ตะลุยเดี่ยวเที่ยวฮ่องกงมาเก๊า ตอนเที่ยวฮ่องกงวันแรก
จากความเดิมตอนที่แล้วที่แยกกับพี่ฟิลิปปินส์

ก็มาถึงที่ข้าพเจ้าจำต้องเดินผจญภัยในโลกกว้างคนเดียวแล้ว อิอิ

วันแรกของการเยือนฮ่องกงจะเป็นอย่างไรนั้นมาลองดูกัน

-------------------------------------------------------------------------------------
ตอนเด็กเ๋อ๋อๆกับการเดินทางคนเดียว (วันที่ 1)


ต้องทำใจลาจากพี่ฟิลิปปินส์ ที่เศร้าคือไม่มีคนให้จ้อด้วยน่ะสิ

ไม่เป็นไรเราสามารถหาเหยื่อรายใหม่ได้

ก็เดินไปที่ตรวจคนเข้าเมืองคนเดียวก็ตามๆเค้าไปนั่นแหละ

คิดว่าพวกนี้คงไม่พาเราหลงทางหรอก

แ้ล้วแต่ละคนได้ยินเสียงสำเนียงก็ภาษากวางตุ้งทั้งนั้น

คิดว่าก็คงจะคนฮ่องกงกลับบ้านนั่นแหละ ยังไงก็ต้องพาเราออกไปได้

และแล้วการสะกดรอยตามคนกลุ่มนั้นก็มาหยุดที่หน้าของรถไฟ

เออ ในตัวสนามบินเช็ค แล๊ป ก๊ก (สนามบินนานาชาติฮ่องกง)

มันมีรถไฟเืชื่อมระหว่างอาคารภายใน รู้สึกว่าไฮโซมากค่า

ไม่นึกไม่ฝันว่าจะมาเจออะไรแบบนี้ หน้าตาก็เหมือนรถไฟใต้ดินบ้านเรา

แต่แค่มันอยู่ในตัวสนามบินก็เท่านั้นเอง น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งจริงๆ

จากนั้นเราก็ตามเค้าไปต่อ เดินเรื่อยๆ แล้วก็ไปหากระเป๋า อุแม่เจ้า

ถึงจะรู้ว่ามาจากเครื่องไหน แต่กระเป๋าก็เยอะมากมายลายตา

พอได้กระเป๋าล่ะก็ไปหารถเข็น มุ่งตรงไปที่ตม. ขอบอกว่าคนเยอะมาก

ไม่รู้ว่ากลับจากไหนกัน มากมายแล้วก็ถือของเยอะด้วยน่ะ ท่าทาง

ไปช็อปมา เรื่องช้อปเนี่ยนะ แอ๊บงงตลอดเลยเห็นคนไทยไปฮ่องกง

ฮ่องกงก็มาไทย คนโน้นก็บอกที่นั่นถูก คนนี้ก็บอกว่าที่นี่ถูกจะเอาไงกัน

ก็เดินไปหาใบตม.กรอกๆ แล้วก็เข้าแถวให้เค้าสแตมป์ที่หนังสือเดินทาง

ฮ่องกงนี่จะดีหน่อยที่ไม่ต้องขอวีซ่าเข้า แล้วก็อยู่ได้ 30 วัน

นับจากวันที่สแตมป์ในหนังสือเดินทาง

*เสริมวีซ่าเรียกเป็นภาษาไทยว่า ตรวจลงตรา นะคะ

เดี๋ยวให้ดูรูปของใบผ่านเข้าออกอาณาจักรล่ะกัน



พอเดินออกมาก็หยิบโปรชัวร์มากมายเยอะแยะ ประหนึ่งดั่งจะเอาไปขาย(ฮา)

แล้วที่ขาดไม่ได้ค่ะ นั่นคือ บัตรOctopus หรือว่าบัตรปลาหมึก

เป็นบัตรแทนเงินสดที่สะดวกมากๆเลยค่ะ เพราะว่ามันใช้ได้กับทุกอย่าง

ไม่ว่าจะขึ้นรถเมล์ รถไฟใต้ดิน ลงเรือ รถราง(ติง ติง) จ่ายเงินในร้านสะดวกซื้อ

งั้นเรามายลโฉมหน้าตาของบัตรปลาหมึกที่อวดไปดีกว่า



บัตรนี้นะคะจะต้องเสียค่ามัดจำทั้งหมด 50 เหรียญดอลล่าห์ฮ่องกง

แล้วก็ต้องเติมเงินทั้งหมด 200 เหรียญดอลล่าห์ฮ่องกง(หรือเปล่า)

