Group Blog
 
All Blogs
 

ประสิทธิภาพ และ ประสิทธิผล

efficiency and productivity

ได้มีโอกาสไปฟังบรรยาย เกี่ยวกับ นวัตกรรม และ ความสามารถทางการแข่งขัน ในประเทศไทย

ท่านข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่งได้มากล่าวเปิดงาน
ทั้งยังกล่าวเตือนถึงสถานะการณ์ การแข่งขัน ที่หนักหน่วงรุนแรงขึ้น

ท่านเน้นย้ำถึง ประสิทธิภาพ และ ประสิทธิผล ของ หน่วยงานต่างๆ ในประเทศไทย

ข้าพเจ้าไม่รู้จะชื่นชม หรือ ก่นด่า ดี

เพราะท่านมาสายไปเกือบ 20 นาที
ระดับผู้บริหารที่เกี่ยวข้องก็พูดเกินเวลา จนผู้บรรยายท่านอื่นที่รอ บรรยายอยู่ นั่งอึดอัดไปตามๆกัน

หลังจากท่านกล่าวเปิดงานจบ ก็มีการเชิญ ท่านผู้ใหญ่ทั้งหลายขึ้นมาถ่ายรูป และมอบของที่ระลึก

เป็น ประเพณี อันดีงาม ?
ผมยังสงสัยอยู่

เพราะมันขัดกับสิ่งที่ท่านได้พูดไป

มันไม่มีประสิทธิภาพ
แถม
ไม่เกิดผลใดๆแก่ผู้เข้า สัมมนา ( มีผลกับท่านในเชิงสังคมหรือไม่อันนี้ผมไม่ทราบ )

ทำไมผมถึงยกเอาเรื่องนี้ขึ้นมา
1. ในเมืองนอกเขาเริ่มพูดเรื่อง ประสิทธิผล(productivity) กัน
ผมกลัวว่า ประเทศเราจะไปบ้าตาม โดยลืมนึกไปว่า "พวกเขา" ผ่านขั้นตอนของการพัฒนา ประสิทธิภาพ(efficiency) มาแล้ว

มันต้องพัฒนา ประสิทธิภาพ ก่อนครับ

ทำไมหรือ
ยกตัวอย่างการปลูกข้าว
นา 1 ไร่ ปลูกข้าวได้ 1 ตัน (สมมุติ)
ถ้าจะปลูกข้าวให้ได้ 2 ตัน จะทำอย่างไร

หากมุ่งเน้นแต่ productivity
เราก็ อัด ทุกอย่างลงไป
นา 2 ไร่ เพิ่มคน เพิ่มน้ำ เพิ่มปุ๋ย

สุดท้าย เจ๊ง

เพราะกลายเป็น ต้นทุนเพิ่ม แถม ไม่ได้เพิ่มในสัดส่วนคงที่เสียด้วย
เหมือน คุณ ลงทุน 1 บาท ได้ของมูลค่า 1 บาท(สมมุติ)
อยากได้ของ 2 บาทเอามาขาย เพิ่มกำลัง เพิ่มวัตถุดิบ
สุดท้ายกลายเป็น ลงทุน 4 บาท ได้ของ 2 บาทมาขาย

ทำไมละหรือ
เพราะของทุกอย่างมีต้นทุน คงที่และผันแปร
มีจุดที่เรียกว่า "กระโดด" อยู่
รถบรรทุก ขนของ 1 กิโล - 10 กิโล มีค่า น้ำมัน ค่าคนขับที่คงที่
เพิ่มปริมาณ ถึงจุดหนึ่ง กลายเป็น รถ 2 คัน
นั่นคือ จุดที่ต้นทุน "กระโดด"

มันต้องทำ ประสิทธิภาพ ให้ได้ก่อนครับ
จากเดิม ต้นทุน 1 บาท ได้ของ 1 บาท
ทำอย่างไร ถึงจะ ได้ของ 1 บาท ด้วยต้นทุน ห้าสิบสตางค์
ทำอย่างไรให้ต้นทุน ยี่สิบห้าสตางค์ ได้ของ 1 บาท
ไม่ใช่โกงนะครับ
คือ ของนั้นมีมูลค่าทางการตลาด เท่านั้น จริงๆ
มีคุณภาพอย่างที่มันเคยเป็น หรือ ดีกว่า
ไม่ใช่แย่ลง

แล้วค่อยไปคำนึงถึง ประสิทธิผล

2. ความสามารถในการแข่งขัน
ดูจากวิธีที่ท่านผู้นั้นมากล่าว กับการปฏิบัติ ตน ของท่าน
แล้วย้อนมอง ข้าราชการ ทั้งหมด
ข้าพเจ้าได้แต่ถอนใจ

