|
|
|
สังคมการหาคนผิด : ปลักหล่มประเทศไทย
ทุกๆครั้งที่มีปัญหา หรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้น สิ่งที่เราจะได้ยินคือ "ต้องหาคนผิดมาลงโทษ ให้ได้" เคยมีใครบ้างไหมจะบอกว่า "จะหาให้ได้ว่าเกิดจากสาเหตุใด และจะป้องกันอย่างไร ไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกใน อนาคต"
ทำไมเราถึงไม่มุ่งเน้น การหากระบวนการแก้ไข ให้กำลังใจผู้กระทำผิด ว่า สามารถแก้ไขได้ ปรับปรุงตนเองได้ แล้วจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบ
หรือคนไทย มุ่งเน้น(เก่ง)แต่เรื่อง การซ้ำเติมคนอื่น ตนเองเป็นอย่างไร เลวร้ายอย่างไร ขออย่าให้ใครรู้ ใครจับได้เป็นพอ ผลออกมา เลยกลายเป็นว่า ไม่ยอมทำอะไรกันเลย หรือสุดวิสัย(เกินความสามารถจะตระหนักรู้ได้)พอเกิดความผิดพลาดขึ้น ก็อ้างว่า "ทีคนนั้นยังทำเลย ทีคนนี้ยังทำเลย คนนั้น เลวกว่าตั้งเยอะ ฯลฯ"
หรือ การเอาความผิดพลาดของคนอื่นมาซ้ำเติม จะทำให้ตนเองเก่งขึ้น (ซึ่งไม่จริงเลย)
มองดูที่กระบวนการ แก้ไขที่กระบวนการ (เลิกมุ่งเน้นไปที่ "คน" เสียที)
ไม่มีใครสมบูรณ์พร้อม ทุกคนเคยหกล้มมาก่อนทั้งนั้น คนไม่เคยผิดพลาด คือ คนที่ไม่เคยทำอะไรเลย
ให้กำลังใจ มุ่งมั่นแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ คนไทยเราจะได้กล้าคิด กล้าทำ กล้ายอมรับในความผิดพลาด เพื่อที่จะได้พัฒนาตนเอง แจกจ่ายความรู้เรื่องความผิดพลาดนั้นออกไป จะได้ไม่พากันพลาดซ้ำซาก
จะได้พ้นปลักหล่ม แห่งการ ปัดแข้งปัดขา คอยแต่จะดึงคนอื่นให้ช้าลง แย่ลง กันเสียที
ยอมรับความผิดพลาด แก้ไข และ ปรับปรุง วิเคราะห์อย่างมีเหตุผล ชื่นชมคนดี คนเก่ง ที่แตกต่าง และให้กำลังใจคนที่ทำผิดพลาด ชี้ให้เห็นให้ได้ว่า พลาดตรงไหน อย่างไร น่าจะแก้ไขอย่างไรได้บ้าง ประเทศชาติ จะได้พัฒนายิ่งๆขึ้นไป
ปล. ประเภทพลาดแล้ว ไม่ยอมรับว่าพลาด ไม่แก้ไข ไม่ปรับปรุง เอาแต่โทษคนอื่น อันนี้ก็คง "รอด" ยากเหมือนกัน
| Create Date : 28 กันยายน 2552 |
| Last Update : 28 กันยายน 2552 14:19:57 น. |
| |
|
|
|
|
คลื่นลูกที่สาม ชัดแจ้ง คลื่นลูกที่สี่ เริ่มก่อตัว
หลังจากอ่านงาน คลื่นลูกที่สาม ของ อัลวิน ทอฟเลอร์ (The Third Wave: Books: Alvin Toffler) เมื่อหลายสิบปีก่อน(หนังสือเขียนก่อนหน้านั้น อีก สิบกว่าปี) มันช่วยเปิด โลกทัศน์ และ มุมมองของผม อย่างมหาศาล ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหนังสือที่มีผลกระทบต่อผมโดยตรง ณ ตอนนั้น อัลวิน ทอฟเลอร์ เอง บอกว่า เขายังไม่สามารถ ระบุได้ว่า คลื่นลูกที่สามคือ อะไร แต่มันจะเปลี่ยน วิถีชีวิต วิธีคิด กิจกรรม การเมือง สังคม และ วัฒนธรรม ของ มนุษยชาติ
