born to be me อ่ะ
Group Blog
 
All Blogs
 
อินเดีย ตอน 1

http://cherryblueberry.blogspot.com/2009/09/india-1.html

เริ่มจาก วันสุดท้ายที่ต้องบินกลับ กทม (24 สิงหา 2552) ไปถึงสนามบินล่วงหน้า ๓ ชั่วโมง โอ้วว escort หน้าเหมือน Raul จากออฟฟิศที่อินเดียพาไปส่ง เช็คเสร็จ ก็ไปแลกเงินรูปีกลับเป็นด๊อลล่าร์ ต้องแลกขั้นต่ำ $20 น้ยกว่านั้นไม่รับ ซื้อของใน duty free ก็ไม่ได้ ใครจะไปอินเดียระวังเรื่องเงินไว้ด้วย อย่าแลกไปมากเกินเรายังเหลือมาตั้งร้อยกว่ารูปี ทำไรไม่ได้ สงสัยต้องเอากลับไปใช้ที่โน่น 555

พอเข้าไปแล้ว ตรวจละเอียดมากอ่ะ เข้าเครื่องสแกน มี จนท ที่เป็นผู้หญิงมาตรวจทั่วตัว เป้เราโดนสแกนตั้งสองรอบเพราะมันมีกล้องถ่ายรูปตัวใหญ่อยู่ข้างใน เค้าเลยต้องให้ชัวร์ว่ามันคืออะไร พอไปถึงตรงตรวจพาสปอร์ต จนท ใส่หน้ากากปิดปาก จมูก แล้วก็ซักโน่นซักนี่ มีกี่วัน เข้าทางไหน ไปไหนมาบ้าง ชอบไม๊ ชื่อสัญญวดีเหรอ อืมมไนซ์เนม มาคนเดียวเหรอ คราวหน้าอย่ามาคนเดียวนะ พาครอบครัวมาด้วย โอเค๊ กู๊ดบาย ^^

เค้าเตอร์ตรงนั้นอ่ะสูงมาก เวลาคุยต้องเกาะขอบแล้วเขย่งเอาเพื่อที่ จนท จะได้เห็นหน้า ใครสูงต่ำกว่า 150 โปรดจงไปยืนด้านข้างเลย หุหุ

คน อินเดียรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาไม่ได้เป็นคนไร้น้ำใจ หลายๆคนใจดีและเต็มใจช่วยเหลือนักท่องเที่ยวอย่างเดียว ขัดกับหน้าตาโหดๆตัวดำๆ เป็นยิ่งนัก

ตอนขามาวันแรก (16 สิงหา 2552) ไปสนามบินสุวรรณภูมิ ลืมเผื่อเวลาตรวจพาสปอร์ต พอหลุดออกมาได้ อย่าได้หวังว่าจะได้เอ้อละเหยใน duty free หรอกค่า เอามือจับเป้ไว้ข้างนึง ตามองหาป้าย แล้ววิ่งโลด พอไปถึงเกท หอบแฮ่ก เหลือผู้โดยสารหางแถวไม่กี่คน รสบัสเต็มไปแล้วคันนึง เกือบตกเครื่องแล้วไม๊หละ ตั๋วโปรคืนไม่ได้ด้วย

ตอน ขึ้นเครื่อง เหลือบไปเห็นฝรั่งคนนึง “เฮ้ย นายกู” แอบตะโกนในใจ แต่เอ๊ ไม่น่าจะใช่นะ จำได้ว่านายพาลูกเมียมาเที่ยวลาวกะเวียตนามนี่นา เค้าคงไม่มาเซอร์ไพรส์พนักงานที่อินเดียหรอก แต่เหมือนนะ โคตรเหมือน ที่นั่
ของ ฮิมโดนหนุ่มอินเดียที่มาเป็นแก๊งค์แย่งที่นั่งแล้วจะขอเปลี่ยน ฮีพูด I got the isle seat; I don’t wanna change หูววว เด็ดขาดมาก (เหมือนนายตูเลย ใช่นายตูป่าวฟะ) เจ้าหนุ่มนั่นเลยต้องกลับไปที่ตัวเอง โสนะหน้า 555

