หนูมน 1 ขวบ

           

                 เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วนัก เดือนนี้หนูมนของแม่ 1 ขวบเต็มแล้ว หนูมนเดินได้ไกลมากขึ้น แม่ว่าหนูคงเป็นเด็กเดินได้เร็ว แต่พูดช้า อย่างที่เค้าว่ากันว่าเด็กที่เดินเร็วจะพูดช้า เด็กที่เดินช้าจะพูดเร็ว แม่เห็นด้วยจริงๆ เพราะหนูมนหลังจากเกาะยืนได้ไม่กี่วัน พอครบขวบก็เดินได้และเดินได้ไกลมากขึ้น  แต่หนูยังเรียกพ่อกับแม่ไม่ได้ แต่ก็เข้าใจในประโยคคำสั่ง ประโยคคำถามได้อย่างดี

 

                ถึงหนูมนจะ 1 ขวบแล้ว แต่หนูก็ยังไม่นอนยาวอยู่ดี แม่ยังไม่สามารถให้หนูเลิกนมมื้อดึกได้ ทั้งๆ ที่พยายามมาหลายเดือนแล้ว ทุกครั้งถ้าหนูตื่นขึ้นมาแล้วไม่ได้กินนมก็จะร้องแบบน่าสงสารมาก แม่ใจอ่อนทุกที  แม่ตั้งใจว่าจะทำให้หนูเลิกนมมื้อดึกให้ได้ภายในเดือนนี้ล่ะ ไม่งั้นคุณพ่อคงเหนื่อยแย่ถ้าวันไหนแม่ต้องเข้าเวรตอนกลางคืน

 

                พอหนูมน 1 ขวบปุ๊ป แม่สังเกตว่าหนูมนไม่ค่อยยอมกินข้าว บางมื้อแทบไม่กินเลย แม่คิดว่าน่าจะเป็นเพราะฟันบนจะขึ้นด้วย แต่เอ...ก่อนหน้านี้ฟันล่างขึ้นหนูก็ไม่เห็นจะมีอาการแบบนี้เลย แม่พยายามเปลี่ยนเมนูก้อแล้ว ข้าวต้มที่เคยชอบก็ไม่ค่อยกิน กินน้อยมากๆๆ ข้าวเหนียวของโปรด ก็กินแล้วคาย ต้องหลอกล่อด้วยการให้ดูวิดีโอไปด้วย เล่นไปด้วย ถึงจะได้กินบ้าง แม่กลัวหนูน้ำหนักลดอ่ะ แต่แม่เคยอ่านในอินเตอร์เนต เค้าบอกว่าเด็กที่กินนมกลางคืนเยอะ จะทำให้กินข้าวได้น้อยลง ก็อาจจะจริง เพราะช่วง 10 เดือนหนูยังกินนมกลางคืนแค่ 2 ขวดเอง (ขวดละ 4 ออนซ์) แต่พอ 11 เดือน มานี่หนูกินเยอะมาก จนน่าตกใจ ไม่ให้กินก้อร้อง สงสัยแม่ต้องเอาจริงแล้วหล่ะ แม่ต้องฝึกหนูเลิกมื้อดึกให้ได้  ฮึ่ม !!!  

 

                ปฏิบัติการเลิกมื้อดึก เริ่มโดยการ หลังเที่ยงคืนไปแล้วแม่จะให้หนูกินนมน้อยลง แต่ช่วงแรกๆ เริ่มโดยการผสมนมให้จางลง โดยชงนม 1 ช้อน กับน้ำ 4 ออนซ์ เป็นไปตามคาด หนูมนดูดแค่แป๊บเดียวแล้วผละออก แล้วก้อนอนต่อ อืม.. แสดงว่าหนูมนไม่ได้กินนมด้วยความหิวจริงๆ แหะ และทุกครั้งที่หนูดิ้นไปดิ้นมา เหมือนอยากกินนม แม่ก็จะเอาขวดนี้ให้ดูด พอหนูดูดได้สักแปปก็ผละออก แล้วนอนต่อ เป็นอย่างนี้จนถึงเช้า แม่ว่าหนูก้อไม่ได้งอแงนะ นอนได้เป็นปกติ แต่อาจจะต้องตบก้นเบาๆ ฮัมเพลงกล่อมบ้างนิดหน่อย พอเช้ามา ประมาณ 7 โมง เป็นเวลาอาหารเช้าของหนู แม่สังเกตเห็นหนูกินข้าวได้เยอะขึ้น ค่อยยังชั่ว แม่กลัวหนูกินข้าวได้น้อย เพราะหนู 1 ขวบแล้ว ข้าวคืออาหารหลักของหนูแล้ว จะมากินนมแทนข้าวไม่ได้อ่ะ

 

                หลัง 1 ขวบมานี้ หนูมนเดินเก่งขึ้นทุกวัน แม่พาหนูมนเดินเล่นหน้าบ้าน (ในซอย) กับที่สนามหญ้าในหมู่บ้าน หนูมนจะชอบมาก แค่แม่บอกว่าไปเดินเล่นข้างนอกกัน หนูมนก็จะแสดงอาการดีอกดีใจ เดินมารอที่ประตู มองหารองเท้าใหญ่เลย 555 ชอบเที่ยวแต่เล็กเลย ลูกแม่

 

                การเฝ้าดูพัฒนาการของลูก คงเป็นช่วงเวลาที่พ่อแม่แต่ละคนมีความสุขมาก แม่เองก้อเช่นกัน มีความสุข ตื่นเต้นทุกครั้ง เวลาที่เห็นหนูทำกิจกรรมอะไรใหม่ๆ ได้ มันเป็นการแสดงให้เห็นว่าหนูมีการตอบสนองต่อการสอนของแม่ หนูและแม่เข้าใจกันมากขึ้น รู้ใจกันมากขึ้น แม่รักหนูมนมากนะคะ จุ๊บ จุ๊บ

 

 

               

 

               

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




 

Create Date : 12 กันยายน 2555    
Last Update : 12 กันยายน 2555 21:26:21 น.
Counter : 492 Pageviews.  

