Group Blog
 
All Blogs
 

thinking model(๓)


ผลที่ได้ (out put)


จะเกิดตามมา 3 สิ่ง

ข้อสรุป(conclusion)


สิ่งที่คุณสรุป ตัดสินใจ หรือ เลือก จากกระบวนการคิดที่ผ่าน

ประสบการณ์ ความทรงจำ(experience)


แต่ ข้อสรุป(conclusion) ไม่ได้จบลงแค่นั้น มันจะถูก ตัดทอน ย่นย่อ ลดรายละเอียด กลายเป็น ความทรงจำ และ ประสบการณ์ และจะเป็นตัวดึงข้อสรุปขึ้นมาอีกครั้งหาก ผู้คิดมีความเห็นว่า information หรือ input มีลักษณะเดียวกัน
ซึ่งหากไม่พิจารณารายละเอียดรอบข้างอย่างถี่ถ้วน มีแนวโน้มสูงว่าจะเป็นการตัดสินใจ(สรุป)ที่ผิดพลาด
หากไม่มีการฝึกฝนกระบวนการคิดอย่างเหมาะสม คนกลุ่มนี้ก็จะเกิดอาการ มึนงง สับสน ว่าเกิดอะไรขึ้น
ทั้งที่ลืมนึกไปว่า โดยแท้ที่จริงแล้ว แต่ละ input ที่เกิดขึ้น เป็นอิสระต่อกัน มีโอกาสที่จะเหมือนหรือต่างกันก็ได้

แนวคิด ทัศนคติ ปรัชญาชีวิต(attitude)


หลังจากสั่งสมประสบการณ์ ได้สักระยะ เมื่อข้อมูลที่ถูกทำซ้ำๆเป็นระยะเวลานานๆ
ผู้คิดจะสามารถสรุป ข้อมูลเหล่านั้น เป็น แนวคิด ทัศนคติ และ ปรัชญาชีวิตของตนเองได้ในที่สุด
อีกครั้งที่ สิ่งเหล่านี้ ไม่ได้บอกว่า จะเป็นแนวคิด ทัศนคติ หรือ ปรัชญาชีวิต ที่ดี หรือถูกต้อง
กระบวนการที่สำคัญตรงนี้คือ ความยืดหยุ่น ต่อการรับรู้
เนื่องจาก หากเป็นการรับรู้แบบยึดมั่นถือมั่น สรุปแบบยึดมั่นถือมั่น โดยละเลยไปว่า กระบวนการทุก กระบวนการ และ ข้อมูลทุกข้อมูล สามารถเป็นอิสระต่อกันได้อย่างสิ้นเชิง ก็จะไม่สามารถถอนตัวจากกระบวนคิดเดิมที่ผู้คิดขุดหลุมดักตนเองไว้

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อผู้คิดได้รับข้อมูลว่า คนคนหนึ่งเป็นคนเลว และเขาเป็นคนรวย
หลังจากผ่านกระบวนความคิดอย่างต่อเนื่อง ผ่านข้อมูลอซ้ำๆเป็นเวลานาน
ผู้คิด สามารถสรุปเอาได้ว่า คนรวยเป็นคนเลว
ซึ่งเป็นแนวคิด และมีผลต่อทัศนคติของผู้คิดต่อ คนรวยโดยทั่วไป
ซึ่งไม่ควรสรุปอย่างนั้น เนื่องคนรวยแต่ละคนโดยแท้จริงเป็นเอกเทศต่อกัน
คราวนี้หากเอาตัวเลขทางสถิติมาประมวล (ซึ่งโดยแท้จริงต้องเอาตัวเลขคนรวยทั้งหมดมาคำนวณ แทนค่าความดีความเลวต่างๆ แล้วคำนวณออกมาในเชิงสถิติ ซึ่งอาจจะยากเกินไปสำหรับสมองของมนุษย์ เพราะต้องมีการเปรียบเทียบและแทนค่าระดับต่างๆอย่างมากมาย)
โดยสรุป ก็อาจจะบอกได้เพียงว่า คนรวยมีแนวโน้มจะเป็นคนเลว เท่านั้น(ซึ่งผมเชื่อว่า ถ้าเอาตัวเลขทางสถิติมาจับจริงๆ น่าจะไม่ใช่เช่นนั้น แต่ประเด็นนี้คงไม่ต้องมากล่าวในที่นี้เพราะเดี๋ยวจะยืดยาวเกินไป)