เรา ได้ที่นั่งริมหน้าต่าง แบบว่าคงโดนคนอื่นชิงที่นั่งไปหมดแล้วด้วยระบบ e-check in นั่งข้างผู้หญิงอินเดียคนนึง โชคดีจัง ผู้หญิงอินเดียคงตัวไม่เหม็นหรอก วันนั้นแขกเหมาลำคร๊าบ คนหน้าก็แอบกลิ่นตัวแรง คนหลังก็แอบกลิ่นตัวแรงนิดหน่อย ผู้หญิงคนข้างๆดูสะอาดสะอ้าน แต่ระหว่างนั่งไปนั้งก็มีกลิ่นฟุดฟิดผ่านจมูกบ้างพอเป็นกระสัย ผู้หญิงที่นั่งข้างๆเดินทางคนเดียว เราก็นั่งกันไปเงียบๆตลอดทาง จนเมื่อต้องกรอกใบ ตม. มีตัวนึงไม่รู้ว่ามันคืออะไรเลยหันไปถาม เค้าก็ใจดีบอก 

ที่ขำคือตอปวดฉี่เดินไปห้องน้ำ หาห้องน้ำไม่เจอ เครื่องบินบางลำห้องน้ำมันอยู่ตรงกลางง่ะ อันนี้อยู่ท้ายลำ มองๆ อยู่ไหนหว่า ก็เห็นผู้ชายอินเดียอยู่คนยืนอยู่ที่ครัว ทำท่ารำคาญ ชี้โบ๊เบ๊ “อยู่ทางโน้น” เค้าพูดเป็นภาษาฮินดีนะ เดาเอา คิคิ เราก็ยังมึนหาห้องน้ำไม่เจอ ฮีก็เดินตามมา “อยู่นี่ อยู่นี่” แล้วก็ฮึดฮัดเดินจากไป 555

พอเครื่องลงจอดที่สนามบินอินทิรา คานธี เราก็เดินตามๆเค้าไปจนเจอ ตม. แต่เพราะหวัด 2009 ก็เลยต้องมีการกรอกใบสุขภาพ แล้วก็มีสแกนอุณหภูมิร่างกาย มีคนเดินไปรุมเคาน์เตอร์ คนอินเดียตัวสูง เราก็ไม่รู้เค้ามุงอะไรกัน ทำไปทำมา ตรงนั้นมันไม่มี จนท เค้าเลยย้ายมาอีกอัน เราก็เลยหลุดออกมาจากแถว เง๊อ... มองไปข้างหลัง ไปต่อท้ายแถวก็ได้ฟะ พอจะเดินไป ฝรั่งคนที่เหมือนนายเราอ่ะ ดึงเป้เราไว้แล้วบอก “นิ มายืนตรงนิ” หูยยย ฮีโร่ชัดๆ ^_^ ปล. เค้าพูดเป็นภาษาอังกฤษนะ ตัวสูงมาก กรุณานึกภาพ Mr Incredible ตาม จะได้อรรถรสมากขึ้น

มีป้าชาวไทยสองคน ไม่รู้ไปทำไรที่อินเดีย เห็นแถวยาวๆ มั่วๆ เค้าเลยพูด ไปเหอะ ไม่ต้องกรอกก็ได้ เอ๊ะ คุณป้าคะ เคารพกฎบ้านเค้าหน่อยซีคะ เราเลยมองตาม พอเค้าเดินไปถึงที่ตรวงพาสปอร์ต โดน จนท ไล่กลับ 5555 สะจาย ใหญ่มาจากไหนไม่ทราบ เสียชื่อจริงๆ

จากนั้นก็หาที่แลกเงิน เพราะเข้าเมืองแล้วคงไม่รู้จะไปแลกที่ไหน แลกที่ รร คงโดนโขกสับ รู้ๆกันอยู่ เลยแลกซะให้เสร็จสรรพ โดนหักค่าธรรมเนียมด้วย โหย...งก เป็นร้อยเลย ถามหาแบงค์เล็กๆ เค้าก็บอกไม่มี ฮึ

