตึก ท่ามกลางสายฝนอันหนาวเหน็บซึ่งผมดูแล้วมันทุเรศครับ ปล่อยมันเรี่ยราดเลย พี่ไกด์แกก็โวยวายเข้าให้ ผมคิดว่ายังไงเรามาเที่ยว ก็แบกป้ายยี่ห้อคนไทยมาด้วย ทำอะไรต้องมีจิตสำนึกไว้บ้าง เลยสะกดใจทำเป็นมองไม่เห็นนายแบบที่นั่งอึอยู่ เอาวะเฮียกล้าอึอย่างเปิดเผย ผมก็ไม่กลัวล่ะ ว่าแล้วก็ยืนฉี่ ประชันกับอาเฮียท่านนั้นซะเลย
ครับยิ่งมายิ่งทุเรศ พอดีกว่า เอาเป็นว่า สมกับที่รอคอยก็แล้วกัน
มาเมืองจีนเที่ยวนี้ไม่ผิดหวังจริงๆ เจอประสบการณ์เต็มๆ สมใจอยากไปเลย
คืนนี้ที่ ฉู่ฉวง ...รถของเรามุ่งหน้าสู่ฉู่ฉวง ในคืนนี้หลังจากรับประทานอาหารกันเสร็จ และเช็คอินเรียบร้อย พวกเราจะมีเวลาว่างที่จะไปเดินเล่นในย่านการค้า ของฉู่ฉวงยามค่ำคืนเค้าว่าคึกคักพอสมควรทีเดียว รถวิ่งผ่านเข้าสู่ตัวเมืองฉู่ฉวง ในยามค่ำคืนเมืองนี้เต็มไปด้วยแสงสี สมกับเป็นเมืองใหม่จริงๆ จีนค่อนข้างให้ความสำคัญกับงานสถาปัตยกรรมมากๆ สังเกตจากสิ่งก่อสร้างต่างๆ ทั้งสะพาน เสาไฟฟ้า อนุสาวรีย์ มีการออกแบบให้ดูแปลกตาและสวยงามมากทีเดียว ด้วยรูปทรงเรขาคณิต
รถนำเรามายังโรงแรม ชื่ออะไรผมก็จำไม่ได้แล้วแฮะ น่าจะมีชื่อ ( แหงล่ะ ) แต่ก็ช่างมันเถอะ เอาเป็นว่าโรงแรมนี้ดีก็แล้วกัน ประมาณ 3 ดาวครึ่ง เห็นจะได้ ใหญ่โตโอ่อ่า แถมใหม่อีกต่างหาก พวกเราลงมาก็ตกลงว่าจะกินข้าวกันก่อนเพราะว่า เค้าเตรียมไว้รอแล้ว กลัวว่าถ้ามันเย็นไปจะไม่อร่อย ก็ประจำที่ครับอยู่กับนักศึกษาสาวๆกลุ่มเดิมมีอยู่ 4สาว ชายหนุ่มอีกสอง บวกพวกผมอีก สาม มื้อนี้พวกเขาบอกว่าไม่อร่อย เลยไม่ค่อยเจริญอาหาร ล่อข้าวไปแค่ 3 หม้อเท่านั้นเอง.... โห...ไม่อร่อยเหรอครับนั่น
เดินเที่ยว ฉู่ฉวง ...
ผมกับพี่เสร็จก่อนตามเคย ก็เลยออกไปเดินเล่นรอเวลาแจกกุญแจห้อง พวกผมเดิน...( จริงๆแล้วคือวิ่งต่างหาก ) ถนนที่เมืองจีนนี่ทำไมมันกว้างนักวะ แถมคนขับรถก็ดีเหลือเกิน ไม่รู้เคยเหยียบเบรกกันมั่งรึเปล่า พวกผมข้ามไปเจอร้านขายของชำก็เลยเข้าไปซื้อน้ำมากิน คนขายดันคุยโทรศัพท์อยู่ พี่แกไม่สนใจพวกผมเลยยิ้มให้ แต่ปล่อยให้ยืนรอตั้งนาน ซื้อน้ำผลไม้คล้ายๆ ยูนิฟมากินครับ ผมถามหาที่มันแช่เย็น คนขายมองค้อนเลย “ไอ้ตี๋นี่วองซะแล้ว ตองนี้อุงนาหะภูมมัง 6 องสานาเว้ย เมิงยังหนาวไม่พอเหรอ”จ่ายตังแล้วรีบเผ่นครับ เดี๋ยวโดนเตะ กลับมาถึงก็ได้เวลาเช็คอินซะที พอแต่ละคนจัดการตัวเองเสร็จก็ลงมารอรวมกลุ่มที่ ล็อบบี้ พอรวมตัวครบก็ออกเดินเที่ยวล่ะครับ ลักษณะเมืองฉู่ฉวงนี่บางแห่งก็ทำให้นึกถึงบางย่านของกรุงเทพเราเหมือนกัน วันนี้เค้าคงมีงานเปิดอนุสาวรีย์กันด้วย เห็นมีวงดุริยางค์ มาเปิด แต่ที่ผมสนใจคือ บริเวณลานกว้างๆจะมีกลุ่มคน ทั้งเด็ก หนุ่มสาว และคนเฒ่าคนแก่ ล้อมวงกันเป็นวงกว้าง พร้อมกันกระโดดเต้นกันอย่างสนุกสนาน ผมกับพี่สงสัยว่าเค้าคงเป็นการรวมตัวของชนเผ่าพื้นเมืองบางเผ่าที่อาศัยในฉู่ฉวงล่ะมั้ง แต่ยังไม่มีเวลาให้สนใจมากเพราะต้องรีบเดินไปหาซื้อของกัน ที่นี่มีสระยาวกลางเมืองด้วย ต้นไม้ที่นี่เค้าจะเปิดไฟส่องจากโคนต้นขึ้นไป ดูสวย อีกทั้งยังทำให้ต้นไม้โตเร็วด้วย แต่ถนนแถวย่านการค้านี่รถราค่อนข้างเยอะครับ ผมล่ะสุดรำคาญเสียงแตรของพวกนี้จริงๆ ขยันกดกันจัง แต่ผมชอบรถมอเตอร์ไซค์ที่มีลักษณะเหมือนสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ที่คนจีนนิยมใช้ ดูยังกะรถอนาคตแน่ะ จักรยานเองก็ยังเป็นสิ่งสำคัญของชาวจีนอย่างไม่เสื่อมคลาย ที่นี่มีช่องทางจักรยานโดยเฉพาะในทุกๆเมือง เพราะมันเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของประเทศก็ว่าได้