หลังจากได้ ข้อสรุป ประสบการณ์ และ ทัศนคติ แล้ว
สิ่งเหล่านี้จะย้อนกลับไปมีผลกระทบต่อกระบวนการทางความคิดทั้งหมดในโอกาสต่อๆไป(เส้นลูกศรด้านล่าง) ซึ่งผมขอเรียกว่า inner data




 

Create Date : 26 มีนาคม 2550    
Last Update : 26 มีนาคม 2550 11:14:20 น.
Counter : 234 Pageviews.  

thinking model(๒)


องค์ประกอบของการคิด



การตรวจสอบข้อมูลข้อมูล(check)


เพื่อเป็นการยืนยันถึงความถูกต้องหรือความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ได้รับมา
โดยคำนึงถึง

แหล่งที่มาของข้อมูล อาจจะเป็นบุคคล หรือสื่อ
อายุของข้อมูล ดูว่าข้อมูล update หรือไม่
ความครอบคลุมของข้อมูล ดูว่าข้อมูลได้ถูกมองจากทุกด้านแล้วหรือไม่ เช่น กรณีที่เป็นข้อมูลจากสื่อ ก็อาจจะต้องตรวจสอบจากสื่อมากกว่าหนึ่งชิ้น ถ้าเป็นข้อมูลจากบุคคล ก็อาจจะต้องตรวจสอบจากบุคคลอื่นด้วย

การจับ แยกแยะประเด็น(analysis)


การมองลงลึกเข้าสู่ข้อมูล
ข้อมูลหนึ่งๆ มักจะมีประเด็นมากกว่า หนึ่งประเด็น
ยกตัวอย่างเช่น ข่าวการขโมยของของหัวขโมยคนหนึ่ง
สามารถชี้เป็น ประเด็นทางสังคม ประเด็นทางเศรษฐกิจ ประเด็นความสามารถในการทำงานของตำรวจ เป็นต้น
ประเด็นเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องถูกแยกแยะออก เพื่อจะได้เป็นเส้นทางที่กำหนดไปสู่การสรุปได้อย่างถูกต้อง
วิธีการฝึกฝนคือ พึงระลึกไว้เสมอว่า เรื่องทุกเรื่องมีมากกว่า 1 ประเด็นเสมอ
ในหนึ่งประเด็นอาจจะมีประเด็นย่อยๆแฝงอยู่
ลองเขียนประเด็นหลัก ประเด็นย่อยออกมาให้หมด

การเชื่อมต่อประเด็น การสร้างความสัมพันธ์(synthesis)


การมองออกจากข้อมูล
จากประเด็นที่ถูกแยกแยะออกมาก่อนหน้านี้
จากนี้ลองมองดูว่า จากประเด็นเหล่านั้น ส่งผลกระทบไปสู่เหตุการณ์ หรือประเด็นอื่นอย่างไรบ้าง
อีกครั้งที่พึงระลึกไว้เสมอว่า ผลกระทบที่จะเกิดจาก ประเด็นประเด็นหนึ่งของข้อมูลข้อมูลหนึ่ง ย่อมมีมากกว่า 1 เสมอ
ลองแจกแจงรายละเอียดดูครับ
ยกตัวอย่างเช่น
จากข่าวหัวขโมยก่อนหน้า
ถ้าเป็นประเด็นเรื่องการทำงานของเจ้าหน้าที่
สิ่งที่กระทบออกมาคือ

