พูดอย่างไรให้เด็กตั้งใจเรียน
เจนคิดว่าสิ่งหนึ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองทุกคนคาดหวังกับลูกนั้นคืออยากให้ลูกตั้งใจเรียน

ตั้งใจเรียนในที่นี้คือการใช้ศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องเรียนอย่างบ้าคลั่ง เรียนพิเศษอย่างเอาเป็นเอาตาย หรือต้องสอบให้ได้ที่หนึ่งตลอด

จริงๆต้องบอกว่าเด็กส่วนใหญ่มีความใฝ่รู้เป็นพื้นฐานอยู่แล้วแต่ก็ไม่ใช่กับเด็กทุกคน และเท่าที่สัมผัสจากเด็กกลุ่มที่ไม่ตั้งใจเรียนสักเท่าไหร่ จริงแล้วไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาขี้เกียจ โง่ หรือเป็นเด็กไม่รักดีอะไร แต่เพราะส่วนใหญ่พวกเขาไม่รู้ความต้องการของตัวเอง ขาดแรงจูงใจ มีทัศนคติหรือกระบวนการคิดที่เป็นการมองแต่เพียงเป้าหมายหรือมองโลกแค่ด้านเดียว

การสอนเด็กว่า "หน้าที่ของนักเรียนคือการตั้งใจเรียน เรียนเก่งๆเพื่อที่จะได้เข้ามหาวิทยาลัยดีๆ จบมาทำงานบริษัทใหญ่ๆได้เงินเดือนสูงๆ" นั้นใช้ไม่ได้ผลกับเด็กทุกคนเสมอไป

สำหรับเจนถ้าจะต้องพูดให้เด็กตั้งใจเรียน เจนจะ


== บอกว่าการเรียนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตดีกว่าบอกว่าเป็นหน้าที่ ==

คนส่วนใหญ่ถ้าจะต้องทำอะไรเพราะคิดว่าเป็นหน้าที่พวกเขามักจะทำแค่พอใช้และจะไม่ทำให้ดีที่สุด เด็กทุกคนรู้ว่าตัวเองมีหน้าที่ต้องเรียนหนังสืออยู่แล้วเพราะฉะนั้นไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องไปบอกในสิ่งที่พวกเขารู้อยู่แก่ใจ แต่เจนจะบอกเด็กว่าการเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เป็นสิ่งที่จะทำให้เราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ทำให้เรามีสังคม มีเพื่อน เข้าใจโลก เข้าใจคนอื่น ช่วยเปิดโลกทรรศน์ใหม่ๆ ช่วยขจัดความไม่รู้ บางทีหนูอาจจะรู้สึก เบื่อ ไม่อยากอ่านหนังสือ ไม่อยากทำการบ้าน อยากอยู่เฉยๆ แต่หนูลองคิดดูว่าถ้าหนูไม่เรียน ไม่ทำอะไร เที่ยวเล่น ช้อปปิ้งไปวันๆ ตอนแรกๆหนูอาจจะชอบแต่ไม่นานหรอกหนูก็จะเบื่อแล้วก็จะรู้สึกว่าชีวิตฉันไม่มีคุณค่าอะไรเลย

การเรียนนั้นมีทั้งเรียนตามหลักสูตรในห้องเรียนและเรียนจากประสบการณ์นอกตำราซึ่งครูคิดว่าก็สำคัญด้วยกันทั้งคู่ บางครั้งเราก็ต้องทนเรียนในสิ่งที่ไม่ชอบหรือไม่ได้สนใจ แต่ใครจะรู้ว่าสิ่งที่เราเกลียดหรือไม่สนใจนั้นอาจจะเป็นพื้นฐานความรู้หรือมีประโยชน์ในอนาคตก็เป็นได้ เราจะเขียนเรียงความได้เราก็ต้องเขียนประโยคเป็นก่อน เราจะเขียนประโยคเป็นก็ต่อเมื่อเราเขียนคำเป็น และเราจะเขียนคำได้ก็ต่อเมื่อเราเขียนตัวอักษรได้ หนูบอกหนูชอบเขียนเรียงความ แต่หนูไม่อยากเรียนเขียนตัวอักษรมันจะเป็นไปได้ยังไงกันละ



