::: ยิ้มก่อนอ่าน ตาหวานก่อนเปิด :::
Group Blog
 
All blogs
 

★★Juno (แว๊ก!! ชื่อไทย..สาวป่อง ใจเกินร้อย) ~*~เพราะชีวิตคือชีวิต ♬...Live and learn...♪

นาน ๆ มีหนังอินดี้ดี ๆ มาเข้าโรงที่เชียงใหม่สักที ต้องรีบแจวไปดูโดยพลันค่ะ




หนังที่มีคนพูดถึงมากที่สุดเรื่องหนึ่งของปีนี้

หนังที่ได้ชื่อว่า 'บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม' ของออสการ์ประจำปี 2007 แต่ถึงไม่มีออสการ์ ...นักวิจารณ์หลายสำนักก็ยกให้เป็นหนังมาแรงเนื้อหาโดนใจแห่งปีไปก่อนหน้าแล้ว

บางครั้งเราก็ไม่ต้องการหนังมหากาพย์อะไรใหญ่โต ไม่ต้องการเทคนิคพิเศษ หรืออภิมหาโปรเจ็คทุ่มทุนสร้าง

แค่อะไรเล็ก ๆ ที่สู้กันด้วย 'บท'





Juno น่าจะเข้าข่าย หนังที่พูดถึงปัญหาหนัก ๆ ได้แบบ feel good ...ท่ามกลางประเด็นหนักอึ้ง และหนักอกของตัวละครเอกของเรื่อง แต่กลับมีเสียงหัวเราะไปกับบทพูดเหน็บเเนมประชดประชันชีวิต และผู้คนในสังคมได้แบบเจ็บ ๆ คัน ๆ ตลอดทั้งเรื่อง ...ไม่ใช่เสียงหัวเราะดัง ๆ แต่ก็เป็นแบบกิ๊ก ๆ กั๊ก ๆ ไปตลอดจนจบเรื่อง

ชีวิตต้องก้าวข้าม 'ปัญหา' ไปให้ได้ เพื่อที่จะก้าวเดินต่อไปข้างหน้า

และ Juno ก็เลือกก้าวข้ามปัญหาท้องในวัยอันไม่พึงประสงค์ ด้วยทัศนคติของเด็กสาวที่ออกจะกร้าว และกร้านสักหน่อยในความรู้สึกของเรา (หรือมองในอีกแง่หนึ่งก็ 'เข้มเเข็ง'!!)



เราจะไม่เห็นจูโน่ร้องไห้คร่ำครวญ หรือตีโพยตีพายกับผู้คนรอบข้าง (ยกเว้นก็แต่ครั้งแรกที่เธอแค่ 'ทำเป็น' เอาเชือกมาแขวนคอ) แต่เธอจัดการทุกอย่างด้วยตัวของตัวเอง ตั้งแต่ปรึกษาเรื่องการทำแท้งกับชมรมผู้หญิง จนมาจบที่หาคนอุปการะลูกที่จะออกมาได้แล้ว ถึงได้นำเรื่องทุกอย่างมาสารภาพกับผู้เป็นพ่อ และแม่เลี้ยง




ตอนแรกที่ได้ทำความรู้จักกับตัวละคร Juno ทำเอาเราสะดุ้งไปเหมือนกันว่าเธอช่างมีบุคลิกห้าวหาญ พูดจากร้านโลกเกินวัย 16 ซะเหลือเกิน! หรือว่าเด็กอเมริกันจริง ๆ เป็นแบบนี้หมด หรือว่าตัวนักแสดงเอง (เอลเลน เพจ...เล่นเป็น Juno) มีบุคลิกอย่างนั้นจริง ๆ!!!

กระทั่งตัวละครอื่น ๆ ในเรื่องย้ำว่า

'จูโน่เป็นคนแปลก...ไม่เหมือนใคร'...She's different...

ถึงทำให้เราค่อย ๆ ทำใจยอมรับความแปลก และคำพูดคำจาแบบกร้าว ๆ ของเธอให้ได้ เพราะเราไม่ค่อยจะเชื่อสักเท่าไหร่ว่าเด็กอายุ 16 ส่วนใหญ่ ถึงจะเป็นฝรั่งก็เหอะ จะพูดจะจาและมีบุคลิกกระด้างได้เช่นนี้

เมื่อพยายามประกอบเข้ากับภูมิหลังพื้นเพของ Juno ที่ประชดประชันตัวเองเอาไว้ว่า "โดนตะบองเพชรตำยังเจ็บกว่าถูกแม่ทิ้ง" และยังไม่นับภูมิหลังของคนเขียนบท Diablo Cody ซึ่งตามประวัติบอกเอาไว้ว่า เคยเป็นนักเต้นระบำเปลื้องผ้า และมีชีวิตโชกโชนมาก่อน ก็ย่อมได้ภาพสะท้อนประสบการณ์และความคิดของคนเขียนออกมาไม่มากก็น้อยเช่นนี้แล....

