เกาหลีในสายตาผมกับ blog บ้าน ๆ

นินทาเกาหลี Part V

อันเนื่องมาจากว่ากำลังปั่น ฉบับที่เมื่อครั้งไปเที่ยวที่บูซานมา แต่เกรงว่าจะเฉากันเสียก่อน ก็เลยขอคั่นเวลาด้วยอารมณ์คันปากอยากนินทาเกาหลี ขึ้นมาอีกแล้วสิเรา

วิวัฒนาการความงามแบบเกาหลี
ผมขอให้นิยามความงามของสาวเกาหลีว่างามอย่างดักแด้ก็แล้วกัน ทำไมน่ะเหรอครับ ก็ไอ้ด้วยความคาดหวังอย่างสุดซึ้งก่อนที่จะมาที่เกาหลี ว่าจะได้ยลโฉมสาวงามสไตล์เกาหลีแบบระรานตาอย่างที่เห็นในทีวีบ้านเรา แม้จะได้ยินมาบ้างว่าคนที่นี่เค้านิยมศัลยกรรมกันมาก แล้วไงล่ะ มันจะทำอะไรกันนักหนา อย่างน้อย ๆ มันก็ต้องมีคนงามโดยกำเนิดให้เห็นบ้างแบบแถวสยามบ้านเราที่เดินให้ขวักไขว่ไง เริ่มต้นจากการเดินตามถนนหนทางย่านออฟฟิศใจกลางเมือง โอ้โห ระรานตา มาไม่เสียเที่ยวแล้วเราคราวนี้ ผิวขาว หุ่นดี สูงชะลูด หน้าตาก็งามแท้ตาโตกลม ปากนิด จมูกสูงโด่ง แต่งตัวก็เก่ง แหมสวยอย่างกะเดินออกมาจากจอแก้วเลยแฮะ คนนั้นก็ดี คนนี้ก็ได้ โอยงามแต้ ๆ น่ออีนาง แต่เอ ทำไมเริ่มรู้สึกสาว ๆ พวกนี้เค้าหน้าคล้าย ๆ กันยังไงบอกไม่ถูกแฮะ อย่างกะพี่น้องกันเลย เอาเถอะก็เค้าไม่มีเชื้อชาติหลากหลายเหมือนของเรานี่นา (แต่ก็ยังอดคิดไม่ได้ อย่างกะถอดออกมาจากบล็อคเดียวกันเลย)

เวลาล่วงเลยไปได้หลายเดือน ผมก็เริ่มสังเกตุได้ว่าทำไมสาว ๆ ที่นี่มันสวยกันเฉพาะคนวัยทำงานวะ ส่วนสาวมหาวิทยาลัยก็มีสวยนะ แต่เหมือนกับยังสวยไม่เสร็จอ่ะ แล้วไอ้ที่ต้องตกใจสุด ๆ เลยก็คุณน้องสาว ๆ วัยกระเตาะรุ่นมัธยมเนี่ยแหล่ะ ทำไมหน้าตาพวกเธอมันถึงได้แบบว่า.........เหลือเกินจริง ๆ เลย...............งงอีกต่างหาก ทำไมหาคนหน้าตาดีไม่ได้เลยสักคน แต่ละคนหน้าเนี่ยถอดมาจากบล็อคเดียวกันเลย ตัดผมหน้าม้าเต่อ สิวเกรอะกรังที่ใบหน้า แถมเค้าโครงหน้าก็บาน ๆ แป้น ๆ กรามโตอีกต่างหาก จมูกก็บี้แบน(ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าหายใจได้ยังไง) ตาเล็กเป็นเม็ดกุ๋ยจี๋ ตัวเตี้ย ๆ ตัน ๆ อย่าหาว่าแรงเลยนะแบบหางาม ๆ ซักคนที่โดนใจเนี่ยยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรซะอีก คือแบบนั่งเพ่งพินิจพิเคราะห์ก็ไม่เห็นเค้าโครงใด ๆ เลย ว่าพวกเธอโตขึ้นจะงามได้แบบที่ผมเห็นแถว ๆ ที่ทำงาน หรือว่าช่วงรอยต่อระหว่างมัธยมกับวัยทำงานสาวเกาหลีเค้ากลายพันธ์กันได้ หรืออาจจะเป็นพวก mutant X-Men ภาค 4 เค้ามาสร้างที่เกาหลีกันล่ะมั้งมนุษย์กลายพันธ์เลยเยอะไปนิดนึง

แล้วความจริงก็บังเกิดแก่ตนเมื่อผมเริ่มอ่านภาษาเกาหลีได้ ก็เป็นอันได้รู้ความจริงว่าทำไมสาว ๆ จึงเพอร์เฟคเฉพาะคนทำงาน ก็ที่นี่มันเล่นศัลยกรรมกันเป็นบ้าเป็นหลังทำมันตั้งแต่หัวจรดตีน กรีดตา ดึงหน้า ตัดกราม ดูดไขมัน ต่อกระดูก ทำขาไม่ให้โกร่ง(คนเกาหลีขาโกร่งเยอะมาก อาจเป็นเพราะโดนแม่จับเข้าเอวตั้งแต่เด็ก ๆ ) แล้วอีกสารพัดอย่างที่เค้าจะทำได้ ไอ้เรื่องพวกนี้ก็ต้องคนวัยทำงานเท่านั้นถึงจะมีตังค์ไปทำได้ แล้วที่สำคัญคนที่นี่ก็ยอมรับในเรื่องนี้ซะด้วย ผมก็เลยขนานนามสาวเกาหลีให้เธอเป็นวงจรชีวิตที่มีช่วงระหว่างวัยเป็นดักแด้ พอออกมาจากไหมก็งามงดซะ แอบภูมิใจอยู่เล็ก ๆ อย่างน้อย ๆ พี่ไทยบ้านเราก็มีสาวไทยที่งามมาแต่เกิดแบบไม่ต้องปรุงแต่งใด ๆ มากกว่าหลายเท่าตัว 555 จงภูมิใจเทอด ที่เกิดเป็นไทย สาวไทยเอ๋ย (แต่ขอขาว ๆ นะ เหอ เหอ )

ตีนชั้นหอมมั้ย
ด้วยความที่เป็นคนช่างสังเกตุ(หรือว่าชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านก็ไม่รู้ มันคงมีเส้นบาง ๆ แบบว่าบางมาก ๆ กั้นอยู่) จึงได้ทราบว่าท่านั่งยอดฮิตของชาวเกาหลีเวลาที่นั่งอยู่ข้าง ๆ คนขับรถยนต์ก็คือ การเอาตีน 2 ข้างไปพาดไว้บนคอนโซลด้านหน้ารถ โอ้ พระเจ้าช่วยกล้วยทอดนี่มันอะไรกันเนี่ย เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ ไม่เคยเจอะเจอ ความหยาบคาย ทุเรศทุรังในเกาหลีที่ผ่านมาเทียบกับไอ้นี่ไม่ได้เลย ทำกันไปได้ยังไง แม้แต่สาว ๆ หน้าตาดี ๆ เธอก็ยังไม่วายเอาตีนขึ้นไปพาด เฮ้อ เห็นแล้วหมดราคา ก็ไม่เข้าใจจริง ๆ ถึงจะบอกว่าไม่ถือก็ตามเหอะ ลองคิดดูหากว่าไอ้คนที่เอาตีนพาดไว้หน้ารถมันเกิดเป็นโรคเท้าเน่าขึ้นมาเนี่ยจะทำยังไง เอาตีน 2 ข้างไปพาดไว้ตรงช่องแอร์ แล้วให้ลมเย็น ๆ ไหลผ่านไปตามซอกเท้า ซอกเล็บ หรือแม้แต่แซกเข้าตรงรอยเล็บคุด พัดผ่านไปยังคนที่อยู่ข้างหลัง แล้ววนเวียนไปยังหน้ารถอีกครั้ง แล้วก็ไหลเอื่อย ๆ เข้าไปยังรูจมูกของผู้ร่วมโดยสาร โอ๊ย ไม่ไหว ไม่ไหว จริง ๆ ถึงแม้จะบอกว่าเท้าไม่เน่าก็เหอะ แต่มันก็นะ มันก็ยังเป็นลมที่วิ่งผ่านซอกเท้าอยู่นะ เกิดใครมาทำแบบนี้ในรถเรานี่ตบกะบาลหลุดจริง ๆ ด้วย

