ไร้สาระ กับ นายบัวรำวง

ตอนที่ 7 แองเจิล

อากาศที่โรงพยาบาลเย็นสบาย ลมพัดมาเบาๆ ผมออกมายืนที่ระเบียง เจ้าขิมกับเจ้ากิ่งหลับไปด้วยยาของหมอ...เพื่อนผมมันออกไปกินก๋วยจั๊บอุบลของโปรดมันที่ตลาดใกล้ๆ โรงพยาบาล มันบอกผมว่า จริงๆ ผมอยากบอกมันว่าเรื่องถ้ำเมืองออนมันมีมากกว่านั้น แต่ว่าเจ้าสองตัวมันง่วง เลยอยากให้มันพักผ่อนมากๆ
ผมมองดูเมืองเล็กๆที่มีแสงดาวระยับประดับบนผืนดิน ไม่รู้ว่าเรื่องลึกลับมันเกิดขึ้นกับผมครั้งแรกตั้งแต่เมื่อใด รู้สึกว่ามันนานจนลืมไปแล้วว่าเคยเจออะไร แต่ที่ผมจำได้ติดตา เรื่องหนึ่งคงไม่พ้นเรื่องคะนองปากของเพื่อนผม ‘เด็ด’ เจ้าเก่า มันไปไหนมันจะพกเอาหมาไว้ที่ปากเสมอ...

ตอนอยู่ปีหนึ่ง เป็นน้องใหม่วัยคะนอง เข้ามาเรียนกับที่ใหม่ ต้องไกลจากบ้าน ดีหน่อยที่มีเพื่อนเยอะ เลยเฮฮาคลายทุกข์ได้บ้าง ดูหนังฟังเพลง เดินเที่ยวห้างบ้างเป็นบางครั้ง แต่ความคิดถึงบ้านก็ละลอดออกมาเป็นคราวครั้ง เพื่อนผมบางคนทนคิดถึงบ้านไม่ได้ ก็นั่งร้องไห้น้ำตาตก จนต้องขาดเรียนกลับบ้านไปเลยก็มี
ผมดีหน่อย ถูกปล่อยให้ออกจากบ้านบ่อย...ไม่ได้หมายถึง แม่พ่อ ละทิ้งไม่ดูแล ที่จะบอกคือ พอช่วงปิดเทอมใหญ่หรือ ซัมเมอร์ ทางบ้านก็จะส่งไปดัดสันดานที่บางกอก หรือกรุงเทพ ให้ไปเรียนหนังสือเพิ่มเติม เมื่อออกมาเรียนที่เชียงใหม่จึงรู้สึกชินเป็นธรรมดา มากกว่าเพื่อนที่ตั้งแต่เกิดมาไม่ได้จากบ้านไปไหนเลย
ชีวิตเด็กหอเป็นชีวิตที่สนุก แปลกใหม่ คนจำนวนมากมาอยู่ด้วยกัน ผมได้พักกับเพื่อนที่จบจากโรงเรียนเดียวกันเพราะเราสอบโควตาได้ทั้ง เราคนไม่ค่อยได้ไปไหนด้วยกัน เพราะว่าเรียนกันคนละคณะ และความชอบความสนใจก็ไม่เหมือนกันด้วย เวลาว่างส่วนหนึ่งผมก็ไปอยู่ที่ชมรม เพราะไม่ค่อยมีใครรบกวนเวลานอนกลางวันของผม
ลืมเล่าไปว่า เจ้าเด็ดมันก็เป็นรูมเมทผมเอง...ช่วงแรกๆ มันไม่ได้เข้าชมรมเดียวกับผมหรอก มันไปขลุกอยู่กับเพื่อนที่คณะ...วันหนึ่งมันถือเอากระดาษแผ่นหนึ่ง เดินเข้าไปที่ชมรมตอนผมนอนกลางวัน...

“เฮ้ย ! แม่ง แอบมานอนกลางวันนี่เอง กูหามึงแทบตาย”
“ฮือ...” ผมลืมตา ขึ้น มอง
“ตื่น!”
“ไรวะ คนกำลังนอนได้ที่เลยมึง”
มันลากผม ดึงให้ลุกขึ้นนั่ง
“หิวว่ะ ไปกินข้าวเหอะ”
“ได้ๆ แต่ขอกูนอนอีกงีบนะ” ผมพูดแล้วก็ทิ้งตัวลงนอน
“ไม่ได้โว้ย มึงต้องไปกินข้าวกับกู...เอ่อ น้องอ้อย เขาอยากกินข้าวกะมึง”
“น้องอ้อยไหนวะ”
“น้องอั้มดอยไง”
“อ่อ น้องอ้อย ดำดอทคอมน่ะเหรอ เออ ทำไมวะ กูงง”
“มึงก็รู้นี่ กูชอบน้องอ้อย แต่น้องมันดันมาชอบมึง”
“เออ เออ ขอกูกลับไปอาบน้ำแต่งตัวก่อนนะ”

การกินข้าวที่โรงอาหารเป็นไปอย่าน่าเบื่อ น้องอั้มดอยชวนผมคุยไม่หยุดปาก ผมรู้สึกเซ็งมาเพราะว่า ตอนนี้เป็นเวลาที่ผมควรจะงีบ...แต่ก็ช่างเหอะ ขอให้เพื่อนมันได้นั่งมองหน้าน้องอั้ม มันก็ยิ้มจนแก้มปริแล้ว น้องอั้มดอย เธอรู้ว่าผมค่อนข้างสนใจเรื่องลึกลับเลยเปิดประเด็นเมื่อเห็นผมทำหน้าเซ็งๆ

“พี่บัว คะ”
“หือ ?”
“ที่คณะหนู ตอนนี้เขาฮิตเล่นแองเจิลม้ากมาก”
“มันคืออะหยัง?”
“ก็เหมือนกับผีถ้วยแก้วค่ะ”
ตาผมลุกวาว ดูสดใสความน่าสนใจอยู่ที่ริมฝีปากเรียวบางสีคล้ำ สมชื่อที่ผมกะเจ้าเด็ดแอบเรียก...
“เห็นที่พี่เด็ด ถือมาป่าวคะ”
“หนูให้พี่เด็ดไปถ่ายเอกสาร”
เธอเอากระดาษขนาด A4 มาให้ผมดู ภายในมีตัวอักษรไทย และอังกฤษเขียนเรียงกัน ตั้งแต่ กอไก่ จนถึงฮอนกฮูก และ A ถึง Z พร้อมมีคำว่า “บ้านพัก” และ “ออก” ดูแล้วคล้ายๆ การเล่นผีถ้วยแก้วไม่ผิดเลย แต่ขนาดเล็กกว่ากันมาก

“ทำไมเรียกว่าแองเจิลล่ะ”
“ก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ แต่เพื่อนหนูบอกว่า ที่เราเชิญมาไม่ใช่ผีนะคะ แต่เป็นแองเจิล หรือว่าพวก นางฟ้าเทวดา มาจากสวรรค์ทั้งนั้นเลย...”
อะไรกันนี่ ผมนึกในใจ มันเป็นคำอธิบายที่แปลก ดูเหมือนเป็นฝรั่ง ลูกครึ่งยังไงพิกล
แต่ผมก็เคยเห็น พวกฝรั่งเล่นทำนองนี้เหมือนกัน เขาจะใช้กระดานที่มีตัวอักษร A ถึง Z มีไม้แผ่นหนึ่งที่เจาะรูตรงกลาง เวลาเชิญผีมาทำนายมักจะเอามือสองข้างแตะที่ริมไม้ทั้งสอง แล้วไม้ก็จะเคลื่อนไปตามตัวอักษรเหมือนการเล่นผีถ้วยแก้ว ผีตะเกียบของคนจีน ญี่ปุ่นไม่มีผิด
พวกเราสามคนพากันออกจากโรงอาหาร เพราะผมเริ่มสนใจที่อยากจะเล่น “แองเจิล” เสียแล้ว... เราไปนั่งเล่นกันที่ชมรมนั่นเอง เจ้าเด็ดเอากระดาษมาวางไว้บนโต๊ะ พร้อมหยิบปากกาแดงออกมาด้ามหนึ่ง...
“ใช้ปากกาเหรอ ?”
“ค่ะ พี่เอามือจับแบบนี่นะคะ”
น้องอั้มดอยเอามือผมไปจับปากกาทำเหมือนกำหมัดโดยเอาหัวนิ้วโป้งชี้ขึ้น ส่วนน้องอั้มก็ทำเหมือนกัน มือเราสองคนเกี่ยวกันไว้ ที่ปลายปากกา ก็เอาหัวนิ้วโป้งสองคนชนกัน น้องอั้มพูดออกมาว่า
“แองเจิ้น พีด คำ ทู สะเตเฮีย แองเจิ้น พีด คำ ทู สะเตเฮีย แองเจ้น พีด คำ ทู สะเตเฮีย”
ขณะที่น้องอ้อยออกเสียงพยายามทำให้เป็นภาษาอังกฤษอยู่นั้น เจ้าเด็ดก็มองผมตาเขม็ง เพราะมันอิจฉา ถ้าหากว่า ตัวผมเป็นฟาง คงไหม้ไปเพราะดวงตาที่มันมองแน่ๆ
ปากกาค่อยๆ เคลื่อนออกจากจุดศูนย์กลางของกระดาษอย่างช้าๆ มันหมุนเป็นวงกลมไปมา สีแดงถูกลากแต้มกระดาษที่มีตัวอักษรดำไปที่อักษร ต่างๆ น้องอ้อยถามคำถามต่างๆ ซึ่งผมก็เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง...
“พี่ หัวเราะไม่ได้นะ ถ้าพี่หัวเราะ เขาจะแกล้งตอบทำให้เราไม่ได้ความจริง”
“อ้าวเหรอ เหอๆๆ” ผมพูดพลางหัวเราะ...
“ไม่เอาแล้ว...เชิญออกค่ะ” พูดเสร็จ น้องอ้อยก็เอากระดาษยกขึ้นทำให้ปากกาทะลุกระดาษจนขาด แล้วเธอก็ฉีกทิ้ง
เจ้าเด็ดมองหน้าเพราะว่าอยากเล่น แต่เมื่อเห็นน้องอั้มดอยทำท่างอน เจ้าเด็ด ก็เลยรีบพูดบอกว่า
“น้องอั้ม เอ้ย น้องอ้อย...เล่นกับพี่ก็ได้นะ...”
“ไม่แล้ว...” พูดเสร็จ น้องอ้อยก็เดินออกจากชมรมไป...
“รอพี่ด้วย...” เจ้าเด็ดวิ่งตาม น้องอ้อยออกไป

