Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2554
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
12 กรกฏาคม 2554
 
All Blogs
 

เมื่อทุกข์สับสนเม่นเม่ในศีล ความปรารถนาเก่าได้ช่อง

ตั้งแต่เกิดมาจนเรียนในชั้นปฐม-มัธยม ความปรารถนาของผมคือต้องการเรียนต่อ เพื่อให้มีปัญญา ไม่ได้หวังอย่างอื่นแม้แลกด้วยชีวิต และก็ได้แลกกันจริงๆ เมื่อพอมีช่องทางเรียนอุดมศีกษา ซึ่งเป็นช่องที่ริบหรี่ มีโอกาสโดนไล่ออกเมื่อใดก็ได้ หรือเรียนจนจบอาจจะไม่ได้รับปริญญา

เมื่อได้อ่านหนังสือธรรมะในหอสมุดของมหาลัยรามคำแหง ก็ย่อมได้อ่านเจอเรื่องของผู้ที่ปรารถนาต่างๆ ในพุทธศาสนา เช่น ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าบ้าง ปรารถนาเป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้ายเบื้องขวาบ้าง ปรารถนาเป็นพระเอกคตัตคะบ้าง ซึ่งต้องสร้างบารมี ตั้งแต่ แสนกัป จนเป็นอสงไขย และหลายๆ อสงไขย ที่เดียว.

เมื่ออ่านศึกษาธรรมมากๆ ก็ประสงค์พ้นทุกข์ เพราะตนเองที่อยู่ในสภาวะนั้นทุกข์มากจริงๆ มีความกดดันทุกด้าน ซึ่งสามารถเสียสติถึงขั้นเป็นบ้าไปได้(เพราะ พี่ชายคนโต เสียสติเป็นบ้าไปแล้วคนหนึ่งเพราะเรียนเก่งอยากเรียนต่อแต่ไม่ได้เรียน เป็นตัวอย่างอยู่เห็นๆ) ก็ด้วยการอ่านหนังสือธรรมะมีปีติเล็กๆ น้อยๆ ในธรรม กำหนดพุทธ-โธ กับลมหายใจอยู่เนื่องๆ ทำให้พอรักษาจิต ไม่เสียจริตจนเกินไปได้

แต่ก็เกิดความคิดขึ้นว่าตนเองอาจจะปรารถนาเป็นอะไรสักอย่างก็ได้ในพุทธศาสนาตามหนังสือที่ได้อ่าน ตอนเรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 และพยายามถือศีล 8 ตลอด ตามปกติก็นั่งสมาธิ และส่วดมนตร์ กราบหมอนก่อนนอน และแผ่เมตตาทุกคืน ทั้งแต่เป็นเด็กมาแล้ว เมื่อเป็นดังนั้นจึงได้อธิษฐานเพิ่มคำอธิษฐานเข้าไปว่า.

"ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าข้าพเจ้าสร้างบารมีอะไรมาถ้าข้าพเจ้าสร้างมาน้อยกว่า 2 ใน 3 ข้าพเจ้าขอยุติการสร้างบารมีแค่นี้ แต่ถ้าสร้างมามากกว่า 2 ใน 3 ข้าพเจ้าก็จะสร้างต่อ และขอให้ได้พบกับพระอนาคามี หรือพระอรหันที่มีอภิญญาช่วยบอกให้ข้าพเจ้าทราบด้วย"

ตั้งแต่ต้นปีของชั้นปีที่ 2 จนเรียนจบมหาวิทยาลัย และในชั้นปีที่ 3 แล้วได้เข้าปฏิบัติธรรมต่อที่ คณะ 5 วัดมหาธาตุท่าพระจันทร์ และได้ลืมคำอธิษฐานนั้นไปแล้ว เพราะมีทุกข์มาก สะสมมาเป็นเวลา 3 ปีกว่า จงประสงค์ ดับทุกข์ ละกิเลสที่ทำให้เกิดทุกข์อย่างเดียว โดยปฏิบัติธรรมเอาชีวิตเขาแลก ดังประสบการณ์ตามธรรมที่เล่าเขียนไว้ด้านบน จนเห็นวางทุกข์ที่ผ่านมาได้แล้ว อยู่เป็นปกติสุขถึงประมาณ 3 ปีที่เดียว รอโอกาส บวชใหม่เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น ซึ่งจะไม่เป็นแบบเก่าอีก.