ถ้าเรายังไม่รู้สำนึกเรื่อง ประสิทธิภาพ สิ่งที่เราทำได้คือ กินเนื้อตนเอง

แล้วก็ได้แต่พร่ำบอกว่า คนไทยเก่ง คนไทยมีความสามารถ
ขณะที่มองประเทศอื่นๆ ก้าวข้ามหัวเราไป

เราเคยบอกว่าเราจะแข่งกับ ฮ่องกง, อเมริกา
มาเลเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน เกาหลี จีน ไม่ใช่คู่แข่ง

ปัจจุบัน เรากำลังจะมอง เวียดนาม เดินผ่านหน้าเราไป

ถ้าเรายังต้องสั่งซื้อ พลังงาน จากลาว
ต่อไปเราคงไม่ต่างอะไรจาก ขอทาน

หาทางเพิ่มประสิทธิภาพ ให้ ประเทศได้แล้วครับ

เพิ่มประสิทธิภาพให้ องค์กร
เพิ่มประสิทธิภาพให้ หน่วยงาน รัฐ
เพิ่มประสิทธิภาพให้ ประชาชน

จดบันทึก
ศึกษา
วิเคราะห์
พัฒนา ตรรกะ และ กระบวนการคิด โดยใช้หลัก เหตุ และ ผล

หยุดคิดเข้าข้างตัวเอง ได้แล้วครับ




 

Create Date : 12 มิถุนายน 2550    
Last Update : 12 มิถุนายน 2550 18:26:19 น.
Counter : 492 Pageviews.  

สิ่งที่เห็น สิ่งที่เป็น และ สิ่งที่ควรจะเป็น

สิ่งที่เห็น ใช่ว่าเป็น สิ่งที่เป็น
สิ่งที่เป็น นั้นเล่า ควรเป็นหรือ
สิ่งที่เห็น สิ่งที่เป็น เห็นเป็นไร
สิ่งเห็นว่า ควรเป็นไซร้ สิสำคัญ


เห็นคนฆ่ากัน
ก็คนทะเลาะกัน เกลียดกัน ก็ฆ่ากัน
เรื่องธรรมดา? มันเป็นอยู่แล้ว

คนจน ไม่มีอะไรจะกิน ก็ไปปล้นเขา เรื่องธรรมดา? ไม่มีทางเลือก จะให้ทำอย่างไร

เด็กมีอารมณ์ทางเพศ ก็มี sex กัน เรื่องธรรมดา? จะไปปกปิด ปิดบังทำไม

เช่นนั้นหรือ
หรือควรกำหนด บรรทัดฐาน ชี้ให้เห็น สิ่งที่ควร สิ่งที่ไม่ควร
กำหนดให้เป็นไปในทิศทางที่ควรจะเป็น

สอนให้มี ความอดทน ความอดกลั้น ความเข้าใจในสิ่งที่ควรจะเป็น
ใช่หรือไม่




 

Create Date : 23 เมษายน 2550    
Last Update : 23 เมษายน 2550 14:05:57 น.
Counter : 185 Pageviews.  

เป้าหมาย และ วิธีการ

ความหมาย


เป้าหมาย: จุดมุ่งหมาย จุดหมายปลายทาง สิ่งชี้วัดที่แสดงให้เห็นถึงวัตถุประสงค์ของ วิธีการ
วิธีการ: การกระทำ กระบวนการ หรือขั้นตอน
เงื่อนไข: ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกวิธีการ ทั้งข้อจำกัดที่มีผลกระทบต่อการเลือกวิธีการ เช่น ทรัพยากรบุคคล, กำลังทรัพย์, แหล่งพลังงาน, สภาพสังคม และ วัฒนธรรม ทั้งนี้รวมถึงข้อจำกัดที่เป็นตัวเร่งในวิธีการ เช่น หากไม่เลือกวิธีการที่ให้ผลเร็ว ก็อาจจะไม่ทันการณ์ เป็นต้น

เป้าหมาย และ วิธีการ


ของสองสิ่งที่(สมควร)มาพร้อมกัน เสมอ
แต่กลับถูกละเลยไปในสภาพสังคมไทยในปัจจุบัน
จนทำให้หลายๆคน สับสน ว่า วิธีการ คือ เป้าหมาย ซึ่งถือเป็นความผิดพลาดที่อันตรายอย่างยิ่งยวด ซ้ำหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็ยากที่จะพาประเทศชาติให้อยู่รอดปลอดภัยได้
มันสำคัญถึงเพียงนั้นเชียวหรือ
ครับ สำคัญถึงเพียงนั้น จริงๆ