ถึงจุดนี้ ผม(และเชื่อว่า ทุกๆคน) คงเห็นแล้ว และ สามารถ ระบุนิยาม มันได้อย่างชัดเจน แล้วว่า มันคือ ยุค ดิจิทอล นั่นเอง (digital age) และหลายๆอย่างก็เป็นผล อย่างที่ อัลวิน ทอฟเลอร์ ได้ คาดการณ์ เอาไว้ (หรือ ต้องการให้เป็น , เพราะ อัลวิน ทอฟเลอร์ ก็กล่าวเองว่า เรื่องบางเรื่อง ถ้าเป็นสิ่งที่ดี และเห็นแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น ก็ ไม่ใช่สิ่งที่ผิด ที่จะ ผลักดัน มัน นั่นเอง)
คลื่นลูกที่สาม ยังไม่จบ ยังมีหลายๆสิ่งที่ (อาจจะ) ยังไม่สรุป เช่น
พลังงาน ที่ผมมองว่า น่าจะมี พลังงาน ประเภทใหม่ที่ชัดเจนออกมา (แต่ก็เป็นไปได้ว่า ยุค คลื่นลูกที่สาม จะเป็นพลังงานแบบ ผสม คือ ไม่มี ตัวใดเป็นตัวหลักชัดเจน แต่จะหลากหลาย ปะปน และ แตกต่างกันไปตามพื้นที่ และ วัตถุดิบ)
อีกเรื่องคือ วัสดุ เพราะ ยังไม่มีของใหม่ออกมาชัดเจน (หรือ มันคือ คอมโพสิต)
แต่ยุคถัดไปได้เริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว (เช่นเดียวกับ คอมพิวเตอร์ ที่เกิดขึ้นในยุค อุตสาหกรรม) ก็คือ ยุคของจิ๋ว นั่นเอง (nano age) การเปลี่ยนแปลง หลังจากนี้ จะเป็นในระดับ นาโน และ จะเกี่ยวพันกับ bio technology ในระดับ เซล และ ยีนต์
นั่นหมายความว่า หลังจากนี้ หากใคร ต้องการอยู่ในแถวหน้า ของอุตสาหกรรม ในอนาคต ก็เริ่ม ศึกษา พวกนี้ได้แล้วครับ น่ายินดี ที่ไทยเรามีศูนย์ นาโนเทค แล้ว เย้ เย้
แน่นอน วิถีชีวิต การเมือง สังคม วัฒนธรรม ย่อมเกิด การเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เป็นแน่แท้
ก็ คิดเล่น สนุกๆ ครับ
http://www.skypoint.com/members/mfinley/toffler.htm
| Create Date : 04 พฤศจิกายน 2550 |
| Last Update : 4 พฤศจิกายน 2550 11:18:55 น. |
| |
|
|
|
|
ประสิทธิภาพ และ ประสิทธิผล
efficiency and productivity
ได้มีโอกาสไปฟังบรรยาย เกี่ยวกับ นวัตกรรม และ ความสามารถทางการแข่งขัน ในประเทศไทย
ท่านข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่งได้มากล่าวเปิดงาน ทั้งยังกล่าวเตือนถึงสถานะการณ์ การแข่งขัน ที่หนักหน่วงรุนแรงขึ้น
ท่านเน้นย้ำถึง ประสิทธิภาพ และ ประสิทธิผล ของ หน่วยงานต่างๆ ในประเทศไทย
ข้าพเจ้าไม่รู้จะชื่นชม หรือ ก่นด่า ดี
เพราะท่านมาสายไปเกือบ 20 นาที ระดับผู้บริหารที่เกี่ยวข้องก็พูดเกินเวลา จนผู้บรรยายท่านอื่นที่รอ บรรยายอยู่ นั่งอึดอัดไปตามๆกัน
หลังจากท่านกล่าวเปิดงานจบ ก็มีการเชิญ ท่านผู้ใหญ่ทั้งหลายขึ้นมาถ่ายรูป และมอบของที่ระลึก
เป็น ประเพณี อันดีงาม ? ผมยังสงสัยอยู่
เพราะมันขัดกับสิ่งที่ท่านได้พูดไป