แต่ปัญญาในการวางทุกข์ ดังที่ผ่านมานั้นไม่เพียงพอ เมื่อเกิดมีแฟนมีความรักขึ้นมา ซึ่งเป็นเหตุแห่งทุกข์ ตามวัยแห่งตน โดยไม่ได้วางแผนชีวิตมาก่อนเลย แต่ปัญหาทางสังคม การยอมรับของฝ่ายญาติผู้หญิง ที่ผมเองมีข้อจำกัดทางกฏหมายในสิทธิ์เสรีภาพ ซึ่งเป็นความทุกข์ความสับสนแบบใหม่ในชีวิต ประกอบกับความเม่นเม่ในศีล จึงทำให้เกิดความทุกข์และสับสน ตกอยู่ในความทุกข์สับสนอันไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไร มีแต่ทางตันไปทุกด้าน.
เห็นแต่การปฏิบัติธรรมอย่างยิ่งยวด เพื่อละกามตัณหา และโทสะจนสิ้นเท่านั้นจึงจะพ้นได้

------------------- คัดลอกมาจากข้อความเก่า -------------------------

จึงตั้งใจทำวิปัสสนากรรมฐานด้วยความเพียรอย่างติดต่อกัน ถ้ายังละกิเลสไม่ได้ หรือยังมีความทุกข์อยู่ในจิต จะไม่ย่อมผ่อนความเพียรลงมา พอถึงวันที่ 5 หรือ 6 ขณะที่ทำกรรมฐานจนหลับไปลงภวังค์พักใหญ่ ก็เปลี่ยนมาเป็นความฝันว่า

ขณะนั้นข้าพเจ้าเป็นพระอยู่ ได้มีโต๊ะและพระรูปอื่นๆ นั่งรอบโต๊ะบนโต๊ะมีแก้วน้ำซึ่งมีน้ำอยู่เกือบเต็มแก้ว แล้วพระต่างๆ ได้พูดทำนองว่า ถ้าผู้ใดได้ดื่มน้ำที่อยู่ในแก้วศีลก็จะบริสุทธิ์ ข้าพเจ้าก็จึงหยิบแก้วน้ำนั้นมาดื่มพอดื่มหมดแก้ว พระต่างๆ ก็หัวเราะกันใหญ่ ว่าข้าพเจ้าได้ดื่มเหล้าไปแล้ว ข้าพเจ้ามีความเสียใจอย่างยิ่งจึ่งวิ่งเข้ากุฏิตนเอง บิดห้องมืด กดอารมณ์ตนเองจนนิ่งลึกลงไปๆ จนกลายเป็นสมาธิที่ลึก เพี่ยงจุดเดียวเฉยนิ่งอยู่อย่างนั้น จากจุดสมาธินิ่งลึกๆ จิตเกิดไหวตัวพุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับตะโกนออกมาจากสมาธิลึกๆ ว่า

"ข้าอยากเป็นพระพุทธเจ้า"

อย่างสุดกำลัง ขึ้นจากก้นบึงของจิต แล้วจิตรวมตัวเป็นจุดแสงสว่างเท่าดาวประกายพรึกที่เคยได้มา จากนั้นจุดแสงสว่างเริ่มแขวงหมุนเป็นเลข 8 คล้ายเครื่องหมาย อินฟินีตี่ ในสัญญาลักษณ์ทางวิทยาศาสตร์ แขว่งแบบห่างๆ แล้วเคลื่อนที่เร็วขึ้น กระชับขึ้นๆ หลายๆ 10 รอบ จนแน่นแล้วจึงระเบิดเสียงดังสนั่น ออกมาพร้อมกับรู้สึกตัวทันที"

