Group Blog
 
 
กันยายน 2554
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
22 กันยายน 2554
 
All Blogs
 

คำถาม ภรรยาผ่าตัดมดลูกและรังไขทิ้ง สามีมีเมียน้อย

เมื่อมีผู้ถามปัญหาดังนี้.

จะชี้ให้น้องชาย เห็นโทษภัย ของการมีเมียน้อยได้อย่างไรคะ?

ขอคำแนะนำจากเพื่อนๆ ทั้งข้อธรรมและข้อคิดเห็นนะคะ
ตอนนี้ทุกคนในครอบครัวทุกข์ใจกันมากๆ

เมื่อ 5 ปีที่แล้วน้องสะใภ้คลอดลูกชายคนแรก แล้วเกิดปัญหาบางอย่าง
ที่ทำให้หมอต้องตัดทั้งมดลูกและรังไข่

ตั้งแต่คลอดลูก เขาไม่มีสัมพันธ์เรื่องเพศกันอีกเลย เพราะน้องสะใภ้ไม่มีอารมณ์ และบอกว่าเจ็บ
แต่ทั้งคู่ก็ไม่เคยไปพบแพทย์ เพื่อปรึกษาหาทางออก

จนกระทั่ง น้องสะใภ้จับได้ว่าน้องชายมีเมียน้อย คนนั้น คนนี้ ผ่านไป 4-5 คน โดยที่น้องทั้งสองเคลียร์ปัญหากันเอง ไม่เคยบอกให้คนอื่นๆ ในครอบครัวรับรู้

จนเมื่อสองวันที่ผ่านมา แม่โทร.มาหาเราและร้องไห้ บอกว่า น้องชายและน้องสะใภ้ทะเลาะกันรุนแรง จนน้องสะใภ้จะเก็บของออกจากบ้าน
เนื่องจากน้องสะใภ้จับได้อีก ว่าน้องชายมีเมียน้อยคนล่าสุดเป็นเด็กนักเรียน ม.6

และน้องสะใภ้ได้โทร.ไปบอกกับแม่ของเด็กคนนั้น ว่าลูกสาวกำลังทำอะไรอยู่ แต่น้องสะใภ้ไม่ได้ด่าทอ ต่อว่าอะไร แค่บอกให้รับรู้ค่ะ
ซึ่งแม่ของเด็กคนนั้นก็มีศีลธรรม ด้วยความโมโห เลยไล่ลูกสาวออกจากบ้าน
น้องชายก็โกรธมาก ที่น้องสะใภ้ไปยุ่งกับครอบครัวของเด็กคนนั้น
และจากที่น้องชายและน้องสะใภ้เคลียร์กัน น้องชายตัดใจเลิกจากเด็กคนนั้นไม่ได้ เขาจะขอมีทั้งสองคน ซึ่งน้องสะใภ้ไม่ยอม

เราโทร.ไปเคลียร์กับน้องทั้งสอง ทีละคน
เริ่มจากน้องสะใภ้ ขอให้สงบใจ อย่าออกจากบ้าน และแก้ปัญหาอย่างฉลาด
ซึ่งเธอก็โอเคมากๆ พร้อมจะยกโทษให้น้องชาย แต่ขอให้เลิกกับเด็กคนนั้น
และจะแก้ไขปรับปรุง ในส่วนของตนเอง เรื่องเพศสัมพันธ์ พร้อมจะไปปรึกษาหมอ

ต่อมาถึงคิวน้องชาย เราถามเขาเรื่องอายุของเด็กคนนั้น และได้รับการยืนยันว่า
เด็กอายุเกิน 18 แล้ว แต่ที่ยังเรียน ม.6 อยู่ เพราะฉลาดน้อย เลยเรียนซ้ำชั้นค่ะ
เราก็อบรมน้องชายไปตามเรื่อง แต่เขาเหมือนคนหลงทาง มืดบอด ไร้ปัญญา

อ้างว่าน้องสะใภ้ไม่สามารถให้ได้ในเรื่องเพศรส
และเรื่องงานบ้าน ที่น้องสะใภ้ไม่มีความเป็นแม่บ้านแม่เรือนเลย น้องชายกลับจากที่ทำงาน ต้องทำงานบ้านเองทุกอย่าง
บ้านรกเลอะเทอะ ไม่มีความเป็นระเบียบ
(น้องสะใภ้เป็นคนสวย ทำงานนอกบ้านเก่ง คล่องแคล่ว มนุษยสัมพันธ์ดี
และเป็นคนที่จิตใจดีมากๆ แต่เธอก็ไม่สมบูรณ์แบบในเรื่องงานบ้าน)
น้องชายเองก็รู้สึกผิด เขาก็บอกว่าตัวเองนอนร้องไห้บ่อยๆ ด้วยความทุกข์ใจ

ตัวน้องชายเองก็เป็นคนจิตใจดี ค่อนข้างอ่อนไหว เวลาฟังเขาพูดดูเหมือนเป็นคนเข้าใจโลกเข้าใจชีวิต (แต่ไหง เรื่องออกมาเป็นแบบนี้ก็ไม่รู้)
----------------------------------------------------------------------

ผมได้ตอบความเห็นแรกดังนี้

ความคิดเห็นที่ 11

สวัสดีครับ และร่วมสนทนา

เพราะเรื่องก็ได้เกิดขึ้นกับผมแบบเต็มๆ. เป็นเหตุการณ์ทำนองเดียวกันกับน้องชาย จขกท.