มันไม่มีประสิทธิภาพ แถม ไม่เกิดผลใดๆแก่ผู้เข้า สัมมนา ( มีผลกับท่านในเชิงสังคมหรือไม่อันนี้ผมไม่ทราบ )
ทำไมผมถึงยกเอาเรื่องนี้ขึ้นมา 1. ในเมืองนอกเขาเริ่มพูดเรื่อง ประสิทธิผล(productivity) กัน ผมกลัวว่า ประเทศเราจะไปบ้าตาม โดยลืมนึกไปว่า "พวกเขา" ผ่านขั้นตอนของการพัฒนา ประสิทธิภาพ(efficiency) มาแล้ว
มันต้องพัฒนา ประสิทธิภาพ ก่อนครับ
ทำไมหรือ ยกตัวอย่างการปลูกข้าว นา 1 ไร่ ปลูกข้าวได้ 1 ตัน (สมมุติ) ถ้าจะปลูกข้าวให้ได้ 2 ตัน จะทำอย่างไร
หากมุ่งเน้นแต่ productivity เราก็ อัด ทุกอย่างลงไป นา 2 ไร่ เพิ่มคน เพิ่มน้ำ เพิ่มปุ๋ย
สุดท้าย เจ๊ง
เพราะกลายเป็น ต้นทุนเพิ่ม แถม ไม่ได้เพิ่มในสัดส่วนคงที่เสียด้วย เหมือน คุณ ลงทุน 1 บาท ได้ของมูลค่า 1 บาท(สมมุติ) อยากได้ของ 2 บาทเอามาขาย เพิ่มกำลัง เพิ่มวัตถุดิบ สุดท้ายกลายเป็น ลงทุน 4 บาท ได้ของ 2 บาทมาขาย
ทำไมละหรือ เพราะของทุกอย่างมีต้นทุน คงที่และผันแปร มีจุดที่เรียกว่า "กระโดด" อยู่ รถบรรทุก ขนของ 1 กิโล - 10 กิโล มีค่า น้ำมัน ค่าคนขับที่คงที่ เพิ่มปริมาณ ถึงจุดหนึ่ง กลายเป็น รถ 2 คัน นั่นคือ จุดที่ต้นทุน "กระโดด"
มันต้องทำ ประสิทธิภาพ ให้ได้ก่อนครับ จากเดิม ต้นทุน 1 บาท ได้ของ 1 บาท ทำอย่างไร ถึงจะ ได้ของ 1 บาท ด้วยต้นทุน ห้าสิบสตางค์ ทำอย่างไรให้ต้นทุน ยี่สิบห้าสตางค์ ได้ของ 1 บาท ไม่ใช่โกงนะครับ คือ ของนั้นมีมูลค่าทางการตลาด เท่านั้น จริงๆ มีคุณภาพอย่างที่มันเคยเป็น หรือ ดีกว่า ไม่ใช่แย่ลง
แล้วค่อยไปคำนึงถึง ประสิทธิผล
2. ความสามารถในการแข่งขัน ดูจากวิธีที่ท่านผู้นั้นมากล่าว กับการปฏิบัติ ตน ของท่าน แล้วย้อนมอง ข้าราชการ ทั้งหมด ข้าพเจ้าได้แต่ถอนใจ
ถ้าเรายังไม่รู้สำนึกเรื่อง ประสิทธิภาพ สิ่งที่เราทำได้คือ กินเนื้อตนเอง
แล้วก็ได้แต่พร่ำบอกว่า คนไทยเก่ง คนไทยมีความสามารถ ขณะที่มองประเทศอื่นๆ ก้าวข้ามหัวเราไป
เราเคยบอกว่าเราจะแข่งกับ ฮ่องกง, อเมริกา มาเลเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน เกาหลี จีน ไม่ใช่คู่แข่ง
ปัจจุบัน เรากำลังจะมอง เวียดนาม เดินผ่านหน้าเราไป
ถ้าเรายังต้องสั่งซื้อ พลังงาน จากลาว ต่อไปเราคงไม่ต่างอะไรจาก ขอทาน
หาทางเพิ่มประสิทธิภาพ ให้ ประเทศได้แล้วครับ
เพิ่มประสิทธิภาพให้ องค์กร เพิ่มประสิทธิภาพให้ หน่วยงาน รัฐ เพิ่มประสิทธิภาพให้ ประชาชน
จดบันทึก ศึกษา วิเคราะห์ พัฒนา ตรรกะ และ กระบวนการคิด โดยใช้หลัก เหตุ และ ผล
หยุดคิดเข้าข้างตัวเอง ได้แล้วครับ
| Create Date : 12 มิถุนายน 2550 |
| Last Update : 12 มิถุนายน 2550 18:26:19 น. |
| |
|
|
|
|
สิ่งที่เห็น สิ่งที่เป็น และ สิ่งที่ควรจะเป็น
