ไร้สาระ กับ นายบัวรำวง

The Belief of Realities

ฝนตกพรำ ๆ ตึกสูง น่าเบื่อ ท้องฟ้าสีแดง มองออกไปเห็นแต่ตึกกลืนหายไปกับเส้นขอบฟ้า ที่ปลายนั้นจะมีตึกอีกกี่ตึกนะ...
ฝนไม่เคยตก ยกเว้นจะทำให้ตก ที่นี่...โลกของไซเบอร์
ผมนั่งบนเก้าอี้สบาย ๆ ตามองลอดแว่น แสงไฟจากจอ ผ่านใบหน้าวูบ ๆ ภาพสะท้อนในแววตา มีแต่ตัวเลข 0 กับ 1 ที่ปรากฏเป็นสรรพสี อักษร รูปภาพ หูได้ยินเสียง ภายในเส้นบาง ๆ ที่สั่น ก็ล้วนแล้วแต่เกิดจากตัวเลข 0 กับ 1
กระแส + และ – วิ่งผ่านสลับกันไปเหมือนกับ 0 และ 1 จากเส้นหนึ่งไปอีกเส้นหนึ่งผ่านเส้นทางอย่างรวดเร็ว แปลผลออกมาเป็นสรรพความเข้าใจ...
เราอยู่แห่งใด ?
เราคือใคร ?
เครือข่ายชุมชนแห่งใหม่ สงบสุข มีเสรี ผมเชื่อ !
และผมเชื่อ มีหลายคนคิดแบบผม...
เธอชื่อ เจ๊ลา หรือเจ๊วิฬาร เพื่อนร่วมงานผมเอง เธอรูปร่างผอมบาง หน้าตอบ ท่าทางใจดียิ้มง่าย พูดจาเก่ง เจ๊ลาเป็นคนเรียนเก่ง จบสายวิทย์มา...เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์
เวลาว่างที่นายไม่เห็น
เล่นเนท...
เวลาว่างที่นายเกือบจะเห็น
แชท...
เวลาที่นายเห็น
ค้นหาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อบริษัท !
เจ๊ลา ชอบเข้าไปในบอร์ด...ชุมชนจินตนาการแห่งใหม่ มันช่วยเติมเต็มชีวิตบางส่วนของชีวิตให้เต็ม
“สนุกออก” เจ๊บอกผม
“ได้ประโยชน์นะ” เจ๊บอกผม
“เพื่อนเจ๊ในบอร์ดนะน่ารักทุกคนเลย” เจ๊บอกผม
ผม...ปลอมตัวเข้าไปสังเกตการณ์ในบอร์ด นี่เป็นนิสัยที่ดีของผม ความอยากรู้อยากเห็น ผมเห็นอกเห็นใจเจ๊ ไม่อยากให้เจ๊ถูกหลอก ผมเป็นคนดี...ผมพูดคุยกับคนในบอร์ดจนเขาเชื่อใจผม รวมถึงเจ๊ลาด้วย...
ผมสมัครอีเมล์เพิ่มอีกหนึ่งเมล์ ไว้แชทกับเพื่อนในบอร์ด ผมได้แชท หรือคุยกับเจ๊ด้วย...
แน่นอนว่าเจ๊ ไม่รู้หรอก...รู้ไหมทำไม ?
ก็เพราะเลข 1 กับ 0 กับเทคนิคบางประการ...
...
“สวัสดีตาบ้อง” เจ้ทักผมในแชท
“ดี ๆ เจ๊ลา”
“นี่เดี่ยวเจ๊แนะนำเพื่อนเจ๊ให้ คุยสนุก”
“ได้เลยเจ๊”

คนแปลกหน้าผ่านเข้ามาในจอ ผมยิ้มเล็กน้อย แต่ที่สำคัญ เจ๊ไม่เห็นหรอกว่าผมยิ้ม...
แพน “สวัสดีค่ะ”
อพอลโล “สวัสดีครับ”
อพอลโล “เจ๊อยู่ไหนๆๆๆๆๆๆ ไม่เห็นคุยเลย”
ราหู-หูลา “อยู่”
แพน “ชื่อไรคะ”
อพอลโล “จอดครับ” ผมเอาชื่อเพื่อนมาตอบ
ราหู-หูลา “เอ้ย...”เจ๊เคืองเล็กน้อยเมื่อเห็นผมเล่นชื่อนี้
เจ้เปิดอีกหน้าต่างคุยกะผมทันที...
“ทำไม ไม่บอกชื่อเขาไปล่ะ”
“โห เจ๊ เพิ่งรู้จักกัน บอกชื่อจริงๆ ไปทำไมเจ๊ ไม่มีใครสนใจหรอก”
“เออ ๆ เดี่ยวเขารู้ทีหลังเขาโกรธตายเลย”
“น่าเจ๊ เขาไม่โกรธหรอก”