หนูมน 11 เดือน

                                                                

                  หนูมนของแม่ 11 เดือนแล้ว พัฒนาการของหนูมนในเดือนนี้ แม่ว่าหนูรู้เรื่องมากขึ้นเยอะเลย สอนให้ทำอะไรแค่ครั้ง 2 ครั้งก็จำได้ และทำตามได้เร็วด้วย เช่น แม่สอนให้หนูยกมือขึ้น แม่สอนแค่ 2 ครั้ง หนูก็ทำตามทันที และหลังจากนั้นพอพูดปุ๊ปหนูก็ทำโชว์ทันที น่ารักจังลูกแม่ เดือนนี้หนูมนตั้งไข่เองได้แล้ว แต่ไม่ค่อยจะอยากทำเท่าไหร่ ชอบเกาะแล้วยืนมากกว่า พอเกาะยืนได้แล้วก็เดินได้แค่ 2-3 ก้าวก็นั่งลง แม่ลุ้นอยากให้หนูเดินได้ภายในขวบจังเลย ไม่รู้จะสมหวังรึป่าวน้า  

 

            อีกพัฒนาการหนึ่งของหนู ที่เล่นเอาทุกคนในบ้านต้องมีการเคลื่อนไหวกันตลอด คือ หนูชอบคลานเข้าไปในที่แคบๆ ชอบมุดใต้โต๊ะ นั่งอยู่ใต้เก้าอี้ ชอบรื้อของ (ที่สูง) ชอบขึ้นบันได ชอบซ่อนตัวอยู่ในผ้าม่านปกติก็ซนอยู่แล้ว แต่เดือนนี้แม่ว่าหนูคล่องกว่าเดิม ที่หนูไม่อ้วนคงเพราะเหตุนี้ เพราะเล่นขยับกายตลอดเวลา แม้กระทั่งเวลากินข้าวก็ยังไม่ยอมอยู่นิ่งเลย      

                                                                        

 

                แต่ที่แม่ชอบมากที่สุดคือ หนูมนจะสวัสดีเวลาอยากให้ใครทำอะไรให้ หรือเวลาขอของจากใคร เวลาหนูมนอยากให้คุณยายอ่านหนังสือให้ฟัง ก็จะหยิบหนังสือลากมา วางตรงหน้า แล้วยกมือสวัสดีคุณยาย พอคุณยายอ่านจบ หนูก็สวัสดีอีก ไม่รู้รอบที่เท่าไหร่ จนคุณยายขี้เกียจอ่าน การเฝ้าดูพัฒนาการของหนูในแต่ละวัน มันก็เป็นความสุขอย่างหนึ่งนะ   

 

 ในช่วงเดือนนี้มีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้น ทั้งกับหนูมนและกับแม่ เรื่องแรกคือ แม่ต้องย้ายที่ทำงานจากคลองเตย ไปประจำที่สนามบินสุวรรณภูมิ และต้องทำงานแบบเข้าเวร คือ เข้า 9 โมงเช้า ออก 3 ทุ่ม และเข้า 3 ทุ่ม ออก 9 โมงเช้า (ทำ 2 วัน หยุด 2 วัน) ก็ดูเหมือนจะได้อยู่กับหนูมนมากขึ้น แต่ในวันที่แม่ต้องเข้า 3 ทุ่ม วันนั้นแม่จะรู้สึกเหนื่อยมาก เพราะทั้งวันไม่ได้นอนเลย (เพราะแม่ไม่ค่อยชอบนอนกลางวันอยู่แล้ว) เลยทำให้เวลาเข้าเวรกลางคืน รู้สึกเพลียและง่วงมาก และต้องออกมาตอนเช้าของอีกวัน กว่าจะกลับถึงบ้านก็เกือบ 11 โมง จริงๆ ตอนเข้าเวรจะมีช่วงเวลาให้ไปนอนแต่ก็นอนได้แค่ช่วงสั้นๆ เพราะกว่าจะนอนหลับได้ (ไม่ชินที่นี่น่า) จะได้นอนอีกทีก็ตอนกลับบ้านแล้ว ประมาณบ่าย 2 บ่าย 3 โน่น และนอนได้แค่ 1-2 ชม.เท่านั้น พอได้ยินเสียงหนูมนร้อง หรือเล่น ก็ทำเอาแม่ไม่อยากนอนต่อแล้ว เอาไว้นอนกลางคืนทีเดียวเลยละกัน ต่อไปคงต้องหัดนอนกลางวันซะแล้ว

 

            การทำงานของแม่ที่ต้องเข้าเวรแบบนี้ ทำให้ทุกคนในบ้านต้องปรับตัวกันครั้งยิ่งใหญ่ เช่น คุณพ่อของหนูถ้าวันที่แม่ต้องเข้าเวรเป็นวันธรรมดาตอนกลางคืน คุณพ่อต้องไปส่งแม่ที่สนามบิน แล้วค่อยกลับมาทำงานต่อที่บ้าน บางครั้งกลับมาแล้ว ถ้าหนูมนตื่น แล้วร้องงอแง คุณพ่อก็ต้องอุ้มและกล่อมให้หนุมนหลับสนิทก่อน จึงจะทำงานต่อได้ แล้วค่อยให้คุณย่านอนกับหนูมน เพราะตอนกลางคืนเหมือนหนูมนจะรู้ว่าพ่อกับแม่ไม่ได้นอนด้วย ก็จะตื่นบ่อย แล้วจะร้องงอแงทุกครั้ง ทำให้คุณพ่อต้องนอนดึกมากกว่าเดิม เฮ้อ...สงสารพ่อโอ๋เหมือนกันเนาะ แต่ทำไงได้อ่ะ แล้วตอนเช้า (ซึ่งแม่ยังไม่เลิกงาน) ก็เป็นหน้าที่ของคุณพ่อที่ต้องอาบน้ำให้หนูก่อนออกจากบ้าน ต้องล้างขวดนม เตรียมขวดนม เตรียมน้ำ ให้หนูมน (ซึ่งเดิมเป็นหน้าที่ของแม่) แต่คุณพ่อต้องมาทำแทนชั่วคราว

 

วันที่แม่ต้องเข้าเวรกลางคืน คุณพ่อก็จะมีหน้าที่ดูแลหนูมนในตอนเย็น คือ พาหนูมนเดินเล่น กินข้าว อาบน้ำ แต่งตัว แล้วพาหนูมนเข้านอน พอ 20.30 คุณพ่อจึงจะไปรับแม่ที่สนามบิน  (ให้คุณย่านอนอยู่กับหนู) พอแม่มาถึงบ้าน ก็อาบน้ำแล้วรีบมานอนกับหนูมนต่อ เพื่อให้คุณย่าไปนอนพัก ส่วนคุณพ่อถ้ามีงานก็ทำงานต่อ  กิจวัตรของบ้านเราก็เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง

 

