born to be me อ่ะ
Group Blog
 
All Blogs
 

เมื่อมะขามไม่เปรี้ยว และน้ำปลาไม่เค็ม

วันนี้ทำไข่ลูกเขย เพราะส่วนผสม และวิธีทำมีแค่ไข่ดาว หอมเจียว น้ำมะขาม น้ำปลา และน้ำตาลปี๊บ

ทอดไข่อ่ะ ง่าย (ทอดเสร็จอยากเอาน้ำปลาเหยาะแล้วกินมันซะเดี๋ยวนั้น แต่ เอ๊ะ วันนี้อิฉันจะทำไข่ลูกเขย ไม่ได้ ห้ามกิน)

หอมเจียว ต้องเจียวแค่ไหน กรอบๆ หรือยังนิ่มๆ เผลอแปล๊บเดียว ว๊ายย หอมเจียวมันไหม้อ่ะ
เอาวะ เจียวใหม่ก็ได้

น้ำราด หึหึ ผ่านอะไรมาก็เยอะ เจออันนี้แทบยอมแพ้

เอาน้ำมะขามใส่กะทะ ใส่น้ำตาลปี๊บ.. เวร มะขามเจือกไม่ค่อยเปรี้ยวอีก (เดี๋ยวแม่เอามานั่งกินเล่น เดี๋ยวเหอะ) ... คิดถึงต้นมะขามข้างบ้านกะหลังบ้านขึ้นมาโดยพลัน..ฮึก

จากนั้นก็เคี่ยว..เคี่ยว..และเคี่ยว...

เอ๊ะหวานไป เอาน้ำมะขามเติมอีก
อ๊ะ น้ำมะขามเยอะไป กลบหวานหมด เอาน้ำตาลเติมอีก

แล้วก็เคี่ยว..เคี่ยว..เคี่ยว..

เวลาไปซื้อกินน้ำมันจะใสๆ คงเป็นเพราะเค้าใช้น้ำตาลทรายกระมัง เพราะน้ำตาลปี๊บ มันคงไม่ใส แต่แดงเข้ม

แล้วต้องเคี่ยวไปถึงเมื่อไหร่หล่ะนี่

เหยาะน้ำปลา..ให้ตายเถอะ ตั้งแต่ออกจากบ้านมา กินน้ำปลาที่ไหนไม่เคยเค็ม
น้ำปลาอร่อยต้องเอามาจากหัวหินเท่านั้น (บ้านทวดทำ) หอม เข้ม เค็ม และอร่อย
ย่าก็ทำน้ำปลากินเอง สูตรเดียวกะที่หัวหิน (ย่าเป็นคนหัวหิน)

เมื่อก่อนไม่ชอบ ทำไมย่าไม่ซื้อ ทำเอง กลิ่นมันคละคลุ้งเนี่ย มานั่งทำอยู่ทำไม
แต่ตอนนี้ อยากทำน้ำปลากินเองบ้างแล้ว น้ำปลาบรรจุขวด..จืดซะ

สุดท้าย...น้ำเริ่มงวด ราชาดหวานๆ เปรี้ยวๆ เค็มจางๆ คงใช้ได้แล้วกระมัง เอามานั่งจิ้มดูด จิ้มดูดตอนนั่งดูซีรี่ส์ น่าจะเพลินดีไม่น้อย

แต่ไม่ได้นะ วันนี้มันจะต้องเป็นไข่ลูกเขยเท่านั้น ตั้งใจแล้ว ห้ามเขว

ทำเอง กินเอง อร่อยเอง ... เก่งเมื่อไหร่ จะทำให้เพื่อนๆชิม ตอนนี้รอไปก่อน ไม่รู้ด้วยว่าจะทำให้กินได้เมื่อไหร่ เพราะคงขี้เกียจทำเมนูนี้ไปอีกนาน เฮอะ






 

Create Date : 22 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 22 พฤษภาคม 2554 15:34:39 น.
Counter : 303 Pageviews.  

อินเดีย ตอน 2.1

(ดูรูปได้ที่นี่นะคะ ยังโหลดขึ้นไม่หมด http://www.flickr.com/photos/cherryberry/sets/72157622016321387/)

ขึ้นชื่อลือชาว่าคนอินเดีย ชอบส่ายหัวเป็นชีวิตจิตใจ พูดไปส่ายหัวด๊อกแด๊กไป น่าเอ็นดูชม เท่าที่สังเกต คุณป้าข้างๆ คนบนเครื่องบิน คนที่ไปรับ พนักงานที่ ตม. พนักงานที่บูธแลกตังค์ ยังไม่เห็นมีใครส่ายหัวกันซักคน สงสัยวัฒนธรรมนี้คงจะจางลงแล้วกระมัง แต่ช้าก่อน คืนก่อนหน้าที่ไปติดต่อฟร้อนท์ที่โรงแรม เห็นพนักงานหนุ่มนายหนึ่งกะลังคุยกะคุณป้าฝรั่งที่มาพำนัก ฮีพูดไปส่ายหัวไป โอ คุณคะ มันพลิ้วมาก กลับขึ้นห้องมาลองด๊อกแด๊กดูมั่ง ไม่ยักกะเหมือน คอต้องนิ่ง เชยคางนิดแล้วส่ายลอยๆ พูดไปยิ้มไป ได้อารมณ์นักแล ดีใจ กรี๊ดด ชั้นเจอแล้ว ชั้นเจอแล้ววว อินเดียของแท้เลย

แอบถามเพื่อนคนอินเดียตามที่เคยได้บินมาแต่ไหนแต่ไรที่เค้าว่าคนอินเดียส่ายหน้าหมายถึง ใช่ พยักหน้า หมายถึง ไม่ใช่
เพื่อนมองหน้าแบบงงๆ บอกว่า shaking head sometimes can be no อ่าวว งั้นที่ได้ยินมาก็ไม่ได้จริงไปซะหมด ประเด็นนี้ตกไปนะคะ

งั้นขอถามอีกเรื่อง ผู้หญิงอินเดียที่แต่งงงานแล้ว ถ้าผอม หมายความว่ามีเลี้ยงไม่ดี ต้องอ้วนท้วนสมบูรณ์ถึงจะดูดีมีฐานะ ชัวร์หรือมั่วนิ่ม

เมื่อวันก่อนหน้า นิกบอกว่าความจริงคนอินเดียเค้าก็อย่างจะมีหุ่นบางๆเพรียวๆเหมือนสาวเอเชียนี่แหล่ะค่ะ แต่ลดกันไม่ลง ไม่รู้จะทำยังไง เราว่าเราเห็นพวกศูนย์คุมน้ำหนักแว๊บๆนา แต่ไม่มาก โฆษณาทางทีวีก็มีบ้าง แต่นิกไม่ใช่คนอินเดียเราเลยยังไม่ปักใจเชื่อ ถามเพื่อนที่เป็นคนอินเดียแท้ๆดีกั่ว

