::: ยิ้มก่อนอ่าน ตาหวานก่อนเปิด :::
Group Blog
 
All blogs
 

ซีรี่ยส์บำบัด



เเละ...

เนื่องจากทิ้งร้าง blog ไปนานนนนนน...
ต้องเรียนขออภัยเพื่อน ๆ น้อง ๆ นักอ่านทุกคนที่ไม่ได้เข้ามาอัพเดทนิยายอีกเลย เนื่องจาก (อีกครั้ง) จขบ.ติดภารกิจส่วนตัวจริง ๆ ไม่ขอสัญญาอีกล่ะว่าจะมาต่อเมื่อไหร่ ขอบคุณน้องแคที่ยังถามถึงนะคะ แต่รอให้เขียนจบทีเดียว (ซึ่งไม่ขอรับปากว่าเมื่อไหร่) แล้วค่อยมาว่ากันอีกที

ไหน ๆ แล้ว ก็ไม่อยากให้ blog ว่างเปล่า ขอคั่นด้วยบทความ ซึ่งช่วงนี้มีน้องนุ่งที่รู้จักขอให้ช่วยเขียนลงในเว็บไซต์ของจาวเจียงใหม่ ใครอยากรู้อะไรดี ๆ อะไรเด็ด ๆ เสาะหาข้อมูลเกี่ยวกะเชียงใหม่เข้าไปที่เว็บของเขาได้เลย (น้องเขาบอกว่าช่วยโฆษณาใน blog ให้หน่อยนะพี่!!)

http://www.chiangmaigateway.com/

ข้อมูลเพียบ ขอบอกกกก...

ส่วนอีกอัน ใครสนใจเขียนบทความหรืองานประพันธ์อื่นใด ส่งไปลงได้ที่นี่

http://www.hichiangmai.com/

มีพื้นที่เปิดกว้างเช่นนี้ ใครชอบขีด ๆ เขียน ๆ ลองแวะเข้าไปชม เราก็แอบนิยม เอ้ย! ก็ไม่เสียหลายนะ เผื่อได้ฝึกมือด้วย

นั่นล่ะ อย่างที่บอกเลยขอนำบทความที่เขียนลงในเว็บนั้น มาลงไว้ ณ ที่นี้ด้วย เพื่อให้รู้ว่า จขบ.ยังกลับมาปัดกวาดหยากไย่ เช็ดถูดูเเลบ้านหลังน้อยนี้อยู่เรื่อย ๆ ไม่ได้ทิ้งไปไหน หวังว่าข้อเขียนที่ลงคงมีประโยชน์ต่อเพื่อนนักอ่านทุกคนบ้างไม่มากก็น้อย

ขอบพระคุณ และมีความสุขกับการใช้ชีวิตทุกท่านค่ะ







บทความ 'ซีรี่ยส์บำบัด' โดย นาทวริน

จาก http://www.hichiangmai.com/


ไม่มีใครไม่เคยมีความทุกข์ ตั้งแต่เศรษฐีพันล้านลงมาถึงขอทานข้างถนน ตั้งแต่สาวสวยเลิศเลอเพอร์เฟ็คจากหัวจรดเท้า ไปจนถึงคนขี้เหร่ที่สุด ทุกคนล้วนมีความทุกข์กันไปคนละแบบ แต่ธรรมชาติจะทำให้เรารู้จักเยียวยารักษาตัวเอง...ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง


ทว่า บางครั้งในยามที่ซึมเศร้า ชีวิตโดนมรสุมโหมกระหน่ำ ก็ทำเอาสมองคิดอะไรไม่ออกได้เหมือนกัน แต่ก็อีกนั่นแหละ...ในทางจิตวิทยาบอกเอาไว้ว่า ธรรมชาติคนเราจะฟื้นคืนขึ้นจากเรื่องทุกข์โศกได้เองภายในระยะเวลาไม่เกินสองสัปดาห์ ให้เวลาตัวคุณเองเหอะ อยากจะร้องไห้ อยากจะระบายเป็นบ้าเป็นบอ ก็ทำให้เต็มที่ในช่วงสองสัปดาห์นี้ (แต่ขอปิดประตูใส่กลอนทำไปคนเดียวล่ะ อย่าไประเบิดลงกับคนอื่น) หลังจากนั้น คุณจะกลับฟื้นคืนขึ้นมากลายเป็นคนใหม่ที่แข็งแกร่งขึ้น เชื่อมั่นขึ้น และสวยยิ่งขึ้น (อิอิ..) เหมือนฟ้าหลังพายุฝนที่มักจะเจิดจ้าแจ่มจรัสยิ่งกว่าเก่าเสียอีก


แต่ถ้าความทุกข์ของใครยังอยู่เป็นเดือน หรือหนัก ๆ ถึงขั้นยืดเยื้อเป็นปี ๆ อันนี้ต้องให้ระวังได้แล้วค่ะว่าโรคซึมเศร้ากำลังถามหา และอาจเป็นถาวรถ้าไม่ได้รับการแก้ไขเสียแต่เนิ่น ๆ ทางที่ดีควรหาเพื่อนที่เราจะสามารถพูดคุย และขอคำแนะนำปรึกษาได้ หรือจะเป็นพี่ ๆ น้อง ๆ ญาติสนิทที่ไว้ใจได้ ว่าจะไม่ปากโป้งเอาเรื่องของเราไปขยายต่อกลายเป็นละครหลังข่าว ให้เรายิ่งทุกข์หนัก ประเภทเพื่อนบ้านขี้เมาท์ หรือผู้หวังดีแต่ประสงค์ร้าย ...ต่อหน้าทำเป็นพูดเพราะยิ้มหวาน แต่ลับหลังแอบเอาไปนินทา พวกนี้ชอบเห็นความหายนะของคนอื่น ควรหลีกเลี่ยงเป็นอย่างยิ่ง


หรือถ้ามองซ้ายมองขวาแล้วไม่มีใครจริง ๆ ละก็ นี่เลยค่ะฮอตไลน์สายด่วนกรมสุขภาพจิต หรือจะพวกองค์กรสมาริตัน หรือองค์กรต่าง ๆ นานา ที่ให้รับคำปรึกษาปัญหาชีวิต ปัญหาครอบครัวมีมากมายค่ะ สมัยนี้อะไร ๆ ก็กูเกิ้ล คลิ๊กเข้าไปค้นหาหมายเลขแป๊บเดียวก็ได้แล้ว เราต้องรู้จักใช้เทคโนโลยี่ให้เป็นประโยชน์ด้วยค่ะ


เกิดเป็นคน ไม่มีความทุกข์อะไรที่มนุษย์เราทนไม่ได้ค่ะ ไม่ว่าจะทางกายหรือทางใจ เชื่อสิคะ!!