เป็นสาวเกาหลีต้องแข็งแรงและเข้มแข็ง
เกิดเป็นสาวเกาหลีต้องเข้มแข็งและแข็งแรง เธอจะต้องมีแรงปั่นจักรยานให้ฝ่ายชายซ้อนท้ายได้ แต่เวลาขึ้นเนินก็ให้ฝ่ายชายเป็นคนขี่ส่วนเธอก็เปลี่ยนมาทำหน้าที่เข็นรถแทน เวลาแฟนง่วงก็ต้องเอาไหล่ให้ฝ่ายชายซบ หรือแม้แต่ตักก็ต้องว่างพร้อมเสมอ เกิดเป็นสาวเกาหลีนี่มันลำบาก จริง ๆ

แฟชั่นหนุ่มเกาหลี
เสื้อตัวเล็ก ๆ ไม่ก็รัดเข้ารูป หรือเป็นสายเดี่ยวไปเลย หิ้วกระเป๋าหนังใบใหญ่ ๆ ยิ่งทรงเหมือนของผู้หญิงมากเท่าไหร่จะฮิตมาก ๆ ส่วนกางเกงถ้ามีลายพร้อย ๆ หน่อยใช้ได้เลย ถูกใจเฮียสุด ๆ ครั้งแรกที่เห็นเนี่ยเล่นเอาตกใจเหมือนกัน ไหนเค้าบอกประเทศนี้มีเกย์น้อยไงวะ ทำไมมันถือกระเป๋าผู้หญิงกันให้เกลื่อนเมืองเลย แต่ส่วนใหญ่ก็เห็นเดินมากะแฟนสาวนี่หว่า ทีแรกก็เข้าใจว่าคงถือให้แฟนมัน แต่แฟนมันก็มีกระเป๋าเหมือนกันนี่ บางทีเจอ นุ่งกางเกงยีนส์รัด ๆ ใส่สายเดี่ยวเข้ารูปเป๊ะ พร้อมกับหิ้วกระเป๋าหนังใบใหญ่ ๆ ด้วยท่ามือเป็นง่อย ทีแรกนึกว่าเป็นสาว ที่ไหนได้พอเดินมาใกล้ ๆ อ้าวนี่มันชายนี่หว่า แล้วที่ไอ้สุด ๆ โดยเฉพาะออฟฟิศผมไอ้หนุ่มเกาหลีที่นี่มันเป็นไรกัน จะหลงใหลได้ปลื้มอะไรกับเครื่องแต่งกายสีม่วงนักหนา หลายคนมาก ๆ บางคนถึงขั้นทุกวันที่มาทำงานจะต้องมี accessories เป็นสีม่วงเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้พอกระชุ่มกระช่วยหัวใจ เฮ้อ ปวดกะบาล นี่ล่าสุดก็เพิ่งโดนไอ้เพื่อนตัวดีทักมา โอ้ ยู วันนี้ไปทำไรมาทำไม cute จัง เอ่อ ......ช็อคไปชั่วขณะครับ ก็ได้แต่หวังว่ามันคงใช้ภาษาอังกฤษผิด (แฟชั่นหนุ่มเกาหลีนี่ไม่ขอทำตามเด็ดขาด รับไม่ไหว เฮ้อ )

ปล. แฟชันต้อนรับออทั่ม
มีหลายคนถามมากันจังว่าออทั่มนี้แต่งตัวแบบไหนมาเที่ยวเกาหลีดี เอ่อ....ไม่ทราบสิคะ พอดีไม่ใช่สาว ๆ แต่ที่สังเกตุเห็นก็รู้สึกว่าแฟชั่นรองเท้าบู๊ตไม่ว่าจะแค่ข้อเท้า ครึ่งแข้ง คลุมเข่า หรือคลุมมันทั้งขาไปเลยนี่ก็จะเห็นมีแต่ป้า ๆ หรือว่าสาวสูงวัยที่นี่เค้าใส่กันนะ ส่วนสาว ๆ เกาหลีก็ยังคงเน้นรองเท้าส้นสูง ๆ อยู่ ยิ่งสูงยิ่งชอบ สงสัยสาวเกาหลีจะชอบเล่นของสูงแฮะ (สนใจลงมาเกลือกกลั้วที่พื้นดินกับพี่มั้ยน้อง) แต่ถ้าใครนิยมชมชอบรองเท้าบู๊ตเป็นการส่วนตัว ผมก็คงห้ามอะไรไม่ได้ครับ

ส่งท้ายหลักเกณฑ์การให้คะแนนสาวเกาหลี
หน้าผม ทรวดทรง องค์เอว ดีเลิศ ให้ไปเลย 100 เต็ม

เมื่อเอ่ยวาจา ติดลบ 20 (พูดกันทีแหกปากอย่างกะแม่ค้า ไม่ก็เสียงน่ากลัวอย่างกะมาเฟีย)

คีบบุหรี่มาด้วย ติดลบไปเลย 50

ซัดโซจู พร้อมกับนั่งชันเข่า อย่างกะกรรมกรแบกหาม ติดลบไปอีก 50

อ้าว....แล้วมันเหลือเท่าไหร่ล่ะเนี่ย......................ที่กล่าวมาเนี่ยสามารถหาเจอได้อย่างง่ายดายตามท้องถนนที่เกาหลี แต่อันสุดท้ายหายากหน่อยเพราะต้องเข้าไปแอบส่องในร้านเหล้า




 

Create Date : 21 ตุลาคม 2551   
Last Update : 21 ตุลาคม 2551 20:51:56 น.   
Counter : 302 Pageviews.  

Hwaseong ป้อมปราการแห่งเมือง Suwon

ฤกษ์งามยามดีจริง ๆ หลังจากที่ตะเวนเที่ยวในเมืองโซลซะจนทั่วไม่ว่าจะเป็นวังที่หน้าตาเหมือนกันทุกที่ ขนาดกะทัดรัด สีโทนเดียวกันเป๊ะ กษัตริย์ที่นี่เค้าอยู่กันอย่างพอเพียงจังเลยเนอะ หรือย่านช็อปปิ้ง เมียงดง ดงแดมุน นัมแดมุน ก็ไม่ได้มีอะไรให้ได้ดูเลยนอกจากคน อ้อ มีอย่างหนึ่ง ที่ดงกับนัมเนี่ยเค้ามีช็อปหลุยส์ กุ๊ชชี่ด้วยนะเยอะมาก ๆ ด้วยวางขายแบกะดินเลย ผู้คนก็เค้าไปรุมทึ้งกันซะอย่างกะของแจกฟรี (หากใครเคยมาเกาหลีจะทราบดีว่าประเทศนี้ไม่อนุญาตให้คุณถือของละเมิดลิขสิทธิ์เข้าประเทศเค้าเด็ดขาด เพราะว่าคุณสามารถหาซื้อที่นี่ได้อย่างง่ายดาย 55 พี่ไทยเราก็ไม่ต่างกัน)