เพื่อนมองหน้านิ่งๆ (คงคิดในใจ อีนี่ เอ๊) แล้วเอ่ย เพราะว่าผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว ต้องดูแลงานบ้าน ลูก และสามี ทำให้ไม่มีเวลาดูแลตัวเอง ก็เลยน้ำหนักขึ้นเป็นธรรมดา ไม่เหมือนผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงาน วันๆทำแต่งาน ได้ออกกำลัง กินเป็นเวลาหรือไม่ค่อยได้กิน พวกเธอยังเลยสลิมกันอยู่ได้ แต่เชื่อฉันเถอะว่าผู้หญิงไทยน่ะทั้งสวยทั้งอ่อนหวาน ถ้าผู้ชายคนไหนมีโอกาสได้ชิดไกล้ เค้าจะไม่มีวันพลาดเด็ดขาด ... อืมม เพื่อนฉันพูดจาได้น่ากระโดดหอมแก้มซักฟอดจริงๆ

เมื่อวันก่อนหน้านี้ ตอนเดินๆอยู่แถว Karol Bagh ชอบมีคนถามว่ามาจากไหน นิกจะบอกไป Thailand มั่ง Singapore มั่ง หนักๆเข้าก็ Taiwan นักบอกว่าเพราะคนที่นี่ไม่รู้จักประเทศลาว บอกไปได้ซักกันยาว ขี้เกียจสาธยาย บอกเสร็จก็รีบๆเดินหนีไป คนอินเดียเวลาเรียกชอบเรียกเรากันว่า my friends แบบจะขายของอ่ะ นิกก็จะบ่นให้ได้ยินกันสามคน “ใครเพื่อนมึง” แล้วเดินจากมา

กลับมาเรื่องเจ้าเด็กนั่นต่อ พอเค้าถามว่ามาจากไหน ฉันเผลอตอบไป ไทยแลนด์ Oh..very nice country (เมิงรู้จักเหรอ) how many people do you have? … Really? India has one million thousand, very big country. Where do you stay? What’s your name? Do you come alone? (พอมาถึงคำตอบนี้ ฉันเริ่มฉลาดหลังจากที่ได้โง่บอกเล่าความจริงไปตั้งแต่ต้น เลยบอกไปว่า ป่าว มากะบริษัท เพื่อนรออยู่ที่โรงแรม เด็กมันก็เริ่มทำตัวเป็นไกด์บอกว่าแค่อยากคุยกัยนักท่องเที่ยว ฝึกภาษาอังกฤษ ไม่ได้ต้องการเงินแค่อยากได้หนังสือ (แล้วไม่มีเงินจะเอาหนังสือวิธีไหนหล่ะพ่อคุณ) มา ผมจะพาไปห้างสรรพสินค้า ใหญ่มาก อยู่ฟากโน้น blah blah blah เราก็อ่ะ เดินไปดูหน่อยจิ๊ ระหว่างทางมันก็พูดเสียงดัง ตาเหลือบมองคนตามถนนเหมือนจะโม้ว่ามีไก่มาให้เชือดหรือได้คุยกะคนต่างชาติก็ช่างหัวเมิง พอเดินไปถึงหน้าร้าน มันก้อเหมือนเป็นทาวเฮ้าส์ที่เปิดชั้นล่างเป็นร้านขายผ้าหรือของที่ระลึกแต่ดูดีหน่อย (เนี่ยนะใหญ่) พร้อมเชื้อเชิญให้เข้าไปดู ถ้าเข้าไปซื้อของเด็กมันก้จะได้ค่าคอม ตอนนั้นเย็นแล้ว เราก็เลยมองๆอยู่หน้าร้าน แล้วบอกเด็กมันไปว่ามีนัดกะเพื่อนอ่ะ ต้องรีบกลับ เลยเดินจากมา มันก็เดินตามไม่ลด ละ หรือเลิก เดินกลับมาทางเดิม พาเข้าโซนขายของเยอะๆ เราพยายามจะเดินแยก มันก็ตามมาถามว่า What happened? อุเหม่ ถามเหมือนถามแฟนที่จับได้ง่ากำลังนอกใจเลย เราก็เลยบอกจะเดินทางนี้ดูไรไปเรื่อยๆ จะกลับโรงแรมเพื่อนรออยู่ มันก็ถาม รู้ทางนะ บอกอือ รู้ มันก็ถามอีก พรุ่งนี้จะพาไปดูที่อื่นอีก โอเคไม๊ พักที่โรงแรมนี้ใช่ป่ะ ให้ไปรับกี่โมง (เอ๊ ไอ้นี่) เลยบอกมันไปว่าตอนเช้าต้องไปทำงาน กลับมาบ่ายๆ มันก็ว่างั้นบ่ายสามไปรอหน้าโรงแรมนะ ตกลงไม๊ แล้วเจอกัน ฉันก็ เออๆ ก็แด้ะ วันรุ่งขึ้นฉันก็เช็คเอ๊าท์ 10 โมงเช้าแล้วเปลี่ยนไปนอนอีกโรงแรมนึง รอไปเลยเมิง 5555)

พอหมดเขตความรับผิดชอบ เจ้าเด็กคนนี้ก็ไม่เดดินตามมาอีกนะ ตอนนั้นเหลือเวลาอีกเกือบชั่วโมงเลยกะว่าไปเดินดูรอบๆ แต่หนทางมันไม่ได้สว่างเหมือนบ้านเรา ถนนรถก็เยอะมาก ขับกันเร็วๆข้ามไปดูท่าเค้าคงไม่หลบให้คนข้ามเหมือนที่เวียตนามเป็นแน่แท้ เลยเปลี่ยนใจ กลัวตายก่อนได้เที่ยว เดินกลับโรงแรมก็ได้แล้วแวะแถวๆนั้น

ดูโน่นนี่ไปเรื่อยๆ เจอแมคโดนัล ค๊อฟฟี่ชอป ร้านหนังสือแบกะดิน (หนังสือโป๊ขายกันจะจะ ถ้าเจียงมาด้วยฉันคงกล้าซื้อกลับมาสักเล่ม นายแบบหล่อได้ใจมาก) แวะเข้าร้านหนังสือที่กำลังจะปิด ขอเค้าเข้าไปดู อืมม หนังสือที่นี่ราคาถูกจริงๆด้วยอ่ะ ตกเป็นเงินไทยเล่มละร้อยกว่าบาทเอง ซื้อบ้านเราตกสามถึงสี่ร้อย แต่ที่อยากได้มันก็ไม่มี
กลับโรงแรมล้างหน้าล้างตารอเพื่อนมารับไปกินข้าวดีกว่า

เข้าห้องมา เสียบการ์ดที่ประตูเสร็จ ไปสว่างโร่ มีกี่ดวงพี่ท่านเปิดให้หมด ไฟหัวเตียงสองดวงที่เมื่อวานมันไม่ติดวันนี้ก็ซ่อมให้เรียบร้อย แปลกแฮะ แล้วห้องที่มาพักก่อนหน้า ตอนเช็คออกไปทำไมไม่ซ่อมให้เสร็จ หรือเป็นเพราะเมื่อเช้าฉันวางติ๊บเอาไว้ในห้องก็ไม่รู้นะ

พนักงานที่นี่ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ชายอีกแล้วครับท่าน เห็นผู้หญิงน้อยมาก แม้แต่พนักงานทำความสะอาดก็เป็นผู้ชาย อือออ หนุ่มอินเดียน่าจะรับผิดชอบงานบ้านานช่องได้ดีพอตัวสิเนี่ย

ระหว่างเพื่อนรอก็ดู Channel V ไปด้วย สบายใจแฮ ในห้องมีสองเตียง ก็ไปนอนดูทีวีเตียงนึง เดี๋ยวกลับมาตอนนอนจริงก็ย้ายไปนอนอีกเตียงนึง สุขใจซะไม่มี




 

Create Date : 20 กันยายน 2552    
Last Update : 20 กันยายน 2552 23:36:35 น.
Counter : 1118 Pageviews.  