ข้าพเจ้าไม่เคยเลยที่ตั้งความปรารถนา ที่จะเป็นพระพุทธเจ้าอย่างตั้งใจตั้งแต่เกิดมาจนถึงปัจจุบันนี้เพราะสำนึกในความต่ำต้อยของตนเองในสังคม แต่สิ่งนี้เกิดขึ้นนั้นทำให้ข้าพเจ้าต้องมาทบทวนตัวเองใหม่ แล้วเริ่มคลายวิปัสสนากรรมฐานลงมาเพียง แต่ทรงอารมณ์ไว้ กิเลสในการยึดมั่นในพุทธภูมิมีมากขึ้นทุกวัน ทั้งที่ข้าพเจ้าไม่เชื่อใจตัวเอง พยายามปรามห้ามตัวเองบ่อยๆ จนสงบไม่ปริปากบอกกับใครเลยสักคน จนวิปัสสนาญาณกลบความปรารถนานั้นได้

แล้วเหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าเป็นทุกข์เรื่องความรักและฐานะทางสังคมนั้นได้คลายอย่างปลิดทิ้ง เมื่อผู้ปกครองคุณดี คือพี่สาวและญาติยอมรับในตัวข้าพเจ้าเพราะเห็นว่าเป็นคนดีและไม่ได้รังเกียดเรื่องฐานะทางสังคมนั้น ข้าพเจ้าจึงเป็นแฟนกับคุณดีได้อย่างปกติชนทั่วไปและเป็นที่ยอมรับของเพื่อนๆ ข้าพเจ้าจึงเข้าช่วยประกองการเรียนของคุณดีได้อย่างเต็มที่ และไม่มีข้อขังกาของกลุ่มเพื่อนๆ เป็นอันว่าเรื่องความรักดำเนินไปได้ดีและสังคมกับเพื่อนก็ดำเนินไปได้อย่างปกติ

แต่เรื่องนิมิตประหลาดที่เกิดขึ้นกับข้าพเจ้านั้นข้าพเจ้าไม่ได้ปริปากบอกกับใครและข่มไว้ เป็นเวลาประมาณ 1 เดือน แล้วเหมือนกรรมจะชักนำไปทางนั้นในวันหนึ่ง ข้าพเจ้า คุณดี คุณกุหลาบ และอาจจะมีอีกคนสองคนอยู่ในเหตุการณ์ คุยกันเรื่องทั่วไป แล้วไม่ทราบว่าใครยกเรื่องพระโพธิสัตว์ขึ้นมาสนทนา ข้าพเจ้าจึงนึกถึงเรื่องนิมิตที่ข้าพเจ้าได้เจอมากับตนเอง แล้วข้าพเจ้าเริ่มเล่านิมิตที่เกิดกับข้าพเจ้าด้านบนให้ฟัง เมื่อข้าพเจ้าเล่าอยู่ ไม่รู้ว่าความปรารถนานั้นมากจากไหนแต่มันฟุ้งจากภายใต้จิตจากภายใน เหมือนดังกระแสน้ำอันมหาศาลพร้อมทั้งลมพายุอันรุนแรงที่โดนกักขังไว้ แล้วกำแพงกักขังนั้นได้พังทลายลงมาอย่างสิ้นเชิง ถาโถมจนจนจิตใจทั้งหมดทั้งมวลสะท้านไปด้วยความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าต้องข่มอย่างสุดกำลังเพื่อควบคุมกริยาตนเองให้เป็นปกติ จนเล่าจบ

ข้าพเจ้าข่มใจไม่เชื่อตนเอง เพราะปรารถนานิพพานโดยเร็วพลันเนื่องจากชีวิตที่ผ่านมานั้นข้าพเจ้ามีความทุกข์ทางสังคมเสียมากกว่า แต่ความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าเหมือนม้าพยศ เหมือนกระทิงบ้า เหมือนมังกรคะนองฤทธิ์ จนข้าพเจ้าไม่สามารถดำรงใจให้เป็นปกติได้เลยมันทรมานด้วยความปีติบวกกับความอยากปรารถนาอย่างมหาศาลที่ข้าพเจ้าต้องข่มด้วยใจและกำลังญาณไม่ให้ไปปรารถนา ข้าพเจ้าต้องข่มต้องทุกข์อยู่อย่างนี้เป็นเวลาประมาณ 1 เดือน ซึ่งคุณดีรับรู้และเห็นอยู่โดยตลอด