ผมเลยมีแผนจะออกไปเที่ยวนอกเมืองโซลซะบ้างแต่คราวนี้ไปไกลสักเล็กน้อยไปนู่นเลยครับเมืองซูวอนที่ตั้งของกำแพงเมืองฮวาซอง กำแพงแห่งมรดกโลก การเดินทางก็แสนจะง่ายดายนั่งรถไฟสายสีน้ำเงินของเกาหลีเค้าต่อเดียวจากใจกลางเมืองพรวดเดียวถึงเลยใช้เวลาประมาณ 1.5 ชม. ก็จะไปถึงยังสถานีซูวอนสถานีขนาดใหญ่ของเมืองเค้าเพราะว่ารวมทั้งรถไฟฟ้า รถไฟฉึกกะฉั้ก และใกล้ ๆ ก็เป็นจุดขึ้นรถเมล์ขนาดใหญ่ด้วย จากนั้นผมก็เดินออกมายังหน้าสถานีเพื่อไปยัง tourist information ที่ตั้งอยู่ด้านซ้ายของสถานีเพื่อไปรวบรวมแผนที่ก่อนที่จะวางแผนการเดินย่ำกำแพงเมือง โดยผมแพลนไว้ว่าจะเริ่มต้นเดินที่ประตูพัลดาลมุน ซึ่งจากตรงนี้ก็จะต้องนั่งรถเมล์เพื่อไปลงยังพัลดาลมุน ตามแผนที่เซ็ตไว้ก็กะว่าจะเดินวนไปทางซ้ายตามแนวสันกำแพงไปเรื่อย ๆ จนมาจบที่จุดเริ่มต้น แต่จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าหนังสือท่องเที่ยวบอกว่าถ้าจะเดินที่นี่ให้ครบเนี่ยเดินทั้งวันก็ยังไม่หมดเลย อืม...ไอ้เราก็นั่งรถมาตั้งไกลอ่ะนะ เดินได้แค่ไหนแค่นั้นแล้วกัน

ประตูพัลดามุน จุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งนี้

หลังจากถ่ายรูปกับซุ้มประตูแรกอย่างเป็นที่หนุกหนานและพออกพอใจแล้ว เราก็เริ่มต้นทัวร์ทรหดกันซะที จุดแรกของกำแพงเมืองที่จะต้องเจอก่อนเลยก็ประชาสัมพันธ์ของกำแพงเมืองเค้าน่ะแหล่ะครับ แต่พอดีไม่มีธุระอะไรจะคุยด้วยขอผ่านไปก่อนแล้วกัน โหกำแพงนี้ดีแฮะ มีบันไดให้เดินขึ้นไปเรื่อย ๆ ด้วย ไม่เหมือนกับไอ้อันที่แล้วที่เราไปมา เล่นซะเกือบตายเลย แต่เอ๊ะ ทำไมยิ่งเดินยิ่งเหนื่อยอีกแล้วเนี่ย หันหลังกลับไปดู โหหหหหหหหหห นี่เราขึ้นมาสูงขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย เห็นเมืองทั้งเมืองเลย โอ้แม่เจ้าความเหนื่อยมาเยือนแบบไม่ตั้งตัวซะแล้วจะถอยก็ไม่ทัน จะขึ้นก็ พระเจ้าช่วยกล้วยทอด แมร่งสูงซะหมดแรงเดินเลย ไม่ได้ ไม่ได้ ไม่ได้ เกิดเป็นลูกผู้ชายต้องไม่เดินย้อนกลับทางเดิมเสียศักด์ศรีแย่จำใจก้มหน้าก้มตา แลบลิ้นหอบแฮ่ก ๆ ไปในตัว ทำไมชีวิตนี้ถึงไม่เคยเจอกับความสบายเลยนะเรากรรม ท่าทางทริปจะเดินเหนื่อยอีกเช่นเคยผมเลยขอจอดกลางเพื่อทำแผนการเดินครั้งนี้ให้เป็นไปอย่างคุ้มค่าที่สุด(ไม่ได้แอบพักนะ แค่เนี้ยะไม่เหนื่อยหรอก..................) เราเลยตกลงกันว่าจะแวะชมเฉพาะป้อมที่มันสำคัญ ๆ เท่านั้น ส่วนหลักเกณฑ์การเลือกดูเอาจากแผนที่น่ะแหล่ะป้อมไหนใหญ่แสดงว่าอันนั้นสำคัญ เป็นไง แนวคิดนี้ใช้ได้มั้ย

เห็นมั้ยเดินมาไม่ทันไร ก็เห็นเมืองทั้งเมืองแล้วน่ากลัวจริง ๆ ทริปนี้

ป้อมแรกสุดของกำแพงแล้วก็เป็นจุดแวะพักเก็บแรงของเราก็คือ ซอนามัมมุน ตรงจุดนี้เป็นเพียงจุดเดียวของกำแพงเมืองที่มี่ส่วนยื่นออกมาด้านนอกเป็นทางเดินยาวเลยทีเดียวแหล่ะ แถมมีศาลาให้เราได้นั่งพักหลบแดดเก็บแรงด้วย หากมองจากตรงศาลานี้จะเห็นทิวทัศน์รอบ ๆ ของเมืองซูวอนเลยสวยงามอะไรเช่นนี้ให้บรรยากาศเกาหลีสุด ๆ ถ้าไม่นับสภาพอากาศที่ร้อนตับแตกซะจนนึกว่าอยู่เมืองไทย นั่งชาร์จแบตสักพักก็ได้เวลาเดินต่อแล้ว จุดพักต่อไปก็เป็นซอโพลูแต่พักแป๊บเดียวนะเพราะว่าตรงนี้เป็นจุดจ่ายค่าผ่านทางของเค้า แต่ทว่าตรงจุดนี้มีความพิเศษนิดนึงตรงที่เค้าจะมีหอระฆังให้คุณ ๆ ท่าน ๆ ได้ตีกันแต่ไม่ฟรีนะขอรับ ผมก็เลยเดินผ่านไปอย่างไม่ใยดีแค่ตีระฆังเนี่ยคิดจะกินตังค์คนอย่างเราได้เหรอ กลับไปตีเมืองไทยก็ได้มีเป็นสิบอันเลย ชิ ชิ จากจุดตรงนี้ไปก็เดินยาวเลยครับ เพราะอีกหลายด่านเลยกว่าจะได้พักแต่ผมก็ไม่ได้เดิน เฉย ๆ นะแวะถ่ายรูปบ้างปะปราย จะได้เอาไปโม้เค้าได้ว่ามาแล้ว ไป ไป รีบเดินเหอะร้อนเดี๋ยวจะดำไปมากกว่านี้ ว้าว ว้าว ใกล้ถึงแล้ว ฮวาซอมุนจุดพักที่สองแต่ เอ่อ คือแบบว่าหิวข้าวอ่ะ ทำไงดีล่ะแถวนี้มีร้านค้ามั้ยเนี่ยหิวแบบโค ตะ ระ จะหิวเลย ฮ้านั่นไงตรงมีร้านเล็ก ๆ ตั้งอยู่ข้างถนนสภาพคล้าย ๆ จะเป็นบ้านตั้งอยู่ใกล้กับฮวาซอมุนเลย เราเปลี่ยนใจมาแวะพักเติมแรงและเติมท้องที่นี่แล้วกันเนอะ ๆ ตายหล่ะหว่าจะสั่งไงล่ะที่นี้ ไม่รูปภาพซักกะติ๊ดเดียว เอ่อเวรกรรมคนขายก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้อีกตามเคย เราก็เลยใช้วิธีเหล่จากโต๊ะข้าง ๆ เอาเนี่ย ๆ ป้าผมอยากได้ก๋วยเตี๋ยวแบบโต๊ะข้าง ๆ เนี่ย ขอ 3 นะไม่รู้เหมือนกันว่าเรียกว่าไร แต่คล้าย ๆ จะได้ยินว่าดงดงจู อะไรประมาณเนี้ยแหล่ะ ได้ก๋วยเตี๋ยวแล้วขอสั่งของกินเล่นหน่อยนะ เอ่อสั่งไงล่ะเอ่อคือแบบว่ารู้จักอย่างเดียวอ่ะเอาไอ้นี้แล้วกันดูบูกิมจิ(ผัดกิมจิกับเต้าหู้) 1 ที่ครับอาจูม่า(ป้า) นั่งรอแป๊บนึงอาหารก็มาถึงโต๊ะโอ้น่ากินจังเลย ก๋วยเตี๋ยวอร่อยดีแฮะส่วนไอ้ดูบูกิมจินี่อร่อยสุดยอดเลย อร่อยกว่าที่บริษัทเราอีกอ่ะ พวกผมก็เลยซัดซะเกลี้ยงเลยป้าจะได้ไม่เสียใจ (แนะนำเลยนะครับหากใครมาอย่าลืมแวะมากินดูบูกิมจิร้านป้าที่ฮวาซอมุนด้วยอร่อยสุดยอดเลย) ฮ่า อิ่มแปล้เลยเติมพลังเสร็จก็เดินต่อเลย 555 มีพลัง ท้องอิ่ม สุขใจ