เป็นปัญหาเริ่มตั้งปี 2546 เมื่อภรรยาตัดมดลูกออกและมีปัญหาเกิดข้อผิดพลาดในระหว่างการผ่าตัด เป็นการเพิ่มปัญหานั้นทวีคูณเข้าไปอีก(ปัญหายังมีจนถึงปัจจุบันนี้ 2554) ตอนนั้นอายุผมก็ประมาณ 44 ปี และผมก็ได้ผ่อนการปฏิบัติลงมาคือไม่เข้ม เหมือนดังก่อนหน้าช่วง อายุ 24 - 35 ปี ด้ังนั้นกามตัณหา มีกำลังแค่ไหนก็จะแสดงออกมาเต็มที่ ซึ่งก็อยู่ในศีลธรรม ที่เป็นศีล 5 ทางกายและทางใจ

เมื่อผ่านไป เป็นปี สองปี เมื่อกามตัณหายังมีอยู่ก็ย่อมมีปัญหา ค่อยสะสมทวีคุณขึ้นเรื่อยๆ

พักเที่ยงก่อน ค่อยมาเล่าตอนนะครับ ว่่่าสภาวะนั้นรุ่นแรงขนาดใหนสำหรับผู้ชาย.

จากคุณ : P_vicha
เขียนเมื่อ : 19 ก.ย. 54 12:08:32

และมี คคห. ต่อไปข้างล่างนี้.




 

Create Date : 22 กันยายน 2554
5 comments
Last Update : 22 กันยายน 2554 10:06:42 น.
Counter : 9741 Pageviews.

 

ความคิดเห็นที่ 14

สวัสดีครับ เข้ามาเล่าสนทนาต่อ.

ทางออกที่แท้จริงแล้ว ทั้งสามีและภรรยาต้องหันหน้าคุยและสนทนากัน ซึ่งน้องชาย จขกท. นั้นไม่ควรล่วงละัเมิดทำผิดศีลเยียงนั้นเสียก่อน ไม่เป็นผลดีเสียแล้ว ในปัจจุบันก็เกิดสภาวะทุกข์อยู่แล้ว ยังก้าวลงละเมิดทำผิดศีล ก็จะก่อเกิดทุกข์อีกมากมายต่อไปไหลลงไปทางต่ำเท่านั้น.

ควรจะหาทางออกที่ดีกว่านี้ และการผ่าตัดมดลูกทิ้งทั้งหมดนั้น ไม่ใช่เป็นปัญหาที่จะทำให้ร่วมเพศไม่ได้โดยตรงหรืออย่างสิ้นเชิง ซึ่งสามารถหลับนอนกันได้เป็นปกติ โดยที่ไม่ต้องไปผิดศีลผิดธรรม ถ้าไม่มีผลข้างเคียงที่มากไป ถ้ามีผลข้างเขียงมากไปจริง ก็ค่อยๆ คุยกัน.

เล่าเรื่องของผมให้ฟังและลองนำให้น้องชาย จขกท. อ่าน เพื่อไม่ให้กระทำที่ผิดศีลอยู่เนื่องๆ

แหม ความคิดของคุณ ยุ้ยหัดเขียน ดีจังกรณีที่มีผลข้างเคียงมากมาย เหมือนดังภรรยาผม แต่ภรรยาผมไม่ยอมเหมือนดังความคิดของคุณ ยุ้ยหัดเขียน อย่างหัวชนฝา ถ้ามองในอีกด้านหนึ่งภรรยาผมเหมือนดังมีปัญญาด้อยไปหน่อยที่ประเมินเรื่องกามราคะของผู้ชายด้อยไป แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่งเขามีปัญญาแบบกล้าได้กล้าเสีย

สมัยนั้นหล่อนปฏิเสธแบบหัวชนฝา เพราะรู้อยู่แล้วว่า อย่างๆ ไร ผมจะไม่ยอมผิดศีล ถ้าจะทำก็จะทำให้ถูกต้องตามศีลธรรม และจะไม่ทอดทิ้งเขาแน่ แต่ภรรยา ประเมินกามราคะของผู้ชายต่ำเกินไปถึงแม้จะมีธรรมละดับหนึ่งแล้ว คือไม่ยอมแบบหัวชนฝา ความทุกข์จึงเกิดทั้งสองฝ่าย ติดต่อกันเป็นเวลายาวนาน แต่ก็คุ่มค่าสำหรับเขาถ้าผ่านไปได้ ทั้งที่ผมก็ได้หันหน้าเข้าหาคุยกัน แต่เขาไม่ยอม

ภรรยาไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องทางเพศหรือมีอารมณ์ทางเพศน้อยลงเพราะออรโมนเขาน้อยลง เนื่องจากโดนตัดทั้งมดลูกและปีกมดลูก และการฝ่าตัดก็เกิดผิดพลาดหมอไปผ่าตัดโดนต่อไตเขาเข้าทำให้ท่อไตฉีกขาด เรียกว่าดับเบลๆ การมีปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาที่เดียว.