ตกเย็น เจ้าเด็ดกลับมาที่หอ พร้อมกับตำหนิผม แต่ก็ไม่ได้อะไรมาก ที่สำคัญมันอยากเล่นแองเจิลแต่ว่า ยังไม่ได้เล่น มันเลยชวนผมเล่นอีกครั้งหนึ่ง
“ชื่ออะไรครับ” เจ้าเด็ดถาม
‘แก้ว’ ปากกาเลื่อนไปตามตัวอักษร
เจ้าเด็ดยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แถมยักไหล่ให้ผมอีก
“คุณสวยหรือเปล่า”
‘สวยมาก’
เจ้าเด็ดถามคำถามอย่างคะนองปาก
“คืนนี้มาหาผมสิ ผมอยากเจอคุณ อยากรู้ว่าสวยจริงหรือเปล่า”
‘ได้’
มันชวนผมเล่นอีกสองสามครั้ง จนถึงเวลาเกือบเที่ยงคืน

หลับไปนานเท่าใดไม่รู้ ผมสะดุ้งตื่นเพราะหิวน้ำ ผมมองไปทางปลายเตียง เห็นเจ้าเด็ดเดินไปเดินมาเหมือนหาอะไรสักอย่าง ท่าทางมันดูน่ากลัว
“หาอะไรวะ”
...
มันไม่ตอบ
ผมลุกขึ้นไปดื่มน้ำ และเห็นมันนั่งที่เตียงแกว่งขาหน้านิ่วคิ้วขมวดกัดปาก ไม่พูดไม่จา
“เฮ้ย! เป็นไรวะ”
ผมเดินไปตบไหล่มัน มันหันมามองขวับแล้วยิ้ม มันคงคิดถึงน้องอั้มของมันแน่ๆ ผมเลิกสนใจและกลับไปนอนต่อ
มันลุกขึ้น และเดินไปเดินมา ไม่หยุด
“พอทีเถอะ แกเป็นไรไปวะ ผีเข้าเหรอ”
พอสิ้นเสียงเท่านั้น มันก็เดินไปที่มุมห้อง หยิบเอาวัตถุหนึ่งมา สีเงินวาววับเหลือบแสงในเงามืด
“เฮ้ยแกวางนะ แกจะทำอะไร” ผมไม่ทันลุกขึ้น
“มึง! มึงท้ากูให้มาเอง กูก็มามึงแล้วไง” เสียงผู้หญิง...ใช่มันเป็นเสียงผู้หญิง
“ฮิ ฮิ ฮิ...”
มือใหญ่ข้างหนึ่งกดมาที่ลำคอของผม จนผมเริ่มหายใจไม่สะดวก มันขึ้นคร่อมร่างผมไว้
“มึงจำกูไม่ได้เหรอวะ ตายห่าแล้ว!”
ร่างนั้นสะบัดหน้า ภาพทีเห็นกลับไม่ใช่เจ้าเด็ด แต่เป็นคนผมยาวไม่มีหน้าสีขาวปากแดง ส่วนตาจมูกไม่เห็น มันยกมืออีกข้างหนึ่งขึ้น ทำให้เห็นว่ามืออีกข้างที่เห็นนั้นเป็นมีด !
ผมเริ่มสวดมนต์ ตามบทที่พอจำได้...แต่!
มันสวดตามผมได้อีก มันหัวเราะเสียงเล็กแหลม ผมเริ่มหายใจไม่ออกคิดว่า ผมคงต้องไม่รอดแน่...ผมพยายามใช้แรงที่มีผลักมือและร่างที่คร่อมผมอยู่ ทั้งเท้าและมือผมไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะผมหมดแรง

‘แม่ !’ ผมนึกถึงแม่ และขอคุณแห่งน้ำนม คุณแห่งการดูแลรักษาห่วงใย จงคุ้มครองผมด้วย ผมจำได้ว่า แม่เคยสอนบทสวดบทหนึ่งให้ผม เป็นบทสวดเมื่อฝันร้าย ผมจึงเริ่มสวดบทนั้น...

“เฮ้ย!”
“เป็นไรวะ” เจ้าเด็ดเขย่าตัวผม
“มึงร้องลั่นเลย เป็นไร มึง เป็นไร”
ผมเหงื่อซึมทั้งตัว เห็นเจ้าเด็ดเปิดไฟ มายืนตรงหัวเตียง มันเกาหัวทำหน้าตาเหมือนไม่รับรู้อะไร
“มึงจะฆ่ากู ไม่ใช่เหรอ”
“ไอ้บ้า กูเห็นมึงนอนแล้วร้องลั่น กูมาปลุกมึงนี่ล่ะ!"





 

Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2549    
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2549 18:41:16 น.
Counter : 230 Pageviews.  