จุดพักที่แรก ร่มเย็นไรเช่นนี้อยากจะเอนตัวลงนอน
อยู่อย่างนี้ทั้งวันจริง ๆ เลย


ทิวทัศน์ของเมืองซูวอนอีกด้านหนึ่ง สวยงามแปลกตาไปอีกแบบ


ฮวาซอมุน เกือบจะได้เป็นจุดพักที่สองแล้ว ถ้าเราไม่........ซะก่อน


จุดพักที่สองของแท้ เพราะว่าหิวซะก่อน เป็นไงล่ะน่ากินมั้ย
ดูบูกิมจิ เหอ เหอ น้ำลายหกเลย

จุดแวะต่อไปก็เป็น ฮวาฮงมุน ตรงจุดนี้มีความพิเศษกว่าจุดอื่น ๆ ตรงที่ป้อมตรงนี้จะเป็นประตูน้ำขนาดใหญ่ ก่อนส่งน้ำเข้าไปในเมือง สวยงามตระการตาจริง ๆ แต่ถ้าจะให้ดีเนี่ยมันไม่ควรจะมีนกพิราบนะ เพราะพี่แกเล่นอึกันแบบเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปหมดเลย ฮึ๋ย จะเป็นหวัดนกไหมเนี่ย จะอึตรงไหนก็อึไปนะเพราะไม่ใช่ประเทศผม แต่อย่ามาอึใส่หัวแล้วกัน ไม่งั้นตายทั้งโคตรแน่เอ็ง จุดแวะสุดท้ายแล้วก็เป็นไฮไลท์ของกำแพงเมืองสำหรับผมเลยนะ เป็นของคนอื่นด้วยหรือป่าวไม่รู้ เพราะตรงบริเวณ ดงจางแด เค้าจะมีบริการให้ยิงธนูด้วยเคยอ่านในหนังสือทัวร์นะว่าฟรี แต่รู้สึกว่าจะไม่ฟรีแล้วอ่ะดิเซ็งไปเลย ไม่เป็นไรยอมจ่ายตังค์ก็ได้นั่งรถมาตั้งใกล้ก็เพื่อการนี้โดยเฉพาะเลยนะเนี่ย เดินเข้าไปจะต่อแถวโห........ทำไมคิวมันยาวอย่างนี้เนี่ยแถมมันไม่ยอมให้เราเข้าไปต่อซะแล้วดิ ว่าแต่ทำไมมันมีแต่เด็ก ๆ ทั้งนั้นเลยวะหรือเค้าไม่ให้ผู้ใหญ่เล่นกัน เอาเหอะจะผู้ใหญ่หรือเด็กก็ช่างยังไงเราก็อดอยู่ดี ฮือ ฮือ อยากเล่นอ่ะ อยากเล่นนนนนนนนนนนนนน น่าอิจฉาไอ้เด็กพวกนี้จริง ๆ ชิ ส่วนเราก็ได้แต่ยืนมองอยู่ข้างสนามตาปริบ ๆ อิโด่ ยิงก็ยิงไม่เป็นสมน้ำหน้า ลองให้เราไปเล่นดินู่นเลยยิงข้ามเขาไปแล้วไม่ได้โม้นะเนี่ย เซ็งอ่ะ เซ็ง มาเสียเที่ยวเลย อดยิงธนูตามความตั้งใจเลยอ่ะ ฮือ ๆ เอาระเบิดปาแมร่งเลยดีมั้ยเนี่ย ฮึ่ย ๆ หมดอารมณ์แล้ว

แอบถ่ายหนุ่มเกาหลีระหว่างทาง (อู้งานเห็น ๆ )


ประตูน้ำฮวาฮงมุน


นี่ นี่ ดูเลยไอ้พวกที่มันมาแย่งผมยิงธนุ
กะว่าจะถ่ายให้เห็นหน้า แต่กลัวมันจะพลาดมายิงเข้าตาเราซะก่อน

หลังจากนี้ผมก็เดินอย่างเดียวเลยเพราะว่าไม่มีป้อมตรงไหนน่าสนใจอีกต่อไปแล้ว เดิน ๆ เดิน แล้วเดินลูกเดียวเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า ประสบความสำเร็จในที่สุดเราก็เดินครบรอบเลย แถมเวลายังเหลืออีกตั้งเยอะแน่ะ จะบอกให้นะก่อนมาเนี่ยก็อ่านหนังสือแนะนำเรื่องเที่ยวมาบ้างเค้าก็บอกว่ากำแพงเมืองที่นี่ใหญ่มาก ๆ ให้เดินวันเดียวก็ไม่ครบรอบหรอก ชิชะ ขอโทษนะผมเดินครบรอบนะครับ แถมยังมีเวลาเหลืออีกแน่ะ เออ แต่มาลองคิด ๆ ดูแล้วผมก็วางแผนถูกเหมือนกันนะเนี่ยที่เลือกเดินตามเข็มนาฬิกาโดยเริ่มจากพัลดามุนก่อน เพราะว่าลำบากแค่ตอนเดินขึ้นเขาตอนต้นเท่านั้นเอง ที่เหลือไม่เดินลง ก็เดินในทางราบทั้งนั้น เจ๋ง ๆ เค้าเรียกว่าลำบากตอนต้นสบายตอนท้าย แฮะ แฮะ ใช้ได้เหมือนกันนะเราเนี่ย

