born to be me อ่ะ
Group Blog
 
All Blogs
 
เรื่องเก่ามาเล่าใหม่ ไปทำไมเวียตนาม (III)

เห็นหางแดงๆนี่จำได้เลย แอร์เอเชียแน่ๆ แดงโล่มาแต่ไกล ฉันไม่ค่อยชอบแอร์เอเชียก็ตรงที่มันเป็นเบาะหนังนี่หล่ะ แต่ได้ยินบางคนเค้าว่าเค้าชอบกัน

ฉันเลือกที่นั่งประมาณแถวที่ 5 หรือ 6 นี่หบ่ะ เพราะที่ริมหน้าต่างมันว่างพอดี ถ้าคนข้างๆหน้าตาไม่พอจะไปวัดไปวาได้ ฉันจะได้เบือนหน้าหนี ไม่ก็เอาหัวพิงผนัง แล้วแกล้งหลับซะไปมันหมดธุระไป

และแล้วก็มีชายหนุ่มคนนึงอายุน่าจะซัก 30 นิดๆมานั่งข้างๆ แล้วก็ชายสูงวัยอายุน่าจะปาไปเกือบ 50 ฉันแอบฟังชายหนุ่มและไม่หนุ่มคุยกัน เค้าไม่ได้มาด้วยกันหรอกค่ะ ฉันอดแอบหมั่นไส้ตาแก่นั่นไม่ได้ แหม..มนุษยสัมพันธ์ดีไปไม๊ยะ ชายที่นั่งข้างๆฉันเลยไม่ได้หันมาทำความรู้จักกะฉันเลย ไม่สนก็ได้เพราะไม่หล่อเท่าไหร่ ฉันจึงเอาหัวพิงฝา แล้วหลับตา แต่หูก็คอยเงี่ยฟังเรื่องของชาวบ้าน สรุปได้ว่าตาแก่นั่นน่ะไม่ได้มาจากประเทศที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ เวลาที่พนักงานประกาศอะไรบนเครื่อง ฮีก็จะทำดัดจริตใส่ชายหนุ่มแทบทุกครั้ง เอามือปิดหู ก้มหัว ส่ายหน้า แล้วพูดประมาณว่า อ๊าาาาย ชั้นฟังประกาศไม่เคยรู้เรื่องเลย แต่ก็ได้ยินพูดภาษาอังกฤษได้ดีนิ ส่วนชายหนุ่มคนนั้นเค้าก็นิ่งๆเฉยๆ นุ่มๆ เย็นๆ ไม่เดือดร้อน

ยังไม่มีการเริ่มต้นการสนธนาเกิดขึ้นระหว่างฉันกับเขา จนกระทั่งพนักงานบนเครื่องเริ่มเข็นรถมาขายของ ฉันยังไม่ได้กินอะไรมาตั้งกะเช้า เลยซื้อแซนวิชบนเครื่องมากิน (แฮมชีสอร่อย ขอบอก)นั่นแหล่ะ ถึงได้จังหวะสบตา แล้วเขาก็ชวนฉันคุย (โฮะ โฮะ โฮะ) ก็ไม่มีไรมาก ตามธรรมเนียม มาจากไหน ไปทำอะไร บลา บลา บลา เขาคิดว่าฉันมาจากเวียตนามเลยถามฉันว่า ยูมาเที่ยวเมืองไทยเหรอ ฉันตอบไปว่า เปล่า ฉันเป็นคนไทย กำลังจะไปเที่ยวเวียตนาม พอดีมีวันหยุดเลยอยากไปเที่ยวใกล้ๆ แล้วเวียตนามก็ราคาไม่แพง และไม่ต้องใช้วีซ่า พอพูดถึงเรื่องวีซ่า เขาทำหน้าเบ้ เพราะเขาต้องขอวีซ่าเข้าเวียตนาม (เอาหน่ะ มีไม่กี่ประเทศหรอกที่คนไทยจะผ่านแดนเข้าไปได้โดยที่ไม่ต้องใช้วีซ่า) ชายผู้นี้มาจากแคนาดา ภาคที่พูดภาษาฝรั่งเศส แต่ภาษาอังกฤษเขาฟังง่าย (เหมือนเวลาที่อาจารย์ซอเรนพูดในชั้นนั่นแหล่ะ ผิดแต่ว่าซอเรนนั้นหล่อหว่าหลายขุมนัก) เขาชื่อมิชเชล เป็นวิศวะ พลังงานน้ำอะไรนี่แหล่ะ ตอนนี้ลาออกจากงานมาเที่ยว 2 เดือน เดี๋ยวกลับไปจะกลับไปทำงานที่เก่า คุยกับนายแล้ว นายโอเค เขาลาออกจากงานจริงๆ ไม่ได้ leave without pay เพราะเขาบอกว่าสาขาอาชีพเขานั้นมันขาดแคลนที่โน่น งานที่ไหนก็ต้องง้อเขาไม่ใช่เขาต้องไปง้องาน ... เกิดมามีบุญจังพ่อคุณ เราคุยกันไปตลอดทางจนถึงฮานอย (สมน้ำหน้าตาแก่นั่น โดนทิ้ง 555) พอพนักงานเอาเอกสารเข้าเมืองมาให้กรอก ฉันก็กรอก เอกสารมีสองแผ่น สีเหลืองกับสีขาวซ้อนกัน ข้อมูลก็ทั่วๆไป พักที่ไหน มาทำไม ทำงานอะไร มากี่วัน ฉันกรอกได้ 2-3 ตัวก็พลิกดูด้านหลัง มันไม่ก็อปปี้ถึงข้างล่าง พลิกไปพลิกมา งง ไม่มันไม่ก็อปแผ่นล่างให้ฟะ เลยหันไปถามมิชเชล “is it supposed to be copied to another page?” มิชเชลบอก “yes, and I think the yellow paper should be under the white one” ใช่ ของฉันสีเหลืองมันดันอยู่ข้างบน เวร!! แกแอบนั่งหัวเราะชั้นอยู่ใช่มั๊ยนี่ ร้ายนักนะ ก็พนักงานแจกมาแบบนี้ ตูก็คิดว่ามันถูกต้องนี่เฟ่ย แล้วทำไมแกไม่กรอก ฉันหันไปมอง อ่ะ ไม่มีปากกาเรอะ งั้นให้ยืม ฉันส่งให้แบบรู้กัน เอาไป ฮีก็รับไปกรอกแต่โดยดี

