born to be me อ่ะ
Group Blog
 
All Blogs
 

เรื่องเก่ามาเล่าใหม่ ไปทำไมเวียตนาม (II)

หลังจากที่ฉันได้ไปเที่ยวที่เขมรจากราคาสุดพิเศษที่บริษัททัวร์แห่งนึงเสนอให้กับบริษัททัวร์ด้วยกัน ฉันเริ่มหลงรักเสน่ห์ของประเทศแถบอินโดไชน่า ฉันไปเห็นนครวัดกับตาตัวเองมาแล้ว คราวนี้ฉันขอไปเห็นฮาลองเบย์สักครั้งในชีวิต

ฉันเริ่มทำการบ้าน เริ่มเก็บตังค์ และเก็บข้อมูล

ฉันไปซื้อหนังสือเกี่ยวกับเวียตนามมาอ่าน เล่มบางๆอ่านสองชั่วโมงก็จบ แต่ฉันขอเดาว่าคนเขียนน่ะ แก่ เพราะเขียนได้น่าเบื่อ และไม่สามารถทำให้ฉันอยากรู้อยากเห็นอะไรเกี่ยวกับเวียตนามนอกเหนือไปจากฮาลองเบย์และชุดอ๋าวหญ่ายที่แสนจะเซ็กซี่นั้นได้เลย แล้วฉันก็อ่านมันไม่จบและไม่หยิบมาอ่านซ้ำอีก (ตอนนี้หนังสือเกี่ยวกับเวียตนามมีเยอะแยะเลย ต้องขอบคุณ low cost airlines ทั้งหลายที่เปิดโอกาสให้คนงบน้อยอยากเราๆทั้งหลายได้ไปเปิดหูเปิดตาในโลกกว้าง)

เมื่อหนังสือที่หาได้เล่มเดียวในร้านขณะนั้น ช่วยอะไรฉันได้ไม่มากนัก (แต่ก็ช่วยได้บ้าง) ตนก็ต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน

ฉันเล่นเว็บพันทิพห้อง Blue planet อ่านเรื่องของคนที่เขาเคยไปมาแล้ว ส่งข้อความหลังไมค์ไปขอข้อมูลเค้าบ้าง แอบจดอะไรที่น่าสนใจมาบ้าง ผู้คนที่นั่นก็น่ารัก ให้ข้อมูลกันเป็นอย่างดี แต่จนเกือบจะถึงวันเดินทาง ฉันถึงรู้ว่าที่ฮานอยช่วงเดือนมีนาอากาศมันหนาว!!

ฉันเริ่มมองหาที่พัก ที่ไหนดีนะ เค้าว่ากันวาแถว Old quarter มีเกสต์เฮาส์ราคาไม่แพงเยอะ แถมไม่วุ่นวาย
เอ...แล้วที่ไหนมันจะปลอดภัย

ฉันเริ่มส่งเมล์หาคนที่อยู่ที่ฮานอย การหาข้อมูลจากคนท้องถิ่น เราย่อมได้อะไรที่เป็นเวียตนามแท้ๆและให้ข้อมูลได้ปึ้กกว่าต่างจากมุมมองของนักท่องเที่ยวด้วยกัน คนนึงเป็นสาวเวียตนามชื่อเรียกสั้นๆว่า ลัน อีกคนเป็นหนุ่มดัชต์ (ที่มารู้ทีหลังว่าหน้าตาดี โคตรหล่อ แต่...เอ ทำไมต้องมีแต่ด้วยหล่ะเนี่ย) ทำงานอยู่สถานทูตที่นั่น และอีตานี่ก็เป็นเพื่อนกับเจ้าของเกสต์เฮ้าส์ที่ฉันกำลังจะจอง เค้าบอกว่ายูจะไปจองผ่านเน็ตทำไมหล่ะนั่น มาเดี๋ยวไอโทรไปจองให้ อีกสองสามนาทีต่อมา ฮีก็บอก อ่ะ จองให้แล้ว ไปจ่ายตอนเช็คอินเลย อู้ววววว เชื่อได้ไม๊เนี่ย ถ้าไปถึงแล้วไม่มีที่พักจะนอนที่ไหนหล่ะตู แล้วจากสนามบินเนี่ย มันต่อรถไปยังไงกันหวา เอาเฮอะ ไปตายเอาดาบหน้า

อีกสองสามวันต่อมา อีตานี่ก็อีเมล์มาบอกว่า เพื่อนเค้าจะไปไฟลท์เดียวกะเราเลย 3 คน เลยจับยัดเข้าเกสต์เฮ้าส์เดียวกันซะ ส่วนเรื่องแท็กซี่จากสนามบิน ทางเกสต์เฮ้าส์ เค้าจัดให้ไปรับ แชร์กันเอง 4 คนละกันนะ

แล้ว....ฉันจะรู้ได้ไงว่าคนไหนเพื่อนเธอ??

