ผู้หญิง ‘ นี่ล่ะ Art ตัวแม่ของจริง ‘

Photobucket

วันนี้เป็นอะไรไม่รู้ครับ โดนตลอด
ตอนค่ำโดนอาร์ตแม่ตัวใหญ่(แม่ของโอเล่ตัวจริงๆ) ตัดพ้อ
ตอนดึกโดนอาร์ตแม่ตัวน้อย(กำลังพยายามทำตัวเป็นแม่โอเล่) วีนใส่

ย้อนเวลากลับไปตอนค่ำ
มารดาโทรมาหา ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบตามประสาคนไกลกัน หลังจากนั้นแม่ก็เลยถามผมว่า
“มองอนาคตตัวเองไว้ว่ายังไง?”
ผมก็ตอบกลับไปตามความรู้สึก ที่ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องราวอะไรตามมา ผมบอกแม่ว่าหลังจากที่เรียนจบแล้ว อาจจะไปเรียนต่อทางด้านที่สนใจ ให้ลงลึกไปเลย แต่สนใจเรียนเมืองนอกมากกว่า อยากลองไปใช้ชีวิตที่เมืองนอกดู บางที…….
พูดยังไม่ทันได้จบคำ
“ทำไมต้องไปเมืองนอก?.....................อยู่เมืองไทยเรียนไม่ได้เหรอ?........................คนไม่ไปเยอะแยะก็มีงานดีๆทำ”
ผมพยายามอธิบาย ผมบอกว่าผมอยากลองไปใช่ชีวิต-ไปทำงานต่างแดนดู มันเป็นความฝัน ไปตอนมีไฟ-มีแรงอยากทำงาน มันให้ความรู้สึกต่างจากไปเที่ยวนะ
“แล้วจะไปยังไง…………อยู่ที่นี่ทำอาชีพมั่นคงก่อน อยากไปก็ค่อยไป พ่อกับแม่ไม่คิดว่าจะได้ไป ยังได้ไปเลย”
ผมตอบกลับ “ก็นั่นพ่อกับแม่ไปเที่ยวไง แต่’เล่คิดว่าเล่นอยากลองไปใช้ชีวิตไง”
“ใช้ชีวิต ทุกวันนี้มันไม่ได้ใช้ชีวิตเหรอ”
ผมเกิดอาการเซงอย่างบอกไม่ถูก
“ใช้ไง แต่คือ’เล่มีความฝันไง คนมีความฝันก็เลยอยากทำฝันให้เป็นจริง แค่’เล่อยากไปเมืองนอกเฉยๆ ปีหน้าถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด’เล่ก็คงจบ จบแล้วก็กะจะทำงาน เก็บเงิน เอาเงินไปเมืองนอก”
สุดท้ายโดนประโยคตัดพ้อแบบเจ็บๆครับ
“พ่อแม่ทุกคนเค้าก็แนะนำแต่สิ่งดีๆวางแผนดีๆให้ลูกแหละ จะเอายังไงก็แล้วแต่ละกัน”
น้ำเสียงตัดพ้อแบบเอาให้ตายกันไปข้างนึงเลยครับ(แอบงอน)

ผมเคยคุยเรื่องไปเมืองนอกกับแม่ผมหลายครั้งแล้วครับ แล้วทุกครั้งก็มักจบลงแบบที่ต้องตัดพ้อแบบนี้ตลอด ในมุมของท่านผมเข้าใจนะครับ แค่อยู่ไกลพันกว่ากิโลยังโทรมาอาทิตย์ละสามวัน แต่ถ้าอยู่คนละซีกโลกคงห่วงแบบสุดๆเลยสินะ

