==คุณเคยเผลอทำให้ลูกๆรักกันน้อยลงด้วยคำพูดต่างๆเหล่านี้บ้างหรือเปล่า??==
==คุณเคยเผลอทำให้ลูกๆรักกันน้อยลงด้วยคำพูดต่างๆเหล่านี้บ้างหรือเปล่า??==


ช่วงนี้ปัญหานึงที่เจนได้ยินเป็นประจำสำหรับพ่อแม่ที่มีลูกมากกว่าหนึ่งคนคือทำยังไงให้พี่น้องรักกัน ไม่อิจฉากัน ไม่ทะเลากัน ไม่เกลียดกันเอง ซึ่งจริงๆก็คงเป็นปัญหาที่มีมานานแล้วแต่เผอิญว่าช่วงนี้ละครเรื่องดังมีเนื้อหาคาบเกี่ยวหลายอย่างกับเรื่องทำนองนี้

แน่นอนว่าโดยหลักๆถ้าจะให้พี่น้องรักกัน พ่อแม่ก็ต้องทำให้ลูกรู้สึกว่าพ่อแม่รักลูกเท่ากัน แต่หลายๆครั้งก็ต้องบอกว่าพ่อแม่หลายคนมักเผลอใช้คำพูดที่ทำให้พี่น้องรักกันน้อยลงหรือรู้สึกว่าพ่อแม่รักลูกไม่เท่ากันโดยไม่รู้ตัว ไม่เจตนาหรืออาจจะไม่เคยคิดเสียเลยด้วยซ้ำ

คำพูดแบบไหนแล้วควรปรับเปลี่ยนเป็นอะไร เรามาลองดูกันบ้างดีไหม


==แม่ไม่อยู่อย่าแกล้งน้อง,อย่ารังแกน้องละ เปลี่ยนเป็น แม่ไม่อยู่ดูแลน้องด้วยนะลูก ==

คำพูดในประโยคแรกเป็นการทำให้เด็กรู้สึกว่าแม่มองว่าเขาเป็นเด็กไม่ดีชอบแกล้งน้องชอบรังแกน้อง เป็นคำพูดที่แสดงความรู้สึกเชิงลบทันทีที่ได้ฟัง ซึ่งถ้าเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นเช่นระหว่างที่คุณไม่อยู่แล้วน้องเดินไปใกล้บันได เด็กก็อาจจะไม่ทำอะไรเลย(เพราะคุณบอกแค่ห้ามแกล้งห้ามรังแก)แต่ในประโยคหลังเด็กได้ฟังแล้วจะรู้สึกว่าเป็นการฝากฝังเพราะแม่ไว้ใจ เชื่อใจ มองเห็นศักยภาพในตัวเขาและมองว่าเขามีความสามารถเพียงพอที่จะปกป้องน้องได้ ซึ่งถ้าเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่อาจอันตราย เช่น น้องเข้าใกล้บันไดเด็กจะพาน้องออกจากบันไดเพราะคิดว่าเป็นหน้าที่เป็นความรับผิดชอบของเขาหรือเป็นสิ่งที่เขาควรต้องทำ


==ถ้าหนู(ทำในสิ่งที่ไมดี เช่นตีน้อง)แม่จะไม่รักหนู เปลี่ยนเป็น ถ้าหนูรักแม่หนูจะต้องไม่(ทำในสิ่งที่ไม่ดี เช่น ตีน้อง)==

คำพูดในประโยคแรกทำให้เด็กรู้สึกว่าแม่รักน้องมากกว่าตัวเขา แม่พร้อมที่จะเลือกน้องพร้อมที่จะยืนอยู่ฝั่งน้องก่อนเขาเสมอ ซึ่งยิ่งได้ฟังมากเท่าไหร่ยิ่งทำให้เด็กรู้สึกไม่ดีกับน้องมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ประโยคที่สองเป็นคำพูดเชิงขอร้องถึงแม้จะเป็นการขอร้องเชิงบังคับก็ตาม แต่ก็ไม่ทำให้เด็กรู้สึกว่าแม้รักน้องมากกว่าตัวเขา แต่จะทำให้เขารู้สึกว่าแม่รักทั้งตัวเขาและน้องทั้งคู่ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เด็กรู้สึกดีกว่าประโยคแรกเป็นอย่างมาก