             ช่วงแรกๆ ที่แม่เข้าเวรคุณย่าสามารถอยู่กับหนูมนตอนกลางคืนได้ ในช่วงที่คุณพ่อไปส่งแม่ที่สนามบิน (หลังจากคุณพ่อกล่อมหนูหลับแล้ว) แต่พอถึงคราวคุณยายมาอยู่หนูมนกลับงอแงซะงั้น ร้องไห้ตั้งแต่พ่อออกจากบ้าน จนกระทั่งพ่อกลับมาถึงบ้าน คุณพ่อเลยต้องเอาหนูไปด้วย แบบว่าหลับบนรถเลย พอถึงบ้านก็อุ้มมาหลับต่อที่เตียง คุณพ่อบอกว่าตอนแม่เข้าเวรช่วงแรกๆ ก็ดูไม่มีปัญหาอะไร แต่พอช่วงหลังๆเหมือนหนูมนรู้เรื่องมากขึ้น รู้ว่าแม่ไม่อยู่ เลยงอแง ตอนกลางคืนตื่นแทบทุกชั่วโมง ตื่นแล้วลุกขึ้นมานั่ง อุ้มก็เงียบ แต่พอวางก็ร้อง บางครั้งต้องอุ้มกันหลายชั่วโมงกว่าจะหลับสนิท ทำเอาคุณพ่อ กับคุณยายแทบไม่ได้นอนกันเลยทีเดียว    

             ส่วนอาหารการกินของหนูมน แม่ยังคงทำให้หนูเหมือนเดิม ถ้าเป็นวันที่แม่เข้าทำงานตอนเช้า ทุกอย่างก็เหมือนเดิม คือทำให้หนูก่อนออกจากบ้าน แต่ถ้าวันไหนที่ต้องเข้ากลางคืน แม่จะทำข้าวต้มไว้ให้หนูตอน 6 โมงเย็น (ก่อนแม่ไปทำงาน) พอมันหายร้อนแล้วค่อยเข้าตู้เย็น และบอกให้คุณย่าเอามาอุ่นให้ตอนเช้า อย่างน้อยก็ให้หนูกินข้าวต้มมื้อเช้าก่อน พอแม่ออกเวรแล้วค่อยมาทำมื้อกลางวันกับมื้อเย็นให้หนูอีกครั้ง  ที่ต้องทำอย่างนี้เพราะแม่อยากทำให้หนูด้วยตัวเอง และอีกอย่าง ก็ไม่อยากให้คุณย่ากับคุณพ่อต้องมายุ่งยากในตอนเช้า เพราะคุณพ่อเองก็ต้องไปทำงานเหมือนกัน เดี๋ยวจะกลายเป็นคุณย่าต้องมารับบทหนัก วิธีนี้จึงลงตัวที่สุด

 

             โดยรวมก็ไม่มีปัญหาอะไร ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี แค่แม่รู้สึกเหนื่อยและเพลียบ้าง แต่พอกลับมาเห็นหน้าหนูก็หายเหนื่อยทันที จนเดี๋ยวนี้ต้องนอนพร้อมกับหนูตอนบ่าย เพราะไม่ไหวแล้ว ง่วงมาก บางทีหนูก็ Active เหลือเกินกว่าจะนอนได้ก็ปาไป เกือบ 4 โมงเย็น แม่แทบจะง่อยเปลี้ยกันเลยทีเดียว  เฮ้อ ..........สู้ สู้ 

 

                อีกเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นกับหนูมนคือ หนูมนเป็นโรคลำไส้อักเสบ เกิดจากติดเชื้อไวรัสซื่งติดมาจากคุณพ่อ เรื่องมีอยู่ว่าคุณพ่อมีอาการอาหารเป็นพิษแล้วมีไข้ วันที่เป็นวันแรกแม่ต้องเข้าเวรกลางคืนแล้ววันนั้นหนูมนงอแง คุณพ่อต้องอุ้มตลอด พอวันรุ่งขึ้นคุณพ่อไปหาหมอ หมอบอกว่าที่คุณพ่อเป็นเกิดจากการติดไวรัสร่วมด้วย ซึ่งสามารถติดต่อกันทางลมหายใจ และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ หนูมนติดจากคุณพ่อ หนูมนมีอาการเบื่ออาหาร อาเจียน ถ่ายประมาณ 6-7 ครั้งต่อวัน แต่ไม่มีไข้ กินนมได้ปกติ มีซึมนิดหน่อย แต่แม่ว่าหนูก็ยังดูซนอยู่ดีนะ 555 แต่พ่อกับแม่เนี่ยสิเป็นห่วงหนูสุดๆ พาไปหาหมอตั้ง 2 ครั้ง เพราะอยากให้หนูหายเร็วๆ กลับมากินเก่งเหมือนเดิม เพราะช่วงนี้โรคมือ เท้า ปาก ระบาดด้วย พ่อกับแม่พาหนูมนไปหาหมอ ได้ยาแก้อาเจียน เกลือแร่ แล้วก็นมสำหรับเด็กท้องเสียมา คุณหมอบอกว่าโชคดีนะที่ไม่เป็นอะไรมาก ถือว่าเป็นเด็กแข็งแรง ไม่มีอาการอิดโรย เพียง 2 วัน อาการท้องเสียก็หาย แต่แม่อยากให้หนูกินเก่งเหมือนเดิมเร็วๆ จัง

                                                                       

           นี่ก็เป็นอีกช่วงเวลาหนึ่ง ที่แม่รู้สึกว่าเป็นครอบครัวมากขึ้น รู้สึกอบอุ่นเวลาที่เราอยู่กันพร้อมหน้า ทั้งสนุกเวลาที่เล่นกับหนู เวลาที่หนูมนหัวเราะ หรือยิ้ม มันเป็นสีสันที่ทำให้บ้านไม่เงียบเหงา เหมือนอย่างที่ใครหลายๆ คนพูดว่า ลูกเป็นสิ่งพิเศษที่เข้ามาเติมเต็มชีวิตครอบครัวให้สมบูรณ์ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ถึงแม้มันอาจจะมีความเหน็ดเหนื่อยเข้ามาปนบ้าง  แต่มันก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าเป็นความทุกข์ หรือบางครั้งอาจมีบ้างที่พ่อกับแม่ต่างก็เหนื่อยจนมีถกเถียงกันบ้าง หงุดหงิดใส่กัน แม่ยอมรับว่าแม่อารมณ์ร้อน มองปัญหาเล็กๆ เป็นเรื่องใหญ่เสมอ (เป็นอย่างนี้แต่ไหนแต่ไรแล้ว มาดีขึ้นก็เพราะมีหนูมนเนี่ยแหละ) และโชคดีที่คุณพ่อเข้าใจแม่ คอยช่วยเหลือทุกอย่าง ทำให้ครอบครัวเราผ่านปัญหา อุปสรรคมาได้ จนตอนนี้พ่อกับแม่คิดว่าคงไม่มีปัญหาใดจะยิ่งใหญ่กว่าการเลี้ยงหนูมนให้ดีที่สุด ทุกอย่างโฟกัสไปที่หนูมน (แต่คุณพ่อแอบมีโฟกัสไปที่น้องหนูมนด้วย 5555 แม่ว่ารอไปก่อนเถอะ แม่อยากเลี้ยงหนูมนให้เต็มที่ซะก่อน) ตอนนี้เข้าใจหัวอกของคนเป็นพ่อกับแม่แล้ว ว่าทุกลมหายใจเข้าออกมีแต่ลูก มันเป็นยังไง  