ช่วงทุกข์กระหน่ำซัมเมอร์เซลเช่นนี้ บางคนอาจไม่อยากพบหน้าใครทั้งสิ้น ไม่อยากรับรู้เรื่องราวภายนอก อยากใช้เวลาอยู่กับตัวเองคนเดียวเงียบ ๆ ได้ทบทวนหลายสิ่งหลายอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต การบำบัดตัวเองอาจเป็นวิธีที่ดีสำหรับกรณีแบบนี้ เราอาจใช้ ‘ดนตรีบำบัด’ โดยการเดินไปที่เครื่องเสียง แล้วก็เลือกเปิดเพลงเพราะ ๆ นุ่มสบายหูฟัง แนะนำว่าเป็นดนตรีคลาสสิคเบา ๆ ดีที่สุด เลือกเอาจะเป็นโชแปง, บาค, เบโธเฟน, โมสาร์ท หรือไชคอฟสกี้ ฯลฯ (ไม่เอาโอเปร่าที่มีเสียงร้องโทนเนอร์นะคะ รวมถึงเพลงอกหักรักคุดทั้งหลาย ให้หลีกเลี่ยงเด็ดขาดช่วงนี้) เพราะดนตรีคลาสสิคมีท่วงทำนองอันละเอียดอ่อนปราณีต ช่วยกล่อมกล่อมให้จิตใจเราอ่อนละมุนลง เมื่อจิตสงบ เราอาจพบแสงสว่างที่ปลายถ้ำได้ในไม่ช้า


บางคนอาจเลือกฟังเทปธรรมะก็ได้ เป็นช่วงที่ดีที่จะได้ซาบซึ้งกับรสพระธรรม หลายคน..ธรรมะไม่เคยสำคัญกับชีวิตเลย จนเมื่อเกิดทุกข์


อะไรก็แล้วแต่ที่ดี ล้วนแต่นำมาบำบัดตัวเราได้หมด คนที่ชอบขีดเขียน อาจระบายความรู้สึกออกมาเป็นตัวอักษร นี่คือ ‘ไดอารี่บำบัด’ เขียนทุกสิ่งทุกอย่างลงไปในสมุดบันทึก เอาให้สุด ๆ ไปเลย ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น เราไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร เพราะไดอารี่เป็นโลกส่วนตัวที่สุดของเรา ใครจะมาอ่านก็ไม่ได้ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากเราเสียก่อน นอกจากพวกที่เสียมารยาท เพราะฉะนั้น อยากจะระบายอะไรออกไป ก็เชิญเถิด พอได้ระบายออกไปแล้ว จะรู้สึกโล่งโปร่งสบายขึ้น เหมือนได้ระบายของเสียออกจากร่างกาย แม้นไม่มีคนฟังก็ตาม แต่ก็ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย


หลายคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับ ‘หัวเราะบำบัด’ มาบ้างในช่วงปีสองปีมานี้ อินเดียเป็นประเทศต้นคิดค่ะ ไม่แน่ใจว่าคนต้นคิดเป็นหมอรึเปล่า ที่แน่ ๆ หัวเราะวันละนิดจิตแจ่มใส ของไทยเรายังใช้ได้ดีอยู่ แต่หัวเราะบำบัดของพี่ภารตะนี่ไม่ใช่แค่หัวเราะนิด ๆ อย่างพี่ไทยเรานะคะ เขาหัวเราะกันแบบลูกใหญ่ ๆ เลยค่ะ แถมยังมีขั้นมีตอน มีหลักการ ไม่ใช่เล่น ๆ ก่อนเริ่มต้นบำบัด ต้องมีการวอร์มร่างกายก่อน สะบัดแขนสะบัดขา หมุนคอ หมุนหัวไหล่ เหมือนก่อนออกกำลังกายยังไงยังงั้น แล้วเขาก็แนะนำว่าให้ทำเป็นกลุ่ม จะได้ผลดีกว่าทำเดี่ยวด้วย โดยการกอดคอกันกระโดด แล้วก็เปล่งเสียงหัวเราะออกมาให้เต็มที่ ต้องหัวเราะจากปอดขึ้นมายังกระบังลม กระทั่งริมฝีปากก็ต้องเปิดให้กว้างที่สุด อะไรประมาณนี้ล่ะค่ะ ใครอยากรู้จริง ๆ ก็กูเกิ้ลอีกนั่นละค่ะ ผู้เขียนเคยอ่านจากวารสาร ‘หมอชาวบ้าน’ มา เห็นโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เคยจัดคอร์สเกี่ยวกับ ‘หัวเราะบำบัด’ มาบ้างแล้วเหมือนกัน


ถ้าดูหนังฝรั่งบ่อย ๆ จะเห็นว่า เขามักมีการนั่งล้อมเป็นวงกลม แล้วผลัดกันพูดระบายออกมาทีละคน เป็นกรุ๊ปธีราพี มีทั้งพวกที่ติดยา, ติดเหล้า, ปัญหาชีวิตคู่ ฯลฯ วิธีนี้ดีมาก ๆ เพราะจะได้รับรู้ว่าแต่ละคนก็มีปัญหาไม่ได้ต่างไปจากเรา เราฟังบางคนแล้วอาจรู้สึกว่า เออ..เขาหนักกว่าเราอีกนะ แถมยังมีคนมาช่วยแชร์ความรู้สึกไปจากเราด้วย เรียกว่าหัวอกเดียวกัน ย่อมเข้าอกเข้าใจกันดี


