Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2554
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
11 กรกฏาคม 2554
 
All Blogs
 

ประสพการณ์กรรมฐานและผลที่ปรากฏ(ย่อ)

1.ฝึกสติหัดใจ ตั้งแต่ ป.4 ดังนี้

ชั้นประถม ๔ นี้และ ทำให้ชีวิตการเรียนพัฒนาดีขึ้นเพียงเหตุนิดเดียวดังนี้ ปกติการเรียนนั้นข้าพเจ้า ไม่คอยสนใจ เพราะทั้งพ่อและแม่ไม่สนใจในการเรียนข้าพเจ้าเอาเลย แต่เพื่อนข้าพเจ้าที่เดินกินเทียวด้วย กันในโรงเรียน เขาได้ที่หนึ่งของโรงเรียนเขามีพ่อแม่เป็นครู ข้าพเจ้าก็อยากเก่งอย่างเขา แต่ในเวลาเรียนไม่ ค่อยรู้เรื่องและตามครูสอนไม่ทัน จึงทำให้ใจลอยในขณะเรียนเป็นประจำ ถึงแม้ข้าพเจ้าได้ฟังพระเทศบ่อยว่าให้มีสติจำได้ว่าทำอะไรอยู่ และครูสอนเป็นประจำว่า ต้องหัดจำ ข้าพเจ้าพยายามทำตามแต่ก็จำไม่ได้ ต้องล้มเลิกเสียก่อน เนื่องจากไม่มีความอดทนและยังเป็นเด็กอยู่

แต่จุดผันแปรมันเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังเรียนคณิตศาสตร์อยู่โดยไม่รู้เรื่องตาจึงมองลอดหน้าต่างของห้องเรียนตรงไปยังยอดไผ่ที่ลมพัดไหวๆ อยู่ ใจก็คิดล่องลอยไปเรื่อยตามประสาเด็กได้สักพักใหญ่ จึงได้สติขึ้นมาพร้อมกับนึกถึงคำพระและคำสอนของครูว่าต้องจำให้ได้ว่าขณะนี้ เรากำลังทำอะไรอยู่ และสามารถระลึกได้ว่าที่ผ่านมาทำอะไรไปบ้างตั้งแต่นั้นมาข้าพเจ้าปฏิญาณว่า จะไม่ให้ใจลอยอีกเป็นอันขาด หลังจากนั้นพอใจเริ่มลอยข้าพเจ้าก็พยายามดึงกลับมาทุกครั้งแต่มันก็ไม่หายขาด ข้าพเจ้าจึงเกิดความคิดขึ้นว่า ข้าพเจ้าจะพยายามฝึกตัวเองว่าขณะนี้ กำลังทำอะไรอยู่และขณะที่ผ่านมา ได้ทำอะไรไปแล้วให้นึกให้ได้ ฝึกอย่างนี้จนใจลอยน้อยมากหลังจากนั้นไม่ลอยอีกเลย แล้วผลการเรียนของ ข้าพเจ้าค่อยดีขึ้นอย่างประหลาด เมื่อขึ้นประถม ๕ เรียนได้ลำดับที่ ๒ ของห้องแต่เปอร์เซ็นต์นั้นยังไม่ดีเนื่องจากข้าพเจ้าเรียนอ่อนมากในชั้นประถม ๑ - ๔ ทำให้พื้นฐานภาษาไทยนั้นไม่ดีเอาเสียเลย ประกอบทั้งทางบ้านไม่มีใครช่วยสอนข้าพเจ้าได้เลย เพราะพี่ๆ จบเพียงแค่ ป. ๔ เมื่อเรียนประถม 5 - 7 ข้าพเจ้าก็ได้ลำดับที่ ๒ มาตลอดเปอร์เซ็นต์ดีขึ้นเรื่อยๆ

2.ฝึกนั่งสมาธิตามพระพุทธรูป เมื่อปฐม 7 เริ่มอายุประมาน 11- 12 ปี

แล้วเริ่มหัดนั่งสมาธิด้วยตนเอง โดยจะนั่งตามแบบพระพุทธรูป และคิดไปว่าจะต้องนั่งนิ่งๆ ไม่คิดอะไรไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ข้าพเจ้าต้องแอบหลบไปนั่งสมาธิในห้องนอนไม่ให้ใครรู้ ในการหัดนั่งสมาธิ แต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ ๕ - ๑๐ นาที ไม่สามารถทนได้มากกว่านี้ต้องเลิกเสียก่อน เพราะไม่มีอุบายหรือ อาจารย์สอนในการนั่งสมาธิ เมื่อพยายามไม่คิดอะไร ในขณะนั่งสมาธิความรู้สึกก็ไปรู้ที่ร่างกายมาก และส่วนที่ไปรู้ มากที่สุดได้แก่บริเวณใบหน้า แล้วจะคันตามบริเวณใบหน้าเหมือนกับมีมดหรือแมลงไต่ตามแก้มตามใบหน้า ก็ทนเพราะตั้งใจไว้ว่าไม่ยอมเคลื่อนไหวเด็ดขาด บ้างครั้งเมื่อทำงานไม่ถูกใจพ่อเพราะความขี้เกียจของข้าพเจ้า ก็จะโดนพ่อด่าหรือตี ข้าพเจ้าก็จะแอบขึ้นไปนั่งสมาธิในห้อง ด้วยความเสียอกเสียใจน้ำตาจึงเริ่มไหลจากหัวตา ไหลไปตามร่องจมูกมันชั่งจักกระจี่ระคนกับความเสียใจ แต่ก็ไม่ยอมเคลื่อนไหว จนน้ำตาไหลไปตามมุมปาก และเข้าไปออที่ริมฝีปาก ต้องอดทนจนความเสียใจนั้นหายไป

