ตะลุยเดี่ยวเที่ยวฮ่องกงมาเก๊าตอนเที่ยวไปกับใครก็ไม่รู้ 2
หลังๆนี่เริ่มมีรูปเยอะหน่อย ถ่ายรูปตามอารมณ์น่ะ 55++ แล้วรูปก็ออกมาไม่สวยด้วย

----------------------------------------------------------------

ตอนเที่ยวไปกับใครก็ไม่รู้ 2

ต่อจากตอนเมื่อกี้ ตอนนี้ก็จะมาเฉลยกันว่าทำไมตั้งชื่อตอนแบบนี้

กำลังจะไปที่ "เดอะพีก" อิชั้นก็รีบปรี่ขึ้นไปนั่งชั้นบนเลยค่ะ

ก็รถมันมี 2 ชั้น ชั้นล่างนี่คนก็ไม่ค่อยคิดจะนั่งกันเท่าไหร่

ต้องนั่งชั้นบนนี่แหละค่ะ เป็นแบบเปิดโล่ง ตอนแรกอิชั้นก็ว่าดีค่ะ

นั่งไปนั่งมา เริ่มหัวกระจุย แดดผ่าหัว จากเมื่อกี้ก่อนข้าม

ฝนทำท่าจะตกแหล่ มิตกแหล่ พอมาถึงฝั่งฮ่องกง

บ๊ะ ไม่เห็นจะมีอะไรเล้ยยย แถมแดดร้อนผ่าตัวหมาแตกอีกต่างหาก

เอาแน่เอานอนอะไรก็ไม่ได้เลยนะ

อย่างกะอังกฤษ ที่ตอนเช้าหนาวยิ่งกว่าอยู่ขั้วโลกเหนือ

กลางวันอย่างกะอยู่ในซาฮ่าร่า ตกเย็นหน่อยเจอพายุฝน

สภาพอาการมั่วจริงๆ ความจริงแล้วมีความหลังกะรถประเภทนี้ค่ะ

ตอนมัธยมเคยไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่อังกฤษ

วันหยุดก็จะไปเที่ยวลอนดอน เห็นมีรถนำเที่ยวแบบนั้นนั่นแหลค่ะ

แดงเหมือนกัน เปิดชั้นบนแต่ด้วยความงก (มาก)

ก็เลยไม่นั่ง จนกระทั่งจบโครงการแล้วกลับมาถึงบ้าน

ดูสิ นี่ก็หลายปีดีดักล่ะ ยังไม่ได้กลับไปเหยียบแผ่นดินประเทศ

สหราชอาณาจักรสักกะที นี่ล่ะอย่าหวังน้ำบ่อหน้า



ไม่เป็นไรคราวนี้มาฮ่องกงพอแทนกันได้บ้างเล็กน้องถึงปานกลาง

อันนี้จะเป็นสภาพบนรถที่ถ่ายโดยอิชั้นเอง

หลายคนบอกว่า ซื้อกล้องใหม่ได้แล้ว

พี่น้องครับ ช่วยโอนเงินให้ด้วยได้มั้ยครับ บาทนึงหายากมาครับพี่น้อง

เรานั่งอยู่แถวสองค่ะ จะเห็นได้ว่ามีตัวเด็กอยู่ข้างหน้า 1 หัว

แล้วทุกคนส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวทั้งนั้นๆๆๆ



เมื่อกี้ดูที่อัพโหลดแล้วคุณภาพต่ำมากๆ ขออภัยค่ะ

กล้องซื้อมา 2 ปีล่ะ ราคาก็ 100 เหรียญบวกภาษีเอง

มันเลยเป็นเช่นนี้ แถมไม่ค่อยถนอมมันด้วยง่ะ แง่วๆ อย่าว่ากันนะ

พอนั่งรถเสร็จตดไม่ทันหายเหม็นก็มาถึงแล้ว

"เดอะพีก" ไม่รู้คนทำไมชอบมากันจัง รวมทั้งอิชั้นด้วย

หลงกลมา กร๊ากกกกกก

นี่ก็เป็นบรรยากาศภายนอกที่คนยิ่งกว่าอะมีบาซะอีก



คิดว่าถ้าอยากดูดีๆกว่านี้หาเอาในยูทูปอ่ะค่ะมีคนทำไว้ดีมากมาย

ส่วนของอิชั้นนี่ไม่ไหวๆ ด๋อยมากๆ แต่เก็บไว้ดูเป็นความทรงจำเอิ้กๆ

ก็เข้าแถวได้นานพอดู เรียกได้ว่าเอาเวลาไปปลูกผักกินได้เลย

พอเดินมาถึงปากทางเข้าค่ะจะพบกับ นี่เลย พี่เฉินหลง



เฮียเฉินก็จะเต๊ะท่ายิ้มแป้นแบบนี้ทุกวันทุกวัน เหงือกไม่มีแห้ง

เค้าจะเอาน้ำลูบเหงือกตลอด(ฮา)

