ตอนตะลุยเที่ยวฮ่องกงมาเก๊า แบบว่าที่สนามบินแอลเอ
หลังจากที่สมัครบล็อกแกงค์มาเป็นเวลานานหลายเพลา

ได้ฤกษ์ในการบรรเลง ขีดๆเีขียนๆความในใจซักกะที

เริ่มด้วยเรื่องของปิดเทอมคราวที่แล้วที่ไปลาสเวกัส

แต่ช้า ก่อนเรื่องไปลาสเวกัสไม่เล่า ขออุบไว้ก่อน

เรื่องที่จะเล่าคือ เรื่องที่ Stop over ที่ฮ่องกงกับมาเก๊าต่างหาก


เริ่มบรรเลงด้วยวันที่เท่าไหร่ก็ไม่ทราบได้ รู้แต่ว่าโรงเรียนหนู

เค้าเปิดเรียนกันแล้ว T_Tแต่ต่อมเที่ยวมันกระตุ๊กๆ ไม่ไม่เราไม่กลับเราจะเที่ยวก่อน

ด้วยความงกที่จองไปแล้วนั่นเองจึงไม่มีเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินอย่างไร

คราวนี้บินด้วย คาเท่ย์คาเท่ย์สายการบินของฮ่องกงนั่นและ ที่แอร์พูดภาษาอังกฤษ

ผิดๆถูกๆอ่ะ บางคนอาจจะงง เป็นแอร์นะ

พูดผิดๆถูกๆได้ไง ยังไม่เล่าขอเกิร่นก่อน


--------------------------------------------------------------

ตอนที่หนึ่ง สนามบินแอลเอ


    ด้วยความที่อิชั้นต้องเดินทางกลับคนเดียวจึ่งได้

    จองสายการบิน Southwest airline

    บินจากลาสเวกัสมาที่แอลเอแต่เพียงผู้เดียว

    ความสนุกมันอยู่ตรงนี้แหละ เดินทางคนเดียว

    สายการบินนี้ขอบอกว่าสีเครื่องบินสวยมากถึงมากที่สุด

    โดยใจอย่างแรงประมาณนกแอร์บ้านเรา

    ตอนออกจากเวกัสก็ประมาณ 10 โมงกว่าๆ

    ใจหายแว๊ปเหมือนกับจะต้องจากไปตลอดกาล

    ตอนนั้นก็นั่งหลับมาตลอดจนกระทั่งจะลงจอดเค้าก็ปลุกๆให้รัดเข็มขัด

    เราก็ตื่นมาหน่อยนึง ชำเลืองมองว่ามีอะไรอีกมั้ย (ฟะ)

    แอร์ครับท่าน แอร์โฮสเตสหรือนางบำเรอกำปั่นเหาะนั่นแหละ

    พี่น้อง ออกมาร้องเพลง แถมเต้นด้วย

    เพลงก็ประมาณว่าขอบคุณนะคะที่ใ้ช้บริการสายการบินเรา

    อิชั้นก็คิดในใจค่ะเสียดายอย่างแรง น่าจะเอาเอ็มพี3มาด้วยะจได้บันทึกเสียง

    สุดท้ายจบด้วยการปรบมือ ดีเหมือนกันแหะ คอนเสิร์ตขนาดย่อมๆ

    แบบนี้ดีนะยับยั้งชั่งใจไว้ได้ไม่งั้นไปร้องกะพี่แกด้วยล่ะ

    อาจจะได้เป็นคู่ดูโอ้ในอนาคตต่อไป

    ลงจากเครื่องก็เข้าสู่สนามบิน ด้วยความที่ระลึกถึงพระับัญชาท่านแม่ได้ว่า

    "ลูกแม่ขออโวคาโดด้วยนะ" คือ บ้านอิชั้นเนี่ยนะ

    ชอบกินอโวคาโด้อย่างแรง รวมทั้งด้วยอิชั้นด้วย

    แต่จะไปซื้อได้เยี่ยงไร ก็มันอยู่ในสนามบิน

    ฉับพลันก็เดินไปที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ถามหาที่ฝากกระเป๋า