อินเดีย ตอน 2

เช้านี้ตื่นมารีบลุกไปเปิดผ้าม่านดู คริคริ แดดออก อาบน้ำอาบท่าแล้วลงไปกินเข้าเช้า ก็มีพวกขนมปัง (ไม่ชอบหนมปัง) นม เนย สลัด (ไม่ชอบสลัด) ข้าว (เม็ดผอมๆ จืดๆ) ผัดผัก (อ่ะ พอกินได้ ใส่น้ำมันหอยซักหน่อยจะอร่อยมาก) แป้งโรตีกินกับแกง (เช้าไปอ่ะ ยังไม่อยากกินไรยากๆ) แล้วก็หมี่ผัด นี่เลย นี่เลย รสชาตค่อยหายคิดถึงบ้านหน่อย แต่รสอะไรมันขาดไปก็ไม่รู้ ก็อร่อยดี แล้วก็มียาคูลท์ ขวดเล็กผอมกว่าบ้านเราตั้งเหงาอยู่ ก็เลยไปหยิบมากินขวดนึง

เสร็จสรรพขึ้นไปเอาของบนห้องเตรียมตัวไปเยี่ยมเพื่อนเก่าที่เคยทำงานด้วยกันสมัยเมื่อหกเจ็ดปีก่อน (เราเป็นลูกค้าเขา) เพื่อนซึ่งตอนนี้เป็นใหญ่เป็นโตอยู่แถวโน้นส่งรถมารับ พอเก้าโมงให้พนักงานที่ฟร้อนท์โทรไปบอกว่าเราพร้อมแล้ว แล้วก็ออกไปยืนรอตรงประตูทางเข้า คนขับรถก็มาหาแล้วบอกรอเดี๋ยว จะเอารถเข้ามาเทียบท่า ให้รอตรงนี้แหล่ะ พนักงานโรงแรมก็เช็คแล้วเช็คอีกว่าข้อมูลตรงกับที่ยื่นให้หรือเปล่า เวลามีรถเข้ามาในโรงแรม ตรวจละเอียดมาก ออกไปตอนเก้าโมงเพราะนัดกินข้าวเที่ยงกัน ไม่ต้องรีบไปตั้งแต่ไก่เพิ่งจะโห่ขนาดนี้ด้วยก็ไม่รู้ พอออกไปบนถนนก็ไปถึงบางอ้อทันใด รถติดโคตตตตตร (คนขับรถแอบตัวเหม็นอีกตะหาก ทนสูดกลิ่นไปชั่วโมงครึ่ง คิดเอาเองว่าเป้นไง) นั่งมองข้างทางไปเรื่อยๆ มีรถเล็กๆน่ารักๆเยอะแยะ คนก็บีบแตรกันวุ่นวาย ใครๆก็บอกว่าเรื่องบีบแตรที่อินเดียนี่สุดยอดแล้ว เหอะ เหอะ พูดแบบนี้แสดงว่ายังไม่เคยไปฮานอยอะเด๊ อินเดียอ่ะ เดะ เดะไปโรยย

คนขับถามว่าจะให้ไปส่งที่ไหน อ้าวตายห่ะ แล้วชั้นจะรู้ทางไม๊ เพื่อนชั้นไม่ได้บอกเหรอว่าจะให้มารับไปไหนตามที่อยู่บอกว่า Haryana มันไม่ได้อยู่ในเดลลีเหรอ ก็เลยยื่นที่อยู่ทั้งกระบิไปให้คนขับรถดู คนขับดูเสร็จบ่นงึมๆงำๆแล้วก็อ๋อออ เฮ่อ โล่ง มันเป็นอีกเมืองนึงจริงๆด้วย แต่เอ๊ ทำไมไปอยู่ไกลจังง่ะ พอรถขับไปได้ซักชั่วโมง ก็ต้องแปลกใจเพราะเห็นโรงแรมตามข้างทางเยอะแยะ โรงแรมดีดีด้วยนะ เริ่มมีตึกสวยๆ ที่นี่มันคือที่ไหน ก็เลยไปถามเพื่อน เพื่อนบอกเพราะที่เดลลีอ่ะมันไม่มีที่แล้ว คนเลยย้ายออกมาข้างนอก ส่วนใหญ่ก็เป็นธนาคาร สำนักงาน ห้างสรรพสินค้า อีกปีสองปีรถไฟฟ้าก็จะเสร็จละ สะดวกเลย อืมม ดีแฮะ บ้านเรามีแต่ย้ายเข้าใจกลางเมืองกัน ความเจริญเลยไม่ได้ไปไหนซักที

เข้าไปถึงออฟฟิศ ทุกอย่างมันทันสมัยมาก สวยงามต่างกับในเดลลีลิบลับ (ชั้นอยู่ประเทศไหนกันแน่เนี่ย) ที่เซอร์ไพรส์มากก็คือ บ. เพื่อนที่เป็น บ. ทัวร์เหมือนกัน พนักงานส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย มีผู้หญิงน้อยมาก แต่กลับมาดูของตัวเอง พนักงานส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง หาผู้ชาย(แท้) ได้น้อยมาก น่าจะจับมาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันเสียจริง หุหุ

ผู้ชายอินเดียที่ทำงานออฟฟิศแบบนี้หาคนที่มีกลิ่นตัวได้ยากมาก แถมหน้าตาดีบุคลิกก็ดีกว่าคนทั่วไปตามท้องถนน กิริยามารยาทน่าชม เลยแอบบถามเพื่อน ไม่รับพนักงานผู้หญิงบ้างเหรอ เพื่อนว่าเวลามีพนักงานใหม่ พวกหนุ่มๆก็มาขอเหมือนกันว่ารับผู้หญิงเหอะ แต่มันก็ไม่มีจริงๆ (เหมือนบ้านเราแหล่ะ สุดท้ายก็ไม่ได้พนักงานผู้ชาย)