ซึ่งช่วงนั้นผมมีครบทุกอย่างทั้งหน้าที่การงานมั่นคงที่มีรายได้ดี จะหาเศษหาเลยก็ทำได้ง่ายเหมือนดังเพียงผลิกฝ่ามือ ติดอยู่ตรงที่ศีลธรรมที่ปรากฏกับใจเมื่อปี 2526 ที่รู้ว่าจะตรัสรู้อย่างเที่ยงแท้แน่นอนในอนาคตแต่ไม่ปลงใจว่าเป็นอะไรแน่ คือไม่กล้าคาดคิดเนื่องจากฐานะตนนั้นต่ำต้อยในช่วงสมัยนั้นซึ่งอยู่ในวัยละอ่อน

และเมื่อผมเกิดมีแฟน(ภรรยาคนนี้) เกิดความสับสนเพราะด้วยฐานะอันต่ำต้อยบวกกับกิเลสทางกามตัณหาทีปะทุ ด้วยวัยหนุ่มกลัดมันอยู่ ความปรารถนาเก่าได้ช่อง ซึ่งเป็นกรรมที่สะสมมาปะทุจากจิตใต้สำนึกขึ้นมาให้ทราบว่า ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า แล้วสถานการณ์ต่างๆ ผลิกฝันให้ผมและำแฟนได้แต่งงานกันโดยง่าย โดยฐานะอันต่ำต้อยนั้นโดนมองข้ามไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งๆ ที่น่าจะเป็นกำแพงข้วางกั่นไม่ให้เกิดขึ้นได้

ผมและภรรยา เราทั้งสองต่างร่วมกันผ่านความทุกข์มามากมายเรื่องยกฐานะขึ้นมา และมีหนังสือและสือทางเพศเช่น ชีดี วีดีโอ อยู่บ้างพอประมาณเล็กน้อย ตามประสาสามีภรรยาทั่วไป. แล้วอยู่ดีๆ ก็เกิดปัญหานั้นอย่างพลิกความคาดหมาย.

ผมก็ในระยะแรกๆ ผมถามเย็บๆ สนทนาเรื่องนี้กับภรรยา แต่ภรรยาก็ไม่ยอมแม้เราทั้งสองจะทุกข์มากอย่างไร แล้วภรรยาคิดและพูดตอบเย็บๆ มาว่า พระโพธิสัตว์ หรือจะทำผิดอย่างนี้ได้ (ยิ้ม... เมื่อผมมองกลับไปในช่วงนั้น ถ้าเป็นเพียงพระโพธิสัตว์ ก็คงทนอยู่ได้เพียงปีหรือสองปี หรือ สามปี เท่านั้น คงกระโดดหายไปกลีบเฆมไปแล้ว ศีลคงขาดกระจุยกระจายทางกายไปแล้ว ยั่งอยู่ได้ยาก)

ที่ผมกลัวไม่ใช่ความเป็นโพธิสัตว์ ความเป็นโพธิสัตว์นั้นเป็นเพียงสภาวะที่ล่อเลี้ยงใจไว้เท่านั้นในสภาวะปกติ แต่สิ่งที่เป็นแก่นคือศีลธรรมแห่งตน จึงไม่มีกำลังที่จะกระทำผิดออกไปทางกายไปได้ แม้อกุศลจิตทางกามารณ์และกามตัณหาทางกายจะมีกำลังกล้า ก็ไม่สามารถผ่านด้านผิดละเมิดจนผิดไปทางกายได้ ก็จะถอยเสียก่อนที่จะตัดสินใจกระทำก้าวล่วง

ซึ่งความเป็นโพธิสัตว์ไม่มีความหมายเลยเมื่อเกิดสภาวะที่สะสมในระดับนั้น ซึ่งมีแต่สติและศีลธรรมเท่านั้นจึงทอนกำลังลงได้ ที่ไม่ละเมิดผิดศีลธรรมไป

แต่ความฉลาดของจิตก็พยายามหาช่องทางว่าจะทำอย่างไร โดยไม่ผิดศีลให้ภรรยายินยอม ประมาณสองปีกว่าไปแล้วก็ไม่ยินยอม ปัญญาทางธรรมจึงทำงานเพื่อให้ดำรงณ์อยู่ได้ ไม่ทุกข์มาก จึงตัดสิ้นใจทิ้งหนังสือเรื่องเพศสัมพันธ์ทั้งชีดี วีดิโอ ต่างๆ ไม่ให้เหลืออีกเลย.

ไม่ไปดูไม่ไปแลมัน แต่เมื่อมีอยู่ก็ย่อมยังต้องเป็นทุกข์อยู่ ซึ่งก็น้อยลงไปห่างออกไป กามตัณหาที่ปะทุ ก็ค่อยๆ ห่างออกไป ไม่เกิดถี่แบบเดิม

หมายเหตุ....

ไม่ใช่ว่าไม่สามารถร่วมหลับนอนกับภรรยาได้เลย หลับนอนได้อยู่แต่นานครั้ง แต่มีผลข้างเคียงไปอีกหลายวัน เพราะปัญหาการอักเสบ และปัญหาท่อไตนั้นแหละ

ถึงแม้่จะดูเหมือนจะไม่มีปัญหามากแ้ล้ว แต่ความฉลาดทางจิตมันก็ยังวนแสวงหาหนทางอยู่โดยที่ไม่ผิดศีลธรรม เรียกว่าเป็นโรคตัณหากลับภายในจิตเท่านั้น ที่ยังทำให้ทุกข์อยู่อีกมาก เพราะภรรยาปฏิเสธไม่ยอมรับ เพราะเขาเข้าใจว่า อย่างไรๆ ผมก็จะไม่ผิดศีลในเรื่องนี้.
.
จบแค่นี้ก่อนนะครับ ถ้ามีเวลาก็จะสนทนาใหม่เมื่อมีโอกาส.