ร้านค้าแถบนี้คึกคักใช้ได้ ขายกระเป๋า รองเท้า เป็นส่วนใหญ่ แต่ที่มากจริงๆคือ โทรศัพท์มือถือครับ เค้าว่าเมืองนี้เป็นเมืองแห่งอิเล็คทรอนิกส์ ท่าจะจริง ผมกับพี่เดินไปกับกลุ่มได้ไม่นาน ก็ทิ้งกลุ่มไปซะแล้ว ขี้เกียจรอครับ พวกผมไปดูร้านหนังสือกัน ได้หนังสือพวกรวมภาพมาคนละ 2 – 3 เล่ม หนังสือที่เมืองจีน ถูกเหมือนได้ฟรี แต่คนจีนไม่ค่อยซื้อกันเลยแฮะ ลองมาเจอบ้านเราจะหนาว ดูจากหนังสือแปลเรื่องเดียวกัน ราคาสูงกว่ากันเป็นเท่าตัว หรือมากกว่านั้น ทั้งๆที่คุณภาพกระดาษพอๆกัน ดีไซน์ของฉบับภาษาจีนก็สวยกว่าด้วย
พวกผมเดินไปจนสุดย่านการค้าต้องวกกลับ โดยข้ามไปเดินอีกฟากหนึ่ง เดินย้อนกลับมาได้ครู่เดียวก็เจอ กลุ่มที่เราเพิ่งทิ้งมา กำลังเลือกรองเท้าอยู่ที่ห้างสรรพสินค้า
รองเท้าที่เมืองจีนนี่ก็ถูกมาก ถูกบรรลัยเลยครับหากเทียบกับราคา ถ้าจะใส่ไม่ทนไปบ้างก็ช่างเถอะ ตกคู่นึง 100 -150 บาทเท่านั้นเอง เหมาะกับพวกเบื่อง่ายครับ เพราะถูก สวย ใส่ๆไปเบื่อก็ทิ้งซะ ซื้อใหม่ ไม่แพง
ผมกับพี่ เดินทิ้งพวกนั้นมาอีกที ไปเรื่อยๆ เพื่อค้นหาร้านขาย CD ตอนนั่งรถเข้ามาเห็นมีอยู่ 2 – 3 ร้าน พวกผมเดินกันไกลมาก จนสุดเขตเมือง โน่นแหละ เลยเดินย้อนกลับ เราลองเดินเข้าตามซอย ปรากฎว่ามีอยู่ซอยหนึ่งเหมือนคลองถม สะพานเหล็ก บ้านเรา หากมาช่วงหัวค่ำท่าทางจะคึกคัก น่าเสียดายจริงๆครับ
อีกอย่างที่ผมเสียดายก็คือ ผมไม่ได้ถ่ายรูปเมืองฉู่ฉวงไว้เลย เพราะถ่านในกล้อง และชุดสำรองถูกใช้จนเกลี้ยง ผมเพิ่งเสียบชาร์จไว้ตอนเข้าห้องนี่เอง สาเหตุก็มาจาก เมืองสวย คนงาม แดนต้าหลี่น่ะแหละทำให้ผมกดชัตเตอร์เพลิน อาศัยว่าเป็นกล้องดิจิตอล เป็นกล้องฟิล์มตายแน่ เมืองฉู่ฉวงในยามค่ำคืน ดูสวยดีทีเดียว แม้ว่าจะปิดร้านกันเกือบหมดแล้วก็ตามแต่ ตามท้องถนนยังมีผู้คนเดินไป มาให้เห็นอยู่มาก พวกของกินรายทางก็เยอะ ผมกับโอ๊ตก็อยากจะลองกินดู แต่กลัวความยุ่งยากในการสั่งไม่รู้จะบอกกันยังไง เลยตัดใจไม่กินดีกว่า เราเดินไปเรื่อยๆเดินกันจนปวดฉี่ ทีแรกว่าจะแวะมุมมืด แต่คนพลุกพล่านเกินไป แถมกลัวโดนตำรวจจับด้วย เลยยอมจ่ายคนละ 5 เหมา ( ครึ่งหยวน )เข้าห้องน้ำสาธารณะ ออกมาก็เห็นพวกที่เต้นตั้งแต่เราเดินออกมาจากโรงแรม ยังไม่เลิก แถมยังมีจำนวนคนเพิ่มขึ้นอีก ผมว่าไม่น่าจะแค่เต้นแก้หนาวแล้วแหละ แต่น่าจะเป็นการรวมตัวของชนเผ่าใดเผ่าหนึ่งซะมากกว่า ( จนป่านนี้ยังไม่ได้คำตอบเลย )
พอเราเดินเลยจากกลุ่มคนนั้นมา ไกลออกไปหน่อย มีแก็งวัยรุ่นกำลัง สั่งสอนเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เอาล่ะสิ มาเจอด้านมืดของสังคมจีนเข้าซะแล้ว แก็งหงซินรึเปล่าเนี่ย ผมสังเกตเห็นเด็กหนุ่มตัวกะเปี๊ยกนั่น นั่งก้มหน้า เลือดกบปากทีเดียว นักท่องเที่ยวที่ดีย่อมไม่หาบาทาใส่ตัว ผมสองคนจะช่วยอะไรได้ ว่าแล้วก็เลี่ยงออกมา หวังว่าไอ้เด็กนั่นคงไม่ตายนะ ( อย่ามองผมแบบนั้น..สวรรค์.. ผมไม่ผิด.. ) อันที่จริงที่ท่านผู้อ่านนึกภาพตามซะน่ากลัวนั้น จริงๆแล้วก็แค่เด็กตีกันน่ะแหละ ผมก็ใส่ไข่ไปบ้างเห็นงูเขียวตัวจิ๋ว ก็บอก งูเห่ายาว 5 เมตร อะไรไปเรื่อย ก็ใช้วิจารณญาณเล็กน้อยนะครับ
เดินมาจนจะ ห้าทุ่มแล้ว พวกผมจึงตรงกลับ โรงแรม ขึ้นห้องไม่มีกุญแจอีก อยู่กับน้า ลงมารอที่ล๊อบบี้ นั่งไปเกือบชั่วโมง อ้าว..นั่นน้าของผมลงมาดูที่ล๊อบบี้ ที่แท้แกกลับมานานแล้ว แต่เราสวนกันตอนที่พวกผมลงมา แล้วน้าแกขึ้นลิฟท์สวนขึ้นไปพอดี
เอาล่ะครับ วันนี้มีเรื่องมากมายเกิดขึ้น เป็นวันที่เราได้เที่ยวเต็มๆ ไม่ต้องเสียเวลาอยู่บนรถทัวร์ เป็นครึ่งค่อนวัน มันก็เลยมีเรื่องให้เล่ามากหน่อย ที่สำคัญวันนี้เป็นวันที่น่าประทับใจที่สุดก็ว่าได้ ทุกๆสิ่งที่ได้พบเจอ ประทับแน่นในรอยหยักของสมองของผม ทั้งเมือง ทั้งคน เป็นวันดีๆ วันหนึ่งของผม วันนี้คงหลับเป็นตายเลยครับเพราะเหนื่อยอย่างมากเหมือนกัน พรุ่งนี้เราจะเจออะไรคงต้องติดตามกันต่อไป