พอเที่ยง (คนที่นี่กินข้าวเที่ยงบ่ายโมง ข้าวเย็นสองทุ่ม แอบเหน็บคนไทยกินเร็ว ทำไมเธอไม่คิดบ้างหล่ะว่าเธอเองนั่นแหล่ะที่กินช้า) เพื่อนพาเดินข้ามถนนไปอีกฝั่งที่เป็นห้าง (ไม่อลังการเหมือนบ้านเรา) ทางเดินไปข้างทางยังมีฝุ่นบ้าง เพราะไม่ได้ทำทางเท้าเป็นระเบียบเรียบร้อย ไปประเดิมอาหารอินเดียมื้อแรก เพื่อนก็อธิบายว่าต้องทำยังไง ก็นั่นแหล่ะ แกงกับแผ่นแป้ง รสชาตดี ได้กินไอติมอินเดียด้วย ... คุณคะ ขนาดไอติมยังใส่เครื่องเทศเลยค่ะ กินแล้ว อินเดี๊ย อินเดีย ห้ามลอกเลียนแบบกันเลยทีเดียว กินข้าวเสร็จก็ขึ้นรถกลับ เพราะมีนัดกับหนุ่มชาวลาวหน้ามนกับเพื่อนเค้าที่ชื่อเบาะ บอกว่าจะพาไปเที่ยวรอบๆ เราก็ส่ง sms หาเพื่อนเลย มือถือเปิดโรมมิ่งไว้แล้วนี่ เมื่อวานได้สัญญาณของ Airtel วันนี้ได้อีกอัน (เค้ามีเป็นสิบเจ้าเลย) ถึง รร ก็แล้ว เพื่อนก็ยังไม่โทรมา เอ...ท่าจะยุ่ง สามชั่วโมงผ่านไป เพื่อนโทรมาที่โรงแรม “ทำไมเพิ่งกลับมาป่านนี้หล่ะจ๊ะ” เย้ยยย ชั้นมาถึงตั้งแต่บ่ายสาม ไหงโทรมาหกโมงเย็น เป็นเรื่องค่ะ สัญญาณที่จับได้มันดีเลย์ทุกอย่างเลย เพื่อนส่ง sms มาหาก็หายวับไปซะงั้นเลยไม่ได้ทำไรซักอย่าง เลื่อนนัดโลด (สัญญาณตัวใหม่ที่จับได้มันคือ Reliance ที่ไม่ reliable) ฮาวเอ๊ฟเว่อ เพื่อนเก่าจะมารับไปกินข้าวเย็นตอนสองทุ่ม เวลาเหลือ ออกไปเดินเล่นรอบโรงแรมดีก่า เมื่อวานมีคนนำทางพาไปดูนั่นนี่แล้ว เย็นนี้ลองฉายเดี่ยว เพราะโรงแรมอยู่กลางเมืองเลย สบาย เดินวนมันให้รอบ Connaught Place จะยากอะไร

เดินออกไปประมาณยี่สิบก้าวจะต้องผ่านจุดที่ครึ้มๆและเหม็นฉี่ คนเยอะมากเพราะเป็นช่วงเลิกงาน อากาศก็ร้อนๆ อ้าวๆ นิดหน่อย ดูคนดูนั่นดูนี่ เพลินดี เดินไปซักพักมีเด็กหนุ่มตัวดำๆเดินเข้ามาทัก Hello. Where are you from?
เอาหล่ะตู แอบระแวง งานเข้าเลยทีนี้ ตำราที่อ่านมากี่เล่มได้งัดมาใช้กันหล่ะวา




 

Create Date : 18 กันยายน 2552    
Last Update : 18 กันยายน 2552 0:25:37 น.
Counter : 268 Pageviews.  

อินเดีย ตอน 1

http://cherryblueberry.blogspot.com/2009/09/india-1.html

เริ่มจาก วันสุดท้ายที่ต้องบินกลับ กทม (24 สิงหา 2552) ไปถึงสนามบินล่วงหน้า ๓ ชั่วโมง โอ้วว escort หน้าเหมือน Raul จากออฟฟิศที่อินเดียพาไปส่ง เช็คเสร็จ ก็ไปแลกเงินรูปีกลับเป็นด๊อลล่าร์ ต้องแลกขั้นต่ำ $20 น้ยกว่านั้นไม่รับ ซื้อของใน duty free ก็ไม่ได้ ใครจะไปอินเดียระวังเรื่องเงินไว้ด้วย อย่าแลกไปมากเกินเรายังเหลือมาตั้งร้อยกว่ารูปี ทำไรไม่ได้ สงสัยต้องเอากลับไปใช้ที่โน่น 555

พอเข้าไปแล้ว ตรวจละเอียดมากอ่ะ เข้าเครื่องสแกน มี จนท ที่เป็นผู้หญิงมาตรวจทั่วตัว เป้เราโดนสแกนตั้งสองรอบเพราะมันมีกล้องถ่ายรูปตัวใหญ่อยู่ข้างใน เค้าเลยต้องให้ชัวร์ว่ามันคืออะไร พอไปถึงตรงตรวจพาสปอร์ต จนท ใส่หน้ากากปิดปาก จมูก แล้วก็ซักโน่นซักนี่ มีกี่วัน เข้าทางไหน ไปไหนมาบ้าง ชอบไม๊ ชื่อสัญญวดีเหรอ อืมมไนซ์เนม มาคนเดียวเหรอ คราวหน้าอย่ามาคนเดียวนะ พาครอบครัวมาด้วย โอเค๊ กู๊ดบาย ^^

เค้าเตอร์ตรงนั้นอ่ะสูงมาก เวลาคุยต้องเกาะขอบแล้วเขย่งเอาเพื่อที่ จนท จะได้เห็นหน้า ใครสูงต่ำกว่า 150 โปรดจงไปยืนด้านข้างเลย หุหุ

คน อินเดียรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาไม่ได้เป็นคนไร้น้ำใจ หลายๆคนใจดีและเต็มใจช่วยเหลือนักท่องเที่ยวอย่างเดียว ขัดกับหน้าตาโหดๆตัวดำๆ เป็นยิ่งนัก

ตอนขามาวันแรก (16 สิงหา 2552) ไปสนามบินสุวรรณภูมิ ลืมเผื่อเวลาตรวจพาสปอร์ต พอหลุดออกมาได้ อย่าได้หวังว่าจะได้เอ้อละเหยใน duty free หรอกค่า เอามือจับเป้ไว้ข้างนึง ตามองหาป้าย แล้ววิ่งโลด พอไปถึงเกท หอบแฮ่ก เหลือผู้โดยสารหางแถวไม่กี่คน รสบัสเต็มไปแล้วคันนึง เกือบตกเครื่องแล้วไม๊หละ ตั๋วโปรคืนไม่ได้ด้วย

ตอน ขึ้นเครื่อง เหลือบไปเห็นฝรั่งคนนึง “เฮ้ย นายกู” แอบตะโกนในใจ แต่เอ๊ ไม่น่าจะใช่นะ จำได้ว่านายพาลูกเมียมาเที่ยวลาวกะเวียตนามนี่นา เค้าคงไม่มาเซอร์ไพรส์พนักงานที่อินเดียหรอก แต่เหมือนนะ โคตรเหมือน ที่นั่
ของ ฮิมโดนหนุ่มอินเดียที่มาเป็นแก๊งค์แย่งที่นั่งแล้วจะขอเปลี่ยน ฮีพูด I got the isle seat; I don’t wanna change หูววว เด็ดขาดมาก (เหมือนนายตูเลย ใช่นายตูป่าวฟะ) เจ้าหนุ่มนั่นเลยต้องกลับไปที่ตัวเอง โสนะหน้า 555

เรา ได้ที่นั่งริมหน้าต่าง แบบว่าคงโดนคนอื่นชิงที่นั่งไปหมดแล้วด้วยระบบ e-check in นั่งข้างผู้หญิงอินเดียคนนึง โชคดีจัง ผู้หญิงอินเดียคงตัวไม่เหม็นหรอก วันนั้นแขกเหมาลำคร๊าบ คนหน้าก็แอบกลิ่นตัวแรง คนหลังก็แอบกลิ่นตัวแรงนิดหน่อย ผู้หญิงคนข้างๆดูสะอาดสะอ้าน แต่ระหว่างนั่งไปนั้งก็มีกลิ่นฟุดฟิดผ่านจมูกบ้างพอเป็นกระสัย ผู้หญิงที่นั่งข้างๆเดินทางคนเดียว เราก็นั่งกันไปเงียบๆตลอดทาง จนเมื่อต้องกรอกใบ ตม. มีตัวนึงไม่รู้ว่ามันคืออะไรเลยหันไปถาม เค้าก็ใจดีบอก 