ขั้นตอนการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
o ซึ่งอาจแยกไปสู่ ขั้นตอนการเก็บหลักฐาน
o ขั้นตอนการสอบสวนพยานบุคคล
o ขั้นตอนการประสานงานภายใน ขั้นตอนการสกัดจับ
o …
จำนวนบุคคลากรของเจ้าหน้าที่


ทั้งนี้รวมถึงการประเมินสถานการณ์ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

การสรุป(conclusive)


การสรุปในขั้นตอนนี้ หมายถึงการกำหนดทางเลือก หรือเงื่อนไขซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากขั้นตอนต่างๆที่กล่าวมาข้างต้น
ส่วนที่สำคัญคือ ต้องยังอยู่ในประเด็นที่เรากำหนดไว้ตั้งแต่ต้น
เช่นถ้าเราตั้งประเด็นที่การทำงานของตำรวจ จะมาสรุปว่า เป็นความล้มเหลวทางจริยธรรมก็คงจะไม่ใช่
การฝึกฝนคือ การนำ การแยกแยะประเด็น การสร้างความสัมพันธ์ และการสรุปมาเรียงต่อกัน
หากมีความขัดแย้ง หรือ ไม่ต่อเนื่องในส่วนใดส่วนหนึ่งแสดงว่า อาจมีการผิดพลาดในกระบวนการคิดที่ผ่านมา

ถึงตรงนี้ขอให้ย้อนดูภาพ thinking model อีกครั้ง

จะพบว่ามีเส้นชี้ขึ้นด้านบนที่นำไปสู่ ข้อมูล(information)
หมายความว่าในทุกๆขั้นตอน ผู้คิดสามารถเกิดคำถามได้ตลอกเวลา หากผู้คิดพบว่าในระหว่างการคิดนั้นจำเป็นจะต้องมีข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ผู้คิดต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม และจะนำไปสู่กระบวนการคิดใหม่ตั้งแต่ต้น นั่นเอง




 

Create Date : 26 มีนาคม 2550    
Last Update : 26 มีนาคม 2550 11:14:43 น.
Counter : 438 Pageviews.  

thinking model(๑)



คิดเอง
ไม่รู้มีใครคิดหรือยัง
เอามาแจกให้ดูกัน
จะใช้เตือนสติ
ใช้วิเคราะห์
ใช้พัฒนาความคิด
ใช้อะไรก็ได้ ให้มีประโยชน์
ทั้งแก่ตนเอง และ ผู้อื่น

การคิด
กระบวนการ หรือ ขั้นตอนต่อเนื่องจากการรับข้อมูลโดยมุ่งการ สรุป(ย่นย่อ) หรือ ขยาย(เพิ่มเติม) รวมถึงการประเมินสถานการณ์ และ การคาดการณ์ต่อเนื่องจากข้อมูลนั้นๆ ตามกรอบการคิดของผู้คิด ซึ่งจะได้ผล เป็น ความคิด หรือ ชิ้นงานที่เจ้าของความคิด คิดได้ นั่นเอง

องค์ประกอบของการคิด
องค์ประกอบของการคิด เป็นความสามารถ(skill)ที่สามารถฝึกฝนและพัฒนาได้ โดยสามารถแบ่งออกเป็น

การตรวจสอบข้อมูลข้อมูล(check)
การจับ แยกแยะประเด็น(analysis)
การเชื่อมต่อประเด็น การสร้างความสัมพันธ์(synthesis)
การสรุป(conclusive)

ซึ่งแต่ละคนจะมีความสามารถพื้นฐานในแต่ละจุด ไม่เท่ากัน ซึ่งจะขยายความในส่วนนี้ต่อไป

ผลที่ได้

ข้อสรุป(conclusion)
ประสบการณ์ ความทรงจำ(experience)
แนวคิด ทัศนคติ ปรัชญาชีวิต(attitude)




 

Create Date : 26 มีนาคม 2550    
Last Update : 26 มีนาคม 2550 10:59:15 น.
Counter : 479 Pageviews.  