ข้อคิด


1.เป้าหมายหนึ่งๆ สามารถ มีวิธีการได้หลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับ ข้อมูล มุมมอง รวมถึงน้ำหนักของข้อมูล และผลกระทบนั้นๆ ของแต่ละคน โดยเฉพาะผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจเลือกวิธีการ
2.วิธีการหนึ่งๆ สามารถสร้างผลกระทบที่หลากหลาย นั่นหมายความว่า สามารถเกิดผล(บรรลุเป้าหมาย)ได้มากกว่า หนึ่ง เป้าหมาย จึงจำเป็นต้องระบุเป้าหมายที่แท้จริงให้ชัดเจน
จากข้อคิดที่กล่าวมา แสดงให้เห็นว่า วิธีการต้องมาพร้อมกับเป้าหมาย และ เป้าหมายต้องมาพร้อมกับวิธีการเสมอ มิเช่นนั้นจะทำให้เกิด
1.ความสับสน ไม่ทราบเป้าหมายที่แท้จริง
2.ไม่สามารถตรวจวัดได้ ล้มเหลว หรือ ประสบความสำเร็จก็ไม่รู้
ซึ่งเป็นการเสียเวลา, เสียกำลังคน, เสียกำลังทรัพย์ ไปโดยเปล่าประโยชน์โดยสิ้นเชิง

ทำไมต้องแยก เป้าหมาย และ วิธีการ


จากการสังเกตของผม พบว่า หลายๆครั้งเราแยกไม่ออกว่า สิ่งใดคือเป้าหมาย สิ่งใดคือวิธีการ
หลายๆครั้ง เราเข้าใจว่า วิธีการคือเป้าหมาย
เราเข้าใจว่าการมีคอมพิวเตอร์เยอะๆเป็นสิ่งที่ดี
เราเข้าใจว่า การมี คอมพิวเตอร์จะทำให้ทำงานเร็วขึ้น
การมีคอมพิวเตอร์ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิธีการเท่านั้น(ขอย้ำว่าแค่ส่วนเดียว)
สิ่งที่เราต้องย้อนถามกลับไปคือ "เป้าหมายคืออะไร"
แน่นอน คำตอบอาจจะหลากหลาย แต่ละองค์กร ก็อาจจะมีเป้าหมายที่ต่างกัน
บางองค์กรต้องการเพิ่มประสิทธิภาพ
บางองค์กรต้องการลดต้นทุน
บางองค์กร ต้องการเพียงแค่รายจ่ายเพื่อไปหักภาษี
เห็นไหมครับว่า วิธีการเดียวกัน อาจจะมาจากเป้าหมายที่แตกต่างกัน
ในกรณีนี้ผมขอยกตังอย่าง ที่น่าจะเป็นเป้าหมายโดยทั่วไป ก็คือ "การเพิ่มประสิทธิภาพ"(โดยแท้จริงแล้ว การเพิ่มประสิทธิภาพ ก็ คือการลดต้นทุนครับ)

เอาล่ะ ถ้าเป้าหมายคือ "การเพิ่มประสิทธิภาพ" แล้ว วิธีการ คืออะไร
กำหนดกระบวนการที่ชัดเจน ไม่ซ้ำซ้อน ลดขั้นตอนการทำงาน ลดระยะเวลาในกระบวนการ ฯลฯ
จากนั้นอย่างไรต่อ
เราจะพบว่า การลดเวลา และขั้นตอนสามารถกระทำได้โดยการนำ ICT มาใช้
ใช่ครับ คอมพิวเตอร์เข้ามาตอนนี้ แต่มันไม่ได้จบแค่นั้น
ท่านต้องหา software ที่เหมาะสม และมีกระบวนการพัฒนาคนเพื่อใช้ software และ คอมพิวเตอร์เหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ใช่ครับ ไม่ใช่แค่เอาคอมพิวเตอร์มาวางก็จบ... ไม่ใช่ครับ
จากตัวอย่างนี้ ชี้ให้เห็นว่า ในแต่ละขั้นตอน "เป้าหมาย" ที่ต้องการ ต้องถูกชี้ให้เห็นอยู่ตลอดเวลา มิเช่นนั้น โอกาสหลงทาง หลงเป้าหมาย สามารถเกิดขึ้นได้อยู่ตลอดเวลา
แต่ใน case เดียวกันนี้ ถ้ามีเงื่อนไขเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ทรัพยากรการเงินไม่มากพอ, จำนวนบุคลากร ไม่สามารถใช้ คอมพิวเตอร์ ได้ สิ่งเหล่านี้เป็นเงื่อนไขที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกวิธีการทั้งสิ้น
ถึงแม้ การใช้ ICT อาจจะเป็นหนทางที่สร้างประสิทธิภาพได้สูงสุดก็ตาม แต่ด้วยเงื่อนไขข้างต้น นั่นอาจจะทำให้ องค์กร จำเป็นต้องเลือกวิธีการที่ทำแค่ การปรับเปลี่ยนขั้นตอนการทำงานก็พอ โดยยังคงใช้งานเอกสารเป็นหลักอยู่เช่นเดิม
ถามว่าผิดไหม ... ไม่ผิดครับ หรือ อาจจะเรียกว่าถูกต้องอย่างที่สุดเสียด้วยซ้ำ
เพราะเป้าหมายของคุณคือ การเพิ่มประสิทธิภาพ ไม่ใช่การเอา คอมพิวเตอร์ มาวาง
อย่าลืมว่า คอมพิวเตอร์ เป็นเพียงวิธีการ(เพียงส่วนหนึ่ง)เท่านั้น
ถ้าคุณยืนยันว่าต้องเอา คอมพิวเตอร์ มาวาง นั่นแสดงว่า คุณกำลังหลงทางว่า วิธีการคือเป้าหมายครับ