    ได้ึความว่าไม่มีหรอกเพราะเค้ากลัวคนมาฝากระเบิด

    สรุปความฝันการซื้ออโวคาโ้ด้็ก็ละลายหายไปกับสายลมและแสงแดด

    ขอบอกว่าแอลเอนี่ร้อนพอๆกะเวกัสเลยนะ ตัวไหม้ได้เลย

    ดีนะหน้าด้าน (อิิอิ) เลยค่อยสุ้แสงได้หน่อย

    พอได้ฟังแบบนั้นก็จำใจเอาวะ ไม่ซื้อก็ไม่ซื้อ

    แต่เครื่องจะออกอีกที่โน่น 5 ทุ่ม นี่มันยังไม่เที่ยงเล้ยยยย

    แต่ได้ยินมาว่าคนส่วนใหญ่เค้าไปเช่าห้องกันเพื่อฝากกระเป๋า

    โธ่...ถ้าสามารถแบบนั้นอ่ะนะคงทำไปแล้ว (ความสามารถภาษาอังกฤษไม่ถึงขั้น)

    ไม่กล้าจองโรงแรม 55++ ประกอบกับงงที่สุดในชีวิตเงินไม่ให้เสียสักแดง

    แต่จนแล้วจนรอดก็ต้องเสียค่ะ ด้วยความที่กระเป๋าหลายใบต้องการรถเข็น

    เลยต้องจำใจหยอดเหรียญควอเตอร์ไปทั้งหมด 3 ดอล์

    เพื่อแลกมาด้วยรถเข็น ปกตินะไปหาเอากะคนที่เค้าไม่เอา

    คือ คนที่เค้าใช้เสร็จแล้วอ่ะ แต่ดูดิ ไม่เห็นจะมีเลยเหมือนวันนั้นต้องเสียเงินจริงๆ

    เดินไปก็เดินมาสรุปไปนั่งพักดีกว่าที่เทอร์มินอล 3 มันมีชั้น ฟู้ดคอร์ด

    พอไปถึงปุ๊ป อุ๊แม่เจ้า! คนเยี่ยงมดดำขนเพลี้ย เต็มไปหมดไม่รู้นั่งไหนดี

    ก็เข็นกระเป๋าไปขนกระเป๋ามาเจอคนกำลังซื้อของ

    แว่วๆ พูดไทยนี่หว่า จะว๊าย คนไทยด้วยกัน

    ดีใจอย่างกับถูกล็อตเตอร์รี่รางวัลที่ 1 เลยไปตีสนิทเพื่อฝากกระเป๋า

    ได้ความว่าพวกนี้เค้าเครื่องบินดีเลย์ไป 1 วัน ดีนะเค้ามา 7 คน

    ทำงานที่ไหนกันจำไม่ได้ล่ะแต่ว่าเค้าดียังมีเพื่อน

    ก็เลยถามว่าเครื่องออกกี่โมงจะได้ฝากกระเป๋า สรุป ออกบ่าย 3 โมง

    หมายถึงพวกเค้าต้องเช็คอิน บ่าย 1 กว่า แห้วอีกล่ะ กำ

    จะฝากกระเป๋ากะใครล่ะเนี่ย T_T แต่ไม่เป็นไรถือว่าเรายังได้เพื่อนมาเพิ่ม

    เลยคุยกันไปคุยกันมาพอรู้ว่าเราไปไหนมาไหนคนเดียวเท่านั้นแหละ

    ตกใจกันยกใหญ่ว่า ทำได้ไง ตอนแรกนึกว่าความลับที่เราเป็นคนบ้าแตก

    เลยตกใจกันวิ่งไปกระโดดหลบมุมตึก

    เค้าบอกกล้ามากนะเนี่ย ไม่กลัวตายเลยเหรอ เราเลยบอกว่าอ่อ

    มีหน้าตาเป็นอาวุธน่ะ 55++ เค้าเลยหวาดระแวงอาวุธเรากว่าเดิม

    คุยกันได้สักพักก็จรลีหนีหายกลับไทยไป

    ปล่อยอิชั้นนั่นเดียวดายอีกตามเคย คนเยอะจริงแต่ไม่มีคนคุยด้วยเลยเหงานะเนี่ย

    จากเวลาก่อนเที่ยง เข็มนาฬิกานาฬิกาฟอซซิลแท้ (ขออวดหน่อย)