 

Create Date : 24 ธันวาคม 2548    
Last Update : 1 มกราคม 2549 18:15:15 น.
Counter : 203 Pageviews.  

คุนหมิง-ต้าหลี่ ( ธค 2546 ) วันที่ 2

วันที่ 2 ... ( 8 ธันวาคม 2546 )

ก่อนตะวันสาดแสง ...
ผมลุกขึ้นอย่างงัวเงีย เพราะเพิ่งหลับไปเมื่อตอน ตี 1 กว่าๆ นี้เอง มองดูนาฬิกา แล้วเพิ่งจะ ตี 5 ครึ่ง เท่านั้นเอง ตกลงนี่ผมกำลังเข้าค่าย รด. อยู่หรือนี่ อะไรมันจะ morning call เร็วขนาดนี้ แต่คุณไกด์แกเน้นว่า เราต้องทำเวลา ซึ่งผมว่า มันเช้าไปนิดนะครับ แต่ไม่ว่ายังไงก็ตื่นขึ้นมาแล้วนี่ เข้าห้องน้ำก่อนดีกว่า ( ไปหลับต่อ )
จุดหมายแรกก่อนออกเดินทางไป ต้าหลี่ ก็คือ เราจะขึ้นภูเขาซีซาน เพื่อไปยังประตูมังกร มันเป็นไง ผมก็ยังไม่รู้แต่เอาเป็นว่า คงเป็นสถานที่ตามตำนาน เทพเจ้าของจีนล่ะมั้ง ( ขอสารภาพว่านั่งสัปหงก ไม่ได้ฟังคุณพี่ไกด์แกโม้ให้ฟัง ) เช้านี้ฝนก็ยังลงเม็ดอยู่ แม้จะไม่แรงมากแต่มันน่าเบื่อที่ ไปเที่ยวแล้วดันเจอฝนเนี่ย อากาศใน คุนหมิงช่วงนี้ช่าง ขะมุกขะมัวซะเหลือเกิน หนาวมากมั๊ย... สำหรับตัวผมคิดว่า มันแค่เย็นจัดเท่านั้นเอง จะหนาวก็ตรงที่รถวิ่งขึ้นเขา ทางมันแคบจริงๆ ให้ตายเหอะ เห็นรถสวนมาทีไร ลุ้นจนตัวลีบทุกที จนมาถึงทางขึ้น ซึ่งเราต้องเดินขึ้นทางชันๆ ไปอีกประมาณ 500 เมตร ก่อน และยังต้องลากสังขารขึ้นบันไดอีก ประมาณ 200 ขั้น ระหว่างทางขึ้นประตูมังกร มีศาลสถิตของบรรดาเทวดาจีน ให้เราได้เคารพ บูชา และชื่นชมในงานศิลปะแบบจีน ทางเดินเลียบผา ทำให้เห็นวิวเมืองคุนหมิงจากมุมสูง ดูสวยดีครับ แม้จะครึ้มไปหน่อยก็เถอะ และแล้วก็ขึ้นมาถึงประตูมังกรซักที ที่นี่ มีสะดือมังกร เป็นปุ่มกลมๆอยู่เหนือสุดของประตูทางเข้า ใหญ่กว่าสะดือเราๆท่านๆเยอะเลย สมกับที่เป็นของมังกรจริงๆ ว่ากันว่า หากใครได้ลูบและอธิษฐาน จะประสบผลตามนั้น

มุ่งหน้าสู่ต้าหลี่ ...
หลังจากถ่ายรูปกันจนพอสมควรแก่เวลาแล้ว คุณพี่ไกด์ก็มาต้อนพวกเราลงไปที่รถอีกเหมือนเดิม ตามหน้าที่ไกด์ที่ดี ขึ้นรถกันเรียบร้อย เช็คจำนวนคน ไม่มีใครตกหล่น รถก็ออกเดินทางสู่ต้าหลี่ ระยะทางไม่รู้ รู้แต่ว่า ต้องนั่งรถ ประมาณ 7 ชั่วโมง นาทีนั้นใจผมนึกไปถึง โรคร้ายประจำตัว ที่เพิ่งทุเลา .. ริดสีดวงแตกแน่งานนี้...
ระหว่างทาง ไม่มีอะไรทำผมก็เลยนั่งมองไปข้างทาง บ้านที่เราพบแถบชานเมืองเป็น บ้านทรงโบราณที่ เราพบเห็นทั่วไปตามหนังจีนกำลังภายใน ที่มีฉายในบ้านเรายังไงยังงั้น แต่สีสันมันอาจมอซอ ทรุดโทรม ซีดจาง ไปบ้างเพราะความเก่า
ฉู่ฉวง เมืองใหม่ ...
ผมสังเกตเห็นว่า ตามข้างทางที่เราผ่านมาหลายจุดมีการก่อสร้างซ่อมแซม อยู่เป็นระยะ จึงได้ถามคุณพี่ไกด์ แกยิ้มมีเลศนัย ก่อนบอกว่า พวกเราโชคร้าย ที่มาตอนเค้ากำลังซ่อมทางด่วน ซึ่งหากมันใช้งานได้เราจะไปถึง ต้าหลี่ภายในเวลาเพียง 3 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้นเอง ผมได้ฟังดังนั้นก็เกิดอาการที่เรียกว่า ..”อึ้งแดกส์” .. อา ...
พระเจ้าช่างใจร้าย แต่ก็ช่างมันเถอะ ถือซะว่าเป็นเส้นทางสำรวจ ภูมิประเทศไปก็แล้วกัน
ผ่านไป 5 ชั่วโมง พวกเราก็มาถึงเมืองที่ชื่อว่า ฉู่ฉวง เมืองนี้ผมได้ลองถามไกด์ชาวไทยของเรา ได้ความว่า เป็นเมืองใหม่ เค้าตั้งเป็นเขตปกครองตนเอง สังเกตได้จากตึกรามบ้านช่องที่ทันสมัย และยังใหม่อยู่ เป็นเมืองที่น่าอยู่อีกเมืองหนึ่ง อากาศดี ไม่หนาวจัด ผมถูกใจงานก่อสร้างของพวกเขาจริงๆ คนจีนพยายามเน้น ศิลปะ ในงานสถาปัตยกรรมทุกชิ้นที่พวกเขาสร้างขึ้น แสดงถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่ไม่เป็นรองใครของพวกเขา การจัดผังเมืองก็ดูเป็นระเบียบ
อาหารเที่ยงเรารับประทานที่โรงแรม แห่งหนึ่ง จำชื่อไม่ได้เหมือนกัน ก็อร่อยใช้ได้ ผมกับพี่ก็ชิ่งออกมาก่อนอีกแหละ พวกเราไม่ลืมที่จะเข้าไปสำรวจห้องน้ำกันครับ โอ้ พระเจ้า ผนังมันเตี้ยลง เหลือแค่เคียงๆเอวเท่านั้นเอง ใครเดินเข้ามาก็จะเห็น หน้าเราชัดเจน ว่า ไอ้นี่กำลังนั่งอึอยู่ เอาล่ะสิครับเริ่มฮาร์ดคอร์ขึ้นเป็นลำดับแล้ว