และก็นับว่า Juno ยังโชคดีที่เกิดในสังคมอเมริกันที่แสนจะใจกว้างสุด ๆ กับเรื่องเซ็กส์ (แม้นว่าปัญหาท้องในวัยเรียน จะไม่ใช่เรื่องที่น่าชื่นชมของเขาเหมือน ๆ กับของเรานั่นแหละ)

มีพ่อ และเเม่เลี้ยงที่ยืนเคียงข้างเธอ ไม่เคยพูดจาทับถมซ้ำเติมให้เจ็บช้ำน้ำใจยิ่งขึ้น (พ่อและแม่ ควรไปดูกันเอาไว้ หรือพาลูก ๆ วัยทีน ไปดูด้วยก็คงดีนะคะ...หนังได้เรท PG-13 จ้า...เด็ก ๆ ดูได้)

มีเพื่อนสนิทที่คอยให้กำลังใจ ไม่ทอดทิ้งกันยามยาก, มีผู้อุปการะลูกของเธอ แม้นว่าท้ายสุดตัวผู้อุปการะคุณเองจะเผชิญกับปัญหาครั้งใหญ่ในชีวิตเหมือนกัน

(เจนนิเฟอร์ การ์เนอร์ ในบทหญิงสาวที่มีลูกเองไม่ได้ แต่อยากมีลูกเหลือเกิน แม้นว่าชีวิตคู่ของเธอจะแหว่ง ๆ วิ่น ๆ ในภายหลัง....ก็เล่นเอาน้ำตาซึมเหมือนกัน พร้อม ๆ กับที่บทเพลง 'Sea of Love' ของโรเบิร์ต แพลนท์ ที่นำมาคัฟเวอร์ใหม่ เปิดขึ้น...เมื่อเธอได้อุ้มลูกของตัวเองที่คนอื่นคลอดให้เป็นครั้งแรก ตัดสลับไปยัง Juno ที่ตัดปัญหาไม่ขอดูหน้าลูกเลย )




และท้ายสุด..มีพ่อของลูกในท้อง (แบบเนิร์ด ๆ) ที่ยังคงเป็นเพื่อนกันต่อไปได้ แม้นว่าสุดท้าย ไอ้การมีลูกของทั้งคู่จะเป็นเหมือนกับ อ่า..จะว่าการเล่นขายของ ก็คงน้อยไปสักหน่อย... น่าจะเหมือนกับ..การออกไปเดินเล่นด้วยกันที่ไหนสักแห่ง แล้วให้บังเอิญเกิดอุบัติเหตุลื่นไถลได้แผลฉกรรจ์ ต้องแอดมิทเข้าโรงพยาบาลไปทำแผลทายา ถึงกลับออกมาได้ใหม่

ทั้งนี้โดยที่ฝ่ายหญิงต้องเป็นคนรับหน้า แบกหลักฐาน แล้วก็เคลียร์ทุกอย่างให้จบ...แทบจะลำพัง (ผู้ชายรอดตัวไปนะ!)




ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นในสังคมกระปลกกระเปลี้ย ภูมิต้านเรื่องดังกล่าวต่ำ เรื่องอาจจะไม่จบลงสวยหรูเท่านี้ก็ได้...!!






 

Create Date : 19 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 21 พฤษภาคม 2551 14:09:29 น.
Counter : 333 Pageviews.  

♥ ♥ 'อุ้มรัก' ฉบับ..เคน-เเอชตัน คุชเชอร์ กับ แอน..คาเมรอน ดิแอซ ღ ღ 'What happens in Vegas'


วันนี้ฤกษ์ดีมีหนังใหม่ที่อยากดูเข้าพร้อมกันสองเรื่อง ยืนตัดสินใจอยู่ 10 วิ ว่าจะเลือกดูเรื่องไหนก่อนดีระหว่าง 'Juno' หนังดราม่าคอมมิดี้วัยรุ่น กับ 'What happens in Vegas' หนังคอมเมดี้หนุ่มสาว และเเล้วก็ตัดสินใจดู 'What happens in Vegas' ก่อน เพราะเหมาะกับวัยอย่างเรามากกว่า..ฮ่า ส่วน Juno จะเก็บไว้ดูกับเยาวชนของชาติที่บ้านค่ะ

พอซื้อตั๋วเสร็จ ก็นึกหวั่นนิด ๆ เหมือนกันว่า What happens in Vegas จะเข้าสูตรฮอลลีวู้ดจ๋า เดาได้ตั้งแต่ปากซอยแล้วจ้ะ..รึเปล่า!! เนื่องจากหลายปีให้หลังมาเนี่ย เอียนหนังฮอลลีวู้ดสุด ๆ แล้วก็หันเข้าหาธรรมะ เอ้ย..ไม่ใช่ Asian Films แบบว่าอย่างที่ใคร ๆ ก็รู้ว่าทำไมมมม

ดูจากหน้าหนัง มันก็น่าจะแหง๋มอยู่แล้วเนอะ นี่ถ้ามิใช่ เจ้แคมมี่ (เราไม่ค่อยอยากเรียกชื่อเล่นของเธอเลย มันจึกกรึ๋ยยังไงก็ไม่รู้!!) กับน้องเถิก หล่อเซอร์ แอชตัน คุชเชอร์ ของเราแล้ว คงมิได้เงินไปจากกระเป๋าเราเป็นแน่..





และเเล้ว...ผ่าง ผ่าง...หลังจากได้ทำการล้วงลึกพิสูจน์ดมชมแล้ว ก็ต้องขอยกนิ้วให้กับเจ้แคมมี่ และแอชตัน ของเราว่า..ทำให้เราขำกลิ้งจนกรามค้างไปกับแอคชั่นและลีลาของทั้งคู่ได้ในหลายฉากหลายตอนเลยทีเดียว!!!