นานๆเริ่มลืมๆ แต่ว่าพอก่อนกลับก็เอาบัตรมาคืน ได้ค่ามัดจำคืนนะคะ



นี่เป็นรูปของเคาน์เตอร์ที่จำหน่ายบัตรปลาหมึกค่ะ

ที่นี้ก็ถึงเวลาที่จะต้องไปที่โฮสต์เทล แต่ว่าสิ่งที่เป็นปัญหาคือ

เราจองห้องไว้ว่าจะเช็คอินตอนหกโมงเย็น แต่นี่มันแปดโมงเช้า

ห้องมันจะมีมั้ยเนี่ย แต่ไม่เป็นไรขอแค่ไปฝากกระเป๋าก็พอ

จากนั้นก็หาวิธีไปที่จะขึ้นรถเพื่อจะเข้าเมืองค่ะ เดินไปเดินมา(ไม่ถาม)

ทำตัวเก่งน่ะ เดินไปเจอศูนย์อาหารอีกล่ะ เซ็งจริงๆ เลยถามเด็กที่นั่น

เค้าก็บอกว่ายูต้องตรงไปแล้วเลี้ยวนี่ๆ ก็มั่วๆเดินไป ผ่านเคาน์เตอร์ฝากกระเป๋า

เออที่นี่ดีแฮะมีที่รับฝากกระเป๋า ท่าทางจะไม่กลัวระเบิดเหมือนที่แอลเอ

ก็เดินโก๊ะไปเรื่อยๆ จนถึงท่ารถ (คิดในใจเรานี่เก่งแฮะ 555) บ้าคนเดียว

ค่ารถนี่จำไม่ได้ล่ะว่าเท่าไหร่ แต่รู้แค่ว่าเราต้องขึ้นรถสาย A21

เพื่อไปที่ มงก๊ก ไปตึกซินเซียร์ค่ะ เพราะว่าตึกนี้เป็นตึกที่มีคนนิยมาพัก


นี่เป็นรูปตอนเดินจะออกไปที่ขึ้นรถค่ะ



อันนี้ก็เป็นตารางเดินรถที่คนมุงดูกันเยอะมากๆ ส่วนใหญ่ก็ไม่รู้เหมือนกัน

ว่าจะไปที่ตัวเองต้องการยังไงดี 55+

อ่อ นึกขึ้นได้ ก่อนหน้าที่จะออกมาจากสนามบิน เห็นเรตแลกเงินแล้ว

ได้เรตดีกว่าที่เมกาซะอีก แง้ๆๆๆ ไม่น่าแลกก่อนเลยเรา

เลยเป็นบทเรียนว่าแลกที่ฮ่องกงนะ แต่กรณีอยู่ไทยให้แลกที่ไทย (ฮา)