ที่ขำคือตอปวดฉี่เดินไปห้องน้ำ หาห้องน้ำไม่เจอ เครื่องบินบางลำห้องน้ำมันอยู่ตรงกลางง่ะ อันนี้อยู่ท้ายลำ มองๆ อยู่ไหนหว่า ก็เห็นผู้ชายอินเดียอยู่คนยืนอยู่ที่ครัว ทำท่ารำคาญ ชี้โบ๊เบ๊ “อยู่ทางโน้น” เค้าพูดเป็นภาษาฮินดีนะ เดาเอา คิคิ เราก็ยังมึนหาห้องน้ำไม่เจอ ฮีก็เดินตามมา “อยู่นี่ อยู่นี่” แล้วก็ฮึดฮัดเดินจากไป 555

พอเครื่องลงจอดที่สนามบินอินทิรา คานธี เราก็เดินตามๆเค้าไปจนเจอ ตม. แต่เพราะหวัด 2009 ก็เลยต้องมีการกรอกใบสุขภาพ แล้วก็มีสแกนอุณหภูมิร่างกาย มีคนเดินไปรุมเคาน์เตอร์ คนอินเดียตัวสูง เราก็ไม่รู้เค้ามุงอะไรกัน ทำไปทำมา ตรงนั้นมันไม่มี จนท เค้าเลยย้ายมาอีกอัน เราก็เลยหลุดออกมาจากแถว เง๊อ... มองไปข้างหลัง ไปต่อท้ายแถวก็ได้ฟะ พอจะเดินไป ฝรั่งคนที่เหมือนนายเราอ่ะ ดึงเป้เราไว้แล้วบอก “นิ มายืนตรงนิ” หูยยย ฮีโร่ชัดๆ ^_^ ปล. เค้าพูดเป็นภาษาอังกฤษนะ ตัวสูงมาก กรุณานึกภาพ Mr Incredible ตาม จะได้อรรถรสมากขึ้น

มีป้าชาวไทยสองคน ไม่รู้ไปทำไรที่อินเดีย เห็นแถวยาวๆ มั่วๆ เค้าเลยพูด ไปเหอะ ไม่ต้องกรอกก็ได้ เอ๊ะ คุณป้าคะ เคารพกฎบ้านเค้าหน่อยซีคะ เราเลยมองตาม พอเค้าเดินไปถึงที่ตรวงพาสปอร์ต โดน จนท ไล่กลับ 5555 สะจาย ใหญ่มาจากไหนไม่ทราบ เสียชื่อจริงๆ

จากนั้นก็หาที่แลกเงิน เพราะเข้าเมืองแล้วคงไม่รู้จะไปแลกที่ไหน แลกที่ รร คงโดนโขกสับ รู้ๆกันอยู่ เลยแลกซะให้เสร็จสรรพ โดนหักค่าธรรมเนียมด้วย โหย...งก เป็นร้อยเลย ถามหาแบงค์เล็กๆ เค้าก็บอกไม่มี ฮึ

เราเดินออกมาแบบสบาย ใจเพราะมีรถมารับกะจอง รร เรียบร้อยแล้ว เดินออกมาก็หาป้าย บ. เพื่อนก่อนเลย พอเจอก็ชี้โบ๊ชี้เบ๊ นั่นชื่อช้าน ชื่อช้าน พอหลุดออกมาส่วนที่กั้นลูกกรง (เหมือนดอนเมืองสมัยก่อน) ก็เจอหนุ่มอินเดียสองนายยืนคู่กัน เป็นซิกข์ ทั้งคู่ หล่อทั้งคู่ ถือป้ายชื่อเราทั้งคู่ อ่าว...transfer ชนกัน ด้วยความที่ทั้งสองนายตัวสูงมาก เราเลยต้องแหงนคอคุยด้วย นายนึงพูดๆชี้ๆ เนี่ย เลือกมาว่าจะไปกะใคร เราก็อึ้งๆ อยากจะบอกว่า “อยากเก็บเธอไว้ทั้งสองคนเลย ได้ป่าว” เราเลยบอกก็ไม่เห็นที่ออฟฟิศอินเดียบอกนี่นาว่าจะจัดรถมารับ เราก็เลยให้เพื่อนเราจัดให้ FOC อีกตะหาก หนุ่มที่ทางออฟฟิศอินเดียส่งมาเลยบอกว่า ไหนๆพรุ่งนี้ยูก็จะต้องใช้รถของอีกที่นึงอยู่แล้ว รร ด้วย ยูไปกะเค้าดีก่า อือ อือ ไอก็ว่างั้น เราก็เลยลากกระเป๋าหนีตามหนุ่มอีกนายนึงไป มารู้ทีหลังว่าทั้งสองนายนั้นเป็นเพื่อนกัน แต่ทำงานคนละบริษัทกัน ตกหลุมรักหนุ่มอินเดียตั้งแต่เพิ่งมาถึงเลย คิคิคิ

พอถึงรถ ฮีเอาพวงมาลัยมาโยนใส่คอ นี่นี่ ชั้น VIP นะยะ พอรถออกมาได้สักพัก ฮีก็ส่งโทรศัพท์มาให้คุย ใครอ่ะ เค้าก็นะนำตัว นัดเวลารับของวันรุ่งขึ้นเพื่อที่จะได้ไปเยี่ยมเพื่อนเก่า ฟังไม่ทันฟังไม่ออกค่าา เออ-ออไปงั้น พอมาถึงที่ รร โอว...เกินความคาดหมาย หนุ่มคนนั้นก็ไปเช็คอินให้ จนท เดินมาบอกได้ห้องสองเตียง ได้ไม๊ เราก็ ได้ค่ะ (แบบว่าตูได้ราคาพิเศษมา ไม่ควรเรื่องมาก) แล้วหนุ่มของเราก็เอาเอกสารโน่นนี่มาให้ พาไปส่งที่ห้อง แนะนำโน่นนี่ เราเลยแซว ยูเป็นสตาฟของโรงแรมนี้ด้วยเหรอ ฮีบอกป่าว จากนั้นเสร็จ ฮีจ้องหน้า (นี่เราต้องติ๊บด้วยป่าวอ่ะ เดี๋ยวขังไว้ในห้องเลย) แล้วฮีก็จากไป จากนั้นกระเป๋าเราก็ตามมา

โรงแรมนี้โลเกชั่นเจ๋งมาก เดินออกไปติ๊ดเดียวถึงใจกลางเมืองเลย (Connaught Place) แต่ทางเดินไปมีเหม็นฉี่ด้วย เหมือนที่ตามหนังสือบอกเด๊ะ