แต่ถ้าเรามองซ้ายมองขวาแล้ว ไม่มีใครสักคน แหะ แหะ...ทำคนเดียวก็ได้ค่ะ ไม่ใช่ว่านั่งพูดเป็นบ้าอยู่คนเดียวนะคะ อะไรก็ได้ที่จะช่วยให้เราดีขึ้นอย่างที่บอกข้างต้น ดูหนัง ฟังเพลง หัวเราะไปคนเดียวก็ได้ หรือจะช้อปปิ้ง ถ้าไม่ได้ถังแตกอยู่นะคะ ต้องเปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนสถานที่ เปลี่ยนอิริยาบถ เปลี่ยนกิจกรรมไปทำอย่างอื่นบ้าง อะไรก็ได้ อย่าให้ซ้ำซากจำเจอยู่ที่เดิม ๆ เรื่องเดิม ๆ ควรดึงตัวเองออกมาจากจุดที่ทำให้เรารู้สึกแย่


พูดถึงหนังฝรั่งแล้ว ขอพาดพิงเรื่องตัวเองหน่อยค่ะ ผู้เขียนเองเป็นคอซีรีย์สฝรั่ง (เกาหลีไม่ได้แอ้มจ้า!) ช่วงที่มีปัญหาทุกข์ ๆ ก็อาศัย ‘ซีรีย์สบำบัด’ ช่วยให้อารมณ์แจ่มใสเบิกบาน ผ่านช่วงซึมเศร้าไปได้ดีไม่น้อยทีเดียว เพราะหนึ่ง ซีรี่ย์สฝรั่งพล็อตเรื่องเขาสนุกจริง ๆ ให้ดิ้นตายค่ะ นอกจากช่วยให้ escape จากโลกแห่งความเป็นจริงอันแสนวุ่นวายไปได้ขณะหนึ่งแล้ว บทและเนื้อหาที่ลึก และแหลมคมกว่าซีรี่ยส์แถบบ้านเรา ยังช่วยให้เข้าใจมุมมองต่าง ๆ ในชีวิตได้ดีขึ้น และสามารถเอามาปรับใช้แก้ปัญชาในชีวิตจริง ๆ เหมือนอย่างที่เขาบอกว่า ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตัวเองนั่นแล!


สอง ได้ศัพท์ภาษาอังกฤษกิ๊บเก๋ที่เขาใช้สนทนากันจริง ๆ ในชีวิตประจำวัน นอกเหนือไปจาก How are you? I’m fine, thank you...จบ แหม! ดูสิคะ ภาษาปะกิตก็พัฒนาด้วยอีกตะหาก เพราะงั้น หลังภารกิจประจำวันอันแสนเหน็ดเหนื่อยจบสิ้นลง ตกค่ำอิฉันก็จะขอพักผ่อนสบาย ๆ ด้วยการหยิบซีรีย์สฝรั่งสนุก ๆ ขึ้นมาดูสักเรื่อง กำลังถึงตอนไหนอยู่ รีบคลิ๊กเข้าไปดูต่อ ไม่ให้ขาดช่วง แล้วคืนนั้นก็จะหลับฝันหวานเป็นสุข มีใบหน้าของพี่ Wentworth จาก Prison Break คลอเคลียอยู่ไม่ห่าง ตลอดคืน อิอิ


นักจิตวิทยาเขาบอกว่าช่วงเวลาก่อนเข้านอน เป็นช่วงที่สมองคนเราจะเม็มโมไรซ์..อันแปลว่าบันทึก..ความรู้สึกเข้าไปในจิตใต้สำนึกมากที่สุด เพราะงั้นก่อนเข้านอนต้องคิดแต่เรื่องดี ๆ ที่ทำให้ใจสบายค่ะ จิตใต้สำนึกเราจะได้มีแต่เรื่องดี ๆ พอเราคิดแต่เรื่องดี ๆ แล้วเรื่องดี ๆ ก็จะย้อนกลับมาหาตัวเราเอง สาธุ..เรื่องจริงค่ะ


แต่ขอแนะนำสำหรับซีรี่ย์สบำบัดนะคะว่า ถ้าบำบัดไม่ดีจะกลายเป็นฟีเวอร์ไปซะแทน อาการก็คือ ขอบตาดำ ลึกโหลเป็นน้องหมีแพนด้า สมองเบลอไม่สั่งการ พูดจาไม่รู้เรื่อง ร่างกายอ่อนระโหยโรยแรง เนื่องจากเข้านอนตีสอง แล้วต้องรีบตื่นตีห้าไปทำงาน ประสิทธิภาพในการทำงานก็ลดลง แถมถูกเจ้านายทำทัณฑ์บน ไม่ได้รับโบนัสปลายปี


ในด้านชีวิตรักส่วนตัว อาจทำให้เหม็นเบื่อหน้าแฟนตัวเอง เพราะดันไม่หล่อเหมือนพี่ Wentworth แถมโง่อีกตะหาก แค่สองบวกสองยังคิดอยู่ตั้งนาน สู้พี่เว้นท์ไม่ได้ คิดแผนแหกคุกซะละเอียดยิบทุกขั้นตอน เหลือเชื่อจริง ๆ!!


ทางที่ดี ดูแต่พอดี ๆ วันละสองสามตอน พอเป็นกระษัย ให้จิตใจกระชุ่มกระชวย หายเบื่อหายเครียด แล้วก็เข้านอนเมื่อสมควรแก่เวลา


ช่วงแรก ๆ ที่ผู้เขียนเริ่มติด (ไม่อยากใช้คำว่า ‘สาวก’ เลย เดี๋ยวนึกว่า) ซีรีย์สฝรั่ง ก็ถลำไปสู่อาการดังกล่าวบ้างเล็กน้อย (เล็กน้อยจริง ๆ ไม่มากมายอะไร แค่ตีหนึ่งเท่านั้นเอง - -“) แหม..ก็ดูสิ บทเขาเหนือชั้นจริง ๆ ค่ะ จะว่าน้ำเน่า ดราม้า..ดราม่า..เขาก็มีนะคะ ไม่ใช่จะไม่มี แต่ทำไมเขาทำได้ classy มีชั้นเชิงกว่าละครจากประเทศสารขัณฑ์ก็ไม่รู้ ว่าไป ประเทศสารขัณฑ์ก็ควรจะทำให้ได้แบบนั้น และน่าจะทำได้เพียงแต่เราไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น เรายังหลงงมวนเวียนอยู่กับการหลอกตัวเองว่านี่คือสนุกที่สุดของเราแล้ว...ดีที่สุดของเราแล้ว แทนที่จะพัฒนาไปข้างหน้า กล้าริเริ่ม กล้าสร้างสรรค์ กล้าแหกกฎเกณฑ์เก่า ๆ




พูดถึงซีรี่ย์สฝรั่งต่อดีกว่า..คุยแล้วชักมันคีย์บอร์ด สมัยแรกเริ่มเข้าสู่วงการ ผู้เขียนเริ่มจากเรื่อง ‘Friends’ อันโด่งดังก่อน ตอนนั้นมีแรงบันดาลใจคืออยากเห็นหน้า Jennifer Aniston สมัยเอ๊าะ ๆ อยากรู้ว่าเธอเล่นหนังเก่งมั้ย นอกจากที่รู้แต่ว่าเป็นอดีตภรรเมียของ Brad Pitt แถมเรื่องนี้ยังสร้างได้สร้างดีมาตั้ง 10 ปี 10 ซีซั่น สร้างนานขนาดนี้ มีอะไรดีนักหรือ!


ปรากฏว่า งอมพระรามเจ้าค่ะ... อย่างน้อย ทุกคืนก่อนนอนต้องเปิดดูให้ได้สักสองสามตอนเป็นอย่างน้อย ได้เห็นหน้าโมนิกา, เรเชล, ฟีบี้, รอส, แชนด์เลอร์ แล้วก็โจอี้ 6 สหายเพื่อนรัก ได้หัวเราะ ได้ขำ ได้เห็นมิตรภาพ ความผูกพัน และการแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันของพวกเขา ทั้ง ๆ ที่เนื้อเรื่องก็วน ๆ เวียน ๆ อยู่กับ 6 คนนี้ ภายในอพาร์ทเม้นท์เล็ก ๆ ของพวกเขา แต่พล็อตก็สนุกเหลือใจ ไดอาล็อกโดน มุขฮาโคตร ๆ ค่ะ


ขอแนะนำสำหรับผู้ริจะเข้าสู่วงการเหมือนกันนะคะ แล้วจะรู้ว่าทำไม Aniston ถึงได้ฉายา American Sweetheart 10 ซีซั่น ก็ดูกันหูตาแฉะล่ะค่ะ ซีซั่นนึงมี 6 แผ่น แผ่นนึงมี 8 episodes, เอพพิโสดนึงมี 2 ตอน คูณเข้าไปค่ะ จะได้ทั้งหมดมี 960 ตอน ดาราเรื่องนี้เล่นกันตั้งแต่ได้ค่าตัวคนละ 10,000 กว่าเหรียญต่อตอน จนปีหลัง ๆ เมื่อซีรีย์สฮิตถล่มทลาย เลยได้อัพค่าตัวเป็นคนละล้านเหรียญต่อเอพิโสดค่ะ ขอไปดมยาดมก่อน!!


ข้อควรระวังอีกอย่าง สำหรับซีรียส์บำบัด ก็คือ การอินเข้าไปในบทบาทตัวละครที่เขาหรือเธอสวมอยู่ เผลอเป็นไม่ได้ชอบเห็นหน้าพี่ไมเคิล สกอร์ฟิลด์ จาก Prison Break โดดออกมาช่วยเราจากในคุก fox river เหมือนที่พี่แกช่วยซาร่าห์นางเอกนั่น หรืออยากกระแทกหน้าสามีให้สะใจ แบบที่พวกแม่บ้านใน Desperate Housewife เขาทำกัน ..แต่ไม่ขอเป็น Desperate Housewife นะคะ


ลืมนึกไปว่าพอเขาหลุดมาจากตัวละครนั้น พระนางเหล่านั้นก็เป็นคนธรรมดา ๆ คนนึงไม่ต่างจากพวกเรา พวกเขาก็มีเซลลูไลท์ที่ต้นขา, ชอบแคะขี้มูกตอนคิดว่าไม่มีใครเห็น, พูดทีน้ำลายกระเด็นได้เหมือนกัน ฯลฯ เพียงแต่อาชีพของเขาทำให้ใคร ๆ ก็รู้จัก ได้เห็นแต่ภาพสวย ๆ หล่อ ๆ ของพวกเขา ทำให้รัก ทำให้หลงได้ง่าย ๆ


พูดถึงการบำบัด กลายมาเป็นซีรี่ยส์ฝรั่ง แล้วก็กำลังจะไปพูดเรื่องสื่อต่อว่า โลกเรายุคไร้พรมแดนนี้ สื่อคือสิ่งที่ทรงอิทธิพลที่สุด สมัยก่อนคนมีเงินถึงมีอิทธิพล แต่สมัยนี้ สื่อคือผู้กำหนดทิศทางของผู้คนและสังคม ทุกวันนี้เราต่างถูกครอบงำ ถูกกระตุ้นด้วยสื่ออยู่ตลอดเวลา จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม นี่ขนาดผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะแล้วนะคะ ยังตกอยู่ในบ่วงเล่ห์เสน่หาได้ไม่ยาก แล้วถ้าเกิดเป็นเด็ก ๆ ที่แยกไม่ค่อยออกระหว่างโลกแห่งความเป็นจริงกับโลกในความฝัน... ลองคิดดูสิคะ ว่าจะเป็นอย่างไร!!


เพราะฉะนั้นแล้ว คนสร้างสื่อก็ควรสร้างสื่อที่สร้างสรรค์ เป็นประโยชน์และรับผิดชอบต่อสังคม คนเสพสื่อ ก็ควรเลือกเสพสื่อที่ดี สื่อที่ดี คือสื่อที่ช่วยยกระดับสติปัญญาความคิด และคุณค่าทางจิตใจของผู้รับค่ะ ฟันธง!!


ที่สำคัญ สื่อที่ดีควรมีจรรยาบรรณค่ะ ...จรรยาบรรณ คือจิตสำนึกที่ตั้งอยู่บนศีลธรรม ความดีเป็นสิ่งที่มนุษย์เราไม่ต้องพยายามค่ะ เพราะโดยพื้นฐานมนุษย์ทุกคนล้วนเป็นคนดีอยู่แล้ว เพียงแต่อาจถูกชักนำด้วยสิ่งมัวหมองได้ง่ายเท่านั้นเอง ที่แน่ ๆ ถ้าสื่อไม่ดี อย่างเช่น ละครน้ำเน่าหลังข่าวของประเทศสารขัณฑ์, หรือเพลงร้อยเนื้อหนึ่งทำนองอะไรพวกเนี้ย เราควรช่วยกันแบนดีมั้ย...เรามีทางเลือกนี่คะ!


ขอให้ทุกคนค้นพบหนทางบำบัดใจของตัวเอง และเกิดสติ ...ไม่ถูกครอบงำด้วยสื่อเพ้อพกไร้จรรยาบรรณค่ะ!!

********************




 

Create Date : 14 สิงหาคม 2552    
Last Update : 1 มีนาคม 2554 17:03:27 น.
Counter : 557 Pageviews.  

'She's the one.'



มีเรื่องจะมาเล่า....

เมื่อวันแม่ที่ผ่านมา ขณะกำลังล้างจานอยู่ เผอิญได้ยินเสียงเพลงนี้แว่วมาจากทีวี

I was her, she was me
We were one. we were free
And if there's somebody...calling me on
She's the one
If there's somebody...calling me on
She's the one

........

We were young, we were wrong
We were fine all along
If there's somebody...calling me on
She's the one

..........

* When you get to where you wanna go
And you know the things you wanna know
You're smiling.....

รายการทีวีเปิดค้างเอาไว้ที่ช่องสาม (ซึ่งปรกติรับไม่ค่อยได้..หมายถึงสัญญาณอ่ะนะ!) เพลง 'She's the one.' ร้องโดยหนูอเล็กซ์ เรนเดล ไม่ใช่ Robbie Williams หนุ่มน้อยอเล็กซ์ ดาราดาวรุ่งช่องสาม ร้องให้คุณแม่ของเขา เนื่องในโอกาสวันแม่วันนั้น

เพราะมากกก..ก..ค่ะหนุ่มน้อย เป็นธรรมชาติและสดดีจริง ๆ (หมายถึงการแสดงของน้อง) ก็เลยถือโอกาสมอบเพลงนี้ผ่าน blog นี้ ให้แก่คุณแม่ที่น่ารักทุกคนบนโลกใบนี้ค่ะ

แด่คุณแม่ทุกท่าน...ที่ได้มอบปริญญาชีวิตให้กับลูก




 

Create Date : 14 สิงหาคม 2552    
Last Update : 14 สิงหาคม 2552 16:10:34 น.
Counter : 201 Pageviews.  

ღ ღ......ส่งข่าว & เรื่องเล่าสามเรื่อง- 'สามแพร่ง'..... ღ ღ

:
:
มาส่งข่าวค่ะ...

ด้วยว่าเพลานี้ดึกแล้ว ต้องขออภัยและมาแจ้งว่าผู้เขียนจะขอจัดเวลาโพสต์นิยายใหม่เป็นทุกวันอังคารค่ะ




อันเนื่องมาจากรัฐบาลประกาศให้วันอาทิตย์เป็นวันครอบครัว แฮ่...เพิ่งนึกได้ว่า วันนี้เราควรทำตัวกันให้ว่างเพื่อครอบคัวจริง ๆ เจ้าค่ะ


อีกประการก็คือ เน็ตที่ใช้อยู่ที่บ้านช้ามั่ก ๆ ค่ะ ถ้ามาโพสต์ตอนนี้ ซึ่งผู้เขียนจะโพสต์ลงในบล็อกไปพร้อม ๆ กับในถนนนักเขียน ...โดยเฉลี่ยก็จะใช้เวลาอยู่ที่ประมาณ 4 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ!!!! และเนื่องจากวันนี้มาล่า ถ้าเริ่มสตาร์ทตอน 4 ทุ่ม คาดว่าจะเสร็จเอาตอนประมาณตี 2 ซึ่ง(อีกครั้ง)ว่าก็เคยทำค่ะ แต่เหนื่อยมั่ก อีกทั้งทำให้หงุดหงิดใจ & กายเป็นที่สุด

ขอเล่าเล่น ๆ ว่าที่บ้านจขบ.สมัคร Max Net ของ TOT ที่เชียงใหม่นี่ละค่ะ ทว่าเนื่องจากบ้านนั้นอยู่นอกตัวเมือง สัญญาณจึงมาไม่ครบถ้วน โปรโมชั่นที่ใช้อยู่คือ 1กิ๊ก แต่สัญญาณมาแค่ประมาณ 2-300 เท่านั้น!!! เคยลองซื้อชั่วโมงมาใช้ แต่ก็แพงเกินเหตุ ใช้แป๊บ ๆ ก็หมดเวลาเสียแล้ว ไม่คุ้มเลยค่ะ