3. ฝึกกรรมฐานอานาปานสติแบบ พุทธ-โธ เริ่มอายุประมาณ 14-15 ปี

เมื่อข้าพเจ้าได้เรียนในชั้นมัธยมปีที่ ๒ ข้าพเจ้าสามารถสอบได้เป็นที่ ๑ ของโรงเรียนราชแห่งนั้น

ส่วนการฝึกสมาธิของข้าพเจ้าได้พัฒนาขึ้น เพราะได้อ่านหนังสือธรรม เกี่ยวกับการฝึกสมาธิแบบ พุทธ โธ โดยหายใจเข้าภาวนาว่า พุทธ หายใจออกภาวนาว่า โธ จึงทดลองทำด้วยตนเอง แต่เนื่องจากพยายามที่จะทำให้ได้ และภาวนาวิ่งตามลม เพราะไม่มีครูบาอาจารย์แนะนำสั่งสอน เมือนั่งสมาธิประมาณ ๕ - ๑๐ นาที ก็จะมีอาการมึน ศรีษะ ก็พยายามทนนั่งได้เต็มที่ประมาณ ๑๕ นาที หรือมากกว่าเล็กน้อย หลังจากนั่งสมาธิก็สวดมนตร์ไหว้พระ ต่ออีกประมาณ ๑๐ นาที แล้วจึงนอนดูลมหายใจ พุทธ - โธ จนหลับ แต่ก็แปลกกำหนด พุทธ-โธ ตอนนอนนั้น สบาย ไม่มีการมึนและเกร็งจนหลับไป จึงชอบทำเป็นประจำ

4. กำหนดภาวนา พุทธ-โธ ตลอดเมื่อระลึกได้ เพราะมีความทุกข์มาก ตอนเรียนอุดมศึกษา และเริ่มอ่านหนังสือธรรมะในหอสมุดมหาลัย มาก พอๆ กับการเีรียนวิชาการคณะวิทยาศาสตร์สาขาฟิสิกส์ และพยายามถือศีล 8 ในตอนเรียนปีสุดท้าย(เรียน 3 ปีจบ)

5. สอบปลายภาคปี 3 เสร็จ ได้เข้าวัดปฏิบัติกรรมเป็นรูปแบบครั้งแรกในชีวิต ที่คณะ 5 วัดมหาธาตุท่าพระจันทร์ เป็นเวลา 8 ว้น และมาเรียนจบปริญญาตรีในภาคฤดูร้อนพอดี และเข้ากรรมฐานต่อ ดังปรากฏผลดังนี้.

ในช่วงวันสองวันแรกก็ยังมีปัญหาระหว่างยุบหนอ-พองหนอ กับสติที่จมูกดูลมหายใจอยู่พอถึงวันที่ 3 จึงปลงใจได้ว่า ยุบหนอ-พองหนอไม่ต้องภาวนา ดูลมหายใจเหมือนเดิม และภาวนาอย่างอื่นเช่น นั่งหนอ-ถูกหนอ เจ็บหนอ คิดหนอ เดินจงกลม คืออะไรเด่นชัดที่สุดภาวนาสิ่งนั้นให้ทันเมื่อความกังวลเริ่มคลายจึงภาวนาสบายขึ้น ตัวเริ่มเบา มีอยู่ช่วงหนึ่งขณะนั่งกรรมฐานกำลังดูลมหายใจกระทบท้องอยู่เกิดตัวเบาสว่างนวล เหมือนปุยเมฆ มีความสุขปีติหูยังได้ยินเสียงภายนอกอยู่แต่เบามากสักพักหนึ่งมีเสียงกระสิบใสตรงทีจิตว่า "ให้พยายามทำต่อไป อย่าได้หยุด" หลังจากนั้นอีกประมาณ 10 หรือ 20 นาที ก็เป็นเวลาช่วงพักกรรมฐาน

ความจริงเวลาพักกรรมฐาน ข้าพเจ้าก็ยังกำหนดภาวนาอยู่ทุกเวลาแต่อาจไม่เข้มข้นพอวันที่ 4 ของการเข้ากรรมฐานครั้งที่ 2 ข้าพเจ้าพิจารณาว่าเมื่อลมหายใจเข้า ลมหายใจออกก็ต้องพิจารณาให้ทัน จึงต้องมีคำภาวนากำกับ ตกลงใจใช้คำภาวนาว่า

"ไม่เทียงเป็นทุกข์ " เมื่อหายใจเข้า และ "ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน" เมื่อหายใจออก

โดยมีสติตั้งที่ปลายจมูกเป็นหลัก และเมื่อหายใจเข้าต้องให้พิจารณาเห็นว่าลมไม่เที่ยงจริงต้องเปลี่ยนไปเป็นทุกข์คือทนอยู่ไม่ได้ เมื่อหายใจออก พิจารณาเห็นว่า ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนจริงๆ ยึดถือไม่ได้ ส่วนคำภาวนาอย่างอื่นก็ตามแบบของคณะ 5 ทุกอย่าง