เนื่องจากเวลาเหลืออย่างที่บอกไปผมก็เลยไปเดินเที่ยวเล่นที่วังฮวาซองแฮงซะเลย ความพิเศษของวังนี้ก็คือเป็นหนึ่งในสถานที่ประกอบการถ่ายทำซี่รี่ยส์ยอดฮิตทั้งบ้านเราบ้านเค้า แดจังกึมนั่นเอง แต่วังเนี้ยของแท้นะครับมีมาอยู่ก่อนแล้วไม่เหมือนฉากถ่ายที่เค้าทำขึ้นมาโฟมล้วน ๆ ไปแล้วเสียอารมณ์ ก็เหมือนเดิมแหล่ะวังหน้าตาเดิม ๆ ขนาดกระทัดรัดพักอยู่อาศัยแบบพอเพียง เดินเล่นชั่วโมงเดียวก็เสร็จแล้ว ผมเลยเดินขึ้นเข้าที่อยู่ทางด้านหลังของวังไปนั่งฆ่าเวลาพักผ่อนหย่อนใจกับเพื่อน ๆ ร่วมโขยง พร้อมกับชมความงดงามของเมืองและแนวสันกำแพงที่เพิ่งเดินกันมา โห เออว่ะ กำแพงมันทั้งใหญ่และยาวเลยนะเนี่ยเดินไปได้ยังไงวะเรา เหอเหอ เอ้าเวลายังเหลืออีกเหรอเนี่ย งั้นไปเดินเล่นพิพิธภัณฑ์ก็แล้วกันว่าแต่มันไปทางไหนล่ะเนี่ย ไม่เป็นไรลงไปถาม tourist information ก็ได้ ตรงดิ่งเข้าถามทางกับเธอปุ๊บ เธอก็ทำท่าตกใจใหญ่เลย แถมเขินอายเล็กน้อยอะไรวะหน้าตาเราผิดระเบียบหรือไง ป่าวเลยครับพี่น้องเธอกล่าวออกมาว่า Oh sorry I’m sorry. I cant’ speak English เอ่อกรรมของตูเป็น tourist แล้วพูดอังกฤษไม่ได้ได้ไงวะ เอ่อหมดอารมณ์กลับบ้านก็ได้วะเรา

อีกมุมหนึ่งของวังฮวาซองแฮง

ทิ้งท้ายสักนิด
ผมภูมิใจแนะนะเลยนะครับหากใครได้มีโอกาสมาเที่ยวที่เกาหลี ต้องไม่ลืมเด็ดขาดที่จะมาเยี่ยมเยียนกำแพงเมืองมรดกโลกฮวาซอง ที่ซูวอนแห่งนี้สวยงามน่าประทับใจจริง ๆ ถ้าผมมีโอกาสผมก็จะขอมาอีกสักครั้ง(คราวนี้ต้องยิงธนูให้ได้สิน่า) อ้อแล้วก็ที่หลาย ๆ คนเค้าแนะนำมาก็เป็นห้องน้ำสาธารณะของเมืองซูวอนเค้าเนี่ยแหล่ะครับ เพราะเค้าสร้างได้สวยงาม ไม่เหมือนกับห้องน้ำทั่ว ๆ ไป ผมก็เลยทิ้งกลิ่นไว้ซะเลยมาคราวหน้าจะได้ไม่หลงอีก ฮิ ฮิ หมดแรงกันไปอีกวันสำหรับทริปนี้ แถมดำอีกต่างหาก แต่คุ้มค่าที่ได้ไป ประทับใจไม่มีวันลืมเลือน

เหยียบให้รู้ว่ามาถึงแล้ว




 

Create Date : 01 ตุลาคม 2551   
Last Update : 6 ตุลาคม 2551 21:41:01 น.   
Counter : 886 Pageviews.  

World Wide Korea?

จากความคิดที่ว่าประเทศเกาหลีเป็นประเทศที่เจริญแล้ว การที่จะหาคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ตามท้องถนนคงไม่ยากเย็นนัก หรือแม้กระทั่งจะไปซื้อของตามห้างร้านก็คงไม่มีปัญหาอะไร ชิลล์ ชิลล์อยู่แล้ว
แต่ทว่าความคิดแบบนี้นั้นผิดถนัดเลย ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าคนเกาหลีจะชาตินิยมขนาดหนัก หนักมากซะจนทำให้การดำรงชีวิตของผมต้องลำบากหนักหนาสาหัสตามไปด้วย การหาคนพูดภาษาอังกฤษได้ตามท้องถนนเพื่อจะเข้าไปถามทางหรือสอบถามข้อมูลไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่อันนี้ไม่เป็นไรให้อภัยได้เพราะพี่ไทยบ้านเราก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน เหอ ๆ บ่นมากไม่ได้เดี๋ยวเข้าตัว แต่....แต่.....แต่.......ไอ้ที่รับไม่ได้เลยจริง ๆ แล้วมันก็ทำให้ผมต้องใช้ชีวิตอย่างลำบากลำบนด้วยก็ไอ้ความที่เป็นชาตินิยมแบบสุดโต่งของเค้าเนี่ยแหล่ะ สินค้าอุปโภค บริโภคต่าง ๆ ที่วางขายอยู่ตามห้างชื่อดังของเค้านั้นเล่นเป็นภาษาเกาหลีหมดเลย ทุกกระเบียดนิ้ว ให้ตายสิแล้วมันจะซื้อกันถูกมั้ยเนี่ย ว่าแล้วก็โดนเกาหลีทำพิษซะเลย

ทำกับข้าวกินเองดีกว่า
มีอยู่วันหนึ่งผมเองก็อารมณ์ดีเป็นพิเศษนึกอยากทำอาหารกินเอง แต่เอ....ไม่มีส่วนผสมใด ๆ อยู่ในตู้เลยแฮะ แถมข้าวเราก็ไม่มี ออกไปจ่ายตลาดซะหน่อยดีกว่า หลังจากจัดแจงซื้อของสดซื้อของคาวเสร็จสิ้น ก็เดินไปซื้อข้าวต่อแต่ว่าบ้านเมืองนี้มันไม่มีข้าวหุงแบบเสร็จสรรพขายนี่หว่า เอาไงดีล่ะ อืม....มันก็น่าจะมีแบบกึ่งสำเร็จรูปขายนะ นั่นไงว่าแล้วก็เจอเข้าให้พอดี ลักษณะมันเป็นข้าวที่อยู่ในถ้วยพลาสติกแล้วซีลด้วยพลาสติกแบบหนาแน่นอีกที ไหนดูดิว่ามันหุงกันอย่างไร เอ่อ .... เวรกรรม....ทำไมมันเป็นภาษาเกาหลีหมดเลยล่ะวะ หมดเลยจริง ๆ หาภาษาอังกฤษไม่ได้เลยสักกะตัว ไอ้ยี่ห้ออื่น ๆ ก็ไม่ต่างกันเลยตายห่าแล้วจะรู้มั้ยเนี่ยว่ามันจะต้องเอาไปผ่านกรรมวิธีอะไรถึงจะได้เป็นข้าวสวยร้อน ๆ น่ากินแบบบ้านเราอ่ะ อ๊ะ อ๊ะ อ๊ะ ด้วยความช่างสังเกตุของเราก็เหลือบไปเห็นเลข 2 อยู่ตรงมุมขอบถ้วยใช่แน่เลย ใช่ชัวร์ป้าบ มันจะต้องเอาไปเติมน้ำร้อนแล้วทิ้งไว้ 2 นาทีเหมือนมาม่าบ้านเราแน่ ๆ ฮู้ย ฮู้ย ฮู้ย ฉลาดอะไรเช่นนี้เราชักจะหวาดกลัวในความฉลาดของตัวเองซะแล้วสิเนี่ย ว่าแล้วก็หยิบมาเลย 3 อันกินให้สะใจไปเลย 5555
มาถึงห้องปุ๊บก็จัดการต้มน้ำร้อนเติมลงไปในข้าวเพื่อทำให้มันเป็นข้าวสวยร้อน ๆ เสียก่อน อดใจรอนิดนึง 2 นาทีเดี๋ยวเราก็ได้กินข้าวสวยร้อน ๆ แล้ว ฮิ ฮิ ฮิ เป้ง ได้เวลาพอดีไหนดูสิข้าวเราหน้าตาเป็นไง................................ เอ่อ.................. เกิดอะไรขึ้นเนี่ย เราใส่น้ำเยอะไปเหรอทำไมข้าวมันแฉะเงี้ย อึ๋ย ไม่เป็นไรเทน้ำออกหน่อยแล้วกัน ผึ่งไว้ให้แห้งอีกนิดก็กินได้แล้ว ไหน ไหน ทดสอบหน่อยสิไอ้ข้าวสำเร็จรูปสัญชาติเกาหลีรสชาติมันจะเป็นไง กรุ๊บ กรุ๊บ เอ่อ........ทำไมมันยังไม่สุกอีกล่ะ ก็เราแช่ทิ้งไว้ตั้ง 3 นาทีแล้วนะมีไรผิดพลาดป่าววะ ไม่น่านะเราก็จับเวลาถูกต้องนี่นา เอ....แล้วมันเกิดไรขึ้นเนี่ย......เฮ้ย ...........เฮ้ย............หรือว่า.............แน่ ๆ เลย ต้องใช่แน่ ๆ ไอ้เลข 2 ที่มันเขียนไว้น่ะ 2 นาทีจริง แต่ไม่ได้เอาไปแช่กับน้ำร้อนเหมือนมาม่าบ้านเรา แต่มันต้องเอาไปอุ่นในไมโครเวฟ 2 นาทีต่างหากล่ะ โอ้.............................................ไม่...................................ม่ายจริง.....................................พลาดอย่างแรง แล้วทำไมมรึงไม่เขียนเป็นภาษาอังกฤษไว้วะ คนต่างชาติอย่างตรูจะได้เข้าจายยยยยยยยยยยย สรุปวันนั้นผมก็เลยประชดชีวิตด้วยการนั่งกินข้าวที่มันยังไม่สุก รสชาติกรุบ ๆ คลุกกับน้ำพริกที่หิ้วมาจากเมืองไทยไป น้ำตาแทบเล็ด...........ฮือ ฮือ ฮือ กรรมของตรูจริง ๆ