ด้วยความเป็นกังวลว่าจะทำไงดีกลัวจะเช็คอินที่โฮสต์เทลไม่ได้

เลยต้องจำใจไปแลกเหรียญมาโทรศัพท์ โดยการซื้อตั๋วรถสาย A21

(ไม่ได้โง่จริงๆนะ สาบานได้) 55

ก็หยอดเหรียญโทรหาคนที่โฮสต์เทล โฮสต์เทลที่ไปพักชื่อ

Dragon Hostel คนที่ดูแลเรื่องนี้ชื่อ สแตนลี่ย์

เราก็อีเมลล์คุยกะเค้าตลอดว่าสรุปเนี่ยมันเป็นยังไงอะไร

เราจ่ายค่ามัดจำห้องไป 10 เปอร์เซนต์เอง ส่วนที่เหลือเดี๋ยวก็ค่อยไปจ่าย

อ่อ เราเช่าห้องทั้งหมด 3 วัน 2 คืนนะคะ ราคาโดยรวมที่ต้องจ่ายตอนไปถึง

ก็ 531 เหรียญดอลล่าห์ ฮ่องกง ตอนที่อยู่สนามบินก็จินตนากรว่าห้องต้องเริ่ด

สรุปก็คุยกะสแตนด์ลีย์ อาลี่ อีบอกว่ามาได้เลยไม่มีปัญหา

อาลีดีมากๆ แต่อาลีบอกว่าอาลีไ่ม่ได้อยู่ที่โฮสต์เทล อีอยู่บ้าน

ตอนนั้นก็ไม่ไ้ด้เอะใจอะไร จากนั้นก็ไปรอรถไหนๆ้ก็ไหนเอารูปมาให้ดู

รถที่ตัวเองจะขึ้นลืมถ่ายรูปแต่ถ่ายรูปรถคันอื่นไว้

อีกอย่างตอนนั้นฝนตกอีกต่างหาก ขอบอกว่ามันร้องมากแล้วชื้นด้วยอ่ะ

ตัวเปียกทั้งเหงื่อทั้งฝน โคตรเหม็นเลย 55



หน้าตารถที่จะต้องขึ้นก็ประมาณนี้แหละ แต่เข้าไปข้างในดีมากๆ

มีที่ให้เก็บกระเป๋าด้วยอ่ะ สุดยอดๆ แล้วรถก็มีสองชั้น อยากจะบอกว่าสบายที่สุด

พอรถมาก็กระโดดขึ้นนั่งแล้วก็มองเยาว์ภา(วิว -- เล่นมุก อิอิ งงปะ)

แล้วก็มาเอ๋อว่า จะลงตรงไหนดีล่ะเนี่ย มองไปเห็นลุงคนนึงนั่งตรงข้าม

เลยถามลุงแกว่า เราจะไปที่นี่ๆ เราจะต้องลงตรงไหน ลุงแกบอกว่า

อ๋อ อยู่ในตัวเมืองแต่ลุงแกลงก่อนนะ แล้วลุงก็แนะนำยกใหญ่ว่า

ต้องไปเที่ยวที่นี่ที่นี่นะหนูนะ แล้วลุงก็ถามว่ามากะใคร

อีหรอบเดิมหนูมาคนเดียวค่ะ ตกใจอีกรายเค้าถามว่า

มาได้ไง นั่งเครื่องบินมาคนเดียวเนี่ยะ คุยไปคุยมา

ลุงแกก็มาจากไฟล์เดียวกะเรา ลุงบอกว่าตกใจนึกว่าเราอยู่ม.ต้น

-* - หนูหน้าเด็กขนาดนั้นเลย เหอๆ และแล้วก็ข้ามสะพาน คือว่า

สนามบินเช็ค แล๊ป ก๊กเนี่ยอยู่เกาะที่เรียกว่า เกาะลันตา(มั้ง)

แล้วก็จะข้ามไปฝั่งเกาลูนกัน

จากนั้นแป๊ปนึงลุงก็ลงรถ ลุงแกบอกว่ามีอะไรให้ติดต่อแก

แต่แกลืมไปว่าแกไม่ได้ให้อะไรไว้ติดต่อเลยนะ -*-

หนูคงต้องโทรจิตแล้วล่ะลุง นั่งรถต่อไปเริ่มมีคนขึ้นรถมาขึ้น

แต่ก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดีว่าจะลงรถยังไง ก็คนมันมาครั้งแรกนี่หว่าทำไงได้

เจอเป้าหมายเป็นผู้หญิงคนนึง ท่าทางพูดภาษาอังกฤษเก่ง

เลยเข้าไปถามสรุปเธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไอ้ตึกที่ว่านี่มันอยู่ไหน

ในใจเริ่มแป้วล่ะ เวรของกรรม

ชั้นจะทำเยี่ยงไรดี สรุปเธอว่ามงก๊กลงตรงนี้นะคะ เราก็อ่อๆ ลงๆ

แล้วก็ต้องข้ามถนนอีก นึกสภาพเด็กคนนึง ใส่ขาสั้นลากกระเป๋า 2 ใบ

แล้วก็มีเป้สะพายหลังอีก กำลังเดินตากฝนกลางฮ่องกง (มงก๊ก)