แล้วเธอก็จัดแจงส่งอีเมล์แนะนำตัวเพื่อน ส่งรูปเพื่อนมาให้ดู ให้คุยทักทายกับเพื่อนเธอ ในรูปมีกัน 3 คน..แล้วคนไหนฟะที่ตูกะลังคุยด้วย เฮ่อ เจอกันปลายทางละกัน

ระหว่างรอเวลาให้ถึงวันเดินทาง ก็มีเพื่อนๆช่วยส่งข่าว ช่วยเก็บข้อมูล เนี่ยเมื่อคืนดูรายการนี้ เค้าไปถ่ายที่เวียตนาม ฝนตกด้วย พลอยกับนุ่นนั่งกินเฝอตอนฝนตก ดูแล้วโรแมนติกน่าไปมากเลย ... อูยย ฉันเริ่มทนไม่ไหว เมื่อไหร่จะถึงคิวตู จอยกับเก๋ ลูกพี่ลูกน้องและเพื่อนที่รู้จักกันตั้งแต่เป็นเอ็มไบรโอซื้อเป้แดงให้เป็นของขวัญวันเกิด ฉันจะเอาใบนี้แหล่ะ ไปเวียตนาม (แล้วมันก็ได้ไปไหนต่อไหนกับฉันอีกหลายที่)

ก่อนวันเดินทาง ฉันมีงานค้างนายอยู่แล้วมันก็ dead line วันที่ฉันบินพอดี เพราะงั้นคืนนั้นฉันต้องรีบปั่นงานให้เสร็จ กว่าจะเสร็จก็ตี 3 ไฟลท์ฉันออกประมาณ 10 โมงเช้า กระเป๋ายังจัดไม่เสร็จ เพราะงั้นต้องตื่นแต่เช้า จัดกระเป๋าให้เสร็จ และออกจากบ้านตั้งแต่ 7 โมงเช้าเพื่อไปถึงสนามบินให้ทัน 8 โมงเพราะต้องเช็คอิน 2 ชั่วโมงก่อนเดินทาง นึกภาพออกไหมว่าฉันจะสะโหลสะเหลและโทรมแค่ไหน ถ้ามีชายหนุ่มหน้าตาดีมานั่งข้างๆ ฉันจะกล้าสบตาเขาได้ยังไง

หลังจากที่เช็คอินเสร็จ พนักงานที่เคาน์เตอร์บอกฉันว่า “เข้าไปตรวจพาสปอร์ตเลยนะครับ อย่าไปเถลไถลที่อื่น”
ฉันรับหนังสือเดินทางและบอร์ดดิ้งพาสกลับมาด้วยหน้าตางุนงง คิดในใจ ทำไมอ่ะ...เดินวนรอบดอนเมืองก่อนไม่ได้เหรอ (มีนา 2549 สนามบินยังไม่ได้ย้ายมาสุวรรณภูมิ) ฉันดื้อ ไปเดินหาที่แลกตังค์ก่อน อิอิอิ พนักงานคนนั้นจะไปรู้ได้ไงว่าฉันไปทำไรต่อหลังเช็คอินแล้ว ฉันเดินวนเกือบรอบอาคารผู้โดยสารขาออก เพื่อเปรียบเทียบว่าธนาคารไหนให้เรทดีสุด แต่เดินจนเมื่อย เหมือนเค้าเตี๊ยมกันไว้ ทุกที่เรทเท่ากัน ฉันเลยเดินกลับไปเคาน์เตอร์ที่ใกล้ทางเข้าไปตรวจพาสปอร์ตมากที่สุด เวร...มีคนต่อคิว เหลือเวลาอีกชั่วโมง คงไม่เป็นไร