แพน “อายุเท่าไหร่คะ จะได้เรียกถูก”
อพอลโล “ผมแก่กว่าอยู่แล้ว...แต่เจ๊แก่กว่าผมนะ”
ราหู-หูลา “ไอ้บร้า !”
ราหู-หูลา “น้องเบน เราก็คุยกันมานานแล้วนะ ยังไม่เคยเห็นหน้าน้องเลย...”
แพน “หนูไม่ค่อยชอบถ่ายน่ะ”
อพอลโล “น้องเบน ขอดูหน่อยเดี่ยวแลกกะรูปเจ๊นะ” ผมคิด ต้องหารูปเสียแล้ว...เอารูปไหนดี ที่ดูสมจริงสักหน่อย...ผมรีบเปิดโฟลเดอร์ต่างๆ เพื่อค้นหารูป...
ราหู-หูลา “น่า ขอดูหน่อยสิ”
ผ่านไปครู่หนึ่ง ผมก็หารูปเจอ...
เจ๊ได้รับรูปหญิงสาว หน้าตาสะสวย ออกญี่ปุ่นคนหนึ่ง

ราหู-หูลา “น่ารักจังรูปน้องจริงเหรอ”
แพน “จริงสิ”
อพอลโล “เป็นแฟนผมมะ”
ราหู-หูลา “ไอ้บร้า คุยกันหนแรกก็จีบซะและ เสียเจ๊หมด”
ผมขำ เจ๊ไม่รู้อะไรเลย

ชุมชนใหม่ในจินตนาการ ทำให้เจ๊ฝัน...ผมคิดว่าเจ๊ควรจะได้รู้อะไรบ้าง “ความจริง” ไม่ใช่ “ความจริง” ที่ถูกตัดต่อ หรือ “ความจริง” ที่ถูกแสร้งด้วยเจตนาแฝง และมันไม่ใช่ “ความจริง” ที่เป็นระบบคุณค่าอีกด้วย
ผมคิด ผมว่า ผมต้องวางแผนอะไรสักอย่าง ผมยิ้มให้กับความฉลาดของตัวเอง...
...
เจ๊ลาเดินมาที่โต๊ะทำงานของผมท่าทางเจ๊ไม่สบายใจเลย
ผมตกใจมากรีบปิดหน้าจอสนทนาทันที เพราะผมเพิ่งคุยกับเจ๊...
...
เจ๊ทำหน้าเหมือนอมทุกข์ “จำน้องเบนได้ไหม”
“ได้สิเจ๊”
“ทำไมเหรอ”
“ตอนนี้ เขาเดือดร้อน”
ผมทำหน้างงเล็กน้อย จริงๆ เจ๊ไม่น่าจะสนิทใจกับเพื่อนใหม่ ๆ เลยผมคิด อีกอย่างน้องเบน เจ๊ก็เพิ่งรู้จักมาไม่นานนี่เอง
“ก็แฟนน้องเบน ติดหนี้บอล มาไถเงินน้องเบน...เจ๊ไม่รู้จะทำไงดี”
“เจ๊” ผมหยุดครู่หนึ่ง ผมใช้เวลาคิด...ผมแกล้งถอนหายใจ
“เจ๊ ไม่รู้จักเขาเลยนะ เจ๊เชื่อได้ไงว่าเขาเดือดร้อนจริง ๆ ”
“รูป เขาก็ส่งมาให้ดูแล้วไง เจ๊คุยกับเค้าทุกวัน น่าสงสารจัง...”
“น้องเบนว่าถ้า หาเงินมาไม่ได้ แฟนจะซ้อมอ่ะ เจ๊สงสารจังเลย”
“แล้วน้องเขาให้เจ๊ช่วยไงอ่ะ”
“ไม่ได้ให้ช่วยไรเลย แค่เล่าให้ฟัง แต่เจ๊อยากช่วยนะ” หน้าตาเจ๊จริงจังมาก ๆ แล้วเจ๊ก็ร้องไห้
ผมไม่เคยเห็นเจ๊ร้องไห้มาก่อน ไม่รู้ว่าเจ๊คิดยังไงกับน้องเบน...