และแล้วก็ถึงปฏิับัติการถามทางค่ะ ตอนแรกพอลงจากรถก็ถามเลย

ผู้หญิงคนนึงว่าตึกนี้อยู่ไหนเค้าก็บอกว่าอ่อ อยู่โน่นข้ามถนนไป

เสร็จแล้วก็ัยังหาตึกไม่เจอ พอข้ามไปก็ถามอีกตึกนี้อยู่ไหนคะ

คนนั้นก็ชี้ไปอีกฟากที่ข้ามมา - * - ฮือๆ สรุปอยู่ไหนฟะ แ้ง้

ข้ามถนนแถมมีกระเป๋า 2 ใบนะ แง้ๆ ข้ามไปฝั่งเดิม

เค้าก็ชี้มาอีกฝั่ง คราวนี้ข้ามกลับเริ่มไม่ไหวล่ะ หนัก

เดินเองตามสัญชาตญาณล่ะ แล้วก็ไปเจอตึกนึง ใหญ่ๆ ไม่รู้ตึกไร

เลยเริ่มถามเค้าอีกที สรุปตึกนี้แหละในที่สุดก็เจอสักที

หลังจากที่โดนหลอกให้เดินเล่นนานแสนนาน ที่เจ็บใจคือกระเป๋ามันเป็นผ้า

ฝนตกมาก็เปียกอ่ะแถมหนักด้วย และแล้วก็เข้ามาในตัวตึกบอกได้เลยว่าแคบ

แต่ก็โอเคขึ้นลิฟต์ไปที่ ดราก้อนโฮลต์เทล ชั้น 7

ถึงชั้น 7 แล้วก็ต้องประทับใจกับโฮสต์เทล เอาว่ะราคามันก็เท่านี้แหละ

แล้วก็เดินดุ่มๆไปที่

ป้ายนี้






แล้วนังเด็กเอ๋อๆคนนี้ก็ลากกระเป๋าเข้าไปที่นี่แต่เพียงผู้เดียวด้วยความกลัว

มองๆไปเจอเจ๊คนนึงนั่งอยู่ ก็บอกเป็นภาษาัอังกฤษว่า

มาเช็คอิน แล้วก็ยื่นใบจองให้เจ๊แก

เจ๊แกบอกว่า เจ๊แกพูดอังกฤษไม่ได้ -*- อ่อที่สแตนลี่้ย์บอกว่าอยู่บ้าน

คือ จะต้องมาเจอเจ๊แกเนี่ยนะ เซ็งว่ะ

ด้วยความมีความรู้ด้านภาษาจีนอยู่ตึ๋งนึง ก็บอกประมาณว่า

คือว่า จองไว้จะมาพัก เจ๊แกก็ุพูดไรมาก็ไม่รู้ ฉั่้วๆจับได้ประมาณว่า

ห้องเปล่าๆนะ ไม่ีมีห้องน้ำในตัวนะ เราก็งืมๆ จะจ่ายเงิน

เจ๊แกเลยโทรไปหาสแตนลี่ย์ สรุป เจ๊บอกว่าเอางี้

เข้าห้องได้เลยว่างอยู่ ห้องนึงพอดี ไปอาบน้ำอาบท่าซะ

จริงๆฟังได้แค่อาบน้ำกะห้องว่าง 55+

แล้วก็เดินตามเจ๊แกไป สงสัยเจ๊แกเห็นเราตัวเปียกๆทั้งตากฝน

แต่ก็จริงนะ ไม่ได้อาบน้ำตั้งแต่อยู่แอลเอแล้วอ่ะ

ก็เดินตามเจ๊แกต้อย ต้อย ๆ มาดูห้อง(ยังไม่ได้เข้าไป) เจ๊แกก็พาไปอีกทาง

เนื่องจากของดราก้อนเค้ามี 2 ที่(มั้ง)

คือที่เป็นสำนักงานก็มีนะ แล้วก็อีกฟากนึงก็มี

เราอ่ะไปอีกฟากนึง

เ้ข้าไปดูสภาพห้อง อย่าให้บรรดา เอ๊ย บรรยายเลย

นึกสภาพนะ ห้องนะสี่เหลี่ยมนะ

มีเตียง 1 เตียง เตียง 1 เตียงนั้นก็ครึ่งห้องแล้วอ่ะ

แล้วมีเนื้อที่จากเตียงอีก 1 เมตร กว่าให้พอยืนได้

แล้วก็ตรงตัวเตียงมีทีวีแบบติดผนัง กะโต๊ะที่วางโทรศัพท์

แล้วก็มีลิ้นชัก จบ

เจ๊แกก็ถามโอเคมั้ยเป็นไงเราก็อืมๆได้อยู่ได้ในใจ

นี่เหรอวะห้องแคบยิ่งกว่าห้องน้ำที่บ้านอีก

แต่ก็โอเคราคาประมาณนี้ไม่สามารถหาที่ไหนได้อีกแล้ว(มั้ง)