สิ่งที่เห็น ใช่ว่าเป็น สิ่งที่เป็น สิ่งที่เป็น นั้นเล่า ควรเป็นหรือ สิ่งที่เห็น สิ่งที่เป็น เห็นเป็นไร สิ่งเห็นว่า ควรเป็นไซร้ สิสำคัญ
เห็นคนฆ่ากัน ก็คนทะเลาะกัน เกลียดกัน ก็ฆ่ากัน เรื่องธรรมดา? มันเป็นอยู่แล้ว
คนจน ไม่มีอะไรจะกิน ก็ไปปล้นเขา เรื่องธรรมดา? ไม่มีทางเลือก จะให้ทำอย่างไร
เด็กมีอารมณ์ทางเพศ ก็มี sex กัน เรื่องธรรมดา? จะไปปกปิด ปิดบังทำไม
เช่นนั้นหรือ หรือควรกำหนด บรรทัดฐาน ชี้ให้เห็น สิ่งที่ควร สิ่งที่ไม่ควร กำหนดให้เป็นไปในทิศทางที่ควรจะเป็น
สอนให้มี ความอดทน ความอดกลั้น ความเข้าใจในสิ่งที่ควรจะเป็น ใช่หรือไม่
| Create Date : 23 เมษายน 2550 |
| Last Update : 23 เมษายน 2550 14:05:57 น. |
| |
|
|
|
|
เป้าหมาย และ วิธีการ
ความหมาย เป้าหมาย: จุดมุ่งหมาย จุดหมายปลายทาง สิ่งชี้วัดที่แสดงให้เห็นถึงวัตถุประสงค์ของ วิธีการ วิธีการ: การกระทำ กระบวนการ หรือขั้นตอน เงื่อนไข: ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกวิธีการ ทั้งข้อจำกัดที่มีผลกระทบต่อการเลือกวิธีการ เช่น ทรัพยากรบุคคล, กำลังทรัพย์, แหล่งพลังงาน, สภาพสังคม และ วัฒนธรรม ทั้งนี้รวมถึงข้อจำกัดที่เป็นตัวเร่งในวิธีการ เช่น หากไม่เลือกวิธีการที่ให้ผลเร็ว ก็อาจจะไม่ทันการณ์ เป็นต้น
เป้าหมาย และ วิธีการ ของสองสิ่งที่(สมควร)มาพร้อมกัน เสมอ แต่กลับถูกละเลยไปในสภาพสังคมไทยในปัจจุบัน จนทำให้หลายๆคน สับสน ว่า วิธีการ คือ เป้าหมาย ซึ่งถือเป็นความผิดพลาดที่อันตรายอย่างยิ่งยวด ซ้ำหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็ยากที่จะพาประเทศชาติให้อยู่รอดปลอดภัยได้ มันสำคัญถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ครับ สำคัญถึงเพียงนั้น จริงๆ
ข้อคิด 1.เป้าหมายหนึ่งๆ สามารถ มีวิธีการได้หลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับ ข้อมูล มุมมอง รวมถึงน้ำหนักของข้อมูล และผลกระทบนั้นๆ ของแต่ละคน โดยเฉพาะผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจเลือกวิธีการ 2.วิธีการหนึ่งๆ สามารถสร้างผลกระทบที่หลากหลาย นั่นหมายความว่า สามารถเกิดผล(บรรลุเป้าหมาย)ได้มากกว่า หนึ่ง เป้าหมาย จึงจำเป็นต้องระบุเป้าหมายที่แท้จริงให้ชัดเจน จากข้อคิดที่กล่าวมา แสดงให้เห็นว่า วิธีการต้องมาพร้อมกับเป้าหมาย และ เป้าหมายต้องมาพร้อมกับวิธีการเสมอ มิเช่นนั้นจะทำให้เกิด 1.ความสับสน ไม่ทราบเป้าหมายที่แท้จริง 2.ไม่สามารถตรวจวัดได้ ล้มเหลว หรือ ประสบความสำเร็จก็ไม่รู้ ซึ่งเป็นการเสียเวลา, เสียกำลังคน, เสียกำลังทรัพย์ ไปโดยเปล่าประโยชน์โดยสิ้นเชิง