จะจริงจังอะไรกับคนไม่รู้จัก แค่คนที่คุยกันผ่านตัวหนังสือ
จะจริงจังอะไรกับคำพูดที่ผ่านตัวเลข 1 กับ 0
จะจริงจังอะไรกับ + และ – ที่วิ่งผ่านตาไปสู่ความเข้าใจ
“ความจริง”
ใช่ เพราะเป็น “ความจริง” ในการรับรู้และเข้าใจ
ผมไม่อาจจะบอกได้ว่าเป็น “ความเท็จ” ก็เพราะว่า...ความจริงจะกลายเป็นความเท็จก็ต่อเมื่อ มันไปปรากฏที่อื่นหรือ ปรากฏที่เดียวกันแต่ต่างบุคคล หรือต่างเวลา
อย่างไรก็ดี “ความเท็จ” มันก็คือ “ความจริง” ที่เป็นเท็จ อยู่ดี
ความลื่นไหล หรือ ?
อาจจะใช่ หรืออาจจะไม่ใช่
ความกำกวมหรือ ? อาจจะไม่ใช่ หรืออาจจะใช่...

ท้ายสุดเจ๊ลาก็ตัดสินใจเดินกลับไปที่โต๊ะ แล้วพิมพ์อะไรบางอย่าง
ผมได้รับข้อความ
ผมคิด แล้วตอบไป
ผมรีบปิดหน้าต่างอีกครั้ง
เจ๊เดินมา
เจ๊ยิ้มเล็กน้อย
“เจ๊ตัดสินใจได้แล้ว เดี่ยวเจ๊จะโอนเงินช่วยน้องเขา ไม่ใช่ทั้งหมดนะ พันเดียวเอง”
ผมยิ้มที่มุมปาก “จะดีหรอเจ๊”
“เอาน่าถือว่าช่วยเพื่อน”
“พักเที่ยงแล้ว เราออกไปกินข้าวแล้วไปเอทีเอ็มกันนะ”
“โอเค เจ๊ เดี่ยวจัดการของที่โต๊ะก่อน”

เจ๊เดินไปอย่างมีความสุข
ผมยิ้มให้เจ๊...เจ๊เชื่อเรื่องที่อ่านผ่านสายตาจริงๆ
ผมปิดหน้าต่างสนทนากับเจ๊ทั้งสองบาน

ผมหัวเราะแล้วเดินไปหาเจ๊
“ขำอะไร” เจ๊ถาม
“ไม่มีอะไรหรอก แค่ได้ลาภลอย”
“ลาภอะไรเหรอ”
“ไม่มีอะไรมากหรอก เมื่อกี้เพื่อนผมมันใจดี มันมาบอกว่าจะให้เงินผม”
“เออ เพื่อนดีๆ อย่างนี้น่าคบ” เจ๊บอกผม...

“ใช่ เจ๊น่าคบ”




 

Create Date : 20 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 20 กรกฎาคม 2549 15:35:17 น.
Counter : 162 Pageviews.  

เวลาจะช่วยอะไร ?

ผมเคยถามตัวเองหลายครั้ง ถามตัวเองหลายที ว่าทำไมโชคชะตาต้องทำกับผมอย่างนี้ด้วย...

ท่ามกลางบนโลกที่หมุนไปบนจักรวาลอันไร้ขอบเขต ท่ามกลางรหัสศูนย์กับหนึ่ง ผมได้เจอดินแดนแห่งหนึ่งบนโลกผ่านอักษร ภาพ และเสียง เหมือนดินแดนในอุดมคติ ได้เจอกับคนที่ชอบอะไรเหมือน ๆ กัน คิดอะไรเหมือน ๆ กัน...

ผมว่าผมชักหลงรักที่นี่เสียแล้ว อะไร ๆ มันช่างดูเหมือนลงตัว ทุกคนที่ผ่านอักษรและรูปภาพ ดูเป็นมิตรน่าพูดจาน่าคุยไปเสียหมด ผมคิดฝันเป็นเรื่องราวผูกเรื่องโยงใยว่าคนนั้นต้องเป็นแบบนั้น คนนี้ต้องเป็นแบบนี้

ผมหลงรักที่นี่เสียแล้ว ผมบอกกับตัวเองวันหนึ่ง หลังจากที่ผมค้นพบว่า ผมติด และเสพที่นี่แม้การผ่านเข้าไปดูเพียงครึ่งนาทีต่อวัน...แต่ที่จริงมันมากกว่าครึ่งนาทีเสียด้วยซ้ำ มันนานจนผมเริ่มผูกชีวิตไว้ที่นี่...

อาจจะเป็นเพราะตัวจริงของผมเป็นคนมีเพื่อนน้อย วัน ๆ ผมแทบไม่ได้พูดกับใคร บนโลกที่หมุนไป ผมเจอกับคนมากมายทุกวัน แต่ผมกลับไม่รู้จักคนเหล่านั้นเลย... และไม่กล้าที่จะคุยกับคนเหล่านั้นอีกด้วย...ชีวิตผมจึงอยู่แต่ในโลกอีกฝั่งหนึ่งกับบุคคลที่ผมคิดว่าผมรู้จัก แต่...ผมไม่รู้จัก

ทำไมผมถึงบอกเช่นนั้น ผมไม่เคยรู้ว่า คนที่ผมทักทายและพูดคุยอย่างสนิทสนมทุกวันนั้นเป็นใคร ? บ้านอยู่ไหน แม้แต่บางครั้งรูปร่างหน้าตา โดยแท้จริงเป็นอย่างไรไม่รู้...แต่ผมคิดว่าผมรู้จัก...