ตอนที่ 6 ถ้ำเมืองออน

ตอนนั้นผมยังอยู่ปีสองเรียนเป็นลูกช้างอยู่มอเชิงดอย ชีวิตนักศึกษา เรียน เล่น เที่ยว โดยเฉพาะการเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ การเดินทางไปสัมผัสกับประสบการณ์ สถานที่ ผู้คนใหม่ๆ ขึ้นชื่อว่า เชียงใหม่ จังหวัดท่องเที่ยว เชียงใหม่มีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะมากมายจนเราไปเที่ยวไม่หมด วันหนึ่งผมนึกอยากไปแช่น้ำแร่ที่บ่อน้ำพุร้อนสันกำแพง ผมจึงชวนเพื่อนอีกสามคน นก ตุ๊กตา และเด็ด ไปเที่ยวกัน ทุกคนเห็นดีเห็นงามด้วย...ตุ๊กตาสาวน้อยน่ารักเสนอว่านอกจากไปแช่น้ำแร่แล้ว ถ้าเลยไปอีกนิดที่กิ่งอำเภอเมืองออน ห่างจากบ่อน้ำพุร้อนไปไม่มากนัก มีถ้ำเมืองออน...
เช้าวันเสาร์ ไม่มีเรียน ผมตื่นแต่เช้าเอารถมอเตอร์ไซค์ไปรับตุ๊กตา ส่วนเจ้าเด็ดก็ไปรับนกที่หอ แล้วมานัดเจอกันที่ปั๊มน้ำมันใกล้ๆมอ - มหาวิทยาลัย... เราขี่รถไปทางเส้นใหม่ซึ่งปัจจุบันเป็นทางวงแหวนสะดวกดี ไม่ต้องไปทางสันกำแพงเส้นเดิมที่ทางแคบและอันตรายสำหรับพวกเรา
เส้นทางสองข้างทางเป็นทุ่งนาเขียวดูสดชื่น ทิวภูเขียวอยู่ไกลลิบๆ ชื่นใจ
บ่อน้ำพุร้อน สวยด้วยไม้ดอกประดับสวน น้ำพุ่งจากธรณีโลก เป็นระยะ กลิ่นกำมะถันแม้ว่าทำให้รู้สึกไม่สดชื่น แต่พอได้แช่สักครึ่งชั่วโมง สดชื่น แจ่มใส สบายตัว
รถมอเตอร์ไซค์คันเก่า พาเอาสี่ชีวิตไปตามทางสู่เมืองออน พอเข้าใกล้ตัวกิ่งอำเภอ ทางซ้ายมือ ปรากฏภูเขาลูกหนึ่ง เป็นภูเขาหินปูนดูเด่น รถเลี้ยวตามทางลาดยางผ่านบ้านผู้คน เรื่อยไปจนถึงบริเวณตีนเขา ปรับเกียร์ต่ำ มือบิดนำรถตัดผ่านทางที่สองข้างทางรายด้วยไม้สูงๆ ต่ำ กลิ่นหอมจากดอกไม้ป่าโชยมาอ่อนๆ แหงนมองดูเห็น เอื้องไม้บานกระจายตามคาคบ สีขาวสะอาดตา เป็นช่อโค้งยาว
รถมาหยุดลงตรงลานกว้าง ให้จอดรถ มองจากตรงนี้เห็นเมืองออน ทุ่งนา ป่าเขียว และ ภูดอยอยู่สุดขอบฟ้า นี่แหละหนา ภูล้อมเมือง เราบริจาคสำหรับบูรณะถ้ำ และพากันเดินขึ้นบันไดที่ทอดตัวไล่ระดับไป ไม่รู้ไกลเท่าใด...
ก้าวขามาได้ไกลไม่รู้เท่าใด แต่รู้สึกว่าน้ำหมดไปครึ่งขวด เพื่อนทั้งหลายพากันนั่งพักศาลาข้างทาง ภายในศาลา มีพระพุทธรูปปิดทองคำร้อย เปล่งงามกว่าทองวิทยาศาสตร์มากนัก พระพักตร์ยิ้มพริ้ม ก้มศีรษะจรดพื้นสามครา แหงนหน้ามา คลายเมื่อย หายเหนื่อย ดู เรานั่งตรงม้านั่งมองเห็นเมืองในระดับสูงและกว้างไกลยาวกว่าที่เชิงบันได...ลมพัดกลิ่นกล้วยไม้มาให้ชื่นใจ พอหายเหนื่อยขาสองก็พาเอากายไต่ระดับขึ้นไป
เจดีย์เล็กหน้าปากถ้ำ ทาสีขาวเว้นแต่เสียตรงกลางเป็นรูปปั้นครูบา...ครูบาศรีวิชัย คุกเข่าก้มลงกราบไหว้สา ตนบุญแห่งล้านนา
จากคำบอกเล่าของเพื่อน...บอกผมว่า ถ้ำนี้ไม่ธรรมดา...ครูบาศรีวิชัยเคยไปปฏิบัติธรรม กาลก่อน ตอนครูบาจะลงถ้ำ ต้องเอาบันไดมาพาด ปีนลงถ้ำไป แต่เดี่ยวนี้ทำเป็นบันไดปูน ภายในถ้ำทอดยาวเราเดินไปตามทาง...ได้ยินเสียงคนนำทาง (คนอื่น) พูดคุย (ไม่ได้แอบฟัง แต่ได้ยินนะ) ว่าปูนหินที่ทำเป็นทาง ชาวบ้านหาบคอนขึ้นมาจากเชิงเขา ใช้เวลานานพอควรกว่าจะเสร็จ ในใจนึกชมในความพยายาม
เรื่องราวเกี่ยวกับถ้ำเมืองออนมากมาย เช่น เรื่องเมืองลับแล...เล่ากันว่า ภายในถ้ำมุมหนึ่งนั้น ซึ่งปัจจุบันเขาเอาดินมาถมปิดทางไว้ เคยมีสามเณรรูปหนึ่งปีนถ้ำลงมา แล้วเดินหลงทาง...ชาวบ้านพอเห็นว่าเณรหายไปจากวัดก็ออกตามหา สืบถามผู้คน บ้างว่าเห็นเณรเดินขึ้นเขาไป บ้างว่าตอนขึ้นมาหาเห็ดขอนเห็นเณรปีนเข้าถ้ำไป ก็ไม่ได้เอะใจอะไร ทุกคนลงความเห็นว่า เณรหายไปในถ้ำแน่ๆ
ออกตาหา นำคบไฟ ตะเกียงเจ้าพายุส่องสอดตามทางทุกซอกมุมก็หาไม่พบเลย...เณรคงไม่ได้มาที่นี่ ชาวบ้านคิดอย่างนั้น
ผ่านไปนานจนผู้คนลืมหลงว่าคนหายไป ใจจ่อมจมกับชีวิตของตัว ไม่ได้สนใจ ต่างคิดว่าเณรคงหนีไปอยู่ที่เมืองอื่น อาจจะเป็น สันกำแพง ดอยสะเก็ด หรือไม่ก็ลำพูน เสียงดังร้องจากภายในถ้ำทำให้คนหาของป่า รีบไปยังปากถ้ำ ใช่แน่เสียงคน...แต่ดูอ่อนแรง
บันไดเชือกห้อยลงไปแตะกับพื้นถ้ำที่สูงไม่เกินห้าเมตร ได้พบชายคนหนึ่งผมยาวหนวดเครารกรุงรังเนื้อตัวมอมเปื้อนไปหมด...นอนสลบอยู่ตรงทางขึ้นนั้นเอง
พอนำร่างขึ้นมาได้ เมื่อเพ่งพิศก็เห็นว่า นุ่งผ้าสีกรัก แต่ขาดวิ่นสกปรกไปหมด...ชาวบ้านนำร่างที่อ่อนแรงไปยังวัดที่เชิงเขาเพื่อพยาบาล
ชายผมยาวนอนราบบนเสื่อ ชาวบ้านพอได้ยินข่าวว่าเจอคนในถ้ำก็พากันมาดู มีคนหนึ่งมองไปจ้องไปจนคิ้วชนกันแล้วก็ร้องออกมาว่า
“เณร เณรนั่นเอง...เณรใช่ไหม”
ชายผมยาวพยักหน้าสองสามที...เพราะอ่อนแรงจนพูดไม่ได้เปล่งเสียงไม่ออก เสียงฮือฮา ว่าเป็นเณรที่หายไปแน่แล้วดังไปทั่วศาลาวัด
ชายผมยาวพอโกนผม พักฟื้นจนร่างกายแข็งแรง เค้าเณรตัวน้อยเหลือเพียงในความทรงจำ มีเพียงชายหนุ่มอายุยี่สิบกว่า ร่างสูงบาง
ความอยากรู้ของคนทำให้ปากต้องขยับ ชาวบ้านมารวมตัวกันที่ศาลาวัด นั่งขัดสมาธิล้อมลงเณรหนุ่มที่หายไป ปากก็ขยับตั้งใจถามว่า
“เณรหายไปไหน แล้วมาอยู่ในถ้ำได้อย่างไร”
หนุ่มผู้หายไป เล่าเรื่องของตนผ่านปาก จากความทรงจำ
วันนั้นนึกอยากไปเที่ยวถ้ำ เลยขึ้นเขาไปแล้วปีนบันไดไม้ที่เขาทำไว้เดินเลาะลัดไปตามทาง แล้วปีนบันไดที่สูงกว่ายี่สิบกว่าเมตรลงไป ภายในถ้ำเห็นนมผาย้อยงามต้องแสงตะเกียงเจ้าพายุที่หยิบมาจากวัด แสงจับต้องเสางดงามมาก เกล็ดละเอียดราวกับเพชร บ้างเป็นเสาค้ำถ้ำ บ้างเหมือนผ้าม่านคลี่เป็นริ้ว ละลานตายิ่งนัก เดินชมเรื่อยจนถึงทางแยกทางหนึ่ง ไม่รู้จะไปทางซ้ายหรือขวาดี หยิบหินก้อนเล็กๆ ในถ้ำขึ้นมาแล้วโยน...
หินตกไปทางขวามือ เลยเดินไปตามทาง...ไม่รู้นานเท่าใด...จนเมื่อย ก็คิดว่าจะกลับได้แล้ว พอหลังหันเดินกลับทางเก่า กลับจำไม่ได้ว่ามาทางไหน เดินวนไปมาจนเหนื่อยและหิว แสงตะเกียงก็หรี่ลงทุกที...
กลัว หนาว คิดถึงวัด...
ตะเกียงดับไปนานแล้ว ร่างน้อยขดในพื้นถ้ำสะดุ้งตื่นขึ้นมา เห็นถ้ำรองเรืองด้วยแสงสีเงินสีทอง ราวกับแสงสะท้อนจากผืนน้ำ นางผู้หนึ่ง กับชายอีกสองแต่งชุดเขียวขาบยืนเหนือร่างตน ฝูงคนเหล่านั้นบอกว่า
“สาธุเจ้า มาแต่ไหน”
“ผมมาจากเมืองออน เดินเที่ยวถ้ำแล้วหลง ขอพี่อ้ายช่วยผมหน่อยเทอะ”
“ไม่ได้หรอก...เวลายังไม่ถึง” นางในผ้าเขียวตอบ พร้อมให้ชายคนหนึ่งอุ้มตัวเณรขึ้น
“ขออังคาส สาธุเจ้า ไปฉันภัตตาหารก่อนให้สำราญใจเทอะ”
เณรผู้เหนื่อยจนไร้แรงถูกอุ้มมาไกลจนจำทางที่วกวนไม่ได้...
แปลกใจทำไมถ้ำจึงสว่างดุจกลางวัน
“สาธุเจ้า คงต้องอยู่กับเรา สามน้องพี่นี้เสียจนถึงเวลา ไม่กี่วันหรอก เพราะยังไม่ถึงเวลา พอครบสามวันแล้ว เราจักนำเณรไปส่ง”
ถ้วนสามวัน เณรรู้สึกสบายกายกินอิ่ม แต่ใจคิดถึงคนทางนั้น ก็รบเร้า คนฝูงนั้นให้พากลับ ชายผู้หนึ่งนำเณรเดินไปตามทางชั่วเคี้ยวหมากแหลกเท่านั้น เณรก็ถึงปากถ้ำ แต่ปีนขึ้นไม่ได้เพราะบันไดไม่มี คนเอาออกไปเสียแล้ว พอหันไปขอความช่วยเหลือ ชายชุดเขียวก็หายไป...
ร้อง รอ จนเหนื่อยหลับไป พอฟื้นขึ้นมาก็อยู่ที่ศาลาวัด เห็นหน้าผู้คนคุ้นชิน แต่ดูแก่กร้านไปมาก...