    จากเวกัสก็บอก 3 โมงแล้วนะอะไรซะอีกล่ะ หิวอ่ะดิจะเดินไปเฉยๆก็ไม่ได้

    ต้องเอากระเป๋าไปด้วย ลำบากจริงว๊อย แล้วในกระเป๋านะจะมีอะไรซะอีกนอกจาก

    ของฝาก ของฝาก และของฝาก - * -

    คนเราหนอ เงินมันก็ไม่ฝากแต่จะเอาของฝากด้วยความน้ำใจงดงามมาก

    เลยต้องซื้อให้ แล้วไปเก็บเงินพวกมันที่หลัง โฮะๆๆๆๆๆๆ

    คนเริ่มหายไปล่ะเพราะว่ามีไฟล์ที่กำลังจะออก..

    เห็นแล้วใจหายอยากไปมั่งๆๆๆ กรี๊ดๆๆ

    แต่ก็ไม่ได้..มองไปมองมาเห็นคนกินแมคแซนวิชไก่

    หน้าตาก็เหมือนเบอร์เกอร์นั่นแหละ

    แต่มันเขียนแซนวิช แต่ถูกดี 2 ดอล์กว่า เลยไปซื้อมากินมั่ง

    เอ่อ หร่อยดี พลันสายตาก็ไปเห็นคน

    หัวดำๆ อยู่ข้างล่างกำลังพูดภาษาไทย (เสียงเบามาก)

    แต่มีหูทิพย์สอดรู้สอดเห็นได้ยิน

    เลยแกล้งทำเป็นลงไป

    เดินๆเข้าไปถาม เธอๆใช่คนไทยหรือเปล่า สรุปเด็กเวิร์คเหมือนกัน

    เครื่องดีเลย์ รอเครื่องอยู่ที่สำคัญบินคาเธ่เหมือนอิชั้นด้วย

    อิชั้นก็เริ่มเห็นประกายความหวังที่เจิดจรัสแสง ว่าฝากกระเป๋าได้แน่

    เลยแย็บๆไปว่าขอฝากกระเป๋าหน่อยได้มั้ยคะ น้ำใจหนอน้ำใจ

    เมื่อเค้าบอกว่าได้เราก็รีบฝากรีบออกริงๆจะปิดบัญชีของ

    Bank of America ด้วยแต่ว่าตอนนี้มัน 4 โมง จะ 5 แล้วไม่รู้ทันมั้ย

    แต่ก็ต้องชะงักตอนเดินไปเพราะไม่รู้ว่า ออกจากสนามบินยังไง(ฟะ)

    ด้วยความที่ใจกล้า + หน้าด้านสุดๆ เลยเดินไปถามคุณรปภ

    (ยามนั่นแหละ)ว่า วอล์มาร์ท(ห้างที่คนนิยมมากในเมกา)อยู่ไส

    ยามก็ถามว่าจะไปวอล์มาร์ทเหรอ แล้วคุณเป็นใครล่ะ

    เราก็บอกไปเป็นเด็กไทยกำลังจะกลับบ้าน

    คุยไปคุยมาเค้าบอกเค้าไ่ม่รู้ว่าวอล์มาร์ทอยู่ไหน

    แป่ว - * - แล้วชวนตูคุยทำไมฟะตั้งนาน

    เค้าเลยถามว่าจะไปทำไมล่ะ อ๋อ คือว่าจะไปซื้อผลไม้

    ฝากคุณแม่ก่อนกลับบ้านค่ะ

    เค้าเลยบอกว่าให้ไปห้าง(จำชื่อไม่ได้) เลยสนามบินไปนิดเีดียวเองแหละ

    เราก็เลยถามว่าไปไงเค้าบอกว่าที่ยูอยู่เีนี่ย เทอร์มินอล 1

    (เราเดินมาจากเทอร์มินอล 3) ยูต้องนั่งรถสาย (จำไม่ได้)