พุทธศาสนาในทัศนคติของข้าพเจ้า(๓)

สิ่งที่สามารถกระทำได้


ต้องเข้าใจก่อนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นหลายพันล้านเหตุการณ์ในโลกนี้ ในเสี้ยววินาทีนี้ ไม่มีแม้สักเหตุการณ์เดียวที่อยู่ในความควบคุมของคุณ … ไม่มีแม้แต่กรณีเดียว
ต่อให้คุณเป็นครูของใครสักคนก็ใช่ว่าคุณจะสามารถควบคุมเขาได้โดยสมบูรณ์
ต่อให้คุณเป็น พ่อหรือแม่ของใครสักคนก็ใช่ว่าคุณจะกำหนดกฏเกณฑ์ลูกของคุณได้ตลอกเวลา
แม้แต่ ร่างกายของคุณ คุณยังไม่สามารถสั่งมันให้เป็นไปตามสิ่งที่คุณต้องการได้เลย
คุณสั่งให้ร่างกายคุณไม่ป่วยไม่ได้ คุณสั่งให้ร่างกายคุณหยุดแก่ชราไม่ได้ คุณปรับปรุงมันได้ แต่กำหนดมันไม่ได้
มีเพียงสิ่งดียวในโลกนี้ที่คุณ “พอจะสามารถ” ควบคุมมันได้ … ถึงแม้จะยากเย็นแสนเข็ญเพียงไร … แต่เป็นเพียงสิ่งเดียวที่คุณมีอำนาจเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ในการควบคุมมัน
ความคิด ของคุณนั่นเอง
ตามหลักพุทธที่ว่าเอาชนะอะไรไม่สำคัญเท่าเอาชนะตนเอง
บางคนอาจจะโต้แย้งว่า เราสามารถเอาชนะสิ่งอื่นได้ เช่นบุคคลอื่น เช่นธรรมชาติ
ก็จริง แต่เป็นการชนะเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ชั่วครู่ชั่วยาม เท่านั้น
คุณอาจจะบังคับคนอื่นให้กระทำอย่างที่คุณต้องการได้ ทั้งนี้บุคคลนั้นจะต้องมีเงื่อนไขบางอย่างที่ทำให้เขาต้องทำตามสิ่งที่คุณกำหนด …
แต่เมื่อเวลาผ่านไป เงื่อนไขเปลี่ยนไป บุคคล นั้นก็อาจจะหลุดออกจากข้อจำกัด หลุดออกจากการควบคุมบังคับของคุณ …
แล้วคุณจะทำอย่างไร … คุณอาจจะสร้างข้อจำกัดใหม่ สร้างเงื่อนไขใหม่ เพื่อบังคับ บุคคลเหล่านั้น ต่อไป … ผลคือ การที่คุณต้องเพิ่มแรงมากขึ้น เพิ่มกำลังมากขึ้น … และเมื่อเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ … ผมถามว่า คุณชนะเขาจริงหรือ คุณควบคุมเขาได้จริงหรือ …
หรือเป็นเพียงชัยชนะที่รอวันพ่ายแพ้
กลับกันกับความคิดของคุณ … เมื่อคุณเอาชนะมันได้แล้ว มันมีแนวโน้มที่จะเอาชนะง่ายขึ้นในครั้งต่อๆไป
น่าแปลกใช่ไหมล่ะ

คำถามที่ผิด


เรามักอดถามตัวเราเองไม่ได้ว่า คนเราเกิดมาทำไม
ทำไมเราไม่ถามว่า เมื่อเราเกิดมาแล้วฉะนั้นควรทำอะไร ควรทำอย่างไร ควรจะเป็นอะไร