นี่คือหุ่นขี้ผึ้งค่ะ ดีนะไม่มีหุ่นขี้หมา สงสัยจะเหม็นน่าดู ขี้ผึ้งไม่เหม็นเนอะ

คือว่าข้างบนเนี่ยจะมีพิพิธภัณฑ์มาดาสทรูโซ่ค่ะ

อิชั้นก็ไม่เคยเข้าหรอกนะคะ

แต่ว่าที่เวกัสน่ะ พิพิธภัณฑ์นี้จะอยู่กับโรงแรมเวเนเชี่ยนค่ะ

แต่เวเนเชี่ยนที่มาเก๊าไม่มีนะ มีแค่ที่เวกัสเท่านั้นเอง

อิชั้นเดินผ่านบ่อยค่ะ เห็นนักท่องเที่ยวเสียเงินแล้วก็ออกมาบ่น

ก็อีกแค่หุ่นขี้ผึ้งหน้าเหมือนคนดังแค่นั้นเอง ไปๆมาๆ

ต่อมสอดรู้สอดเห็นก็เริ่มไม่อยากจะรู้แล้วว่าข้างในมีอะไร

เห็นเค้าออกมาแล้วก็บอกงั้นๆ เลยคิดว่าเอาเงินไปซื้อกระดูกให้หมาดีกว่า

ได้บุญซะอีก เหอๆ กร๊ากกกกก

ถ้าคนไหนไม่มีบัตรปลาหมึกก็ต้องมาที่เคาน์เตอร์ขายตั๋วแบบนี้ค่ะ



ส่วนราคานั้นจำไม่ได้ค่ะ คือมันจะถูกลงเรื่อยๆน่ะ

ถ้าขึ้นรถราง 1 ครั้งจะแพง 2 ครั้งจะถูกลงมาหน่อย

เข้าพิพิธภัณฑ์นี่ก็ลูกลงอีก ยิ่งขึ้นดาดฟ้าก็ถูกอีก

อิชั้นแค่นั่งรถรางแล้วก็ ขึ้นดาดฟ้าก็พอเจ้าค่ะ พอแล้ว

เสียเงินพอล่ะดูรูป ตอนที่จะขึ้นรถนะ

สุดๆ เยี่ยงกับผู้อพยพชาวพม่า นั่นแหละคนงี้แย่งขึ้น

มันก็แย่งกันจริงๆอ่ะ ถ้าไม่ได้นั่งน่ะ ลำบากเลยล่ะ



ดูซะ สภาพคนที่แย่งกันขึ้นรถ อพยพอย่างกะมดดำขนไข่หนีน้ำท่วม

ก็จริงอ่ะ ทั้งแบกเป้ แบกลูก บอกกล้อง โน่น นี่ นั่น มันก็เหมือนแหละ

เราก็อีกคนพยายามยื้อแย่งที่นั่งกะเค้ายั่งกะเล่นเก้าอี้ดนตรี

แต่ไม่มีเพลง ฝรั่ง แขก จีน ไทย ก็แย่งๆกัน แล้วทีนี้ก็ได้ที่นั่ง

ตอนแรกมันก็แค่ 20 องศาอ่ะนะ ไปๆมาๆเริ่มแล้วครับท่าน

รถรางไต่เขา จาก 20 เริ่มเป็น 30 เริ่มเป็น 40 และ 45

ประมาณนี้ 45 องศา ที่คนมันต้องยืนอ่ะ คิดดูดิ

เห็นคนยืนแล้วล่ะ น่าสงสารพอดู แต่ต้องสงสารตัวเองก่อน

มิเช่นนั้นแล้วอาจจะไถลไถแถกไปก็เป็นได้

ดูรูปซะ มันจะไถลไถแถกกันอยู่แล้วสังเกตว่ามันเริ่ม เอียง

เอียง เอียง และเอียง อารมณ์ประมาณเริ่มอยากอ้วก แต่อ้วกไม่ได้

เหมือนกลืนไม่เข้าคายไม่ออกไงงั้น แต่ก็พยายามนั่งต่อไป