ไม่ได้หมายความว่า ห้ามเอา คอมพิวเตอร์ มาใช้ แต่ด้วยเงื่อนไขที่มีอยู่ ซึ่งต้องระลึกถึงอยู่ตลอดเวลา
ในระหว่างนี้ คุณก็ค่อยๆพัฒนาบุคลากร ไปเรื่อยๆ จนบุคลากรของคุณพร้อม รวมทั้งค่อยๆเก็บเงินจนเมื่อสถานะทางการเงินขององค์กรพร้อมแล้ว จากนั้นจึงค่อยก้าวสู่ขั้นตอนการพัฒนาต่อไปครับ
นั่นคือกำหนดเป้าหมาย อย่างมั่นคง
แล้วจึงเดินไปสู่เป้าหมายนั้น จะช้าหรือ เร็วไม่สำคัญ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข ขอเพียงไม่หลงทางออกจากเป้าหมาย ปรับเปลี่ยนวิธีการไปตามความเหมาะสมครับ

ความคงตัวของเป้าหมายและวิธีการ


เป้าหมายเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่
เปลี่ยนแปลงได้ครับ ด้วยการเปลี่ยนแปลงของเงื่อนไข รวมทั้ง สถานะการที่เปลี่ยนไป เป้าหมายก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ครับ
ยกตัวอย่างเช่น ตั้งใจจะตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ ที่ใช้น้ำมัน เมื่อเริ่มลงมือ ปรากฏว่าตลาดเปลี่ยน รถจะไม่ใช้น้ำมันอีกแล้ว ... แล้วจะดันทุรังไปทำไมเล่าครับ
ในเมื่อเป้าหมายเปลี่ยนแปลงได้ ... แน่นอน วิธีการย่อมเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่า เป้าหมายจะเปลี่ยนหรือไม่ก็ตาม
ในระหว่างการดำเนินการตามวิธีการที่กำหนดขึ้น ต้องมีการติดตาม และ ประเมินผล อย่างต่อเนื่อง เก็บข้อมูล รวบรวมรายละเอียดของเงื่อนไข (เพราะในระหว่างการดำเนินการ เงื่อนไขก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน) เพื่อประเมินผล และ ปรับปรุงวิธีการให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพอยู่ตลอดเวลา

จะเห็นว่าผมเอา เป้าหมาย ขึ้นต้น เพราะ ต้องกำหนด เป้าหมาย ก่อน ถึงจะกำหนด วิธีการ ได้ครับ

classic case


"ใช้ ICT ทำไม ... มันไม่เข้ากับ เศรษฐกิจ พอเพียง"
"กู้เงินนี่มันไม่ พอเพียง นะ"
"โครงการใหญ่ๆ อย่าไปลงทุน เพราะไม่พอเพียง"
ฯลฯ
(แก้ไข)
สำหรับผม "เศรษฐกิจพอเพียง" เทียบได้เป็น ปรัชญาการดำรงชีวิต โดยสามารถแตกออกมาเป็นวิธีปฏิบัติ ต่างๆมากมาย ดังจะกล่าวต่อไป

สำหรับผม เป้าหมายของ "เศรษฐกิจพอเพียง" คือการดำรงอยู่อย่างยั่งยืน มั่นคง
นั่นคือเป้าหมายครับ
แล้วถ้านั่นคือ เป้าหมาย แล้ว วิธีการ คืออะไร
1.อยู่กับความจริง
2.เพิ่มประสิทธิภาพ
3.ใช้ทรัพยากรอย่างฉลาด
4.คาดการณ์ และ ป้องกันปัญหาในอนาคต
5.ฯลฯ

