born to be me อ่ะ
Group Blog
 
All Blogs
 
อินเดีย ตอน 2.1

(ดูรูปได้ที่นี่นะคะ ยังโหลดขึ้นไม่หมด http://www.flickr.com/photos/cherryberry/sets/72157622016321387/)

ขึ้นชื่อลือชาว่าคนอินเดีย ชอบส่ายหัวเป็นชีวิตจิตใจ พูดไปส่ายหัวด๊อกแด๊กไป น่าเอ็นดูชม เท่าที่สังเกต คุณป้าข้างๆ คนบนเครื่องบิน คนที่ไปรับ พนักงานที่ ตม. พนักงานที่บูธแลกตังค์ ยังไม่เห็นมีใครส่ายหัวกันซักคน สงสัยวัฒนธรรมนี้คงจะจางลงแล้วกระมัง แต่ช้าก่อน คืนก่อนหน้าที่ไปติดต่อฟร้อนท์ที่โรงแรม เห็นพนักงานหนุ่มนายหนึ่งกะลังคุยกะคุณป้าฝรั่งที่มาพำนัก ฮีพูดไปส่ายหัวไป โอ คุณคะ มันพลิ้วมาก กลับขึ้นห้องมาลองด๊อกแด๊กดูมั่ง ไม่ยักกะเหมือน คอต้องนิ่ง เชยคางนิดแล้วส่ายลอยๆ พูดไปยิ้มไป ได้อารมณ์นักแล ดีใจ กรี๊ดด ชั้นเจอแล้ว ชั้นเจอแล้ววว อินเดียของแท้เลย

แอบถามเพื่อนคนอินเดียตามที่เคยได้บินมาแต่ไหนแต่ไรที่เค้าว่าคนอินเดียส่ายหน้าหมายถึง ใช่ พยักหน้า หมายถึง ไม่ใช่
เพื่อนมองหน้าแบบงงๆ บอกว่า shaking head sometimes can be no อ่าวว งั้นที่ได้ยินมาก็ไม่ได้จริงไปซะหมด ประเด็นนี้ตกไปนะคะ

งั้นขอถามอีกเรื่อง ผู้หญิงอินเดียที่แต่งงงานแล้ว ถ้าผอม หมายความว่ามีเลี้ยงไม่ดี ต้องอ้วนท้วนสมบูรณ์ถึงจะดูดีมีฐานะ ชัวร์หรือมั่วนิ่ม

เมื่อวันก่อนหน้า นิกบอกว่าความจริงคนอินเดียเค้าก็อย่างจะมีหุ่นบางๆเพรียวๆเหมือนสาวเอเชียนี่แหล่ะค่ะ แต่ลดกันไม่ลง ไม่รู้จะทำยังไง เราว่าเราเห็นพวกศูนย์คุมน้ำหนักแว๊บๆนา แต่ไม่มาก โฆษณาทางทีวีก็มีบ้าง แต่นิกไม่ใช่คนอินเดียเราเลยยังไม่ปักใจเชื่อ ถามเพื่อนที่เป็นคนอินเดียแท้ๆดีกั่ว

เพื่อนมองหน้านิ่งๆ (คงคิดในใจ อีนี่ เอ๊) แล้วเอ่ย เพราะว่าผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว ต้องดูแลงานบ้าน ลูก และสามี ทำให้ไม่มีเวลาดูแลตัวเอง ก็เลยน้ำหนักขึ้นเป็นธรรมดา ไม่เหมือนผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงาน วันๆทำแต่งาน ได้ออกกำลัง กินเป็นเวลาหรือไม่ค่อยได้กิน พวกเธอยังเลยสลิมกันอยู่ได้ แต่เชื่อฉันเถอะว่าผู้หญิงไทยน่ะทั้งสวยทั้งอ่อนหวาน ถ้าผู้ชายคนไหนมีโอกาสได้ชิดไกล้ เค้าจะไม่มีวันพลาดเด็ดขาด ... อืมม เพื่อนฉันพูดจาได้น่ากระโดดหอมแก้มซักฟอดจริงๆ

เมื่อวันก่อนหน้านี้ ตอนเดินๆอยู่แถว Karol Bagh ชอบมีคนถามว่ามาจากไหน นิกจะบอกไป Thailand มั่ง Singapore มั่ง หนักๆเข้าก็ Taiwan นักบอกว่าเพราะคนที่นี่ไม่รู้จักประเทศลาว บอกไปได้ซักกันยาว ขี้เกียจสาธยาย บอกเสร็จก็รีบๆเดินหนีไป คนอินเดียเวลาเรียกชอบเรียกเรากันว่า my friends แบบจะขายของอ่ะ นิกก็จะบ่นให้ได้ยินกันสามคน “ใครเพื่อนมึง” แล้วเดินจากมา