เราเดินมาถึงทางที่เณรจะปีนบันไดลงไป ซึ่งตอนนี้ทำเป็นบันไดปูน คนที่เข้ามากับเราขึ้นถ้ำไปหมด เหลือเพียงสี่ลมหายใจ...ตรงกลางทางที่ลอยอยู่กลาง ดูน่ากลัวเพราะสูงจากพื้นมาก มีหินหนึ่งเป็นหลืบช่องย้อยมาจากเพดานถ้ำ ดั่งถูกเจาะไว้เป็นช่อง เขียนบอกว่า โพรงกระดูกไดโนเสาร์ ซึ่งไม่รู้จริงหรือเท็จ
ตุ๊กตา นก มองลอดผ่านช่อง แล้วร้อง
“มีหินงอกตรงกลางด้วย ดูสิ สวยจังเลย” เจ้าเด็ดได้ยินดังนั้นก็ตื่นเต้น อยากดูบ้างเลยแทรกตัวชะโงกไปดู เห็นหินงอกใหญ่เท่าสี่คนโอบสูง มีผ้าแพรเจ็ดผูกอยู่...กลิ่นธูปโชยมาอ่อนๆ
“เฮ้ย ศิวลึงค์ว่ะ”
จบคำเท่านั้น...
ไฟนีออนในถ้ำดับลงทันที นกร้องกรี๊ดลั่น ตามด้วยตุ๊กตา
เดินไปไหนไม่ได้เลย ค้างบนบันไดสูงที่มีราวเกาะกลัวตก กลัวกลับไม่ได้...กลัวสารพัด
“ไอ้ปากหมา” ผมด่ามัน
“เฮ้ยกูขอโทษ ว่าแต่ทำไงดีวะ”
“กลัวจัง บัว”
เราบีบมือกันแน่น...ผ่านไปนานไม่มีใครลงมาช่วย...ผมนึกถึงครูบาศรีวิชัยได้...
สวดมนต์...ขอขมา
ไม่น่าเชื่อ ! พอจบคำเท่านั้น ไฟในถ้ำสว่างพร้อมกัน!
เราเดินต่อลงถ้ำไป ไม่กลัวแล้ว...สว่างแล้ว มาทั้งที จะกลัวอะไร
พอถึงพื้นถ้ำ เราเห็นป้ายเขียนบอกว่าเป็นเจดีย์ ที่ประจุพระธาตุไว้ ฝูงคนเมืองออนมากราบไหว้กันประจำ นกเอามือเขกหัวเด็ดหนึ่งที จนเด็ดร้องลั่น ตามด้วยตุ๊กตาบิดหู ผมได้แต่หัวเราะ แล้วเราก็ชวนกันไปขอขมา เพราะคำว่า ‘ศิวลึงค์’ ของเจ้าเด็ดมันไม่ได้หมายถึง แท่งหินศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นรูปนิมิตแทนพระศิวะ แต่มันหมายถึงอวัยวะเพศชายต่างหาก
ขณะจะก้มลงกราบอยู่นั้น ตุ๊กตาตัวสั่นจับมือผมแน่นแล้วชี้ไปทางใกล้ๆหินงอกให้ดู...
งูขนาดเท่าหัวแม่มือ สีสันดุจสายรุ้งเลื่อมพราย ยกส่วนหัวขึ้นส่ายไปมา แล้วก็เลื้อยผ่านพวกเราไป...เด็ดก้มลงกราบทันที...
“ผมขอโทษครับ ผมปากไม่ดี” พูดไปตัวสั่นไป...
ผมได้แต่ถอนหายใจแล้วก้มลงกราบ...
เราไม่ได้รีบออกจากถ้ำทันที เรายังเดินไปอีกเพราะ เขาบอกว่ามีรอยพระยานาค...เห็นพื้นเป็นรอยริ้วคลื่นตรงมุมหนึ่ง มีทางเล็กพอให้คนลอดด้วย แต่เราไม่กล้า...และไม่ได้เอาไฟฉายมาด้วย
อีกทางหนึ่งเป็นทางปิด ชาวบ้านเอาดินมาถมไว้ เขาบอกว่าเป็นทางไปเมืองลับแล
เราออกมาจากถ้ำ
“พี่เมื่อกี้ไฟดับ” ผมบอกคนเฝ้าหน้าถ้ำ
“ดับที่ไหน” ป้าที่เฝ้าหน้าถ้ำบอกพร้อมกับชี้ไปที่หลอดไฟขนาด สี่สิบแรงเทียน
“ถ้าไฟข้างในดับ ไฟดวงนี้ต้องดับด้วย ไม่เห็นไฟดับเลย ได้ยินแต่เสียงกรี๊ดลั่น นึกว่าเล่นกัน เลยไม่ได้ลงไปดูอะไร”
ขนลุกทั้งตัว...
“บัวเราลืมหมวก” นกสะกิด บอกเสียงอ่อย
“จะเอาไหมเดี่ยวลงไปเอามาให้ ลืมไว้ที่ไหน”
“ตรงที่เราไหว้พระกัน...ไม่ต้องหรอก เรากลัว รีบกลับกันเถอะ...”




 

Create Date : 27 ธันวาคม 2548    
Last Update : 27 ธันวาคม 2548 18:36:40 น.
Counter : 516 Pageviews.  