ในที่สุด การแลกเงินก็เสร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี แล้วฉันก็เดินเข้าไปตรวจพาสปอร์ต พอเข้าไปฉันหน้าซีด...ไอ้หยา..คนเต็มเลย แทบไม่มีที่ยืน ฉันเริ่มสำนึกผิดที่ไม่เชื่อฟังเจ้าหน้าที่ที่เช็คอิน ไม่มีแถวไหนสั้น ฉันได้แต่ลุ้น...ท่องนะโมอยู่ในใจ ขออย่าให้หนูต้องตกเครื่องเลยค่ะ รอเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงคิว พนักงาน Immigration หน้าตาสูงวัยและโหดเหี้ยม ..ไม่มีแม้แต่รอยยิ้มมุมปาก หรือสบตา ... “คุณจะให้หนูผ่านมั๊ยคะ เร็วๆค่ะ เครื่องหนูกำลังจะทิ้งหนูไปแล้ว” ฉันแอบกระซิบกับเจ้าหน้าที่...แค่ในใจ ใครจะไปกล้าพูดกับท่าน..หน้าดุขนาดนั้น

พอฉันได้พาสปอร์ตคืน เย...ตูได้ไปแล้ว แต่เอ๊ะ เดี๋ยว...แล้วฉันจะไปที่เกทได้อย่างไร ครั้งล่าสุดที่เดินทางออกนอกประเทศโดยทางอากาศก็เมื่อ 10 ปีที่แล้วตอนนั้นไปเป็นหมู่คณะ (ไม่ใช่หมูคณะ) ก็เดินตามๆเค้าไป คราวนี้คนเดียว แล้วฉันจะเดินตามใคร?

พอเข้าไปได้ฉันก็จ้ำๆๆ โอเช มันไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด เข้าไปถึงก็มองหาป้ายที่เขียนว่าเป็นเกทของเรา แต่มันอยู่โคตตตตตรไกล จะทันไม๊เนี่ยตู ฉันไม่มีเวลาได้เดินดูของพวก Duty free ที่ขายระหว่างทางเดินเลย ฮือ...แต่เอาน่า หนทางข้างหน้ามันสำคัญกว่า

แล้วฉันก็ได้ขึ้นเครื่อง...คิคิคิ ได้เที่ยวแล้ว :D

ด้วยความที่มันเป็น Free seats แล้วฉันก็แย่งขึ้นได้ก่อน เลือกที่นั่งริมหน้าต่าง จากนั้นก็รอลุ้นว่าใครจะมานั่งข้างๆ .... ขอให้เป็นชายหนุ่มหน้าตาดี สาธุ เค้าอาจจะเป็นเนื้อคู่ฉันก็ได้ใครจะรู้ หุหุหุ




 

Create Date : 21 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 21 กรกฎาคม 2550 14:59:09 น.
Counter : 124 Pageviews.  

เรื่องเก่ามาเล่าใหม่ ไปทำไม เวียตนาม (I)

เออ นั่นสิ ไปทำไม ฉันก็ไม่รู้หรอกว่ามันมีอะไรที่นั่น แค่เคยดูหนังเรื่อง Good Morning Vietnam ที่ Robin Williams แสดงคู่กับจิตรา สุขพัฒน์ที่แสดงเป็นสาวเวียตนาม แล้วก็ได้ยินเรื่องสงครามเวียตนามมานิดๆหน่อยตามคำบอกเล่าของย่า เคยไปกินอาหารเวียตนามกับแม่และน้าๆครั้งนึง จำได้ว่าหนึ่งในรายการอาหารครั้งนั้นเราสั่ง “เฝอ” มากินกัน แต่ก็ไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร สั่งไปกินกันสามชามแล้วยังไม่รู้เลยว่าคืออะไร เค้าเอามาวางๆๆ เราก็กินๆๆ จนต้องเรียกพี่พนักงานมาถามว่า “เฝอ”ของฉันอยู่ไหน “ชามนี้ไงครับ” ซัดกันไปซะพุงตึงแล้วจึงได้เดินทางถึงบางอ้อกัน

ทั้งหมดนั่นคือเวียตนามที่ฉันได้สัมผัส และได้ยินได้ฟังมา และย่าเล่าให้ฟังด้วยว่า สาวเวียตนามสวย..และใส่ชุดอ๋าวหญ่าย โอววว มันเป็นยังไงกันนะ