เดินทางมาชั้วโมงเกือบครึ่ง พอเครื่องใกล้จะลง เราก็ชะเง้อดูวิวข้างล่างที่นอกหน้าต่างกัน ท้องฟ้าขมุกขมัว (ทั้งที่เมื่อเช้าที่ กทม แดดจ้าแท้ๆ) วิวข้างล่างเป็นทุ่งนา เขียวๆ ฉันแอบหวั่นในใจ ที่ว่าเวียตนามปลูกข้างแข่งกะเรา ท่าจะจริงซะด้วย ทุ่งนาเค้ามากมายแบบนี้ สู้ไทยได้สบาย ชะล่าใจไปเถอะพี่ไทย เฮอะ

พอเครื่องร่อนลง เราก็เตรียมตัวลงจากเครื่อง ทั้งมิชเชลทั้งฉันเราแบกเป้แดงขึ้นเครื่องกันทั้งคู่ แต่ของมิชเชลเป็น backpack ขนาดย่อมที่ใหญ่กว่าเป้แดงน้อยของฉัน แต่ฉันก็ไม่ยอมแพ้ เพราะเป้ฉันแดงสดกว่า 5555
ระหว่างรอคิดเดินลง ฉันได้ยินไอ้แก่นั่น (ขอโทษค่ะ) ถามมิชเชลว่าฉันเป็นใครมาจากไหน อ่าวลุง...อยากรู้ไมไม่ถามเองฟะ ฉันก็ยืนอยู่ตรงนี้ ฉันพยายามสบตาลุงเผื่อบางทีเราอาจได้เซย์ฮัลโหลกัน แต่ภาพที่ฉันเห็น ฮีเมิน ไม่มองหน้าฉันแล้วก็เดินไปเลย (แอบหึงมิชเชลเหรอลุง) เราสองคนเดินตามฝูงชนไปเรื่อยๆ ฝูงชนเดินเร็วมาก ปุ๊บปั๊บ ปุ๊บปั๊บ หายกันไปคนละทิศทาง ฉันถามมิชเชลว่าเราควรจะไปทางไหน มิชเชลมองๆแล้วก็บอกว่าลองตามเค้าไปละกัน ฉันก็เดินตามหลังมิชเชลไปอีกที ฉันนึกขึ้นมาได้ว่าฉันต้องแชร์ค่ารถแทกซี่ที่ทางเกสต์เฮ้าส์จัดมารับไปกับสามหนุ่มนั่น เฮ่อ ฉันอยากเปลี่ยนใจนั่งรถเมล์ขาวเข้าเมืองไปกะมิชเชลจริงๆ ฉันมองหา หา หา สามหนุ่มนั่นก็ยังไม่โผล่มา ระหว่างยืนรอ ตม. เปิดเค้นท์เตอร์อยู่นั้นฉันก็คุยกะมิชเชลไปพลาง เขามถามฉันว่าจะไปพักที่ไหน เขายังไม่มีที่พัก ฉันก็จดที่อยู่ให้เขาไป เขาว่าไม่แน่นะ เขาอาจจะไปพักที่เกสต์เฮ้าส์ฉันก็ได้ มิชเชลให้อีเมล์ฉันมา (อ่อยเรอะ) ฉันก็ให้ของฉันกลับ (แต่พอฉันเมล์ไป มันไม่ตอบ ตูว่าแล้ว) ฉันขอถ่ายรูปมิชเชล บอกว่าฉันจะได้เอาไปเล่าให้เพื่อนๆฟังว่าฉันเจอคนคนนึงบนเครื่องบิน and his name is Michel มิชเชล ก็เก็กท่าให้ถ่ายแต่โดยดี