ตอนที่ 5 ญี่ปุ่นรำลึก


จำได้ว่า ตอนที่ผมมาเรียนต่อที่กรุงเทพนั้น เป็นช่วงเวลาที่รู้สึกคิดคำนึงถึงบ้าน...อยู่บ่อยครั้ง ทั้งต้นไม้ ภูเขา จิ้งหรีด สายหมอก คิดถึงไปหมด ยามรำลึกขึ้นทีไรก็รู้สึกอยากกลับไป...สัมผัสอีกสักครั้ง...
จวบจนฤดูฝนสิ้นไป สายลมพัดพาเอาความแห้ง และความเย็นมาเยือน เพื่อนที่เชียงใหม่ได้โทรศัพท์มาชวนผมไปออกค่ายเยาวชนที่แม่ฮ่องสอน พอได้ยินชื่อเมืองในสายหมอก จิตใจผมรู้สึกว่าถูกกระตุ้นด้วยความอยาก เหมือนคนที่ขาดน้ำพอเจอน้ำอยู่ข้างหน้า ก็แทบอยากจะวิ่งไปวักดื่มอยากกระหายหิว แม่ฮ่องสอน...ไม่เคยไปสัมผัสเยือนมาก่อน ผมอยากเร่งวันและคืนให้มาถึงไวไว และอดไม่ได้ที่จะคิดฝันวาดภาพไปต่างๆนานา
ก่อนเราจะออกเดินทางไปแม่ฮ่องสอน ผมและเพื่อนพี่น้องต้องไปที่แม่แจ่มเสียก่อน แม่แจ่มเป็นเมืองในหุบอยู่หลังดอย...ดอยอินทนนท์ ซึ่งงดงามด้วยศิลปะผู้คนวิถีชีวิต แม่แจ่มเป็นเมืองผ่านและพักของผู้คนเดินทาง ขายค้าสิ่งของจากเมืองม่านพม่า ไปยังเวียงพิงค์เชียงใหม่ สิ่งที่ขึ้นชื่อของชาวแม่แจ่ม คงไม่พ้น ผ้าซิ่นตีนจก ซึ่งแม่อุ้ยแม่เรือนต่างประจงใช้ฝ้ายที่ตนปลูกเองย้อมเอง เอามาทอถักหัวใจแห่งความเพียรพยายาม ออกมาเป็นเชิงผ้านุ่ง สีแดงเหลืองเขียว ดอกดวงแน่นละเอียด เอาไว้ใส่ยามไปไหว้พระทำบุญ
เส้นทางการเดินทางจากเมืองแก้วเชียงใหม่ไปแม่แจ่ม หากจะไปทางดอยอินทนนท์ก็เป็นไปได้ แต่ ทางเคี้ยวคดจนท้องไส้ป่วนปั่น ต้องคอยพกยาลมยาดมยาหม่อง แต่หากไปทางฮอดก็ง่ายสะดวกแต่เสียเวลาอีกเท่าตัว ปกติพวกผมเลือกทางตัดดอยอินทนนท์เสียมากกว่า...เร็วดี
วันที่เราไปแม่แจ่มไม่มีอะไรผิดปกติ มีแต่ความเหนื่อย สนุก และสุข รู้สึกว่า ได้กลับมาสู่สามัญแห่งความเรียบง่าย ทั้งการแต่งตัวด้วยผ้าฝ้ายอาหารการกิน ก็มีแต่ผัก ไม่ค่อยมีหมู ไก่ เนื้อ รสชาติดี สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดก็คงจะเป็น “เมี่ยงหวาน” ที่ทำมาจากชาอัสสัมหรือชาป่า เอามาหมัก แล้วใส่ใส้มะพร้าวคั่วหวาน และที่ขาดไม่ได้คือถั่วลิสงคั่ว
จากแม่แจ่มเอาเดินทางไปแม่สะเรียงซึ่งติดกับแม่แจ่ม หนทางสะดวกไม่อันตราย และที่สำคัญไม่โค้งคดอย่างทางไปแม่ฮ่องสอน แม่สะเรียงห่างจากชายแดนพม่าไม่เท่าไรนัก บางคราวก็มีกระสุนปืนตกใกล้ๆบ้าง ให้ชาวบ้านมีอะไรตื่นเต้นมากกว่าความเรียบง่าย ถือว่าเป็นการบำรุงหัวใจของคนชราให้ได้ทำงานบ้าง
ที่แม่สะเรียงเราไปแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและศึกษาชีวิตของชาวไทใหญ่ หากจะดูอย่างผิวเผิน ชาวไทใหญ่ค่อนข้างคล้ายกับชาวพม่าในสายตาคนกรุง ทั้งการแต่งกายนุ่งผ้า รวมถึงวัดวาอาราม ซึ่งจริงๆแล้ว ผมว่าเป็นอิทธิพลของมอญมากกว่า ทั้งเจดีย์และการนุ่งโสร่ง...
ที่ที่เราไปพัก ผมชักจะลืมเลือนไปว่าเป็นที่ใด ใครเป็นเจ้าของ แต่ที่จำได้แม่นคือ ประการแรก โทรศัพท์มือถือผมไม่สามารถใช้งานได้เพราะไม่มีสัญญาณ ซึ่งผมรู้สึกว่าตัวเองมีความสุขหลุดพ้นจากเสียงริงโทนที่จะต้องรบกวนไปหลายวัน ประการที่สอง สถานที่พักไม่มีไฟฟ้า เรามีแต่กองไฟยามคืนค่ำ กับแสงจันทร์ช่วยสาดส่อง
เวลาไปอาบน้ำ บางคนนิยมไปอาบแต่เย็น ซึ่งพวกน้องๆมักจะทำเช่นนั้น สำหรับผมตรงกันข้าม ผมอยากไปอาบตอนที่ไม่มีคน ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ รู้สึกความเป็นส่วนตัว ประกอบกับว่าที่อาบน้ำคือ ลำห้วยเล็กๆ ลึกประมาณหัวเข่า น้ำใสไหลเย็น
ตอนค่ำ ผมเอาเครื่องอาบน้ำทั้งหลายหอบไปอาบน้ำ ผมนึกโทษตัวเองที่มาออกค่ายแต่ไม่ได้เอาไฟฉายมา แต่ดีว่าแสงจันทร์ที่เพิ่งพ้นขอบฟ้ามาช่วยให้เห็นทาง ทำให้ผมเดินลัดเลาะไปตามคันนาได้ง่ายขึ้น...ขณะที่ผมเดินผ่านทุ่งไปยังลำห้วยซึ่งไม่ห่างจากที่พัก ผมหันไปทางเนินเตี้ยๆทางซ้ายมือ จู่ๆผมก็รู้สึกถึงความเย็นจนสะท้านสั่น ผมคิดว่าอากาศคงเริ่มหนาวแล้วจึงได้เร่งเดินไปอาบน้ำ...
ในวันแรกเรานอนหลับด้วยความเหนื่อย...วันต่อมา ผมเพิ่งเห็นชัดๆว่า ทางที่เราเข้ามาทางซ้ายมือเป็นเนินเตี้ยๆ ส่วนทางขวามือเป็นลำห้วย ทางเนินนั้นรู้สึกว่ามีอะไรแปลกๆ ทำให้ใจหวิวๆ...แต่ผมคิดว่า ผมคงเหนื่อยจากการเดินทางมากเกินไป
เราเดินทางไปวัด วัดที่เราไปฟังคนแก่คนเฒ่า ขับลำนำโบราณให้ฟังนั้น สงบร่มเย็น ชาวไทใหญ่อุปนิสัยน่ารัก และเป็นมิตร ที่น่าประหลาดใจก็คือ ที่นี่มีแต่เด็กกับคนชรา วัยรุ่นมีน้อยมาก เท่าที่ถามมาก็ทำให้ทราบว่า คนหนุ่มสาวส่วนหนึ่งไปทำงานหรือเรียนที่เชียงใหม่ อีกจำนวนไม่น้อยไปทำงานที่กรุงเทพ ส่วนบางคนซึ่งเป็นส่วนน้อยอยู่กับบ้านทำไร่ทำนา หลายคนคาดหวังว่าจะได้ไป “กรุงเทพ” เมืองแห่งอมรเทวา
“ญี่ปุ่น” กับคนที่นี่...มาแม่สะเรียง หากไม่พูดถึงญี่ปุ่นคงไม่พ้น ชาวไทใหญ่แม่สะเรียงผูกพันกับชาวญี่ปุ่น ผมจำได้เลือนลางจากคำบอกเล่าของพ่อว่า สมัยสงครามโลกที่บ้าน มีทหารญี่ปุ่นมาแวะพักแถวๆที่บ้านผมด้วย และผ่านทางไปทางไหนไม่รู้
ที่แม่สะเรียง กองทัพญี่ปุ่นได้มาประจำการที่นี่ ชาวบ้านผูกพันกับชาวญี่ปุ่นมาก เป็นเพราะว่า วัฒนธรรมตะวันออกที่เหมือนกัน ไม่เหมือนในหนังสือนิยายที่ทหารญี่ปุ่นโหดร้ายกับคนไทย...ทหารบางคนแต่งงานมีลูกหลานกับคนที่นี่หลายครัวเรือน
ตรงกันข้ามกับวัดเป็นพิพิธภัณฑ์เก็บของสมัยสงครามโลก มีทั้งเสื้อผ้า หีบ อาวุธ เอกสาร เต็มไปหมด พวกเราเข้าไปดูด้วยความตื่นตาตื่นใจ หลายคนเข้าไปในห้องหนึ่ง...ซึ่งมีรูปภาพ และแท่นบูชา ผมเข้าไปแล้วก็ออกมาไม่ได้ทำอะไร...
อ้ายเสน หรือว่า พี่เสนเป็นคนธรรมะธัมโมมาแต่ไหนแต่ไร แกเดินเข้าไปในห้องนั้นแล้วก็หยิบเอาธูปขึ้นมาจุดคารวะแก่ทหารในห้องนั้น...ผมเดินผ่านห้องได้กลิ่นธูป ผมร้องทักว่า
“โห พี่ มีธูปด้วยเหรอ” ว่าแล้วผมก็เดินเข้าไปในห้องพร้อมกับจุดธูปไหว้ หลายคนก็แบ่งธูปกันปักคนละดอก
ตกเย็นเรากลับมาที่พัก ทำอาหารและนั่งล้อมกองไฟ เรามาจากคนหลายกลุ่มแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันจนดึก ผมเดินไปที่เรือนนอน น้องปุ้ยก็มานั่งคุยกับผม ส่วนหลายคนนั่งกินเหล้าที่ใต้ถุนเรือน
น้องปุ้ยมาปรึกษากับผมว่ารู้สึกสับสนในชีวิตเหลือเกิน ไม่รู้จะทำยังไงดี เพระว่าเรียนมาทางวิทย์ ไม่เชื่อเรื่องงมงาย แต่ทุกวันนี้น้องปุ้ยรู้สึกเองว่าตนเองเข้าใกล้บางสิ่งที่มองไม่เห็น...และรู้สึกว่าตัวเอง “ผิดปกติ” เธอไม่อยากเป็นแบบนี้เลย
ผมอธิบายให้เธอฟังว่า สิ่งที่เธอ “มี” ไม่ใช่สิ่งผิดปกติ เพราะการที่ใครจะ “มี” หรือ “ไม่มี” มันเป็นสิ่งปกติ ทั้งๆที่คนโดยทั่วไปมักมองว่าเป็นสิ่งผิดปกติ เพราะวิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเหลวไหลหลอกลวงทั้งสิ้น
ผมบอกปุ้ยว่า คนเราเกิดมาไม่เหมือนกัน บางคนตาสีฟ้า บางคนตาสีดำ บางคนตาสีน้ำตาล สิ่งเหล่านี้เรียกว่าผิดปกติหรือเปล่า...เหมือนกันกับปุ้ย เธอมีสิ่งที่คนอื่นไม่มี หรือคนอื่นมี แต่ไม่อาจบอก มันเป็นสิ่งปกติของคน แต่ผิดปกติในความคิดของคน...
จวบจนเจ้าจันทร์เคลื่อนกลางฟ้า ก็เป็นเวลาเกือบสองยาม ดูพื้นพร่างสว่างใสนวลตา กองไฟยังคงแดงและอุ่น ผมกับปุ้ยออกมาคุยกันต่อเรื่องประสบการณ์เรื่องลึกลับ กับพี่เสน ทางด้านเจ้าพวกที่กินเหล้ากันอยู่ก็เลิกกิน พอกันไปนอนที่บนเรือน เหลือแต่เจ้าหนุ่มที่ยังไม่ขึ้นไปนอน หนุ่มเดินมาคุยกับพวกเราที่กองไฟ รวมเป็นสี่คน ไม่นานนักพอลมหนาวพัดมา หนุ่มก็เกิดปวดเบาอยากไปปลดทุกข์ เลยวิ่งออกจากกองไฟไปทางด้านเนินเขาเตี้ยๆใกล้ๆนั้นเอง ไม่ถึงนาที หนุ่มเดินตัวตรงแข็งกลับมา ปากเม้มเข้าหากัน แววตาดูหวาดไหวหวั่น...
“พี่...ผมได้ยินเสียงประหลาด...”
หนุ่มรีบนั่งลงทันที
“เสียงเหมือนรองเท้าคอมแบทพี่ ผมเป็นรอดอ ผมรู้ดี มันเป็นเสียงของเหล็กที่เท้ากระทบกับเหมือนกับ...”
หนุ่มพูดยังไม่ทันจบดี พวกเราที่นั่งล้อมวงกันอยู่ก็ต้องตกใจเมื่อเห็น คนใส่กางเกงสีกากี สวมรองเท้าทหารมายืนล้อมพวกเรา
“พี่ทำไงดี” ปุ้ยเสียงสั่น ดูท่าทางเธอเริ่มหายใจติดขัด ส่วนผมหัวใจเต้นและขนลุกพองตลอดเวลา เราไม่กล้าส่งเสียงและลุกไปไหน...
“เอางี้ ให้ทุกคนสวดมนต์ แผ่เมตตาให้เขานะ” พี่เสนบอกเราทุกคน
“นะโม ตัสสะ...เฮอ!” เสียงปุ้ยสั่นและหายใจแบบหอบถี่
“หนูทำไม่ได้ พี่...” ผมจับมือ ปุ้ยไว้แล้วบีบเบาๆ
“นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต...” และแล้วเราก็เริ่มสวดมนต์ได้...
พวกเรานั่งก้มหน้าสวดมนต์ ได้สามจบก็เงยหน้าดู...ไม่น่าเชื่อ!
ผมยังเห็นกางเกงสีกากีล้อมเราอยู่...
“พี่เสนครับ...” ผมพูดเบาๆ
“เขายังอยู่ครับ พี่ ทำไงดี”
พี่เสนลืมตาขึ้นช้าๆ แล้วก็บอกเราให้หลับตาสวดมนต์แผ่เมตตาให้เขา...
ผมจำได้ว่า ผมนั่งอยู่ตรงนั้นเกือบสามชั่วโมง ผมค่อยๆลืมตาขึ้นก็เห็นพวกเขาได้หายไปแล้ว ผมโล่งออกบอกให้ทุกคนลืมตา...และเราก็ไม่อาจข่มตาหลับได้อีกเลยจนถึงหกโมงเช้า
เราสี่คนรีบไปหาพี่เจ้าของบ้านทันที
“มีอะไรเกิดขึ้นเหรอ ทำไมดูโทรมเหมือนไม่ได้หลับไม่ได้นอน” พี่เจ้าของบ้านถาม
“พี่ ไหนพี่บอกว่าที่นี่ไม่มีอะไรไง...”หนุ่มถาม
“แล้วไปเจออะไรมา...”
“ก็ผมกับพี่ๆ ไปเจอทหารญี่ปุ่นนะสิพี่”
“เอ่อ...”
“คืองี้นะ พี่ไม่อยากให้ทุกคนกลัว...”
“เมื่อคืนนี้ผมเห็นในนิมิต...เป็นดอกเบญมาศสีขาวร่วงที่เนินเขา และชายทุ่งตรงนั้น” พี่เสนชี้มือให้พวกเราดู
พี่เจ้าของบ้านดูเหมือนว่าจะจนด้วยคำตอบ จึงเล่าความจริงให้พวกเราฟัง
“ที่พี่บอกว่าที่นี่เป็นที่เขาเอาทหารญี่ปุ่นที่แพ้สงครามมาตัดสินโทษที่นี่เป็นเรื่องจริง...แต่พี่บอกพวกเราไปว่า เขาเอาไปฆ่าที่อื่น มันไม่ใช่หรอก เขาฆ่าที่นี่ บางคนฮาราคีรีตัวเองที่นี่ และศพก็ฝังอยู่สองที่คือ ที่เนินเขาและชายทุ่งตรงนั้น...”
“ทุกปี...ประมาณปลายปี พวกญาติๆของผู้ตายจะบินมาจากญี่ปุ่นเพื่อเอาดอกเบญจมาศขาวมาเคารพศพ...”