หลังจากโดนตัดพ้อตอนเย็นซะพูดไม่ออก ตอนดึกก็โดนอีกแล้วครับท่าน
ปลาตะเพียนโทรมา
“เฮ้ยอ้วน วันนี้เหนื่อยมาก (น้ำเสียงสนุกสนาน) #$%^&(&^%&^&@%^&*((*@$%#^&^*&(*()$@#%$^&*_)(&*(_)+)+)_(&^%@#$%^&*()_)&^$^%$%^#@$$%&^%&^%&^*&)*_(*()_)(_)(+)^$%%##@#@#$#^%^&%&^(*^&_()*_)(+)()*&^%$#@#%$^&(*)_()&^$%%#”
ผมไม่รู้เรื่องว่าเธอกำลังเล่าเรื่องอะไร เพราะเสียงมันอู้อี้มาก ผมคิดว่าเธอคงคุยอยู่ห่างจากสมอลล์ทอล์กพอสมควร
“ปลาตะเพียน ช่วยพูดให้มันชัดๆหน่อย พอดีมันไม่ได้ยินอ่ะ”
“………………………………………………………………………………………………….(เงียบ)……………………..โอเค วางก็ได้!!!”
ฮ่ะ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!(ผมตกใจมาก)
“วางทำไม?”(ตกใจ+สงสัย)
“เปล่า(กดเสียงมาก)………………………………………………………………… แค่ง่วงนอนแล้ว”
โอ้ววววววววววว แม่เจ้า!!!! นี่แค่บอกให้พูดชัดๆนี่ กลายเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาได้เลยเหรอนี่ มาดราม่าอะไรดึกดื่นขนาดนี้วะ
“เฮ้ยเปล่า ชั้นไม่ได้ว่าอะไรหล่อน แค่บอกให้พูดให้มันชัดๆ”
“พอเหอะ ๆ ชั้นง่วงนอนแล้ว”
แล้วเธอก็จากไป

งง

ผมว่าผู้หญิงนี่แหละ Art ตัวแม่จริงๆ บางเรื่องมันจะมาแบบไม่มีเหตุผล วันไหนจะมาก็มา จะไปก็ไป
เฮ้ยยยยยยย ท้อใจ

วันนี้แอบมานินทาArtใหญ่และ Artน้อย ซะดึกเลย
แต่ยังไงก็รักเหล่าArtๆทั้งหลายนะครับ

โอเล่




 

Create Date : 03 กุมภาพันธ์ 2554    
Last Update : 3 กุมภาพันธ์ 2554 3:24:59 น.
Counter : 517 Pageviews.  

รอจดหมายรัก

บ่ายแก่ๆเมื่อตอนวันเสาร์ ฉันเข้าไปในห้องเก็บของ
ได้เจอจดหมายอยู่หนึ่งซอง เป็นของพ่อที่เขียนถึงแม่…
จดหมายรัก : super baker

เรื่องราวของจดหมายฉบับนี้ เริ่มต้นจากเพลงๆนี้ เพลงหวานๆของวง super baker เพลงจดหมายรัก

เริ่มจากชอบ
ตอนนี้เธอเป็นเพื่อนคนนึงที่คอยแวะมาทักทายผมตลอด คอยมาถามไถ่ว่าตอนนี้ผมเป็นยังไง สบายดีไหม เธอมักมีเรื่องสนุกๆ เศร้าๆ เหงาๆ เครียดๆ มาแบ่งปันให้ผมได้ฟังประจำ
เช่นกัน ถ้าหากผมพบเจอเธอในโลกไร้สายผมก็ไม่รอช้าที่จะแวะไปทักทายเธอ และเปิดประเด็นเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นช่วงที่เราไม่ได้คุยกัน
ผมชอบที่มันเป็นอย่างนี้ และอยากให้มันเป็นอย่างนี้ไปอีกนานเท่านาน