หลังจากเรียนจบได้ 2 ปี บริษัทที่ฉันทำงานอยู่ขณะนั้นได้รับเชิญจาก serviced apartment แห่งหนึ่งไปงาน thank you party ช่วงปีใหม่ และมีแต่งแฟนซี ผู้หญิงคนนึงเธอใส่ชุดอ๋าวหญ่ายสีชมพูอ่อนมาร่วมงาน น่ารักจัง..ฉันอยากใส่ชุดแบบนั้นบ้าง

อีกประมาณหนึ่งปีให้หลังฉันไปทำงานกับบริษัททัวร์แห่งนึงในซอยหลังสวนอยู่แผนกตั๋วเครื่องบิน เอ...ทำไมตั๋วกรุงเทพ-โฮจิมินห์ซิตี้ แล้งกลับมาจากฮานอย มันขายดีเหลือเกินนะ แต่ฉันก็ชอบทำตั๋วรูทนี้มากเพราะเวียตนามแอร์ไลน์ไม่ได้มีกฎเกิ่ดอะไรซับซ้อนมาก เพราะรูทมันสั้น โอกาสทำพลาดก็ยากเต็มที (แต่ก็มีที่พลาดมาแล้วตอนทำรูทอินเตอร์ไปออสเตรเลีย รูทนั้นเกือบตายเพราะมันนาทีสุดท้ายแขกกำลังจะบินแว้วว)

อยู่มาวันนึง พวกนายๆเค้าไปทำ inspection กันที่เวียตนาม พอกลับมาเราก็ถามกันเป็นไงๆ สนุกไหม
พี่ลิซ่าที่เป็นนายจ้างฉันในขณะนั้นเล่าให้ฟังหน้าตามีความสุข “ฮาลองเบย์สวยมาก อ่าวพังงาบ้านเรายอมแพ้ไปได้เลย เรือเค้าพาเลาะๆๆๆๆไปตามเกาะแก่งในทะเล ...สวย....”

ฉันนึกภาพตาม...ฉันอยากไปเห็นกับตาตัวเองจัง มันจะสวยกว่าภาพอ่าวมังกรร่อนลง (ฮาลอง) ที่แปะอยู่ที่ผนังออฟฟิศเราไม๊น๊า แต่ตอนนั้นฉันไม่มีทุนทรัพย์ที่จะไป ค่าตั๋วเครื่องบินของเวียตนามแอร์ไลน์นี่ถือว่าถูกแล้วถ้าเทียบกับสายการบินอื่น แล้วรูทที่ไปเวียตนามนี่ก็ถือว่าถูกมาก ถึงกระนั้น ฉันก็ยังไม่มีตังค์ไปอยู่ดี

อีกปีนึงฉันเปลี่ยนงานไปทำงานที่ฉันชอบมากกว่า เพราะตั๋วเครื่องบินมันไอ้นั่นไอ้นี่ไอ้โน่นเยอะแยะ แถมต้องรับโทรศัพท์ทั้งวัน ไหนจะพวกแขกวีไอพีที่เอาแต่จะฝืนกฎของสายการบิน พอไม่ได้ดั่งใจเพราะสายการบินเค้าไม่ยอม ก็มาลงที่คนทำตั๋ว (จะบ้าเรอะ)

ทำงานที่ใหม่..ฉันเริ่มเซ็งๆในชีวิต เลิกกับแฟน (ไอ้อ้วน) งานแม่ม ไม่โหดหรอกแต่ อ่ะนะ เจ้านายไม่ได้ดั่งใจ (555) อยู่มายี่สิบกว่าปีแล้วหนอ ลองทำอะไรบ้าๆดูบ้างดีไหม อยากไปไหนที่ไม่มีใครรู้จัก แล้วเวียตนามก็ผุดขึ้นมาในหัว