ย่างเท้า เข้าต้าหลี่ ...
เราอยู่ที่ฉู่ฉวงกันครู่เดียวเท่านั้น ก็ออกเดินทางไปยัง
ต้าหลี่ จุดหมายของเรา ซึ่งเหลือระยะเวลาเดินทางอีกแค่ 2 ชั่วโมง ทั้งที่ระยะทางพอๆกัน เราขึ้นทางด่วนทำให้ค่อนข้างสะดวกราบเรียบ ไม่วิบากเหมือนตอนออกจาก
คุนหมิง พวกเรากำลังจะเข้าสู่ ต้าหลี่กันแล้ว ทีนี้ลองมาทำความรู้จักกับต้าหลี่กันพอหอมปากหอมคอก่อนดีกว่า
ต้าหลี่ เป็นเมืองที่มีความเจริญมาตั้งแต่โบราณ ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของมลฑลยูนนาน ห่างจากคุนหมิง 400 กม. “ต้าหลี่” เป็นชื่อจังหวัด
เป็นเขตปกครองตนเองที่คนไทยอาจจะเคยได้ยินในนาม “ตาลีฟู” หรือ อาณาจักรน่านเจ้า นั่นเอง ชื่อเต็มของจังหวัดนี้คือ จังหวัดปกครองตนเองชนชาติไป๋ ต้าหลี่
เมืองเอกของจังหวัดอยู่ที่ เมืองเซียกวาน

เมืองหญิงงาม แห่งยูนนาน ...
เรากำลังจะเข้าสู่ตัวเมืองต้าหลี่กันแล้ว ที่นี่มีสัญลักษณ์เป็นรูป เรือ ครับ เป็นเรือใบ เพราะที่นี่อยู่ติดทะเลสาป เอ๋อไห่ อากาศดี ลมแรง ทิวทัศน์ที่งดงามของทะสาป และภูเขา จึงเป็นจุดเด่นของที่นี่ และที่นี่เองคือ ความประทับใจอย่างที่สุด ของผมในการเดินทาง มาเมืองจีนคราวนี้ ( นางเอกกำลังจะโผล่ .. แอ่น..แอ๊น )
เธอชื่อ ฮุ่ยเหลียน ในภาษาท้องถิ่น ของชาวไป๋ หรือ ที่เรารู้จักกันในนาม “มูเซอร์ขาว” จะเรียกหญิงสาวที่งดงามว่า จินฮัว แปลว่า ดอกไม้ทอง ( แปลเป็นไทย ก็จบกัน เอาเป็นว่า แปลว่า สุวรรณมาลา ก็แล้วกัน ) ฮุ่ยเหลียน ขอให้พวกเราเรียกเธอว่า อาจินฮัว เพราะในวัฒนธรรมจีนการเรียกสรรพนาม ว่า อา ก่อนชื่อ เป็นการให้เกียรติ
อาจินฮัวของเรา เป็นชาวไป๋ ซึ่งเป็นชนพื้นเมือง กลุ่มใหญ่ที่สุดของต้าหลี่ เธอจะทำหน้าที่เป็น ไกด์พื้นที่ สำหรับนำเที่ยวในต้าหลี่ ร่วมกับ ไกด์ทั้งสองของเรา
คุณพี่ไกด์เคยบอกไว้ว่า ที่ต้าหลี่ถือว่า เป็นแดนหญิงงาม ที่สุดในมณฑลยูนนาน ผมชักชอบที่นี่ซะแล้ว ว่าแต่รักจะชอบชาวไป๋ แล้วชาวไป๋เป็นใครล่ะ...
ไป๋...เป็นชนกลุ่มน้อย เผ่าหนึ่ง ในประเทศจีน และอยู่กันเป็นชุมชนหนาแน่น ในมณฑลยูนนาน ทางภาคใต้ของประเทศ โดยรัฐบาลจีนจัดให้ ชนชาติไป๋ ไปรวมกันอยู่ในจังหวัดปกครองตนเอง ต้าหลี่ ชาวจีนเรียกคนที่นี่ว่า “ไป๋หมาน” ตามลักษณะวัฒนธรรมการนุ่งห่ม อาภรณ์ขาว พวกนี้เองที่เป็นผู้ปกครองอาณาจักรน่านเจ้า ที่เราได้อ่านไปก่อนหน้านี้นักประวัติศาสตร์บางคน ยังเชื่อว่า น่านเจ้าคือราชอาณาจักรไทย ในสมัยนั้น หรือเป็นบรรพบุรุษของคนไทย นั่นเอง แหม..ที่แท้ก็คนกันเอง อีแบบนี้ต้องจีบอาจินฮัวของเราซะแล้ว เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ ไทย จีน