และในช่วงที่ข้าพเจ้าเข้ากรรมฐานอยู่ คุณดีก็เข้ากรรมฐานด้วย ปฏิบัติกรรมฐานได้วันสองวันความปรารถนานั้นถาโถม จนข้าพเจ้าทนอยู่ไม่ได้เมื่อพักกรรมฐานช่วงเย็นข้าพเจ้าก็ตรงไปยังพระธาตุเจดีย์ คุณดีก็ตามไปด้วย เพราะข้าพเจ้าบอกคุณดีว่าข้าพเจ้าจะไปกราบอธิษฐานที่พระธาตุเจดีย์เพียงแค่นั้น ไม่มีจิตที่จะชักชวนคุณดีอธิษฐานตามหรือตามไปด้วย

อธิษฐานเพื่อเป็นพระพุทธเจ้าต่อพระธาตุเจดีย์ครั้งแรก

เมื่อข้าพเจ้าไปถึงพระธาตุเจดีย์ ก็เป็นช่วงเหมาะมากที่ประตูเจดีย์นั้นเปิดสามารถเข้าไปไหว้ข้างในได้ ตามปกติเจ้าหน้าที่ไม่ค่อยเปิดให้เข้าไป ด้วยความศรัทธาด้วยปีติและความปรารถนาที่ก่อเกิดมาเป็นเวลายาวนานได้รับการปลดปล่อย ข้าพเจ้าอธิษฐานด้วยใจอันแรงกล้าด้วยกริยาอันควบคุมได้ เอยวาจาอธิษฐานตามปกติธรรมดาว่า "จะสร้างบารมีให้สมบูรณ์มากที่สุดเพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า"

ต่อหน้าพระธาตุเจดีย์ของพระพุทธเจ้า หลังจากนั้นใช้เวลานานหลายเดือนความปีติในความปรารถนาจึงจางคลายเป็นปกติ อึม.. กำลังมหากุศลจิตนี้ช่างมากมายยิ่งนัก กำลังสมาธิและวิปัสสนาญาณที่ข้าพเจ้าเจริญอยู่และความทุกข์ทั้งหลายที่ประสบมาไม่สามารถสกัดกั่นไว้ได้

เมื่อข้าพเจ้าได้ไหว้และกล่าววาจาอธิษฐานพระธาตุเจดีย์เสร็จ ซึ่งอยู่คนละด้านกับคุณดีที่กำลังไหว้พระธาตุเจดีย์ที่อยู่คนและมุมกันไม่สมารถได้ยินกันได้ ก็ทำให้ข้าพเจ้าแปลกใจอย่างมากหลังจากที่คุณดีเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่าตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไรคือจะอธิษฐานในเรื่องทั่วไปแต่ใจนั้นได้ผุดขึ้นมาเองให้อธิษฐานว่า “ขอเป็นคู่ครองร่วมสร้างบารมีกับเซียมทุกภพทุกชาติ เมื่อเซียมบรรลุมรรคผลนิพพานในสมัยใด ขอให้ข้าพเจ้าบรรลุมรรคผลนิพพานในสมัยนั้นด้วย”
--------------------------------------------------------------------------

แล้วเรื่องต่างๆ ก็บังเกิดติดตามอีกอย่างมากมาย ติดต่อเป็นเวลาหลายปี ทั้งการพิสูจน์ตนเองด้วยการปฏิบัติเป็นหลัก เพราะความทุกข์ที่สับสนและเข้มข้นขึ้น เป็นระยะๆ เป็นช่วงๆ.




 

Create Date : 12 กรกฎาคม 2554
3 comments
Last Update : 12 กรกฎาคม 2554 17:10:22 น.
Counter : 506 Pageviews.

 

อนุโมทนาสาธุครับ

 

โดย: shadee829 12 กรกฎาคม 2554 19:25:00 น.  

 

 

โดย: auyza 12 กรกฎาคม 2554 23:00:50 น.  