พอวันที่ 7 หลังจากพักกรรมฐานช่วง 20.00 น เป็นเวลาที่เตรียมตัวอาบน้ำข้าพเจ้าเห็นว่าช่วงนั้นมีคนใช้ ห้องน้ำกันมาก จึงทำกรรมฐานรอไปเรื่อยๆ แล้วเอนกายลงนอนแต่กำหนดภาวนาอยู่ ความรู้สึกก็หายไปมารู้อีก ครั้งคล้ายเป็นนิมิตที่ชัดเจน เห็นพระอายุประมาณ 50 ผิวขาวท้วมกำลังเดินขึ้นกุฏิ ความรู้สึกก็ได้น้อมมาที่จิต ของตนเองและคำนึงขึ้นว่า เป็นพระนี้ดีหนอถ้าไม่มี ราคะ โทสะ โมหะ จะอยู่อย่างสงบสุขหลังจากนั้นจิต ก็มีความรู้สึกเต็ม แต่ไม่ได้รู้ที่ร่างกาย แล้วรวมตัวดิ่งลงภวังค์ลึก ถอยขึ้นมารับความรู้สึกเหมือนเดิมแล้ว รวมตัวลงภวังค์ลึกไปอีก เป็นอยู่ 3 ครั้ง จึงขึ้นมารับรู้ทั้งตัวทันทีทันใด หลังจากนั้นร่างกายทุกส่วน ก็สะบัดอย่าง รวดเร็วติดต่อกันหลายครั้ง คล้ายปลาที่โดนตีหัว ต่อจากนั้นจิตใจวางเฉยมาก และไม่สนใจเรื่องที่ผ่านมา

(ได้ปฐมฌาณของสมาธิ และ สัมมสนญาณ ของวิปัสสนา พร้อมๆ กัน)

จึงเตรียมตัวไปอาบน้ำ ขณะที่อยู่ในห้องน้ำพอตักน้ำรดตัวขันแรกก็นึกขึ้นว่า

เอะ ! ที่ผ่านมาคืออะไร?

จึงคิดเข้าข้างตนเองว่าเป็นมรรคผลนิพพาน ก็บังเกิดตัวร้อนวูบวาบด้วยความดีใจ เมื่ออาบน้ำเสร็จขึ้นมาที่ห้อง ได้พูดกับเพื่อนถึงอารมณ์ที่ผ่านมา แล้วเข้าใจว่าเป็นมรรคผลนิพพาน หลังจากนั้นร่างกายร้อนวูบวาบมากขึ้น มีปีติบังเกิดขึ้นอย่างมากมายคล้ายระลอกคลื่นที่กระทบฝั่ง นอนไม่หลับต้องนั่งตัวโยกเพราะปีติทั้งคืน รุ่งวันใหม่ก็ยังมีปีติอยู่ หลังจากนั้นรู้สึกว่าผิวหนังและกล้ามเนื้อกระชับ ไม่มีอ่อนเพลียและง่วงนอนเลย แถมดวงตาเริ่มมองเห็นรัศมีจากคนทั่วไป และรูปพระต่างๆ ในขณะปกติไม่ใช่ขณะนั่งสมาธิ

รัศมีของแต่ละคน นั้นแตกต่างกันตามระดับสมาธิ บุคคลทั่วๆ ไปรัศมีสีเหลืองอ่อนไม่ใสคลุมจางๆ สำหรับผู้ที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ เป็นสีเหลืองอ่อนใสมากขึ้นพอกับผู้ที่เพิ่งเริ่มเข้ากรรมฐานวันแรกๆ ที่เข้ามาทำกรรมฐานที่ทำจริง แต่ผู้ที่ทำกรรมฐาน จะทรงอยู่ตลอดเวลา และผู้ที่ทำกรรมฐานที่ดีขึ้นก็จะมีสีใสมากขึ้นแล้วกระจายเป็นวงกว้างมาขึ้น มีผู้ทำกรรมฐาน ถึงอีกระดับหนึ่ง จะมีรัศมีขาวนวลสว่างคลุมอานาบริเวนกว้างประมาณช่วงแขนของตนเองซึ่งมีน้อยคน

แต่มีรัศมี ท่านผู้หนึ่งที่ต่างจากบุคคลทั่วไปมากและเป็นอยู่ตลอดเวลา รัศมีของท่านเป็นสีเหลืองทองอ่อนเข้มข้นระยิบระยับ เคลือบผิวอย่างหนาแน่นห่างจากผิวประมาณครึ่งนิ้วถึงหนึ่งนิ้ว แม้ว่าท่านจะเดินอยู่กลางแดดจ้าทามกลางฝูงชน รัศมีของท่านก็ยังคงอยู่ ทั้งที่ช่วงนั้นข้าพเจ้ายังมีความศรัทธาในตัวท่านน้อยอยู่มาก แต่ศรัทธาในตัวหลวงพ่อ มากกว่า ท่านผู้นี้คืออาจารย์ เมื่อข้าพเจ้าสามารถเห็นรัศมีจากผู้อื่นทำให้ข้าพเจ้ามีความหลงในตัวเองมาก ว่าเป็น พระอริยะไปแล้ว

ทำให้ข้าพเจ้าหลงมากขึ้น จึงกลับบ้านไปบวชพระ แต่ด้วยปัญญาหาทางสังคมจึงไม่ได้บวช ด้วยความทุกข์ใจนั้นทำให้ตนเองรู้ว่า หลงญาณอยู่ รวมเวลาเกือบ 2 เดือน