 

           ทุกวันนี้แม่กับพ่อพยายามทำสิ่งที่แม่กับพ่อคิดว่าดีที่สุดเพื่อหนู ซึ่งก็ไม่รู้ว่าถ้าหนูโตขึ้น หนูจะชอบมั้ย จะรู้สึกดีหรือพอใจรึป่าว แต่ขอให้หนูรู้ไว้เพียงว่าทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นกับหนูนับแต่นี้ไป มันเกิดจากความรัก และความหวังดีที่แม่กับพ่อมีให้หนู นะจ๊ะ หนูมนลูกรัก

 

                                                    




 

Create Date : 06 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 23 กรกฎาคม 2555 0:02:59 น.
Counter : 457 Pageviews.  

หนูมน 10 เดือน

             เวลาผ่านไป ไวเหมือนโกหก ตอนนี้หนูมนของแม่ 10 เดือนแล้ว พัฒนาการของหนูช่วงนี้ คลานเร็วมากๆๆๆ ชอบเกาะยืน แล้วปล่อยมือ สามารถยืนนิ่งได้สักพักนึง  คุณยายบอกว่าหนูใกล้จะตั้งไข่ได้แล้ว ช่วงตอนกลางวันที่คุณยายอยู่บ้านเลี้ยงหนู คุณยายเล่าให้พังว่า หนูมนของแม่ซนมากๆ  ชอบคลานไปทางนู้นที ทางนี้ที จนคุณยายขี้เกียจจะตามแล้ว หนูมน ชอบมุดไปตามซอก มุมต่างๆ ของบ้าน (เหลือห้องน้ำ กับห้องครัวที่ยังไม่ได้สัมผัส)

 

            ช่วงเย็นคุณยายจะพาหนูนั่งรถเข็นมารอพ่อกับแม่อยู่หน้าบ้าน แล้วดูพวกพี่ๆ เค้าเตะบอลกันที่สนามเด็กเล่น คุณยายเล่าให้แม่ฟังว่าเวลาหนูมนเห็นพี่ๆ เตะบอล หนูจะชอบกรี๊ด แล้วส่งเสียงประมาณว่าส่งเสียงเชียร์ฟุตบอล ใครเดินผ่านไปผ่านมา ก็จะหัวเราะหนู (แบบว่าดูบอลเป็นแต่เด็กเลย 5555)

 

            หนูมนของแม่ทำตามที่สั่งได้บ้างแล้ว เช่น ปรบมือ แบมือ ขอ... บ๊าย บาย แต่ส่งจูบยังไม่ได้เท่าไหร่ เวลาบอกให้ทำ จะเอามือเข้าปากอย่างเดียวเลย

 

            ช่วงที่หนูมนครบ 10 เดือน มาได้ 4 วัน ครอบครัวเราต้องเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศกัน 1 สัปดาห์ ก่อนเดินทางแม่เตรียมเก็บข้าวของ อุปกรณ์ของใช้หนู โดยดูจากทริปที่ไปตรัง (เป็นบทเรียน) คุณพ่อบอกว่าของหนูค่อนข้างเยอะ เลยต้องซื้อกระเป๋าเดินทางใบใหม่ให้หนูใส่ของกับแม่ในใบเดียวกัน ส่วนของคุณพ่อกับคุณตาก็ใส่ใบเดียวกัน (ใบเล็กกว่า) ใกล้ถึงวันเดินทางแม่เองก็หวั่นๆ เพราะปกติเวลาไปเที่ยวแบบนี้ พ่อกับแม่จะไปกันเอง เที่ยวแบบลุยๆ ลองผิด ลองถูกเอง แต่นี้ต้องพ่วงเด็กเล็ก กับคุณตา ไปด้วย สนุกแน่.......งานนี้

 

            ก่อนวันเดินทางประมาณ 2 สัปดาห์ หนูมนมีอาการคล้ายเป็นหวัด เพราะช่วงนั้นอากาศเปลี่ยน และสันนิษฐานว่าอาจจะติดจากพี่ข้างบ้านด้วย แต่หนูไม่มีไข้ พูดถึงเรื่องมีไข้ แม่มีเรื่องจะเล่าให้ฟัง ด้วยความที่แม่เป็นห่วงหนูมาก กังวลว่าถ้าหนูไม่สบายระหว่างเดินทางจะหมดสนุก หรือถ้าหนูไม่ได้ไป แม่ก็อดเป็นห่วง ไม่อยากไปด้วย จะพาลอดกันไปหมด แม่เห็นว่าหนูมีน้ำมูกใสๆ แต่วัดอุณหภูมิแล้วไม่มีไข้ เลยให้แค่ยาลดน้ำมูก (ตามที่ลุงหมอแนะนำ) พอตอนหนูหลับ แม่กลัวหนูหนาวเลยห่มผ้านวมให้ พอตกดึกแม่ตื่นขึ้นมาแล้วจับตัวหนู หนูตัวร้อนมาก ด้วยความตกใจแม่ปลุกพ่อให้รีบเอาผ้ามาเช็ดตัวหนู แล้วสั่งให้พ่อรีบเอายาลดไข้มาให้หนูกิน พ่อก็รีบทำตามแบบงัวเงีย พอตอนเช้ามืดหนูก็ตื่นมาตามปกติ แม่วัดอุณหภูมิอีกครั้ง หนูก็ไม่มีไข้ แต่แม่ก็มิวาย จะพาหนูไปหาหมอให้ได้ เรา 3 คนก็เดินทางไป ร.พ. จุฬา โทรนัดอาจารย์หมอเรียบร้อย ถึงคิวพบหมอ แม่ก็เล่าอาการหนูให้ฟัง

 

แม่ : คุณหมอค่ะ น้องมีน้ำมูกใสๆ ค่ะ ไม่เยอะ ไม่ไอ ให้ทานยาลดน้ำมูกแล้ว ก็ดีขึ้นค่ะ (ระหว่างนั้น แม่สังเกตเห็นสีหน้าคุณพ่อ ประมาณว่า ไม่เป็นไรแล้วพาลูกมาทำไม???)

