Group Blog
 
<<
มีนาคม 2557
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
28 มีนาคม 2557
 
All Blogs
 

Laser Diary:สรุปหลังทำ Ultherapyแบบ 3 หัว คำตอบของการยกกระชับผิวที่ผลอยู่ได้เป็นปีกับรูปหน้า L-Shape

  มดเคยทำ Ultherapy เมื่อ เกือบ 3 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเป็นแบบหัวยิงเดียว ผลที่ได้ถือว่าพอใจ 

คราวนี้มีโอกาสได้ทำอีกครั้ง เมื่อ วันที่ 6 พ.ย.56 โดย หมอโจ้ TheDemis เป็นผู้ทำให้ 

คราวนี้ต่างจากคราวแรกตรงที่มีการพัฒนาเป็นหัวยิง 3 หัว ตามระดับความลึกและพื้นที่ที่ต้องการยิง

มดจะสรุปง่ายๆเกี่ยวกับ Ultherapy ว่าคืออะไรนะ

Ultherapy เป็นนวัตกรรมหนึ่งเดียวที่นำมาใช้ในการดึงหน้า ณ ระดับความลึกที่ชั้นกล้ามเนื้อส่วนบน SMAS Tissue lifting 

โดยไม่ต้องผ่าตัด และยังช่วยลดริ้วรอยบนผิวชั้นบนของเราด้วย 

เป็นการใช้คลื่นเสียงที่มีความถี่สูง มีความเฉพาะเจาะจงและแม่นยำ 

ส่งผ่านพลังงานขนาดเล็ก จำนวนมาก ลงไปยังผิวหนังชั้นลึก



ซึ่งเทคนิคนี้จะสร้าง L-Shape ให้กับรูปหน้าเรา คือสวยในแบบตัวเอง โดยผิวยกกระชับตามรูปหน้าเดิม

ซึ่งมดชอบคำว่า L-Shape มากกว่า V-Shape เพราะ 

L-Shape  ยังยึดโครงหน้าเดิมของเรา ยังมีเอกลักษณ์

แต่ V-Shape นั้น หันไปทางไหนก็เจอทรงเดเียวกันหมดเลย



ในระหว่างทำการรักษา แพทย์สามารถมองเห็นภาพของผิวหนังเราผ่านจอของเครื่อง See & Treat 

ทำให้สามารถทำการรักษาไปพร้อมกับปรับคลื่นเสียงที่พอเหมาะกับสภาพผิวแต่ละคน จึงแม่นยำและได้ผลชัดเจนสุด



เริ่มที่การแป่ะยาชาทิ้งไว้ 45 นาที ให้ผิวเราชาจะได้ไม่รู้สึกเจ็บ ขณะที่ทำ



เมื่อเช็ดยาชาออกหมดแล้ว เริ่มต้น หมอโจ้ จะวาดพื้นที่แบ่งส่วนในการเลือกใช้หัวยิงขนาดต่างๆ



หัวยิงแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ DS 4-4.5 / DS 7-3.0 / DS 10-1.5

ถ้าดูง่ายๆคือ หมายถึงความลึกในการยิงลงไปใต้ผิวที่ 4.5 /3.0/ 1.5 มม.



เริ่มยิงที่ระดับ 4.5 ก่อน ก็ใช้หัว DS 4-4.5 เมื่อทาบหัวยิงลงที่ผิว ภาพจะขึ้นที่หน้าจอเป็นชั้นผิวหนังของเรา



หมอโจ้ ยิงช่วงแก้มยาวมาถึงคอเลย ระหว่างยิง จะมีน้องพยาบาลมาคอยบีบนวด 

ประมาณว่าเบี่ยงความสนใจไปที่อื่น จะได้ไม่รู้สึกเจ็บมาก



เมื่อยิงหัว DS 4-4.5 ทั่วหน้าแล้ว จะเปลี่ยนเป็นหัว DS 7-3.0 ยิงทั่วหน้าอีกครั้ง

การส่งผ่านความร้อนนี้ ทำให้เกิดรอยหดตัวขนาด 1 มม. 