นี่เลยให้ดูกันจะจะว่ามันไม่มีภาษาอังกฤษเลย แต่ไอ้ที่มีอยู่
ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดเลย

ยาสระผมอยู่หนาย.....
สภาพอากาศที่เกาหลีนั้นสุดแสนจะแห้งเหลือเกิน ส่งผลให้ผมนั้นมีรังแคมากขึ้นกว่าปกติด้วยประการฉะนี้เราคงต้องไปหาแชมพูหัวกับไหล่มาใช้ขจัดมันออกไปจากชีวิตซะหน่อยแล้ว พอหยุดเดินตรงซุ้มขายแชมพู เอ......แล้วอันไหนมันเป็นแชมพูอันไหนมันเป็นครีมนวดหว่า ภาษาอังกฤษบนฉลากก็ไม่มีให้เห็นซักกะตัวเดียว เออ เอากับมันสิ ทำไงล่ะทีนี้ แต่เท่าที่เราคุ้น ๆ รู้สึกว่าที่บ้านเราไอ้ยี่ห้อหัวกับไหล่มันมีเฉพาะแชมพูนี่ ครีมนวดไม่ได้ทำขายที่นี่ก็คงเหมือนกันมั้ง เพราะรูปทรงขวดมันก็หน้าเหมือน ๆ กันหมด ถ้าเกิดมีครีมนวดมันก็ต้องมีขวดที่ลักษณะผิดแปลกไปให้เห็นอย่างแน่นอน เออหยิบมาเลยมั่นใจซะอย่าง จ่ายตังค์เสร็จก็รีบปรู๊ดกลับห้องตัวเองเพื่อใช้ขจัดไอ้รังแคตัวกวนใจนี่ซะหน่อย พอจับฟอกหัวปุ๊บ เอ๊ะ ทำไมมันไม่ค่อยมีฟองเลยวะ สงสัยใช้ปริมาณน้อยไป เอาอีกสักนิดแล้ว เอ....ฟองมันก็ยังไม่บังเกิดอีกอยู่ดี อ้อ ใช่ ใช่ ต้องใช่แน่ ๆ เราเคยได้ยินมาว่าสินค้าพวกเนี้ยะที่เมืองนอกมันจะคุณภาพดีกว่าที่เมืองไทยถึงแม้จะเป็นยี่ห้อเดียวก็ตามที ดังนั้นไอ้นี่ต้องเป็นแชมพูแบบไม่มีฟองแน่ ๆ
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปก็เอาหน้าไปขายเพื่อนซะ เธอเลยสวนกลับมาไอ้บ้า ไอ้ที่แกใช้น่ะมันเป็นครีมนวด ไม่ใช่แชมพูเว้ย แล้วไอ้ยี่ห้อหัวกับไหล่น่ะเค้าก็มีขายทั้งครีมนวดทั้งยาสระผมน่ะแหล่ะ อ้าว....เหรอ เค้าขายกันตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ยไม่เห็นรู้เรื่องเลย มิน่าล่ะมันถึงไม่ค่อยมีฟอง ไอ้เราก็ใช้ซะเพลินเลย เฮอะ เฮอะ พอเดินกลับไปดูที่ซุ้มแชมพูอีกที เออว่ะ มันมีทั้งที่เป็นครีมนวด แล้วก็ยาสระผมเลย แต่ไม่ใช่ว่ามันมีภาษาอังกฤษแอบซ่อนอยู่นะ ป่าวเลยพอดีผมก็อ่านภาษาเกาหลีได้นิดหน่อยพอยืนสะกดคำสักแป๊บนึงอ๋อ มันเขียนว่าแชมพูส่วนไอ้ขวดที่ผมหยิบไปเนี่ยมันเขียนว่า rinse แค่หน้าตาบรรจุภัณฑ์มันเหมือนกันก็เท่านั้นเองประเด็นก็คือ แล้วทำไมพวกเอ็งไม่เขียนเป็นภาษาอังกฤษไว้ด้วยว่ะ ใจคอกะจะไม่ให้คนต่างชาติมันใช้กันเลยหรือไงกัน ฮึ่ย ฮึ่ย ฮึ่ย เจ็บใจ เสียหน้าด้วย

ทิ้งท้ายสักนิด
แปลกใจจริง ๆ ตม.เกาหลีเค้าพูดภาษาอังกฤษไม่ได้หรือไงกัน ในขณะที่ผมยืนจ่อรออยู่ตรงตม. เจ้าหน้าที่เค้าก็เห็นพาสปอร์ตของผมน่ะ รู้แน่นอนว่าไม่ใช่คนเกาหลีชัวร์ป้าบ แต่ ทำไมเธอซัดภาษาเกาหลีใส่เราวะ ไม่ได้แหกตาดูพาสปอร์ตหรือไงขอรับคุณเธอ ผมเนี่ยคนไทยไม่ใช่เกาหลี หน้าตาก็บอกยี่ห้อซะขนาดนี้ พอเราทำหน้าเอ๋อใส่ ก็ยังจะพูดเกาหลีใส่อีก เราก็เลยเอ๋อตอบไปอีกรอบ ถึงได้ยอมพูดอังกฤษกับเรา เออ เอาเข้าไป นี่คุณพี่คิดว่าการที่ผมมาอยู่เกาหลี 6 เดือนจะทำให้ผมพูดจาภาษาเกาหลีได้เลยหรือไงขอรับคุณพี่ ช่างมันใจในความ world wide ของภาษาตัวเองเหลือเกินนะ




 

Create Date : 01 ตุลาคม 2551   
Last Update : 6 ตุลาคม 2551 21:05:30 น.   
Counter : 256 Pageviews.  