 

คุณหมอ : แล้วมีไข้ด้วยรึป่าว

 

แม่ : ไม่มีค่ะ สงสัยเหมือนกันค่ะ เวลาจับตัวลูกแล้วรู้สึกว่าตัวเค้าร้อนมาก แต่ทำไมวัดแล้วไม่มีไข้

 

พ่อ : ก็แม่ห่มผ้านวมให้ลูกหนาซะขนาดนั้น แถมยังเปิดแอร์ ตั้ง 28 ไม่ร้อนก็บ้าแล้ว

 

คุณหมอ : ยิ้ม (จริงๆ คงอยากหัวเราะมากกว่า) เอาเป็นว่าถ้ากลางวันนี้ไม่มีไข้ ก็แสดงว่าไม่มีไข้จริงๆ ลองสังเกตดูนะครับ (มีอมยิ้มอีกเล็กน้อย)

 

แม่ : แหะ แหะ (หัวเราะด้วยความเก้อเขิน) 

 

 

 

เป็นแม่คนก็เงี้ยแหละ ห่วงไปหมด วันนั้น หนูเลยได้ยามาเพียบ (เอาไว้เป็นของขลังติดตัวระหว่างไปต่างประเทศ)  แม่ขอทุกขนาน จริงๆๆ แบบว่ายาสำหรับเด็กมีอะไรบ้าง เอาหมด เพราะปกติที่บ้านมีแต่ยาลดไข้ ซึ่งหนูก็แทบไม่ได้ใช้เลย 

 

 

 

         หลังจากพบคุณหมอเสร็จ ก่อนกลับบ้านเราเลยแวะเที่ยววัดไตรมิตรฯ ซึ่งมีพระพุทธรูปทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก พ่อกับแม่ พาหนูมน และคุณยายไปกราบพระเพื่อให้เป็นสิริมงคลก่อนเดินทาง แล้วพาหนูมนชมพิพิธภัณฑ์เยาวราช งานนี้หนูมนมีโอกาสได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ด้วย เพราะปกติคุณพ่อชอบเล่าประวัติศาสตร์ให้เราฟังอยู่แล้ว นี่ก็เป็นอีกโอกาสหนึ่งที่แม่ได้พาหนูมนเรียนรู้สู่โลกกว้าง ก่อนจะไปไกลนอกประเทศ

 

           

                         

 

                                                        

 

 

                              

 

 

 

 

 

 

                         

 

 

 

 

 

 

 ** ลูกรักของแม่ แข็งแรงๆ เร็วนะคะ จะได้ไปเที่ยวด้วยกัน

 

 




 

Create Date : 03 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 3 กรกฎาคม 2555 9:58:51 น.
Counter : 230 Pageviews.  

หนูมน 9 เดือน

                        

 

 

 

                        หนูมนของแม่ 9 เดือนแล้ว พัฒนาการของหนูตั้งแต่ตอน ก่อน 9 เดือน ไม่กี่วัน หนูก็เริ่มคลานให้แม่เห็นแล้ว พ่อกับแม่ตื่นเต้นมาก ลุ้นอยู่ว่าหนูจะคลานมั้ย หรือว่าจะเดินเลย (ถืงแม้จะคลานช้าไปหน่อย แต่ก็ยังดี) พอหนูครบ 9 เดือน ก็เริ่มคลานเก่งขึ้น  และต่อมาไม่ถึงอาทิตย์ ก็เริ่มเกาะยืน แต่ไม่ค่อยแข็งเท่าไหร่ หลังจากนั้นพัฒนาการหนูไปเร็วมาก คลานเก่งขึ้น ไวด้วย แถมชอบขึ้นบันได ชอบเกาะยืน พอยืนได้แล้วก็จะยิ้ม หัวเราะ ท่าทางดีใจ ที่แม่ชอบมากคือ หนูมนเข้าใจคำว่า “Bird” และ “an airplane” เวลาแม่พาหนูมาเดินเล่นรอบหมู่บ้าน ถ้าถามว่า Where is a bird? หรือ Where is an airplane? หนูจะมองขึ้นบนฟ้าทันที  ในขณะที่เวลาอยู่กับย่า ย่าจะถามว่า” ไหน นก อยู่ไหน” หนูมนก็จะมองหาเหมือนกัน แสดงว่าหนูมนเข้าใจว่า Bird กับนก คืออย่างเดียวกัน   ไม่เสียแรงที่พร่ำสอน แต่แม่ก็ยังแอบขึ้เกียจอยู่ ยังสอนศัพท์ได้ไม่เยอะ เพราะบางครั้งหนูดูไม่ค่อยให้ความร่วมมือเลยอ่ะ แม่เลยรู้สึกท้อ แต่แม่สัญญา ว่าจะพยายามมากว่านี้นะ เพราะหนูโตขึ้นทุกวันแล้ว เด๋วจะสายเกินไป

 

           

 

ตอนกลางคืนเวลาดูดนมแม่ แม่รู้สึกว่าหนูชอบให้แม่ร้องเพลงกล่อม เพราะร้องทีไร หนูจะหลับตาพริ้ม แล้วก็หลับในที่สุด แม่ก็ร้องแต่เพลงภาษาอังกฤษ ง่ายๆ  (หวังว่าหนูจะร้องได้เมื่อตอนโตนะ)

 

             

 

            ช่วง 9 เดือน คุณย่ากลับเชียงราย ถึงคิวคุณยายที่ต้องมาเลี้ยงหนูมน วันแรก หนูมนไม่ยอมให้คุณยายอุ้ม อาจเป็นเพราะลืมหน้าคุณยาย แต่พอผ่านไปวันนึง ได้อยู่กับยายทั้งวัน ก็เริ่มดีขึ้น ชอบเล่นกับยายมากขึ้น

 

 

 

            จากที่คุณย่ากับแม่พยายามสอนให้หนูมน บ๊าย บาย / ตบมือ / ส่งจูบ ตั้งแต่ตอน 5-6 เดือน แล้วก็สอนมาตลอด แต่ก็ไม่สำเร็จ ก็มาสำเร็จเอาตอนเดือนนี้แล่ะ คุณยายพยายามสอนทุกครั้ง สอนบ่อยๆ แล้วหนูมนก็ยอมทำตามที่บอก สิ่งที่แรกที่ทำได้คือ บ๊าย บาย แต่สิ่งที่ท่าทางจะสอนยากก็คือ ให้สวัสดี มือแข็งมาก พอจับมือทำ ก็โกรธ ดึงมือออกซะงั้น

 

 

 

            ทุกวันนี้ แม่พยายามอ่านนิทานให้หนูฟัง แต่หนูก็ยังไม่สนใจ  ชอบฟังเพลงมากกว่า พอแม่หยิบหนังสือมาจะอ่าน หนูก็จะดึงไปแล้วเอาไปเล่น แล้วก็โยนทิ้ง เป็นอย่างนี้ทุกที สงสัยแม่ต้องจำนิทานให้ได้ แล้วเล่าให้หนูฟังโดยไม่ต้องอ่าน จะลองดู ซิว่าหนูจะฟังมั้ย 