มันก็เอียงนิดหน่อย เองนี่ก็ไม่มากอะไรแต่ขอบอกเลยว่ารถมันเหวี่ยงสุดๆ



อันนี้สังเกตว่ามันเอียงมากว่าอันที่แล้ว



แล้วมาดูคนที่ต้องยืน หน้าตาเบื่อโลกกันไปเลยเหอๆ



สงสารคนยืนเนอะ แต่ก็ช่วยตัวเองยังไม่รอด

ขอตัวเองรอดก่อนแล้วกัน งี้แหละเราเป็นพวกเห็นแก่ตัว

ลุกให้นั่งไม่ได้หรอกค่า

พอมันขึ้นมาสู่ยอดแล้ว ก็ลงรถ

ฉลาดมากเลยขอบอก มันให้เดินผ่านที่ขายของที่ระลึกก่อน

ก็มีคนหลงกลกันไปเพราะว่า ของที่ขายก็สวยดี

แต่อิชั้นไม่ล่ะค่ะ เพราะว่างกมาก กร๊ากกก

เสร็จแล้วก็เริ่มๆ เดินไปเรื่อยๆ ผ่านมาดามทรูซโซกันอีก

คนก็เข้าเยอะแยะ แต่อิชั้นไม่ล่ะค่ะ เสียเวลาเปล่าๆ ปลี้ๆ

ก็เดินไปเรื่อยๆ กะจะไปถึงดาดฟ้า แต่เออะ เฮ้ย

ตรงที่มันเป็นในสแตมป์บัตรมันเสียค่ะ คือว่ามันไม่หักตามมูลค่าบัตรไง

มันต้องจ่ายประมาณ 20 เหรียญเต็ม ถ้าหักจากบัตร

จะเหลือ 10 หรือ 15 นี่แหละ จำไม่ได้ (ขออภัยมณี)

แล้วที่นี่ก็มีพี่ฝรั่งสามีภรรยา 2 คนไปโวยกะเคาน์เตอร์ว่า ทำไมเนี่ย

มาเสียแบบนี้ไอจะทำไง เรารึคิดในใจไม่ได้ล่ะ

เสียเวลาแล้วล่ะเนี่ย เลยโอเคจำใจเสียเต็ม

แล้วก็ขึ้นบันไดเลือนไปดาดฟ้าค่ะ

คิดว่าคุ้มนะ วิวสวยดีที่ขึ้นเนี่ย ก็ดูวิวกันล่ะกันว่ามันดีแค่ไหน



เห็นที่เป็นหมอกๆมั้ย นี่ไม่ใช่หมอกนะเจ้าคะ นี่คือเมฆ

ตัวติดเมฆเลยอ่ะ แบบนี้แหละถึงเรียกว่า "หัวสูง" ของจริง



มาดูบรรยากาศบนดาดฟ้าดีกว่า

อยากให้เห็นสภาพของรางรถรางนิดนึงสวยดี



แล้วก็ยังไม่หมดให้ดูมุมอื่นต่อ (ฮา)



พอล่ะจริงๆมีอีกขี้เกียจเอาลง

ตอนนี้ตัวมีแต่ขนล่ะ กร๊ากกกกกก

ก็ถ่ายรูปไปได้สักพักนึง ได้ยินเสียงแว่วๆ เป็นภาษาไทยค่ะ

คราวนี้ก็เลยตามหาต้นเสียง ปรากฎว่าเป็นพี่สาวแสนสวย 2 คน

ที่กำลังคุยกันถึงเรื่องบรรยายกาศบนนี้

เราก็เอ้ย คนไทย ดีใจอ่ะ เข้าไปคุยดีกว่า แล้วก็ขอให้พี่เค้าช่วยถ่ายรูปด้วย

คุยกันไปคุยกันมาพี่เค้าจะไปเที่ยวต่อ แถมชวนเราไปด้วย

เลยสรุปไปด้วย (ทั้งๆที่เจอกันแค่ 5 นาที )