== ไม่มีปริญญาก็ประสบความสำเร็จได้ แต่ไม่มีความรู้ประสบความสำเร็จไม่ได้==

"บิล เกตส์ ไม่จบปริญญายังเป็นมหาเศรษฐีได้ ปริญญาก็แค่เศษกระดาษใบนึง"

"หนูขายของทางเน็ตได้เงินเดือนละตั้งหลายหมื่น มากกว่าคนที่จบปริญญาโทหรือเอกด้วยซ้ำ"

ถ้าเด็กมีความคิดทำนองนี้ เจนจะบอกเด็กว่าครูเห็นด้วยกับสิ่งที่หนูคิด ครูเองก็เชื่อว่าไม่มีปริญญาก็ประสบความสำเร็จในชีวิตได้ แต่ไม่มีใครที่ไม่มีความรู้และจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้หรอก

ถ้าหนูเชื่อเช่นนั้นครูจะไม่โต้แย้งอะไร แต่อยากให้คิดว่าในเมื่อหนูเป็นคนเก่งเป็นคนที่มีความสามารถมากถึงขนาดนี้จะดีกว่าไหมถ้าหนูทำสองอย่างไปพร้อมๆกัน แทนที่หนูจะรับเขียนโปรแกรมอย่างเดียวโดยไม่เรียนหนังสือ หนูแน่ใจได้ยังไงว่าตอนที่หนูเชี่ยวชาญแล้วนั้น เขาอาจจะประดิษฐ์หุ่นยนต์ให้เขียนแทนหนูแล้วก็เป็นได้

หนูบอกหนูขายของทางเน็ตได้เดือนละเป็นหมื่นมากกว่าคนจบโท แต่ถ้าหนูเรียนไปด้วยขายของไปด้วย หนูอาจจะได้เพื่อนใหม่มาเป็นลูกค้าจากเดือนละเป็นหมื่นอาจเป็นแสนหรือเป็นล้านก็ได้ หรือถ้าสักวันสถานการณ์เปลี่ยนไปหนูอาจจะมีความสามารถแต่ความสามารถด้านนั้นไม่ใช่สิ่งที่เป็นที่ต้องการของตลาดอีกต่อไป หนูก็ยังมีทางเลือกที่จะเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นได้ไม่ต้องทนทำไปจนตายเพราะถ้าเลิกก็ไม่รู้จะไปทำอะไรกิน



== กับเด็กที่งาน-เงิน-มหาวิทยาลัยที่จะเรียนต่อ ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิตก็ให้ใช้แรงจูงใจอย่างอื่นแทน ==

"หนูมีมหาวิทยาลัยที่ตั้งใจจะเข้าแล้ว เข้าง่าย เข้าได้แน่ๆ ส่วนอันที่เป็นที่ใฝ่ฝันของคนทั้งหลายหนูไม่สนใจเพราะ(บ้านไกล,มีแต่หลักสูตรภาษาไทย,ไม่ชอบประเพณีรับน้อง,เพื่อนๆไม่มีใครไป)"

"หนูจบมาก็ทำงานให้ที่บ้านอยู่แล้วจะได้เกรด2.00หรือ4.00ต่างกันตรงไหน ตั้งใจมากไปก็เหนื่อยเปล่าอยู่ดี"

"พ่อหนูรวย พ่อบอกทุกวันว่าลูกสาวคนเดียวพ่อเลี้ยงได้ แม่หนูตอนเด็กๆก็สอบได้ที่โหล่ของห้อง แต่ชีวิตก็แสนสบายเพราะได้แต่งงานกับพ่อ"