จากคุณ : P_vicha
เขียนเมื่อ : 19 ก.ย. 54 16:29:22

 

โดย: P_vicha 22 กันยายน 2554 10:10:03 น.  

 

ความคิดเห็นที่ 17

สวัสดีครับ วันนี้มีเวลาแล้วไม่ติดธุระ และไม่มีงานเข้ามาเหมือนเมื่อวาน.

ปัญหาเรื่องภรรยา โดนตัดมดลูกและรังไข่ทิ้ง นั้นถือว่ามีผู้ป่วยในเคสอย่างนี้ มีปริมาณมากพอควร เพราะเป็นปัญหาเรื่องมะเร็งปากมดลูกบ้าง มะเร็งในผนังมดลูกบ้าง

ดังนั้นในการผ่าตัด เพื่อตัดไฟแต่ต้นลมจริงๆ หมอเขาจะวินิสัีย ตัดทิ้งทั้งมดลูกและรังไข่ เพราะมีเปอรเซ็นตร์ ในการรักษาที่หายขาดและไม่กลับเป็นมะเร็งขึ้นมาอีก สูง.

ถ้าไม่มีปัญหาอะไรที่เป็นผลข้างเคียงมาก และได้รับการดูแล จากแพทย์สม่ำเสมอ ก็สามารถหลับนอนฉันสามีภรรยาได้เกือบปกติ (จะว่าปกติก็คงไม่ได้)

ปัญหาแรกคือความต้ัองการทางเพศของฝ่ายหญิง นั้นจะลดน้อยลงไป เพราะการผลิดออร์โมนนั้นแทบจะไม่มี หรือน้อยมาก จึงต้องกินออรโมน แต่การกินออรโมน ก็มีผลเสียอย่างมากคือ สามารถไปกระตุ้นสภาวะการเป็นมะเร็งขึ้นได้อีก.

ซึ่งปัญหานั้นก็ถือว่าหนักพอประมาณสำหรับผู้ชาย ที่ยังมีความต้องการทางเพศอยู่มาก ภรรยาก็ต้องปรึกษาหมอ ซึ่งมียาแวดล้อมอย่างอื่นที่พอช่วยบรรเทาได้.

เมื่อไม่มีปัญหาอื่นมาแทรกแซง ชีวิตคู่ฉันสามีภรรยาก็สามารถประกองดำเนินไปได้ตามปกติ.

และการที่ภรรยาไม่ยอมร่วมหลับนอนกับสามีเลยนั้น เมื่อสามียังมีความต้องการทางเพศมากอยู่ ย่อมมีปัญหาในการมีชีวิตคู่อย่างแน่นอน

เพราะเพียงแค่ไม่ได้ดังใจในทางเพศของฝ่ายชายที่ค่อยสะสมมาเรื่อยๆ นั้น(ด้วยฝ่ายภรรยามีปัญหา) ก็เกิดปัญหาทางฝ่ายชายมากมายแล้วทำให้เกิดความเครียดความฟุ้งชร้านสับสน ธรรมชาติมันผลักดันอย่างนั้น ทำให้ใจไหลไป ปรุงแต่งในเรื่องเพศสัมพันธ์มากมาย ที่ต้องการหาทางระบายและประทุให้ได้ดังใจ ที่ธรรมชาตินั้นผลักดัน.

ดังนั้นกามตัณหาเรื่องการมีเพศสัมพันธ์นั้น เมื่อยังไม่เคยสัมผัสยังไม่เคยก้าวล่วงใด อยู่ในศีลธรรม เหมือนเชื่อเพลิงที่ยังไม่เคยติดไฟ ก็ย่อมสงบสามารถประกองพรหมจรรย์นั้นไว้ได้พอเป็นปกติ
แต่เมื่อได้เสพจนเคยชิน เป็นปกติแล้ว ย่อมเป็นการยากที่จะลดหรือไม่มีอีกอย่างสิ้นเชิง เมื่อร่างกายยังอยู่ในวัยที่เจริญพันธ์อยู่.

ดังนั้นในคำตรัสของพระพุทธเจ้าที่พอจำได้ทำนองว่า.

"กามตัณหา(มีเพศสัมพันธ์) ไม่สามารถ ละด้วยกามตัณหา(เพศสัมพันธ์)ที่มากขึ้นเพื่อ ให้เบื่อหรือคลายลงหมดไปได้ "

มีแต่จะเพิ่มและมีความคิดปรุงแต่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น ซึ่งเป็นความจริงเป็นเรื่องจริงถ้าขาดศีลและคุณธรรม.

เสนอข้อมูลแค่นี้ให้อ่านก่อน (เพราะยังพิมพ์ใหอ่านอีก).

จากคุณ : P_vicha
เขียนเมื่อ : 20 ก.ย. 54 10:27:53
--------------------------------------------------------

ความคิดเห็นที่ 18

สนทนาต่อ.

ปัญหาของน้องชาย จขกท. นั้นได้ล่วงเลยไปจากกรอบศีลธรรมไปแล้ว กล่าวได้ว่า ยุ่งพันกันเหมือนดังด้ายยุ่งไปแล้ว .