ตอนบ่ายนิ กมารับ มากับเพื่อนชื่อเบาะ เป็นแม่หญิงลาวที่ได้ทุนมาเรียนที่เดลลีเหมือนกัน พาขึ้นรถไฟฟ้ารถใต้ดินดูโน่นนี่ สนุกดี รถไฟฟ้า+ใต้ดินเค้าเจ๋งกว่าเราเยอะ ถูกด้วย มันต่อกันหมดเลย ซื้อตั๋วครั้งเดียว กว้างกว่า เร็วกว่า คนเยอะกว่า ถ้าขึ้นช่วง rush hours อย่าได้คิดจะลงสถานีที่เล็งไว้ เพราะออกมาไม่ได้ คนเค้าไม่ขยับด้วย แต่คนที่ดีดีมีน้ำใจก็มีให้เห็นทั่วไปนะ ยังมีคนลุกให้เรานั่งกะขยับแบ่งที่ให้ยืนเลย แต่อย่างว่า ในหนังสือเล่มนึงบอกคนที่นั่นเค้าแบ่งวรรณะกัน นักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเรา ต่ำกว่าจัณฑาลอีก -_-“ มิน่า คนขายตั๋วมันโยนตังค์ทอนให้เรา แต่ดีเตรียมตัวไว้ก่อน เลยไม่ค่อยช็อคเท่าไหร่

ด้วยความที่ กม ที่โน่นแรง จะไม่มีเหตุการณ์มีคนมาถูกเนื้อต้องตัว ยกเว้นพวกขอทาน เดินๆอยู่ชอบมาแตะแขนขอตังค์ นิกเลยต้องตะเพิดออกไป (ไม่งั้นเค้าไม่ไป ตื๊ออยู่นั่น) แล้วดึงเป้เราให้เดินเร็วๆ อย่าได้เผลอให้ตังค์ขอทานคนไหน ไม่งั้นจะโดนรุมเพราะจะมีเข้ามาขออีกเพียบ ที่ไจปัวร์มีคนเผลอให้ โดนรุมและได้รับการขอบคุณขั้นสูงสุดซะเลย เหอ เหอ

ช่วงที่ไปเป็นช่วง มรสุม ฝนตกๆหยุดๆ ฟ้ามืด สักพักแดดจ้าฟ้าใสแล้วฝนก็ตกต่อ (ไรฟะ) มื้อแรกในอินเดีย ที่คาโรล บั๊ก (Karol Bagh) นิกสั่งโมโม่ที่หน้าตาคล้ายเกี๊ยวซ่าบ้านเรากะไก่อะไรซักอย่างค้ลายเปรี้ยว หวาน แล้วก็เบียร์ King Fisher คริคริ มันไม่ขมอย่างเบียร์สิงห์ แต่กินแล้วมึน แล้วเราก็ไปขึ้นรถไฟฟ้า+ใต้ดินกันต่อ ได้ชิมน้ำอัดลมรสมะนาวชื่อ Limca ด้วย ก็ดี ค่ำๆไปเดินแถวจันปั๊ด (Janpath) เหมือนจตุจักรบ้านเราแต่เล็กกว่า และมีแค่สองฟาก ถนนเฉอะแฉะ ของก็แบบว่าซ้ำกัน ไม่มีไรน่าซื้อ ที่น่าซื้อกว่าต้องที่ สะโรจินี มาร์เก็ต เหมือนจตุจักรบ้านเรา ของน่าซื้อทั้งน้าน เกรดดีกว่าที่ Palika Plaza และ Janpath

คืนนั้นกลับเข้าห้องมา มี กล้วยหอมกะส้มสองลูกมาวางไว้ให้ :D นอนหลับฝันดี ตื่นแต่เช้า ไม่เหนื่อยเลย ชอบ Channel V ของอินเดียมาก พระเอกมิวสิคหล่อ นางเอกสวย แด๊นซ์กระจาาาย นึกอยากเรียน belly dance ขึ้นมาทันใด




 

Create Date : 13 กันยายน 2552    
Last Update : 13 กันยายน 2552 18:03:30 น.
Counter : 374 Pageviews.  

เรื่องเก่ามาเล่าใหม่ ไปทำไมเวียตนาม (III)

เห็นหางแดงๆนี่จำได้เลย แอร์เอเชียแน่ๆ แดงโล่มาแต่ไกล ฉันไม่ค่อยชอบแอร์เอเชียก็ตรงที่มันเป็นเบาะหนังนี่หล่ะ แต่ได้ยินบางคนเค้าว่าเค้าชอบกัน

ฉันเลือกที่นั่งประมาณแถวที่ 5 หรือ 6 นี่หบ่ะ เพราะที่ริมหน้าต่างมันว่างพอดี ถ้าคนข้างๆหน้าตาไม่พอจะไปวัดไปวาได้ ฉันจะได้เบือนหน้าหนี ไม่ก็เอาหัวพิงผนัง แล้วแกล้งหลับซะไปมันหมดธุระไป

และแล้วก็มีชายหนุ่มคนนึงอายุน่าจะซัก 30 นิดๆมานั่งข้างๆ แล้วก็ชายสูงวัยอายุน่าจะปาไปเกือบ 50 ฉันแอบฟังชายหนุ่มและไม่หนุ่มคุยกัน เค้าไม่ได้มาด้วยกันหรอกค่ะ ฉันอดแอบหมั่นไส้ตาแก่นั่นไม่ได้ แหม..มนุษยสัมพันธ์ดีไปไม๊ยะ ชายที่นั่งข้างๆฉันเลยไม่ได้หันมาทำความรู้จักกะฉันเลย ไม่สนก็ได้เพราะไม่หล่อเท่าไหร่ ฉันจึงเอาหัวพิงฝา แล้วหลับตา แต่หูก็คอยเงี่ยฟังเรื่องของชาวบ้าน สรุปได้ว่าตาแก่นั่นน่ะไม่ได้มาจากประเทศที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ เวลาที่พนักงานประกาศอะไรบนเครื่อง ฮีก็จะทำดัดจริตใส่ชายหนุ่มแทบทุกครั้ง เอามือปิดหู ก้มหัว ส่ายหน้า แล้วพูดประมาณว่า อ๊าาาาย ชั้นฟังประกาศไม่เคยรู้เรื่องเลย แต่ก็ได้ยินพูดภาษาอังกฤษได้ดีนิ ส่วนชายหนุ่มคนนั้นเค้าก็นิ่งๆเฉยๆ นุ่มๆ เย็นๆ ไม่เดือดร้อน