ทำไมต้องแยก เป้าหมาย และ วิธีการ จากการสังเกตของผม พบว่า หลายๆครั้งเราแยกไม่ออกว่า สิ่งใดคือเป้าหมาย สิ่งใดคือวิธีการ หลายๆครั้ง เราเข้าใจว่า วิธีการคือเป้าหมาย เราเข้าใจว่าการมีคอมพิวเตอร์เยอะๆเป็นสิ่งที่ดี เราเข้าใจว่า การมี คอมพิวเตอร์จะทำให้ทำงานเร็วขึ้น การมีคอมพิวเตอร์ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิธีการเท่านั้น(ขอย้ำว่าแค่ส่วนเดียว) สิ่งที่เราต้องย้อนถามกลับไปคือ "เป้าหมายคืออะไร" แน่นอน คำตอบอาจจะหลากหลาย แต่ละองค์กร ก็อาจจะมีเป้าหมายที่ต่างกัน บางองค์กรต้องการเพิ่มประสิทธิภาพ บางองค์กรต้องการลดต้นทุน บางองค์กร ต้องการเพียงแค่รายจ่ายเพื่อไปหักภาษี เห็นไหมครับว่า วิธีการเดียวกัน อาจจะมาจากเป้าหมายที่แตกต่างกัน ในกรณีนี้ผมขอยกตังอย่าง ที่น่าจะเป็นเป้าหมายโดยทั่วไป ก็คือ "การเพิ่มประสิทธิภาพ"(โดยแท้จริงแล้ว การเพิ่มประสิทธิภาพ ก็ คือการลดต้นทุนครับ)
เอาล่ะ ถ้าเป้าหมายคือ "การเพิ่มประสิทธิภาพ" แล้ว วิธีการ คืออะไร กำหนดกระบวนการที่ชัดเจน ไม่ซ้ำซ้อน ลดขั้นตอนการทำงาน ลดระยะเวลาในกระบวนการ ฯลฯ จากนั้นอย่างไรต่อ เราจะพบว่า การลดเวลา และขั้นตอนสามารถกระทำได้โดยการนำ ICT มาใช้ ใช่ครับ คอมพิวเตอร์เข้ามาตอนนี้ แต่มันไม่ได้จบแค่นั้น ท่านต้องหา software ที่เหมาะสม และมีกระบวนการพัฒนาคนเพื่อใช้ software และ คอมพิวเตอร์เหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใช่ครับ ไม่ใช่แค่เอาคอมพิวเตอร์มาวางก็จบ... ไม่ใช่ครับ จากตัวอย่างนี้ ชี้ให้เห็นว่า ในแต่ละขั้นตอน "เป้าหมาย" ที่ต้องการ ต้องถูกชี้ให้เห็นอยู่ตลอดเวลา มิเช่นนั้น โอกาสหลงทาง หลงเป้าหมาย สามารถเกิดขึ้นได้อยู่ตลอดเวลา แต่ใน case เดียวกันนี้ ถ้ามีเงื่อนไขเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ทรัพยากรการเงินไม่มากพอ, จำนวนบุคลากร ไม่สามารถใช้ คอมพิวเตอร์ ได้ สิ่งเหล่านี้เป็นเงื่อนไขที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกวิธีการทั้งสิ้น ถึงแม้ การใช้ ICT อาจจะเป็นหนทางที่สร้างประสิทธิภาพได้สูงสุดก็ตาม แต่ด้วยเงื่อนไขข้างต้น นั่นอาจจะทำให้ องค์กร จำเป็นต้องเลือกวิธีการที่ทำแค่ การปรับเปลี่ยนขั้นตอนการทำงานก็พอ โดยยังคงใช้งานเอกสารเป็นหลักอยู่เช่นเดิม ถามว่าผิดไหม ... ไม่ผิดครับ หรือ อาจจะเรียกว่าถูกต้องอย่างที่สุดเสียด้วยซ้ำ เพราะเป้าหมายของคุณคือ การเพิ่มประสิทธิภาพ ไม่ใช่การเอา คอมพิวเตอร์ มาวาง อย่าลืมว่า คอมพิวเตอร์ เป็นเพียงวิธีการ(เพียงส่วนหนึ่ง)เท่านั้น ถ้าคุณยืนยันว่าต้องเอา คอมพิวเตอร์ มาวาง นั่นแสดงว่า คุณกำลังหลงทางว่า วิธีการคือเป้าหมายครับ