ผมเจอเธอครั้งแรกเมื่อประมาณ 8 ปีก่อน เธอเป็นคนที่ใครหลายคนรู้จัก เป็นเด็กใหม่ซึ่งถือว่าเด่นกว่าคนอื่นในรุ่นพอสมควร เด่นที่ว่าอาจจะหมายถึงความบ้าที่มีอยู่ในตัวเธอก็ได้ เธอเป็นคนกล้า กล้าในทุกๆอย่าง กล้าเล่น กล้าพูด กล้าทำ ฯลฯ หากเปรียบเทียบกัน ผมในตอนนั้นน่าจะเป็นคนที่ไม่มีอะไรในตัวน่าสนใจ
ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับเธอจริงๆ ก็ตอนขึ้น ม.2 ผมจำได้ว่าตอนนั้นได้ข่าวว่าเธอเป็นหัวหน้าห้อง แต่เธออยู่คนละห้องกับผมนะ พูดตรงๆคือระดับสติปัญญาผมไม่มีความสามารถเทียบเท่าเธอ
ตอนนั้นผมคิดในใจ ‘เอ๊ะ!! อิเจ๊นี่ทำไมมันได้เป็นหัวหน้า ห้องคิงมันไม่มีผู้ชายรึไงวะ’ มันเป็นแค่ความคิดช่วงสั้นๆที่ผุดขึ้นมาแล้วมันก็หายไปตามกาลเวลาและรอยยิ้มของเธอ!!
ผมจำอะไรเกี่ยวกับช่วงนั้นได้ไม่มากนัก แต่ที่รู้แน่ๆคือ ผมประทับใจเธอมาก จากเหตุการณ์หรือเหตุผลอะไรผมก็ไม่สามารถบอกได้ จริงนะ รู้ตัวอีกทีผมก็พูดคำๆนี้กับเพื่อนแล้ว
“เจ๊แกมีเบอร์ไหมวะ??”
ผมติดตามผลงานของเธอตลอด ไม่ว่าเธอจะทำอะไร ที่ไหน กับใคร เมื่อไหร่
จนวันนึง เธอก็ทำให้ผมเศร้าสุดๆ เศร้าจนผมไม่อยากจะพบเธออีกเลย แต่แปลก หลังจากนั้นไม่นานผมมีโอกาสได้คุยกับเธอ และคุยกับเธอเยอะขึ้นกว่าแต่ก่อน ผมเริ่มกล้าทักทายเธอ กล้ายิ้มให้ กล้าแซว กล้าร้องเพลงด้วยกัน ฯลฯ ยอมรับว่าช่วงนั้นผมก็แอบคิดอะไรอยู่บ้างเล็กน้อย
แต่วันนึงเรื่องราวต่างก็จางหายไป หายไปแบบเบาๆ เหมือนใบไม้ที่ค่อยๆหล่นลงจากต้น อยู่เฉยๆเราก็เงียบๆกันไป เราสองคนห่างหายกันอีกรอบ และรอบนี้ไม่มีท่าทีว่าเราจะได้กลับมาคุยกันอีก
วันสุดท้ายของชีวิต ม.6 ผมเดินไปหาเธอ ขอให้เธอเขียนเสื้อให้ผม ผมจำไม่ได้ว่าเธอเขียนว่าอะไร แต่ผมจำได้ว่าเธอวาดรูปโบว์ที่คอเสื้อให้ผม
แล้วเราก็จากกัน

เธอก็หายไปจากชีวิตผม…………………………………….

จนวันนึง ตลกดีไหมครับ ผมได้กลับมาคุยกับเธออีกครั้ง
ตอนนี้เรากลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน มีเรื่องอะไรหนักใจ ผมก็มักแวะไปปรึกษาเธอ เธอมักจะมีคำตอบดีๆรออยู่เสมอ
ครั้งนึงเธอโทรมา บอกให้ผมพูดซักประโยคที่คิดว่าฟังแล้วหายเครียด
“เยี่ยวเหนียว” คือคำที่ผมนำเสนอ
ผมพูดสั้นๆ แต่เธอหัวเราะยาว

เรื่องราวของจดหมายฉบับนี้ เริ่มต้นจากเพลงๆนี้ เพลงหวานๆของวง super baker เพลงจดหมายรัก
ขณะที่เธอกำลังเพลงจดหมายรัก ผมทักทายเธอ และเธอก็พูดกับผมว่า
“ทุกวันนี้คนเราไม่ค่อยส่งจดหมายหากันเลยเนอะ เอางี้เรามาส่งจดหมายหากันดีกว่า ว่าไงโอเล่ สนใจไหม”
ผมตอบตกลงทันที