และต้องอยู่ในฐานนะหัวล้านนุ่งขาวหุ่มขาย นี้ถึง 6 - 7 วันแล้วก็มีคนที่รู้จักกันบอกว่า ท่านเจ้าคุณวัดธรรมยุตสามารถบวชให้ได้ เลยได้ไปฝากตัวกับพระคุณท่านพระคุณท่านตอบตกลง และได้ให้ไปหาพระกรรมวาจาจารย์ท่านก็รับปากว่าจะบวชให้โดยให้บวชพร้อมกันกับนาคอื่นอีก 6 นาค ต้องรอไปอีก 7-8 วัน

และระหว่างที่รอข้าพเจ้าก็ทำกรรมฐานต่อ โดยพิจารณาลมหายใจตามที่กล่าวมา มีเหตุการณ์ในตอนหนึ่งขณะนอนพิจารณาดูลมหายใจอยู่ ความรู้สึกตัวก็หายไปเหลือแต่จิตอย่างเดียว เป็นสว่างนวลมีปีติเล็กๆ มีสุขเด่นกว่า ทรงอยู่พักใหญ่แล้วถอนมารู้ทั่วตัว แล้วเริ่มกำหนดภาวนาใหม่ ก็มีอาการเหมือนเดิมครั้งนี้ใสกว่าเก่า มีปีติสุขละเอียดมากกว่าเก่า ทรงอยู่นานกว่าแล้วถอยออกมาปกติ แล้วก็ไม่พยายามทำต่อเพียงแต่ทรงอารมณ์กรรมฐานไว้

(ได้ ทุติยฌาน และตติยฌาน ของสมาธิ ที่แบ่งเป็น ปัญจฌาน ของอานาปานสติ)

จนถึงวันที่ได้บวชสมใจดังที่ตั้งใจไว้ ไม่ใช่ว่าอุปสรรคของข้าพเจ้าจะหมดเพียงเท่านี้ยังมีต่ออีก ข้าพเจ้าบวชได้ไม่เกิน 15 วัน รองเจ้าอาวาสกลับมาจากกรุงเทพฯ ในวันที่กลับมาก็ได้ไปฉันเพลรวมกันปกติพระทุกรูปต้องมาฉันเพลร่วมกันพอฉันเพลเสร็จกำลังจะลุกขึ้นกลับกุฏิ รองเจ้าอาวาสได้ถามชื่อข้าพเจ้าๆ ตอบว่าชื่อ เซียม ท่านกล่าวทำนองว่าชื่อของข้าพเจ้าดูถูกกันและถ้าท่านอยู่ในวันที่ข้าพเจ้ากำลังจะบวช ท่านจะไม่ยอมให้บวช ต่อจากนั้นพูดเกี่ยวกับการเมืองต่อท้าย

ข้าพเจ้ารู้ทันที่ว่าข้าพเจ้าอยู่อย่างลำบากเสียแล้ว ตั้งแต่นั้นมาท่านจะพูดกับพระต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพระนวกะหรือพระผู้ใหญ่เรื่องการเมือง แล้วดึงเรื่องเข้ามาที่ข้าพเจ้าว่าไม่ควรให้บวชต่อถ้าต้องการบวชไม่สึกท่านพูดบ่อยจนพระนวกะที่เป็นเพื่อนพระด้วยกันมาบอกกับข้าพเจ้า และบอกว่าข้าพเจ้าอยู่ลำบากหลังจากนั้นข้าพเจ้าก็ดำเนินตามศาสนากิจไปเรื่อยๆ

จนใกล้ออกพรรษา เท่าที่ข้าพเจ้าสังเกตเวลาที่ข้าพเจ้ากลับมาจากการบิณฑบาตตอนเช้าต้องผ่านหน้ากุฏิของท่านประจำ เพราะเป็นทางผ่านและท่านต้องกระเอม เหมือนคนที่อึดอัดใจเกือบทุกครั้งและมีอยู่เช้าครั้งหนึ่งก่อนออกพรรษาไม่กี่วันขณะที่กลับจากบิณฑบาต ผ่านหน้ากุฏิท่านๆ ก็กระเอมแล้วเรียกข้าพเจ้าทำนองจะคุยด้วย ข้าพเจ้าก็หยุดรอท่านๆ เข้ามาพูดว่า

"ผมว่าคุณสึกดีกว่า ถ้าคุณยังทำกรรมฐานตามแนววัดมหาธาตุและไปวัดมหาธาตุ"

ข้าพเจ้าหยุดคิดอยู่ชั่วคราว เพราะพระผู้ใหญ่ท่านอื่น ก็รู้ว่าข้าพเจ้าทำกรรมฐานมาจากวัดมหาธาตุ ท่านยังสนับสนุนไม่มีตำนิเลยถ้าอย่างนี้คงมีกรรมร่วมกันมา และข้าพเจ้ารู้ตัวอย่างแน่ชัดว่า ยังหลงอารมณ์กรรมฐานอยู่ข้าพเจ้าจึงพูดตอบว่า

"ท่านต้องการให้ผมสึกดังนั้นผมจะสึกให้ท่านและขออโหสิกรรมซึ่งกันและกัน"