ถ้าเด็กให้เหตุผลทำนองนี้เราก็ต้องพยายามสื่อให้เด็กเข้าใจว่า ก็จริงอยู่ที่หนูมีมหาวิทยาลัยที่ตั้งใจจะไปและเข้าได้แน่นอนแล้ว แต่ถ้าหนูไม่ตั้งใจเรียน ไม่มีความรู้อะไรไปเลยต่อให้เข้าได้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะจบได้จริงไหม

หนูจบมาหนูก็ต้องทำกิจการที่บ้านต่อแน่ๆ แต่ถ้าหนูไม่ตั้งใจเรียนหนูก็คงต้องทำงานแบบเดิมๆด้วยวิธีการแบบสมัยอากงอาม่าตลอดไป ครูรู้ว่าหนูเปลี่ยนอนาคตในส่วนนี้ไม่ได้ยังไงหนูก็ต้องทำงานให้ที่บ้าน แต่หนูเปลี่ยนแปลงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ได้ จากโรงงานรับจ้างผลิตรองเท้าอาจจะกลายเป็นโรงงานรองเท้าแบรนด์ดังระดับโลก จากเจ้าของภัตตาคารอาจจะกลายเป็นธุรกิจแบบเฟรนไชส์ที่ไม่ต้องเหนื่อยเองแต่ได้เงินมากกว่าเก่าเป็นสิบเท่า แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาไม่มีทางเป็นไปได้ ถ้าหนูไม่มีความรู้ หรือไม่สนใจในการเรียนเลยแบบนี้แน่

ครูรู้ว่าวิชาภาษาอังกฤษหนูจะได้เอหรือได้เอฟ หนูก็มีเงินใช้มีเงินซื้อของที่อยากได้อยู่ดี แต่จะมีประโยชน์อะไรถ้าหนูได้มือถือรุ่นใหม่สุดจากต่างประเทศแต่ได้แค่ใช้ทับกระดาษเพราะไม่มีเมนูภาษาไทย มีเงินไปเที่ยวยุโรปไปกินภัตตาคารห้าดาว แต่สุดท้ายก็ต้องเดินออกมาโดยไม่ได้กินอะไรเพราะสั่งอาหารไม่ได้ เพราะเมนูไม่มีรูป แล้วสักวันถ้าหนูมีลูก หนูไม่อยากให้ลูกรู้สึกว่าแม่ฉันเก่งจัง แม่เป็นฮีโร่ของฉันบ้างเลยหรือ หนูแน่ใจว่าถ้าลูกวัยอนุบาลมาขอให้หนูสอนการบ้านแล้วหนูจะตอบว่า "แม่อ่านหนังสือไม่ออกไปถามคนอื่นไป" โดยที่ไม่รู้สึกอะไร


== กับเด็กที่พยายามแล้วแต่มีศักยภาพต่ำกว่าคนอื่นก็ให้พูดให้กำลังใจและสอนวิธีชดเชยแบบอื่นแทน==

เด็กบางคนขยัน ตั้งใจเรียน แต่อาจไม่มีศักยภาพเท่าคนอื่นๆ

กับเด็กกลุ่มนี้เราต้องให้กำลังใจโดยการบอกพวกเขาว่าพวกเขาไม่ได้โง่หรือสมองทึบ พวกเขามีศักยภาพเพียงพอที่จะทำได้

แต่เราก็ต้องยอมรับความจริงว่า ทุกคนมีความแตกต่าง มีศักยภาพ และขีดจำกัดไม่เท่ากัน

เจนอยากให้คุณยอมรับว่า สติปัญญา พรสวรรค์ เป็นสิ่งที่ทุกคนมีไม่เท่ากัน ความขยันแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ใครเก่งที่สุดได้ อย่างนักฟุตบอลบางคนเป็นซุปเปอร์สตาร์ บางคนเป็นได้แค่นักเตะสมัครเล่น ทั้งๆที่พวกเขาซ้อมวันละเท่าๆกัน เรียนมาจากสถาบันเดียวกัน แต่ความสามารถแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเด็กฉลาดไม่เรียนก็ยังฉลาดหรือเด็กโง่เรียนให้ตายก็ไม่เก่งอะไร แต่อยากให้ผู้ปกครองยอมรับว่าผู้ปกครองและโรงเรียนมีหน้าที่ดึงศักยภาพที่มีอยู่ในตัวเด็กออกมาให้ได้มากที่สุด ไม่ใช่สร้างศักยภาพที่ไม่มีอยู่จริงให้เกิดขึ้น