กระดาษ a4
ผมไม่รู้จะเขียนอะไรดี
ผมบอกเธอสั้นๆ ผมไม่ถนัดเขียน ผมชอบการพิมพ์มากกว่า ให้เธอไปอ่านจดหมายในเมลล์เธอละกัน
ซึ่ง ทั้งหมดที่คุณได้อ่านจนถึงตรงนี้ ก็คือสิ่งอยู่ในจดหมายที่ผมส่งให้เธอ

ตอนนี้ผมรอจดหมายจากเธออยู่ครับ ไม่รู้เมือไหร่จะมาถึง คิดว่าคงเร็วๆนี่แหละ

ด้วยรักและห่วงใย
โอเล่




 

Create Date : 17 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 17 พฤศจิกายน 2553 13:56:52 น.
Counter : 415 Pageviews.  

จดหมายจากคนๆหนึ่ง

นานมากแล้วนะครับที่ผมไม่ได้เข้ามาเยี่ยมเยือนบ้านหลังนี้เลย (มีหลายคนแซวว่าฝุ่นเกาะเต็มบ้านผมแล้ว ฮ่าๆๆ)

ช่วงที่ผ่านมาผมสบายดีครับ คิดว่าทุกคนในหมู่บ้าน bloggang คงสบายดีเช่นกัน หรือใครที่กำลังไม่สบาย น้ำมูกไหล ไอ มีเสมหะ ปวดหัว เมื่อยตัว ก็ขอให้หายเร็วๆนะครับ

วันนี้ผมได้อ่านจากหมายจากใครบางคน คนที่ผมไม่ได้เจอเค้านานแล้ว นานประมาณปีกว่าๆ ผมไม่ได้รับข่าวสารโดยตรงจากคนคนนี้เลย มีเพียงเหยี่ยวบางตัวเท่านั้นที่คาบข่าวเกี่ยวกับคนๆนี้มาบอก(คนๆนึงบอกว่าเหยี่ยวคือพวกสอดรู้ ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน แต่ผมว่าไม่นะ เหยี่ยวก็คือเหยี่ยว)
ตัวผม การที่ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับคนๆนี้มันไม่ได้ทำให้ชีวิตผมยุ่งยากหรือลำบากขึ้นเลย แต่ถ้าถามผมตรงๆว่าอยากรู้ไหม ผมก็ขอบอกเลยว่า ผมไม่ได้อยากรู้อะไรเกี่ยวกับคนๆนี้เลย ไม่เลยซักนิดเดียว
ต่อเรื่องจดหมายดีกว่าครับ
ผมว่า ความรู้สึกผมเปลี่ยนไป เหมือนผมกำลังอ่านจดหมายจากใครที่ผมไม่เคยรู้จักเค้าเลย เค้าเปลี่ยนไปมาก เอ๊ะ!! หรือว่าผมเองตะหากที่เปลี่ยนไป ไม่รู้สิ ไม่หรอก ผมคิดว่านะ

คุณเคยเกลียดใครบางคนมากๆไหมครับ
เกลียดแบบว่า อย่าเอ่ยชื่อนี้ อย่าพูดถึงมัน อย่าเอาอะไรที่เกี่ยวกับมันมาใกล้ฉัน อย่าฯลฯ
คุณคิดว่าชีวิตในขณะที่คุณเกลียดใครบางคนอยู่คุณมันจะมีความสุขไหมครับ
บางคนก็คงมีความสุข ความสุขที่ได้เกลียด ผมคิดว่าอย่างนั้น หรือมันอาจไม่จริงก็ได้

วันนี้ ผมไม่ได้รับจดหมาย
วันนี้ ผมไม่ได้อ่านมัน
วันนี้ ผมไม่เสียใจที่ชีวิตผมเป็นแบบนี้ กลับกัน ผมกลับรู้สึกดีที่ยอมเสียความรู้สึกเล็กๆ เพื่อได้เห็นธาตุแท้ของคน
วันนี้ ผมมีความสุขกับใครบางคนที่ยืนอยู่ด้วยกัน
วันนั้น ผมไม่เคยรู้จักคนเขียนจดหมาย
วันพรุ่งนี้ ผมกำลังจะมีแฟนคนแรกครับ

ลาก่อน สวัสดี




 

Create Date : 15 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2553 2:11:23 น.
Counter : 332 Pageviews.  