15 วันที่ฝันไป กับ 180 วันแห่งความจริง

ตลอดระยะเวลา 15 วันที่ได้พักผ่อนอยู่ที่เมืองไทย กับบรรยากาศที่สุดแสนจะคุ้นเคย สำเนียงคุ้นหู ผู้คน ถนนหนทาง รถติด อาหาร หรือแม้แต่หมาขี้เรื้อนข้างถนน เป็นอะไรที่คิดถึงสุด ๆ ไปเลย ในขณะที่นั่งรถกลับบ้านมันก็ทำให้เราได้คิดว่า ไม่มีที่ไหนน่าอยู่เท่าเมืองไทยแล้ว ถึงแม้ว่ามันจะได้ไม่เลิศหรูอลังการ หรือสะดวกสบายเหมือนบ้านเมืองคนอื่นเค้า แต่ความรักมักจะทำให้คนตาบอดมองข้ามสิ่งแย่ ๆ เหล่านั้นไป และมองแต่สิ่งดี สิ่งสวยงามที่มีให้เชยชม

เป็นไปตามความต้องการตลอดระยะเวลาที่อยู่เกาหลี มื้อแรกที่เมืองไทยก็ได้กินส้มตำสมใจ เนี่ยแหล่ะรสชาติที่คุ้นเคย บรรยากาศที่เราคิดถึง ข้าวเหนียวหนึบ ๆ กลิ่นน้ำปลาที่แสนเย้ายวนใจ กลิ่นไหม้นิด ๆ ของข้าวคั่ว กลิ่นเหม็นตุ่ย ๆ ของปลาร้าแต่ก็ทำให้น้ำลายสอได้เหมือนกัน ช้อนส้อมที่ไม่ได้จับมาเกือบครึ่งปี ไม่อยากจะบอกว่าตอนที่ผมนั่งกินผมถึงกับน้ำตาไหลไปด้วย ฮือ ฮือ (ไม่ใช่ว่าซาบซึ้ง ตื้นตันอะไรหรอกนะครับ แต่ทำไมมันเผ็ดอย่างนี้ล่ะแม่ บอกตั้งหลายครั้งแล้วว่ากินเผ็ดไม่ค่อยได้ แต่อร่อยอ่ะ ฝีมือแม่เราไม่เคยตกจริง ๆ)

เค้าว่ากันว่าช่วงเวลาแห่งความสุข มักจะผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ได้เวลาที่เราต้องกลับเกาหลีซะแล้วสิ อาหารไทยที่อยากกินก็ยังกินไม่หมด ไม่ว่าจะเป็น ข้าวขาหมู ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ข้าวหมูแดง ฯลฯ อะไรกันเนี่ยขออยู่ต่ออีกหน่อยได้มั้ย ยังไม่อยากกลับเลย มันเป็นช่วงเวลาแห่งความฝัีน เป็นฝันที่แสนจะมีความสุข นั่งกินข้าวอยู่กับครอบครัว หัวเราะสนุกสนานเฮฮา ส่งเสียงดังบ้างเล็กน้อย แต่เมื่อกลับไปอยู่เกาหลีมันก็เหมือนกับเราอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริง อะไรจะรออยู่ข้างหน้าบ้างเราก็ไม่รู้ แต่ที่รู้เราต้องอยู่ให้ได้ ลาก่อนสยามประเทศ แล้วเราค่อยกลับมาเจอกันใหม่นะ

ทิ้งท้ายเรื่อง ฮา ฮา บทพิสูจน์โลกกลม
ช่วงสัปดาห์ที่ 2 ระหว่างวันหยุดผมก็ไปเที่ยวชะอำกับเพื่อน ๆ มา ตอกย้ำอีกครั้งว่าทะเลไทยสวยกว่าเกาหลีเป็นไหน ๆ ในขณะนั่งรอ gate เปิดก็พูดคุยกับกลุ่มเพื่อนแก็งค์คนไทยว่าเนี่ยไปชะอำมา ที่ไหนได้อีก 2 คนก็บอกว่าไปมาเหมือนกัน แถมไปช่วงเวลาเดียวกันด้วย ให้ตายเหอะอะไรกันเนี่ยไม่มีที่อื่นจะไปกันแล้วหรือไง อยู่เกาหลีด้วยกันมาเกือบ 6 เดือน กลับมาเมืองไทยดั๊นไปเที่ยวชะอำเหมือนกันอีก แต่โชคดีที่่ต่างคนต่างไม่เจอกัน ไม่เช่นนั้นคงได้ฮากว่านี้แน่

ซวยแต่วันแรกที่เหยียบย่างพื้นแผ่นดินเกาหลี
อย่างที่เคยบอกไปว่าประตูห้องผมเนี่ยแสนไฮโซ(ไม่เข้ากับหน้าตาเจ้าของห้องอย่างแรง) เป็นประตูเปิดปิดแบบพลังไฟฟ้า(ใช้พลังแบตเตอรี่นั่นแหล่ะ) เมื่อมาถึงหน้าห้องก็เอาบัตรมาทาบไว้ตามปกติเอ๊ะทำไมคราวนี้ประตูมันส่งเสียงแปลก ๆ วะ แถมไม่ยอมเปิดให้อีก ฮึ่ยหรือว่าแบตจะหมด ไม่เป็นไรกดรหัสเอาก็ได้ อ่า มันก็เปิดให้แต่โดยดี ก็เลยว่าจะซื้อแบตก้อนใหม่มาเปลี่ยนเย็นนี้ซะหน่อย หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จก็จัดแจงไปเอาแบตใหม่มาเปลี่ยน แต่เหมือนเคราะห์ซ้ำ กรรมซัด ปรากฎว่าไอ้ประตูเจ้ากรรมมันไม่ยอมเปิด ไม่ว่าจะใช้บัตรนาบ กดรหัสก็แล้ว มันก็เอาแต่ส่งเสียงประหลาดเพียงอย่างเดียว พยายามอยู่นานสองนาน มันก็ยังไม่ยอมเปิดให้ เจี้ยเอ้ย อะไรเนี่ยไอ้แบตเฮงซวยจะกลั้นใจไว้อีกสักนิดก็ไม่ได้ จะเปลี่ยนแบตใหม่ให้อยู่แล้วแท้ ๆ แมร่งหมดตอนไหนไม่หมดดันสะเออะมาหมดเกลี้ยงเอาตอนที่จะเปลี่ยนซะงั้นอ่ะ เจ็บใจจริง ๆ เจ็บใจสุด ๆ สืบถามจากรปภ.ด้านล่างโดยมีล่ามสาวสวยชาวเกาหลีเป็นผู้ช่วยใจดี ก็ปรากฎว่าต้องโทรเรียกหน่วยงาน service ของไอ้กุญแจไฮโซเนี่ยมาจัดการให้ ไม่ได้ทำให้ฟรี ๆ ด้วยนะ เออเจริญ แล้วใครจะไปจ่ายตังค์ให้เอ็งวะ ว่าแล้วก็เลยระดมพลเพื่อน ๆ ชาวไทยมาช่วยกันงัดหน้าต่างหน้าห้องออกแล้วส่งพี่ชายที่แสนใจดีและตัวเล็กสุดเข้าไปเปิดประตูจากข้างในมาให้ โฮ่ รอดไป นึกว่าคืนนี้จะไม่มีที่ซุกหัวนอนซะแล้ว ขอบคุณเพื่อนคนไทยทุกคนที่อุตสาห์มาช่วยกันงัดหน้าต่าง เนี่ยแหล่ะคนไทย ไปที่ไหนก็ยังเป็นคนไทย




 

Create Date : 28 กันยายน 2551   
Last Update : 28 กันยายน 2551 21:55:08 น.   
Counter : 206 Pageviews.  