ข้าพเจ้าสังเกตเห็นหน้าตาท่านมีชีวิตชีวาขึ้นและยิ้มน้อยๆ อย่างผู้ชนะ

หลังจากนั้นพอออกพรรษาข้าพเจ้าก็สึกจากพระแล้วได้กลับขึ้นกรุงเทพฯ เข้าทำกรรมฐานที่คณะ 5 วัดมหาธาตุท่าพระจันทร์ต่อ ช่วงนี้สามารถสละความหลงเก่าได้ไปมากแล้ว และจะไม่ให้เป็นเช่นที่ผ่านมาอีกพอเริ่มทำกรรมฐานวันแรก ก็ยังพิจารณาลมหายใจอยู่ เพราะกำหนดท้องพองหนอ-ยุบหนอไม่ได้ จะอึดอัดมาก และท่านอาจารย์เคยกล่าวว่า คนที่มีปัญญาเมื่อมาอยู่สำนักไหนก็ต้องเรียนรู้สำนักนั้นได้

ข้าพเจ้าจึงเกิดความคิดขึ้นได้ว่า ในเมื่อภาวนา พองหนอ-ยุบหนอ ไม่ได้ต้องหาอย่างอื่นที่ไม่ใช่พิจารณาลมหายใจที่เป็นฐานจึงคิดได้ว่ากำหนด ได้ยินหนอ ที่หูดีที่สุด เพราะเสียงที่มากระทบหูนั้นไม่ว่ากลางคืนกลางวันจะมีเสียงอยู่เสมออีกอย่างหนึ่งเพราะสติของข้าพเจ้ามีความเคยชินอยู่ที่จมูกเป็นประจำจะแยกมาที่หูคงไม่ยากหนัก

ตั้งแต่นั้นมาข้าพเจ้าไม่กำหนดพิจารณาลมหายใจอีกจะเดินจงกลม นั่งกรรมฐาน ภาวนานั่งหนอ-ถูกหนอ รู้หนอ คิดหนอ เจ็บหนอ ง่วงหนอ ตามสิ่งที่บังเกิดเด่นชัด พออารมณ์นั้นหายไปก็จะมาจับ ได้ยินหนอ เป็นหลัก บางครั้งกำหนอได้ยินหนอต่อกันเป็นชั่วโมงมีอุปสรรคอย่างหนึ่งที่คอยขัดขวางอย่างรุนแรงคือความชาบนใบหน้า เมื่อพยายามเปลี่ยนฐานของกรรมฐาน จึงผลักความชามารวมเป็นก้อนตรงระหว่างคิว และมีอาการรุนแรงด้วยแต่ก็ไม่ใส่ใจ

หลังจากที่ข้าพเจ้าภาวนายินหนอเป็นหลักข้าพเจ้าเริ่มทำกรรมฐานวันหนึ่งประมาณ 20 ชั่วโมง และภาวนาจนหลับไปเองเมื่อร่างกายต้องการพักผ่อนกระทำติดต่อกันจนถึงวันที่ 7 ของการเข้าทำกรรมฐานครั้งนี้ และในวันนั้นหลังสอบอารมณ์ 21.00น เมื่อทำการอาบน้ำเสร็จข้าพเจ้าก็ทำกรรมฐานต่อตามปกติ ความชาบนใบหน้าบังเกิดขึ้นมากจนทนนั่งไม่ไหวจึงกำหนดนอนกรรมฐาน ภาวนาได้ยินหนอเป็นหลัก เมื่อกำหนดมากเข้าแหนบชาเริ่มจับตั้งแต่มือที่วางทับอยู่บนอกแล้วเคลื่อนมาตามลำตัวจนถึงใบหน้า จึงคอยมารวมที่บริเวณหูที่กำหนด

ขณะนั้นจิตข้าพเจ้าวางแล้วว่าถ้าเกิดพิการหรือเกิดผิดปกติทางระบบประสาทก็ยอมเสี่ยงเพราะที่ศึกษามามีบุคคลเป็นเช่นนี้ก็ไม่เป็นอะไร เมื่อศรัทธาในธรรมจริง เพราะข้าพเจ้าศรัทธาจริงๆ จึงกำหนดกรรมฐานต่อความชาก็มารวมที่บริเวณหูมากขึ้น เมื่อมากขึ้นความรู้สึกก็หายไปชั่วระยะหนึ่งมารู้สึกอีกครั้งรู้เฉพาะจิต ไม่มีร่างกาย แต่ยังภาวนาอยู่ว่า

"ยินหนอ ยินหนอ ยินหนอ"

ได้ 3 ครั้งก็ขาดความรู้สึกทันทีทันใดหรือที่เขาเรียกว่าดับ มันเสมือนไฟฟ้าดับไปทันที่ พอรู้สึกตัวก็รู้สึกทันทีสติเต็มตัวทันใด ไม่มีความชาหลงเหลืออยู่เลย แถมร่างกายยังกระฉับกระเฉงมีปีติสุขที่นิ่มนวลกว่าที่ผ่านมา

ซึ่งครั้งนี้ข้าพเจ้าไม่ให้ความหลงเข้ามาครองใจเหมือนที่ผ่านมาเพราะที่ผ่านมาเป็นบทเรียนที่เจ็บปวดทางใจที่มากพอแล้ว หลังจากนั้นมีสติกำหนดภาวนาได้ละเอียดขึ้นและภาวนาได้เป็นเวลานาน สะดวกขึ้นความชาเป็นก้อนระหว่างคิวมีอยู่ แต่ไม่ได้รบกวนอะไรมากตั้งใจทำกรรมฐานต่อไปไม่มีอะไรเป็นห่วงเรียนก็เรียนจบแล้ว หนังสือหนังหาไม่ได้จับอีกเลย โครงการเรียนต่อปริญญาโทก็ไม่มีแรงกระตุ้นที่ยากให้เรียนต่อเรียกว่าเป็นช่องว่างของชีวิตจึงทำกรรมฐานต่อไปไม่หยุด แถมมีความละเอียดขึ้นสามารถภาวนาได้ยินหนอติดต่อเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง หรือชั่วโมงครึ่งได้