นี่เลยเป็นบชื่อตอนว่าเที่ยวไปกับใครก็ไม่รู้

พี่คนแรกชื่ออะไรไม่ขอเอ่ยนามค่ะ เพราะว่ามีวีดีโอ

พี่เค้าด้วยกร๊ากๆ เดี๋ยวเจ๊ทั้งสองมาเห็นล่ะ โดนด่าแหงมๆ ตอนนั้นเริ่มๆจะบ่าย

ต้องรีบไปเดี๋ยวไม่ทัน ก็เลยรีบลงมาจากดาดฟ้าค่ะ

พี่ๆเค้าก็เลยขอเดินๆ ชั้นอื่นๆ ในตึกนี้ซะก่อน

ไปดูของที่ระลึกน่ะ เราก็เลยซื้อมั่ง เป็นปากกาสีส้ม

ตรงปลายเป็นรูปมือลิโพ(ชูสองนิ้ว) ราคา 25 เหรียญ

สรุปปากกามาหายที่มหาลัยค่ะ - * -สรุปซื้อทำไมเนี่ยเว้อออ

สักพักพวกเราก็ลงมากัน 3 คน แต่ทั้ง 3 คนหาทางออกไม่เจอค่ะ

จริงๆเราอยากจะนั่งรถเมล์ลงมา แต่พี่เค้าบอกว่ามันหวาดเสียวมาก

อาจจะหัวใจ ไต ตับ วายตายได้ ก็เลยคิดว่า นั่งรถรางลงไปดีกว่า

เพราะว่าพี่เค้าก็ยังไม่ได้นั่งรถรางเลย ไม่เป็นไรลงรถรางก็ได้เนอะ

แต่ก็ยังหาทางไปนั่งรถไม่ได้ค่ะ สรุปอิชั้นเลยไปถามทางเค้า

คนที่นี่ยิ้มแย้มแจ่มใสดีค่ะ เลยกล้าถามหน่อยไม่งั้น

ส่วนใหญ่ที่เจอหน้าเป็นตูดเลยยย กร๊ากกกก

พอลงมาถึงข้างล่างได้ ก็เลยมาเปิดแผนที่กันว่าจะไปที่ไหน

สรุปว่า ในแผนที่ที่พี่เค้าได้มาจากตรงสนามบิน มันมีเป็นเหมือน

โดมกระจกสรุปเลยตัดสินใจไปที่นั่นดีก่า วิธีการไปนั่นคือ เดินค่ะ

เพราะดูจากแผนที่แล้วไม่ค่อยไกลกันเท่าไหร่

เราก็เดินๆกันไป ผ่านพิธีแต่งงานด้วยอ่ะ แบบว่ามาถ่ายรูป

ตรงถนน มีเจ้าบ่าวเจ้าสาวครบ เราก็กะจะไปแจมล่ะ

กลัวเค้าเตะออกมา (ฮา) ก็เลยเดินกันจนไปถึง

แต่ฮ่องกงมันจะชอบโค้งมั่ง ชันมั่ง ก็เป็นเกาะอ่ะ

ที่เป็นภูเขา คิดแล้วก็นึกถึงตอนไป เวิร์คที่ วิสคอนซิน เดล

เดินทีนี่เหนื่อยเลยค่ะมัน เหมือนขึ้นเขาลงเหวตลอดเวลา

ว่างๆจะเอามาบ่นพร้อมรูปให้ฟังว่าไปเจออะไรมาบ้าง

เดินไปถึงมันก็เป็นโดมพลาสติกอ่ะค่ะ แล้วก็เป็นสวน(แค่นั้น)

มีนกมาส่ายตูดอยู่ 2 - 3 ตัว นอกนั้นที่เป็นสิ่งมีชีวิตก็คือ

เรา พี่เค้าอีก 2 คน สรุปมีนก 3 ตัว กับพวกเรา 3 คน

สมใจพี่เค้าล่ะ เลยพากันไปที่อื่นซะ ที่ต่อไปพี่เค้าบอกว่า

มันเหมือนกับเป็นที่ขายของอ่ะ แต่เป็นบันไดเลื่อนๆ ในตัวตึกไปเรื่อย

ซึ่งอิชั้นก็ตกลงไปด้วยค่ะ เพราะว่าไม่ได้พูดมาหลายวันแล้ว

(จริงเหรอเมื่อตอนกินข้าวก็พูดนี่) กร๊ากกกกก

จากนั้นเราก็งงค่ะ จะไปไงดี มีแต่แผนที่สรุป

เรียกแท็กซี่ แท็กซี่ที่นี่ก็ไม่แพงนะ เริ่มที่ 1.6 เหรียญ

ไม่เหมือนไทยหรอก 935 ตีเป็นเงินไทยก็ไม่กี่บาทไม่ถึง 10 บาทเลย

นั่งไปตูดยังไม่ทันร้อน ถึงล่ะ (ฮา)