และถ้าเด็กทำอย่างสุดความสามารถแล้วแต่ก็ยังสู้คนอื่นไม่ได้ เจนจะพูดให้เด็กยอมรับในความแตกต่าง และบอกว่าเราสามารถชดเชยด้วยวิธีอื่นแทน เช่นเด็กเรียนได้แค่สองกว่าๆเด็กบอกว่าจบไปบริษัทไหนก็ต้องเลือกแต่เด็กเกรดสามกว่าๆไว้ก่อน เจนจะไม่โกหกเด็กแต่จะบอกว่าก็จริงอย่างที่หนูพูดแต่ถ้าหนูมีความสามารถด้านอื่นมาชดเชยแทน เช่น ความสามารถด้านภาษา หรือหนูมุมานะเรียนต่อให้จบปริญญาโท หนูก็อาจจะมีทางเลือกที่ดีกว่าคนที่จบปริญญาตรีแล้วได้เกรดสามกว่าๆก็เป็นได้



สิ่งที่เจนเขียนๆขึ้นจากความรู้สึกและประสบการณ์ อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่ามนุษย์ทุกคนมีความแตกต่าง ไม่มีวิธีสำเร็จรูปแบบไหนที่จะใช้ได้ผลกับทุกๆคน

จริงแล้วยังมีวิธีการพูดอีกมากมายกับเด็กกลุ่มต่างๆเพื่อที่จะทำให้พวกเขาใช้ศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่ เช่น เด็กฉลาดที่รู้ว่าตัวเองฉลาดเลยขี้เกียจ , เด็กที่ให้ความสนใจแต่กับเรื่องที่ตัวเองชอบ (เกมส์ , ฟุตบอล , แฟชั่น , รถยนต์)จนละเลยเรื่องการเรียน , เด็กที่ทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบ สอบได้ที่สองร้องไห้เสียใจจะเป็นจะตาย ให้ยอมรับความผิดหวังและเข้าใจความไม่สมบูรณ์แบบของโลกนี้ได้ แต่เนื่องจากบทความนี้มีความยาวมากเกินไปแล้ว เอาเป็นว่าถ้าคุณพ่อคุณแม่สนใจเจนจะมาเขียนต่อในโอกาสถัดไปแล้วกันคะ



เจน



Create Date : 15 ธันวาคม 2554
Last Update : 15 ธันวาคม 2554 19:08:26 น.
Counter : 2437 Pageviews.

3 comments
  
นอกจากเด็กไม่ตั้งใจเรียนแล้ว...ยังพบว่าผู้ใหญ่ยังไม่ยอมอ่านหนังสือเสียอีก...ยกเว้นหน้าบันเทิง
โดย: biocellulose วันที่: 15 ธันวาคม 2554 เวลา:20:37:44 น.
  
จะโทษว่าระบบการศึกษาเรามีปัญหาก็ไม่เชิง
แต่ผมคิดว่าวิธีการสอนของครูทุกวันนี้ไม่น่าสนใจพอ
ไม่ยั่วเย้าให้เด็กอยากค้นคว้าและศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง


แต่ส่วนหนึ่งเด็กก็ต้องรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนเองเช่นกันครับ


โดย: กะว่าก๋า วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:9:27:12 น.
  
ผมขอถามว่าทำไมผมเรียนไม่เก่งคับไม่รู้เรื่องไรเลยคับ
โดย: natthawut mekeas IP: 202.29.177.249 วันที่: 29 กรกฎาคม 2557 เวลา:14:11:15 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

JanE & IK
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 43 คน [?]



Group Blog
ธันวาคม 2554

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
30
31
 
All Blog