"ใช้ ICT ทำไม ... มันไม่เข้ากับ เศรษฐกิจ พอเพียง"
การใช้ ICT เป็นเพียงวิธีการ ครับ เป้าหมายใหญ่คือการเพิ่มประสิทธิภาพ
จากการศึกษาจะพบว่า การใช้ ICT เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ ที่ให้ผลสูงสุด(ดูการชำระภาษีผ่าน internet เป็นตัวอย่าง)

"กู้เงินนี่มันไม่ พอเพียง นะ"
การกู้เงินเป็น วิธีการครับ ประเด็นนี้ต้องดูที่ว่า เป้าหมายคืออะไร
ถ้ากู้มาลงทุน การเพิ่มผลผลิต การเพิ่มกำลังการผลิต นำมาปรับปรุงการทำงาน ให้มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ก็ถือว่า "พอเพียง" ครับ
แต่หาก กู้มาใช้, ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า ไม่เกิดรายได้ สร้างแต่รายจ่าย อันนี้คือการใช้เงินเกินตัว ไม่ "พอเพียง" แน่ๆครับ
ผมก็ไม่รู้ว่าทำไม สถาบันการเงินถึงไปเน้น โฆษณาเงินกู้ประเภทนี้กันจัง(personal loan) ไม่รู้หรือไงว่าพวกนี้มีแต่จะเป็น NPL ทั้งนั้น

"โครงการใหญ่ๆ อย่าไปลงทุน เพราะไม่พอเพียง"
ก็อีกละครับ โครงการใหญ่ๆ คือวิธีการ สิ่งสำคัญคือโครงการเหล่านั้นมีเป้าหมายเพื่ออะไร ถ้าโครงการเหล่านั้นสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ หรือลดการสูญเสีย ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างยิ่งครับ
สมมติ มีถังเก็บน้ำอยู่ในบ้าน แต่ถังมันรั่ว ใส่น้ำเข้าไปก็ไหล ออกหมด ฝนก็กำลังจะแล้ง ถ้าต้องลงทุน ซ่อมถัง หรือซื้อถังใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมก็ต้องทำนะครับ

successfully case


ทำดีก็ต้องชมครับ
สิ่งที่ผมเห็นคือ กรมการขนส่งทางบก
การต่อทะเบียนรถ ผมเคยใช้เวลาครึ่งวัน
ต่อมาเขาลดเวลาลงเหลือ สาม ชั่วโมง
ตอนนี้เหลือไม่ถึงชั่วโมง
เห็นได้ชัดเจนว่า เป้าหมายของเขาคือ ลดเวลา
แล้วสิ่งที่เขาทำคือการเปลี่ยนกระบวนการทำงาน
เยี่ยมยอดมากๆครับ

หากมีตัวอย่างขององค์กรที่กำหนดเป้าหมายอย่างชัดเจนก็เอามาเล่าสู่กันฟังได้นะครับ

เป้าหมายของบทความนี้


ผมพบว่า คนไทย มีแนวโน้มจะยึด วิธีการเป็นเป้าหมาย
พอทำตาม กระบวนการ หรือ วิธีการที่กำหนดมา ก็สำคัญเอาว่าเสร็จแล้ว บรรลุเป้าหมายแล้ว
ซึ่งแท้จริงแล้ว ไม่ใช่ครับ
ซึ่งผลก็คือ ทำอะไรไม่เสร็จสักอย่าง ไม่มีอะไรสำเร็จแม้แต่อย่างเดียว
ไม่เคย บรรลุเป้าหมาย
ก็จะบรรลุได้อย่างไรเล่าครับในเมื่อไม่เคยมีเป้าหมาย
เราไม่เคยมีเป้าหมาย ที่ระบุวิธีการปฏิบัติอย่างชัดเจน
และเราไม่เคยมีวิธีการ หรือการกระทำ ที่มีการชี้ให้เห็นถึงเป้าหมายที่เราต้องการจะไป
สิ่งที่ตามมาคือ ไม่สามารถรวบรวมข้อมูลได้อย่างเป็นระบบ ไม่สามารถปรับปรุง พัฒนา และแก้ไข วิธีการที่กำหนดได้
สิ่งที่เราทำคือ หาวิธีการใหม่ๆไปเรื่อย ไม่สามารถเปรียบเทียบของข้อแตกต่าง ข้อดีข้อเสียได้
ยิ่ง งงๆ กับเป้าหมายด้วยแล้ว
เหมือน คนตาบอด เดินอยู่กลางทะเลทราย ครับ