โดยเฉพาะฉากจิกกัด ตบตี ใช้กำลังแบบน่ารักน่าเอ็นดู ของคู่กัดคู่นี้ ทำให้เรานึกถึงหนุ่มเคน กับสาวแอน ในละครขวัญใจชาวพันทิพอย่าง 'อุ้มรัก' ยังไงก็ไม่รู้!






แต่ 'What happens in Vegas' ก็ต่างกับ 'อุ้มรัก' เพราะใน 'What happens in Vegas'...คาเมร่อน ไม่ได้ท้องเหมือนแอน ในอุ้มรัก และเนื้อหาหลักของ 'What happens in Vegas' ก็ไม่ได้เกี่ยวกับการงอนง้อขอคืนดี และสำนึกในความเป็นพ่อแบบในอุ้มรัก

แต่ใน 'What happens in Vegas' นั้น เป็นเรื่องของคนไม่สมบูรณ์แบบสองคน ที่ดันเผลอเรอลืมตัวหมั้นหมายแต่งงานกัน ตอนเมาไม่ได้สติทั้งคู่ที่ลาสเวกัส และ 'What happens in Vegas' ก็แสดงให้เห็นคนสองคนที่ว่านี้ที่ค่อย ๆ เรียนที่จะรู้จักตัวเอง..รู้จักความต้องการของตัวเองซะก่อนที่จะไปรักคนอื่น




เรื่องเริ่มจากการที่แจ็ค (แอชตัน คุชเชอร์) กับจอย (คาเมร่อน ดิแอซ) คนแรกตกงาน และคนที่สอง ถูกแฟนทิ้ง ทั้งคู่ไปพบกันที่ลาสเวกัน ชั่วเวลาเพียงข้ามคืน จอยตื่นขึ้นมาอีกวันหนึ่ง ก็พบว่าตัวเองหมั้นหมายและเเต่งงานกับพ่อแจ็คเรียบร้อยแล้ว โดยที่ทั้งคู่มิได้มีความพิศวาสต่อกันแต่อย่างใด แต่เพราะความเมาและมันเป็นเหตุ!!!

ทั้งคู่เลยมาตกลงกันว่าจะหย่ากันเสียให้เรียบร้อยไม่เยิ่นเย้อ แต่เรื่องไม่จบลงง่าย ๆ เมื่อปรากฎว่า เหรียญที่จอยทิ้งเอาไว้บนเครื่อง slot machine นั้น เเจ็คเอาไปหยอดแล้วเกิดแจ็คพ็อตแตก เป็นเงินรางวัลถึง 3 ล้านเหรียญ ทีนี้จะให้หย่ารึ...ไม่มีทาง! ก็เงินอ่ะ..เข้าใครออกใครซะทีไหนชิมิเคอะ!




เมื่อตกลงกันไม่ได้ ก็ต้องพึ่งศาล แต่ศาลดันมีคำสั่งให้ทั้งคู่อยู่ด้วยกันก่อน 6 เดือน แล้วค่อยมาตัดสินอีกทีว่าจะเอายังไง โดยศาลจะริบเงินไว้ก่อน ขนาด dialogue ของศาลเรายังฮา กับคำพูดประชดประชันหนุ่มสาวสมัยใหม่


และเพราะรัศมี & พลังดาราของ คาเมรอน ดิแอซ (ที่เราว่าเธอขโมยซีน จูเลีย โรเบิร์ตส ตั้งกะครั้งเล่นเรื่อง My best friend's wedding โน่นแล้ว) กับท่าทางทะลึ่งทะเล้นตึงตังของแอชตัน คุชเชอร์ ของป้าเดมี่ (อยากดูแอชตันเล่นดราม่า หาเรื่อง Butterfly effects มาดูได้ พี่แกก็เล่นได้ดีพอตัวทีเดียว!) ที่ทำให้ตัวหนังน่ารักน่าหยิก โดยเฉพาะบทหลังจากที่ทั้งคู่ย้ายเข้ามาอยู่อพาร์ทเม้นท์ร่วมกัน มีฉากโดน ๆ หลายฉาก

อย่างฉากที่ทะเลาะกันเรื่องยกที่รองนั่งชักโครกขึ้นลง... หรือฉากที่พระเอกเราเกาน้องชาย แล้วเอามือหยิบกินป๊อปคอร์นต่อ..(อี๋ย์!) ล้วนแล้วแต่เคยเจอะเจอในชีวิตจริงมาแล้ว..ใช่มั้ยคะคุณผู้หญิงงงง




ด้วย dialogue...ด้วยความน่ารักของสองดารานำ (รวมถึงดาราสมทบทุกคนด้วย...) ก็ทำให้เราลืมความวุ่นวายและปัญหาข้าวแพงไปได้ในชั่วเวลาเกือบสองชั่วโมงนี้อย่างดีทีเดียว พร้อมด้วยเสียงหัวเราะดัง ๆ ที่แสนจะถูกเส้นคนไทย....ฮ่าฮ่าฮ่า








 

Create Date : 16 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 17 พฤษภาคม 2551 13:45:55 น.
Counter : 1389 Pageviews.  