สรุปความ ... แล้วได้อะไร


ผมว่าสรุปความแล้วเราน่าจะได้ความเข้าใจต่อชีวิตที่ดีขึ้น
ไม่ … ผมไม่ได้หมายถึงความท้อแท้ หมดอาลัยตายอยากในชีวิต การจะทำอะไรลงไปก็เท่านั้น ไม่ก่อให้เกิดผลแต่อย่างไร เพราะคุณควบคุมอะไรไม่ได้สักอย่าง
พุทธ พูดถึง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ตามที่ผมกล่าวไปแล้วก่อนหน้านี้
จะทำทำไม … ทำไปก็ไม่ได้อะไร … ไม่มีอะไรดีขึ้น
ถ้าคุณไม่ทำหน้าที่ของคุณอย่างเหมาะสม คุณก็สร้างทุกข์นะครับ
เป็นครูไม่รู้จักสอน … เด็กนักเรียนไม่ฉลาด หลงผิดเป็นชอบ … เกิดทุกข์ครับ … เกิดความไม่ดี สังคมไม่ดี สุดท้ายก็ย้อนกลับมาสู่ตัวคุณ
ทุกคนมีหน้าที่ของตนเอง มีกรอบการทำงานของตนเอง … มีสิ่งซึ่งต้องกระทำอยู่
แต่อย่าเป็นทุกข์กับมัน
หากคุณเป็นครู คุณสอนตามบรรทัดฐานที่ถูกต้องแล้ว … หากลูกศิษย์ ของคุณ ไม่สามารถพัฒนาไปสู่กรอบที่คุณตั้งเป้าไว้ได้(ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่คุณควบคุมได้) ก็จงเข้าใจว่าคุณทำดีที่สุดแล้วตามกรอบอำนาจหน้าที่ที่คุณมีอยู่ … ก็เท่านั้น อย่าไปทุกข์กับมัน
คุณพยายามได้ พัฒนาได้ คิดหาสิ่งดีๆใหม่ๆ วิธีการดีๆใหม่ๆ ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณควรทำ
คุณทำได้ เท่าที่คุณทำได้ นั่นเอง
อย่าไปทุกข์กับมัน

เมื่อสิ่งใหญ่โตที่เกิดขึ้นในโลกนี้เกิดจากกลไกเล็กๆจำนวนมากซึ่งก็คือบุคคลในแต่ละคนบนใบโลกนี้ที่ช่วยกันผลักดันไป หาก กลไกผลักดันไปในทิศทางที่แย่ คุณก็เกิดทุกข์ตามจุดย่อยๆต่าง จนเกิดทุกข์ขนาดมหึมาในสังคม … ในทางกลับกัน หากแต่ละเฟืองที่ผลักดันกันไปไม่สร้างความทุกข์ให้แก่กันและกัน ไม่สร้างความทุกข์ในภาพรวม ไม่สร้างความทุกข์ในสังคมโลก … โลกเราก็ไม่เป็นทุกข์

เมื่อคุณเข้าใจโลก เข้าใจทุกข์ ผมก็หวังว่าคุณจะเป็นทุกข์น้อยลง
เมื่อผู้คนเป็นทุกข์น้อยลง … สร้างทุกข์ให้แก่กันน้อยลง … ผมก็ได้อยู่ในสังคมที่เป็นทุกข์กันน้อยลง
นี่คือความหวังของผม ครับ

จบครับ




 

Create Date : 26 มีนาคม 2550    
Last Update : 26 มีนาคม 2550 10:56:16 น.
Counter : 229 Pageviews.  

พุทธศาสนาในทัศนคติของข้าพเจ้า(๒)