คล้ายกับการเย็บเนื้อใต้ผิวหนังในชั้น SMAS เป็นจุดเล็กๆ ระยะห่างระหว่างจุดเท่าๆกัน ประมาณ 1-1.5 มม. เรียงเป็นแนวต่อเนื่อง

ทำให้พลังงานที่ลงสู้ใต้ผิวเกิดความสม่ำเสมอ



สุดท้ายใช้หัว DS 10-1.5 ยิงบริเวณใต้ตา หางตา และเหนือคิ้ว

เพราะหัวนี้จะยิงลงไปที่ชั้นผิวที่ตื้นสุดจะทำให้รู้สึกว่ายกกระชับชัดเจน



ใช้เวลาทั้งหมดในการยิง Ultherapy ประมาณ 30 นาที พอรวมกับเวลาที่แป่ะยาชาอีก 45 นาที

ก็รวมเป็น 75 นาที ประมาณ 1.30 ชม.นะ

ขณะที่ยิง Ultherapy จะได้ยินเสียง ติ๊ดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ 
ความรู้สึกเหมือนมีอะไรแหลมทิ่มอยู่ใต้ผิวตามจังหวะที่ได้ยิน

ถามว่าเจ็บไหม เจ็บแบบนิดๆ คือทนได้ เจ็บน้อยกว่า Thermage 100 เท่า

เมื่อยิง Ultherapy เสร็จ ผิวจะไม่มีอาการแสบแดงเลย ยกเว้นช่วงใต้ตาและขมับ ที่ใช้หัวยิงชั้นผิวตื้นๆ 

แต่ทิ้งไว้ประมาณ 60 นาที รอยแดงๆก็หายไปค่ะ

ผิวจะบวมๆขึ้นมานิดนึง ประมาณ 3 วัน ก็จะยุบ

หลังจากนั้น จะรู้สึกหน้าตึงๆ ผิวตึงๆ และรูขุมขนจะกระชับขึ้น

มดพบข้อดีของการยิง Ultherapy แบบ 3 หัวคือ 

เป็นการรักษาลงไปทุกระดับชั้นผิว พูดง่ายๆคือ เหมือนเราเย็บผิวชั้นลึกสุด เย็บชั้นกลาง และเย็บชั้นบน

อธิบายง่ายๆอีกอย่างคือเมื่อผิวเกิดแผลด้านใน ก็จะเกิดการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ในระดับ SMAS เมื่อ SMAS ดีขึ้น ก็จะรั้งใยคอลลาเจนในแนวตั้งและแนวนอน 

ที่ยึดกับผิวชั้นบนให้ดีขึ้นด้วย

ผลรวมที่ได้คือ ผิวจะค่อยๆ ถูกรั้งตึงขึ้น ดูยกกระชับ และเรียบเนียนขึ้น จากด้านใน

ซึ่งหมอโจ้บอกว่า จะเริ่มเห็นผลที่ 3 เดือนขึ้นไป และผลจะอยู่ได้ประมาณ 12 เดือน



เปรียบเทียบผล ก่อนทำ และหลังทำผ่านมา 4 เดือน

ก่อนทำ หนัก 52 กก. หลังทำ หนัก 54 กก.