“พี่บัวน่ากลัวจังอ่ะ” ขิมบอก ดูเหมือนว่าสิ่งที่ผมเจอนับวันยิ่งมากขึ้นมากขึ้นทุกที...เชื่อหรือไม่!




 

Create Date : 21 ธันวาคม 2548    
Last Update : 21 ธันวาคม 2548 16:00:16 น.
Counter : 157 Pageviews.  

ตอนที่ 4 พรายน้ำชมเพลง

“มันไม่แค่นั้น นี่ยังไง ขิมถาม”
“ก็เราไปเจออะไรมากกว่านั้นที่ใต้น่ะสิ”

หลังจากออกจากสถานีตำรวจ คนขับรถตู้ก็ได้ไปทำแผลที่โรงพยาบาล และได้โทรแจ้งให้บริษัททราบถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางบริษัทได้บอกว่าจะส่งรถตู้อีกคันหนึ่งมาแทน แต่คงจะเป็นพรุ่งนี้...
คนขับรถตู้บอกว่า รถเสียหายไปหลายส่วนต้องรีบเอากลับไปซ่อม และอีกนานหลายเดือนคงจะเสร็จ ดูท่าทางหน้าตาเศร้าใจ เพราะนั่นหมายถึงรายได้จากการขับรถก็หายไปด้วย ที่สำคัญรถคันนี้เป็นของคนขับเอง ไม่ใช่ของบริษัท ดังนั้นมางานนี้จึงไม่คุ้ม...ดูเหมือนว่า ไม่มีทางใดที่จะเอารถตู้กลับเหนือได้ นอกจากค่อยๆขับรถที่พังนี้กลับด้วยตัวเอง
คนขับรถเย็บแผลเสร็จแล้ว และยังไม่ได้นอน ลาพวกเรากลับด้วยหน้าตาเศร้า
“พี่ขับรถระวังหน่อยนะ” ผมบอก
“ขับช้าๆ ไม่ต้องรีบพี่ แล้วถึงเมื่อไหร่ก็โทรบอกกัน” เพื่อนผมมันพูดพร้อมเอามือตบที่บ่าคนขับรถ...
“เฮ้อ !” ผมถอนหายใจดัง
พี่คนที่มารับเรา ชื่อพี่ชัย เราต้องไปพักที่บ้านพี่เขา ซึ่งติดริมน้ำตาปี และเราจะไปดูชาวบ้านทำการเกษตรแบบผสมผสาน พี่ชัยเอารถเก๋งมาใส่ของจากรถตู้ และจ้างรถสองแถวมาช่วยขนของไปยังบ้าน
“เดี่ยวต้องนั่งเรือ ข้ามไปฝั่งนู้นนะ”
รถตู้มาหยุดใกล้ๆ ศาลหลักเมือง ผมเห็นลำน้ำกว้าง กว้างจริงๆ โชคดีว่า ผมเพิ่งไปเรียนว่ายน้ำมาไม่นานนี้เอง พอว่ายน้ำได้... เฮ้ยนึกอะไรวะ อัปมงคล ผมเอามือตบปากตบหัวตัวเอง...
เรือหางยาวมีเสื้อชูชีพสีส้มสะท้อนแสง เราทุกคนสวมเสื้อและลงเรือ ผมเอากล้องถ่ายรูปออกมาจากกระเป๋าถ่ายรูป
สองข้างทางเห็นบ้านเรือนปลูกอยู่ริมฝั่ง บางแห่งเป็นดงจาก ดูเหมือนว่าเราเข้าไปสู่ยุคโบราณ น่าอยู่มากๆ พี่ชัยเล่าให้ฟังว่า ต้นจากพวกนี้ช่วยกันตลิ่งพัง ใบ ผล ก็เอามาใช้ได้ แต่เสียดายมีการกว้านซื้อที่ ทำรีสอร์ทโรงแรม บางแห่งก็โค่นขุดถอนต้นจากทิ้ง...น่าเสียดาย
บางแห่ง บางแก่ง มีต้นไม้ขึ้นสลับต้นจาก สาขากิ่งก้านละเลียดน้ำ ดูงดงามมากๆ ช่างมีความสุข จนผมลืมว่าเคย “เหงา”
“ต้นลำพู” พี่ชัยบอก
“ตอนกลางคืนจะมีหิ่งห้อยด้วย เดี่ยวไว้จะพามาดู”