ตะลุยเมืองโบราณ ...
กลับมาที่อาจินฮัวอีกที เธอบอกกับเราว่า ก่อนที่จะไปเช็กอินที่โรงแรม เราจะแวะเมืองโบราณ กันก่อน ที่เมืองโบราณนี้ก็เป็นเขตวังเก่า ที่ปัจจุบันเปิดเป็นแหล่งการค้า เมื่อเราไปถึงก็จะพาเดินก่อน รอบนึง แล้วจากนั้นจะพาไปทางอาหารเย็น เข้าที่พัก และที่โรงแรม จะมีรถมาส่งที่เมืองโบราณนี้อีกรอบ ซึ่งเมืองโบราณนี้จะปิดเวลา 5 ทุ่มครึ่ง ซึ่งถือว่า ดึกมาก เพราะขนาดคุนหมิง แค่ 2 ทุ่มครึ่ง ก็ปิดร้านกันหมดแล้วรถมาจอดที่เมืองโบราณแล้วครับ สัมผัสแรกที่เห็น ที่นี่มันแม่สายดีๆนี่เอง แต่ว่าเทียบความสวยงามแล้วที่นี่สวยกว่าเยอะ เพราะอาคาร ตึกราม บ้านช่องแบบเก่า ที่หาดูได้ยาก บริเวณเมืองโบราณนี้อยู่ในเขตกำแพงเมืองคนในนี้ ถือว่าเป็นคนเมือง หากอยู่นอกเขตกำแพงถือว่าเป็นพวกชนบท ในเมืองโบราณมีร้านขายของ พื้นเมืองอยู่มากทีเดียว พวกผ้าบาติก ก็เยอะ ปี่พื้นเมือง ผ้า เสื้อผ้า เครื่องเงิน และอื่นๆอีกมาก ที่ถูกใจ ก็มีร้าน ขาย CD อยู่ด้วยนี่แหละ มีอยู่ประมาณ 3 ร้านด้วยกันที่ต้าหลี่ นิยมขายผลิตภัณฑ์แฮนด์เมด ชาวบ้านเวลาเค้านั่งคุยกันจะมีเข็มในมือ คอยถักผ้าคลุม ผ้าพันคอไปด้วย เป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน พี่ไกด์บอกว่า เวลาว่างเค้าจะนั่งทำกันไปไม่ค่อยมีใครออกมาเดินเตร็ดเตร่ ไม่ทำการทำงาน ขยันสมเป็นคนจีนจริงๆครับ
ขณะที่กำลังเดินไปที่นัดพบหน้าประตูเมืองนั้น อาจินฮัวมาจากทางด้านหลัง เธอชี้ให้ผมดูพระจันทร์พร้อมทั้งออกเสียงเป็นภาษาจีนให้ฟังว่า
“หมิงเยว่” ผมก็ถามเธอว่า อะไรนะ ( เสือกหูตึงขึ้นมาเชียว... อ้าว ไม่ได้สิครับ ต้องทำโง่ๆไว้ จะได้คุยกันนานๆ ) เธอก็ชี้ไปที่ดวงจันทร์พร้อมทั้งทำไม้ทำมือ โอ้ว.. ช่างโรแมนติกซะเหลือเกิน ตายละ ..คุยกับเราก่อนซะด้วย ทำไงดีเนี่ย หรือว่า.. เค้าจะแอบปิ๊งเรา ( คือ เค้าคงทำตามหน้าที่น่ะครับ แต่ความคิดผมเตลิดไปซะแล้ว ) ผมก็ทำเป็นสนอกสนใจ .. เอ่อ.. สนใจจริงๆนะ ผมถามเธอว่า พระเจดีย์สามองค์ที่ผมเห็นเรียกว่าอะไร แต่ก็จำไม่ได้เหมือนกันว่าอาจินฮัวบอกว่าอะไร เพราะกำลังเคลิ้ม ผมเป็นคนแรกเลยมั้งในคณะที่คุยกับเธอ ( ยกเว้น ไกด์สองคนของเรา )ที่บริเวณประตูเมือง อันเป็นจุดนัดพบของคณะทัวร์ มีสาวๆในชุดพื้นเมืองไป๋ ให้บริการถ่ายรูปคู่ ก็เหมือนชาวเขาที่เราเห็นแถวๆภาคเหนือบ้านเราน่ะแหละ เค้าคิดประมาณคนละ 5 หยวน
ส้วมฮาร์ดคอร์ หนแรกในจีน ...หลังจากรวมตัวกันครบ พวกเราก็เดินทางไปรับประทานอาหารที่ร้านแห่งนึง โดยร้านนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองโบราณนัก ณ ที่นี่ผมได้พบกับประสบการณ์ฮาร์ดคอร์เกี่ยวกับห้องส้วมเป็นครั้งแรก เรื่องมันมีอยู่ว่า ( ขออนุญาตเปิดซาวด์ หมาหอนด้วยได้ไหมเนี่ย ) ..ในขณะที่ผมกับพี่กำลังรอคิวฉี่ อยู่ที่หน้าห้องน้ำนั้นเอง เราไม่คิดหรอกครับว่ามันจะมีอะไร เพราะห้องน้ำดังกล่าวเป็นห้องเดี่ยว มีประตูสูงกว่าหัว ดูมิดชิดดี และเพียงอึดใจ ห้องข้างหน้าเราก็เปิดออก ชายร่างสูงโปร่ง แต่งตัวดี ท่าทางมีการศึกษา ก้าวออกมา พี่ชายเดินเข้าห้องน้ำไปก่อนผม แต่เพียงแค่ก้าวเดียว ก็มีอันผงะออกมา แล้วพูดเป็นนัยๆว่า “ไม่ไหวว่ะ” ผมจึงขอท้าพิสูจน์
แค่เพียงก้าวเข้าไปเท่านั้น กลิ่นอันไม่พึงประสงค์ก็โชยมาแตะจมูก พร้อมๆกับภาพสีสันสดใสเบื้องหน้า ในขณะที่เจ้าของกลิ่นดังกล่าว นอนสงบนิ่งอยู่ขอบโถด้านหลัง
สาบานได้ว่า วินาทีนั้นอยากวิ่งไปกระชากคอไอ้เบื๊อกที่มันเข้าก่อนหน้าเรา แล้วตะโกนใส่รูหูมันดังๆว่า “เอ็งขี้ไม่ลงรูโว้ยยย..” แต่อาซิ้มที่เข้ามาต่อผมซิครับใจเด็ดของแท้ แกเข้าไปใช้หน้าตาเฉย ไม่ลังเลเลยซักนิด ขนาดยืนฉี่อย่างผมยังแหยง ซิ้มแกนั่งฉี่ด้วยเนี่ยนะ นั่นแหละครับ ประสบการณ์ฮาร์ดคอร์ชิ้นแรกที่ได้เจอ ยังดีที่ภาพมันไม่ติดตา ไม่งั้นกระเดือกข้าวไม่ลงแน่ๆ ... ระหว่างที่กินอยู่นั้นมีไฟดับด้วย สร้างเสียงกรี๊ดกร๊าด ได้ค่อนข้างมาก และเป็นเพราะไฟที่ดับนี่รึเปล่าก็ไม่รู้ทำให้ ร้านค้าที่เปิดอยู่ประปราย ก่อนที่เราจะเข้าร้าน พร้อมใจกันปิดซะจนหมด ทั้งถนนเงียบกริบ มืดตื๋อ เซ็งครับ กะจะเดินเล่นซะหน่อย แถมยังต้องรอพวกเขารับประทานอาหารกันอีกตั้งนาน
ในที่สุด เราก็เดินทางมาถึงโรงแรมที่จะพักเสียที โรงแรมนี้มีชื่อว่า Santayuan Hotel โรงแรมนี้ตั้งอยู่ติดกับ บริเวณที่ตั้งของ พระเจดีย์ 3 องค์ สัญลักษณ์ของ ต้าหลี่ ซึ่งตั้งอยู่ภายในวัดฉงเชิง ที่นี่เดิมเป็นของรัฐบาล แต่ภายหลังเปิดสัมปทานให้ เอกชน

เมืองโบราณ รีเทิร์น ....
อากาศในต้าหลี่เวลานี้ ถือว่าเย็นจัด ประมาณ 6-8 องศา อาจจะยังไม่หนาวมากแต่ลมค่อนข้างแรง แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมก็ยังไม่ล้มเลิกความคิดจะไปเมืองโบราณอีกรอบหรอกนะ แม้ว่าจะมีหลายคนที่สละสิทธิ์ ( ที่จริงก็สละสิทธิ์กันเกือบหมดนั่นแหละ ) ยังเหลือพวกปริญญาโทอีกประมาณ 5-6 คน รวมทั้งผม และพี่ชายที่อยากไป อาจินฮัวนำเราขึ้นรถตรงไปยังเมืองโบราณ ทีแรกคิดว่าจะพาเราทัวร์ เล่นเอาผมกระดี๊กระด๊า แต่ที่ไหนได้พอเจ๊แกลงรถ แนะนำเรา 2-3 คำแกโบกแท๊กซี่กลับบ้านเฉยเลย อะไรเนี่ย อุตส่าห์นั่งวางแผนมาตั้งแต่อยู่โรงแรม โห..เซ็งจริงๆ สรุปว่าพลาดครับ คืนนั้นผมยังไม่ค่อยได้ซื้ออะไร ทีแรกผมว่าจะถ่ายรูปแต่ไปๆมาๆ กลับไม่ได้ถ่ายอะไรเลย น่าเสียดายเหมือนกันเหมือนเรามาช้าเกิน ทำให้เราพลาดทีเด็ดช่วงค่ำ เรากลับรถโรงแรมเที่ยวสุดท้าย ประมาณ 4 ทุ่มครึ่ง วันนี้ใช้เวลาเกือบทั้งวันอยู่บนรถ โชคดีที่ริดสีดวงไม่แตกซะก่อน วันนี้เลยมีเรื่องไม่มากนัก แต่เหนื่อยครับ เพราะงั้นก้อเลยหลับปุ๋ยสบายไปล่ะครับสำหรับวันที่ 2 ก็ เป็นอันจบลงเท่านี้ พักผ่อนเอาแรงซะหน่อยก่อน พรุ่งนี้ค่อยเที่ยวกันต่อ




 

Create Date : 24 ธันวาคม 2548    
Last Update : 25 ธันวาคม 2548 0:06:40 น.
Counter : 264 Pageviews.  