วันหนึ่งการเดินทางบนโลกอีกฝั่งก็มาถึงจุดเริ่มต้นของทางแห่งความสับสน ผมได้พบเห็นกับความขัดแย้ง...ใช่ ความขัดแย้ง ของบุคคลสองคน จากตอนแรกเป็นเพียงการล้อเล่น ด้วยความคะนอง จากการมองผ่านอักษร และภาพที่แสดงออก สองคนที่ไม่รู้จัก กลับมารู้จัก และลาร้างเกลียดชังกันไป ผมรู้สึกเฉยๆ เชื่อได้

ไม่นานนัก ก็ปรากฏการใช้สื่ออักษรเล่นตลกกันอีก ในรูปแบบอื่นๆ จนโลกของผม โลกของผม ! วุ่นวาย ! เกิดการแบ่งแยกเข้าข้างกัน แน่นอน ผมหาใช่ผู้ไกลกิเลสย่อมหวั่นไหวไปกับ “ความจริง” ผ่านตัวอักษรของแต่ละฝ่าย...ผมตั้งคำถามตัวเอง ผมเชื่อใครดี...ใช่ผมตัดสินใจเชื่อฝ่ายหนึ่ง ว่า สิ่งที่เขาบอก เป็น “ความจริง”

เรื่องตลก สติปัญญา กับอารมณ์ เริ่มปรากฏชัดกับผมมากขึ้น วันหนึ่งผมอยากกินหญ้า เอาสมองไปไถนา...ผมทดลองเล่นตลก กับเขาบ้าง ด้วยลูกเล่นแกมหยอก กับคำบางคำ ผลที่ได้รับ เกินความคาดหวัง มีเสียงวิจารณ์กับเรื่องของผม รวมถึงโทรศัพท์มาซักถามเรื่องราวอีกต่างหาก...บางคนให้กำลังใจ และก็มีด่าเสียด้วย...

โลกของผมถูกผมบังตา และโลกอีกฝั่งก็บังตาผมไว้...

วันหนึ่งเพื่อนผู้แวะเข้าไปเยี่ยมโลกอีกฝั่ง ได้บอกผมว่า โลกที่ผมติด...ติด มันเปลี่ยนไปแล้ว...ผมมองไม่เห็นหรอก...ผมบอกไม่เชื่อ เพื่อนบอกผมว่า ฝั่งนู้น มันมี “มายาคติ” ทางการมอง บางสิ่งไม่ได้สวยงามอย่างที่ผมเห็น มันชี้ให้ผมเห็น “สิ่งซ่อนเร้น” ภายใต้ภาพ และตัวหนังสือ ผมบอกกับตัวเองว่า ผมไม่สนหรอก ตราบใดที่ ผมยังเสพในภาพที่ผมเห็น ผมไม่ได้เข้าไปยุ่งกับสิ่งซ่อนเร้น แต่ให้ตายสิ ทำไมเพื่อนผมเห็น ผมถึงไม่เห็นนะ ผมถามตัวเอง...

วันหนึ่งตัวหนังสือ ตลกกินหญ้าของผมอีกแล้ว ผมแซวเพื่อนคนหนึ่งเข้าด้วยความไม่คิดอะไร...แต่ที่ไหนได้ อักษรเดียวกัน คำเดียวกัน ที่ใครๆ ก็เห็น จะให้ผลที่แตกต่างกัน...ทางความคิดและการตีความ เพื่อนคนนั้นโทรศัพท์มาต่อว่า หาว่าผมดูถูก ไม่ให้เกียรติกันเลย...ผมว่าตอนผมพิมพ์ผมไม่ได้คิดอะไร นอกจากแซวเพราะคิดว่า “เราสนิทกัน” แต่คนอ่านกลับคิดไม่เหมือนผม...แปลกดีนะ...