    เพื่อที่จะไปเทอร์มินอล 3 - *- พี่งมานี่แหละค่ะ

    แล้วเดินตรงไปจะถึง เค้าก็บอกไปบลาๆ

    สรุปเค้าถามชื่อเราเราก็ถามชื่อเรารู้จักกันไว้

    แ้ล้วบอกขอบคุณแล้วเดินต่อไป

    ไม่รู้ไปยังไงอีกล่ะจะรอรถตรงไหน เลยไปถามพี่สาวคนหนึ่งเห็นติดป้า่ยที่อก

    ในใจนึกว่าพนักงานสนามบินแอลเอ ถามไปถามมาพี่แกบอกขอบริจาค

    - * -อะไรกานนน ไม่ได้มีเงินถุงเงินถังนะยะ

    เห็นมั้ยเด็กใส่ขาสั้น แบกเป้ยังจะมีหน้าด้านขอเงิน

    เลยตอบกลับไปว่า"บ่จี๊" แล้วเดินไปปล่อยให้มันงงกับภาษาว่า

    อีคนเมื่อกี้มันสื่ออะไรเดินออกจากสนามบินด้วยความุ่งมั่นว่าเดี๋ยวก็เจอ

    ตอนนั้นก็ 5 โมงครึ่งล่ะ รู้เลยว่าปิดบัญชีไม่ทัน

    แต่ก็ยังคิดถึงอโวคาโด้อยู่ เดินไปเพราะคิดว่าใกล้ แล้วก็เดินไป

    แล้วก็เดินไป เดินไป เฮ้ย..ใกล้ตรงไหนวะเนี่ย

    ครึ่งชั่วโมงยังไม่ถึงเลย คนก็ไ่ม่มีสวนมาเลยนึกว่าเราโก๊ะล่ะแล้ว

    ทีนี้พอเจอคนสวนมา ดีใจยิ่งกว่าได้โล่ห์ ถามว่าห้างนี่ๆ อีกไกลมั้ย เค้าบอก อ่อ

    ไม่ไกลๆเดินไปเดี๋ยวถึง ดีใจหน่อยนึงอย่างน้อยก็ถูกทางล่ะว่ะ

    ก็เดินอีก ก็เดินอีก เดินอีก เดินอีก

    เฮ้ย...15 นาทีจากตรงที่ถาม - * -

    45 นาทีถึง เออไม่บอกล่ะวะว่าไกล จะได้นั่งรถเวง

    แต่ตอนเดินอ่ะเห็นอีกฝั่งมี แอร์พอร์ตบัสด้วย กะว่าขากลับจะนั่งกลับชิ

    ชั้นไม่เดินให้เมื่อหรอกย่ะ พอมาถึงห้างก็เข้าเลยทันที

    มองหาแผนกผัก มองหาแผนกผัก มองหาแผนกผัก มองหาแผนกผัก

    เจอจำพวกอุปกรณ์ทำสวนอุปกรณ์ตกแต่งงานคริสตร์มาส

    กระดาษ และอื่นๆ ที่กินไม่ได้

    ในใจก็คิดล่ะเสียเวลาเปล่า เดินออกมาเจออีกโซนเป็นโซนขายอาหาร

    คิดในใจมันจะกั้นทำไม ไม่ต่อกันไปเลย คือมันจะเป็นแบบมี 2 ฝาก

    แบ่งโซนขายของกินได้ กะกินไม่ได้ ถ้าจะเอาอีกโซน

    ต้องออกจากอีกโซน งงป่ะ ถ้างงหลังไมค์มา จะอธิบายให้ฟัง ตัวต่อตัว

    (เสื้อผ้าไม่เกี่ยว เอ๊ยมะ่จ้าย)

    คราวนี้เดินเข้าไปเลยไปหยิบตะกร้ามา(กะซื้อนิดหน่อย 10 เหรียญ)

    พอ เดินๆไปก็ดูๆ อโวคาโด้ มาประมาณ 20 ลูก เห็นกีวีอีก เลยซื้ออีก 20 ลูก

    เดินไปอีกหน่อยเห็นพริงเกิ้ลจำได้ว่าพี่ชายชอบก็เลยซื้อตอนแรกก็รสอโวคาโด้

    ไปๆมาๆบาร์บีคิวก็น่ากิน เอ๊ะ รสน้ำส้มก็น่ากิน

    รสนี่ก็น่ากิน รสนั้นก็น่า รสโน้นก็น่ากิน เอ๊ะ ไอ้วรรณ(เพื่อน)