เอาเป็นว่าทุกวันอังคาร (ซึ่งจะปลอดจากภารกิจ) จะไปใช้บริการ wireless ในร้านกาแฟที่เล็งเอาไว้แล้ว 2 แห่ง เจ้าของก็ใจดี และถ้าแบ็ตฯหมด ก็คาดว่าสามารถให้เสียบปลั๊กใช้ได้ อย่านั่งแล้วสั่งแต่น้ำเปล่าเป็นพอ อุอุ น่าจะใช้เวลาโพสต์ไม่นาน และไม่หงุดหงิดปวดใจ ยังไงก็ขอแจ้งการเปลี่ยนแปลงให้ทราบตามนี้นะคะ หากจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรอีก เราค่อยมาว่ากันอีกทีนะคะ


มีเรื่องมาเล่าต่อค่ะ คราวนี้ไม่เกี่ยวกับนงเน็ตแต่ประการใด...

**เรื่องแรก**

วันก่อนเปิดบันทึกเล่มเก่าเมื่อปีก่อนดู บังเอิญเจอเรื่อง ๆ นึงที่เขียนเอาไว้

๓๑ สค. ๕๐

เมื่อกี้รื้อลิ้นชักหนังสือเก่า ๆ ของลูก กะจะหาการ์ตูนเรื่อง มาเรีย คลิงวัลล์ มาอ่าน พอดีเจอเรื่องของเจ้าหญิงไดอาน่า เลยหยิบออกมาอ่านด้วย วันนี้ครบรอบการจากไป 10 ปีของเจ้าหญิงพอดี เหมือนมีอะไรมาบังเอิญ

เลยถือโอกาส เอาหนังสือเก่า ๆ ขาด ๆ มาซ่อมด้วย เพราะว่าเป็นหนังสืออย่างดี เก็บไว้ถึงรุ่นลูกของลูกก็ยังใช้ได้

ทำให้คิดได้อีกอย่างหนึ่งว่า มันมีของบางอย่างที่ซุกซ่อนอยู่ในบ้าน รอให้เรามาจัดการซ่อมแซม

บางทีงานในบ้านก็มีเยอะแยะ...ถ้ามีเวลาว่าง เราจะลองหันมาใส่ใจสิ่งใกล้ ๆ ตัว จัดบ้าน ซ่อมแซม บำรุง รื้อเอาผ้าม่านที่แขวนไว้ร้อยวันพันปีไปซักบ้าง

...ซ่อมหนังสือเก่า ๆ มันก็ทำให้เรามีช่วงเวลาเงียบ ๆ อยู่กับตัวเอง ทำสิ่งละเอียดอ่อนพวกนี้ที่มักจะมองข้าม มันก็ทำให้เกิดความสงบในใจได้เหมือนกัน

เมื่อคืนกลับมาบ้าน เห็นอึหมากองโต 3 กอง จะเป็นลม พอดีขังหมาไว้ตรงบันไดทางขึ้นบ้าน แล้วออกไปแต่เช้า ไม่ได้เข้าบ้านเลย มีความรู้สึกว่าตัวเองไม่เคยสบาย วันไหนอุตส่าห์กินข้าวนอกบ้าน กลับเข้าบ้านไว ๆ จะได้อาบน้ำพักผ่อนเร็ว ๆ ...แต่มันก็ต้องมีอะไรสักอย่างให้ต้องไม่ได้นั่งพักผ่อนสบาย ๆ กับเขาบ้างละน่า!

โมโห...เลี้ยงหมาแล้วเป็นภาระชมัด

คิดแล้วก็บ่น ๆ พูด ๆ

"...ไม่เคยมีวันไหนที่หม่าม้ากลับมาแล้วจะได้นั่งสบาย ๆ เลย มันต้องมีอะไรสักอย่างให้ทำอยู่เรื่อย ไม่อะไรก็อะไรสักอย่าง..."

เก็บอึหมา...เหม็น...กองใหญ่มั่ก ๆ ขอบอก เรี่ยราดเต็มไปหมดทั้งบันได เก็บเสร็จ หน้ามืด ปวดเมื่อยไปหมด รีบอาบน้ำ ซักทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะเรามันคุณนายสะอาดเสียด้วย ลูกชายคนเล็กได้ยินแม่บ่นหยั่งงั้นก็พูดขึ้นมาบ้างว่า

"หม่าม้าอ่ะ สบายจะตาย ...โรงเรียนก็ไม่ต้องไป ...อยากกินของอร่อย ๆ ก็ได้กิน มีตังค์ใช้ มีจตุคามรามเทพ มีทองอยู่ในตู้...." (จุ๊ ๆ..อันหลังไปบอกเค้าทามมาย )
\/
\/
\/
โหย...ฟังแล้วอึ้งเลย!

ตลกก็ตลก

ลูกเราเพิ่งอยู่อนุบาลสามนะ แบบว่าเห็นเราไม่ทำงาน (ความจริงคือทำงานที่บ้าน) แต่มีตังค์ใช้ แต่มันต้องไปโรงเรียน เหนื่อยก็เหนื่อย เห็นเรามีจตุคามฯอีก กะลังฮิต (ปีนั้น) ใคร ๆ ก็อยากได้ ทำเราอึ้งน่ะ ลูกพูดออกมาได้ไง!!

(ปล.ส่วนจตุคามฯนั้น--ขอออกตัวหน่อยเหอะว่าดิฉันมิได้เห่อเหิมหรือตามกระเเสอะไรกับเขาหรอกค่ะ พอดีคุณแม่เพื่อนลูกเขามีน้ำใจอยากมอบให้จริง ๆ เรารึก็ปฏิเสธไม่ลงรับไว้ด้วยไมตรีจิต ..เดี๋ยวจะหาว่าเราเล่นของ...เปล่าเล่นนา!!!)