การจะแก้ก็ต้องค่อยแก้ด้วยสติปัญญา จขกท. เป็นตัวเชื่อมให้หันหน้าเข้ามาคุยกัน เพื่อหยุดยั่งไม่ให้เลยเถิดไปกว่านี้ ให้เกิดความเป็นธรรมในทุกฝ่าย(ทั้งเด็กคนนั้นด้วย) ในการเลือกและจัดสรรอย่างเหมาะสม และให้อิสระการตัดสิ้นใจของแต่ละคนในเหตุในผลของเขา(ถ้าน้องสะใภ้ ตัดสินใจแล้ว ก็ต้องปล่อย) ต้องไม่น้อมโน้มให้เป็นไปตามความคิดเห็นของ จขกท. เท่านั้น.

การตัดปัญหาคือ จขกท. ไม่ต้องไปแทรกแชงอะไร ปล่อยให้สุกงอม ก็จะจัดสรรกันเองตามกรรม ไม่จำเป็นต้องดึงรังใครไว้ เพียงแต่เป็นผู้ที่ให้ความช่วยเหลือที่ดีตามฐานะ ไม่ให้ยุ่งเหยืงมากกว่านี้ นั้นก็น้อง นั้นก็แม่ของหลาน นั้นก็ภรรยาคนหนึ่งของน้อง.

จากคุณ : P_vicha
เขียนเมื่อ : 20 ก.ย. 54 11:58:39
-----------------------------------------------------

 

โดย: P_vicha 22 กันยายน 2554 10:14:43 น.  

 

และ โรคตัณหากลับภายในจิต ที่ความฉลาดของจิตแสวงหา เรื่องกามตัณหา โดยที่ไม่ให้ผิดศีลธรรม เพราะกามตัณหานั้นมีแรงผลักดันอยู่ภายในให้ทุกข์อยู่มากกับผมนั้น

โรคตัณหากลับในจิตนั้นเสมือนได้คลายหายเกือบสนิทแล้ว แต่ก็ยังมีกามตัณหาอยู่ไม่ได้หมดสิ้นไปที่เดียว แต่ไม่ทุกข์มากกดดันฟุ้่งซ้าน แสวงหาที่ระบายอย่างแรงกล้าเหมือนแต่ก่อน

ก็ด้ายเหตุจากนี้
---------------------------------------------------------
เมื่อเช้าประมาณ 9 โมงเช้า 15 มกราคม ต้นปี 2554 นี้เอง เมื่อเกิดสภาวะป่วยแบบกระทันหันแต่มีสติเท่าทันอยู่ตลอด เพราะพัฒนาสติจนกลายเป็นนิสัย เฉียดความเป็นความตาย เฉียดอัมพฤต หรืออัมพาตถาวร

จึงปฏิบัติธรรมอย่างละเอียดยิ่งปรานิตขึ้น เพราะเห็นทุกข์และเหตุแห่งทุกข์ อยู่เบื้องหน้า เปรียบดังมีกองเพลิงทุกข์ ที่กำลังลุกไหม้อยู่บนศีลษะ สติละเอียดพละ 5 เจริญสมบูรณ์ เห็น มโนอายตนะ ที่เกิดจากสัมผัส เป็นผัสสะ >เวทนา และเป็นตัณหาปรุงแต่ง อยู่เนื่องๆ ไม่ขาดสาย ที่อยู่ในห้องไอชียูเฝ้าดูอาการ อยู่ 2 วัน ซึ่งอัมพฤตจับอยู่เป็นเวลา 1 วันหรือ 24 ชั่วโมงจึงค่อยๆ ดีขึ้น

ด้วยมีพละ 5 ที่สมบูรณ์และบริบูรณ์ ด้วยการปฏิบัติธรรมอย่างปรานิตและด้วยเห็นทุกข์และเหตุแห่งทุกข์ ซึ่งเห็นปฏิจสมุทปบาทละเอียดและเท่าทัน ตั้งแต่ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ที่มโนสัมผัส หรือเกิดสัมผัสกับมโนอายตนะอยู่เนื่องๆ

จึงเห็นสังขาร คือ มโนอายตนะที่เกิดสัมผัสอยู่เนื่องๆ นั้นเป็นทุกข์ อย่างแท้จริง จึงเกิดสัญญาทางธรรมขึ้นมาเองให้เข้าใจไปเอง ว่า

"มโนอายตนะที่สัมผัสเกิดเป็นผัสสะ อยู่เนื่องๆ นี้เป็นทุกข์ เป็นสังขาร การจะดับทุกข์ได้ก็ต้องเป็น วิสังขาร คือพ้นไปจากสังขาร แต่ต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่หมาะสมและเป็นไปเอง (ตอนนั้นก็ไม่ทราบความหมาย วิสังขาร นั้นคืออะไร)"

หลังจากนั้นจึงทิ้งการพิจารณานั้นไปไม่สนใจอีก กำหนดกรรมฐานมีสติอยู่เนื่องๆ ไม่ขาดสาย แล้วค่อยปลดการรับรู้ ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงแต่มโนอายตะที่กระทบกับการกำหนดภานาเพียงอย่างเดียวเพียงนิดเดียว สักแต่กำหนดภาวนา แล้วก็เผิกพลิกทิ้ง มโนอายตะกับการกำหนดภาวนานั้นไป ไม่มีรูป ไม่มีมโนอายตะ ไม่เป็นอะไร แต่สเหมือนรู้(แต่ไม่ใช่รู้) สภาวะนั้นดำรงอยู่ ทรงอยู่นานหรือสั้นไม่สามารถกำหนดได้

แต่เมื่อปรากฏ มโนอายตนะให้รับรู้ก็ปรากฏขึ้นเพียงนิดเดียวก่อนเพียงจุดเดียวภายในโพรงของกาย ช่วงโพรงจมูกกับโพรงภายในปาก แล้วก็ค่อยมีสติชัดขึ้นรู้ทั้งตัวว่า เรายังอยู่ในท่านั่งกรรมฐานแบบเดิมก่อนที่จะปลดหมดไป.