ยินดีที่รู้จัก 'ความเหงา'

วันนี้สอบเสร็จแล้วครับ ผมก็เลยมีเรื่องมาเล่าให้ฟัง
เป็นเรื่องที่ผมฟังมาจากเขาอีกที ‘เขา’ ที่หมายถึง คือน้องที่ผมรู้จักครับ เธอโทรมาระบายเรื่องที่เธอเพิ่งเลิกกับแฟน เธอบอกว่าเธอไม่เข้าใจเหตุผลในการขอเลิกของผู้ชายคนนั้น

“เรามันต่างกัน เราเป็นคนมีปัญหา อย่ามาคบกับเราเลย”
คำพูดของอดีตแฟนน้องเค้า

ผมฟังเรื่องราวทั้งหมด แล้วกลับมาคิด บางทีพวกเขาไม่เหมาะที่จะเป็นแฟนกันตั้งแต่ต้นแล้ว สิ่งที่ผลักดันให้คนสองคนนี้เป็นแฟนกันได้ก็คือ ‘ความเหงา’

ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ขอพูดเกี่ยวกับความเหงาซักนิดนะครับ
ความเหงา ไม่เพียงแต่ทำจิตใจรู้สึกไม่ดีแต่ยังรวมถึงสุขภาพด้วยครับ
ใครจะเชื่อว่าความเหงาทำร้ายคนได้เท่าการสูบบุหรี่ ทำให้มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ-ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
เด ลิเมล์ – ผู้เชี่ยวชาญ เตือนว่าความเหงาทำร้ายคนเราได้พอๆ กับการสูบบุหรี่หรือโรคอ้วน ทำให้ความดันโลหิตพุ่ง ระบบภูมิคุ้มกันโรคอ่อนแอลง นอนหลับยาก และอาจเป็นโรคจิตเสื่อมเร็วขึ้น
จอห์น คาซิออปโป ค้นพบว่าความเปล่าเปลี่ยวทำให้สมองผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมามากขึ้น และทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นถึงระดับที่อาจทำให้เกิดโรคหัวใจวายได้
คาซิออปโป เคยพูดเกี่ยวการแก้ปัญหาความเหงาดังนี้ครับ
“ คนเหงาอาจรู้สึกหิวโหย สิ่งสำคัญก็คือ ต้องตระหนักว่าวิธีแก้ปัญหาไม่ใช่เพียงการหาอะไรใส่ท้อง แต่เป็นการทำอาหารและร่วมดื่มกินกับคนอื่น”
เธอเหงา ฉันเหงา เราอยู่ด้วยกันไม่เหงา ผมว่าน้องผมอาจเคยคิดอย่างนี้ ตอนที่เธอยังไม่เลิกกับแฟน

จะเป็นไรมากครับ ถ้าจะกลับสู่จุดเดิมกลับ

อย่ากลัวที่จะเหงาครับ เพราะเหงาคือความรู้สึกพื้นฐานของมนุษย์อยู่แล้ว ไม่มีใครในโลกไม่เคยเหงา
ผมบอกกับเธอว่า ให้เธอลองเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับเรื่องการเลิกรากันของคนสองคน
มุมที่ว่าคือ ยังดีที่เราได้รู้จักคนเพิมอีกหนึ่งคน และคำพูดสุดท้ายที่เราควรพูดกับเขาคือ “ยินดีที่ได้รู้จัก”
เริ่มแรกเราอยู่โดยไม่มีเขา วันหนึ่งเขาก้าวเข้ามา มาทำให้หัวเราะ ร้องไห้ ซึ้ง ผิดหวัง สมหวัง สุข ทุกข์ มากมายความรู้สึกที่เขามอบให้เรา จนวันหนึ่งเขาเดินจากไป เราก็แค่กลับมาที่เดิม