ยังไม่มีการเริ่มต้นการสนธนาเกิดขึ้นระหว่างฉันกับเขา จนกระทั่งพนักงานบนเครื่องเริ่มเข็นรถมาขายของ ฉันยังไม่ได้กินอะไรมาตั้งกะเช้า เลยซื้อแซนวิชบนเครื่องมากิน (แฮมชีสอร่อย ขอบอก)นั่นแหล่ะ ถึงได้จังหวะสบตา แล้วเขาก็ชวนฉันคุย (โฮะ โฮะ โฮะ) ก็ไม่มีไรมาก ตามธรรมเนียม มาจากไหน ไปทำอะไร บลา บลา บลา เขาคิดว่าฉันมาจากเวียตนามเลยถามฉันว่า ยูมาเที่ยวเมืองไทยเหรอ ฉันตอบไปว่า เปล่า ฉันเป็นคนไทย กำลังจะไปเที่ยวเวียตนาม พอดีมีวันหยุดเลยอยากไปเที่ยวใกล้ๆ แล้วเวียตนามก็ราคาไม่แพง และไม่ต้องใช้วีซ่า พอพูดถึงเรื่องวีซ่า เขาทำหน้าเบ้ เพราะเขาต้องขอวีซ่าเข้าเวียตนาม (เอาหน่ะ มีไม่กี่ประเทศหรอกที่คนไทยจะผ่านแดนเข้าไปได้โดยที่ไม่ต้องใช้วีซ่า) ชายผู้นี้มาจากแคนาดา ภาคที่พูดภาษาฝรั่งเศส แต่ภาษาอังกฤษเขาฟังง่าย (เหมือนเวลาที่อาจารย์ซอเรนพูดในชั้นนั่นแหล่ะ ผิดแต่ว่าซอเรนนั้นหล่อหว่าหลายขุมนัก) เขาชื่อมิชเชล เป็นวิศวะ พลังงานน้ำอะไรนี่แหล่ะ ตอนนี้ลาออกจากงานมาเที่ยว 2 เดือน เดี๋ยวกลับไปจะกลับไปทำงานที่เก่า คุยกับนายแล้ว นายโอเค เขาลาออกจากงานจริงๆ ไม่ได้ leave without pay เพราะเขาบอกว่าสาขาอาชีพเขานั้นมันขาดแคลนที่โน่น งานที่ไหนก็ต้องง้อเขาไม่ใช่เขาต้องไปง้องาน ... เกิดมามีบุญจังพ่อคุณ เราคุยกันไปตลอดทางจนถึงฮานอย (สมน้ำหน้าตาแก่นั่น โดนทิ้ง 555) พอพนักงานเอาเอกสารเข้าเมืองมาให้กรอก ฉันก็กรอก เอกสารมีสองแผ่น สีเหลืองกับสีขาวซ้อนกัน ข้อมูลก็ทั่วๆไป พักที่ไหน มาทำไม ทำงานอะไร มากี่วัน ฉันกรอกได้ 2-3 ตัวก็พลิกดูด้านหลัง มันไม่ก็อปปี้ถึงข้างล่าง พลิกไปพลิกมา งง ไม่มันไม่ก็อปแผ่นล่างให้ฟะ เลยหันไปถามมิชเชล “is it supposed to be copied to another page?” มิชเชลบอก “yes, and I think the yellow paper should be under the white one” ใช่ ของฉันสีเหลืองมันดันอยู่ข้างบน เวร!! แกแอบนั่งหัวเราะชั้นอยู่ใช่มั๊ยนี่ ร้ายนักนะ ก็พนักงานแจกมาแบบนี้ ตูก็คิดว่ามันถูกต้องนี่เฟ่ย แล้วทำไมแกไม่กรอก ฉันหันไปมอง อ่ะ ไม่มีปากกาเรอะ งั้นให้ยืม ฉันส่งให้แบบรู้กัน เอาไป ฮีก็รับไปกรอกแต่โดยดี

เดินทางมาชั้วโมงเกือบครึ่ง พอเครื่องใกล้จะลง เราก็ชะเง้อดูวิวข้างล่างที่นอกหน้าต่างกัน ท้องฟ้าขมุกขมัว (ทั้งที่เมื่อเช้าที่ กทม แดดจ้าแท้ๆ) วิวข้างล่างเป็นทุ่งนา เขียวๆ ฉันแอบหวั่นในใจ ที่ว่าเวียตนามปลูกข้างแข่งกะเรา ท่าจะจริงซะด้วย ทุ่งนาเค้ามากมายแบบนี้ สู้ไทยได้สบาย ชะล่าใจไปเถอะพี่ไทย เฮอะ

พอเครื่องร่อนลง เราก็เตรียมตัวลงจากเครื่อง ทั้งมิชเชลทั้งฉันเราแบกเป้แดงขึ้นเครื่องกันทั้งคู่ แต่ของมิชเชลเป็น backpack ขนาดย่อมที่ใหญ่กว่าเป้แดงน้อยของฉัน แต่ฉันก็ไม่ยอมแพ้ เพราะเป้ฉันแดงสดกว่า 5555
ระหว่างรอคิดเดินลง ฉันได้ยินไอ้แก่นั่น (ขอโทษค่ะ) ถามมิชเชลว่าฉันเป็นใครมาจากไหน อ่าวลุง...อยากรู้ไมไม่ถามเองฟะ ฉันก็ยืนอยู่ตรงนี้ ฉันพยายามสบตาลุงเผื่อบางทีเราอาจได้เซย์ฮัลโหลกัน แต่ภาพที่ฉันเห็น ฮีเมิน ไม่มองหน้าฉันแล้วก็เดินไปเลย (แอบหึงมิชเชลเหรอลุง) เราสองคนเดินตามฝูงชนไปเรื่อยๆ ฝูงชนเดินเร็วมาก ปุ๊บปั๊บ ปุ๊บปั๊บ หายกันไปคนละทิศทาง ฉันถามมิชเชลว่าเราควรจะไปทางไหน มิชเชลมองๆแล้วก็บอกว่าลองตามเค้าไปละกัน ฉันก็เดินตามหลังมิชเชลไปอีกที ฉันนึกขึ้นมาได้ว่าฉันต้องแชร์ค่ารถแทกซี่ที่ทางเกสต์เฮ้าส์จัดมารับไปกับสามหนุ่มนั่น เฮ่อ ฉันอยากเปลี่ยนใจนั่งรถเมล์ขาวเข้าเมืองไปกะมิชเชลจริงๆ ฉันมองหา หา หา สามหนุ่มนั่นก็ยังไม่โผล่มา ระหว่างยืนรอ ตม. เปิดเค้นท์เตอร์อยู่นั้นฉันก็คุยกะมิชเชลไปพลาง เขามถามฉันว่าจะไปพักที่ไหน เขายังไม่มีที่พัก ฉันก็จดที่อยู่ให้เขาไป เขาว่าไม่แน่นะ เขาอาจจะไปพักที่เกสต์เฮ้าส์ฉันก็ได้ มิชเชลให้อีเมล์ฉันมา (อ่อยเรอะ) ฉันก็ให้ของฉันกลับ (แต่พอฉันเมล์ไป มันไม่ตอบ ตูว่าแล้ว) ฉันขอถ่ายรูปมิชเชล บอกว่าฉันจะได้เอาไปเล่าให้เพื่อนๆฟังว่าฉันเจอคนคนนึงบนเครื่องบิน and his name is Michel มิชเชล ก็เก็กท่าให้ถ่ายแต่โดยดี