อีกหลายวันของความรู้สึกเริ่มเบื่อ...ผมต้องการสร้างความสนุกขึ้นมาอีกแล้ว...ใช่สิ ในโลกอีกฝั่งเป็นของผมนี่ ผมมีสิทธิจะพูดจะพิมพ์อะไรก็ได้...จะพูดหวานฉ่ำ หรือจะเปรี้ยวเผ็ด ก็ไม่มีอะไร...มากไปกว่า มันเป็น “คำโกหก” บ้างเท่านั้น

และแล้ว...สิ่งที่ผมตลกแซวแบบธรรมดาที่สุด กับคนสนิทที่สุด กลับให้ผลที่เจ็บปวดที่สุด...ผมเข้าใจดี และเข้าใจดี ความธรรมดา มักไม่ธรรมดา สิ่งซ่อนเร้น กลับไม่ซ่อนเร้น มิตรกลับไม่ใช่มิตร...กลายเป็นคนแปลกหน้า เพียงแค่อักษรไม่กี่คำ ภาพไม่กี่ภาพ แปลกดีแท้...

ผม ขอโทษ...

ผมถามตัวเอง และพร้อมถอยออกมาพัก...ดีหรือไม่ อาจจะเป็นการชั่วคราว หรือการถาวร...

ผมคิดว่าผมคงไม่ต้องเอาสมองไปไถนาอีกแล้ว...เชื่อผมเถอะ !




 

Create Date : 17 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 17 กรกฎาคม 2549 22:45:14 น.
Counter : 124 Pageviews.  

The Death-discourse in the Café’s Chat

เรื่องบางเรื่องมันไม่น่าจะเป็นเรื่อง แต่เรื่องที่เป็นเรื่องมันมาจากเรื่องบางเรื่อง...

กาลครั้งหนึ่งไม่นานเท่าใด บนถนนสายไซเบอร์หลายคนไม่เคยเจอหน้ากันแต่ได้คุยกัน ซึ่งต่างจากถนนอีกสายหนึ่งแม้จะได้เจอกันทุกวันแต่ไม่เคยคุยกันแม้แต่ครั้งเดียว โลกเราประหลาด...

บ้างครั้งคนที่สนิทกันกลับไม่ยอมคุยกันเลย ต่างจากคนที่ไม่สนิทไม่เคยเห็นหน้ากลับคุยกันอย่างสนิทสนม...สิ่งเหล่านี้เกิดจากเส้นใยบางเล็ก เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ซึ่งกระทบแปรปรวนเปลี่ยนความหมาย สร้างความถูกต้อง รวมไปถึงครอบงำบิดเบือนความจริงให้เป็นความจริง

...............

ในห้องแชทรูมห้องหนึ่ง ที่วุ่นวายไปด้วยการไหลของรหัส 0 กับ 1 ผ่านสายตาเป็นอักษรนับพันนับหมื่น คนสองคนได้รู้จักสนิทสนม ทั้งนี้เป็นเพราะความโหยหาสังคม ความเหงาไร้มิตร และความสนุกเพลิดเพลิน จากวันเป็นคืน ไหลผ่านเป็นเดือน คนที่เคยคุยคุ้นในห้องผ่านจอสี่เหลี่ยมนึกอยากเจอกันเพราะคิดว่า “เราเข้ากันได้”

ผมจำได้ว่าได้ยินเรื่องการนัดเจอกันครั้งแรกจากเพื่อนของผม ผู้ช่ำชองการแชท มันมาฟุ้งใหญ่ว่า คนที่มันนัด คุยถูกคอนัก โดยเฉพาะเรื่องการเมือง มันบอกผมว่า เรื่องสภากาแฟเป็นเรื่องของคนแก่ล้าสมัย คนรุ่นใหม่เขาคุยกันผ่านแชททั้งนั้น

...............

เพื่อนผมมันชื่อ จอด ทั้งวันมันอยู่แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์ กลับบ้านไปก็ดูทีวี แล้วก็นอน มันบอกผมว่า ในอินเทอร์เนทมีทุกสิ่งทุกอย่าง สรรพความรู้หรือความบันเทิง หาได้จากที่นี่ อินเทอร์เนทคือ ความจริง และก็ความจริง มันเชื่อในสิ่งที่มันเห็น มันเชื่อในสิ่งที่มันอ่าน และใช่สิ่งเหล่านั้นคือความจริง ! หาใช่ความเท็จ

พุดถึงรายการทีวี มันชอบดูรายการทีวีที่เรียกว่า “เรียลลิตี้โชว์” มากๆ มันบอกผมว่า สนุก สมจริง ไม่หลอกลวง รู้สึกมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ มันเชื่อว่าสิ่งที่มันเห็นเป็นความจริง
ผมว่าอะไรๆที่มันพุดก็จริงไปหมด ใช่เพราะมันพูดในความจริง ความจริงที่มันรู้ และคิดว่า จริง!