เราเดินออกมาแบบสบาย ใจเพราะมีรถมารับกะจอง รร เรียบร้อยแล้ว เดินออกมาก็หาป้าย บ. เพื่อนก่อนเลย พอเจอก็ชี้โบ๊ชี้เบ๊ นั่นชื่อช้าน ชื่อช้าน พอหลุดออกมาส่วนที่กั้นลูกกรง (เหมือนดอนเมืองสมัยก่อน) ก็เจอหนุ่มอินเดียสองนายยืนคู่กัน เป็นซิกข์ ทั้งคู่ หล่อทั้งคู่ ถือป้ายชื่อเราทั้งคู่ อ่าว...transfer ชนกัน ด้วยความที่ทั้งสองนายตัวสูงมาก เราเลยต้องแหงนคอคุยด้วย นายนึงพูดๆชี้ๆ เนี่ย เลือกมาว่าจะไปกะใคร เราก็อึ้งๆ อยากจะบอกว่า “อยากเก็บเธอไว้ทั้งสองคนเลย ได้ป่าว” เราเลยบอกก็ไม่เห็นที่ออฟฟิศอินเดียบอกนี่นาว่าจะจัดรถมารับ เราก็เลยให้เพื่อนเราจัดให้ FOC อีกตะหาก หนุ่มที่ทางออฟฟิศอินเดียส่งมาเลยบอกว่า ไหนๆพรุ่งนี้ยูก็จะต้องใช้รถของอีกที่นึงอยู่แล้ว รร ด้วย ยูไปกะเค้าดีก่า อือ อือ ไอก็ว่างั้น เราก็เลยลากกระเป๋าหนีตามหนุ่มอีกนายนึงไป มารู้ทีหลังว่าทั้งสองนายนั้นเป็นเพื่อนกัน แต่ทำงานคนละบริษัทกัน ตกหลุมรักหนุ่มอินเดียตั้งแต่เพิ่งมาถึงเลย คิคิคิ

พอถึงรถ ฮีเอาพวงมาลัยมาโยนใส่คอ นี่นี่ ชั้น VIP นะยะ พอรถออกมาได้สักพัก ฮีก็ส่งโทรศัพท์มาให้คุย ใครอ่ะ เค้าก็นะนำตัว นัดเวลารับของวันรุ่งขึ้นเพื่อที่จะได้ไปเยี่ยมเพื่อนเก่า ฟังไม่ทันฟังไม่ออกค่าา เออ-ออไปงั้น พอมาถึงที่ รร โอว...เกินความคาดหมาย หนุ่มคนนั้นก็ไปเช็คอินให้ จนท เดินมาบอกได้ห้องสองเตียง ได้ไม๊ เราก็ ได้ค่ะ (แบบว่าตูได้ราคาพิเศษมา ไม่ควรเรื่องมาก) แล้วหนุ่มของเราก็เอาเอกสารโน่นนี่มาให้ พาไปส่งที่ห้อง แนะนำโน่นนี่ เราเลยแซว ยูเป็นสตาฟของโรงแรมนี้ด้วยเหรอ ฮีบอกป่าว จากนั้นเสร็จ ฮีจ้องหน้า (นี่เราต้องติ๊บด้วยป่าวอ่ะ เดี๋ยวขังไว้ในห้องเลย) แล้วฮีก็จากไป จากนั้นกระเป๋าเราก็ตามมา

โรงแรมนี้โลเกชั่นเจ๋งมาก เดินออกไปติ๊ดเดียวถึงใจกลางเมืองเลย (Connaught Place) แต่ทางเดินไปมีเหม็นฉี่ด้วย เหมือนที่ตามหนังสือบอกเด๊ะ