♡♡ Hula Girls....ผู้หญิงอย่าหยุดฝัน และ..เต้น ♬ ‘เมื่อจับระบำฮาวายมาใส่ในความเป็นญี่ปุ่น.







ก่อนอื่นต้องขอบอกไว้ก่อนเลยค่ะว่า...ภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่ได้เกินไปจากที่คาดหมายไว้แต่อย่างใด

หรือจะพูดให้ชัดไปกว่านี้ ก็คือ Hula Girls เป็นไปตามสูตรของหนัง Drama เคล้าเสียงหัวเราะ และขณะเดียวกันก็เรียกน้ำตาไปด้วย...ทุกประการ เรื่องราวอันเป็นความขัดแย้งระหว่างคนสองกลุ่ม...กลุ่มหนึ่งที่จะเข้ามาปฏิวัติสิ่งใหม่ ๆ ให้แก่ท้องถิ่นชุมชน

...กับอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องการยืนหยัด..ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตในแบบเดิม ๆ ของตน ...ใครกลุ่มไหนจะเป็นผู้พิสูจน์หนทางออกที่ดีกว่าให้แก่ชุมชนของตนเองได้...





ทว่า ผู้เขียนก็สามารถนั่งดูหนังเรื่องนี้ได้แบบเบาสบายตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่รู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด เฉกเช่นเดียวกับเวลาที่เราสั่งอาหารมาสักจาน แล้วก็ได้อาหารหน้าตาดีออกมา รสชาติกำลังอร่อย ไม่ต้องปรุงอะไรเพิ่มอีก แถมยังอิ่มกำลังสบายท้องด้วย ....เรียกได้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นหนังสำหรับมหาชนอย่างแท้จริง เหตุนี้มันจึงได้กลายเป็นภาพยนตร์ยอดนิยมของญี่ปุ่นไปได้อย่างง่ายดาย ในปี 2006 ที่ผ่านมา (แล้วยังเป็นตัวแทนจากญี่ปุ่นเข้าชิงออสการ์ สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม ปี 2007 นี้ด้วย)


Hula Girls นำเค้าโครงมาจากเรื่องจริง ในปี ค.ศ. 1965 ของเมืองเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า ‘โตโฮกุ’ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ซึ่งชาวเมืองส่วนใหญ่ทำเหมืองเป็นอาชีพหลัก ทว่าเมื่อถึงยุคที่น้ำมันเริ่มเข้ามาแทนที่ถ่านหิน และมีทีท่าว่าเหมืองถ่านหินอันเป็นเส้นเลือดใหญ่ของชาวเมืองอาจจะถูกปิดลงได้ทุกเมื่อ ดังนั้นจึงเกิดโครงการ ‘ฮาวายเอี้ยนเซ็นเตอร์’ ขึ้นมา เพื่อเตรียมอาชีพใหม่เอาไว้สำหรับรองรับชาวเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้

แม้นฉากหลังของเรื่องจะอยู่ในเหมืองถ่านหินที่ให้บรรยากาศอึมครึม ทว่าโทนของหนังกลับทำออกมาได้สดใส แล้วก็เดินเรื่องได้อย่างกระฉับกระเฉงอีกด้วย เปิดฉากด้วยภาพของเด็กสาววัยใส 2 คน...หนังใช้บทสนทนาเป็นตัวเดินเรื่องทำให้รู้ว่า ขณะที่ เด็กสาวคนหนึ่งต้องการจะหนีจากเหมืองถ่านหิน ซึ่งดูจะไม่มีอนาคตเลยสำหรับเด็กสาวอายุ 18 เช่นเธอ ไปสมัครเป็นนักเต้นระบำฮาวายที่กำลังปิดประกาศอยู่ทั่วเมือง เพื่อจะได้มีหนทางชีวิตที่สดใสขึ้น

"ถ่านหินติดเข้าไปในเล็บทีไร ล้างยังไงก็ไม่ออกสักที ใช้สบู่ก็ยังไม่ออก ...สาว 18 ควรเป็นแบบนี้เหรอ ...ถ้าไม่คว้าโอกาสนี้ไว้ เราคงติดแหง็กที่นี่จนตาย"


เด็กสาวอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเธอ กลับยังไม่ได้มีจุดหมายในชีวิตที่ชัดเจนนัก ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่าเธอโชคดีกว่าที่ได้เรียนหนังสือ จึงไม่รู้ถึงความลำบากยากแค้นในการเป็นคนงานเหมือง เนื่องเพราะเธอมีแม่และพี่ชายที่ทำงานอยู่ในเหมืองเป็นคนคอยส่งเสียนั่นเอง


เด็กสาวคนแรก คือ ซานาเอะ ด้วยพื้นเพอันยากจน (ซึ่งก็เฉกเช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่ในเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้) กอปรกับที่ไม่มีแม่ และเป็นพี่สาวคนโต มีน้อง ๆ ตามมาอีกเป็นพรวน ทำให้เธอไม่ได้เรียนหนังสือต่อ ต้องออกมาช่วยพ่อทำงานเป็นคนงานเหมือง

ส่วนเด็กสาวคนที่สอง ก็คือ คิมิโกะ ...เด็กสาวที่ยังไม่ต้องมีความรับผิดชอบอะไรมาก ชีวิตจึงยังมีเวลาค้นหาตัวเองต่อไปอีก...