ผมบอกมันว่า มันเป็นโรคจิตอ่อนๆ มันกลับหัวเราะและถามผมว่า ทำไมคิดว่ามันเป็นอย่างนั้น ผมย้อนกลับไปว่า เป็นธรรมดาของคนที่ชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องของชาวบ้าน โดยเฉพาะพวกรายการที่มันชอบดู สนองตอบต่อความอยากรู้ได้เป็นอย่างดี ผมกล่าวย้ำว่า จริงๆ รายการที่มันดู ไม่ต่างอะไรกับการที่มันชอบดูหนังโป๊ ดูคนอื่นเสพสมกัน เพราะมันเป็นสันดานของมนุษย์ ผมว่าจริงๆ อะไรๆมันไม่ต่างกันหรอก แม้แต่การดูละครก็คือการดูเรื่องคนอื่นทั้งนั้น ดูเรื่องและมีอารมณ์ร่วมกับเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเองทั้งเพ

มันบอกผมว่า ผมเป็นพวกผีบ้า เป็นพวกมองโลกในแง่ร้าย คิดมาก

ผมยอมรับ...

ลืมเล่าเรื่องสำคัญไปเลย เรื่องนัดของมันจากการแชท

...............

มันคุยเรื่องน้องคนหนึ่งให้ผมฟัง และสุดท้ายก็ได้นัดเจอกันที่ร้านสตาร์บัฟฟ์...วันนั้นเป็นวันหยุดพักผ่อน แน่นอนว่าห้างสรรพสินค้าต้องแน่นไปด้วยรอยเท้านับหมื่นที่เหยียบย่ำเดินชมเดินซื้อข้าวของ มันแต่งตัวซะหล่อ กะว่าน้องเขาเห็นจะชอบมันมากขึ้น

มันโม้เรื่องน้องให้ฟังว่าเก่งอย่างนั้นอย่างนี้ ผมไม่ค่อยเชื่อหรอก เพราะว่าผมเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายเสมอ ดังนั้น...

...............

บรรยากาศในร้านดูคึกคัก กลิ่นหอมกาแฟส่งกลิ่นพรากกระชากสิ่งที่อยู่ในกระเป๋าให้ลอยไปสู่ความร่ำรวยทางฝั่งตะวันตก ฝั่งตรงกันข้ามมีผู้คนผีบ้ายืนรอคิวเหมือนกับจะรอขออาหารในโรงทาน แต่คนเหล่านี้ทรัพย์ในกายกลับอักโข ช่างเป็นภาพที่ต่างกันลิบลับ ชื่อร้านอ่านยากเหลือเกิน ได้ยิน(มาอีกแล้ว)ว่าเป็นร้านขนมปังจากสิงคโปร์รสชาติดี ขายดี อร่อยจนทำไม่ทัน ผมไม่นึกว่าจะได้เห็นภาพแบบนี้จริงๆ จะมีไหมที่มายืนรอคิวสั่งส้มตำ หรือยืนรอคิวซื้อขนมเบื้อง ถ้ามีจะรีบไปดูก่อนคนแรกเลย แต่ว่าไปกลิ่นขนมปังมันหอมยวนใจจริงๆ อยากไปต่อคิวลองเสียตังค์ดูเหมือนกัน

จอดมันนั่งเอามือกุมวางไว้บนโต๊ะ ท่าทางดูร้อนใจพิกล บางครั้งมันเหลือบดูนาฬิกาข้อมือ

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น มันรีบรับทันที มันพยักหน้าสองสามที แล้ววางสาย

ไม่นานนัก มันก็ได้เจอน้องคนที่คุยกับมัน

สวยจริงด้วย นึกไปก็อิจฉา แม่ง !

ดูท่าทางสองคนจะคุยกันถูกคอ เพราะหัวเราะกันตลอด รอยยิ้มดูท่าทางจะไม่จางจากมุมปากเลย จนกาแฟหมด
สองคนเดินออกจากร้านกาแฟไปอย่างรวดเร็ว

สองคนไปหยุดอยู่ที่ร้านไอศกรีม หวานซึ่ง ร้านเจ็ดความรู้สึก หรือ Seven Sense

ไอศกรีมดูเหมือนจะจืดไป ด้วยซ้ำ

แต่...

ไอศกรีมดูเหมือนจะไม่หวานอย่างที่คิด !

“คิดว่า ส.ส. แทบ น่าจะพ้นไปจากแผ่นดินนะ แผ่นดินไทยจะได้สูงขึ้นอีก” มันว่า

“พรรคแบบนี้มีอยู่ในไทยก็รกไปเปล่า ถูกสอบสวนยุบพรรคไปเลยก็ดี” มันเริ่มออกอาการ

“เอ่อ พี่ หนูว่า...”