 

เมื่อมีคำถาม ดังข้างล่างนี้

อยากทราบว่าพระโพธิสัตว์ที่ได้รับการทำนายพุทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆแล้วนั้นจะสามารถถอนปราถนาพุทธภูมิได้หรือไม่แล้วถ้าได้รับคำนายแล้วแต่ถอนปราถนาไปจะเป็นเช่นไรที่บอกไว้ในคัมภีร์ว่าถ้าได้รับคำทำนายแล้วถึงอยากถอนก็ไม่สามารถถอนได้นั้นเป็นอย่างไรเป็นไปได้หรือไม่ว่าถึงจะถอนแล้วแต่ก็ต้องกลับมาตั้งความปราถนาใหม่ทุกครั้งไปขอวอนกูรูผู้รู้ที่แท้จริงช่วยตอบที

จากคุณ : wutthitham
-----------------------------------------------------------

ผมได้ตอบไปว่า....

ครับตามที่ คคหท. 7 เสนอไว้

พระโพธิสัตว์ที่ได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าแล้ว ไม่มีทางเปลี่ยนใจหรือเลิกล้มความตั้งใจ ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะทรงพยากรณ์นั้นพระพุทธองค์ท่านก็ได้ทรงตรวจดูเหตุัทั้งปวงแล้วจึงได้พยากรณ์

อนึ่ง วาจาของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นหนึ่งไม่มีสอง ทรงกล่าวสิ่งใดไว้ สิ่งนั้นต้องเป็นไปเช่นนั้น

และการที่จะตรวจสอบตนเองในสมัยที่พระพุทธเจ้าทรงสิ้นพระชนชีพไปแล้ว แต่พุทธศาสนายังดำรงอยู่ว่า ตัวเราเองได้รับพุทธพยากรณ์แล้วหรือยังอย่างเที่ยงแท้ มีหนทางเดียวคือ

ปฏิบัติธรรมตามธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้วตามธรรมวินัยที่ยังคงดำเนินอยู่ เป็นเครื่องพิสูจน์ตนเอง

เมื่อได้อธิษฐานเพื่อปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว และมีผู้ที่ยื่นยันมากมาย หรือไม่มี ก็ไม่จำเป็นต้องถอนคำอธิษฐานนั้น

เพราะเมื่อปฏิบัติธรรมควรแห่งธรรมก็จะเจริญสู่ธรรมยิ่งๆ ขึ้นตามฐานะ ถ้าเื่มื่อยังไม่ได้รับพุทธพยากรณ์มาก่อน ก็จะเห็นธรรมเป็นพระอริยะ โดยที่ไม่ต้องไปถอนคำอธิษฐาน เพราะมรรคมีองค์แปดที่สมบูรณ์ ปัญญาเห็นอริยสัจ 4 อย่างยิ่ง ย่อมเป็นบารมีที่เหนือกว่าคำอธิษฐานใดๆ เมื่อยังไม่ได้รับพุทธพยากรณ์อย่างแท้จริง.

แต่สำหรับท่านที่ได้รับพุทธพยากรณ์แล้ว ทางแห่งมรรคมีองค์ 8 ก็ย่อมสมบูรณ์เช่นกัน แต่ไม่อาจจะละกิเลสได้อย่างเด็ดขาด เมื่อผ่านไปกาลภายหลังมีกิเลสฟูขึ้นก็เกิดสับสนแล้ว กุศลวิบากที่จะได้เป็นพุทธเจ้าในอนาคตกาล ก็จะกระตุนเตือนขึ้นมาเมื่อเหมาะสม

หมายเหตุ

เมื่อกล่าวที่พระพุทธเ้จ้าทรงตรัสเทศนา ในคราเดียวมีบุคคลทั่วไปและเหล่าเทวดาต่างบรรลุมรรคผลนิพพานกันจำนวนมากในช่วงที่พระพุทธเจ้าเทศนานั้น ท่านเหล่านั้นอาจจะเคยปรารถนา เป็นพระพุทธเจ้าหรือพระมหาสาวก มาก่อนก็ย่อมได้ แต่ัเมื่อยังไม่ได้รับพุทธพยากรณ์ ไม่จำเป็นต้องถอนคำอธิษฐานเก่าก่อนเลย เมื่อมรรคมีองค์ 8 แก่รอบบริบูณร์แล้ว ไม่มีวิบากกรรมใดขัดขวาง ก็ย่อมบรรลุนิพพาน

และคำว่าผู้ที่เที่ยงแท้จะตรัสรู้ในอนาคตกาลเบื้องหน้าอย่างแน่นอน ก็มีบุคคล 2 ประเภทคือ 1.พระเสขะ อย่างต่ำคือพระโสดาบัน 2.พระนิยตโพธิสัตย์

ผมจะยก ข้อมูลในพระไตรปิฏก เกี่ยวกับพระโสดาบันให้ศึกษาดู

จาก...