ตอนบ่ายนิ กมารับ มากับเพื่อนชื่อเบาะ เป็นแม่หญิงลาวที่ได้ทุนมาเรียนที่เดลลีเหมือนกัน พาขึ้นรถไฟฟ้ารถใต้ดินดูโน่นนี่ สนุกดี รถไฟฟ้า+ใต้ดินเค้าเจ๋งกว่าเราเยอะ ถูกด้วย มันต่อกันหมดเลย ซื้อตั๋วครั้งเดียว กว้างกว่า เร็วกว่า คนเยอะกว่า ถ้าขึ้นช่วง rush hours อย่าได้คิดจะลงสถานีที่เล็งไว้ เพราะออกมาไม่ได้ คนเค้าไม่ขยับด้วย แต่คนที่ดีดีมีน้ำใจก็มีให้เห็นทั่วไปนะ ยังมีคนลุกให้เรานั่งกะขยับแบ่งที่ให้ยืนเลย แต่อย่างว่า ในหนังสือเล่มนึงบอกคนที่นั่นเค้าแบ่งวรรณะกัน นักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเรา ต่ำกว่าจัณฑาลอีก -_-“ มิน่า คนขายตั๋วมันโยนตังค์ทอนให้เรา แต่ดีเตรียมตัวไว้ก่อน เลยไม่ค่อยช็อคเท่าไหร่

ด้วยความที่ กม ที่โน่นแรง จะไม่มีเหตุการณ์มีคนมาถูกเนื้อต้องตัว ยกเว้นพวกขอทาน เดินๆอยู่ชอบมาแตะแขนขอตังค์ นิกเลยต้องตะเพิดออกไป (ไม่งั้นเค้าไม่ไป ตื๊ออยู่นั่น) แล้วดึงเป้เราให้เดินเร็วๆ อย่าได้เผลอให้ตังค์ขอทานคนไหน ไม่งั้นจะโดนรุมเพราะจะมีเข้ามาขออีกเพียบ ที่ไจปัวร์มีคนเผลอให้ โดนรุมและได้รับการขอบคุณขั้นสูงสุดซะเลย เหอ เหอ

ช่วงที่ไปเป็นช่วง มรสุม ฝนตกๆหยุดๆ ฟ้ามืด สักพักแดดจ้าฟ้าใสแล้วฝนก็ตกต่อ (ไรฟะ) มื้อแรกในอินเดีย ที่คาโรล บั๊ก (Karol Bagh) นิกสั่งโมโม่ที่หน้าตาคล้ายเกี๊ยวซ่าบ้านเรากะไก่อะไรซักอย่างค้ลายเปรี้ยว หวาน แล้วก็เบียร์ King Fisher คริคริ มันไม่ขมอย่างเบียร์สิงห์ แต่กินแล้วมึน แล้วเราก็ไปขึ้นรถไฟฟ้า+ใต้ดินกันต่อ ได้ชิมน้ำอัดลมรสมะนาวชื่อ Limca ด้วย ก็ดี ค่ำๆไปเดินแถวจันปั๊ด (Janpath) เหมือนจตุจักรบ้านเราแต่เล็กกว่า และมีแค่สองฟาก ถนนเฉอะแฉะ ของก็แบบว่าซ้ำกัน ไม่มีไรน่าซื้อ ที่น่าซื้อกว่าต้องที่ สะโรจินี มาร์เก็ต เหมือนจตุจักรบ้านเรา ของน่าซื้อทั้งน้าน เกรดดีกว่าที่ Palika Plaza และ Janpath

คืนนั้นกลับเข้าห้องมา มี กล้วยหอมกะส้มสองลูกมาวางไว้ให้ :D นอนหลับฝันดี ตื่นแต่เช้า ไม่เหนื่อยเลย ชอบ Channel V ของอินเดียมาก พระเอกมิวสิคหล่อ นางเอกสวย แด๊นซ์กระจาาาย นึกอยากเรียน belly dance ขึ้นมาทันใด


Create Date : 13 กันยายน 2552
Last Update : 13 กันยายน 2552 18:03:30 น. 1 comments
Counter : 381 Pageviews.

 
สนุกดี

แชนแนลวีของอินเดียแดนซ์กระจายจริง ๆ เนาะ


โดย: c (chaiwatmsu ) วันที่: 18 กันยายน 2552 เวลา:19:39:14 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

padme' amidala
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




leaving on a jet plane with my Canon Eos 350 in D major
เที่ยวไปเรื่อย เหนื่อยก็หยุด
Friends' blogs
[Add padme' amidala's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.