“น้องว่าจริงมะ พี่อ่านข่าว เห็นในอินเทอร์เนท เห็นในทีวี คนมันเลว ดูท่านผู้นำสิทำเรียลลิตี้ออกไปอยู่ไปกินไปนอนกับประชาชน ดีขนาดไหน ไม่ถือตัว”

“พี่ !” น้องขึ้นเสียง

“คนเราถ้าตายไปสสารมันก็คงอยู่ในโลก แผ่นดินไม่เห็นจะสูงขึ้นตรงไหนเลย”

“โธ่น้อง น้องไม่รู้อะไร ยังเด็กนัก น้องอย่าไปเชื่อในสิ่งที่เขาพูดจูงใจสิ เชื่อพี่เถอะ พี่ผ่านโลกมามากแล้ว”

“พี่ขึ้นชื่อว่า ‘เล่น’ การเมือง มันคงไม่มีใครคิดจริงใจกับใครหรอกค่ะ แม้แต่กับประชาชนเอง หนูว่าเราเลิกพูดเรื่องนี้ดีกว่า ไร้สาระ”

“ไม่ไร้สาระนะ พี่ว่าหนู Maturity ยังไม่พร้อมไม่เข้าใจหรอก”

“ชีวิตหนู ไม่ได้ว่าง ไร้สาระขนาดนั้นนะ หนูมาเพื่อผ่อนคลายไม่ได้มาเพื่อฟังเรื่องการเมืองบ้าๆ ใครจะเป็นยังไง พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้รู้จักหนู แม้หนูจะรู้จักเขา ส.ส.แทบ จะตายหรือไม่ตาย หนูก็ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับเขาสักหน่อย”

“ไม่ได้หรอก น้องคิดผิดถนัด” มันส่ายหน้า

“คนที่เราเลือกเป็นผู้นำ เป็นผู้แทน เขาคือคนที่มุ่งมั่นในการพัฒนาสังคม แก้ปัญหาความยากจน มันจะไม่เกี่ยวกับเราได้อย่างไร ปากท้องของเราทั้งนั้น นี่น้องอย่าเพิ่งโกรธนะ เดี่ยวเขาจะหาว่า E.Q. ต่ำ” สุดเสียงเท่านั้น สาวน้อยก็ลุกเดินออกไป


...............

ผมเห็น ผมรู้ ผมได้ยิน แต่เพื่อนผมมันไม่เห็นที่ผมเห็น มันอาจจะรู้ในสิ่งที่ผมรู้ และได้ยินอะไรเหมือนผม

วันรุ่งขึ้นมันเดินมาที่โต๊ะทำงานของผม และบ่นให้ฟังว่า เซ็งมาก ผมบอกมันว่า ผมรู้แล้ว มันซักผมว่ารู้ได้อย่างไร ผมก็เลยบอกมันว่า ผมแอบตามมันไป ได้ยินหมด เพราะผมชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องของชาวบ้าน แถมแอบถ่ายรูปมันกะน้องตอนคุยกันอีกด้วย...

ตอนบ่ายมันเข้าไปตั้งกระทู้ในห้องที่มันชอบไปคุย ก็เรื่องที่มันเถียงกับน้องอยู่นั่นล่ะ ผลก็คือน้องคนนั้นเขามาตอบมัน ว่า จขกท (เจ้าของกระทู้) ว่างนักหรือไง มันตอบไปกวนๆ ว่า คนตอบก็คงว่างเหมือนมัน

ผมเห็นมันหน้าตาคร่ำเคร่ง ผมเลยแอบติดตามอ่านในกระทู้ของมัน ตอนเจ้านายไม่อยู่

‘หนูว่าพี่เลิกถามไร้สาระเสียทีเถอะว่า ถ้าไม่มีใครแล้วจะเป็นอย่างไร หนูว่าเป็นคำถามที่ไม่สร้างสรรค์เอาเสียเลย หนูว่า หากจะพูดเรื่องการเมืองทำไมไม่พูดเรื่องที่เป็นแง่มุมไม่ใช่มากล่าวโทษว่าใครผิดหรือถูก หรือใครสมควรตาย หรืออยู่ ทำไมไม่คิดว่า จะแก้ไขอย่างไร หรือเหตุมีที่มีที่ไป เนื่องจากปัจจัยอื่นอย่างไร พี่ลองดูทีวีช่องอื่นที่ไม่ใช่ของรัฐบวมบ้างสิ’

‘หนูจะเชื่อสื่อเหล่านั้นเหรอ มันของพรรคฝ่ายแค้นมันก็ด่าแต่รัฐบวมสิ ทำไมไม่ดูช่องสี่ช่องหกช่องแปดช่องสิบ เขาลงตรงกันหมด เห็นมะ’

‘พี่คิดว่าท่านผู้นำไม่ได้ให้ข่าวเสนอแบบนั้นเหรอ มันอาจจะเป็นการแสดงละครก็ได้’