***เรื่องที่สอง***

วันก่อนโทรไปคุยกับเพื่อนรุ่นพี่ที่สนิทสนมกันดี เราคุยกันได้ทุกเรื่อง และมักจะปรับทุกข์ รวมถึงเล่าความฝันที่เราต่างก็มีอยู่ในใจเหมือน ๆ กัน

น่าแปลก...ที่เราสนิทกันขนาดนี้ แต่ก็นาน ๆ เจอกันที ปีละสักหนสองหนเองกระมัง อาจจะเพราะเราอยู่ไกลกัน และต่างคนต่างก็มีภาระ เรานับว่าเธอเป็นพี่สาวของเราคนนึง พี่สาวเราใช้ชีวิตสองประเทศ แต่เธอก็ฝันว่าอยากจะมีบ้านและที่ดินของตัวเองที่เชียงใหม่สักวันหนึ่ง ทำเป็นรีสอร์ตสปาเล็ก ๆ แล้วก็ปลูกสมุนไพรอยู่ในอาณาจักรของตัวเองไปเงียบ ๆ

ทว่า พี่สาวเรามักจะบ่นว่าเหนื่อย อายุก็มากขึ้นทุกวัน ๆ เธอไม่สบายบ่อย ๆ ค่ะ มีโรคประจำตัวอยู่ด้วย พอปีนี้ ข้าวยากหมากแพง น้ำมันก็ขึ้นราคา จะขยับทำอะไรแต่ละทีตัวเลขก็พุ่งปรี๊ดตาม พี่สาวเราก็บอกว่าตอนนี้ชีวิตเธอลดความต้องการของตัวเองลง...แค่ว่าให้มีชีวิตอยู่แต่ละวันมีความสุข แล้วก็ไม่ป่วยไข้...ก็พอ!!


ฟังแล้วก็ทำให้คลิ๊กในสัจธรรมได้อย่างรวดเร็ว!

...โลกทุกวันนี้ มันทั้งหล่อหลอมและทั้งผลักดันให้คนเรามีความคิดเป็นปัจเจกมากขึ้นทุกที...มีความฝัน ความหวัง และความต้องการ ที่ล้วนแล้วแต่เพื่อตัวเองมากที่สุด ทว่าเมื่อมาถึงจุดจุดหนึ่ง ถ้าเกิดมันเหนื่อยนัก หรือรู้สึกว่าความฝันมันชักจะใหญ่โตจนกดดันตัวเรามากจนเกินไป เราก็ควรจะถอยออกมา...แล้วก็..จะว่าปล่อยวางเลย ก็คงไม่ได้ในเมื่อชีวิตในทางโลก ๆ ของเรายังต้องกินต้องใช้ต้องดำเนินกันต่อไป...

เอาเป็นว่า...ขอแค่ว่าให้เราเลือกเดินสายกลาง แบบพอเหมาะพอดีกับตัวเราเท่านั้น ไม่ตึงหรือหย่อนเกินไป

ครั้งนึงมีคนปุจฉาถามหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุว่า

"คนเราทำงานก็มีความหวัง พอไม่ได้ดังหวังก็เป็นทุกข์!"

หลวงพ่อตอบว่า "คนโง่ ทำงานแล้วเป็นทุกข์ คนฉลาด ทำแล้วไม่ทุกข์ ทำงานเพื่องาน ไม่ได้หวังสิ่งใด"

คลิ๊กกันมั้ยคะ




***เรื่องที่สาม***

นำมาจากข้อเขียน 'คำวิจารณ์ คือ หินลับมีด' ของท่าน ว.วชิรเมธี จาก 'เนชั่น สุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 23 พฤษภาคม 2551'

ท่านว.วชิรเมธี เขียนเกี่ยวกับชีวิตช่วงแรกของท่านพุทธทาส เมื่อเริ่มบุกเบิกสวนโมกข์ฯ รวมถึงต่อมาเมื่อท่านพุทธทาสเริ่มออกหนังสือเผยแพร่พุทธศาสนาในแบบของท่าน ท่านถูกวิจารณ์อย่างหนักหน่วงรุนแรงมาโดยตลอด ตั้งแต่เป็นพระบ้าบ้าง เป็นคอมมิวนิสต์เพราะไม่สอนธรรมะตามแนวจารีตที่สืบกันมาแต่โบราณ ฯลฯ

"คืนวันผ่านไป คนที่เคยเล่นงานท่านพุทธทาสด้วยข้อกล่าวหาต่าง ๆ ล้วนแก่เฒ่า ล้มหายตายจากไปตามวันเวลา และในสังคมไทยแทบไม่มีใครรู้จักชื่อ หรือนามสกุลของคนที่เคยเล่นงานท่านพุทธทาสเหล่านั้นเสียด้วยซ้ำ ตรงกันข้าม ท่านพุทธทาสภิกขุ พระหนุ่มที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง กลับยิ่งแวววาวพราวพรายขึ้นทุกที ยิ่งเมื่อท่านมรณภาพไปแล้ว แต่กลับดูเหมือนว่าชื่อเสียงเกียรติคุณของท่านกลับยิ่งเจิดจรัสยิ่งกว่าเดิม

เป็นความเจิดจรัสกระทั่งในเวทีโลกยกให้ท่านเป็น 'บุคคลสำคัญของโลก' ซึ่งในเมืองไทย มีใครไม่กี่คนที่ขึ้นสู่ฐานะอันสูงเช่นนี้

คำวิจารณ์นั้น สำหรับตัวผู้วิจารณ์มีผลต่อชีวิตของเขาน้อยมาก แต่สำหรับผู้ถูกวิจารณ์แล้ว นับว่ามีความสำคัญยิ่ง

ประการแรก มันสะท้อนว่า งานของท่านมีลักษณะพิเศษในแง่ใดแง่หนึ่งอย่างแน่นอน และดังนั้น มันจึงมีความน่าสนใจพอจะถูกวิจารณ์