ก็มาคนเดียวนี่ไม่มีใครแชร์อ่ะทำไงได้อ่ะ

เจ๊แกก็แนะนำว่า ตู้เย็นนี่เอามาฝากได้นะ แต่เขียนชื่อหน่อย

น้ำนี่กินได้ (นอกห้อง) เรื่องซักผ้า แล้วก็เรื่องห้องน้ำ

ดีหน่อยที่ห้องเราอยู่ติดห้องน้ำเลย สภาพภายนอกจะประมาณนี้



ส่วนตัวตัวเองอ่ะเกลียดห้องแคบมากๆๆๆๆๆ แต่นี่ต้องมาอยู่ห้องแคบๆ จริงๆก็

แทบบ้าเลยแหละ แต่ก็โวยวายกะใครไมไ่ด้ 55 กร๊าก กระเป๋าก็ใส่ไว้ใต้เตียง

พอดิบพอดีเลยนะ ทั้งสองใบ แถบเอามาเิปิดได้อีก เพราะเตียงมันยกสูง

นอนได้สักพักก็คิดได้ว่าควรจะอาบน้ำได้ล่ะ เพราะมันจะเที่ยงแล้วเริ่มหิว

อาบเสร็จก็หิวมากๆแต่งก เอาอโวคาโด้มากิน 55 จะถึงแม่มั้ยเนี่ยกร๊าก

จากนั้นก็พยายามที่จะคิดก่อนฝนตกแบบนี้ควรไปไหนดีน้อ

สรุปตัดสินใจไปโอเชี่ยนพาร์ค

โอเชี่ยนพาร์คมันก็คือ สวนสนุกที่อยู่บนเขาค่ะ (จริงๆถ่ายรูปมาเยอะมากเลย)

แต่ไม่รู้ว่ามันหายไปไหนอ่ะ (เศร้า)