ไม่ได้หมายความว่า ห้ามเอา คอมพิวเตอร์ มาใช้ แต่ด้วยเงื่อนไขที่มีอยู่ ซึ่งต้องระลึกถึงอยู่ตลอดเวลา ในระหว่างนี้ คุณก็ค่อยๆพัฒนาบุคลากร ไปเรื่อยๆ จนบุคลากรของคุณพร้อม รวมทั้งค่อยๆเก็บเงินจนเมื่อสถานะทางการเงินขององค์กรพร้อมแล้ว จากนั้นจึงค่อยก้าวสู่ขั้นตอนการพัฒนาต่อไปครับ นั่นคือกำหนดเป้าหมาย อย่างมั่นคง แล้วจึงเดินไปสู่เป้าหมายนั้น จะช้าหรือ เร็วไม่สำคัญ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข ขอเพียงไม่หลงทางออกจากเป้าหมาย ปรับเปลี่ยนวิธีการไปตามความเหมาะสมครับ
ความคงตัวของเป้าหมายและวิธีการ เป้าหมายเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ เปลี่ยนแปลงได้ครับ ด้วยการเปลี่ยนแปลงของเงื่อนไข รวมทั้ง สถานะการที่เปลี่ยนไป เป้าหมายก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ครับ ยกตัวอย่างเช่น ตั้งใจจะตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ ที่ใช้น้ำมัน เมื่อเริ่มลงมือ ปรากฏว่าตลาดเปลี่ยน รถจะไม่ใช้น้ำมันอีกแล้ว ... แล้วจะดันทุรังไปทำไมเล่าครับ ในเมื่อเป้าหมายเปลี่ยนแปลงได้ ... แน่นอน วิธีการย่อมเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่า เป้าหมายจะเปลี่ยนหรือไม่ก็ตาม ในระหว่างการดำเนินการตามวิธีการที่กำหนดขึ้น ต้องมีการติดตาม และ ประเมินผล อย่างต่อเนื่อง เก็บข้อมูล รวบรวมรายละเอียดของเงื่อนไข (เพราะในระหว่างการดำเนินการ เงื่อนไขก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน) เพื่อประเมินผล และ ปรับปรุงวิธีการให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพอยู่ตลอดเวลา
จะเห็นว่าผมเอา เป้าหมาย ขึ้นต้น เพราะ ต้องกำหนด เป้าหมาย ก่อน ถึงจะกำหนด วิธีการ ได้ครับ
classic case "ใช้ ICT ทำไม ... มันไม่เข้ากับ เศรษฐกิจ พอเพียง" "กู้เงินนี่มันไม่ พอเพียง นะ" "โครงการใหญ่ๆ อย่าไปลงทุน เพราะไม่พอเพียง" ฯลฯ (แก้ไข) สำหรับผม "เศรษฐกิจพอเพียง" เทียบได้เป็น ปรัชญาการดำรงชีวิต โดยสามารถแตกออกมาเป็นวิธีปฏิบัติ ต่างๆมากมาย ดังจะกล่าวต่อไป
สำหรับผม เป้าหมายของ "เศรษฐกิจพอเพียง" คือการดำรงอยู่อย่างยั่งยืน มั่นคง นั่นคือเป้าหมายครับ แล้วถ้านั่นคือ เป้าหมาย แล้ว วิธีการ คืออะไร 1.อยู่กับความจริง 2.เพิ่มประสิทธิภาพ 3.ใช้ทรัพยากรอย่างฉลาด 4.คาดการณ์ และ ป้องกันปัญหาในอนาคต 5.ฯลฯ
"ใช้ ICT ทำไม ... มันไม่เข้ากับ เศรษฐกิจ พอเพียง" การใช้ ICT เป็นเพียงวิธีการ ครับ เป้าหมายใหญ่คือการเพิ่มประสิทธิภาพ จากการศึกษาจะพบว่า การใช้ ICT เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ ที่ให้ผลสูงสุด(ดูการชำระภาษีผ่าน internet เป็นตัวอย่าง)