คุนหมิง - ต้าหลี่ ( ธค. 2546 ) วันที่ 1

วันที่ 1.... ( 7 ธันวาคม 2546 )

ออกเดินทาง...
12.30 พวกผม อันประกอบไปด้วย ตัวผม ญาติผู้พี่ของผม และน้าแท้ๆ ของผม ได้เดินทางมาถึงยัง ท่าอากาศยานนานาชาติ ขอย้อนให้ฟังว่า เราทั้ง 3 คน จะเดินทางไปกับ คณะอาจารย์ และนักศึกษาปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ส่วนพวกผมอาศัยที่พวกเขาไปกันไม่ครบ สอดแทรกไปในฐานะตัวแถมครับ ผมสังเกตเห็นคนอื่นๆ เค้ามีกระเป๋าแจกกันคนละใบ ดูแล้วก็สวยดีซะด้วย แล้วทำไมพวกผมไม่ได้ ...อะไรกันเนี่ย เข้าใจครับว่าอยู่ในฐานะสมาชิก VIP ก็เลยต้องไม่เหมือนชาวบ้าน เท่าที่ดู พวกเขา
ก็มีทั้งรุ่นเด็ก ทั้งรุ่นเก๋า บางคนนี่ผมนึกว่าเป็นอาจารย์ อ้าวแล้วกัน นักศึกษาหรอกเหรอ
14.30 หลังจากจัดการธุระต่างๆที่สนามบินเสร็จสรรพ พวกผมก็โยกบั้นท้ายมานั่งที่ห้องพักผู้โดยสาร รอการขึ้นเครื่องต่อไป และแล้วก็ขึ้นเครื่อง โอ.. นั่งเครื่องบินครั้งแรกในชีวิต มึนนิดๆ แต่ไม่ถึงกับเมา ผมได้นั่งคู่กับผู้หญิงคนนึงในคณะทัวร์ เป็นนักศึกษานี่แหละ ดูท่าทางน่าจะคบง่าย ขณะนี้เราอยู่บนเที่ยวบิน TG616 ใช้เวลาเดินทาง 1.10 ชั่วโมง และเราอยู่กับ กัปตัน ชวาลย์ ขณะนี้เครื่องอยู่ที่ระดับความสูง กว่า 35,000 Ft. ด้วยความเร็วกว่า 600 ไมล์ / ชม. ผมมองวิวนอกหน้าต่างได้ไม่ถนัดนัก เพราะกลัวน้องที่นั่งติดหน้าต่างจะหาว่าบ้านนอก ได้แค่ชำเลืองๆเอา ก็สวยดีครับ อยากถ่ายรูปเก็บไว้จัง
หลังจากเสร็จมื้ออาหารบนเครื่อง และนั่งเบื่ออยู่ได้พักใหญ่ เครื่องก็ร่อนลงสู่ คุนหมิง เมืองหลวงของ มณฑลยูนนาน พวกเราลงเครื่องโดยไม่ทันกล่าวขอบคุณ กัปตัน ชวาลย์ของเรา และผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองของจีน ไม่กี่ขั้นตอน ( ยุ่งยากน้อยกว่าที่คิด ) พนักงานที่นี่ แต่งตัวยังกะทหารแน่ะ น่ากลัวชะมัด ผมไม่ค่อยถูกกับเครื่องแบบซะด้วย ประมาณว่าเคยถูกคนในเครื่องแบบ แย่งแฟนไปน่ะครับ
ผมลองสำรวจห้องน้ำสนามบิน ยังเป็นแบบสากลอยู่ครับ ( ผมกับพี่ตั้งใจว่า เราจะพิสูจน์ห้องน้ำในทุกๆที่ ที่เหยียบย่างไปถึง เรียกว่า เราสนใจวัฒนธรรมการขับถ่ายของคนจีนเป็นพิเศษนั่นเอง ) พวกผมออกจากห้องน้ำ มารอรับกระเป๋า ของผมกับพี่ ใหญ่ที่สุดในกรุ๊ปแล้วครับ ของชาวบ้านเค้าใบกระติ๊ดเดียวเอง อ๊าย..อาย.. บ้านนอกอีกแล้วครับ หลังจากได้กระเป๋า พวกผม 3 คนก็เดินออกมา ที่ประตูหน้า และเราได้พบกับ ไกด์ชาวจีนของเรา หลังจากทักทายกันเล็กๆน้อยๆ คุณพี่ไกด์รูปหล่อก็พาเรามาที่รถทัวร์ ที่เราจะใช้เป็นพาหนะตลอด 4 วันนี้
แรกพบ คุนหมิง ...
ขึ้นไปจับจองที่นั่งกันเสร็จ รถก็ออก พวกเราจะมุ่งหน้าไปกินอาหารเย็นกัน โดยโปรแกรมในวันนี้ เป็น สุกี้จีน ครับ ระหว่างที่รถแล่นผ่านตัวเมืองคุนหมิง ผมได้เห็นความจริงที่ว่า จีนล้ำหน้าไปกว่าไทยมาก
แต่หากนับเฉพาะ มารยาทในการขับขี่ ของคนจีนนี่ ต้องขอบอกว่า เย้ยมัจจุราชทุกวินาที .. ถ้าต้องข้ามถนนที่นี่ควรทำประกัน และพินัยกรรมให้เรียบร้อยซะก่อน
มื้อแรก ที่คุนหมิง ...
คุณพี่ไกด์รูปหล่อ พาพวกเรามากินสุกี้ ที่ขึ้นชื่อของที่นี่ เป็นภัตตาคาร ที่ใหญ่โต โอ่โถงทีเดียว สุกี้ที่นี่ ต้องให้บริกร เป็นคนทำให้เราหมดทุกขั้นตอนเลยนะครับ ทำเอง หรืออยากทำยังไงก็ไม่ได้นะ เค้าไม่ยอมเลยเชียว...เรียกว่าหยิบตะบวยปุ๊ป เค้าแย่งกลับไปปั๊ปเลยครับ ผมลองมาแล้ว หวงน่าดูเลยครับ แถมมองค้อนอีกแน่ะ
ถึงจะบอกว่าขึ้นชื่อยังไง ผมก็ยังไม่แฮปปี้กับสุกี้หม้อนี้ซักเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะว่าผมเคยชินกับสุกี้แบบไทยๆ ที่อุดมไปด้วยเนื้อสัตว์ก็เป็นได้ ถึงได้รู้สึกว่า ทำไม
สุกี้ที่นี่มันไม่มีเนื้อเลยนะ เห็นมีแค่ ไก่ดำผอมๆ แค่ตัวเดียวเอง ที่สำคัญคือ ผมแทบจะได้กินแค่หนังกำพร้าของ ไอ้ไก่ขี้โรคตัวนี้เท่านั้นเอง ที่เหลือมันไปไหนเนี่ย...ความรู้สึกเลยเหมือนกินซุปสารพัดเห็ดซะนี่ แต่คุณพนักงานที่ทำหน้าที่ให้โต๊ะเราก็ นิสัยดีทีเดียว ยิ้มแย้มแจ่มใส ขี้เล่นซะด้วยครับ ผมกับพี่ลุกออกจากโต๊ะก่อนใครเลย เพราะเราไม่ชอบผัก
สิ่งที่สังเกตได้อีกอย่างก็คือ คนจีนไม่นิยมน้ำแข็ง เราขอน้ำแข็งเขายังทำหน้าแปลกๆ คนจีนนิยมชาร้อน น้ำร้อน แม้แต่เบียร์ที่นำมาเสิร์ฟเราก็เป็นเบียร์ไม่แช่เย็น ไม่ใส่น้ำแข็ง ( ดีที่ไม่ต้มมาให้ด้วย ) เบียร์จีนค่อนข้างจืด และราคาไม่แพงครับ เอาอย่างดีสุด ก็แค่ 4-5 หยวนเท่านั้น
ระหว่างที่ลงมาข้างล่าง ผมก็เหลือบไปเห็น คนจีนกลุ่มนึง นั่งอยู่ที่โซฟา
ขอคารวะคนจีนซะหน่อยครับ เรื่องมาดนี่ หายห่วงจริงๆ คนจีนนี่มาดเหลือรับประทาน แต่ละคนนี่วางท่ายังกะมาเฟีย ผมนึกว่า แก๊งหงซิน ที่ไหนได้ ขับแท็กซี่นี่หว่า อีกคนก็
ใส่สูทอย่างเท่ นึกว่าจะขึ้นเบนซ์ ดันถีบสามล้อซะนี่ ท่ายืน ท่านั่งนี่ สุดยอดครับพี่ เก็กสุดๆ ทุกอิริยาบถ น่าจับไปเป็นนายแบบซะให้เข็ด
พวกผมไม่ลืมที่จะสำรวจห้องน้ำที่นี่ ..นั่นแน่ เอาล่ะสิ ผนังห้องน้ำยุบลงมาเหลือระดับอก นั่งแล้วเห็นเงาคนเฉี่ยวไป เฉี่ยวมา ประตูแบบจริงใจ ไร้ลูกบิด ไร้กลอน เอาล่ะครับท่าน ส้วมเมืองจีนที่ร่ำลือ เริ่มสำแดงให้เราเห็นแล้ว
ต่อจากอาหารเย็น ไกด์ชาวจีน และไกด์ไทยของเรา แจ้งให้ทราบว่า เราจะไปชม การสาธิตการชงชา ที่สถาบัน ศิลปะชา ฮั่นเหยียน ยูนนาน