ก็เกิดแปลกใจ เพราะสภาวะแบบนี้ไม่เคยเป็นมาก่อน แตกต่างจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ไม่มีรูป ไม่มีจิต หรือเป็นอรูปฌาน แต่จะเป็นอะไรก็ชั่ง ถือว่าบุญบารมี ย่อมสิ่งผลในสิ่งที่ดีและเหมาะที่สุด

และเมื่อพิจาณาดูในวันหลัง กามราคะ เรายังมีอยู่ ก็ต้องต้องพิจน์กันในกาลต่อไป และสภาวะนั้นอาจเป็นผลเพราะยารักษาก็ได้ หรือสมองอยู่ในสภาวะบอบซ้ำอยู่ก็ได้

แต่ก็เกิดสติมากไม่เหมาะสมกับผู้ที่ป่วยทางสมองที่ไขมั่นอุดตันเพียงชั่วคราว ซึ่งสมองบวมและได้รับบาดเจ็บ ที่ต้องพักผ่อนมาก จึงต้องเพลาๆ กรรมฐานลง

ด้วยการมีสติมาก นึกว่าอาการที่เป็นนั้นเพียงเล็กน้อยและตัวเอง สามารถพื้นตัวได้เร็ว เมื่อออกจากโรงพยาบาล (อยู่โรงพยาบาล 6 -7 วั้น ) ก็ต้องฝึกเดินฝึกความเคยชินใหม่ สมองยังผิดปกติอยู่ และรีบไปทำงาน จนต้องเข้าโรงพยาบาลรอบ 2.

จึ่งกล่าวว่าธรรมที่แท้จริงอย่างไรหรืออะไรที่เกิดในปี 2526 นั้น ก็กล่าวชัดยังไม่ได้ ซึ่งต้องพิสูจน์กันต่อไป และต้องอาศัยกาลามสูตร จนกว่าจะถึงที่สุด หรือจนสิ้นชีวิตนี้.
------------------------------------------------------

 

โดย: P_vicha 22 กันยายน 2554 11:01:00 น.  

 

การที่ผมอวดหรือแสดงตนว่า สติเท่าทันอยู่ตลอด เพราะพัฒนาสติจนกลายเป็นนิสัย ก็เพราะด้วยเหตุที่เกิดจริงปรากฏ อย่างเฉียบพลันกับชีวิตจริงดังนี้.

--------------------------------------------------------
มัจจุราชเงียบเกิดกับผม โดยฉัพพลันทั้งๆ ที่ไม่ได้เจ็บหรือไข้อ่อนแรง ร่างกายสมบูรณ์พร้อมสดชื่น นอนหลับก็เต็มที่

ตื่นมาในเช้าวันเสาร์ ก็ขับรถไปส่งลูกชายเรียนพิเศษ ไปกลับระยะทางก็ประมาณ 15 กิโลเมตร ไปส่งแล้วกลับบ้าน อาจจะด้วยบุญกุศลที่หนุนนำอยู่ ตลอดระยะทางขับรถไปและกลับนั้น ไม่เกิดมัจจุราชเงียบกับผมเลย สดชื่นปลอดโปร่งดี

เมื่อกลับมาถึงบ้านก็ทักทายกับเพื่อนบ้าน แล้วเปิดประตูรั่วบ้านเข้าไปดูต้นมะม่วงหลังบ้านที่กำลังออกดอกเกือบเต็มต้น ก็คิดว่าปีนี้คงมีผลดก แล้วเดินย้อนกลับมาก็เจอหนูที่เลี้ยงไว้แบบปล่อยนอกบ้านร้องขออาหารอยู่ จึงเอาอาหารให้เขากิน

เน้น... ผมเป็นคนที่ฝึกสติและกรรมฐานมานาน ดังนั้นโดยส่วนมากจะรู้มีสติอยู่กับตัวเป็นประจำ

เมื่อให้อาหารหนูเสร็จผมก็เดินไปจะเปิดประตูเพื่อเข้าไปในตัวบ้าน เพือจะเปิดประตู้เลือน ก็มีสติรู้ว่าร่างกายเราเชไปนิดหนึ่ง เหมือนกำลังทรงตัวไม่ได้ จึงค่อยๆ ย่อนตัวลงนั่ง โดยให้หลังพิงประตูไว้

เมื่อนั่งปับ(ก้นเกือบถึงพื้น) สติสตังค์เบรอไปหมดเลยคือรู้แต่จะนึกจะคิดอะไรไม่ได้ชั่วขณะหนึ่ง ต่อมาก็รู้และคิดนึกได้ แต่จะเรียกจะพูดให้คนช่วยเหลืออะไรไม่ได้ลิ้นไม่ทำงาน ใจสั่งลิ้นและร่างกายไม่ได้ เป็นอัมพาตชั่วขณะหนึ่ง