เธอถามผมว่า ตอนผมอกหักผมเหงามากรึเปล่า ผมบอกว่าผมหนักกว่าเธอหลายเท่า ร้องไห้เป็นเดือนๆ เดินไปไหนมาไหนก็รู้สึกแปลกๆ เหมือนมีอะไรบางอย่างหายไป หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาก็ไม่รู้จะโทรไปหาใคร วันๆนั่งฟังแต่เพลงเศร้า ประกาศบนหัวเอ็มให้เพื่อนๆทุกคนรู้ว่าอกหัก เปิดรูปแฟนเก่าขึ้นมาดู ดูแล้วก็คิดถึงสิ่งเก่าๆที่เราเคยทำด้วยกัน คิดแล้วก็ร้องไห้ วนกลับไปกลับมาอยู่อย่างนี้
ผมบอกเธออีกว่า ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมเหงาจริงๆ เหงามากๆ เหงาจนไม่อยากเจอใคร ไม่อยากทำอะไร อยากแค่อยู่เหงาๆรอคนเก่าไปเรื่อยๆ
เธอถามผมต่อว่า ผมเสียใจนานแค่ไหน ผมตอบไม่ได้ว่านานเท่าไหร่ เพราะตอนนี้ผมก็ยังเสียใจ
เสียใจที่ผมหมายถึง ไม่ใช่เสียใจที่เธอไม่กลับมา แต่ผมเสียใจที่ไม่ได้พูดคำว่า
“เฮ้ย หมูอ้วนยินดีที่ได้รู้จักนะ”



ปล. ใครที่อ่านบล๊อกนี้จบ แล้วคิดว่าผมคิดถึงแฟนเก่า บอกได้เลยว่า ไม่หรอกครับ ผมแค่ลืมบอกลาเธอ และที่ผมมาบอกในบล๊อกนี้ ก็เพราะผมต้องการพยานก็แค่เท่านั้นเอง ฮ่าๆๆๆๆๆ
รักษาสุขภาพด้วยนะ : เธอคนนั้น เธอคนนี้




 

Create Date : 06 สิงหาคม 2553    
Last Update : 6 สิงหาคม 2553 19:55:37 น.
Counter : 307 Pageviews.  

อยู่ใต้ฟ้าเดียวกัน

ที่บ้านผม ฝนตก แต่ไม่หนัก
ผมเป็นคนนึงไม่ค่อยชอบฤดูฝน ทำไมน่ะเหรอ ก็มันเปียก แฉะ เละ ฯลฯ
ไม่รู้สิ บางที่มันก็รู้สึกอึดอัดนะ ฝนตกก็ออกไปไหนไม่ได้ ไม่ได้เจอเพื่อน ไม่ได้เจอแฟน ไม่ได้ไปเดินห้าง ไม่ได้ไปดูหนัง ไม่ได้ไปหลายอย่าง
ใจจริงผมไม่อยากให้ฝนตกเลย

วันนี้ เก็บของเตรียมเดินทางออกจากบ้านไตรมาสแรก ผมว่าผมรู้สึกแปลกๆนะ ผมรู้สึกว่าผมไม่อยากออกไปไหน ผมอยากอยู่บ้าน อยากอยู่นานๆ
เท่าที่จำได้ ผมกับบ้านค่อยๆห่างกันทีละนิดๆ ผมออกจากบ้านมาอยู่หอตั้งแต่ผมจบ ป.6 และหลังจากนั้นผมก็เป็นแฟนพันธุ์แท้หอพักอย่างสมัครสมานสามัคคี
พูดได้ว่าอยู่หอพักจนเคยตัวก็ไม่ผิด ในปีนึงผมอยู่บ้านจริงๆก็ประมาณ 3เดือน อีก 9 เดือนก็เคลือนตัวตามกระแสของชีวิตไปเรื่อยๆ มีที่พักเหนื่อยก็คือหอ
ที่หอพักอาจจะไม่ได้สบายเหมือนบ้าน ที่หอพักผมต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเอง ต้องไปหาซื้อข้าวกินเอง ซักผ้าเอง รีดเสื้อเอง ฯลฯ แต่ชีวิตมันก็ได้รสชาติไปอีกแบบนะผมว่า