    ชอบช็อกโกแลต ซื้อให้วรรณ ช็อคโกแลตอันนั้นให้นันท์ อันนี้ให้เก๋

    โน่นให้ตูน นั่นให้คนนี นี่ให้คนนั้น นู่นใ้ห้คนโน้น

    ไปๆมาๆเลยไปเอารถเข็นมาดีก่า ไปคิดเงินทั้งหมดร้อยกว่าเหรียญ T_T

    จะซื้อแค่ 20 กว่าเสียไปเยอะแฮะ จนพนักงานขายเรียกทำบัตรสมาชิก

    เราก็เ่อ่อไม่ล่ะค่ะ คงซื้อครั้งนี้ครั้งเดียวตลอดชีพ

    ออกมาจากห้างหนักสุดๆ แต่ก็พยายามเอาใส่เป้แล้วเดินกลับสนามบิน(ให้โง่)

    ไปนั่งรถแอร์พอร์ตบัสดีก่า ตอนนั้นก็ประมาณทุ่มกว่าล่ะ แต่ยังไม่มืดนะ

    เดินไปอีกหน่อยก็ถึงป้ายทีี่่มารอแอร์พอร์ตบัส นี่ถ้ารู้่ว่ามีนะ ไม่เดินให้โง่หรอก


    แต่ทำไงได้ ก็มันเดินแล้วนี่ ก็ันั่งรถแป๊ปนึงรถรับส่งของสนามบินก็มาและพี่น้องครับ

    มันไปจอดให้ที่เทอร์มินอล 3 เลยด้วย ในใจคิดล่ะ คราวหน้าชั้นจะไม่โง่อีก (ถ้าไม่ลืม)

    พอมาถึงปุ๊บตรงดึ่งไปหากระเป๋าสีเขียวของหนู

    มองปราดตาไม่เห็นคนเฝ้ากระเป๋านึกในใจจะมีคนมาคุ้ยอะไรมั้ยเีนี่ย

    แต่ก็เห็นผู้ชายคนนึงนั่งอยู่อายุประมาณเท่ากัน

    เลยคิดว่าสงสัยเป็นเพื่อนของสองคนนั้นมั้ย

    ท่าทางสองคนนั้นไปหาอะไรกินเลยมาเฝ้าให้แทน

    แต่ก็แอบได้ยินที่เค้าพูดกับคนที่นั่งข้างๆเค้า

    เป็นภาษาปะกิต คิดในใจว่าเออ สำเนียงอย่างกะไม่ใช่คนไทยเลย

    พอจัดกระเป๋าเสร็จก็ลากกระเป๋า

    แล้วเดินไปบอกว่า "ขอบคุณนะที่เฝ้าให้"

    ชายหนุ่มคนนั้นเมื่อได้ยินคำนั้นพร้อมกับยิ้มหวานๆ

    ของอิชั้นก็ทำหน้าเหมือนปวดเยี่ยวไงงั้น

    ประมาณว่าไม่ไหวแล้วว๊อยยยย เราก็งงได้ 2 วินาทีแล้วก็เดินจากมา

    ไปที่เคาน์เตอร์ของคาเท่เพราะว่าตอนนั้นก็สองทุ่มล่ะ

    น่าจะกำลังจะเปิดเคาน์เตอร์เช็คอิน

    เดินไปก็เห็น 2 คนนั้นพร้อมผู้ชายอีก 1

    นั่งอยู่ เลยไปถามว่าทำไมปล่อยให้เพื่อนนั่งคนเดียว

    สรุปผู้ชายที่ทำหน้าเหมือนเหม็นเยี่ยวคนนั้น เค้าเป็นคนต่างชาติ

    ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย

    - * - แต่ เค้าก็ไม่ไปไหนน่ะเลยฝากเฝ้ากระเป๋าให้

    คิดว่าป่านนี้น่าจะตีรหัสภาษาไทย

    ที่พูดได้แล้วนะว่ามันเป็นแปลว่าขอบคุณน่ะ

    ด้วยจุดนั้นเป็นเหมือนจุดอาถรรพ์ที่มีคนมานั่ง

    สักพักก็มีคนมานั่งรอเคาน์เตอร์เปิดเรื่อยๆ เรื่อยๆ

    และทั้งหมดเป็นเด็กเวิร์ค คราวนี้ล่ะได้เวลาเมาส์กันล่ะ

    มีประมาณ 7 คนซึ่งอิชั้นจำชื่อไม่ได้แล้ว ขออภัยด้วย และ

    1 ในนั้นเป็นน้องม. 6 เลยคุยด้วย

    สรุปน้องคนนี้รู้จักกับเด็กแถวบ้านเป็นเพื่อนห้องเดียวกัน

    - * - ป๊าด คนทั้ง 7 (ไม่มีสโนว์ไวท์)

    ก็ตกใจว่าเฮ้ย มามีคนรู้จักกันอีก แต่ยังไม่หมด ยังๆ

    ตอนนั้นก็มีผู้หญิงคนนึงมาถามเราว่า เธอชื่ออะไรเรียนไหนปีอะไร

    ถามๆๆๆๆ เราก็เริ่มเอ๊ะ อะไร

    มาถามชั้นไม่บอกเลยว่าเธอคือใคร

    จนเธอผู้นั้นพูดขึ้นมาว่า "จำเราไม่ได้จริงอะ"

    พี่น้องครับ ผมกับเธอเคยเข้าค่ายด้วยกันครับพี่น้อง

    แต่เธอน้ำหนักขึ้นเป็น 10 โล ทำเอาจำไม่ได้ - * -

    7 คนนั้นก็ตกใจอีกครั้งว่ารู้จักกันแล้วมาเจอกัน - * -ได้ไง

    โลกกลมจริงๆ และแล้วก็ถึงเวลาจากกัน

    เพราะว่าเคาน์เตอร์คาเท่ย์เปิดเริ่มเช็คอินกันแล้ว

    แต่ละคนก็เ้ริ่มเช็คอินกันและรู้กันล่ะว่าคงไม่ได้เจอกันแล้วล่ะ

    เพราะคนที่รอมีคนไฟล์ดีเลย์

    ต้องรอให้เช็คอินหมดก่อนเค้าถึงจะรู้ว่ามีที่สำหรับเค้ามั้ย

    ส่วนคนที่ไปไฟล์นี้ตามตั๋วมีทั้งหมด 3 คน(เอง)

    มีเรา และใครก็ไม่รู้อีก 2 (ลืมชื่อ)ต้องอภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะจ๊ะ

    อีกสองคนเค้าก็ลากกระเป๋าเพื่อเช็คอิน (แต่เรามีรถเข็น โฮะๆ)