ทฤษฎี ก้านธูปในบ่อน้ำ


หากมองว่าโลกใบนี้คือบ่อน้ำตื้นๆบ่อหนึ่ง ซึ่งมีก้านธูปเล็กๆปักอยู่จนเต็มไปหมด บ้างก็ห่างกัน บ้างก็กระจุกตัว ซึ่งก้านธูปแต่ละก้านแทนคนหนึ่งคน
การกระทำใด ๆของคนคนหนึ่งเปรียบเสมือนการสั่นของธูปก้านหนึ่ง
การสั่น ก่อเกิดคลื่นลูกหนึ่ง อาจจะเล็ก อาจจะใหญ่ แล้วแต่กำลังการสั่นของธูปก้านนั้น
คลื่นแผ่วงกว้างออกไปเรื่อยๆ
กระทบกับธูปก้านอื่นๆมากมาย
ในบางแง่มุม ในความหนักแน่นมั่นคงของธูปก้านอื่นๆ
คลื่นที่มากระทบ อาจจะสร้างให้เกิดคลื่นสะท้อนกลับ อาจทำให้ธูปก้านที่ถูกกระทบสั่นไหวตาม ซึ่งก่อให้เกิดคลื่นอีกระลอกสะท้อนกลับมา
บ้างเกิดการสั่นอย่างรุนแรง … บ้างก็สั่นอย่างต่อเนื่อง … บ้างกลับสงบนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง
แต่สิ่งที่ตามมาคือคลื่นกระทบกันมากมายในบ่อน้ำ
เช่นเดียวกับการกระทำ … เช่นเดียวกับความทุกข์
ฉะนั้น การกระทำไม่ได้เกิดผลกับผู้กระทำ และ ผู้ถูกกระทำเท่านั้น หากแต่เกิดผลกระทบต่อสังคมโลกโดยรวม
เช่นเดียวกับความทุกข์ การเกิดทุกข์ใช่จะเกิดแก่ผู้กระทำหรือผู้ถูกกระทำเท่านั้น แต่สามารถสร้างความทุกข์ให้แก่คนทั้งโลกได้ในการกระทำใดๆเพียงครั้งเดียว
จะเห็นว่า ผมไม่ได้บอกว่า พุทธ คือ ไม่เป็นทุกข์ หรือไม่ทุกข์ไม่ร้อน
แต่ พุทธ คือ ไม่ทำให้เกิดทุกข์ … ไม่สร้างทุกข์ …
ทำไมผมถึงตีความแบบนั้น
จากการพิจารณาคำสอนต่างๆของ พุทธศาสนา ผมพบว่า พุทธ ไม่ได้มุ่งเฉพาะแต่ผู้ปฏิบัติเท่านั้น แต่พุทธ มุ่งถึงผลโดยรวมต่อสังคมโลก
เช่น สัมมาอาชีพ เพราะหากคุณมีสมบัติมหาศาล คุณก็ไม่จำเป็นต้องทำงานก็ได้ เพราะคุณน่าจะไม่เป็นทุกข์ คนอื่นๆก็เช่นกัน ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใครนี่ … ผิดครับ … มีโอกาสที่ บิดามารดาของคุณจะเป็นทุกข์ด้วยความกังวลในอนาคตของคุณ … ซึ่งเป็นโอกาสที่สูงเสียด้วย
หากมุ่งเน้นเฉพาะผู้ปฏิบัติให้ไม่เป็นทุกข์ หากผู้ปฏิบัติ มุ่งเน้นแต่ความสุขส่วนตน เช่น ไปปล้นคนอื่นใช้อำนาจข่มขู่ โดยตนเองไม่ได้รู้สึกทุกข์ร้อนแต่อย่างใด แต่ความทุกข์เกิดแก่คนอื่นๆในสังคม และที่น่าสนใจ สุดท้ายทุกข์ที่เกิดขึ้นในสังคม จะสร้างผลที่เลวร้ายย้อนกลับมาหาตัวคุณเองในที่สุด(ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว)
น่าแปลกว่าสิ่งที่ผมพูดถึงเหล่านี้คือองค์ประกอบย่อย เล็กๆน้อยๆ ซึ่งก่อให้เกิดผลสืบเนื่องอันมโหฬารได้อย่างไม่น่าเชื่อ … ครับ ทฤษฎีความยุ่งเหยิงนั่นเอง(Chaos Theory) แต่พุทธพูดถึงสิ่งนี้มาตั้งแต่ สองพันปีก่อนแล้วนะครับ …
แล้วเราจะทำอย่างไรดีเล่า…




 

Create Date : 26 มีนาคม 2550    
Last Update : 26 มีนาคม 2550 10:54:14 น.
Counter : 643 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

ยังอยากเป็นคนไทยอยู่
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ยังอยากเป็นคนไทยอยู่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.