==เวลาได้ขนม,ของเล่น,เสื้อผ้าหรืออะไรที่ไม่เหมือนกันมาและต้องแบ่งกันจากหนูเป็นพี่หนูต้องเสียสละให้น้องเลือกก่อน ลองเปลี่ยนเป็นให้พี่เป็นคนเลือกให้น้องก่อน(ย้ำว่าให้พี่เลือกให้น้องไม่ใช่เลือกให้ตัวเอง)==
ลองวิธีนี้ดูแล้วบางทีคุณจะรู้สึกว่าผลที่ได้อาจน่าประหลาดใจมาก เพราะพี่มักเลือกของที่คิดว่าน้องชอบก่อนให้น้องทั้งๆที่ของชิ้นนั้นตัวเองก็ชอบมากกว่าเหมือนกัน หรือไม่ถ้าเขารู้สึกว่าเขาอยากได้ของชิ้นที่ดีกว่าทั้งๆที่ควรเป็นของน้อง พี่ก็มักจะให้น้องเป็นฝ่ายเลือกก่อนเอง ส่วนคำถามที่ว่าแล้วถ้าใช้วิธีนี้แล้วพี่เลือกแต่ของที่แย่กว่าให้น้องตลอดจะทำอย่างไร คำตอบก็คือให้ลองอธิบายว่าทำไมของชิ้นนี้ควรเป็นของใครหรือเปลี่ยนเป็นวิธีผลัดกันเลือกหรือให้พ่อแม่เป็นคนเลือกให้ตามความเหมาะสม(จากประสบการณ์ส่วนตัวคนส่วนใหญ่ถ้าให้เลือกของให้ตัวเองก็มักจะเลือกของที่ดีที่สุดแต่ถ้าให้เลือกของให้คนอื่นกระบวนการคิดจะเปลี่ยนไป เพราะหากจะเลือกแต่ของดีๆให้ตัวเองก็มักจะเกิดความละอายใจ อย่างตอนเจนพาเด็กไปเข้าค่ายเดินทางไกลแล้วลองให้น้ำอัดลมขวดนึงกับเด็กกลุ่มนึงโดยให้ดื่มแล้วส่งต่อให้คนข้างหลัง โดยน้ำอัดลมนั้นมีปริมาณที่พอจะทำให้สดชื่นแต่ไม่พอถ้าทุกคนจะดื่มอย่างเต็มที่ ผลที่ได้เหมือนกันแทบทุกกลุ่มคือคนแรกๆจะไม่กล้าดื่มมากและคนสุดท้ายจะได้ดื่มมากกว่าคนอื่นๆเสมอ)


==เมื่อน้องทำอะไรไม่ดีกับพี่ เช่น ฉีกสมุดการบ้านพี่ จากยอมๆน้องไปเถอะน้องยังเด็กอยู่ เปลี่ยนเป็น น้องทำไม่ถูกเพราะเขายังเด็กกว่าหนูยังมีวุฒิภาวะน้อยกว่าหนู เรามาช่วยกันคิดดีไหมว่าจะสอนน้อง(หรือป้องกันให้น้องไม่ทำแบบนี้อีก)อย่างไรดี==

ลองนึกภาพว่าน้องเอาสมุดการบ้านพี่มาฉีกแล้วพอคนพี่วิ่งมาบอกคุณ ถ้าพี่ได้ยินประโยคแรกความรู้สึกของพี่คือเขาไม่มีทางเลือกอะไรเลยนอกจากต้องทนต้องยอมไปตลอดอีกไม่รู้กี่ปีเพียงเพราะเขาดันเกิดมาก่อน ซึ่งไม่ว่าเป็นใครก็คงทำให้รู้สึกดีไม่ได้แน่ๆ ส่วนในประโยคหลัง พี่ได้ยินแล้วจะรู้สึกว่าเขาเป็นคนเก่งมีความเป็นผู้ใหญ่กว่าแม่ยอมรับในตัวเขา และสถานการณ์ที่เขาเผชิญอยู่ในขณะนี้นั้นไม่ใช่สถานการณ์ที่หมดหวังไม่มีทางออกหรือจะต้องยอมต้องอดทนแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นสถานการณ์ที่เขาสามารถเปลี่ยนมันได้ และแทนที่เขาจะคิดโกรธเกลียดน้องเขาจะเปลี่ยนความรู้สึกนั้นเป็นว่าเขามีหน้าที่ๆจะต้องช่วยแม่อบรมดูแลสั่งสอนและเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับน้อง