มันก็จะประมาณนี้ เป็นบันไดเลื่อนๆมั่ง พี่เค้าก็มอง

ไหนของขายหว่า ไหนหว่า ไหนหว่า

สรุปมองๆไปไม่มีอะไรสักอย่าง เหมือนกับแค่เป็นเส้นทางสัญจร

เพราะข้างล่างมันเป็นถนนสี่แยกอะไรเถือกๆนั้น กว่าเราจะรู้ตัว

ก็เดินไปจะสุดทางซะแล้ว

แต่ที่แปลกคือ จำได้ว่าวันนั้นวันอาทิตย์นะ ก็เดินเข้ามาในตัวตึกอะไรนี่

สักอย่าง เห็นคนเต็มไปหมดเลย มาสังสรรค์กินข้าวกัน จับกลุ่มคุยกัน

ทำโน่นนี่นั่น พี่เค้าก็เริ่มกลัวล่ะ ทำไรกันเนี่ย

แต่คนเค้าก็เดินไปเดินมาปกตินะ

เสร็จแล้วเราก็เห็นมีคน ยืนแจกใบปลิวอยู่ เป็นป้าอายุประมาณ 40 กว่า

แล้วก็พิการเค้ายืนเบี้ยวๆอ่ะ เราก็เลยไปรับใบปลิว

แล้วก็ถามว่าเกิดอะไรขึ้น (เป็นภาษาจีนแมนดาริน)

แต่ป้าเค้าตอบเป็นภาษาอังกฤษมาอ่ะ (- * - )

สรุปภาษาจีนเราไม่ชัดขนาดนั้นเลยเหรอไงเนี่ยหา

ป้าเค้าบอกว่าคนพวกนี้เป็นคนฟิลิปปินส์ทำงานเป็นชนชั้นล่าง

ป้าเค้าบอกว่า เลเบอ แล้วก็วันอาทิตย์ จะเป็นวันสังสรรค์ของพวกเค้าน่ะ

เราก็เห้อ จริงง่ะ มาสังสรรค์กันแบบนี้อ่ะ นะ

ป้าเค้าถามต่อว่า ที่ป้าเค้าพูดอ่ะ ฟังรู้เรื่องมั้ย

เราก็บอกว่า ภาษาอังกฤษป้าดีมากค่ะ แต่ไม่กล้าถามต่อว่า

ทำไมถึงไม่พูดภาษาจีนใส่ สงสัยรุ้มั้งว่าเป็นนักท่องเที่ยว

เพราะคนท้องถิ่นเค้ารู้ดีกว่า พวกนี้เค้าชุมนุมทำไมกัน

สรุปว่าที่เดินมาคือเหนื่อยฟรี ว่างั้น พี่เค้าเลยวางแผนต่อไป

คือไปวัดค่ะ วัดอะไรจำไม่ได้แต่เราก็เดินกันเหนื่อยดี

ลืมไปเลยว่าข้าวปลายังไม่ได้กิน - * -

สรุปก็มาถึงวัด จำไม่ได้ว่าวัดอะไร แต่ก็อัดวีดีโอไว้

เชิญชม ณ บัดนาว



ก็เดินตามพี่เค้าไปอ่ะค่ะ ถ่ายหลังพี่เค้าพอ

ไม่กล้าเอาหน้าพี่เค้าลง เดี๋ยวโดนฟ้อง กร๊ากกกกก

ไม่ไหวล่ะยาวเกินอีกล่ะวันนี้ ขอต่อเป็นตอนหน้าล่ะกันเริ่มเมื่อยมืออีกครั้ง

ขออภัยทุกท่านด้วยที่รูปมันเบลอล่ะ วีดีโอมันแตก

ขออภัยมณี ชะเอิงเงย



Create Date : 26 มกราคม 2552
Last Update : 27 มกราคม 2552 19:35:10 น.
Counter : 189 Pageviews.


กุหลาบคิมหันต์
Location :
Melbourne  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



www.facebook.com/Thcrazybackpacker