และในช่วงนี้อาจารย์ให้ทำกรรมฐานเพิ่มเติมคือพรหมวิหาร 4 ภาวนาแผ่เมตตา

"อะหัง สุขิโท โหมิ"(ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข) แผ่เมตตาให้กับตัวเองแล้วแผ่ให้กับสรรพสัตว์คือ "สรรพเพ สัตว์ตา สุขิตา โหนตุ" (ขอให้สัตว์ทั้งหลายมีความสุข)

ก่อนที่จะภาวนากรรมฐานหลักประมาณ 10 ถึง 15 นาที หรือหลังกรรมฐานหลัก ซึ่งช่วงนี้ให้อะไรมาข้าพเจ้าก็รับ ปรากฏเหตุการณ์แปลกอยู่ตอนหนึ่งขณะที่ข้าพเจ้าภาวนาแผ่เมตตาอยู่ใจก็น้อมไปจริงๆ มีปีติขนลุกทั้งตัวสักระยะหนึ่งแต่ยังแผ่เมตตาต่อ แล้วค่อยลงภวังค์จิตขึ้นรับอารมณ์ภาวนาต่อ แต่หนืดมากคล้ายกับคนที่ถีบจักรยานลงในหลุมโคลนแล้วความรู้สึกขาดทันทีทันใด

ขึ้นมารับรู้อารมณ์ปกติแต่มีปีติสุขมากส่วนกรรมฐานหลักข้าพเจ้าก็กำหนดโดยไม่ขาดระยะ จะว่ากำหนดภาวนาทั้ง 24 ชั่วโมงก็ว่าได้ ในวันหนึ่งจะนอน 4 ชั่วโมง และในขณะที่นอนก็ภาวนากำหนด ได้ยินหนอ จนหลับหายไปเมื่อรู้สึกตัวขึ้นมาก็ภาวนาได้ยินหนอติดต่อเป็นไปเอง นับว่าเมื่อไรเมื่อมีความรู้สึกอยู่ก็ไม่ขาดจากการภาวนานอกจากหลับ เป็นเช่นนี้ติดต่อกัน 6-7 วัน

พอถึงเช้ามืดหลังจากทำกรรมกรรมฐานมา 24 วันในการเข้าทำกรรมฐานครั้งนี้ พอจิตขึ้นมาจากภวังค์หลับ รับรู้เพียงอารมณ์ที่รู้สึกที่หูไม่ทันรู้ทั่วร่างกาย ก็กำหนดภาวนาทันที ซึ่งสติมีความเร็วมาก พอภาวนาที่จุดนั้นก็เกิดความเจ็บที่ภาวนาขึ้นแต่ไม่สนใจภาวนาต่อก็มีความเจ็บมากขึ้น

ความคิดก็แวบขึ้นมาว่าจะภาวนายินหนอหรือ เจ็บหนอดี ก็เกิดความคิดขึ้นว่าภาวนา ยินหนอต่อ เพราะทำมาอย่างนี้แล้ว ก็เลยตัดสินใจภาวนา ยินหนอต่อ ภาวนาเร็วขึ้น ความเจ็บก็เพิ่มมากขึ้น จนเกิดแสงสว่างสีเหลืองอ่อนเท่ากับดาวประกายพรึกเจ็บเจียนตายแต่ก็ไม่กลัว เพราะที่ผ่านมาครั้งก่อนไม่เป็นอะไร ถึงแม้ว่าครั้งนี้จะเป็นมากกว่ามากหลายเท่าตัว

คำภาวนาเร็วขึ้นมาก ความเจ็บทวีคูณขึ้น แสงสว่างจ้าขึ้นใสมากขึ้น เป็นมากขึ้นจนชีวิตนี้กำลังจะตายจากจึงเกิดความหน่วงของจิตคล้ายกับรถที่วิ่งมาอย่างเร็วมาก แล้วเบรกกะทันหันชะรอตัวลงแล้วคำภาวนาคงที่ ความเจ็บคงที่ แสงสว่างคงที่ เสมอเรียบได้สักระยะหนึ่ง (ขอให้เข้าใจด้วยว่าช่วงนี้ใดๆ ในโลกนี้ไม่มีอะไร นอกจากจุดนี้จุดเดียว) หลังจากนั้นจิต ก็มีการ เกิด ดับ คือแสงของจิตดับ ความเจ็บขาดเป็นช่วงๆ ประมาณ 7 - 8 ครั้งที่ชัดเจนที่สุดและอีกหลายครั้งที่ไม่ชัดเจน หลังจากนั้นจิตก็ตกจากที่สูงดิ่งลงเหมือนคนกำลังตกเหวลงมาข้างล่างแล้วขาดหายไปชั่วเวลาไม่นานจากนั้นจิตยกขึ้นมารับอารมณ์เพราะจิตไม่มีร่างกาย มีความสุขและเอกคะตาแล้วจิตพิจารณาอารมณ์ว่า

"นี้เป็นมรรคผลนิพพาน"