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=25&A=7662&Z=7746

------------------------------------------------------------------
สังฆรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วย
สัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้ พระอริย-
บุคคลเหล่าใด ทำให้แจ้งซึ่งอริยสัจทั้งหลาย อันพระ-
ศาสดาทรงแสดงดีแล้ว ด้วยปัญญาอันลึกซึ้ง พระอริย-
บุคคลเหล่านั้น ยังเป็นผู้ประมาทอย่างแรงกล้าอยู่ก็จริง
ถึงกระนั้นท่านย่อมไม่ยึดถือเอาภพที่ ๘ สังฆรัตนะแม้นี้เป็น
รัตนะอันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมี
แก่สัตว์เหล่านี้ สักกายทิฐิและวิจิกิจฉา หรือแม้สีลัพพต-
ปรามาส อันใดอันหนึ่งยังมีอยู่ ธรรมเหล่านั้นอันพระ-
อริยบุคคลนั้นละได้แล้ว พร้อมด้วยความถึงพร้อมแห่งการ
เห็น (นิพพาน) ทีเดียว อนึ่งพระอริยบุคคลเป็นผู้พ้นแล้ว
จากอบายทั้ง ๔ ทั้งไม่ควรเพื่อทำอภิฐานทั้ง ๖ (คือ
อนันตริยกรรม ๕ และการเข้ารีด) สังฆรัตนะแม้นี้ เป็นรัตนะ
อันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์
เหล่านี้ พระอริยบุคคลนั้น ยังทำบาปกรรมด้วยกาย
ด้วยวาจา หรือด้วยใจก็จริง ถึงกระนั้น ท่านก็ไม่ควรเพื่อจะ
ปกปิดบาปกรรมอันนั้น ความที่บุคคลผู้มีธรรมเครื่อง
นิพพานอันตนเห็นแล้ว เป็นผู้ไม่ควรเพื่อปกปิดบาปกรรมนั้น
พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว สังฆรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอัน
ประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์
เหล่านี้
-------------------------------------------------------------

ดังนั้น เมื่อไม่มีพระพุทธเจ้าทรงมีพระชนชีพอยู่เพื่อชี้ขาดได้ว่าเป็นอย่างใดแน่ ความเป็นพระนิยตโพธิสัตว์กับพระโสดาบัน ย่อมเหม่นเหม่กัน เมื่อได้ปฏิบัติธรรมจนถึงที่สุดแห่งธรรมตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้วที่ตกทอดกันมา

จึงต้องปล่อยให้กาลเวลาที่ผ่านไป เป็นเครื่องพิสูจน์ เมื่อถ้ายังเป็นปุถุชนอยู่ เมื่อเพลียงพล่ำต่อกิเลส หรือต่อสิ่งเล้า ความเป็นนิยตโพธิสัตว์ ก็จะปะทุมาเองเป็นกุศลมูลตักเตือนออกจากจิตใต้สำนึก เป็นช่วงๆ ไป.

สรุป การปฏิบัติธรรมอย่างสมบูรณ์ ตรงตามธรรม เป็นสิ่งที่ควรอย่างยิ่ง แม้อาจจะสับสนระหว่าง นิยตโพธิสัตว์กับพระอริยะเบื่องต้น แต่เป็นทางที่เจริญบารมีได้ดีที่สุดเมื่อมีพุทธศาสนายังดำรงอยู่ ในเมื่อไม่มีพระพุทธองค์ทรงพุทธพยากรณ์ซ้ำ เนื่องจากพระองค์ทรงสิ้นพระชนชีพดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว.

จากคุณ : P_vicha [FriendFlock] [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 8 ก.ย. 54

 

โดย: P_vicha 12 กันยายน 2554 10:08:09 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


P_vicha
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add P_vicha's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.