เรานอนหลับเป็นตาย...จนถึงห้าโมงเย็นได้ เราก็อาบน้ำแต่งตัวเข้าไปในเมือง ซึ่งก็ค่ำพอดีพี่ชัยพาเราไปไหว้ศาลหลักเมือง และเดินเที่ยวริมน้ำตาปี วันนี้มีงานที่เกาะลำพู...
เกาะลำพู เมื่อก่อนเคยมีต้นลำพูอยู่มาก ที่สำคัญหิ่งห้อยก็มากด้วย ปัจจุบันเป็นสวนสาธารณะที่จัดงาน เราไปดูการแสดงโนรา และเลือกซื้อของที่ระลึก รวมถึงของกินด้วย อร่อยแปลกดี เช่นคั่วกลิ้งหมู น้ำพริกมะขาม สะตอผัดกุ้ง ทั้งเผ็ด และกลิ่นแรงอย่าบอกใคร...
เกือบสี่ทุ่มเรือพาเราไปดูหิ่งห้อย...บางที่เหมือนต้นคริสมาสต์ประดับด้วยไฟกระพริบ...พี่ชัยบอกว่า
“เวลามาดูห้ามถ่ายรูปด้วยการใช้แฟลช เพราะว่าจะไปรบกวนการกระพริบของหิ่งห้อย...หิ่งห้อยกระพริบไฟก็ เพราะการผสมพันธุ์ เมื่อพร้อมมันจะบินมาเกาะที่ต้นลำพู และเริ่มกระพริบ จากหนึ่งตัวเป็นสอง สามสี่ จนถึงพันตัว... แรกๆ จังหวะกระพริบจะไม่เท่ากัน ดูอย่างต้นทางขวาสิ มันกระพริบไม่เท่ากัน...ส่วนข้างหน้าเรา สังเกตว่า มันกระพริบเกือบพร้อมกัน แสดงว่ากระพริบมานานแล้ว” พี่ชัยพูดเบาๆ
“ถ้าเราถ่ายรูป จะทำให้จังหวะการกระพริบมันเสียไปทันที ซึ่งมันอาจจะไม่ได้ผสมพันธุ์ก็ได้ ยิ่งเดี่ยวนี้หิ่งห้อยน้อยลง เราจึงได้แค่ดู”
ใช่ได้แค่ดู แต่การได้ดูก็มีความสุข ความงดงามกับภาพที่เห็น มันงามยิ่งกว่าผมจะพูดออกมาเป็นคำได้ แสงจันทร์เต็มดวงสาดส่องผิวน้ำ ระลอกคลื่นกับลมเบาๆพัดเย็น แสงกระพริบเป็นจังหวะพร้อมกันของหิ่งห้อยทำให้ความสุขกับการ “ได้แค่มอง” มันล้นเต็มหัวใจ...
ตกดึก พวกเราออกมาเล่นดนตรีพื้นเมืองกัน ทั้งเพลงปราสาทไหว ล่องแม่ปิง ฤษีหลงถ้ำ สายน้ำเสียงเพลง แสงจันทร์ทำให้ดนตรีกังวานหวานไปทั่วท้องน้ำ...
“ไหว้สา เจ้าที่ เจ้าน้ำทั้งหลาย ลูกน้อยมาไกลพลัดถิ่นของนอนหลับพักสักคืนเถอะ อย่าได้มีอันตรายใดมารบกวนใจเลย สาธุ” ผมสวดมนต์ก่อนนอน...
ริมฝั่งน้ำ เจ้าตี๋เล่นดนตรีดีดซึงอยู่คนเดียว มันบอกว่า บรรยากาศดีขอเล่นดนตรีต่อสักหน่อย...นานไม่รู้เท่าไหร่มันมาสะกิดผม
“พี่บัว...”เสียงมันสั่น
“มีอะไรตี๋”
“พี่...ผมกลัวครับ”
“งั้นก็มานอนข้างนี้ก็แล้วกัน” ผมรู้สึกว่าเจ้าตี๋ต้องเจออะไรดีแน่แล้ว...เพราะก๊กเราไปไหนมักจะขึ้นชื่อว่า ก๊กสบสยองเสมอ ผมเอาลูกประคำในย่ามให้มัน
“ใส่ซะ แล้วสวดมนต์”

รุ่งเช้า เจ้าตี๋หน้าตาเหมือนคนไม่ได้นอน...ขอบตาคล้ำ...ซูบซีด
กลางดึกขณะที่เจ้าตี๋กำลังเล่นซึงอยู่ ลมเย็นก็พัดมาวูบหนึ่ง พร้อมกับเสียงแหลมๆเล็กๆดังอยู่ไกลๆ เสียงน้ำดัง ‘ซ้วบ...’ เหมือนปลาว่ายน้ำดังขึ้นหลายทีแล้วหายไป ทำให้เจ้าตี๋มองไปทางเสียงนั้นที่ริมฝั่งด้านตรงกันข้ามเป็นศาลาไม้
เจ้าตี๋เห็นผู้หญิงคนหนึ่งผุดขึ้นมาจากน้ำ หน้าเล็กเหมือนงบน้ำอ้อย ผมสีดำออกเขียวเหมือนตะไคร่ยาวราวสองเมตรได้ ผู้หญิงคนนั้น ผุดขึ้นมานั่งที่บันได และมองมาทางเจ้าตี๋ มันเอามือเล็กๆหยิบหวีขึ้นมาสางผม...ใช่ พรายน้ำ เจ้าตี๋ เคยได้ยินพ่อครูพูดถึงอยู่ พวกนี้เป็นผีอยู่ในวังน้ำ เขาบอกว่า ถ้าใครว่ายน้ำแล้วโดนผมของมันจะทำให้จมน้ำตาย...
“แกตาฝาดแน่ เจ้าตี๋” ผมบอก
“ไม่นะ พรายที่ผมเห็น มันมองมาทางผมเกือบสิบนาที ผมไม่กล้าลุกเลยพี่ จนผมทำใจได้ ผมก็วิ่งมาขอนอนกับพี่นี่แหล่ะ”

“เฮ้ย ทำไมแกไปไหนก็มีแต่เรื่องพวกนี้วะ” เจ้าเพื่อนผมมันถาม
“ก็เป็นอย่างนี้แหละ”
“พี่บัว ขิมมันเคยเล่าให้กิ่งฟังว่า เมื่อปีก่อนพวกพี่ไปเจออีกที่แม่ฮ่องสอนไม่ใช่เหรอ” กิ่งถาม ขณะที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้ พอถามเสร็จก็หันไปทางขิม เจ้าขิมพยักหน้าเออออว่าใช่และคะยั้นคะยอให้ผมเล่าเรื่องให้ฟังอีก


รูปริมน้ำที่เจอพราย...




 

Create Date : 09 ธันวาคม 2548    
Last Update : 13 ธันวาคม 2548 18:21:44 น.
Counter : 201 Pageviews.  