==เอาอย่างพี่เขาสิ พี่เขาสอบเข้า...ได้,ทำงานได้เดือนละ....และอีกสารพัด==

การเปรียบเทียบไม่ว่ากับใครไม่เคยทำให้เด็กรู้สึกดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนใกล้ตัวในเชิงว่าเขาด้อยกว่าเสมอ ถ้าพี่เป็นคนเก่งสอบได้ที่1ในขณะที่น้องต้องซ่อมทุกปิดเทอม แทนที่จะบอกว่า “เอาอย่างพี่เขาบ้างสิลูก” ให้เปลี่ยนเป็นชี้จุดเด่นของพี่แล้วบอกเขาว่าเขาก็มีจุดเด่นนั้นเหมือนกันเพียงแต่เขาขาดอะไรบางอย่างหรือโอกาสยังมาไม่ถึง เช่น พี่เขาเก่งเขาสอบได้ที่1 แม่เชื่อว่าหนูมีความสามารถเหมือนๆกันเพียงแต่หนูอาจจะต้องพยายามอีกสักหน่อย แต่ถ้าคุณคิดว่าลูกคนเล็กพยายามอย่างเต็มที่แล้วแต่ก็ได้แค่นี้และเขาก็รู้สึกอยู่แล้วว่าเขาด้อยกว่า แทนที่จะบอกกับลูกว่า “พี่เขาฉลาดกว่า,เก่งกว่า หนูๆต้องยอมรับ” ให้เปลี่ยนเป็นบอกลูกว่า หนูกับพี่อาจจะมีความสามารถบางอย่างแตกต่างกัน และอธิบายให้ลูกเข้าใจอย่างชัดเจนว่าแตกต่างก็คือแตกต่างไมได้หมายความว่าฉลาดกว่า โง่กว่าดีกว่าหรือแย่กว่าแต่อย่างใด และย้ำให้ลูกคนที่สอบได้แย่กว่าว่าถึงแม้เขาจะเรียนไม่เก่งแต่แม่ก็ยังเชื่อว่าเขาเป็นคนที่มีความสามารถในด้านอื่นเพียงแต่ยังไม่ค้นพบตัวเอง


==เมื่อเด็กทำผิดไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตามให้เลิกถามว่าเราจะทำโทษเด็กอย่างไรดีเปลี่ยนเป็นเราจะทำอย่างไรให้เด็กรู้สึกสำนึกผิดได้==

ข้อนี้อาจไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องพี่น้องสักเท่าไหร่แต่อยากบอกว่าจากประสบการณ์ในการดูแลด้านวินัยเด็กมา การทำโทษเพียงอย่างเดียวปรับพฤติกรรมเด็กไม่ได้ คุณจะตี จะหักค่าขนม จะห้ามเล่นเกมส์ หรืออะไรก็ตามถ้าเด็กไม่คิดว่าสิ่งที่เขาทำนั้นผิด เขาก็แค่จะหาทางอื่นหรือโกหกแบบอื่นไม่ให้คุณจับได้ และต่อให้เด็กยอมรับการทำโทษแต่โดยดีและไม่โกรธเกลียดคุณก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะรู้สึกสำนึกผิดหรือจะให้พูดตรงๆว่าเด็กกลุ่มนี้บางทีแย่กว่าเด็กกลุ่มที่ไม่พอใจที่ตัวเองถูกทำโทษเสียด้วยซ้ำ เพราะหลังจากถูกทำโทษเขาจะไม่รู้สึกผิดอะไรเลยแม้แต่นิดเดียวเพราะเขามองว่าการถูกทำโทษเป็นการจ่ายค่าชดเชยความผิดไปหมดแล้วและพร้อมที่จะเลือกทำในสิ่งที่ผิดหรือละทิ้งความรับผิดชอบแล้วยอมโดนลงโทษถ้าเขาคิดว่ามันคุ้ม(เจนเคยทำโทษเด็กคนนึงที่มาโรงเรียนสายบ่อยมากๆพอทำโทษเสร็จเด็กก็ยกมือไว้ขอบคุณ และพอเจอกันข้างนอกเด็กก็จะรีบเข้ามาทักทายเสมอๆ แต่อีกไม่กี่วันเด็กก็มาโรงเรียนสายอีกพอเจนถามว่าไม่เข็ด ไม่กลัวโดนทำโทษอีกหรือไง เด็กก็บอกว่าหนูรู้ว่าถ้าหนูมาสายอีกก็จะโดนครูทำโทษอีกแต่อากาศวันนี้น่านอนมากๆจนหนูคิดว่ามันคุ้มที่จะได้นอนต่อสัก20นาทีแลกกับการถูกทำโทษ และเด็กก็ไม่ได้รู้สึกผิดอะไรเลยจริงๆเพราะเด็กคิดว่าโทษที่เขาได้รับนั้นเป็นเหมือนกับการจ่ายค่าชดเชยในความผิดที่เขาได้ทำไปแล้ว “ก็เหมือนหนูเอาdvdที่เช่ามาไปคืนช้าก็โดนปรับ20บาท หนูจ่ายค่าปรับไปแล้วจะต้องมารู้สึกผิดอะไรอีกละ” เจนยังจำได้แม่นเลยกับประโยคของเจ้าสุดแสบตัวนี้)