ประการที่สอง มันคือการชี้ขุมทรัพย์ที่วิเศษยิ่ง คนที่จะวิจารณ์นั้น ตามปกติต้องคิดแล้วคิดอีกเพื่อหามุมมาติ มาเล่นงาน การที่เขาเฝ้าให้ความสนใจใครคนหนึ่ง แล้วพยายามชี้ช่องทางว่าเราผิดพลาดตรงไหน อ่อนตรงไหน น่าเป็นห่วงตรงไหน นี่คือ กระจกวิเศษสำหรับผู้ถูกวิจารณ์โดยแท้

ประการที่สาม หากผู้ถูกวิจารณ์ยินดีรับฟังคำวิจารณ์อย่างมีสติ นี่คือโอกาสในการพัฒนาตนเองครั้งสำคัญ

ประการที่สี่ เมื่อผ่านคำวิจารณ์ไปได้ ก็เหมือนมีดที่ถูกลับด้วยหินหยาบ ๆ จนคมกริบ พร้อมแล้วสำหรับการทำหน้าที่ของมีดอย่างมีประสิทธิภาพ

คำวิจารณ์จึงนับว่ามีคุณ

สุดท้ายแล้ว คนที่วิจารณ์ (ไม่ว่าจะเกิดจากพื้นฐานของหลักวิชาการหรือไม่ก็ตาม) คนอื่น จะถูกกลืนหายไปในกระแสธารของกาลเวลา แต่คนที่ถูกวิจารณ์ หากเขาเป็นคนดีจริง จะยิ่งโดดเด่นเป็นสง่า และมีคุณค่าอยู่หนือกาลเวลาตราบนานเท่านาน...

............."



ปล. ยังไงวันนี้ก็เอาเรื่องสั้นมาฝากแทนก่อนเรื่องนึงค่ะ 'ดอกไม้และก้อนอิฐจากโลกไซเบอร์' คลิ๊กไปที่หน้าเรื่องสั้นได้เลยคร่าาา

ขอบคุณหินลับมีดทุกก้อนที่ช่วยลับคมให้ผู้เขียน..ทุกเสียง ทุกบททุกตอน และทุก ๆ ความปรารถนาดีค่ะ





 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 26 พฤษภาคม 2551 0:21:30 น.
Counter : 185 Pageviews.  

♥ Sawasdi Ka ♬ ก็อก ๆๆ....เปิดประตู เปิดออกดู..ว่ามีใคร....♡♡♡♡

♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡


Dark brown is the river.
Golden is the sand.
It flows along forever.
With trees on either hand.


Boat of mine a boating,
Where will all come home?
Now I am here.
Where are you?


Roses are red,
Violets are blue,
Honey is sweet....
And so are you!


♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡



สวัสดีค่ะ,

ความตั้งใจแต่แรกที่สร้าง blog ก็เพื่อจะได้เอางานเขียนนิยายของตัวเอง ซึ่งลงไว้ในเว็บ...พันทิพ/ถนนนักเขียน มาเก็บเอาไว้เป็นหลักแหล่ง

ทำไปทำมา.... หนังก็ชอบดู, หนังสือก็ชอบอ่าน, ชอบชิม, ชอบแวะดูตรงโน้นตรงนี้ฯลฯ ...เห็นแล้วหมั่นเขี้ยว อยากเขียน (ตามสัญชาตญาณเดิม) กลายเป็นว่า นอกจากนิยาย...ซึ่งอยากจะให้เป็นหลักแล้ว เลยมีเรื่องราวหลากหลายมาเล่าสู่กันฟังด้วย

...ภาพยนตร์..อาหาร...งานฝีมือ...ศิลปะ...เที่ยวเปิดหูเปิดตา...หนังสือหนังหา ฯลฯ ไลฟ์สไตล์แบบเชียงใหม่ ๆ (ในเมือง) ที่เราเคยคุ้น




....อยากจะเข้ามาฝากข้อความสั้น ๆ หรือใครอยากเข้าไปคอมเม้นท์หัวข้อเก่า ๆ ตรงโน้นตรงนี้อยู่เหมือนกัน แต่กลัวว่าเจ้าของ blog จะตกหล่นหลงลืม ....เชิญแวะตรงลงรันเวย์นี้ได้เลยค่ะ

ขอให้มีความสุขและสนุกกับการท่อง blog กันทุกคนนะคะ...




 

Create Date : 15 ธันวาคม 2550    
Last Update : 17 ธันวาคม 2550 18:42:58 น.
Counter : 220 Pageviews.  


ส้มเจื๊อง
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




All you need is Love.
Made in Chiangmai.
หลังไมค์ถึงนาทวริน

Johaan Pachelbel cAnoN iN D
สกาววินฯ...ปกแรก Limited Edition
...พิมพ์นาม(สกุล)ปากกาผิดนิดนึง
You aRe whAt you rEad.
ออกจากขวดโหล
เรื่องที่สอง ใช้นามปากกา ‘นาทวริน’ ค่ะ
สำนักพิมพ์เพื่อนดี
งานที่มีการเขียนลงบน WEB SITE แล้วส่งผ่านอินเตอร์เนตนั้นถือว่าเป็น สิ่งเขียนซึ่งเป็นประเภทหนึ่งของงานวรรณกรรม ดังนั้นย่อมได้รับความคุ้มครองตามพ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (มาตรา 15) หากผู้ใดต้องการทำซ้ำหรือดัดแปลงงานดังกล่าวต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน มิฉะนั้นจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ (มาตรา 27)
การดัดแปลงงานจากอินเตอร์เนตเป็นภาษาไทย จึงต้องขออนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ อย่างไรก็ตาม การคุ้มครองลิขสิทธิ์เป็นการคุ้มครองอัตโนมัติ เจ้าของลิขสิทธิ์หรือผู้สร้างสรรค์ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิตามกฎหมายลิขสิทธิ์
******
ที่มาของข้อความ:เว็บไซต์กรมทรัพย์สินทางปัญญา
Friends' blogs
[Add ส้มเจื๊อง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.