จึงคิดว่าเราจะทำอย่างไรให้ภรรยาที่ชักผ้าอยู่ภายในบ้านรู้ จึงขยับแขนดู แขนซ้ายขยับได้ จึงเหวียงแขนซ้ายเคาะประตูที่อยู่ด้านหลังหลายครั้งแต่ภรรยา่ยังไม่มา จึงค่อยๆ พยายามอ้าปาก แล้วเปล่งเสี่ยงเรียกแต่ก็ไม่สามารถให้เกิดเสียงออกจากปากได้ แต่พอผ่านไปขณะหนึ่ง ก็พอออกเสียงได้แต่อ้อแอ้ ไม่เป็นคำ จนภรรยาได้ยินทั้งเสียงแขนเหวียงเคาะประตู้และเสียงเรียกที่อ้อแอ้ ไม่เป็นคำนั้น ภรรยาจึงไปเรียกคนข้างบ้านให้มาช่วย

ข้างบนนั้นก็เป็นผลบุญของการปฏิบัติธรรม ที่ผ่านมาของผม ที่ให้มีสติ มีปัญญา มีสมาธิ ไม่ผลีผลาม ไม่ตกใจกลัวจนเกินเหตุ ที่จะทำให้เกิดความดันเลือดทวีสูงเพิ่มขึ้นมากจนเส้นเลือดในสมองท้านไว้ไม่ได้และแตกได้ คือมีสติสงบแล้วค่อยๆ กระทำในสิ่งที่พอกระทำได้ไปตามลำดับ โดยไม่ผืนตนเองแบบตกใจกลัว และร้อนรน

และเป็นผลบุญอีกครั้งของผม ที่เพื่อนบ้านระแวกนั้นเป็นอาสาสมัครหน่วยกู้ภัย การขับรถของน้องเขาถือว่าเยี่ยมที่เดียว ทั้งๆ ที่ไม่มีไชเรน มีเพียงแค่นัองอีกคนค่อยโบกขอทางที่ประตู้อีกด้านหนึ่ง ขับจากถนนร่มเกล้า ไปโรงพยาบาลลาดพร้าว ใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงกว่าๆ เท่านั้นเอง.

นี้ก็เป็นบุญของผมที่มีเพื่อนบ้านที่ดี และในระหว่างที่เดินทางไปโรงพยาบาลนั้น ร่่างกายชีกช้ายของผมก็ทำงานได้อย่างปกติ แต่ชีกขวาของผมนั้น ทำงานผิดปกติ คอนทรอลหรือสั่งการแขนขวาได้ไม่ปกติ ไม่สามารถหยิบหรือจับได้ คือไม่สามารถโพกัสเพื่อจะไปหยิบหรือจับได้นั้นเอง

เช่นสั่งยกแขนขวา แต่ไม่รู้สึกถึงขณะยก แล้วแขนขวาก็ยกขึ้นมาเอง แต่แขนซ้ายนั้นใช้งานไ้ด้ปกติ ส่วนการพูดนั้น ก็พูดได้ไม่ชัดคอนทรอลลิ้นลำบาก เืมื่อภรรยาบอกให้ลองยิ้ม หน้าฝั่งขวามือก็จะเบียวไป(ภรรยาบอก) คือปากด้านขวามือเบี้ยวไปนั้นเอง.

และในช่วงที่ยกผมขึ้นรถน้องนั้นเพื่อจะไปโรงพยาบาล ผมนึกทบทวนว่าผมควรระลึกถึงอะไร ก็นึกได้ว่าควรระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพราะความศรัทธานี้เกิดขึ้นมาเองเมื่อสมัยเด็กๆ ประมาณ 10 ขวบ เมื่อเกิดภัยอันน่าหวาดกลัวในความฝัน ที่เกิดสภาวะการอึดอัดและมีแรงกดตนเองจนแทบจะขาดใจตาย แล้วอยู่ๆ จิตก็ระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เหมือนกับภาวนาเองอย่างรวดเร็ว โดยอัตโนมัติ จนตนเองหลุดพ้นจากสภาวะนั้นและหลุดพ้นมาได้ จนตื่นขึ้นมาทั้งที่ใจนี้สั้นระรั่ว เหมือนมีเหงือออกที่มือด้วย

ผมจึงระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แบบภาวนา แล้วน้อมพิจารณาว่า

ข้าพเจ้าระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
ข้าพเจ้าบูชชาใน พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
ข้าพเจ้าศรัทธาใน พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
ถ้าข้าพเจ้ากระทำสิ่งใด ล่วงเกินต่อ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ทั้งที่รู้ตัวก็ดีทั้งที่ไม่รู้ตัวก็ดี ข้าพเจ้่าขอให้ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ จงงดโทษ ด้วยขอคมาต่อ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์

และขอคมาต่อผู้ที่มีศีลบริสุทธิ์(ยังไม่เป็นพระอริย) ไม่ว่าจะเป็นภิกษุสงฆ์ก็ดี ที่ได้ล่วงเกินทั้งที่รู้ตัวก็ดีไม่รู้ตัวก็ดี ข้าพเจ้าขอคมา เป็นอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้าด้วยเทอญ.