 

           

 

               ส่วนเรื่องอาหารการกินของหนู แม่ทำข้าวให้หนูแบบไม่เละมากเพราะสังเกตว่าหนูเริ่มเคี้ยวได้ดีขึ้นเมนูอาหารในแต่ละวันก็เปลี่ยนไปไม่ให้หนูเบื่อแต่จากที่ดูเหมือนหนูมนไม่ชอบกินผักโขมสงสัยแม่จะใส่เยอะไปหน่อย

 

 

 

               ตอนหนูครบ 9 เดือน แม่ต้องไปงานแต่งงานน้าวรรณ ที่ตรัง แม่เลยถือโอกาสชวนพ่อไปเที่ยว แล้วพาหนูไปด้วย แล้วก็จะได้ไปเยี่ยมคุณอาเจที่พัทลุง ด้วย เพราะอาเจก็ใกล้จะคลอดแล้ว

 

 

 

วันขึ้นเครื่องบิน แม่ตื่นเต้นกว่าหนูซะอีก เพราะลุ้นว่าหนูจะงอแงมั้ย กลัวหนูจะหูอื้อ จนร้องงอแง แต่ก่อนจะขึ้นเครื่องบิน มีเรื่องน่าตื่นเต้นกว่านั้นซะอีก ก็คือ “กลัวตกเครื่อง” เนื่องจากก่อนวันเดินทาง พ่อมีธุระ ไหนจะต้องไปส่งคุณย่าตอนเย็น ก็เลยแทบไม่มีเวลาเตรียมตัวมาก ๆ (จริงๆ ก็เป็นความผิดแม่เองที่ไม่ได้เตรียมของให้หนูให้เรียบร้อย) ตอนกลางคืนแม่ก็เอาเสื้อผ้าของหนู ของใช้ เสื้อผ้าพ่อกับแม่ ประมาณว่าเอามากองๆ ไว้ก่อน เด๋วค่อยใส่กระเป๋า พอเช้าวันรุ่งขึ้น แม่อุตส่าห์ตื่นตั้งแต่ ตี 4 มาทำอาหารให้หนู อาหารให้คุณพ่อ เตรียมเก็บกระเป๋า คุณพ่อก็ใจเย็น มัวแต่กินข้าว รดน้ำต้นไม้ เหลือบดูเวลาอีกที ก็จะ 7 โมงแล้ว (ซึ่งเครื่องออก 09.00 ต้องไปถึงอย่างน้อย 08.20) ไหนจะต้องอาบน้ำให้หนู แล้วพ่อกับแม่ก็ต้องผลัดกันไปอาบน้ำ ไหนจะต้องป้อนข้าวหนูไปด้วย เก็บของไปด้วย พอคุณตาข้างบ้านที่คุณพ่อนัดไว้ให้ไปส่งสนามบินมารอหน้าบ้าน แม่เลยตัดสินใจให้พ่อบอกคุณตาไปเลยว่าไม่ไปแล้ว จะให้เงินแกก็ได้ เพราะดูจากสภาพการณ์แล้ว คุณตาขับไป เราตกเครื่องแน่ เพราะคุณตาขับช้า แล้วเราก็คงไม่กล้าไปเร่งแกมาก พ่อเลยต้องเอารถไปเอง แล้วไปจอดสนามบิน ระหว่างทางรถก็ติดมาก เพื่อนๆ ของแม่ก็โทรมาตามกันใหญ่เลย เพราะกลัวครอบครัวเราจะไปไม่ทัน คุณพ่อก็เหยียบเต็มที่ คุณลุง 9 ที่จะไปตรังด้วย ต้องมารอรับหนูกับแม่ตรงประตูทางเข้า เพื่อมาขนของให้แม่ พาแม่ไปโหลดกระเป๋า (เพราะแม่ได้เช็คอินออนไลน์ไว้แล้ว) แล้วคุณพ่อก็ต้องขับรถไปหาที่จอด แต่พอมาถึงตรงประตูทางเข้าแม่ค่อยโล่งหน่อย เพราะยังไงก็ทันแล้ว สรุปมาถึงเคาน์เตอร์ประมาณ 08.15น. ฉิวเฉียดจริงๆ ส่วนคุณพ่อไม่ต้องเช็คอินแล้ว ก็เข้าไปข้างในได้เลย

 

 

 

                ตอนกำลังจะเข้าไปใน Gate แม่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลืมเอานมของลูกที่ชงแล้ว กับขวดน้ำ (ซึ่งเตรียมไว้สำหรับให้หนูกินระหว่างเดินทาง ลืมจนได้ แล้วขวดนมที่เอามาก็มีแค่ 3 ขวด พลาดจนได้  ไม่เป็นไร กินเต้าไปแล้วกัน ช่วงที่ต้อง x-Ray แม่กับหนูสามารถเดินเข้าไปได้เลย น้ำ กับนมที่เตรียมไว้ ก็เอาเข้าไปได้เลย เพราะเป็นของเด็ก (ตอนแรกคิดว่าเป็นของเหลวแล้วจะไม่ให้ขึ้นเครื่องซะอีก) 

                               

 

 

 

ช่วงเวลาก่อนขึ้นเครื่องหนูมนก็ดูปกติ ไม่งอแงเท่าไหร่ เพราะงีบหลับมาตอนระหว่างทางมาสนามบิน แต่พอขึ้นเครื่องแล้ว หนูมนก็แผงฤทธิ์จนได้ เพราะงอแงง่วงนอน และไม่ยอมดูดขวด จะดูดเต้าให้ได้ ก็มีส่งเสียงร้องเป็นระยะ แม่เลยต้องยอมให้หนูดูดเต้า เขินอ่ะ เพราะคนที่นั่งด้านในก็ผู้ชาย แถมยังลืมผ้าบังให้นมมาอีก (ประสบการณ์ที่น่าจดจำจริงๆๆ) ลืมโน่น ลืมนี่ ของลูกเยอะแยะ รู้สึกเลยว่าเราต้องพร้อมกว่านี้ คุณพ่อยังมาพูดอีกว่า ดีแล้วจะได้เป็นบทเรียน ว่าครั้งต่อไปต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง  (แม่ว่าพ่อควรบอกตัวเองมากกว่าเนาะ )พอหนูมนได้ดูดนมแล้วก็หลับไป มาตื่นอีกทีก็ตอนถึงตรังแล้ว 1 ชั่วโมงบนเครื่องก็ผ่านไปได้ด้วยดี ก่อนเข้าโรงแรมเรามาที่บ้านน้าวรรณก่อน แวะมากินข้าว หนูมนก็ดูร่าเริงดี เพราะได้คลานเล่น ได้กินข้าว เมื่อมาถึงโรงแรม พอแม่วางหนูบนเตียงเท่านั้นแหละ  หนูท่าทางจะชอบมาก คลานไปทั่วเลย ประมาณว่าได้เป็นอิสระซะที อึดอัดมานาน