(ข้างบนนั้นจิตพิจารณาด้วยจิตเอง เป็นไปเอง ยังไม่เกิดตัวตนเป็นเราขึ้น)

แต่ด้วยความกลัวหลงจนวิปลาสเหมือนที่ผ่านมา(เกิดตัวตนเป็นเราขึ้น)จึงพิจารณาไปว่า

"ไม่ใช่ออ! อารมณ์สุขอย่างนี้ เป็นอารมณ์ของพรหม"

(ซึ่งก็คือ ตติยฌานนั้นเอง ที่มี สุข กับ เอกคตา เท่านั้น ถ้ากล่าวไปตามจิตจริงๆ จิตพิจารณาขึ้นเอง หมายถึงผ่านวิปัสสนาญาณทั้ง 16 และทบทวน เข้าสู่ผลสมาบัติ และอยู่ในฌานที่ 3 อย่างสมบูรณ์ แต่เมื่อกิเลสยังเหลืออยู่ก็เกิดอัตตาตัวตนขึ้นด้วยความกลัวจนหลงวิปลาสอีกจึงปฏิเสธ ธรรมชาติของจิตที่ปรากฏให้ทราบเองเสีย)

พอพิจารณาเสร็จหลังจากนั้นช่วงเวลาไม่นานก็บังเกิดเป็นดวงสีเหลืยงอ่อนเท่าดวงดาวขึ้นมาหลังจากนั้นรู้สึกโครงเคลงคล้ายกับคนที่อยู่ในท้องเรือใหญ่โดนคลื่นกระทบ แล้วรู้สึกทั่วตัวในท่านอนหายคู้เข่าด้านขวามือสองข้างทาบบนอกเหมือนอย่างเดิมกับตอนแรกที่กำหนดกรรมฐานเข้าภวังค์จนออกมาหลังจากนั้นกำหนดกรรมฐานก็จะมีความสุขความสบายอาบทั่วทั้งจิตละร่างกาย และเวลากำหนดกรรมฐานมีอาการดับขาดตอนบ่อยคือนั่งกำหนดกรรมฐานก็ดับไปทันทีและสติบังเกิดขึ้นเต็มตัวทันที่

(สภาวะเข้าผลนั้นเป็นอีกหลายครั้ง คือ กำหนดภาวนา ยินหนอๆ จน ละเอียดบางเบาเหมือนเส้นด้าย หรือละเอียดดังแป้งร่อนที่ละเอียดแล้ว โดยไม่ต้องพยายามหรือต้องเพ่งมาก ก็จะดับพรึมหายไปทันที่ทันใดหมดสิ้น ไม่เป็นไม่มีรูปไม่เป็นไม่มีนามใดๆ ช่วงขณะหนึ่ง เมื่อปรากฏก็จะปรากฏพรึม มีสติชัดทั่วตัวทันทีทันใด เป็นวันละครั้งหรือสองครั้ง ติดต่อกัน สาม-สี วัน ในวันหลังๆ กำหนดภาวนาสติหรือพละ 5 ยังไม่ละิเอียดมาก ก็ดับไปทันที แต่เมื่อออกกรรมฐานแล้วไม่สนใจสภาวะนี้อีก)

รวมเวลาเข้ากรรมฐานครั้งนี้ 1 เดือนกว่าประมาณ 40 วันจึงออกจากกรรมฐานออกไปหาที่พักเพราะยกเลิกหอพักเก่าก่อนที่จะกลับไปบวชที่บ้านเกิด ต้องอาศัยอยู่หอพักคนอื่นบ้านของคนอื่นเนื่องจากไม่มีเงินที่จะเช่าเอง ทั้งที่ทางบ้านไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินทองเลย แต่กรรมเฉพาะตัวที่อยู่ไกลบ้านทำให้เป็นเช่นนี้

หลังจากนั้นยังมาเข้าทำกรรมฐานที่คณะ 5 ท่าพระจันทร์ อีกหลายครั้งๆ ละ 7 ถึง 15 วัน และบางครั้งนั่งกำหนดภาวนายินหนอ อยู่ความรู้สึกหายไปแล้วมีอาการดับไม่มีอะไรเหลือเหมือนกับไฟดับแล้วมีสติเกิดขึ้นเต็มตัวทันทีอาการเช่นนี้เป็นอยู่หลายครั้ง และในปี 2526 เป็นปีที่น้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯติดต่อเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน ทำให้เกิดมีความเสียหายทั่วไป มหาวิทยาลัยต้องบิดการสอนเลือนการรับปริญญาเพราะเหตุนี้เป็นผลดีต่อข้าพเจ้าเพราะทางมหาวิทยาลัยได้ส่งจดหมายตั้งแต่ตอนบวชพระ ให้ติดต่อทางมหาวิทยาลัยๆ ต้องการหลักฐานเพิ่มเติม แต่ในช่วงนั้นทางมหาวิทยาลัยติดต่อข้าพเจ้าไม่ได้เนื่องจากน้ำท่วม