แล้ววันหนึ่ง ความเปลี่ยนแปลงก็มาสู่เด็กสาวทั้งสอง เมื่อ ชิรายาม่า มาโดกะ ศิลปินสาวนักเต้นรำจากโตเกียว ถูกว่าจ้างให้เดินทางมาสู่เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ เพื่อมาเป็นครูสอนเต้นรำให้แก่สาว ๆ ชาวเมือง

ตอนแรก มาโดกะ ก็ไม่ใคร่สนใจในชาวเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้เท่าใดนัก เธอมองดูเมืองนี้ว่าช่างไม่มีอนาคตเอาเสียเลย ...อีกทั้งผู้คนก็ช่างเป็นบ้านนอกคอกนาเสียนี่กระไร!

แต่แล้ว ด้วยคำสบประมาทจาก จิโยะ แม่ของคิมิโกะ ที่ไม่ต้องการเห็นลูกสาวมาเต้นกินรำกิน มากระตุกปมในใจมาโดกะเข้า

"ถ้าเป็นนักเต้นแถวหน้า จะมาอยู่บ้านนอกคอกนาอย่างนี้ทำไม ต้องไปอยู่เมืองใหญ่ ๆ เวทีใหญ่ ๆ สิ ...แบบนี้คงโดนเค้าเขี่ยทิ้งมาละสิท่า...”

กอปรกับการที่ได้รับรู้ถึงความตั้งใจจริงของบรรดาเด็กสาวที่หวังจะได้เป็นนักเต้นรำอาชีพ เพื่อฉุดตัวเองขึ้นมาจากอนาคตอันแสนอับเฉาในเหมืองถ่านหิน ทำให้มาโดกะ ปรับเปลี่ยนทัศนคติ มาเริ่มต้นสอนเด็กสาวเหล่านั้นใหม่อย่างจริง ๆ จัง ๆ




จากลูกเป็ดขี้เหร่ที่ค่อย ๆ หัดเดินเตาะ ๆ แตะ ๆ ในที่สุด ก็กลายเป็นหงส์....ที่บินร่อนได้อย่างสง่างามบนเวที...

ปรับเปลี่ยนทัศนคติผู้คน ทั้งเรื่องเต้นกินรำกิน และการเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้แก่ชีวิต โดยเฉพาะกับคนหนุ่ม ๆ สาว ๆ ที่ยังมีเวลาเหลืออีกมาก.....





คนที่เล่นได้อย่างมีสีสันที่สุดของเรื่องน่าจะเป็น ยาสุโกะ มัตสุยุกะ ที่รับบทเป็น อาจารย์มาโดกะ ...ด้วยลักษณะถึงลูกถึงคน ใจนักเลง และดูจะเป็นผู้หญิงล้ำสมัยเสียเหลือเกินใน พ.ศ.นั้น และทำได้ดีขนาดได้รางวัล นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ของ Japanese Academy awards มาแล้ว ขณะที่ ยู อาโออิ ซึ่งรับบทคิมิโกะ...เด็กสาวที่ท้ายสุดกลายมาเป็นดาวเด่นของคณะ...ก็ไม่น้อยหน้า คว้ารางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมมาได้เช่นกัน




ขอบอกว่า...สาว ๆ ทุกคนในเรื่องเต้นได้เก่งจริง ๆ ...ถ้าไม่ใช่นักเต้นอาชีพแล้ว ขอบอกว่าสุดยอดมาก!! (เมื่อคิดว่านักแสดงต้องฝึกซ้อมกันขนาดไหน จนดูเหมือนกับมืออาชีพแบบนี้) ...ฉากเต้นฮูลา ฮูล่า ตอนท้ายเรื่องนั้น มาช่วยหักกลบลบหนี้หยาดน้ำตาที่เสียไประหว่างเรื่องไปได้ดีเชียวล่ะ!~



ปัจจุบัน อาจารย์มาโดกะ ตัวจริงนามว่า ‘คาไลนานิ ฮายากาว่า’ อายุกว่า 70 ปีแล้ว และยังคงสอนเด็กสาวที่ Joban Hawaiian Center (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น Spa Resort Hawaiians) เต้นรำอยู่เช่นเดิม!




 

Create Date : 15 ธันวาคม 2550    
Last Update : 16 ธันวาคม 2550 15:55:21 น.
Counter : 2500 Pageviews.  

••”George Clooney เข้มข้นคลั่ก...ใน Michael Clayton”••

สุดที่รักของฮอลลีวู้ดมาแล้วค่ะ หลังจากท็อปฟอร์มจากเรื่อง Syriana (รางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม ‘ออสการ์’..... มิได้ดู!!) และจาก Good Night and Good Luck (เขียนบท, กำกับ และแสดงนำ....มิได้ดูอีก ก็มันไม่เข้าฉายที่เชียงใหม่นี่คะ) ไปเมื่อปีก่อน

....พอสัปดาห์นี้มีหนังของนักแสดงท็อปฟอร์มเข้าใหม่พร้อมกันสองเรื่อง คือ Lions for the Lamb กับ Michael Clayton ก็เลยตัดสินใจเลือกดูเรื่องหลังก่อน




กระแสวิจารณ์ดีมั่ก ๆ ในอเมริกาได้ A เชียว ก็เลยกระตุ้นต่อมอยากดูว่า พ่อ George Clooney มีดีอะไร? (ทั้ง ๆ ที่เราเป็นแฟนพันธ์แท้เหนียวหนึบของน้า Merly Streep เชียวนะ แต่รอก่อนนะจ้ะน้าจ๋า!!)