พักยกชั่วคราว (ตามล่าหาส้มตำก่อน)

เหน็ดเหนื่อยสุด ๆ กับการไป changwon ครั้งนี้เพราะเล่นไปมัน 4วัน 3คืน เลย แต่ที่ซ้ำร้ายกว่านั้นก็อย่างที่เข้าใจคนเกาหลีขี้เหล้าสุด ๆ ผมก็เลยต้องจับพลัดจับผลูซัด Korean Traditional Wine(อันนี้เป็นศัพท์ที่เพื่อนเกาหลีเค้าเรียกให้มันดูดีไปอย่างนั้นแหล่ะครับ เพราะอันที่จริงมันก็คือ โซจู หรือไอ้ขวดสีเขียวใส ๆ ที่เห็นได้ทั่วไปตามละครเกาหลี)ไป 3 วันรวดเลย อร่อยตรงไหนครับเนี่ยคุณพี่ท่าน เอ...แต่จะว่าไปผมว่ารสชาติมันก็ออกจะหวานนิด ๆ นะ

เนื่องจากว่าได้เวลาที่ผมจะต้องกลับไปเยือนประเทศไทยเพื่อออกตามล่าหาส้มตำ ซัดให้หายเปรี้ยวปากสักที ไปเยือนเมืองแม่ครั้งนี้มีเวลาให้เที่ยวเล่นตั้ง 15 วันแน่ะ เปรมปรีด์สุด ๆ อาหารเกาหลีเนี่ยขอบายใครชวนกินมีเรื่องแน่ อ่ะจะว่าไปแล้ววัฒนธรรมการกินอาหารของเรากับเกาหลีนั้นแตกต่างกันพอสมควรเลยก็ว่าได้ ไอ้ที่เค้าว่าอร่อยแสนอร่อย ผมก็ว่างั้น ๆ อ่ะ บางอย่างนี่ถึ้งขั้นไม่ร่วมสังฆกรรมด้วยเลยทีเดียว ส่วนไอ้ที่ผมว่าอร่อยเนี่ยยังหาไม่เจอเลยแฮะ

อันดับแรกเลยมาวินก่อนใครเพื่อน ต็อก แท่งแป้งสีขาวลักษณะเหนียวหนึบหนับ เหนียวมาก ๆ อันนี้เนี่ยเป็นอาหารยอดนิยมของชาวเกาหลีเลยทีเดียวสามารถเอาไปเป็นส่วนประกอบของอาหารเกาหลีได้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเดินไปแห่งหนใดก็จะต้องเห็นเจ้าต็อกผัดกับซอสสีแดงฉานอย่างง่ายดาย ไม่ทราบเหมือนกันว่ามันอร่อยตรงไหน เพราะไม่เคยลองแต่ไอ้ตัวต็อกเนี่ยเคยลองกินดูแล้วไม่ประทับใจอย่างแรง เหนียวแบบสุด ๆ ยิ่งเคี้ยวยิ่งเมื่อยปาก แล้วสาว ๆ ที่นี่จะชอบไอ้ดุ้นสีขาวนี้กันมากเลยนะไม่แปลกใจเลยทำไมพวกเธอถึงได้มีใบหน้าลักษณะกรามโตกันแต่เด็ก ๆ (แต่แปลกใจอยู่ทำไมสาวที่นี่โตขึ้นมาหน้าเรียวกันทุกคนเลยแฮะ โดนจรวดชนหรือยังไง)

อันดับสองต้องยกให้บะหมี่เย็นและซุปเย็นทุกประเภท หากคุณได้เคยทานหมี่เย็นแบบญี่ปุ่นมาแล้วขอให้ลืมไปได้เลย เพราะหมี่เย็นที่แตกต่างแบบสุดขั้ว หน้าตามันก็เหมือนหมี่น้ำบ้านเราอ่ะนะครับแต่คุณพี่ท่านเล่นโยนน้ำแข็งเป็นก้อน ขอย้ำว่าเป็นก้อน ๆ เลยลงไปในถ้วย โอ้แม่เจ้า เกิดมาไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน พอเราทำหน้าตกใจป้าแกก็นึกว่าอยากได้เพิ่มเลยดึงถ้วยไปยัดน้ำแข็งให้อีกเท่าตัว ฮือ ฮือ ป้า....... อยากจะชักแด่ก ๆ อยู่ตรงหน้าป้าจริง ๆ เลย ส่วนเรื่องของรสชาติผมว่าก็โอเคนะ แต่จะดีกว่านี้ถ้ามันร้อน ส่วนซุปเย็นก็มีสภาพไม่ต่างกันเย็นเจี๊ยบเหมือนกันเป๊ะ

อันดับสุดท้าย แมลงต้มน้ำเกลือ เหลือรับประทานจริง ๆ กับเมนูนี้หาได้ง่ายดายไม่ต่างจากต็อกแต่กลิ่นมันนี่สูดเข้าไปแล้วอยากจะอ้วกยังไงก็ไม่รู้ คงไม่ต้องถามนะครับว่าผมได้ลองกินเมนูนี้หรือป่าวแต่คนเกาหลีเค้าก็อร่อยของเค้ากันนะ เฮ้อ ทำไมเราถึงช่างแตกต่างกันเช่นนี้เนี่ย

อันเนื่องจากว่าผมคงต้องขอพักมือไว้สักระยะในช่วงที่ไปตามล่าหาส้มตำที่เมืองไทย
ก็เลยขอโพสรูปให้ดูเล่น ๆ กันไปก่อนแล้วกันนะครับ



อันนี้เป็นน้องหมาแถวบ้านตัวใหญ่มาก แม้แต่คนเกาหลียังไปมุงดูกันเลย
(แล้วคนไทยอย่างผมจะเหลือเหรอ)


Gyeongbokgung พระราชวังแห่งความพอเพียง(แอบยืมของเพื่อนมาโพส)


หุ่นกระแป๋งย่านอินซาดง แถวที่ทำงาน(อย่าลืมแวะไปทักทาย)


นักสู้แห่งยุทธจักร นามมังกรว่า โพ(แอบไปร่วมงานเทศกาลโคมไฟของเกาหลี)


เทศกาลโคมไฟแห่งชาติของเกาหลี จัดขึ้นก่อนวันวิสาขบูชาของเกาหลี 1 วัน
ผมถือว่าเป็นเทศกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ไปสัมผัสมา


รูปปั้น ณ War Memorial เพราะสงครามจึงทำให้เค้ามีชาติ


ม.สตรีอีฮวา สวยทั้งคน สวยทั้งสถานที่


ณ Seoul Forest ปฏิมากรรมที่ผมไม่มีวันเข้าใจ


Tapgeol Park สวนสาธารณะที่มีแต่คุณปู่และคุณตา


Bukcheon Village หมู่บ้านวัฒนธรรมอาคารบ้านเรือนเต็มไปด้วยวัฒนธรรม
สมัยก่อนของคนเกาหลี สถานที่แห่งนี้ไม่ค่อยมีทัวร์มาลงนักอาจเป็นเพราะเป็นย่านที่
อยู่อาศัยก็เป็นได้ แต่ถ้าใครเดินทางมาเองก็ขอแนะนำครับได้อารมณ์เกาหลีสุด ๆ




 

Create Date : 12 กันยายน 2551   
Last Update : 12 กันยายน 2551 22:32:58 น.   
Counter : 374 Pageviews.  

1  2  3  

เด็กปูน
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add เด็กปูน's blog to your web]