ฉันเอาเสื้อแจคเก็ตมาใส่ตั้งแต่ลงจากเครื่อง ข้างนอกอากาศน่าจะหนาวกว่าในสนามบิน มิชเชลใส่แค่เสื้อยืดตัวเดียว ฉันบอกว่าข้างนอกน่าจะหนาวนะ เขาบอกไม่เป็นไร Don’t worry, I am from Canada 555 เออ ลืมไป ที่โน่นหนาวกว่านี่โคตร
พอถึงคิวฉันตรวจพาสปอร์ต โอ พระเจ้า มันช่างได้บรรยากาศเวียตนามตั้งแต่ที่สานมบินจริงๆเลย เจ้าหน้าที่ใส่เครื่องแบบสีเขียวที่เห็นปุ๊บก็รู้เลยว่าเป็นประเทศสังคมนิยม แต่คุณคะ มันต่างกับเมืองไทยมากเลยนะคะ เพราะเจ้าหน้าที่ที่นี่ทั้งหนุ่ม ทั้งใส ปากแดงน่ารัก ฉันพาลคิดไปถึงสาวๆที่เมืองไทยที่นิยมหนุ่มสไตล์ขาวตี๋ มาที่นี่ได้กรี๊ดกันตั้งแต่สนามบิน ถึงจะทำหน้าเหี้ยมใส่ ฉันก็ไม่อาจจะเคืองลง หน้าตาไม่หล่อหรอก แต่มันก็ ชวนมองซะขนาด อิอิอิ

ฉันหลุดจากคอกออกมาได้ ฉันก็มองหา 3 หนุ่มนั่น เห็นนั่งกรอกอะไรกันอยู่ข้างในก็ไม่รู้ สงสัยจะมาทำ visa on arrival กัน ฉันลังเล จะรอตรงนี้ดี หรือเดินไปข้างหน้าเลยดี หันไปมองตรงทางออก เห็นมิชเชลยืนมองอยู่ไกล พวกที่ทำบริษัททัวร์คงเคยเจอว่าบางที สาเหตุที่แขกหายไปไหนก็ไม่รู้ ตกทรานสเฟอร์มั่ง ไม่มาเช็คอินมั่ง เป็นเพราะเจอสิ่งอื่นถูกใจกว่า อย่างฉันนี่ไง ฉันอยากลองขึ้นรถเข้าเมืองไปกะมิชเชลมากว่า อยากรู้ว่าจะเป็นยังไง แต่ฉันก็ตระหนักดีว่าฉันมีรถมารอรับอยู่แล้ว ขืนไป สามหนุ่มนั่นอาจจะตำหนิฉันก็ได้ นัดแล้วไม่เป็นนัด ฉันตัดสินใจแล้วฉันจะไปพร้อมกับสามหนุ่มนั่นแหล่ะ จึงได้โบกมือลามิชเชล มิชเชลโบกมือกลับแล้วเดินก้าวพ้นประตูไป ฉันยืนอยู่อีกซัก 2-3 นาที ไม่ออกกันมาง่าย งั้นฉันเดินล่วงหน้าไปก่อนแล้วกัน พอเดินออกไป มิชเชลไม่อยู่ในเขตสนามบินนอยไบแล้ว ฉันเจอป้ายชื่อฉันตรงทางออกด้วย วี๊ดดดดด ตื่นเต้น เคยแต่ไปรับจ็อบส่งตั๋วที่สนามบินยืนชูป้ายชื่อชาวบ้าน แต่ ณ นาทีนี้ มีคนมายืนชูป้ายชื่อฉันอยู่ที่สนามบิน ความรู้สึกมันช่างชื่นมื่นต่างกันเสียนี่กระไร

ฉันออกมารอซักพัก คนขับรถพยายามถามฉันเป็นภาษาอังกฤษว่ามีกัน 4 คนไม่ใช่เหรอ ฉันพยายามตอบกลับว่าพวกเขายังอยู่ข้างใน เดี๋ยวออกมา แต่ภาษาอังกฤษเขาค่อนข้างกระท่อนกระแท่น เลยต้องใช้ภาษามือช่วย ในใจก็นึกเห็นใจชาวต่างชาติที่เพิ่งเคยมาเมืองไทยแล้วสื่อสารกันไม่ค่อยรู้เรื่อง อืมมม ฉันว่าฉันเข้าใจพวกเขามากขึ้นนะว่าในสถานการณ์แบบนี้มันเป็นยังไง

ยืนซักพัก ฉันรู้สึกปวดฉี่ขึ้นมา มองๆหา อ่ะ นั่นไงป้ายสุขา ไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นเยี่ยงไร ปลอดภัยไว้ก่อนดีที่สุด เจอห้องน้ำแล้วก็เข้าซะ หวั่นใจเล็กน้อยเพราะได้ยินมาเหมือนกันว่าห้องน้ำที่เวียตนามใช่ย่อย แต่นี่สนามบินนะ มันต้องมีมาตรฐานสิ เดินๆไปด้วยใจระทึก แล้วฉันก็พบว่า มันปลอดภัย เฮ่อ โล่ง
เดินกลับมา สามหนุ่มนั่นก็ยังไม่มาให้เห็น ทำอะไรกันนะช้าจริง โดนกักตัวป่าวไม่รู้ คนขับรถพยายามถามฉันว่ามากัน 4 คนใช่หรือไม่ ฉันก็บอกว่าใช่ๆ อยู่ข้างใน ไม่รู้ทำไรกันอยู่ การสื่อสารค่อนข้างยากเย็นเล็กน้อย แล้วสามหนุ่มก็นวยนาดกันออกมา พอออกมาถึง เค้ามองที่ป้าย ทำตาโต คนนึงถึงกับเอากล้องออกมาถ่ายรูป แล้วพูดจาภาษาดัชต์ที่ฉันไม่เข้าใจ จะตื่นเต้นอะไรกันนักหนาก็ไม่รู้ แค่ป้ายชื่อที่เขียนว่า Jorrit Lul ก็คนที่ฉันติดต่อด้วยชื่อ ยอริท แล้วชื่อเขาก็อยู่บนป้าย นามสกุลเขาฉันไม่รู้หรอก แต่มันไม่น่าจะสั้นขนาดนั้นนะฉันคิดว่า (คนที่เข้าใจภาษาดัชต์อย่าเพิ่งขำล้ำหน้าคนอื่นนะ ขอร้อง 555) แต่จะว่าไป ชื่อฉันยังถูกแบ่งออกเป็นสองท่อนเลย Sanya + Wadee อีตานั่นส่งชื่อฉันไปผิดแหง อ่ะ..เอาก็เอา ชื่อนี้ก็ได้

ยอริตเข้ามาแนะนำตัว เป็นผู้ชายที่ไม่สูงที่สุดในกลุ่ม ส่วนคนที่สูงที่สุดนั่น ... 2 เมตร อีกคนสูงรองลงมาแต่หัวล้าน หล่อน้อยกว่า บรูซ วิลลิส ไม่ร้หล่ะ ตอนนี้ฉันตัวเตี้ยที่สุดในกลุ่ม แถมไม่ค่อยมีใครมาสนใจเท่าไหร่
ยอริท ท่าทางเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี หน้าตาออกดัชต์ขนานแท้ ใจดี ไม่รู้นะ เพิ่งเจอกันครั้งแรก ฉันคิดแบบนี้แหล่ะ แต่อยู่กับสามหนุ่มนี่ สุภาพสตรีอย่างฉันต้องดูแลตัวเอง อย่างแรง... ฮึ่ยยย




 

Create Date : 21 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 21 กรกฎาคม 2550 15:00:49 น.
Counter : 149 Pageviews.  

1  2  

padme' amidala
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




leaving on a jet plane with my Canon Eos 350 in D major
เที่ยวไปเรื่อย เหนื่อยก็หยุด
Friends' blogs
[Add padme' amidala's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.