กลับมาเรื่องเจ้าเด็กนั่นต่อ พอเค้าถามว่ามาจากไหน ฉันเผลอตอบไป ไทยแลนด์ Oh..very nice country (เมิงรู้จักเหรอ) how many people do you have? … Really? India has one million thousand, very big country. Where do you stay? What’s your name? Do you come alone? (พอมาถึงคำตอบนี้ ฉันเริ่มฉลาดหลังจากที่ได้โง่บอกเล่าความจริงไปตั้งแต่ต้น เลยบอกไปว่า ป่าว มากะบริษัท เพื่อนรออยู่ที่โรงแรม เด็กมันก็เริ่มทำตัวเป็นไกด์บอกว่าแค่อยากคุยกัยนักท่องเที่ยว ฝึกภาษาอังกฤษ ไม่ได้ต้องการเงินแค่อยากได้หนังสือ (แล้วไม่มีเงินจะเอาหนังสือวิธีไหนหล่ะพ่อคุณ) มา ผมจะพาไปห้างสรรพสินค้า ใหญ่มาก อยู่ฟากโน้น blah blah blah เราก็อ่ะ เดินไปดูหน่อยจิ๊ ระหว่างทางมันก็พูดเสียงดัง ตาเหลือบมองคนตามถนนเหมือนจะโม้ว่ามีไก่มาให้เชือดหรือได้คุยกะคนต่างชาติก็ช่างหัวเมิง พอเดินไปถึงหน้าร้าน มันก้อเหมือนเป็นทาวเฮ้าส์ที่เปิดชั้นล่างเป็นร้านขายผ้าหรือของที่ระลึกแต่ดูดีหน่อย (เนี่ยนะใหญ่) พร้อมเชื้อเชิญให้เข้าไปดู ถ้าเข้าไปซื้อของเด็กมันก้จะได้ค่าคอม ตอนนั้นเย็นแล้ว เราก็เลยมองๆอยู่หน้าร้าน แล้วบอกเด็กมันไปว่ามีนัดกะเพื่อนอ่ะ ต้องรีบกลับ เลยเดินจากมา มันก็เดินตามไม่ลด ละ หรือเลิก เดินกลับมาทางเดิม พาเข้าโซนขายของเยอะๆ เราพยายามจะเดินแยก มันก็ตามมาถามว่า What happened? อุเหม่ ถามเหมือนถามแฟนที่จับได้ง่ากำลังนอกใจเลย เราก็เลยบอกจะเดินทางนี้ดูไรไปเรื่อยๆ จะกลับโรงแรมเพื่อนรออยู่ มันก็ถาม รู้ทางนะ บอกอือ รู้ มันก็ถามอีก พรุ่งนี้จะพาไปดูที่อื่นอีก โอเคไม๊ พักที่โรงแรมนี้ใช่ป่ะ ให้ไปรับกี่โมง (เอ๊ ไอ้นี่) เลยบอกมันไปว่าตอนเช้าต้องไปทำงาน กลับมาบ่ายๆ มันก็ว่างั้นบ่ายสามไปรอหน้าโรงแรมนะ ตกลงไม๊ แล้วเจอกัน ฉันก็ เออๆ ก็แด้ะ วันรุ่งขึ้นฉันก็เช็คเอ๊าท์ 10 โมงเช้าแล้วเปลี่ยนไปนอนอีกโรงแรมนึง รอไปเลยเมิง 5555)

พอหมดเขตความรับผิดชอบ เจ้าเด็กคนนี้ก็ไม่เดดินตามมาอีกนะ ตอนนั้นเหลือเวลาอีกเกือบชั่วโมงเลยกะว่าไปเดินดูรอบๆ แต่หนทางมันไม่ได้สว่างเหมือนบ้านเรา ถนนรถก็เยอะมาก ขับกันเร็วๆข้ามไปดูท่าเค้าคงไม่หลบให้คนข้ามเหมือนที่เวียตนามเป็นแน่แท้ เลยเปลี่ยนใจ กลัวตายก่อนได้เที่ยว เดินกลับโรงแรมก็ได้แล้วแวะแถวๆนั้น

ดูโน่นนี่ไปเรื่อยๆ เจอแมคโดนัล ค๊อฟฟี่ชอป ร้านหนังสือแบกะดิน (หนังสือโป๊ขายกันจะจะ ถ้าเจียงมาด้วยฉันคงกล้าซื้อกลับมาสักเล่ม นายแบบหล่อได้ใจมาก) แวะเข้าร้านหนังสือที่กำลังจะปิด ขอเค้าเข้าไปดู อืมม หนังสือที่นี่ราคาถูกจริงๆด้วยอ่ะ ตกเป็นเงินไทยเล่มละร้อยกว่าบาทเอง ซื้อบ้านเราตกสามถึงสี่ร้อย แต่ที่อยากได้มันก็ไม่มี
กลับโรงแรมล้างหน้าล้างตารอเพื่อนมารับไปกินข้าวดีกว่า

เข้าห้องมา เสียบการ์ดที่ประตูเสร็จ ไปสว่างโร่ มีกี่ดวงพี่ท่านเปิดให้หมด ไฟหัวเตียงสองดวงที่เมื่อวานมันไม่ติดวันนี้ก็ซ่อมให้เรียบร้อย แปลกแฮะ แล้วห้องที่มาพักก่อนหน้า ตอนเช็คออกไปทำไมไม่ซ่อมให้เสร็จ หรือเป็นเพราะเมื่อเช้าฉันวางติ๊บเอาไว้ในห้องก็ไม่รู้นะ

พนักงานที่นี่ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ชายอีกแล้วครับท่าน เห็นผู้หญิงน้อยมาก แม้แต่พนักงานทำความสะอาดก็เป็นผู้ชาย อือออ หนุ่มอินเดียน่าจะรับผิดชอบงานบ้านานช่องได้ดีพอตัวสิเนี่ย

ระหว่างเพื่อนรอก็ดู Channel V ไปด้วย สบายใจแฮ ในห้องมีสองเตียง ก็ไปนอนดูทีวีเตียงนึง เดี๋ยวกลับมาตอนนอนจริงก็ย้ายไปนอนอีกเตียงนึง สุขใจซะไม่มี



Create Date : 20 กันยายน 2552
Last Update : 20 กันยายน 2552 23:36:35 น. 0 comments
Counter : 1119 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

padme' amidala
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




leaving on a jet plane with my Canon Eos 350 in D major
เที่ยวไปเรื่อย เหนื่อยก็หยุด
Friends' blogs
[Add padme' amidala's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.