                             

 

 

 

หลังจากเสร็จงานแต่งงานน้าวรรณ แม่พาหนูไปจ.พัทลุง เพื่อไปเยี่ยมอาเจ หลังจากสอบถามเส้นทาง สรุปว่าเราต้องนั่งรถตู้ไปจ.พัทลุง ไปลงหน้าศาลากลางจังหวัด เรา 3 คน เดินออกจากโรงแรม เพื่อจะหารถไป บขส. แต่ถามจากคนแถวนั้นแล้วไม่มีรถสองแถวผ่าน นอกจากจะต้องนั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้างไป แม่คิดทันทีไม่เอาอ่ะ กลับไปโรงแรมเหอะ ให้โรงแรมเอารถไปส่ง แต่พ่อหนูกลับบอกว่า ไม่เป็นไรหรอก นั่งแปปเดียว แต่แม่กลัวอ่ะ ไม่ชอบนั่งมอเตอร์ไซด์แบบนี้ กลัวตก กลัวหนูมนจะตกด้วย แล้วก็ยิ่งต่างถิ่นแบบนี้ กลัวอ่ะ แต่ความคิดนึงก็แวบขึ้นมาในสมอง พ่อเคยซื้อหนังสือมาให้แม่อ่าน เป็นหนังสือที่สอนวิธีการเลี้ยงลูก มีบทหนึ่งที่ผู้เขียนแนะนำว่าต้องให้ลูกรู้จักความลำบาก รู้จักการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย อยู่ได้โดยไม่ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวก แม่ก็เลยตัดสินใจอย่างรวดเร็ว ว่าไปก็ไป แค่นี่เอง ลูกคนอื่นเค้ายังนั่งได้เลย (จริงๆ แล้วที่แม่บอกพ่อว่าไม่ได้ ไม่นั่ง ไม่ใช่เพราะห่วงหนูคนเดียว แต่เป็นเพราะแม่ห่วงความรู้สึกของแม่เอง ที่ไม่ชอบความลำบาก อยากสบาย แต่แม่ไม่อยากให้หนูนิสัยเสียแบบแม่ แม่เลยต้องฝืนความรู้สึกตัวเอง) พ่อเรียกมอเตอร์ไซด์ 2 คัน คันแรก พ่อนั่งแล้วอุ้มหนูด้วย อีกคันก็แม่นั่งตามไป ระหว่างทางแม่มองหนูตลอด เป็นห่วงหนู กลัวลมจะแรงไปมั้ย พ่อก็เอาผ้าอ้อมคลุมหัวหนูไว้ หนูก็ทำตาปริบๆๆ แบบว่าโดนลม คนขับก็ไม่ได้ขับเร็วมาก แต่ก็ไม่ช้าอ่ะ พ่อเรามาถึง บขส. เราก็ซื้อตั๋วขึ้นรถตู้ ระหว่างทางหนูก็หลับตลอดทาง คงเป็นเพราะรถวิ่งโยกไปโยกมา หนูเลยหลับเพลิน ทั้งขาไปและขากลับ

 

 

                   

 

 แต่พอขากลับ ต้องรอขึ้นรถตู้นานหน่อย แดดก็ค่อนข้างร้อน หนูมนก็นอนหลับ (แม่สงสารหนูมาก ไม่เคยพาหนูมาลำบากอย่างนี้ ทุกทีไปไหนก็รถส่วนตัวตลอด แต่คราวนี้ผจญภัยกันตลอดทาง แม่ได้แต่พยายามบอกตัวเองว่า ชีวิตก็ต้องเป็นอย่างนี้แล่ะ จะสบายตลอดไม่ได้ ต้องอดทน ต่อไปหนูมนต้องเจออะไรอีกเยอะ) พอได้ขึ้นรถตู้หนูมนก็หลับสนิทตลอดทาง หลังจากลงรถตู้แล้ว  ฝนก็ตกปรอยๆ ร่มก็ไม่มี (พร้อมมาก....) พ่อมองเห็นรถสองแถวอยู่เลยไปถามว่าผ่านโรงแรม... มั้ย คนขับบอกว่าไม่ผ่าน แต่จะไปส่งให้ เรา 3 คน คนขับใจดีมาก เห็นแม่อุ้มหนูก็รีบมากางร่มให้ เรา 3 คน ขึ้นรถสองแถว ซึ่งทั้งคันมีเรา 3 คน พ่อ แม่ ลูก นี่ก็เป็นครั้งแรกของหนูเช่นกัน หนูมนมองข้างหลังตลอด เพราะเห็นรถหลายคันขับตามมา (แบบว่าในระยะใกล้ชิด) มาตรังคราวนี้ เรียกว่า ครบทุกรสชาติ

 

 

ขากลับจากตรังมากทม. เครื่องดีเลย์ไปเกือบชั่วโมง จนหนูมนเริ่มงอแง เพราะง่วงนอน พอได้ขึ้นเครื่องก็ร้องจะกินนม แม่ก็ให้หนูดูดเต้าอีกตามเคย จนเครื่อง Take off เรียบร้อย พ่อกับแม่ก็ค่อยสบายใจหน่อย พอผ่านไปแค่ 30 นาที หนูดันตื่นซะงั้น แบบว่าที่ผ่านมาแค่งีบอ่ะ  เอาหล่ะทีนี้ทำไงดี ก็พยายามหาของให้หนูเล่น หนูมนก็หยิบอันนั้น อันนี้มาเล่น แล้วก็โยนทิ้งมั่ง แบบว่าซนอ่ะ ไม่อยู่เฉยเลย แม่ก็ได้แต่ขอให้ถึง กทม.เร็วๆ เพราะกลัวหนูจะเบื่อ เด๋วงอแงอีก เล่นไปซักพัก ก็ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ระหว่างทางเดินออกมาหนูมนคนจะตื่นตา ตื่นใจ มองไปทั่วเลย แม่รู้และว่าหนูอยากจะให้แม่อุ้มเดิน ตอนอยู่บนเครื่องคงอืดอัด อยากเดิน อยากคลาน

 

 

 

              พอกลับมาถึงบ้าน หนูมนก็ดิ้นจะลงให้ได้ พอแม่วางปั๊บ หนูมนก็คลานใหญ่เลย แล้วก็หัวเราะ สนุกสนาน ประมาณว่าดีใจจังถึงบ้านแล้ว

 

 

 

สรุป การเดินทางครั้งนี้ หนูมนถือว่าผ่านบททดสอบความอดทนได้ระดับหนึ่ง เพราะเวลาที่หนูง่วง อยากนอน หนูก็งอแงไม่มาก ไม่ถึงกับโวยวาย คงเป็นเพราะมีพ่อกับแม่ไปด้วย สภาพร่างกายหนูมนแข็งแรงดี ไม่มีซึม แต่ที่สำคัญคือ บทเรียนของพ่อกับแม่ ที่ต้องเตรียมตัวมากกว่านี้  ต้องพร้อมมากกว่านี้ แต่มันก็ทำให้เรารักกันมากกว่าเดิม เห็นใจกันมากกว่าเดิม พ่อกับแม่โชคดีที่มีหนูมน นะคะ

 

 

 

 

 




 

Create Date : 03 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 3 กรกฎาคม 2555 9:53:50 น.
Counter : 238 Pageviews.  