ที่บ้านผม พ่อกับแม่ไปทำงาน เหลือแค่ผมกับโอโม่(หมาสีดำพันธุ์อัลเซเชี่ยนที่ชอบกระโดนใส่คนที่มาบ้าน แม้จะหยอกๆจะคนจะก็กลัวโอโม่จริงๆ)
กลับมาบ้านคราวนี้โอโม่โตแล้วก็ฉลาดขึ้นมาก ผมว่ามันเป็นหมาโรคจิตนะ มันชอบวิ่งไล่กัดลูกบาส กัดเเบบไม่มีเหตุผล กัดแบบเมามันส์ในอารมณ์ กัดแบบระบายความเครียด ผมเคยสงสัยนะ ผมว่าโอโม่มันคงเครียดที่ได้มาอยู่บ้านผมมั้ง ไม่รู้จะไปลงกับใครมันก็เลยลงกับลูกบาสอย่างที่เห็นนี่แหละ
ตอนนี้โอโม่ไม่ได้กัดลูกบาส โอโม่วิ่งเล่นน้ำฝน ผมกำลังสงสัยอีกแล้ว
มันไม่กลัวมันเป็นหวัดเหรอ?

วันนี้ ตั้งใจว่าจะอัพบล๊อกหลังจากห่างหายไปนานเหลือเกิน ผมรู้สึกว่าชีวิตผมมันผ่านช่วงเหงามาแล้ว เคยมีช่วงนึงที่ผมเข้ามาอัพบล๊อกแบบวันเว้นวันเลยนะ พูดได้เลยว่า ผมเข้ามาอัพบล๊อกเพราะผมเหงา
เหงาตั้งแต่วันนั้น วันที่ไม่มีคนคอยมาฟัง วันที่รู้สึกว่าเหลือเพียงแค่ตัวผมคนเดียว
ฉะนั้นการอัพบล๊อกสำหรับผม มันเป็นก็เลยเป็นเหมือนการนั่งเล่าเรื่องต่างๆให้ตัวเองฟัง อยากจะพูดอะไรก็พูด อยากจะบ่นอะไรก็บ่น ผมว่ามันอิสระเสรีมากนะ

ที่บ้านผม มีพ่อมีแม่และโอโม่อยากจะโม้เรื่องอะไรก็มีคนคอยฟัง
บางเรื่องในชีวิตผมพูดกับพ่อ หลายเรื่องในชีวิตผมพูดกับแม่ กลับมาบ้านทีไรจึงไม่ค่อยได้อัพบล๊อกซักเท่าไหร่ การได้คุยกับคนในครอบครัวผมว่ามันเป็นการได้เปิดตัวจริงซึ่งเป็นตัวเราจริงๆให้คนที่รู้จักเราจริงๆได้รับรู้และรับทราบเกี่ยวกับกระบวนการความคิดของเรา
คุยกับคนที่บ้านแล้วสบายใจครับ

วันนี้ ตอนสามทุ่ม ผมก็ต้องไปขึ้นรถเพื่อกลับไปใช้ชีวิตที่เคยชินอีกแล้วสินะ
ไม่เป็นไรหรอก แม้ไม่ได้สบตาเหมือนหลายวันที่ผ่านมา แต่เราก็ไม่ได้ห่างกันไกล เรายังได้ยินเสียงกันเหมือนเดิม

ที่บ้านผม เสียงสุดท้ายที่ได้ยินคือ
"เดินทางปลอดภัย ตั้งใจเรียนหนังสือนะ"

ขอบคุณพ่อกับแม่สำหรับครอบครัวที่อบอุ่น
ขอบคุณบ้านแม้นานๆจะเจอกันที
ขอบใจโอโม่ ที่โง่วิ่งไล่กัดลูกบาสที่พี่โยน




 

Create Date : 05 มิถุนายน 2553    
Last Update : 5 มิถุนายน 2553 8:35:17 น.
Counter : 335 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  

เบิกทวารแมน
Location :
นครนายก Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add เบิกทวารแมน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.