 

Create Date : 28 มีนาคม 2550    
Last Update : 1 เมษายน 2550 11:39:08 น.
Counter : 1215 Pageviews.  

thinking model(๕)


แนวคิดที่สำคัญของกระบวนการคิด


ความตระหนักรู้ มีสติ


การมีอารมณ์ หรือ การใช้ ข้อมูลสะสม(inner data) ไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่พึงรู้ไว้เสมอว่า นี่คืออารมณ์นะ นี่คือข้อมูลเก่านะ
หลายครั้งเมื่อมีระยะเวลาที่จำกัด หรือ เพื่อลดระยะเวลา(เพิ่มประสิทธิภาพ) เราเข้าข้อมูลเก่า(inner data) เป็นข้อสรุปโดยทันที เช่น
นักธุรกิจ มองดูตัวเลขทางการเงิน เขาอาจจะบอกว่าปลายปีสถานะทางการเงินจะไม่ดี(เพราะมันเป็นอย่างนี้ทุกปี)
อาจจะถูก และอาจจะผิด เพราะแต่ละปีมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย ถ้ามองแล้วว่า ตัวเลขรายรับ รายจ่าย การผลิต ใกล้เคียงปีก่อนๆ บทสรุปนี้ก็อาจจะถูก
แต่ ตัวแปรอื่นๆถูกนำมาคิดร่วมด้วยหรือไม่ สภาพเศรษฐกิจโลก ค่าเงินที่เปลี่ยนแปลง อัตราการถดถอยของประเทศคู่ค้า
บทสรุปอาจจะไม่ไช่ “เหมือนปีที่แล้ว” ข้อสรุปที่ได้อาจจะเป็น “แย่กว่าปีที่แล้ว และจะแย่ลงเรื่อยๆ”
สัญญาณเตือนภัยที่ดีกว่า คือสัญญาณเตือนที่มาในเวลาที่เหมาะสม มีเวลาให้เปลี่ยนแปลงและปรับตัว ไม่ใช่หรือ

ความยืดหยุ่น และ การแสวงหาความรู้อยู่ตลอดเวลา


ต้องเข้าใจว่าทุกสิ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ สิ่งที่เราเคยรู้อาจจะผิดก็ได้
เปิดใจ ไม่ทำตัวเป็นชาล้นถ้วย
เช่นเดียวกับตัวอย่างข้อแรก
ข้อมูลเก่า สามารถนำมาใช้ได้ในเชิงสถิติ แต่ไม่ใช่นำมาใช้สรุป เนื่องจากข้อมูลใหม่ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

เนื่องจากในกระบวนการคิด มักเกิดข้อมูลป้อนกลับเสมอ
ดังที่ว่า ข้อมูลใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา
แต่ไม่ได้หมายความว่า เก็บข้อมูลไปชั่วชิวิตไม่ตัดสินใจอะไรสักอย่าง
เพราะ การตัดสินใจแต่ละครั้งมีกรอบเวลาเสมอ
จงตัดสินใจ(สรุป) เมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจ(สรุป) อาจจะไม่ถูกต้อง 100% ยิ่งไม่มีทางถูกต้องตลอดกาล
กาลเวลาที่เปลี่ยนไป ข้อมูลที่เปลี่ยนไป เงื่อนไขทางสังคมที่เปลี่ยน
การตัดสินใจ(สรุป) ที่ถูกต้องเมื่อ สามปีที่แล้ว อาจจะไม่สามารถนำมาใช้ได้ในปัจจุบัน