ฉันนึกถึงมิ้นท์เพื่อนฉันจากมหาวิทยาลัย มิ้นท์เคยถูกบริษัทส่งตัวไปทำงานที่ไซ่ง่อนพักนึง แล้วมาเล่าให้ฟังว่ารถมอเตอร์ไซค์ที่นั่นมันเยอะขนาดไหน
ฉันนึกถึงมด... มดก็เคยถูกส่งไปทำงานที่เวียตนาม และมดก็มารู้ตัวทีหลังว่าตัวเองก็เป็นลูกครึ่งเวียตนาม
ฉันนึกถึงคุณ McClain เพื่อนสนิทของคุณ John นายเก่า แกมาเล่าเรื่องที่แกไปไซ่ง่อนให้ฟัง แกบอกว่า โอ๊ยยย แกไม่เคยเห็นมอร์ไซค์ที่ไหนเยอะเท่าที่นี่มาก่อน ตายได้ทุกขณะ
ฉันนึกถึงตั๋วเครื่องบินที่เคยขาย ฉันชอบทำตั๋วไปเวียตนามของเวียตนามแอร์ไลน์ที่สุดเลย


ฉันนึกถึงเพื่อนแก่ๆคนนึงชื่อ Dave ที่รู้จักกันมานานแล้ว เคยชวนฉันไปเที่ยวเวียตนาม และฉันก็เป็นคนจองตั๋วให้เขากับมือ เข้ากลับมาแล้วเล่าให้ฉันฟังว่าเข้าไปฮาลองเบย์มาด้วย
ฉันนึกถึงพี่ลิซ่า ใช่แล้ว...ฉันจำได้ ฉันอยากไปเห็นฮาลองเบย์

แล้วฉันก็เริ่มเก็บตังค์ ไปฉลองวันเกิดที่ฮานอยดีกว่า แก้เซ็ง

แต่ชีวิตฉันไม่ได้ราบรื่นขนาดนั้น กว่าฉันจะหาวันลางานได้มันช่างแสนยากเย็น นายฉันต้องไปเมืองนอกตอนที่ฉันจะลาพอดี เราต้องเลยไปตกลงเรื่องสลับกันหยุด เพราะนายไม่ยอมให้ฉันไปไหนถ้าแกไม่อยู่ออฟฟิศ ถึงนายฉันคนนั้นจะมีเรื่องร้ายๆอยู่มากมาย แต่ในบางมุม แกก็มีเรื่องน่ารักๆมาสลับให้พอหายเซ็งกันบ้าง การเจรจาครั้งนั้นใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือน กูจะได้ไปมั๊ย เร็วๆๆๆ เดี๋ยวตั๋วเครื่องบินมันขึ้นราคา (แอร์เอเชียเปรียบเหมือนแม่พระมาโปรด เพราะฉันสามารถซื้อตั๋วไป-กลับได้ในราคาแค่ประมาณ 4000 บาทเท่านั้น)

ระหว่างที่รอนายจัดการเรื่องบิซเนสทริป ฉันพยายามหว่านล้อมเพื่อนๆให้มาช่วยแชร์กับฉันหน่อยเถอะ ฉันยังไม่เคยไปเวียตนาม ช่วยมาเป็นเพื่อนให้ฉันได้อุ่นใจหน่อยนะ นะ...นะ

เงียบ...เงียบ...และเงียบ....
ทุกคนถามฉันว่าฮานอยมีอะไร ไม่สนใจ ไม่น่าไป ไปทำไม ใกล้ๆแค่นี้คงไม่ต่างจากบ้านเราเท่าไหร่ ไปดูอะไรที่มันแตกต่างกว่านี้ไม่ดีเหรอ (ถ่อ...ยังไม่เคยไปกันเลย รู้ได้ไง)

ฉันเกิดความเซ็งขึ้นมาอีก ได้แต่บอกตัวเอง “ก็กูอยากไปนี่ กูอยากเห็นฮาลองเบย์” ไม่มีใครไปด้วย ฉันต้องพลาดบางสิ่งบางอย่าง และความสุขในชีวิตที่ฉันต้องการงั้นเหรอ นี่ถ้าไม่มีใครไปด้วย ก็หมายความว่าตูต้องอดเที่ยวงั้นเหรอ มันเป็นความสุขอันนึงในชีวิตของตูนะ ตูจะยอมให้มันพังต่อหน้าต่อตาเพราะหาคนไปเที่ยวด้วยไม่ได้งั้นรึ

มันจะอะไรกันนักหนา เอาวะ...ไปคนเดียว




 

Create Date : 21 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 21 กรกฎาคม 2550 14:59:38 น.
Counter : 160 Pageviews.  

1  2  

padme' amidala
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




leaving on a jet plane with my Canon Eos 350 in D major
เที่ยวไปเรื่อย เหนื่อยก็หยุด
Friends' blogs
[Add padme' amidala's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.