หนังเปิดเรื่องด้วยบทสนทนามากมาย แล้วก็เป็นเช่นนี้ไปตลอดทั้งเรื่องค่ะ ขอบอกว่าต้องตั้งใจดูและอ่าน...เอ้ย...ฟังมาก ๆ ด้วยค่ะ เพราะหนังเต็มไปด้วย Dialogue ประสาหนังสืบสวนสอบสวนที่มีตัวเดินเรื่องเป็นทนายกันทั้งหมด

คิดว่าคนที่ชอบดูหนังแนวสืบสวนสอบสวน คงจะพอเดา ๆ ทางของหนังได้บ้าง ยังไงก็แล้วแต่...หนังดูสนุกค่ะ สำหรับคนที่ชอบขบคิด เต็มไปด้วยปมมากมาย ทว่าหนังไม่ได้เล่าโต้ง ๆ ตรง ๆ แต่ค่อย ๆ เผยให้เราเห็นทีละเปลาะ ๆ จากบทสนทนาของตัวละครนี่เอง แล้วเราก็ต้องคอยตามให้ดีว่าอะไรเป็นอะไร.....


ไมเคิ่ล เคลย์ตัน (จอร์จ คลูนีย์) ทำงานเป็นทนายอยู่ในบริษัททนายยักษ์ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของนิวยอร์กมาเป็นเวลา 15 ปี ทว่าก็ยังคงรับงานต๊อกต๋อยในบริษัทจำพวก...ว่าความให้ลูกหนี้ที่ถูกฟ้อง, ชนแล้วหนี, เมียน้อยเมียหลวง เป็นต้น ไม่เคยได้โปรโมทเป็นหุ้นส่วนกับเขาสักที (อาชีพทนายในอเมริกา ถ้าจะให้ก้าวหน้าต้องได้เป็นหุ้นส่วนในบริษัทด้วย ซึ่งก็ต้องผ่านการพิจารณาหลาย ๆ อย่าง ทั้งจากผลงานที่ทำ และจากหุ้นส่วนเก่าของบริษัท...เคยอ่านมายังงั้นค่ะ!)




< เรื่องนี้กินเวลาแค่ 4 วันเท่านั้นในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดของไมเคิล เมื่อรถของเขาถูกลอบวางระเบิด ทว่าเขารอดตายมาได้ราวปาฏิหาริย์ (แหงเหนาะ...ไม่งั้นคงไม่มีเรื่องมาให้ดูต่อ)

คราวนี้เรื่องก็จะย้อนกลับไปสี่วันก่อนหน้านี้ว่า เกิดอะไรขึ้นกับเขาบ้าง ....แล้วเขาก็จะเป็นคนคลี่คลายปมเหตุที่ทำให้ตนเองถูกลอบฆ่า!!


ก่อนหน้านั้น บริษัท เคนเนอร์, บาช แอนด์ เลอดีน ที่ไมเคิลทำงานอยู่ ได้ลูกความรายใหญ่อย่าง บริษัท ยูนอร์ท ซึ่งเป็นบริษัทเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตรรายใหญ่ของสหรัฐฯ ที่มี คาเร็น คราวเดอร์ ที่ปรึกษากฎหมายคนสำคัญของยูนอร์ทอีกที



....คาเร็น พยายามจะยุติคดีความที่ยูนอร์ท ถูกฟ้องร้องจากผู้บริโภคหลายรายที่ได้รับผลกระทบจากการใช้ผลิตภัณฑ์ทางเคมีของบริษัท ทว่า อาเธอร์ เอเดน(ทอม วิลคินสัน) ที่ปรึกษากฎหมายสูงสุดของ เคนเนอร์ ฯ กลับต้องการพลิกผันคดีให้ลูกความของบริษัทถูกฟ้องร้องจริง ๆ มาร์ตี้ นายใหญ่ของเคนเนอร์ กลัวบริษัทจะเจ๊งและเสียชื่อ เพราะคิดว่า อาเธอร์ เสียสติ และไม่มีหลักฐาน จึงส่งไมเคิล ไปสะสางโดยให้ติดตามตัวอาเธอร์มาให้ได้




ไมเคิลเองก็คิดว่า อาเธอร์ มีเคมีในสองไม่สมดุล และต้องกินยาควบคุม เขาพาตัวอาเธอร์มาอยู่ด้วยที่บ้าน

ไมเคิลเอาหลักฐานที่อาเธอร์รวบรวมได้ไปให้มาร์ตี้ดู ทว่ามาร์ตี้กลัวบริษัทเจ๊งมากกว่าจะเผยความจริงที่ถูกต้อง ไมเคิลต้องยอมยุติ โดยแลกกับเงิน 80,000 เหรียญ เพื่อเอาไปใช้หนี้ ก็เรียกว่าขายเพื่อนล่ะค่ะ....ทว่า ตอนท้ายพระเอกพูดอะไรกับคาเร็น....ลองฟังกันให้ดี ๆ นะคะ! แสบเชียวค่ะ!