ตอนไปสวนสนุกนี่ก็นั่งรถไฟใต้ดินไปลงที่สถานีเซ็นทรัลก็อาศัยถามๆเค้า

อยากจะบอกว่าใครบอกฮ่องกงพูดภาษาอังกฤษเก่ง

บอกได้เลยว่าต้องเลือกคนจริงๆที่จะคุยได้รู้เืรื่อง

ว่าแล้วก็แปะรูปแผนที่รถไฟใต้ดินดีก่า




รู้สึกว่าต้องไปลงสถานีเซ็นทรัลอ่ะ แล้วมันจะมีป้ายบอกว่าขึ้นรถที่จะไป

โอเชี่ยนพาร์คนี่ตรงไหน แต่เสียดายทำบัตรเข้าหาย

ไม่งั้นจะสแกนด์เอามาให้ดูหน้าตาแบบนี้

ราคาบัตรนี่จำไม่ได้ว่าเท่าไหร่รู้แต่ ร้อยกว่าเหรียญนี่แหละ แต่ก็โอเค

นานๆมาทีนึง ได้บัตรปุ๊ปก็เดินไปนั่งรถปั๊ป

สังเกตว่าคนส่วนใหญ่ที่มานั่งเนี่ยนะจะเป็นครอบครัวซะมากกว่า

แล้วก็จริงซะด้วย จะมีเด็กมาด้วย แต่อิชั้นเด็กโข่ง ขออนุญาตมั่วด้วย

กร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

เมื่อมาถึงก็เห็นกรุ๊ปทัวร์เต็มไปหมดเลย ด้วยความโลภก็เลยหยิบแผนที่

มาซะ 4 ภาษา 55+

มันทำแผนที่หลายภาษาดีนะ แต่ว่าสิ่งที่มันสู้ดิสนีย์แลนด์ไม่ได้คือ

มันอยู่บนเขาอะแล้วมันก็เข้ามาลึกด้วยตอนมาถึงนี่ก็บ่าย 2 แล้วอ่ะ

แล้วมันก็ปิด 6 โมงอีก ด้วยความอยากเล่นสุดๆเลยรีบไป สิ่งที่อยากจะบอกคือ

เหนื่อยมาก ถึงแม้มันจะมีบันไดเลื่อนนะ เอางี้ดูรูปไปพลางๆก่อน



ต่อมาก็ขึ้นๆบันไดเลื่อนมาเงยหน้าจะพบรถไฟเหาะ



แต่รถไฟเหาะอันนี้ไม่ค่อยหวาดเสียวเท่าไหร่หรอก

มันก็งั้นๆแหละ รถไฟที่ลาสเวกัสของโรงแรมนิวยอร์กนิวยอร์กสนุกกว่า

แต่ยังไม่เล่าอุปไว้ก่อน 55



อันนี้เรือไวกิ้ง ไม่ก็ไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไหร่

เฉยๆ แต่ว่าที่สนุกคือไปดู Animal theater คิดว่าชื่อนี้นะ

เสียดายไม่มีรูป เป็นการโชว์ของแมวน้ำ ที่ฉลาดมากๆ

แมวน้ำตัวนี้ตัวใหญ่พอๆกะคนเลยแล้วก็แสดงต่างๆ คนดูก็เยอะพอดูนะ

แต่ตอนแรกที่เดินไปน่ะ มีคนจีนสองคนมาขอให้เราถ่ายรูปใ้หด้วย

ท่าทางนึกว่าคนจีนด้วยกันแหงๆ 55 ก็ถ่ายไปแล้วก็ถามว่าเป็นไงมั่ง

นี่ถ้ารู้ว่าเราต่างชาติคงงงน่าดู กร๊ากกกก

ดูการแสดงแมวน้ำจบ ก็เดินต่อไปช่วงนั้นก็ฝนตกพร่ำๆแล้วล่ะ

เลยไม่ได้ไปเที่ยวเล่นไหน แต่เข้าพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำของที่นี้