‘ไม่มีทางหรอกหนู พี่ว่าหนู ควรอ่านให้มาก ดูให้มาก แล้วจะเข้าใจ อย่างที่พี่บอก คน E.Q. ต่ำอย่างหนูคงเข้าใจอะไรได้ยาก หัดมองโลกในความเป็นจริงเสียบ้าง’

‘พี่ผิดหวังในตัวหนูมาก ตอนที่เจอกันเมื่อวาน’ มันชักนอกประเด็นในกระทู้แล้ว ผมแอบตามอ่านเงียบๆ

‘หนูว่าพี่ ทำไมเป็นคนแบบนี้ พี่ไม่เข้าใจอะไรเลย พี่คิดว่าพี่ถูกทุกอย่างหรือไง มีใครบ้างไม่ทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว เขาเหล่านั้นเคยสัญญากับเราด้วยคำหวานๆ เขาทำตัวเหมือนเขาเป็นญาติเรา ทำให้เราคิดให้เราไว้วางใจ เรารู้สึกว่าเขารู้จักเรา...แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ เขาไม่รู้จักเราแม้แต่น้อย เราต่างหากที่คิดว่าเขาต้องรู้จักเราแน่ๆ พี่ไปหลงอะไรกับเขา’

‘พี่ไม่อยากบอกนะ ว่าพี่รู้ว่าหนูเป็นกะเทย พี่ผิดหวัง ทำไมต้องหลอกพี่’ มันชักนอกเรื่องไปกันใหญ่แล้ว

‘หนูไม่เคยหลอกพี่นะ แต่พี่ไม่ถามเอง’

‘สงสารพ่อแม่หนูจริงๆ ที่มีลูกผู้ชายเกิดมาตอนแรกดีใจ แต่สุดท้ายผิดธรรมชาติ ทำให้ท่านผิดหวังจริงๆ’

‘พี่ พี่อย่าเอาตัวเองมาเป็นมาตรฐานวัดสิคะ เกิดมาหนูไม่เคยได้ยินพ่อแม่หนูบ่นหรือเสียใจในเรื่องที่หนูเป็นแบบนี้ ท่านเข้าใจดี พี่อย่าเอาพ่อแม่หนูมาเป็นเครื่องมือว่าหนูเลย นี่มันที่สาธารณะนะ ไว้หน้าหนูบ้าง’

‘เกิดมาทั้งที เป็นอย่างนี้เสียชาติเกิด’

‘พี่ นี่มันสิทธิของหนู หนูเกิดมาไม่มีสิทธิเลือกทางเดินเลยหรือ ทำไมต้องมาตั้งกฎเกณฑ์ว่าหนูควรเป็นอย่างนั้น หรือทำอย่างนี้ หนูผิดหรือที่เป็นกะเทย ถึงหนูจะเป็นแบบนี้แต่หนูก็ภูมิใจ ถามจริงๆ พี่เอาสมองไว้ไถนาหรือเปล่าคะ วันๆ หนูเห็นพี่คิดแต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง’


ผมได้ยินเสียงตบโต๊ะ แถมหน้าแดงเดินออกมาจากโต๊ะทำงาน ผมสะดุ้งและรีบเปลี่ยนหน้าจอคอมพิวเตอร์ทันที
มันเดินมาหาผม และเริ่มจะเล่า

“เดี๋ยวแก” ผมหยุดมันก่อนจะพูด

“แกรู้ป่าวว่า น้องคนเมื่อวานน่ะ” มันแย่งพูด

“ไม่ต้องพูดเลย กูรู้”

“นี่มึงรู้มะ กูเพิ่งเถียงกับมันมา” มันเปลี่ยนคำว่า น้อง เป็นมันไปแล้ว

“เดี่ยวสิ กูจะบอกมึงว่า...น้องเมื่อวานกูจ้างไปเอง”
แต่ดูเหมือนว่ามันไม่ได้ยิน เพราะมันพูดแข่งกับผม

"มึงจะบอกกูว่า คุยกับใครให้ระวังใช่มั้ย" และแล้วมันก็ไม่ได้ยินจริงๆ

“และน้อง คนที่มึงคุยด้วยก็...”

"เออกูรู้ กูไม่น่าไว้ใจเลย เห็นคุย คะ ขา นึกว่าเป็นผู้หญิง แม่ง ดันเป็นกระเทย" มันพูดไม่ยอมให้ผมได้พูดจริง

“กู เอง” ผมพูดกับตัวเองเบาๆ พร้อมกับหัวเราะ


มันก็หัวเราะพร้อมกับผม !




 

Create Date : 24 มิถุนายน 2549    
Last Update : 26 มิถุนายน 2549 18:31:02 น.
Counter : 137 Pageviews.  


buaravong
Location :
มหาสารคาม Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add buaravong's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.