1.มดรู้สึกได้ว่าผิวดูกระชับขึ้นทั้งหน้า 
2.หนังตาที่ดูตุ่ยๆ ใต้คิ้วดูยกขึ้น
3.ช่วงแก้มที่ดูห้อย ดูยกขึ้น
4.หน้าดูกระชับแบบไม่หลอก คือไม่ได้เปลี่ยนทรงหน้าแต่ภาพรวมดูแน่นๆขึ้น



พยายามหาภาพมากๆเจออันนี้ เป็นภาพที่มีการทาแป้งที่ผิวแล้ว

ที่ชัดมากเลยคือ ปกติเวลายิ้มแบบนี้จะมีรอยตรงมุมปากข้างซ้าย 

ซึ่งผ่านมา 4 เดือน รอยมันตื้นขึ้นชัดมาก 

และบริเวณใต้ตาก็ดูแน่นขึ้นนะ
.
.
มดรู้สึกโอเคกับผลที่ได้นะ คือตัวเรารู้สึกได้ว่าเหมือนรูปหน้าเราค่อยๆเปลี่ยนที่ละนิด

แต่ยังเป็นหน้าเราอยู่ 



มุมหน้าเวลาแต่งหน้าแล้ว ก็ดูสวยขึ้นนะ

อีกอย่างคือ มดฉีด Botox ปีกจมูก ตอนเดือน มกรา 57 มา ก็ดูเหมือนปีจมูกและฟีบลงนิดนึงด้วยนะ

ข้อมูลเพิ่มเติม

https://www.facebook.com/Thedemisclinic

ราคาของแต่ละคนจะไม่เท่ากันในการทำขึ้นกับพื้นที่ที่ทำ แพทย์จะเป็นผู้วิเคราะห์ค่ะ

ประมาณ 25,000 -90,000 บาท

ผลอยู่ได้ 1 ปี 

*Sponsored by หมอโจ้ TheDemis*





 

Create Date : 28 มีนาคม 2557
2 comments
Last Update : 13 เมษายน 2557 2:11:58 น.
Counter : 9169 Pageviews.

 

คุณมดสวยอยู่แล้วค่ะ
แต่ภาพสุดท้าย Before สวยกว่านะคะ หน้ากำลังสวย ภาพ After ดูแปลก ๆ ค่ะ

 

โดย: 6468 IP: 61.47.6.98 31 มีนาคม 2557 15:33:15 น.  

 

ภาพหลังดูตึง แต่ดูแก่กว่านะคะแบบเดิมสวยกว่าค่ะ

 

โดย: Khunae IP: 58.8.11.161 28 กรกฎาคม 2557 1:53:08 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


CinnamonGal
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 625 คน [?]




Cinnamongal Tirawat






มดเริ่มเขียน Blog เพราะชอบเครื่องสำอางมาก ชอบปาดหน้าตัวเองเป็นชีวิตจิตใจ พอๆ กะ ปาดหน้าเค้ก จบปริญญาโท Landscape design แต่ชีวิตพลิกผันมาทำร้าน Bakery เล็กๆ อยู่ที่หัวหินชื่อ Euro Bakery Guesthouse มีเขรอะหมู เป็นสมุนที่ภักดี

ฝากไว้ให้คิด:อย่าเชื่อจนหมดใจ ถ้าคุณไม่ได้ลองด้วยตนเอง


การเขียน Blog ทุกอย่างเขียนจากความจริง
ถ้าเป็นงานจะมีคำว่า Sponsored by ...... ตอนจบทุกครั้งค่ะ

ได้ Popular Vote
Home Decor & Pet Blog
จาก Thailand Blog Awards 2012

ได้ Popular Vote
และรางวัลที่ 2 Home Decor & Pet Blog
จาก Thailand Blog Awards 2011

ได้รางวัลที่ 3 Beauty & Shopping Blog
จาก Thailand Blog Awards 2010

พร้อมกับ ที่ 2 Best Beauty Blog 2554
จาก Bloggang Popular Awards 2554


ติดต่องานหรือส่งคำถามที่


cinnamongalblog@gmail.com

..........................................................................

Advertisment


..........................................................................



Update YouTube TheCinnamongal



New Review



New HowTo Tutorial


......................................................................

What's NEW







....................................................................
Update ทุกเรื่องราวความสวยความงามก่อนใคร ที่
FB Cinnamongal.com Fanpage นะคะ







Friends' blogs
[Add CinnamonGal's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.