แต่เมื่อเวลามาถึง(ต้องตัดสินใจ ต้องสรุป) นั่นคือสิ่งที่คุณต้องทำ ณ เวลานั้น

การฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ


skill ทั้งหลาย เช่น

1. การตรวจสอบข้อมูล :
ลองอ่านข่าวจากหล่ายๆแหล่ง การฟังเสียงจากทุกๆฝ่าย ในเบื้องต้นอาจจะเป็นเรื่องยากที่จะต้องไปรับรู้ข้อมูลที่ขัดแย้งกับความคิดตน(inner data) แต่นี่เป็นสิ่งจำเป็น ทุกๆข้อมูลที่เข้ามาจะค่อยๆลำดับความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล รวมถึงความสามารถในการวิเคราะห์แหล่งข้อมูล เช่น แหล่งข้อมูลมีอคติหรือไม่(inner data และ emotion ของแหล่งข้อมูล)
2. การวิเคราะห์ข้อมูล :
นำข้อมูลที่ได้มาแยกแยะ ส่วนไหนเป็นอารมณ์ ส่วนไหนเป็นเหตุผล ส่วนไหนเป็นข้อมูลเก่า(inner data ของแหล่งข้อมูล)
จากนั้น จับให้ได้ว่า ส่วนใดเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราต้องตัดสินใจ(สรุป) อีกวิธีคือ การหัดย่อความ และการอ่านเอาเรื่อง
3. การสังเคราะห์ข้อมูล :
การมองออกจากข้อมูลที่ได้รับ การมองให้กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้(แน่นอน ด้วยกรอบเวลาที่มี และข้อมูลที่ได้ สิ่งเหล่านี้สามารถค่อยๆสะสมได้)
เมื่อฝึกฝนไปเรื่อยๆ ผู้คิดจะพบว่า สิ่งใดที่ควรจะมองเพิ่มเติมในกระบวนการคิดในแต่ละเรื่อง ซึ่ง ในการคิดบางเรื่อง ก็ไม่จำเป็นต้องมองให้ครบทุกเรื่อง เช่นถ้าคุณกำลังตัดสินใจจะซื้อ คอนโดกลางเมือง ก็คงไม่ต้องพยายามมองว่าจะมีผลกระทบอะไรต่อชาวไร่ชาวนาที่จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นต้น
ศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องนี้ได้โดยหาอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับ system thinking
4. การสรุป รวบรวม :
หลายๆครั้งคุณอาจจะพบว่า ข้อสรุปไม่ตรงกับข้อมูลที่วิเคราะห์ออกมา หรือ ไม่ตรงกับประเด็นที่ตั้งไว้ตอนแรก
เกิดอะไรขึ้นหรือ
คุณอาจจะตั้งประเด็นผิด ไม่ก็ สรุปผิด
ไม่ครับ ถ้าไม่ตรงกันต้องถือว่าข้อสรุปผิด เพราะคุณต้องมีประเด็นก่อน คุณถึงจะสรุปได้

ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝน และ เรียนรู้เพิ่มเติมได้ ซึ่งต้องอาศัยความยืดหยุ่นดังที่กล่าวมาข้างต้น

< จบแล้ว>




 

Create Date : 26 มีนาคม 2550    
Last Update : 26 มีนาคม 2550 11:13:51 น.
Counter : 468 Pageviews.  

thinking model(๔)


อารมณ์(emotion)


จากรูป จะเห็น emotion ดูด้านบน
emotion มีผลต่อทุกๆขั้นตอนของกระบวนการคิด ตั้งแต่ ข้อมูล(input) กระบวนการคิดทั้งหมด(process) และผล(out put)
emotion แบ่งออกได้เป็นสองระดับ

1. ส่วนตัว

เช่นเมื่อคืนอดนอน ตอนเช้าท้องเสีย ตอนมาทำงานรถติด อารมณ์หงุดหงิดไม่สบาย จึงเกิดขึ้นแต่เป็นอารมณ์ของบุคคลคนนั้นเท่านั้น

2. ส่วนรวม

ในบางครั้งสามารถเกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่ในเวลาเดียวกัน (จิตวิทยามวลชน)
บางครั้งเป็นความรู้สึกร่วมที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ(เหล่าอาสาสมัครที่เข้าไปช่วยเหลือเหยื่อสึนามิ) แต่หลายๆครั้งก็สามารถถูกสร้างขึ้นได้ผ่านกระบวนการคิดและเตรียมการอย่างรอบคอบ

หลายๆครั้งในเชิงธุรกิจ ท่านจะได้ยินคำว่า อย่าใช้อารมณ์ หรืออย่าเอาอารมณ์มาอยู่เหนือเหตุผล
แต่ในความเป็นจริงเป็นเรื่องที่ยากมากเพราะโดยแท้จริงแล้ว อารมณ์ เป็นเหตุผล และท่านจะเห็นได้ชัดอย่างยิ่งในวิธีทางการตลาด ผู้บริโภคเลือกดูสินค้าด้วยเหตุผล(แชมพูที่บ้านหมด)แต่ตัดสินใจด้วยอารมณ์(เอายี่ห้อนี้ก็แล้วกัน)

บางท่านอาจจะโต้แย้งว่า การตัดสินใจช่วงสุดท้ายเป็นเรื่องของการประมวลความคุ้มซึ่งเป็นเรื่องของเหตุผล… อาจจะมีบ้างครับแต่หากท่านลองตั้งสติให้มั่นแล้วคิดย้อนกลับไป จริงๆแล้วท่านจะพบว่าท่านตัดสินใจขั้นสุดท้ายด้วยความเชื่อครับ ความเชื่อจากข้อมูลข่าวสารทางการตลาดที่ส่งออกมาตอกย้ำความน่าเชื่อนั้น(ขจัดรังแค,ผมนุ่มสลวย,เงางาม,ฯลฯ) และความเชื่อเป็นอารมณ์ครับ