แต่การจะเดินไปแต่ละที่นี่เหนื่อยมากเพราะมันอยู่บนเขา

ก็อย่างที่บอกแต่พยายามจะย้ำไงว่ามันเมื่อย

พิพิธภัณฑ์แรกที่ดุคือ แมงกระพรุน เออแปลกตาดีมันก็มืดๆนี่แหละ

ต่อมาก็ที่ พิพิธภัณฑ์ฉลาม เห็นฉลามทุกชนิดทั่วโลกเลย แต่ที่ชอบที่สุดคือ

ตู้ปลา เรียกตู้ปลาได้มั้ยเนี่ย เพราะว่าพอเดินเข้ามาตอนแรกจะเห็นเป็นบ่อใหญ่ๆ

เดินไปเรื่อยๆมันก็จะมองเห็นข้างในตู้ เดินไปอีกก็เห็นข้างล่างลงเรื่อยๆ

จนถึงบ่อของตู้ ก็จะเห็นทั้งหมด ปลาเยอะมากๆ แล้วก็ตัวใหญ่

แต่ในใจรู้สึกว่าน่าสงสารมากเพราะว่ามันคงต้องเบียดๆกันในตู้แหงๆ

ด้วยความที่สวนสนุกนี้มันมีแบบที่สูง กับที่ต่ำแต่มันเชื่อมด้วยกระช้านะ

ก็เลยลงกระเช้า เริ่มจะเบลอแล้วว่าเราทำอะไรก่อนหลัง 55






นี่คือกระเช้าที่นั่ง เห็นคนมาเป็นครอบครัวเลย จริงๆอยากให้พ่อกะแม่มาด้วย

แต่ก็ไม่ได้แล้วล่ะ ต้องตะลุยเดี่ยวแล้ว 55

เอาล่ะพอมาถึงข้างล่างฝนก็ยังตกอยู่แล้วเริมตกแรง ที่ตัดสินใจไปดูคือ

หมีแพนด้า



นอกจากน้องนางในตู้แล้ว ที่นี่มีหมีแพนด้าในตู้ จำไม่ได้ว่ากี่ตัวแน่

ประมาณ 5 หรือ 6 นี่แหละ ในใจคิดว่าเชียงใหม่ยังไม่เคยไป

มาดูไกลถึงฮ่องกงเลย เออดีจริงๆ

จริงๆอยากดูแพนด้ามานานล่ะ แต่พอมาเห็นจริงๆก็รู้สึกว่าทำไมต้องขัง

ส่วนตัวไม่ชอบอะไรแคบๆ เห็นหมีมันน่าจะอยู่ป่าที่กว้างๆน่ะ

ดูสักพักเหมือนหมีเค้าก็รำคาญเป็นเหมือนกัน เพราะมันเริ่มหนีไปอยู่ในรู

55 รูหมี แต่ในรูก็มีกล้องถ่ายทอดให้ ดูกริยาหมีอยู่ดีกว่าหมีทำอะไรอยู่

สักพักเริ่มรู้สึกว่าฝนซาแ้ล้วก็เลยออกไปข้างนอก

เดินไปเดินมาแล้วก็คิดว่าควรจะรีบขึ้นไปได้แล้วเดี๋ยวจะไม่คุ้มค่าตั๋ว

พอขึ้นไปปุ๊บฝนก็เริ่มหยุดตกพวกรถไฟเหาะ ชิงช้าสวรรค์ ฯลฯ ก็เปิด

แต่ยัง ยังไม่ไปเล่น ไปดูโชว์ปลาโลมาก่อน ตอนประมาณ 4 โมงเย็น



อยากบอกว่าตอนที่มานั่งเนี่ยคนแถบไม่มีเลยนะ แต่พอจะเริ่มงาน

อ่ะโหไม่รู้คนมาจากไหนเยอะแยะไปหมดมาขอนั่งข้างๆเราด้วย

เปิดตัวงานด้วยปลาโลมาว่ายหงายท้องมาต้อนรับ

แล้วก็เปิดเพลงแบบระทึกใจประหนึ่งกำลังอยู่ในเรื่องอินเดียน่าโจนส์

เสร็จแล้วก็เริ่มมีการที่ให้ปลาโลม่ากระโดดลอดห่วง แบบพลีชีพ

ไม่อยากเชื่อเลยว่าโลม่ามันกระโดดสูงมากๆ แล้วคนก็ปรบมือกันใหญ่

ตอนนี้เค้าก็บรรยาย เป็น 3 ภาษา คือ จีนกวางตุ้น แมนดาริน และอังกฤษ

ส่วนภาษาไทยนั้นอย่าหวังซะให้ยาก แล้วก็มีการโชว์การผายปอดของแมวน้ำ

ไปๆมาๆแมวน้ำี่นี่น่ารักที่สุด

รายละเอียดโชว์เริ่มจำไม่ได้ล่ะนานจัด แต่ถ้าให้ไป ไปอีกแน่ๆ ขอบอก

จบการแสดงปุ๊ป แป๊ปเดียวเองนะคนหายหมดเลย

อย่ากะระเบิดจะลง คนรีบไปไหนกันหมดก็ไม่รู้ เหลือเชื่อจริงๆ

จากนั้นก็เริ่มไปเล่นเครื่องเล่นอีกครั้งเพราะว่าตอนนี้เค้าเปิดให้เล่นล่ะ

อีกอย่างมันก็ 5 โมงล่ะมีเวลานิดเดียวเองต้องเริ่มทำเวลาแล้วล่ะ



ขอบอกเลยว่าไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไรแต่น่ากลัวที่สุด

ตอนแรกก็อยู่ข้างล่างดีอยู่หรอก สักพักเค้าไม่พูดไรเลยมันดึงตัวขึ้นไปสุดเลย

ยอมรับว่าข้างบนนั่นวิวดีมากแต่อย่าให้มองกลับลงมานะ

แม่เจ้า ไม่ไหวแล้วแทบจะเป็นลม แล้วมันก็ดิ่งลงล่างอย่าฉับพลัน

หึหึ ตอนนั้นหลับตาอย่างเดียวแล้วไมุ่รู้ว่าจะต้องทำไงบ้าง

พอเล่นเสร็จก็รู้สึกว่าน่าจะเล่นอีกนะ สนุกดีแต่ต้องไปที่อื่นต่อ



ส่วนอันนี้คือ รถไฟเหาะที่จะลองเล่นดู ปรากฎว่ารถไฟมี สองสายก็เลย

ได้เล่นเร็วหน่อย ก็เหมือนที่เกริ่นมามันไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไหร่

แ่ต่มันดีตรงที่มันอยู่บนเขาเลยแกล้งให้หวาดเสียวได้สักนิดนึง



ส่วนที่น่าเจ็บใจคือการที่ชิงช้าสวรรค์ปิดนี่แหละ เซ็งมาก

เพราะว่าอยากเล่นที่สุดแต่มาปิดซะี่นี่ก็ไม่เป็นไรเราไม่ว่ากัน

ก็เลยเล่นไม่ครบเลย อ่อ มาถึงที่นี่แล้วต้องลองอันนี้ค่ะ



อันนี้เป็นเหมือนจุดชมวิว มันจะเลื่อนสูงขึ้นเรื่อยๆ ภายในติดเครื่องปรับอากาศ

เย็นดีเหมือนกันแล้วก็ดูวิวทิวทัศน์รอบๆ เพลินมากๆอยากอยู่ตลอดไป



อันนี้เป็นวิวที่ถ่ายมาจากข้างบน เสียดายไม่ถ่ายให้หมด

ช่วงนี้แบตกล้องเริ่มจะหมดแล้วด้วย

ถัดจากอันนี้ก็จะหกโมงแล้วเริ่มวิ่งทำเวลาแล้วก็มีเสียงว่าสวนสนุกปิดแล้ว

พี่น้องครับ เสียดายจริงๆน่าจะมาถึงเร็วกว่านี้

ถ้ามาถึงเร็วกว่านี้นะดีมากๆ คราวหน้าต้องทำเวลาซะแล้วโฮะๆ

อิชั้นก็เดินกลับอย่างเซ็งเพราะว่าอยากเล่นต่อ

คราวหน้าเจอกันใหม่ล่ะกัน

แล้วก็มานั่งรถคันเดิมเพื่อที่จะกลับไปที่สถานี เซ็นทรัล (มีทุกสิ่งให้เลือกสรร)