ตัวร้ายเรื่องนี้เป็นผู้หญิง มาแบบเนี้ยบ ๆ แต่เชือดนิ่ม ๆ แบบเลือดเย็นค่ะ ได้ Tilda Swenson ดาราสาวรุ่นใหญ่ แสดงฝีมือ สีหน้า อารมณ์แบบสุดยอดในบทของ คาเร็น คราวเดอร์




ส่วนอีกคนนึงไม่พูดไม่ได้ เด็กที่เล่นเป็นลูกชายของพระเอก....คนนี้เป็นสีสันให้เห็นอีกด้านของ ไมเคิล เคลย์ตัน ....เด็กเล่นได้น่ารักน่าเอ็นดูมาก หน้าตาน่ารักน่าชังเสียด้วย

นอกจากรายชื่อนักแสดงจะน่าสนใจแล้ว หนึ่งในโพรดิวเซอร์ ก็คือ Sydney Pollack ยอดผู้กำกับจาก Toosie และOut of Africa ที่ชอบเล่นหนังด้วย.... เรื่องนี้เล่นเป็นมาร์ตี้ เจ้านายของพระเอกค่ะ ขอบอกว่าดูดีมีราศี สมกับเป็นผู้กำกับใหญ่มั่ก ๆ




ส่วนผู้กำกับ และเขียนบทเรื่องนี้ ก็คือมือเขียนบทของ เจสัน บอร์น ทั้งสามภาคนั่นเอง

ใครอยากดูสุดยอดฝีมือมารวมตัวกัน ขอเชิญได้เลยค่ะ Michael Clayton......








 

Create Date : 03 ธันวาคม 2550    
Last Update : 16 ธันวาคม 2550 12:42:49 น.
Counter : 578 Pageviews.  

♥ ♥ Life As A House ♥♬ บ้านที่สร้างด้วยรัก

หลังจากที่เหม็นเบื่อหนัง American หันมาบริโภคหนังเอเชียนสดใหม่ รสชาติไม่ซ้ำซากจำเจ เสียหลายเพลา

เผอิญเห็น DVD. เรื่องนี้ ซื้อเก็บเอาไว้นานแล้ว...ชอบชื่อเรื่อง ชอบหน้าหนัง รายชื่อนักแสดงนำ—ชอบทุกคนเลย

แล้วก็เลยได้ฤกษ์แกะเอามาดูเมื่อไม่กี่วันก่อน....อือม...หนังอเมริกันลึกซึ้งกินใจ ไม่ใช่เป็นสูตรสำเร็จรูปอย่างมาม่า ไวไว ก็ยังพอมีเหลืออยู่นะ




หนังปี ค.ศ. 2001 (ปีเดียวกับภายหลังเหตุการณ์ 911 เลยนิ่! เกี่ยวมั้ยน่ะ!)

ชอบดารานำทุกคนเลย โดยเฉพาะ Kristin Scott Thomas
เคยติดใจเธอจากเรื่อง The English Patient ...สวย สง่า ไม่เหมือนใคร ชอบสำเนียงอังกฤษ ขึ้นจมูกนิด ๆ ของเธอ (เธอเป็นนักแสดงจากฝั่งอังกฤษ) กับใบหน้าที่เหมือนแฝงความรู้สึกลึก ๆ บางอย่างอยู่ตลอดเวลา

ชอบ Kelvin Kline จำเขาเล่นบทตลกหน้าตายสนิทได้จากเรื่อง A Fish called Wanda. กับเจน ฟอนด้า (โห! รุ่นไหนเนี่ย)... แถมจำภรรเมียคนสวยของเขาได้ดี ฟีบี้ เคทส์ (จำกันได้มั้ยเอ่ย...เช็คอายุสุดฤทธิ์)

ชอบ Hayden Christensen จากบท อนาคิน สกายวอร์ลเกอร์ ก่อนจะเป็น ดาร์ท เวเดอร์ ในเรื่อง Starwars—Episode III รู้สึกว่าหน้าตาเค้าน่าสงสารนะ (โถ! มามะ...) เหมือนมีอะไรเก็บอยู่ข้างในใจตลอด Hayden เล่นเรื่องนี้ตอนยังละอ่อนอยู่

สามคนนี้เล่นเป็นพ่อ แม่ ลูก กัน Kristin กับ Kelvin Kline เป็นอดีตสามีภรรยาที่เลิกร้างกันไปเป็นสิบปีแล้ว Kristin ไปมีครอบครัวใหม่กับสามีใหม่ และลูกใหม่อีกสองหน่อ แต่ยังเป็นเพื่อนกับ Kelvin สามีเก่า ก็ด้วยเรื่องของลูกชายคนเดียวของทั้งคู่ คือพ่อหนุ่ม Hayden Christensen นั่นเอง

ตัวประกอบอื่น ๆ ก็เล่นดี อย่างดารารุ่นใหญ่ Mary Steenburgen กับรุ่นเล็ก Jena Malone ที่เล่นเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวกับลูกสาว เพื่อนบ้านของ Kelvin Kline




หนังเล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง พ่อกับลูกชาย ที่ห่างเหินกัน และความสัมพันธ์ระหว่าง สามีและภรรยา ที่เลิกร้างกันไปนานแล้ว แต่ยังต้องทำหน้าที่พ่อและแม่อยู่