ฉันเอาเสื้อแจคเก็ตมาใส่ตั้งแต่ลงจากเครื่อง ข้างนอกอากาศน่าจะหนาวกว่าในสนามบิน มิชเชลใส่แค่เสื้อยืดตัวเดียว ฉันบอกว่าข้างนอกน่าจะหนาวนะ เขาบอกไม่เป็นไร Don’t worry, I am from Canada 555 เออ ลืมไป ที่โน่นหนาวกว่านี่โคตร
พอถึงคิวฉันตรวจพาสปอร์ต โอ พระเจ้า มันช่างได้บรรยากาศเวียตนามตั้งแต่ที่สานมบินจริงๆเลย เจ้าหน้าที่ใส่เครื่องแบบสีเขียวที่เห็นปุ๊บก็รู้เลยว่าเป็นประเทศสังคมนิยม แต่คุณคะ มันต่างกับเมืองไทยมากเลยนะคะ เพราะเจ้าหน้าที่ที่นี่ทั้งหนุ่ม ทั้งใส ปากแดงน่ารัก ฉันพาลคิดไปถึงสาวๆที่เมืองไทยที่นิยมหนุ่มสไตล์ขาวตี๋ มาที่นี่ได้กรี๊ดกันตั้งแต่สนามบิน ถึงจะทำหน้าเหี้ยมใส่ ฉันก็ไม่อาจจะเคืองลง หน้าตาไม่หล่อหรอก แต่มันก็ ชวนมองซะขนาด อิอิอิ

ฉันหลุดจากคอกออกมาได้ ฉันก็มองหา 3 หนุ่มนั่น เห็นนั่งกรอกอะไรกันอยู่ข้างในก็ไม่รู้ สงสัยจะมาทำ visa on arrival กัน ฉันลังเล จะรอตรงนี้ดี หรือเดินไปข้างหน้าเลยดี หันไปมองตรงทางออก เห็นมิชเชลยืนมองอยู่ไกล พวกที่ทำบริษัททัวร์คงเคยเจอว่าบางที สาเหตุที่แขกหายไปไหนก็ไม่รู้ ตกทรานสเฟอร์มั่ง ไม่มาเช็คอินมั่ง เป็นเพราะเจอสิ่งอื่นถูกใจกว่า อย่างฉันนี่ไง ฉันอยากลองขึ้นรถเข้าเมืองไปกะมิชเชลมากว่า อยากรู้ว่าจะเป็นยังไง แต่ฉันก็ตระหนักดีว่าฉันมีรถมารอรับอยู่แล้ว ขืนไป สามหนุ่มนั่นอาจจะตำหนิฉันก็ได้ นัดแล้วไม่เป็นนัด ฉันตัดสินใจแล้วฉันจะไปพร้อมกับสามหนุ่มนั่นแหล่ะ จึงได้โบกมือลามิชเชล มิชเชลโบกมือกลับแล้วเดินก้าวพ้นประตูไป ฉันยืนอยู่อีกซัก 2-3 นาที ไม่ออกกันมาง่าย งั้นฉันเดินล่วงหน้าไปก่อนแล้วกัน พอเดินออกไป มิชเชลไม่อยู่ในเขตสนามบินนอยไบแล้ว ฉันเจอป้ายชื่อฉันตรงทางออกด้วย วี๊ดดดดด ตื่นเต้น เคยแต่ไปรับจ็อบส่งตั๋วที่สนามบินยืนชูป้ายชื่อชาวบ้าน แต่ ณ นาทีนี้ มีคนมายืนชูป้ายชื่อฉันอยู่ที่สนามบิน ความรู้สึกมันช่างชื่นมื่นต่างกันเสียนี่กระไร