ตอนนั่งเนี่ยหลับไปเฝ้าพระอินทร์เลย

รู้สึกตัวอีกทีเหมือนมีคนปลุกตกใจมากแบบว่าเฮ้ย เลยป้าย แต่ลืมไปว่ารถ

มันก็ต้องไปจอดตรงนั้นอยู่ดี ฮา ฮา

อีหรอบเดิมขึ้นลงไปรถไฟใ้ต้ดิน แต่ตอนนั้นก็ประมาณทุ่มกว่าล่ะ

เริ่มหิวด้วยความงกเงิน แบบว่างกมากๆเลยไมู่้รู้ว่าจะทำไงดีสรุปแล้วคือ

พอลงรถก็ใช้กลยุทธ์ซื้อมันที่ 7-11 แล้วก็มางงกับนมรสน้ำมะพร้าว

หรือกะทิเนี่ยแหละ เราก็เห็นแปลกดีเลยซื้อกิน

เอออร่อยดี ในใจคิดไม่ได้ๆ เก็บเงินก่อนไว้ช้อปปิ้ง

จากนั้นก็เลยค่อยลงรถไฟแล้วก็ไปที่สถานีมงก๊ก

ซื้อมันใกล้กับ เลดี้มาเก็ต แล้วก็เทมเปิ้ลมาเก็ต

ด้วยความไ่ม่อยากให้กิเลสครอบงำก็เลยเดินขึ้นไปที่ห้องเลย

แต่ความอยากติดต่อคนมันมากกว่าเลยต้องไปซื้อบัตรโทรศัพท์

จำได้ว่าสแตนลี่ย์มีขายเลยซื้อบัตร 50 เหรียญดอลล่าห์ ฮ่องกง

แต่เดี๋ยวก่อนที่ ดราก้อนเนี่ยตรงสำนักงานเค้ามีเน็ตให้เล่นฟรีด้วยก็เลยเล่น

แล้วก็ออนไลน์สดๆคุยกะเพื่อนว่านี่ชั้นอยู่ฮ่องกงนะแก

และทุกคนบอกว่า ช่วยกลับมาได้มั้ย โรงเรียนเปิดได้ 2 อาทิตย์แล้วนะไอ้บ้า

- * - ก็อยากเที่ยวก่อนนี่ 55

สักพักก็มีพี่กลุ่มนึงเดินเข้ามาประมาณ 4 คน

เดินมาแล้วบอกว่า "หว่อเหมินชื่อไทกั๋วเหริน" อ้าวบอกคนไทยแบบนี้

เสร็จเลยก็เลยส่งสำเนียงภาษาไทยไป ว่าพี่คนไทยเหรอคะ

หนูก็คนไทยค่ะ คุยกันสักพัก สรุปพี่เค้ากลับไทยวันเดียวกัน

แต่คนละสายการบิน

โอ้วสุดยอดมีเพื่อนกลับด้วยแล้ว คุยกันสักพักพี่เค้าก็จะขอตัวไปห้องเค้า

เราก็เล่นเน็ตถึงประมาณ 5 ทุ่มก็ไปอาบน้ำนอน

อ่อ ก่อนนอนคุยโทรศัพท์กะแม่ก่อน

แม่ก็บอกว่า เอาบัวหิมะ รองเท้า เสื้อผ้า พ่อก็เอา รองเท้า เสื้อเชิ้ต

แล้วก็ บลาๆๆๆ สรุป 50 เหรียญเสียเพื่อโทรรับคำสั่ง

สรุป แม่บอกเป็นห่วง พ่อก็บอกเป็นห่วง แต่เอาของด้วยนะลูก

กร๊ากกกกกกกกกกกกกกก คือนั้นหลับแล้วก็ฝันถึงของที่ต้องซื้อ

แล้วมาต่อกันว่าพรุ่งนี้เจออะไร นี่แค่วันแรกเองในฮ่องกง 555555 กร๊ากกก



Create Date : 25 มกราคม 2552
Last Update : 6 สิงหาคม 2552 1:00:58 น.
Counter : 491 Pageviews.


กุหลาบคิมหันต์
Location :
Melbourne  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



www.facebook.com/Thcrazybackpacker