พ่ออยากใช้ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต..เนื่องจากตัวเองเป็นมะเร็ง...กับลูกชายวัยรุ่นมีปัญหา ที่ไม่ค่อยจะสนิทกัน ด้วยการรื้อบ้านเก่าของเขาออก แล้วก็สร้างบ้านใหม่ร่วมกัน...บ้านหลังนี้ จะเป็นบ้านแบบที่เขาต้องการจริง ๆ หลังจากที่ต้องทนอยู่ในโรงรถเก่า ๆ โทรม ๆ ที่ตัวเองเกลียดนักเกลียดหนา (เหมือนชีวิตผุ ๆ พัง ๆ ของตนเอง) แล้วก็ส่งมอบต่อให้ลูกชายคนเดียวของเขาก่อนตาย

อย่าเพ่อ...อย่าเพ่อ...น้ำตาไหล !!!

เพราะมันยังมีบทซาบซึ้งระหว่างคู่รักร้างรา...เมื่อหญิงสาวรู้สึกว่าตนเองกำลังกลับไปตกหลุมรักใหม่อีกครั้งกับอดีตสามีของตน (ชีวิตจริง..เห็นจะยากส์...เนอะ!)


ชอบ Dialogue เรื่องนี้มั่ก ๆ So emotional, shedding tears....


ลองฟังดูตอนที่อดีตภรรยามาเยี่ยมลูกชายที่บ้านอดีตสามี

"Makes me sad...”
“Why?”
“I used to live here.”
“And you hated it four out of five of those years.”
“I was here for six years and I only hated for two.”
“...Which two?”
"The first and the last...”
.
.
.
“....Why the first and the last?”
"First, because I wasn’t sure you really loved me or not. ...Last, because I wasn’t sure I really loved you or not.”


********

ตอนที่พ่อรื้อบ้านเก่าออก...มันบอกปมที่ฝังลึกอยู่ในใจของพ่อมานาน


“I have hated this house from the moment my father put it in my name. Twenty-five years of hating what you live in. Hating what you are. This is an end of it. I’m finally building something of my own.”

**********


ตอนที่ผู้เป็นแม่สงสัยตัวเอง และขับรถย้อนกลับมาหาอดีตสามี (ทั้ง ๆ ที่เพิ่งออกรถไปไม่ถึงห้านาที)

ฮือ...ฮือ...โกโบริ กะอังศุมาลิน ยังขอคารวะ!!

"What happened?”
"Nothing is going on with us, isn’t it?”
“Going on?”
“When I picked you up from the train, what you said...what was that?”
“What did I say?”
“Oh! You know.”
“What?”
“The thing about me being the most beautiful person. What was that...Hmm...”
“That was the truth.”
“You’ve never said that before.”
“I say a lot of things I never said before.”
“Sounded like a pick-up line.”
“Can’t pick you up.”
“Because I’m married.”
“You bit my finger.”
“If I weren’t married?”
“Should we do this?”
“I need to know.”
“What? ....Do I still love you?...

.....Absolutely.”


ถึงตอนนี้ พระเอกก็กอดนางเอก แล้วพูดที่ข้างหูว่า....


."There’s not a doubt in my mind....through all my anger, my ego....I was always faithful in my love for you. That I made you doubt it...that is the great mistake of a life full of mistakes.

But the truth doesn’t set us free . I can tell you I love you....as many times as you can stand to hear it...and all that does the only thing, is reminded us...that the love is not enough. Not even close....”



ฮือ...ฮือ....ขอตัวไปซับน้ำลาย..เอ้ย..น้ำตาก่อน...แง...





 

Create Date : 30 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 16 ธันวาคม 2550 12:43:21 น.
Counter : 868 Pageviews.  

1  2  

ส้มเจื๊อง
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




All you need is Love.
Made in Chiangmai.
หลังไมค์ถึงนาทวริน

Johaan Pachelbel cAnoN iN D
สกาววินฯ...ปกแรก Limited Edition
...พิมพ์นาม(สกุล)ปากกาผิดนิดนึง
You aRe whAt you rEad.
ออกจากขวดโหล
เรื่องที่สอง ใช้นามปากกา ‘นาทวริน’ ค่ะ
สำนักพิมพ์เพื่อนดี
งานที่มีการเขียนลงบน WEB SITE แล้วส่งผ่านอินเตอร์เนตนั้นถือว่าเป็น สิ่งเขียนซึ่งเป็นประเภทหนึ่งของงานวรรณกรรม ดังนั้นย่อมได้รับความคุ้มครองตามพ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (มาตรา 15) หากผู้ใดต้องการทำซ้ำหรือดัดแปลงงานดังกล่าวต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน มิฉะนั้นจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ (มาตรา 27)
การดัดแปลงงานจากอินเตอร์เนตเป็นภาษาไทย จึงต้องขออนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ อย่างไรก็ตาม การคุ้มครองลิขสิทธิ์เป็นการคุ้มครองอัตโนมัติ เจ้าของลิขสิทธิ์หรือผู้สร้างสรรค์ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิตามกฎหมายลิขสิทธิ์
******
ที่มาของข้อความ:เว็บไซต์กรมทรัพย์สินทางปัญญา
Friends' blogs
[Add ส้มเจื๊อง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.