ฉันออกมารอซักพัก คนขับรถพยายามถามฉันเป็นภาษาอังกฤษว่ามีกัน 4 คนไม่ใช่เหรอ ฉันพยายามตอบกลับว่าพวกเขายังอยู่ข้างใน เดี๋ยวออกมา แต่ภาษาอังกฤษเขาค่อนข้างกระท่อนกระแท่น เลยต้องใช้ภาษามือช่วย ในใจก็นึกเห็นใจชาวต่างชาติที่เพิ่งเคยมาเมืองไทยแล้วสื่อสารกันไม่ค่อยรู้เรื่อง อืมมม ฉันว่าฉันเข้าใจพวกเขามากขึ้นนะว่าในสถานการณ์แบบนี้มันเป็นยังไง

ยืนซักพัก ฉันรู้สึกปวดฉี่ขึ้นมา มองๆหา อ่ะ นั่นไงป้ายสุขา ไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นเยี่ยงไร ปลอดภัยไว้ก่อนดีที่สุด เจอห้องน้ำแล้วก็เข้าซะ หวั่นใจเล็กน้อยเพราะได้ยินมาเหมือนกันว่าห้องน้ำที่เวียตนามใช่ย่อย แต่นี่สนามบินนะ มันต้องมีมาตรฐานสิ เดินๆไปด้วยใจระทึก แล้วฉันก็พบว่า มันปลอดภัย เฮ่อ โล่ง
เดินกลับมา สามหนุ่มนั่นก็ยังไม่มาให้เห็น ทำอะไรกันนะช้าจริง โดนกักตัวป่าวไม่รู้ คนขับรถพยายามถามฉันว่ามากัน 4 คนใช่หรือไม่ ฉันก็บอกว่าใช่ๆ อยู่ข้างใน ไม่รู้ทำไรกันอยู่ การสื่อสารค่อนข้างยากเย็นเล็กน้อย แล้วสามหนุ่มก็นวยนาดกันออกมา พอออกมาถึง เค้ามองที่ป้าย ทำตาโต คนนึงถึงกับเอากล้องออกมาถ่ายรูป แล้วพูดจาภาษาดัชต์ที่ฉันไม่เข้าใจ จะตื่นเต้นอะไรกันนักหนาก็ไม่รู้ แค่ป้ายชื่อที่เขียนว่า Jorrit Lul ก็คนที่ฉันติดต่อด้วยชื่อ ยอริท แล้วชื่อเขาก็อยู่บนป้าย นามสกุลเขาฉันไม่รู้หรอก แต่มันไม่น่าจะสั้นขนาดนั้นนะฉันคิดว่า (คนที่เข้าใจภาษาดัชต์อย่าเพิ่งขำล้ำหน้าคนอื่นนะ ขอร้อง 555) แต่จะว่าไป ชื่อฉันยังถูกแบ่งออกเป็นสองท่อนเลย Sanya + Wadee อีตานั่นส่งชื่อฉันไปผิดแหง อ่ะ..เอาก็เอา ชื่อนี้ก็ได้

ยอริตเข้ามาแนะนำตัว เป็นผู้ชายที่ไม่สูงที่สุดในกลุ่ม ส่วนคนที่สูงที่สุดนั่น ... 2 เมตร อีกคนสูงรองลงมาแต่หัวล้าน หล่อน้อยกว่า บรูซ วิลลิส ไม่ร้หล่ะ ตอนนี้ฉันตัวเตี้ยที่สุดในกลุ่ม แถมไม่ค่อยมีใครมาสนใจเท่าไหร่
ยอริท ท่าทางเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี หน้าตาออกดัชต์ขนานแท้ ใจดี ไม่รู้นะ เพิ่งเจอกันครั้งแรก ฉันคิดแบบนี้แหล่ะ แต่อยู่กับสามหนุ่มนี่ สุภาพสตรีอย่างฉันต้องดูแลตัวเอง อย่างแรง... ฮึ่ยยย



Create Date : 21 กรกฎาคม 2550
Last Update : 21 กรกฎาคม 2550 15:00:49 น. 3 comments
Counter : 152 Pageviews.

 
รออ่านต่อจ้ะ


โดย: mrs.postman วันที่: 21 กรกฎาคม 2550 เวลา:15:25:14 น.  

 
รออ่านต่อเหมือนกันอ่ะค่ะ


โดย: Mme France วันที่: 21 กรกฎาคม 2550 เวลา:15:39:28 น.  

 
เคยไปเวียดนามหนึ่งครั้ง เมื่อไม่นานนี้

ฮานอย เมืองที่สับสนวุ่นวายที่สุดในโลก

ยังเป็นอันดับในใจผมอยู่



โดย: เด็กผู้ชายที่ไม่แตะบอลตอนกลางวัน (kanapo ) วันที่: 21 กรกฎาคม 2550 เวลา:17:09:32 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

padme' amidala
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




leaving on a jet plane with my Canon Eos 350 in D major
เที่ยวไปเรื่อย เหนื่อยก็หยุด
Friends' blogs
[Add padme' amidala's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.