วิธีที่จะทำให้เด็กเปลี่ยนพฤติกรรมได้คือต้องให้เขายอมรับให้ได้ด้วยตัวเอง(ไม่ใช่การบังคับ)ว่าสิ่งที่เขาทำนั้นผิด เป็นผลเสียทั้งกับตัวเขาเอง กับคนอื่นและเป็นพฤติกรรมที่ยอมรับไม่ได้ ซึ่งเจนเองก็ยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ถ้าทำได้สำเร็จผลที่ได้รับนั้นคุ้มค้ากว่าการทำโทษเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเทียบกันไม่ได้(เช่น การเปลี่ยนวิธีพูดกับเด็กกลุ่มเสี่ยงที่จะขโมยของคนอื่นจาก ถ้าเธอขโมยแล้วถูกจับได้ครูจะลงโทษเธออย่างหนักจะประกาศให้ทุกๆคนรู้ว่าเธอเป็นขโมย เปลี่ยนเป็น ถ้าหนูขโมยของคนอื่นหนูคิดบ้างไหมว่าเจ้าของเขาจะเสียใจมากแค่ไหนและหนูแน่ใจหรอกหรือว่าความสุขที่หนูได้จากการเป็นเจ้าของๆสิ่งนั้นจะมากกว่าความรู้สึกผิดในใจ และถ้าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นและทุกคนรู้ว่าหนูเป็นขโมย ถึงตอนนั้นครูอาจไม่ได้คิดเลยด้วยซ้ำว่าจะลงโทษหนูยังไง เพราะครูคงมัวแต่คิดว่าครูจะช่วยหนูยังไงให้หนูสามารถเรียนต่อที่นี่ซึ่งก็คงอีกหลายปีมากๆโดยไม่ถูกประนามหยามเหยียดจากเพื่อนๆคนอื่นๆทั้งจากคำพูดและแววตาจนหนูเองอาจทนอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้ ซึ่งครูเองก็ยอมรับตามตรงว่าครูอาจไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะช่วยให้หนูทนกับสิ่งต่างๆเหล่านี้จนเรียนจบได้ )

สิ่งที่เจนเขียนๆจากความรู้สึก ประสบการณ์และความรู้เฉพาะด้านที่ได้เรียนมาซึ่งหลายเรื่องก็ยังไม่ได้รับการยอมรับในทางวิทยาศาสตร์และไม่ใช่บทความทางวิชาการ คุณพ่อคุณแม่จะคิดเห็นเช่นไรนั้นขอได้โปรดใช้วิจารณญาณตัดสินด้วยตัวเอง



เจน



Create Date : 18 ธันวาคม 2555
Last Update : 18 ธันวาคม 2555 19:36:49 น.
Counter : 88691 Pageviews.

8 comments
  
เดี๋ยวต้องเข้ามาอ่านบล้อกคุณเจนอีกครั้งอย่างตั้งใจ
กำลังจะเอาหมิงหมิงหลับก่อนน่ะครับ

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 18 ธันวาคม 2555 เวลา:21:32:02 น.
  
ขออนุญาตแชร์ในเฟซบุ๊คนะครับคุณเจน

หมิงหมิงเป็นลูกคนเดียวครับ
เลยยังไม่มีปัญหาดังที่คุณเจนเขียนไว้
แต่คิดว่าเป็นประโยชน์กับพ่อแม่อีกหลายบ้าน

ขอบคุณครับ


โดย: กะว่าก๋า วันที่: 19 ธันวาคม 2555 เวลา:19:28:17 น.
  
คุณกะว่าก๋า ด้วยความยินดีค่ะ
โดย: JanE & IK วันที่: 22 ธันวาคม 2555 เวลา:12:45:53 น.
  
ส วั ส ดี ปี ใ ห ม่ 2 5 5 6 ค รั บ






โดย: กะว่าก๋า วันที่: 1 มกราคม 2556 เวลา:7:22:47 น.
  
ขอบคุณมากค่ะ... จะลองเอาไปใช้นะค่ะ
โดย: แม่ลูกสอง IP: 125.25.203.52 วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา:22:17:56 น.
  
สวัสดีปีใหม่ครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 1 มกราคม 2557 เวลา:7:02:48 น.
  
นึกถึงบทความดีดีที่คุณเจนเขียนไว้
เลยมาขออนุญาตนำไปเผยแพร่ต่อในเฟซบุ๊คของพ่อแม่โรงเรียนต้นกล้าที่หมิงหมิงเรียนอยู่นะครับ

ข้อมูลของคุณเจนมีประโยชน์มากจริงๆ
อ่านแล้วคงจะมีประโยชน์กับพ่อๆแม่ๆอีกหลายท่านอย่างแน่นอน

ขอบคุณมากครับ


โดย: กะว่าก๋า วันที่: 17 มิถุนายน 2557 เวลา:14:28:30 น.
  


โดย: กะว่าก๋า วันที่: 1 มกราคม 2558 เวลา:8:19:41 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

JanE & IK
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 43 คน [?]



Group Blog
ธันวาคม 2555

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog