ตะลุยเดี่ยวเที่ยวฮ่องกงมาเก๊า ตอนเที่ยวไปกับใครก็ไม่รู้ (ฮ่องกงวันที่ 3)
จากตอนที่แล้วที่เหนื่อยอ่อนจากไปเที่ยวมาเก๊า วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่ง

ที่เราจะไป นองปิง 360 องศา แล้วก็ไป ไว้พระใหญ่บนเขา(โปลิน) เย้

แล้วค่อยไปที่อื่น ๆ ต่อ นี่คือแผนที่วางไว้

-----------------------------------------------------------------------------

ตอนเที่ยวไปกับใครก็ไม่รู้ (ฮ่องกงวันที่ 3 )


ด้วยความที่วันนี้เตรียมตัวมาดีเป็นพิเศษ ก่อนนอนเลยสั่งว่า

ตื่นหกโมงเฟ้ย หกโมงนะเฟ้ย

แล้วก็ตื่นมาด้วยความมึนๆ งง ง๊ง ว่าตกลงนี่กี่โมงแล้ว

และแล้วการสั่งจิตใต้สำนึกของข้าพเจ้าก็ได้ผล

หกโมงเป๊ะเลยครับพี่น้อง

ไม่น่าเชื่อ แต่ก็ต้องเชื่อ ไม่ต้องพึ่งอับดุล (เกี่ยวไรด้วย)

รีบอาบน้ำแต่งตัว หวีผมทำเผ้า แล้วออกมา

อิชั้นเซ็งเป็ด ไก่ ห่าน สัตว์ปีกไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ

นี่หรือเมืองพุทธ (คิดในใจ) ก็อะไรซะอีก ฝนตกอ่ะดิ

อีกแล้วพี่น้องครับ ไม่ตกตลอดชาติไปเลยว้ะ

(ทั้งหมดนี้มิกล้าเอ่ย กลัวคนหาว่าบ้า) จริงๆก็บ้าอยู่แล้วอะนะ

เริ่มจากการที่ต้องขึ้นรถไฟใต้ดินอีกตามเคย (ฮา)

วันนี้เริ่มกลัวเงินหายเลยพกเงินในกระเป๋าต่างๆ กระเป๋าละร้อยเหรียญ

พกไปประมาณ 5 ร้อยเหรียญ ก็แบงค์ 100 ทั้งหมด 5 ใบ

จริงๆ พยายามแต่งตัวให้ไม่เหมือนนักท่องเที่ยวที่สุดแล้ว

เพราะงก (กร๊ากกก) กลัวมีคนขอเงิน กั่กๆๆๆ

แต่หน้าตาแบบนี้คงไม่มีใครคิดว่ามีเงินหรอก กิ้วๆ

เดินไป

ก็ควักบัตรปลาหมึกมาแตะผ่านเข้ารถไฟใต้ดิน

ด้วยความโง่ เลยเอาเงินใส่ไว้ในกระเป๋านั้นด้วยพร้อมบัตร

เข้าไปนั่งในรถไฟสักพักนึกขึ้นได้ เงินล่ะรีบควานหา

พี่น้องครับ มันเป็นแบบที่กระผมคิดจริงๆ ตอนควักบัตร

ทำเงินหล่นร้อยนึง สรุป ไม่มีใครมาล้วง ซุ่มซ่ามโง่งั่งทำหายเอง

- * -เบื่อชีวิตว่ะ เส็งเครง สังฆัง เอ๊ย ไม่ใช่

ด้วยจิตใจที่ห่อเหี่ยว จึงนึกมาได้ว่า

หิวว่ะ ยังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่ตื่นมายกเว้นน้ำลายกะขี้ฟัน

ขี้ฟันปริมาณมันไม่มากพอที่จะทำให้อิ่มได้ซะด้วย

เอาเป็นว่าถึงที่แล้วค่อยหาอะไรใส่พุง

จุดหมายปลายทางของเราคือ สถานี Tung Chung Exit B

นั่งไปสักพักนึกขึ้นได้ว่ามันต้องข้ามเกาะนี่หว่า

คือว่าฮ่องกงฝั่งที่เราอยู่อ่ะ มันคือฝั่ง เกาลูน

แล้วที่จะไป นั่งนองปิงเนี่ย มันต้องไปเกาะลันตานั่นเอง

ก็มีทางรถไฟข้ามเกาะค่ะ

วิวไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดู ขออภัยอย่างยิ่งแต่สวยมากๆ

มีแสงแดดตอนแปดโมงกระทบกับน้ำทะเล แล้วส่องเข้าตา

ตาแทบบอด (ฮา)

ด้วยความที่เราอยากไปมาเมื่อถึงที่ก็รึบบึ่งออกมาแล้วก็พบเจ้าป้ายนี่ค่ะ



ตอนแรกก็อ่านๆ อยู่แล้วก็คิดว่าเฮ้ย ไม่มีทางเรายังพอมีหวัง

รถ City bus No. 23 ดีนะที่ตั้งสติได้ว่ายังมีรถสาย 23

ที่จะไปถึงโปลินได้ โอเคนั่งรถก็ได้วะ กระเช้าไม่ต้องนั่งก็ไม่ตาย

เสร็จแล้วก็นึกขึ้นได้ว่า เออเราต้องกินข้าว เข้า 7 -11

แล้วก็เลยเติมเงินบัตรปลาหมึกด้วยซะเลย

วิธีการเติมง่ายมากค่ะ แค่ยื่นเงินให้เด็กใน 7 -11 แล้วก็แตะบัตร

ตรงที่ให้แตะ มันจะเป็น สี่เหลี่ยนดำๆ แล้วก็จบเงินก็มาอยู่ในบัตร

สรุปเราก็คว้าแซนวิชไป 1 ชิ้นกะนม 1 กล่อง คราวนี้

รสแคนตาลูป มาที่นี่นมรสชาติแปลกดี ชอบๆ

ด้วยความหิวก็รีบไดแหวก อย่างรวดเร็ว แซนวิชนั้นก็อยู่ในท้อง

เรียบร้อย 55+ แต่ไม่ค่อยอิ่มเลย กร๊าก ชิ้นมันเล็กอ่ะ

แต่พอล่ะเดี๋ยวไม่มีเงิน ซื้อของบนเขา

วันนั้นจะเห็นเด็กผู้หญิงใส่ขาสั้นคนหนึ่ง วิ่งวุ่นๆกลับการหารถ

เราก็พยายามหารถนะ สาย 23 อยู่ไสหว่า ไสหว่า

เพราะว่ามันเป็นท่ารถด้วยอ่ะดิ มันก็เลยมีหลายสาย

คนอื่นก็หาด้วยนะ นักท่องเที่ยวทั้งนั้นแหละ

คิดในใจ เออดีว่ะ ชะตาเดียวกันเยอะดีมีเพื่อนแต่พวกนั้น

เค้ามาเป็นทีมง่ะ มีอิชั้นนี่แหละค่ะ มาคนเดียว แหง่กๆ

พอเจออู่สาย 23 เท่านั้นแหละ ถึงกับอึ้ง

มันบอกปิดทำการ เฮ้ย ไรฟะ นี่เสียเวลาเปล่าๆ ปลี้ๆเลยรึ

เข้าไปถามคนแถวนั้นเลยได้ความว่า

เมื่อหลายวังก่องเนี่ยน้า ฝงมังตกลงมา ดินมังเลยถล่ม

กระเช้า หรือ อื่งๆ ก็ไปไม่ได้น่อ ลี้ไปเที่ยวที่อื่นเหอะ

ได้ความเช่นนั้นก็จ๋อย คิดไม่ออกจะไปไหนดีล่ะเนี่ยเห้อ

ด้วยความที่เซ็ง + เริ่มหิวอีกครั้ง

แถวนั้นมี Outlet ค่ะ เออ ไปดูดีกว่าเค้ามีอะไรมั่ง ไหนๆก็มาแล้ว

แต่ก่อนไปขอคั่นด้วยรูปพวกนี้ซะก่อน



อันนี้เป็นเอาท์เล็ตที่จะไปเดินเที่ยวนั่นแหละ ก็ไหนๆก็มาแล้วไม่อยากให้เสียเที่ยว




นี่รูปที่เห็นไกลลิบๆนั่นคือกระเช้านองปิง 360 องศา

ต่อจากนั้นก็นั่งเอ๋อ ทบทวนว่าข้าพเจ้าจะไปแห่งใดดีน้อ ไม่ได้ต้องวางแผนทราย(ใหม่ เจริญปุระ)

ก็ไม่คิดล่ะเดินเข้าไปในเอาท์เล็ต ดูๆไปของที่ขายแพงลิบลิ่ว

รองเท้าไนกี้ คู่ละพันกว่าเหรียญ บร๊ะเจ้า ซื้อที่เมกายังไม่แพงเยี่ยงนี้เลยบ้าแล้ว

เิดินไปได้สักพักเริ่มรู้สึกว่า พยาธิในกระเพาะประท้วง ร้องหิว

ด้วยความอยากกินข้าวผัดในตัวด้วยแล้ว และก็อยากพูดภาษาไทยแล้ว

เลยพยายามหาร้านอาหารไทย ด้วยความโง่(หรือเปล่า) ลืมคิดไปว่า อีกวันนึง

ก็จะได้กลับไทยแ้ล้ว...เออ ว่ะ มานึกขึ้นได้ตอนพิมพ์นี่แหละ กร๊าก (โง่ได้อีก)

ก็มาเห็นว่ามีร้านอาหารไทยอยู่ชื่อว่า Golden Thai Siam Cuisine



ก็พยายามหาร้านอยู่แป๊ปนึง ก็เจอร้านบอกตามตรงว่า ตกแต่งได้เหมือน

บ้านคุณยายวรนารถมากๆ ไม่กล้าเข้าไป แต่คนต่างชาติเค้าคงจะชอบล่ะมั้ง

พอเดินเข้าไปหน้าร้านก็ไม่มีคนมาต้อนรับเลยสักคน สงสัยเห็นเราเด็กไม่น่ามีเงินล่ะมั้ง

แต่เห็นมีฝรั่ง 2 คนเดินมา โอ้ พนักงานต้อนรับรีบมากุลีกุจอหาเลย

ถามเลยอ่ะว่ากี่ท่านค่ะ รับอะไรดีค่ะ เชิญค่าาาา เชิญญญญ

เห็นแล้วเริ่มรู้สึกว่ามันเลือกปฏิบัตินี่หว่า ถึงจะเด็กก็แก่แล้วนะว๊อยยย (ก๊าก)

เลยบอกพี่เค้าว่า มาทานข้าวเป็นภาษาไทย พี่เค้าก็อ้าวคนไทยหรอกเหรอ

เราก็นั่งเบื่อๆสักพัก คิดในใจเวงกำ นี่ถ้าเป็นต่างชาติคงจะไม่ต้อนรับเหรอไง

ช่างเต๊อะ พี่คนนี้ที่มาบริการเค้าก็พูดจาต้อนรับดี สักพักพี่เค้าก็มาคุยด้วย

เออดีแฮะ มีการคุยก่อนสั่งอาหารอีก เพราะเ้ค้าเ็ห็นเราเป็นเด็กมาคนเดียวอีก

ข้าวที่สั่งไปคือข้าวผัดสับปะรด กับต้มข่าไก่





ต้มข่าไก่นี่กินไปแล้วถึงมาถ่าย เพราะนึกได้ว่าควรถ่ายไว้หน่อย (ฮา)

แต่ว่าต้มข่าไก่นี่กะทิกล่องเลย กินแล้วรู้เลยอ่ะ ส่วนไก่ก็

เป็นเืนื้ออะไรก็ไม่รู้ (เรามาว่างี้จะผิดป่ะเนี่ย)

แต่ข้าวผัดสับปะรดนี่อร่อยใช้ได้นะคะ แต่เยิ้มไปนิด รวมๆก็ให้ บีล่ะกัน

ตอนมาเสิร์ฟพี่คนนั้นก็มาเสิร์ฟเอง เราก็เลยชวนคุย

พี่เค้าก็เลยคุยกะเราด้วยอ่ะ แล้วก็คุยว่ามาที่นี่ได้ไง เราก็บอกเรามาเองคนเดียว

เค้าก็ตกใจ(อีกคนล่ะ) แล้วพี่ก็เ่ล่าเรื่องชีวิตพี่ให้เราฟัง - * -

เออตลกดีมานั่งกินข้าวต้องมาฟังอะไรอีกเนี่ย กร๊ากกก

พี่เค้าก็เล่าว่าพี่เค้ามาที่นี่ ตั้งแต่สาวๆ แล้วลูกชายเค้าอายุ 14 แล้วเนี่ย

เรียนที่ฮ่องกงนี่แหละ พี่แกก็โม้ลูกชายแกต่อไปเราก็ฟังๆ ต่อไป

แล้วพี่เค้าก็มานินทาร้านตัวเอง - * -นี่และรสชาติอาหารไม่อร่อย

เหมือนที่ไทยหรอก กะทิก็กะทิกล่อง เราเริ่มเอ๋อละ

เนี่ยไก่ก็เอาตรงที่เค้าไม่เอามาแล้ว จริงๆแล้วเราเคยทำงานร้านอาหารไทย

เนื้อไก่ติดมันแบบนี้ก็คือเนื้ออกตรงที่เค้าจะเอามาทำไก่สเต๊ะ

มันจะเป็นเนื้อส่วนที่ติดมันเป็นส่วนเกิน แล้วก็มีไก่มา 5 ชิ้น

แต่ต้มข่าไก่ถ้วยนั้นประมาณ 30 เหรียญฮ่องกงได้

ตอนกินไม่ได้คิด กินเสร็จแล้วค่อยคิดว่า โคตรแพงเลย กร๊ากกก

งั้นมาดูบรรยากาศในร้านอีกสักหน่อย

จะว่าไปดีจังวันนี้ได้พูดภาษาไทยด้วย เหมือนได้กลับบ้านไงงั้น

ก็อยู่เมกาตั้งหลายเดือนมันก็คิดถึงบ้านเป็นธรรมดาอ่ะดิ



นี่คือบรรยากาศภายในร้านที่ตกแต่งได้เหมือนร้านอาหารจีนไงงั้น

จริงๆ น่าจะทำให้มีกลิ่นอายความเป็นไทยหน่อย ไม่ต้องถึงกับเอาควายมาไถนา

หรือเอาข้าวมาปลูก หรือให้เด็กเสิร์ฟแต่งตัวเป็นผีนางตานีหรอกนะ

หรือไม่ต้องถึงกับให้คนกินด้วยมือเปิปอะไรแบบนั้น แต่ให้มันมีของไทยบ้างจะดีกว่า

ลองให้ในเอารูปนี้ไปถ่ายในรายการคุณปัญญาสิ คงไม่มีใครรู้ว่านี่เป็นร้านอาหารไทย

แต่ก็นะ ที่นี่ฮ่องกง เจ้าของคงเป็นคนจีนชัวร์ป๊าด

กินอิ่มก็เก็บเงิน (กินฟรีไม่ได้เหรอคนไทยด้วยกัน)

จ่ายไปร้อยกว่าเหรียญ คิดไปคิดมาทำไมไม่เอาไปซื้ออย่างอื่นวะ (ไอ้โง่) ฮือๆ

ตอนนั้นก็ประมาณจะสิบโมงล่ะ คิดได้อย่างเดียวไปไหนสักทีเหอะ สรุปก็ต้องนั่งรถไฟใต้ดินอยู่ดี

จากนั้นก็ขึ้นสถานีเดิม Tung Chung

ให้ดูรูปในสถานีีอีกสักนิด




สรุปตกลงว่าจะไป อเวนูออฟเดอะสตาร์

โอเค ถือว่าแค่ 10 โมงกว่า แต่ที่เสียดายคือเงินอ่ะ แง้ๆๆ เสียดายเงินกรี๊ดดดด

สรุปก็นั่งรถมาถึงสถานีอะไรนี่จำไม่ได้ล่ะ(แก่ 55+) เสร็จแล้วก็เดินขึ้นมาเป็นห้าง

โซโก้ แล้วก็เดินเข้ากับโรงแรม inter continental แล้วมันก็เชื่อมกับอเวนูออฟเดอะสตาร์

มาดูรูปกันดีกว่าเนอะ





ข้าพเจ้าก็เดินดุ่มๆ มาตัดผ่านโรงแรมนี่นั่นแหละพี่น้อง แล้วก็โผล่ที่นี่

อเวนูออฟเดอะสตาร์ก็ จะมีพวกลายพิมพ์มือของดาราคนดังต่างๆ นี่แหละ

เราไม่สนใจเท่าไหร่ แต่ว่าก็แอบมีลายพิมพ์มือของคุณพี่ีเฉินหลง



ดูสิคนท่าทางจะไปทาบรอยมือกับพี่แกเยอะมาก จนมันเริ่มกร่อนๆ สึกๆไปซะล่ะ

อิชั้นก็ทำด้วยเหมือนกัน ล่ะ 55 กร๊ากกกกกก ลายพิมพ์มือคนดังนี่

ขณะกำลังจะเอามือไปทาบนั้นก็มีน้องผู้หญิงคนนึงเดินดุ่มๆเข้ามา

ถามว่าช่วยทำแบบสอบถาม เป็นภาษาแมนดารินแล้วก็ใส่ภาษาีจีนซะยกใหญ่

อิชั้นน่ะฟังออกค่ะ แต่ปัญหาคือจะตอบไง จะบอกว่าไงล่ะแล้วแบบสอบถามภาษาอะไรล่ะ

เลยบอกเค้าว่าเป็นนักท่องเที่ยว แค่นั้นแหละค่ะ พูดอังกฤษได้เลย

นับว่าเป็นเด็กที่พูดภาษาอังกฤษได้ดีทีเดียว ไม่น่าเชื่อหรือว่าแอ๊บแบ๊วแบบอิชั้น

เรียนมหาวิทยาลัยแล้วยังทำตัวเด็ก ที่ำสำคัญใส่ขาสั้น เสื้อยืดเหมือนกันอีกน่ิะสิ

เค้าก็ให้ช่วยทำแบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลนักท่องเที่ยวแค่นั้นแหละค่ะ

ทำเสร็จเค้าก็ให้พวงกุญแจรูปเต่าน้อยมาด้วย เป็นเซรามิก น่ารักดีเหมือนกัน

ฮ่องกงสดใสกว่าเดิมอีก 100 เท่าก๊ากกก (ได้ของฟรีแค่นี้เอง)



ส่วนนี่เดินไปก็พบว่า มีที่ไม่มีพิมพ์ลายมือด้วย แต่ก็งงว่านีคือใครเ่อ่ย

ใครรู้บอกหลังไมค์ด้วยจะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง หุหุ



เดินไปเดินมาก็เลยคิดว่าถ่ายรูปรอบๆตัวดีกว่า


อีกรูปล่ะกัน



ที่เห็นลิบๆนั่นเป็นร้านรับถ่ายรูปค่ะ รูปล่ะ 10 ดอล์ สำหรับคนไม่มีกล้องเป็นของตัวเอง

แต่กล้องมันกาหลั่ว นิดหน่อยๆๆ โอ๋ๆ นินทากล้องเดี๋ยวมันรู้แกล้งเสียขึ้นมาล่ะแ่ย่เลยกิ้วๆ



เดี๋ยวดูรูปนี้ล่ะกัน ข้างล่างนี้อิชั้นเห็นนายแบบคนนี้ยืนอยู่เลยแอ๊บถ่ายรูปซะเล้ย

ดูตรงที่เป็นเหมือนบันไดแล้วก็เป็นเหมือนกับที่ยกระดับนะคะ เดี๋ยวอิชั้นจะเดินขึ้นไป

ถ่ายรูปบนนั้น



กำลังจะถึงโอลิมปิกค่ะ เห็นมันยืนยิ้มแป้นน่ารักดีก็เลยถ่ายมาสักหน่อย



จากนี้ก็กำลังจะเดินขึ้นไปตรงนั้นล่ะ



และนี่ก็คือเยาวภา(วิว) ทิวทัศน์ บนนี้ ร้อนใช่เล่นเลยอ่ะ

ตอนแรกนี่หลอกว่าฝนจะตกดูดิ สุดท้ายก็แจ่มใส่จนได้ขณะที่ถ่ายนี่ก็ประมาณ เกือบเที่ยง

มันเริ่มจะแจ่มใสน่ะ 55+ ยังมืดๆอยู่เลย



ให้ดูวิวไปเืรื่อยๆ โชว์ฝีมือตากล้องถ่ายรูปปัญญา่อ่อนแล้วกันค่ะ 55+



นี่ก็อีกรูปที่ถ่ายมาเพราะมันจะโยงไปถึงท่าเรือเลยค่ะ เพราะที่ต่อไปที่จะไปคือ

"The Peak " มันคืออะไรอะเหรอ ไม่บอกหรอก 55++ อย่าใจร้อนจิ อิอิ



แล้วก็แดดเปรี้ยงอีกครั้ง ทำเอาร้อนตับแล่บ

จากนั้นเราก็จะไปนั่งเรือข้ามฟากกันค่ะ เรือนี้มี 2 ชั้นนะคะ

ใช้บัตรปลาหมึกจ่ายเงินได้ปกติไม่ยากอะไร

ให้ดูรูปทางเข้าหน่อยล่ะกัน



ก็ประมาณนี้แหละค่ะ เหมือนท่าเรือบ้านเราไงงั้น ไม่ถึงกับเหมือนก็คล้ายนั่นแหละ

แต่เค้าทันสมัยอ่ะ เอาบัตรแตะก็เข้าได้ ราคาชั้นบนประมาณ 2 เหรียญกว่า

จำไม่ได้ว่าเท่าไหร่เพราะว่า เอาบัตรแตะก็เท่านั้นเอง

แล้วอิชั้นก็เดินผ่านจุดจ่ายเงินมาแล้วค่ะ



ในนี้นึกสภาพประมาณท่าเรือพรานนกไงงั้น ท่าเรือท่าช้าง ท่าเรือท่าพระจันทร์

แบบเดียวกันเป๊ะ ทำให้หายคิดถึงท่าเรือแถวบ้านไปได้จึ๋งนึง

นี่เรือมาแล้วค่ะ คนก็รีบขึ้นเรือกันยกใหญ่ เหมือนกับกลัวไม่ได้ขึ้น

อิชั้นก็อีกคนรีบขึ้น แต่ก็ด่าเค้าไปเหมือนกัน (ฮา) ก๊าก



อันนี้ก็เป็นบรรยากาศภายในเรือค่ะ ดูลุงคนนั้นสิเหมือนกับระแวงอะไรอยู่

ตอนถ่ายไม่ได้ขออนุญาตแกด้วย ถ้ามาเห็นจะเคืองมั้ยเนี่ย (กร๊าก)



รูปต่อไปเป็นรูปที่นั่งของเืรือลำนี้ค่ะ 55 ว่างๆเลยถ่ายเล่น



ก็สมชื่อ Star Ferry จริงๆนะเนี่ย ขนาดที่นั่งยังทำเป็นรูปดาวเลย

มาดูรูปมุมกว้างกันบ้าง



มาดูวิวข้างนอกเรือกันมั่งดีกว่า



ก็จำไม่ได้ล่ะว่าเป็นฝั่งฮ่องกงหรือว่าฝั่งเกาลูน 55

โม้นานใกล้จะถึงฝั่งฮ่องกงล่ะ เป้าหมายต่อไปคือ "เดอะพีก"

เดอะพีกคือตึกที่สูงที่สุดในฮ่องกงค่ะ โดยสิ่งที่โด่งดังของสถานที่นี้คือ กาีรที่มีรถรางขึ้นไป

พอลงจากเรือค่ะ เดินมานิดนึงจะเห็นป้ายรถที่รอ รถเมล์สาย 15C เป็นรถรับส่ง

ระหว่างท่าเืรือ กับ เดอะพีกค่ะ

หน้าตาของป้ายที่รอรถก็นี่เลย



ตอนประมาณนี้ก็แดดร้อน ตอนแรกเหมือนกับๆ จะฝนตก ดูดิฟ้าหลอกเรา

มาดูรถที่จะต้องขึ้นกันดีกว่า



ถ่ายรูปเสร็จมาดูรู้สึกว่าโง่มาทำไมถ่ายรูปได้ด๋อยแบบนี้น้อ

แทนที่จะถ่ายรูปทั้งคันรถ - * -



นี่เป็นราคาีที่ต้องจ่ายค่ะ แต่ไม่ต้องเลยเพราะเรามีบัตรปลาหมึก 55+

ไม่จำเป็นต้องพกเงินสดแต่อย่างใด อยากให้ประเทศไทยมีบ้างอ่า

แล้วเราก็ต้องมาดูนี่ค่ะ ยันต์หน้ารถที่บ่งบอกว่าไปเดอะพีกชัวร์ไม่ต้องกลัวหลง



เอาไว้ต่ออีกตอนนึงแล้วกันวันนี้มันยาวมากๆๆๆ ได้แค่ครึ่งวันเอง คนเขียนเมื่อยนิ้วน่ะ

55+




Create Date : 26 มกราคม 2552
Last Update : 26 มกราคม 2552 23:04:34 น.
Counter : 329 Pageviews.


กุหลาบคิมหันต์
Location :
Melbourne  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



www.facebook.com/Thcrazybackpacker