เมื่อถึงโรงพยาบาล ก็ได้รับการรักษาตรวจเช็คตามละบบ ต้องอยู่ห้องไอชียู 48 ชั่วโมง เพื่อเฝ้าดูอาการ ที่อาจจะเป็นซ้ำได้อีก ตามภาวะของโรค ซึ่งผมเป็นอัมพฤก แบบค่อยๆ ดีขึ้น ค่อยหายเป็นปกติในเวลาประมาณ 24 ชัวโมงกว่าๆ หมอก็ตรวจผมทดสอบผมเ็ป็นระยะการรักษา และบอกว่าผมโชคดีที่เป็นการอุดตันแบบชั่วคราว คือร่างกายค่อยๆ ผลักดันการอุดตันนั้น ให้ไหลไปได้ โดยไม่หยุดแช่เกิน 6 นาที่ ที่จะทำให้เนื้อสมองส่วนนั้นขาดเลือดและตาย จนถึงขั้นเป็นอัมพฤกหรืออัมพาตถาวร ที่จะต้องทำกายภาพบำบัด.

และผมก็เริ่มลุกขึ้นนั่งสมาธิ จากการที่ได้กำหนดกรรมฐานแบบนอนกำหนดภาวนาสบายๆ เป็นส่วนมาก ในวันที่สองจากการเข้าโรงพยาบาล คือในวันใหม่ในห้องไอชียู ผมก็ลุกขึ้นนั่งสมาธิแล้ว ไม่สนใจว่าพยาบาลจะคิดอย่างไรแล้ว แต่จะลุกเดินไปไหนไม่ได้เพราะติดสายน้ำเกลือและเครืองวัดคลื่นหัวใจ และต้องงดอาหาร ทำให้ได้ทบทวนกรรมฐานและเข้าสมาธิที่เป็นสภาวะอีกแบบหนึ่ง.

ผมต้องอยู่โรงพยาบาลเป็นเวลา 6 วัน ออกจากโรงพยายาล เืมื่อวัน พฤหัส ที่ 20 มกราคน นี้เอง ขณะนี้พักฟื้นอยู่ที่บ้าน ก็จะเริ่มทำงานก็วันพรุ่งนี้

ที่เล่ามานั้นก็เพื่ีอให้ผู้อ่่านทั้งหลายทราบว่า......

บุญกุศล การอยู่ในศีลในธรรมและการปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนานั้น หมั่นสร้างหมั่นปฏิบัติอย่างถูกต้องอย่างดีตามธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ย่อมช่วยพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้น จากมืดจากที่อยู่มุมอับ ก็สามารถทำให้สว่างและหลุดพ้นมาได้ ให้ชีวิตเจริญในทางที่ดีขึ้นได้ตามฐานะตามวาสนาและบารมี. แม้ในยามวิกฤตก็พอสามารถช่วยให้รอดพ้นได้

และสำหรับผมนั้นก็ยังต้องกินยาละลายไม่ให้เลือดแข็งตัวเร็วอีกระยะยาวที่เดียว.

หมายเหตุ ... ผมต้องใช้เวลาพิมพ์กระทู้นี้ถึ่ง 3 ชั่วโมงกว่าที่ดีเดียว เพราัะต้องลุกขึ้นปรับเปลี่ยนอริยาบท อยู่เป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้ตนเองนั่งแช่นานเกินไป

บทธรรมที่เป็นประสบการณ์ตรงของผมกรณีนี้คือ....
บุญกุศล การอยู่อย่างมีศีลธรรม และการปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้องตามธรรม ย่อมไม่ใช่เป็นการกระทำที่สูญเปล่า

จากคุณ : P_vicha
เขียนเมื่อ : 26 ม.ค. 54 12:46:27
------------------------------------------------

อธิบายสภาวะที่เกิดเฉียบพลันนั้นเมื่อแยกแยะอย่างละเอียดขึ้นเป็นขั้นตอนอย่างนี้.

1.มีสติขณะค่อยๆ นั่ง ก็เบลอหมดความรู้สึกสิ้นสติ ก่อนก้นถึงพื้น

2.เมื่อรู้ขึ้นมาการรู้แบบอัมพาตแบบผัก คือรู้เฉยๆ แต่คิดนึกอะไรไม่ได้ รู้เฉยไม่รู้ความหมาย อยู่ช่วงขณะหนึ่ง.

3.การเป็นอัมพาตแบบนึกคิดได้ แต่ร่างกายไม่ทำงาน ในช่วงเวลาไม่กี่นาที

4.การเป็นอัมพฤก แบบหนักและค่อยเบาลงไปตามลำดับ.(อัมพฤก เป็นอยู่อย่างหนักแล้วค่อยๆ ทุเราลง ประมาณ 24 ชั่วโมงกว่า)

ได้เห็นสภาพแห่งความทุกข์ และความไม่เที่ยงของสังขารที่บอบบางนี้อย่างชัดเจน. มีสติหวั่นไหวไม่มากเกินไปและเห็นไตรลักษณ์ที่ปรากฏ เห็นถึงภัยในสังขาร ให้ต้องระลึกและจดจำ จนต้องกำหนดกรรมฐานพัฒนาปัญญาสมาธิปรากฏชัดเจนในสภาวะธรรมนั้น.

 

โดย: P_vicha 22 กันยายน 2554 14:35:09 น.  

 

 

โดย: diblo2011 25 กันยายน 2554 23:55:07 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


P_vicha
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add P_vicha's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.