"กู้เงินนี่มันไม่ พอเพียง นะ" การกู้เงินเป็น วิธีการครับ ประเด็นนี้ต้องดูที่ว่า เป้าหมายคืออะไร ถ้ากู้มาลงทุน การเพิ่มผลผลิต การเพิ่มกำลังการผลิต นำมาปรับปรุงการทำงาน ให้มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ก็ถือว่า "พอเพียง" ครับ แต่หาก กู้มาใช้, ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า ไม่เกิดรายได้ สร้างแต่รายจ่าย อันนี้คือการใช้เงินเกินตัว ไม่ "พอเพียง" แน่ๆครับ ผมก็ไม่รู้ว่าทำไม สถาบันการเงินถึงไปเน้น โฆษณาเงินกู้ประเภทนี้กันจัง(personal loan) ไม่รู้หรือไงว่าพวกนี้มีแต่จะเป็น NPL ทั้งนั้น
"โครงการใหญ่ๆ อย่าไปลงทุน เพราะไม่พอเพียง" ก็อีกละครับ โครงการใหญ่ๆ คือวิธีการ สิ่งสำคัญคือโครงการเหล่านั้นมีเป้าหมายเพื่ออะไร ถ้าโครงการเหล่านั้นสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ หรือลดการสูญเสีย ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างยิ่งครับ สมมติ มีถังเก็บน้ำอยู่ในบ้าน แต่ถังมันรั่ว ใส่น้ำเข้าไปก็ไหล ออกหมด ฝนก็กำลังจะแล้ง ถ้าต้องลงทุน ซ่อมถัง หรือซื้อถังใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมก็ต้องทำนะครับ
successfully case ทำดีก็ต้องชมครับ สิ่งที่ผมเห็นคือ กรมการขนส่งทางบก การต่อทะเบียนรถ ผมเคยใช้เวลาครึ่งวัน ต่อมาเขาลดเวลาลงเหลือ สาม ชั่วโมง ตอนนี้เหลือไม่ถึงชั่วโมง เห็นได้ชัดเจนว่า เป้าหมายของเขาคือ ลดเวลา แล้วสิ่งที่เขาทำคือการเปลี่ยนกระบวนการทำงาน เยี่ยมยอดมากๆครับ
หากมีตัวอย่างขององค์กรที่กำหนดเป้าหมายอย่างชัดเจนก็เอามาเล่าสู่กันฟังได้นะครับ
เป้าหมายของบทความนี้ ผมพบว่า คนไทย มีแนวโน้มจะยึด วิธีการเป็นเป้าหมาย พอทำตาม กระบวนการ หรือ วิธีการที่กำหนดมา ก็สำคัญเอาว่าเสร็จแล้ว บรรลุเป้าหมายแล้ว ซึ่งแท้จริงแล้ว ไม่ใช่ครับ ซึ่งผลก็คือ ทำอะไรไม่เสร็จสักอย่าง ไม่มีอะไรสำเร็จแม้แต่อย่างเดียว ไม่เคย บรรลุเป้าหมาย ก็จะบรรลุได้อย่างไรเล่าครับในเมื่อไม่เคยมีเป้าหมาย เราไม่เคยมีเป้าหมาย ที่ระบุวิธีการปฏิบัติอย่างชัดเจน และเราไม่เคยมีวิธีการ หรือการกระทำ ที่มีการชี้ให้เห็นถึงเป้าหมายที่เราต้องการจะไป สิ่งที่ตามมาคือ ไม่สามารถรวบรวมข้อมูลได้อย่างเป็นระบบ ไม่สามารถปรับปรุง พัฒนา และแก้ไข วิธีการที่กำหนดได้ สิ่งที่เราทำคือ หาวิธีการใหม่ๆไปเรื่อย ไม่สามารถเปรียบเทียบของข้อแตกต่าง ข้อดีข้อเสียได้ ยิ่ง งงๆ กับเป้าหมายด้วยแล้ว เหมือน คนตาบอด เดินอยู่กลางทะเลทราย ครับ
| Create Date : 28 มีนาคม 2550 |
| Last Update : 1 เมษายน 2550 11:39:08 น. |
| |
|
|
|
| |
|
|