หนูมน 8 เดือน

ตอนหนูมนได้ 8 เดือนกว่า หนูชอบส่งเสียงอ้อแอ้มากขึ้น เวลาถือหนังสือก็จะทำท่าเปิดแล้วส่งเสียง เหมือนว่ากำลังอ่านหนังสืออยู่ (น่ารักจัง) แม่จะพาหนูอ่านหนังสือทุกวัน เป็นเล่มเล็กๆ “ฉันรักผลไม้” หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกของหนู แม่อ่านเล่มนี้ให้หนูฟังทุกวัน วันละ 2-3 รอบ  แม่จะรอดูว่าถ้าหนูพูดได้แล้ว หนูจะเข้าใจ แล้วรู้จักผลไม้เหล่านี้ (เป็นภาษาอังกฤษ) รึป่าวนะ

 

แม่เริ่มมาทบทวนว่า ทุกวันนี้สอนอะไรหนูบ้าง แล้วมีอะไรอีกบ้างที่ต้องสอน คุณยายชอบถามว่า หนูมนสวัสดีได้รึยัง  บ๊าย บาย เป็นรึยัง  ซึ่งเด็กคนอื่นบางคนทำได้ตั้งแต่ 6 เดือนแล้ว แต่หนูมนยังทำไม่ได้ เวลาบอกให้ทำก็หัวเราะชอบใจ แต่มือแข็ง ยังทำไม่เป็น แม่เลยให้คุณย่าช่วยสอนหนูบ่อยๆ แต่ก็ยังไม่สำเร็จ แม่เองก็ไม่อยากเร่งรัดหนูจนเกินไป แต่ทุกวันนี้ คุณย่าจะสอนให้หนูสวัสดีพ่อกับแม่ พูดบ๊าย บาย สอนทำท่าส่งจูบ  ในขณะเดียวกันแม่ก็สอนหนูทำสิ่งเหล่านี้ โดยสอนเป็นภาษาอังกฤษ

       

                

 

ด้วยความที่แม่ทำงานทั้งวัน พอกลับไปบ้านก็ต้องดูแลหนู แม่รู้สึกว่าเวลาในแต่ละวันผ่านไปเร็วจัง แป๊ปเดียวหนูมนก็ 8 เดือนแล้ว ตอนเย็นกลับมาบ้านก็พาหนูไปเดินเล่น แล้วพามาอาบน้ำ แล้วแม่ก็กินข้าว กว่าจะเสร็จก็ 1 ทุ่ม ครึ่ง หนูมนก็ทำท่าจะง่วง แม่ก็พาหนูขึ้นห้องนอน แต่ก่อนนอนแม่จะเปิดเพลงภาษาอังกฤษให้หนูฟัง (แม่ทำอย่างนี้ตั้งแต่หนูได้ 3 เดือนแล้ว แต่บางวันก็ไม่ได้เปิด) ทำให้ในแต่ละวันโดยเฉพาะตอนเย็นแม่มีกิจกรรมกับหนูน้อยไปรึป่าว ควรสอนอะไรหนูเพิ่มหรือไม่ เพราะแม่ยอมรับว่าบางครั้งเหนื่อยจนลืมว่าจะเล่นอะไรกับหนู  วิธีที่ช่วยไม่ให้แม่ลืมก็คือ แม่จดบันทึกสิ่งที่หนูควรรู้ในแต่ละช่วงวัย สถานที่ที่หนูควรจะไป ควรจะเห็น ของเล่นที่หนูควรจะต้องเล่นตามวัย นิทาน สื่อสำหรับเด็ก โดยทั้งหมดจะต้องเรียนรู้ผ่านการเล่นกับพ่อและแม่ ส่วนคุณพ่อเองก็ยุ่งมาก แม่ต้องคอยคุยกับพ่อ บอกพ่อว่าตอนนี้หนูเป็นอย่างไร แล้วต้องทำอย่างไรต่อไป ซึ่งคุณพ่อก็ให้ความร่วมมือทุกเรื่องอยู่แล้ว แต่คุณพ่อขอร้องว่ากิจกรรมของหนู เช่น ว่ายน้ำ หรือพาไปที่มีเด็กเยอะๆ ขอให้ไปตอน 1 ขวบเพราะตอนนี้หนูยังเล็กอยู่ ทำให้กิจกรรมส่วนใหญ่ของหนูจะเป็นฟังเพลง หัดคลาน เดินเล่นรอบหมู่บ้าน พาไปเล่นกับเด็กๆ ในหมู่บ้าน  พาไปห้างสรรพสินค้า (แต่แป๊บเดียวจริงๆ เพราะส่วนใหญ่จะไปซื้อของใช้ หรือทำธุระ)

 

                      

 

ทุกวันตอนเช้า ที่บ้านเราอากาศดีมาก มีเสียงนกร้อง เสียงใบไม้ไหว ตอนเช้าคุณย่าก็จะพาหนูมาส่งพ่อกับแม่ที่หน้าบ้าน แล้วพาหนูเดินเล่นรอบบ้าน ดูนก พอตอนเย็นแม่จะพาหนูเดินเล่นในหมู่บ้าน ดูเด็กๆ เล่นสนามเด็กเล่น พูดคุยกับแม่ๆ คนอื่นๆ  หนูก็ได้แต่มองคนโน้นที คนนี้ที เหมือนอยากเล่นบ้าง ถ้าหนู 1 ขวบแล้ว รับรองกิจกรรมหนูเพียบแน่ แม่รับรอง

 




 

Create Date : 03 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 3 กรกฎาคม 2555 9:41:22 น.
Counter : 314 Pageviews.  

1  2  3  4  
 
 

Naphak_bee
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add Naphak_bee's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com
pantip.com pantipmarket.com pantown.com