พอมหาวิทยาลัยเปิดทำการไม่กี่วันขณะนั้นข้าพเจ้าก็ทำกรรมฐานที่ คณะ 5 วัดมหาธาตุอยู่และได้ขออนุญาตอาจารย์ออกไปทำธุระ (ไม่มีใครทราบปัญหาของข้าพเจ้า) เพื่อติดต่อเรื่องหลักฐานเพิ่มเติมซึ่งข้าพเจ้าไม่มีกะว่าจะไปขอร้องทางมหาวิทยาลัย แต่ก่อนที่ข้าพเจ้าจะขึ้นขอร้อง ข้าพเจ้าได้ลองไปดูรายชื่อผู้ที่ทางสภามหาวิทยาลัยอนุมัติ ซึ่งก่อนหน้านี้ประมาณ 1 อาทิตย์ข้าพเจ้าได้มาดูแล้วไม่มีชื่อข้าพเจ้า แต่เนื่องด้วยความกรุณาของทางมหาวิทยาลัยครั้งนี้กลับมีชื่อของข้าพเจ้าทำให้ข้าพเจ้าได้รับปริญญาเหมือนกับผู้อื่น

แต่จิตใจของข้าพเจ้าวางเฉยเพราะติดอยู่กับกรรมฐานมากกว่าแม้แต่ก่อนวันที่พระเทพประทานปริญญาบัตร ข้าพเจ้าก็ยังอยู่ในวัดแล้วออกมารับปริญญานับว่าการต่อสู่กับอุปสรรคและการเรียนปริญญาตรีจบลง

หลังจากนั้นข้าพเจ้าในสายตาของผู้อื่นกลายเป็นคนเฉื่อยไม่มีไฟใจเย็นไม่มีประสิทธิภาพในการทำงานเพราะงานหลักของข้าพเจ้าคือกรรมฐาน และการที่ข้าพเจ้าจะหางานทำตามบริษัทใหญ่หรือเล็กคงไม่ได้ เพราะหลักฐานข้าพเจ้าไม่พร้อมจึงต้องอาศัยความรู้จริงๆ หากิน คือการเป็นติวเตอรติวคณิตศาสตร์ ติวสถิติ หน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหงที่จบออกมาเนื่องจากเป็นงานอิสระ

งานติวเตอรจึงเป็นงานรองเพื่อเอาเงินมาเลียงชีพ แต่งานหลักจริงๆ คือกำหนดภาวนากรรมฐานเข้าวัด แม้ขณะกำลังสอนอยู่ก็ยังกำหนดกรรมฐาน เมื่อเป็นอย่างนี้จะรุ่งเรื่องกว่าผู้อื่นได้อย่างไรและฐานะทางกฎหมายข้าพเจ้าจะรุ่งเรืองไม่ได้ เพราะจะต้องมีผู้อื่นที่ไม่ปารถนาดีทำให้ข้าพเจ้าหมดอาชีพหากินได้ แต่ข้าพเจ้าก็ภูมิใจในตัวเอง เพราะพ่อของข้าพเจ้า ไม่มีอคติกับข้าพเจ้าและมีความภูมิใจในลูกของท่านที่สามารถหากินด้วยความรู้ของตนเอง ไม่รบกวนเงินของแม่อีกเลย และถ้าท่านสนทนากับใครเรื่องลูกของท่านๆ ก็ไม่น้อยหน้ากว่าใคร

ข้าพเจ้าดำรงชีวิตอย่างนี้เป็นเวลา 3 ปี ที่ทำกรรมฐานเป็นหลักถ้ากล่าวถึงเรื่องเงินข้าพเจ้าไม่มีเก็บเอาเสียเลยแม้แต่เครื่องใช้ต่างๆ เพราะต้องการบวชอีกครั้งแต่ยังขยาดกลัวที่ผ่านมาของการบวชครั้งแรกอยู่ และไม่ยากให้พ่อแม่และญาติรวมทั้งข้าพเจ้าเองต้องสะเตือนใจอีกครั้งถ้าเกิดในกรณีเดิม

(และด้วยวิบากแห่งอกุศลกรรมมีกำลังมากอยู่ ยังติดอยู่ในฐานะอันต่ำต้อย และวิบากแห่งกุศลกรรมหนักที่ยังไม่มีโอกาสแสดง ที่มีอยู่เบื้องหลังนั้นมากมาย ก็ทะยอยโผล่ส่งผลไปตามลำดับ อย่างพิศดารต่อ ไป)

ในช่วงเวลาปีืัที่ 4 เริ่มมีแฟน ซึ่งเป็นช่องโว่ กังวลทุกข์ในฐานะทางสังคมและกฏหมาย และยังสับสนเรื่องศีลแห่งตนทำให้เกิดนิมิตพิศดาร เกิดเหตุการณ์พิศดาร ปรุงแต่งและอุปทานมากมายในภายหลัง แต่ข้าพเจ้าและเพื่อนได้แนะนำเพื่อนๆ เข้าทำกรรมฐานรวมกันแล้วประมาณ 12 คน และ ได้แนะนำพระภิกษุที่เดินธุดงค์โดยไม่มีจุดหมายเข้าทำกรรมฐานที่คณะ 5 วัดมหาธาตุท่าพระจันทร์อีก 1 รูป ความจริงแล้วรวมๆ ช่วงเวลา 6 ปีมีเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย

ในปี พ.ศ 2530 หลวงพ่อท่านมรณภาพต่อมาปี พ.ศ 2532 พระอาจารย์ก็มรณภาพ ด้วยโรคหัวใจทั้ง 2 ท่านๆ ทำงานหนักเกินสภาพร่างกายที่จะรับได้




 

Create Date : 11 กรกฎาคม 2554
0 comments
Last Update : 11 กรกฎาคม 2554 15:06:36 น.
Counter : 497 Pageviews.


P_vicha
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add P_vicha's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.