ที่นี่เราได้รับการต้อนรับ จาก สาวไทยครับ ผมดูแว่บแรกก็รู้ ไทยแหงๆ ก็เจ๊แกดำยังกะอะไร ( ถ้าเขารู้ล่ะก็ ผมโดนตบแน่ ปากหมาอีกแล้ว ) จริงๆ แค่คล้ำน่ะครับ แต่หน้าตาแกออกจะไทยแท้ ดูยังไงก็รู้ล่ะน่า เธอเป็นคนบรรยายให้เราฟัง ส่วนคนชงให้ชม และผสมให้ชิมนั้น เรียกว่า อาซือหม่า คิดว่าน่าจะเป็นชื่อชนเผ่าหนึ่งในแถบยูนนานนี้ จากที่ฟังอาซือหม่า อาศัยอยู่แถบที่ราบสูงมั้งครับ นั่นจึงทำให้มีเทคนิคการชงชาที่แปลกไปจากชาวพื้นราบ อาซือหม่าทั้งสองคนนี้ ลักษณะก็คล้ายๆกับ ชาวเขาแถบภาคเหนือของเรานี่แหละ ขาว รูปร่างอวบ แต่ไม่อ้วนนะ
ชาที่ชงให้เราชิมมีอยู่ด้วยกัน 5 ชนิด แต่ก่อนจะชิมชา มีเกร็ดเกี่ยวกับการดื่มชามาบอก คนจีนเค้าบอกว่า ใครดื่มชาจนหมดถ้วย ไม่ต่างอะไรกับควายดื่มน้ำ เหลือไว้ก้นถ้วยซะหน่อย เวลารินใหม่ก็ค่อยเททิ้งเอา และการจับถ้วยชานะครับ ใช้แค่ 3 นิ้วพอ นิ้วโป้ง นิ้วชี้ ใช้จับถ้วย นิ้วกลางใช้รองก้นถ้วย สำหรับท่านสุภาพบุรุษ เก็บนิ้วที่เหลือมิดชิด สุภาพสตรี โชว์นิ้วก้อยด้วย
รู้จักวิธีดื่มแล้ว ทีนี้มาที่ชาประเภทแรกกัน มีชื่อว่า ชาหยกปิ่นปักผม เค้าบอกว่าสรรพคุณมันดีหลายๆ แก้ร้อนใน ลดไข้ ขับเสมหะก็ได้ ช่วยระบายด้วย รสชาติของชา เมื่อแรกสัมผัสปลายลิ้น รู้สึกขมจัง แต่มันมีเคล็ดโดยดื่มน้ำเปล่าตาม กลับกลายเป็นหวานชุ่มในลำคอทันที แปลกดีแท้
ชาประเภทที่สองที่ได้ชิม มีชื่อว่า ชาคืนชีพ ลักษณะของชานี้ก็ประหลาด เพราะมันไม่ได้เป็นใบๆ ตากแห้งเหมือนชาอื่น มันเป็นก้อน ครับ ชาเป็นก้อน ( ซึ่งเค้าเอามาปั้นน่ะแหละ ) ต้นชาประเภทนี้มีอยู่แต่เฉพาะ แถบ สิบสองปันนา เท่านั้น และด้วยขนาดใหญ่ สูงกว่า 32 เมตร ทำให้มันได้รับชื่อว่าเป็น พญาแห่งต้นชา และมันมีเหลืออยู่ราว 40 ต้นเท่านั้น ชาชนิดนี้เวลาชง ใช้น้ำร้อนเทผ่านแค่ 20 วินาที 1 ก้อนสามารถชงได้ 7 น้ำ ต่อวัน และชงได้ติดต่อกัน 3 วัน ชาชนิดนี้มีคนปลอมเยอะมาก โดยเอาของเก่ามาย้อมแมวด้วยการตากแห้ง แล้วนำกลับมาขาย ทำให้ชาที่ได้เจือจาง และชงได้ไม่กี่ครั้งก้อนชาก็บานออกหมด ชาชนิดนี้มีวิธีดื่มที่ค่อนข้างแปลกอยู่บ้าง คือต้องดื่มมีเสียงครับ ทำให้มันเป็นเสียงดังแจ๊บๆ น่ะ ไม่ต้องกลัวไม่มีมารยาทครับ มันเป็นวิธีของเขา ดื่มธรรมดานี่ยังกับน้ำเปล่ายังไงยังงั้น พอทำปากตามที่คุณ อัมราสอนกลับได้กลิ่น และรสของโสม ติดปลายลิ้นขึ้นมาเฉยเลย แปลกครับ
ชาประเภทต่อมา มีชื่อว่า ชาไข่มุกที่ราบสูง หรือมีอีกชื่อว่า ชาหลันกุ้ยเหยิน อันเป็นพระนามของ พระนางซูสีไทเฮา เนื่องจากทรงโปรดปรานชาชนิดนี้มาก ชาชนิดนี้มีความหอมมาก มักใช้เป็นเครื่องบรรณาการแก่ เจ้านครต่างเมือง ดังที่ ควีน อลิซาเบธ แห่งอังกฤษทรงเสด็จเยือนจีน และได้ชาชนิดนี้กลับไปเป็นจำนวนมาก พระองค์เอง
ก็ทรงโปรดกลิ่นของชาชนิดนี้มากด้วย ชาชนิดนี้คนจีนมักใช้ในการดับกลิ่น ทั้งกลิ่นเท้า และกลิ่นปาก ( ให้นำน้ำชาไปแช่เท้า ดับกลิ่นเท้าก่อน เสร็จแล้วนำมาดื่มกลั้วคอ
ดับกลิ่นปากได้ ..ใครจะลองทำตามสูตรผมก็ได้นะครับ ) แต่ที่น่าสนคือวิธีดื่มครับ ใครว่าชาคืนชีพมีวิธีดื่มแปลกแล้ว ต้องลองตัวนี้ กรรมวิธีก็คือ ต้องอมไว้ แล้วห่อปากดูดลมเข้าไปกลั้วกับน้ำชา ระวังหก ระวังสำลัก ด้วยนะ จะหาว่าไม่เตือน คุณอัมรายังกำชับไว้ ก่อนสาธิตว่า ห้ามหัวเราะ ไม่งั้นเธอจะสำลัก แต่ถ้าดื่มตามวิธีของเขามันก็ดีนะครับ ได้รสชาที่ถูกต้อง
ชาชนิดที่ 4 ซึ่งผมว่าอร่อยที่สุดในบรรดาที่ได้ชิมมา มีชื่อว่า ชากาบแก้ว ( ชาแดงเตียนหง ) ชาชนิดนี้ มีกลิ่นหอมของกุหลาบ และรสหวานของลิ้นจี่ ชามีสีแดงเหมือนชื่อ วิธีการกินก็ไม่มีอะไรที่มันแปลกพิศดาร ลักษณะเอาไว้ดื่มเล่นซะมากกว่า
ชาชนิดสุดท้าย ที่ได้ดื่มมีชื่อเรียกว่า ชาฮ่องเต้ ชาชนิดนี้ แต่เดิมก็คือ ชาเขียวที่เรารู้จักกันดี เป็นชาที่คนจีนภูมิใจมากครับ ชาฮ่องเต้นั้นอย่างที่บอกก็คือชาเขียวนั่นเอง แต่ผ่านกรรมวิธีเก็บบ่ม นานนับสิบปี จึงเป็นชาโบราณที่สูงค่า ยิ่งเก่าเก็บยิ่งมีมูลค่าสูง เป็นชาที่คนจีนรู้จักกันมากที่สุด ในสมัยก่อนจะมีการอัดเป็นแผ่น เพื่อง่ายต่อการขนส่ง แต่ถึงจะบอกว่าสูงค่ายังไงผมก็ยังไม่ค่อยประทับใจรสชาติของมันนัก เพราะไม่มีความอร่อยเลย กลิ่นก็งั้นๆ รสชาติออกไปทางน้ำสนิมซะมาก
ครับ ก็เป็นอันจบ การชม และชิมชา ต้องขอขอบคุณทั้ง คุณพี่ ผู้บรรยาย และอาซือหม่าทั้งสองท่านที่ ได้สละเวลามาให้ความรู้ในเรื่องชาแก่เรา หลังจากนั้นผมก็เดินเตร่ ถ่ายรูป ชุดชาโบราณ ตามชั้น และตู้โชว์ อยู่พักใหญ่ ก่อนที่ พี่ไกด์ของเราจะต้อนพวกเราขึ้นรถทัวร์เพื่อเดินทางเข้าสู่ที่พักของเรา
แผนล่ม เพราะฝนตก ...
ที่พักของเราในคืนนั้น เป็นโรงแรมระดับ ประมาณ 4 ดาว ชื่อ King World Hotel บรรยากาศภายในโรงแรม ถือว่าใช้ได้ทีเดียว แม้ห้องพักจะเล็กไปหน่อยก็ตามที หลังจากจัดการตัวเองอย่างลวกๆ ผมกับโอ๊ตก็พากันลงมาข้างล่าง เพื่อออกไปเดินเล่น เพราะเค้ามีการนัดกันว่า อาคุงชัยชนะ จะพาไปกินปาท่องโก๋ แต่ไปไปมามา ฝนเจ้ากรรมที่ตกมาตลอดทั้งช่วงเย็น กลับตกแรงขึ้นทำให้ ทุกคนล้มเลิกความคิดกินปาท่องโก๋กันไปตามๆ กัน สำหรับผมซึ่งมีความดันทุรังสูง ลำพังฝนแค่นี้ห้ามผมไม่ได้หรอก แต่เมื่อคนอื่นไม่ไปผมก็คงไม่ห้าว ไปคนเดียวล่ะครับ พวกผมขึ้นห้องพัก ซึ่งสมาชิก VIP อย่างพวกผม นอนกัน 3 คน ( ชาวบ้านเค้านอนกัน ห้องละ 2 คน ) ผมต้องระเห็จลงมานอนข้างล่าง หมอนก็ไม่มี แถมต้องใช้ผ้าปูที่นอนมาทำเป็นผ้าห่มอีก ลำบากดีแท้ ยังดีว่าคืนนั้นได้นอนแช่น้ำอุ่น แต่ผมดันเปิดน้ำทิ้งไว้จนน้ำท่วมห้องน้ำเลยนี่ซิ โชคดีที่ไม่ท่วมออกมาข้างนอกนะ คืนนั้นกว่าจะหลับก็ปาเข้าไป ตี 1 กว่าๆ โน่นแน่ะ หมดไปวันนึงแล้ว พรุ่งนี้จะมีอะไรบ้างนะ