    และแล้วก็มีแอร์กราวน์หน้าตาอเมริกาใต้จรลีมาถามว่า

    ทำไมยูไม่ใส่รถเข็น เราก็เลยบอกว่า

    พวกไอต้องเสียเงินรถเข็นคันล่ะ 3 ดอล์นะ ไอเลยไม่เอา

    (แต่เราเสียไปแล้ว) แล้วชีก็ถาม

    เพื่อนชีเป็นภาษาสเปนประมาณว่ามันเสียด้วยเหรอ

    แล้วตอบกลับพวกเราว่า ยูไม่ต้องเสียหรอก

    ไปบอกเค้าขอรถก็ได้ฟรีๆแล้ว - * -

    แต่ถ้ายูไปเอารถเข็นจากที่เป็นเครื่องหยอดเหรียญก็เสีย

    - - เจ็บใจลึกๆแต่ทำอะไรใครไม่ได้ แง้ แง้ๆ ช่างมันไม่แคร์

    ก็เช็คอินตามปกติรับบอร์ดดิ้งพาส

    รับแล้วไม่จบต้องไปเอากระเป๋าเข้าเครื่องเอ็กซ์เรย์อีก เง้อ

    แบบว่าต้องลากไปอีกที่เองด้วยนะ

    ตอนนั้นเห็นมีกลุ่มคนจีนสบถแบบไม่พอใจ

    มองไปเห็นตรงจุดเอ็กซ์เรย์เค้ารื้อข้าวของ คาดดว่าของ

    คนจีนกลุ่มนั้นล่ะมั้ง เราก็กลัวสิ จะมารื้อของช้านหรือเปล่า

    ช้านจัดมาแล้วนะยะ อย่านะ อย่ามารื้อ

    สรุปของเราก็ปลอดภัย ทีนี้ก็ไปเข้าตม.ได้อย่างสบายใจ

    จริงๆมาสนามบินแอลเอหลายครั้งแล้วนะ

    แต่ครั้งนี้นี่แหละที่จับตรวจซะละเอียดทุกซอกมุม

    ดีนะไ่ม่ให้แก้ผ้าตรวจด้วยไม่งั้นมีเรื่องแ่น่ๆ

    แล้วการตรวจก็ช้ามากๆเพราะว่าเค้าต้องเข็มงวดจริงๆ

    กลัวตกเครื่องนะน่ะ ถึงตอนนั้นจะยังไม่สี่ทุ่มก็ตามที

    ตอนเดินเข้าตม.ก็เห็นคนข้างหน้าสะพายเป้

    มีตุ๊กตาตัวใหญ่ๆห้อยอยู่ เลยจะเอื้อมมือไปเล่น

    และแล้วเอ๊ะ นั่นมือใคร ปรากฎว่าฝรั่งที่ยืนข้างๆ

    ก็จะเล่นเหมือนกัน เลยหันมามองหน้ากันแล้วยิ้มๆ

    ว่า ไอรู้นะยูจะทำไร แล้วก็ผลัดกันเล่นตุ๊กตา (ฮา)

    ไม่เป็นไรหน้าเด็กเล่นได้ (ก๊าก)

    กว่าจะผ่านตม.มาได้แทบบ้า

    นึกขึ้นได้จะไปฮ่องกงเลยไปแลกเงินดอลล่าร์ฮ่องกงไว้ก่อน

    ตอนนั้นนึกว่าฉลาดที่แลกเงินก่อน (ฮา)

    เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังว่าโง่ยังไง เสร็จแล้วก็เิดินเข้าเกต

    อยากบอกว่าไปถึงเกตคนรอเยอะมากอย่างกะผู้อพยพชาวปาเลสไตน์

    รอกันแทบจะขี่คอ ในใจคิดจะมีที่นั่งให้ตรูเปล่าฟะ

    สรุปไปเจออีก 2 คนที่ไปเช็คกระเป๋าด้วยกันแล้วก็มีที่ว่างๆข้างๆด้วย (เนียนๆ)

    เลยมั่วนั่งด้วย (ฮา) พอถึงเรียกขึ้นเครื่องคนก็กุลีกุจอกันไปแย่งเข้าเครื่อง

    (มันฟิกที่นั่งไม่ใช่รึ)รีบทำเพื่อๆๆๆ

    และแล้วก็ถึงตาอิชั้นเข้าเครื่องคิดในใจวันนี้ในที่สุดก็รอดตาย

    แล้วก็มีปัญหาที่เครื่องเจ้าค่ะเค้าขอดูตั๋วจริง เราก็บอกว่าไอไม่มีอ่ะ

    มีแต่ E-ticket (ที่ปริ๊นจากคอมฯ) ในใจคิดแล้วว่า

    ซวยแล้วจะได้ขึ้นเครื่องมั้ย เลยบอกเค้าไปอย่างน่าสงสารว่า

    ไม่มีอ่ะค่ะมีแค่นี้จะขึ้นเครื่องได้มั้ย

    คนเช็คก็ทำหน้ามุ่ยๆแล้วบอกว่าเครื่องจะออกแล้วไปเถอะ .....

    ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเลยได้เข้าแต่ก็ผ่านมาได้อย่างราบรื่น

    หรือเปล่า เดี๋ยวตอนต่อไปจะเล่าให้ฟัง

    ว่าตอนอยู่บนเครื่องแล้วถึงฮ่องกงเป็นไงบ้าง



Create Date : 24 มกราคม 2552
Last Update : 24 มกราคม 2552 22:05:34 น.
Counter : 333 Pageviews.


กุหลาบคิมหันต์
Location :
Melbourne  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



www.facebook.com/Thcrazybackpacker