ผมไม่ได้หมายความว่าคำพูด “อย่าเอาอารมณ์มาอยู่เหนือเหตุผล” ไม่ถูกต้อง
ในแง่หนึ่งมันถูกต้องมากๆเลยครับ เพราะโดยส่วนใหญ่อารมณ์มีความเป็นปัจเจกสูงมาก ในเมื่อแต่ละคนมีพื้นฐานทั้งวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน(มากบ้างน้อยบ้าง) สภาพสังคมที่ต่างกัน พื้นฐานการศึกษาที่ต่างกัน ประสบการณ์ในชีวิตที่ต่างกัน

ในช่วงเวลาหนึ่ง อารมณ์อาจจะเหมือนกัน(ผลทางอารมณ์ ซึ่งนำไปสู่การกระทำที่ ใกล้เคียงกัน) แต่เมื่อเวลาผ่านไป การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ย่อมแตกต่างกันเนื่องจากพื้นเพที่ต่างกันนั่นเอง และส่งผลให้ ผลของอารมณ์นั้นแตกต่างกันไปในแต่ละคน และยิ่งยากที่จะคาดเดาว่าตัวอารมณ์เองนั้นเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด(บางคนรุนแรงขึ้น บางคนสงบลง บางคนจากเสียใจกลายเป็นโกรธ บางคนจากเสียใจกลายเป็นน้อยใจ) การคาดเดาอาจจะสามารถกระทำเป็นเฉพาะบุคคลได้ แต่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในการคาดการณ์เชิงมวลชน นอกจากจะมีการชี้นำอย่างสม่ำเสมอ

ฉะนั้นการนำ อารมณ์ มาเป็นปัจจัยในกระบวนการคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การคาดการณ์ อารมณ์ ของผู้อื่นเป็นเรื่องที่ยากมากๆครับ
ยกตัวอย่างเช่น พนักงานต้อนรับเห็นลูกค้าเดินเข้ามาในร้าน (input) เขาต้องทำอย่างไรเพื่อจะ please ลูกค้า(เริ่มต้นกระบวนการคิด) พนักงานอาจจะมองรสนิยมลูกค้าจากการแต่งกาย(information เพิ่มเติม) สีหน้าเพื่อประเมินอารมณ์(information เพิ่มเติม) … ความยากอยู่ตรงนี้ครับ … การแสดงออกทางอารมณ์ของแต่ละคนต่างกัน และผลของอารมณ์นั้นของแต่ละคนก็แตกต่างกัน

นี่คือตัวอย่างของอารมณ์จากภายนอก
หากเป็นอารมณ์ภายใน คือ อารมณ์ ที่เกิดแก่ผู้คิดเอง สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นการจับประเด็น(analysis)ที่ผิดพลาด การแตกหาความสัมพันธ์(synthesis)ที่ผิดพลาด(วันนี้อารมณ์ไม่ดี เกลียดลูกค้ารายนี้ อย่าไปทำให้มันเลย มันไม่ชอบหรอก) ซึ่งหลายๆครั้ง อารมณ์ อาจจะมาจากประสบการณ์(ที่ผ่านมา) หรือ ทัศนคติ(attitude) อันเนื่องมาจากกระบานการคิดของเราเองที่ผ่านๆมานั่นเอง

ประเด็นคือ ไม่ใช่ตัดอารมณ์ออกจากกระบวนการคิดโดยสิ้นเชิง แต่ให้คงความตระหนักรู้ อยู่เสมอว่า ส่วนใดเป็นอารมณ์ ส่วนใดเป็นข้อมูลดิบ ทั้งสองส่วนสามารถเก็บเพิ่มเติม มีผลส่งเสริมกัน หรือ หักล้างกันได้อยู่เสมอ ซึ่งหากข้อมูลและอารมณ์มีผลหักล้างกัน นั่นหมายความว่าท่านควรจะหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อความถูกต้องแม่นยำมากขึ้น เนื่องจากทั้งอารมณ์และข้อมูลสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ตามกาลเวลานั่นเอง




 

Create Date : 26 มีนาคม 2550    
Last Update : 26 มีนาคม 2550 11:13:27 น.
Counter : 219 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

ยังอยากเป็นคนไทยอยู่
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ยังอยากเป็นคนไทยอยู่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.