ตอนที่ 3 เด็กข้างถนนกับวันฝนตก

จำได้ว่า เดือนนั้นเป็นฤดูฝน ฝนตกมองไปทางใดก็มีแต่ความเย็นฉ่ำชื่นชุ่มไปทั่ว ต้นไม้ใบหญ้าระบัดใบผลิยอดอ่อนออกมาเต้นรำร่ารับสายฝน บนภูดอยยอดสูงดูจะงามด้วยเมฆขาวที่แต่งริ้วเป็นเส้นเหมือนกลุ่มใยไหม ภาพนอกหน้าต่างงดงามเหมือนภาพของจิตรกรประจงแต้มสีด้วยพู่กันขนกระต่าย ในความงามผมได้เรียนรู้คำว่า “เหงา” เหงาจนไม่อยากออกไปไหนเลย...ฤดูฝนปีนี้ เป็นฤดูแห่งการอยู่เฉยของผม ถึงจะเฉยแต่ไม่ชินชา มีแต่ความเจ็บๆ เหงาๆ อย่างอธิบายไม่ได้ เหมือนชีวิตที่ขาดอะไรบางอย่างไป
นอกจากความเหงาจะเข้ามาแทนที่ในชีวิต ความเบื่อหน่ายที่ต้องออกไปข้างนอกก็ดูเหมือนว่าช่วยสนับสนุนชีวิตในบ้าน ดูไร้สีสันจืดชืดเหมือนภาพขาวดำ ไม่อยากไปไหน...เซ็ง...ที่สำคัญผมไม่ชอบความเปียก แถมพื้นดินกลับแฉะเปรอะไปด้วยโคลนตม ยามย่ำไปทางใดก็ติดเต็มขาแข้ง หรือไม่ก็ทำให้ทั้งเท้าจมลงไปจนถึงครึ่งน่องก็มี ขี้เกียจล้างเท้า...
เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ ผมรู้สึกชีวิตนี้ไร้ค่า
ไม่รู้นานเท่าใดกัน ที่ต้องทนทรมาน
วันหนึ่งยามฝนปรายปลิวเป็นฝอยละเอียด ขณะกำลังนั่งทำมิวสิคอยู่นั้น ผมสะดุ้งกับเสียงที่นานแล้วไม่ได้ยิน เสียงโทรศัพท์จากเพื่อนผู้แสนดี มาช่วยคุยคลายเหงา
“เฮ้ย เป็นไงแก...”
“เซ็ง ขี้เกียจ เบื่อ...” ผมตอบแบบห้วนๆ
“อาทิตย์หน้าว่างหรือเปล่า...ทั้งอาทิตย์เลยนะ”
“ทำไมวะ มีอะไร...”
“อ่อ จะชวน ไปออกค่ายกัน”
“เออ เอาสิ ว่าแต่จะไปไหนวะ”
“ไปใต้...”
“เออ ได้”
“ใต้” คำนี้จุดไฟผมให้ลุกขึ้นมา หัวใจดูพองโตสดชื่น คิดถึงน้ำทะเลที่เห็นแต่ในทีวี ไม่เคยไป...น่าอายชะมัด ถ้าจะบอกคำนี้กับใครสักคน ผมอยากลองไปสักครั้งจริงๆ
ชีวิตเหมือนมีสีสันมากขึ้นมาอีกนิด จากสีขาวดำ ก็มีสีจางๆมาช่วยแต้มแต่งระบายให้ความคิดเหงา มันกลายเป็นความวุ่นวายที่จะเตรียมตัว...จินตนาการถึงทะเลสีคราม เสียงคลื่นซัดสาดบนผืนทรายสีขาวละเอียด ทำให้ผมคิด คิดมากจนตื่นเต้น นึกฝันถึงการได้เอาเท้าสัมผัสผืนทราย ล้มกายลงดูดาว ดูน้ำ คงสุขใจมากกว่าการอยู่เฉยเป็นไหนๆ
“เออ แกอย่าลืมนะ”
“ลืมอะไรวะ”
“ก็อย่าลืมหายใจไง เห็นแกบ่นเรื่องอยากไปทะเล คราวนี้คงสมใจอยากแล้ว...แต่แกอย่าลืมนึกนะบัว ว่าแกไปออกค่าย ไม่ได้ไปเที่ยวพักผ่อน”
‘เรื่องนี้รู้อยู่แล้ว...คนไปออกจะเยอะแยะ ไม่มีเราคงไม่เป็นไรหรอก’ ผมคิดอยู่ในใจ
วันฟ้าใสไร้ฝน มันคงเป็นวันที่ประหลาดที่สุดของฤดูฝน ไม่มีเค้าเมฆ ลมหรือว่าสิ่งใด ดูเหมือนว่าทุกสิ่งนิ่งหยุด ดวงตะวันผุดจากภูเขาที่โอบเมืองเล็ก ผมตื่นแต่เช้า ก่อนตะวันจะขึ้น จริงๆไม่ใช่ผมตื่นเช้าหรอก แต่ผมนอนไม่หลับต่างหาก เพียงแค่หลับตา และรอเวลาให้นาฬิกาดังขึ้นเท่านั้น
“เสร็จยังวะ บัว”
“เสร็จแล้ว” ผมเดินสะพายเป้ออกจากบ้าน เจ้าพวกเพื่อนๆ เอารถตู้มารอที่หน้าบ้านผม เราใช้รถตู้สองคันเดินทางไปภาคใต้ เพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่จังหวัด สุราษฎร์ธานี และกระบี่ รถค่อยๆเคลื่อนอย่างรวดเร็วตัดผ่านขุนเขา เพราะเราต้องใช้เวลาถึงสองวันในการเดินทางจากเหนือไปยังใต้
ความตื่นเต้นที่ได้เห็นข้างทางทำให้ผมนอนไม่ค่อยหลับ ในขณะที่เพื่อนผมหลับ แต่ความง่วงได้เข้ามาครอบงำผมจนผมเผลอไปไม่รู้ตัว...ราวบ่ายสี่โมงเย็น คณะเรามาจอดพักกันที่พระปฐมเจดีย์ เดินเที่ยวกราบไหว้พระ ขอพรให้การเดินทางปลอดภัย หลังจากไหว้พระเสร็จเราก็ออกเดินทางต่อทันที
ราวสี่ทุ่ม ผมก็ได้เห็นทะเล และเสียงคลื่นซัดเป็นครั้งแรก พวกเพื่อนหลายคนถอดเสื้อวิ่งลงเล่นน้ำที่หัวหินกันอย่างสนุกสนาน จริงๆผมอยากลงเล่นน้ำ เหมือนกัน แต่ว่ามีลางประหลาดทำให้ผมไม่อยากลงเล่น หรืออาจจะเป็นความกลัวส่วนตัวก็ได้
ระยะทางไกลสุดสายตา เห็นเรือประมงปลาหมึกเปิดไปล่อปลา ดูวิบวับเรียงเป็นสาย ใกล้ริมฝั่งผมเห็นเงาดำๆ เคลื่อนไหวมันเหมือนปลาตัวใหญ่กระโจนเล่นน้ำ...
“เฮ้ย ! ตื่นได้แล้ว” เพื่อนผมปลุก เพราะผมนอนหลับไปไม่รู้ตัวบนเตียงให้เช่า จริงๆ เราไม่ได้จ่ายเงินหรอก เห็นเขาเอาพับเก็บไว้เราก็ไปเอาออกมานอน...ผมลุกขึ้นงัวเงีย...เมื่อกี้เห็นตัวประหลาดอยู่...สงสัยผมจะหลับฝันไปแน่ๆ ผมคิด
“เดี่ยวเราจะเดินทางกันต่อ เพื่อให้ถึงสุราษฎร์ตอนเช้า จะได้เข้าที่พัก”
“เออ เออ” ผมงัวเงียลุกขึ้นมา พร้อมเก็บเก้าอี้พับไว้ที่เดิม
ตอนนั้นเป็นเวลาราวตีหนึ่งได้...เราเล่นเดินทางแบบนี้น่ากลัวเหมือนกัน ไม่รู้คนขับรถจะเหนื่อยแค่ไหน
และแล้วฝนก็ค่อยๆหยดลงมาชโลมแผ่นดิน เรารีบวิ่งขึ้นรถ...เนื้อตัวเปียกเล็กน้อย เมื่อเจอกับแอร์เย็นๆก็ทำให้รู้สึกหนาว แย่ จริงๆ ผมลืมเอาผ้าห่มมาด้วย...
กลางสี่แยกแห่งหนึ่งเด็กหนุ่มตัวดำ นุ่งผ้าโจงสีแดง เจ็ดแปดคน นั่งอยู่ในศาลาพักคนริมทาง บางคนเอามือเท้าคาง บางคนหยิบฉิ่งฉาบกลองออกมาตี บางคนเอาปี่ออกมาเป่า แต่ดูท่าทางเล่นไม่เป็นสักอย่าง แต่พวกเขาทำตัวหัวเราะร่าอย่างมีความสุข...
ฝนยังคงตกหนัก...จนทางข้างหน้ามองไม่เห็น เราชะลอความเร็วของรถลง นั่นก็หมายความว่าเราจะไปถึงปลายทางช้าไปอีกสองชั่วโมง ผ่านเข้าเขตสุราษฎร์แล้ว ดีใจจัง...
ใกล้ถึงสี่แยกไฟแดงแห่งหนึ่ง ใกล้อำเภอพุนพิน จู่ๆรถสองแถวคันหนึ่งเสียการทรงตัวเนื่องจากถนนลื่นมาเฉี่ยวกับรถตู้อักคันหนึ่งที่มาด้วยกัน ทำให้รถเราต้องจอดที่สี่แยก พร้อมเปิดไฟคู่ไว้...รถคู่กรณีแล่นไปจอดที่ศาลาใกล้ๆแยกนั้นเอง
คุ้นๆ ผมนึกอยู่ในใจเมื่อเห็นศาลา คนขับรถของผมเอารถไปจอดเทียบกับรถตู้ของเราที่หยุดกลางถนน ขณะนั้นเป็นไฟแดง คนขับรถเลยออกไปดูที่ท้ายรถและกลับเข้ามานั่ง
ขณะนั้นเอง น้องคนหนึ่งเหลียวหลังไป ก็ร้องลั่น...
“ระวัง !”
“โครม !”
ผมหันไปตามเสียงนั้นก็เห็นรถสิบล้อคันหนึ่งวิ่งมาแบบไม่ชะลอความเร็วชนกับรถตู้ที่ผมนั่งอย่างจัง ขณะนั้นผมรู้สึกว่า รถตู้ที่จอดนิ่งอยู่วิ่งข้ามสี่แยกไปและไปหมุนสองสามทีแล้วหยุด
กระจกหลังแตกละเอียด...ผมรู้สึกมึนงง...
ฝนตกปรอยๆ
พี่คนหนึ่งหน้าผากเลือดไหลไม่หยุด คนขับรถหัวแตกต้องเย็บแผลด่วน...ผมโบกรถสองแถวเข้าไปอำเภอพุนพิน ไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ตามที่รู้มา โรงพยาบาลอยู่ใกล้สถานีรถไฟ มีน้องอีกสองสามคนไปด้วยเพราะฟกช้ำ แขนเคล็ด
โชคร้ายคนขับรถยังไปโรงพยาบาลไม่ได้เพราะว่าต้องไปสถานีตำรวจก่อน...โชคดีคนขับรถสิบล้อ และขับรถสองแถวไม่หนีไปไหน
ผมพาพวกพ้องไปโรงพยาบาลเสร็จก็โทรหาพี่คนที่เราติดต่อไว้ที่สุราษฎร์ เขาเอารถมารับเราไปที่สถานีตำรวจ...
คนขับรถสองแถวเป็นเพิ่งเสร็จจากการเล่นหนังตะลุงที่ชุมพร กล่องเหล็กใส่ตัวหนังครูบุบ แต่ไม่เป็นอะไรมาก...เขาบอกว่าอยู่ดีๆ ก็บังคับรถไม่ได้...
คนขับรถสิบล้อให้การกับเจ้าหน้าที่ว่าถนนลื่นมาก หยุดรถไม่ทัน...โชคดีที่มีประกัน แต่รถที่นั่งมา...ไม่เหลือเลยข้างหลังบุบยุบไป ดีตรงนั้นไม่มีใครนั่ง แถวหลังสุดเราใส่แต่เครื่องดนตรีไว้
ผมถ่ายรูปเป็นหลักฐาน และก็แงะเอาเครื่องดนตรีมาตรวจสอบว่ามีอะไรชำรุดไปบ้าง...ฉิ่งบิ่น ฉาบร้าว ที่สำคัญปี่หักไปทั้งลำ ! เจ้าพวกเด็กในฝันแน่ๆ ผมนึก ผมได้แต่จับพระคเณศขึ้นมายอสาที่หน้าผาก
“โอม วิฆะเณศะวารายะ นะมัส !”

“น่ากลัวว่ะ เจ้ากิ่งร้องบอก”
“ไปใต้คราวนั้นมันไม่ใช่แค่ เราไปเจอแค่นี้ กิ่งรู้มะ”


รูปจากเหตุการณ์ ถ่ายที่โรงพัก...




 

Create Date : 09 ธันวาคม 2548    
Last Update : 13 ธันวาคม 2548 18:20:35 น.
Counter : 359 Pageviews.  

1  2  

buaravong
Location :
มหาสารคาม Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add buaravong's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.