 

Create Date : 24 ธันวาคม 2548    
Last Update : 24 ธันวาคม 2548 23:51:02 น.
Counter : 347 Pageviews.  


Indiana Joe
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




จะกู้ชาติกันไปทำไม ....
ถ้ามันเหลือแต่ซาก .....
สีเหลือง สีแดง สีขาว .....
ใีครคือผู้ที่กู้ชาติอย่างแท้จริง ....
คนที่กู้ชาติจริงๆ คือ คนที่ทำงานทุกคน ...
หมอ ทนายความ ครู นักการเงิน ภารโรง ....
และทุกๆอาชีพ ที่ทำงานของตนเองให้ดีที่สุด .....
เพื่อพยุงเศรษฐกิจของประเทศนี้ให้อยู่รอดได้ ...
คนพวกนี้แหละ กู้ชาติ .....
ไม่ใช่ประท้วงเพื่ออุดมการณ์ที่ไม่อยู่ในโลกความเป็นจริง ...
จะเอาเขาพระวิหารมาทำไม ถ้าเขาใหญ่เรายังดูแลไม่ทั่วถึง ..
จะสนเกียรติยศศักดิ์ศรีทำไม ถ้าพี่น้องเรากำลังจะอดตาย ...
Friends' blogs
[Add Indiana Joe's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.