ฮิตเล่อร์...และเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักร์ที่ไรค์ซที่สาม ตอนหนึ่ง

เห็นมีกระทู้ตั้งทั้งถามและถ้อยแถลง..ดิฉันเองก็อยากจะเขียนเล่าสู่กันฟังในสไตล์สบายๆ อ่านง่ายๆ เพราะเป็นนักอ่าน..ที่มีหนังสือในความครอบครอง
มากมายนับร้อยๆเล่ม ทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลัง เบื้องลึก

อ่านๆไป รู้คนเดียวไม่สนุกเลย
หาก แต่..อยากให้เรื่องราวนี้รวมกลุ่มอยู่ในที่เดียวสำหรับผู้ที่สนใจจริงๆและสามารถแชร์ความคิดเห็นกันสู่กันได้
เพราะเรื่องของสงครามโลกครั้งที่สองของเยอรมันนั้น หาใช่ว่า..อ่านหนังสือเล่มเดียวจะเข้าใจ ทึกทักไปตามนั้นได้
แม้กระทั่ง คำว่า "ยิว" หลายๆคนก็ยังคิดไปเป็นเค่เชื้อชาติ ความจริงแล้ว ต้องกลับไปอ่านประวัติเริ่มต้นของการกระจายพันธุ์ของยิบซีตั้งแต่ครั้งอียิปต์โน่นนน..จึงจะเข้าใจ
ว่าทำไม เผ่าพันธ์นี้ที่กลายมาเป็น"ยิว" และ จึงเป็นที่รังแครังคัดของคนอื่นๆถึงกับต้องมีการกำจัดให้สิ้นซาก


แต่การที่จะรู้จักกับฮิตเล่อร์นั้น มองด้านเดียวไม่ได้หรอกค่ะ เพราะมันยังมีคำถามมากมาย ว่า
เขาคือ วีรบุรุษที่ผนึกเยอรมันให้เป็นปึกแผ่น (ก่อนที่จะแพ้สงครามเพราะความดื้อรั้น) หรือ
เขาคือ ไอ้ขี้ขลาดคนหนึ่งที่บังเอิญ โชคดีที่มาอยู่ใน right place at the right time โดยใช้พรสวรรค์ของการเป็นนักแสดง นักพูดฝีปากเยี่ยมยอด สะกดคนฟังได้ราวกับรัสปูติน
อันนี้แหละค่ะ ที่เราต้องมาถกกัน..เพราะความขัดแย้งในตัวของเขาเองมีอยู่ออกมากมาย..เช่น...
เขา(เริ่ม)เป็น มังสะวิรัติ เพราะ ทนเห็นสัตว์ที่น่าสงสารถูกฆ่าไม่ได้ และกลายมาเป็นการกินเจอย่างเด็ดขาดก็หลังจากหลานสาวสุดที่รักฆ่าตัวตายประชดชีวิต( จะเล่าให้ฟังในตอนต่อๆไป)
แต่ ...เขาสามารถสั่งฆ่ายิว ยิบซีนับล้านๆคนอย่างทารุณได้หน้าตาเฉย..
(เพียงแต่ว่า.. ไม่มีหลักฐานปรากฏ หรือ มีเป็นสักขีพยานว่าเขาเป็นผู้สั่งการในการทารุณกรรมนั้นๆ)

เขา..เคยคิดจะฆ่าตัวตายก่อนหน้านี้ถึงสองครั้ง..

จากครั้งแรกที่สอบเข้าวิทยาลัยศิลปในเวียนนาไม่ได้
ครั้งที่สอง คือการถูกจับเพราะกบฏโรงเบียร์ทำการไม่สำเร็จ..
เพราะสิ่งที่เขากลัวที่สุดนั่นคือความผิดที่ต้องได้รับ

สงครามโลกครั้งที่สอง, ฮิตเล่อร์, มุสโสลินี,สตาลิน ฯลฯ กลุ่มคนทั้งหมดนี่ เป็นผลพวงของสงครามครั้งอื่นๆก่อนหน้านั้นที่อาจต้องมีการเชื่อมโยงความขัดแย้งไปตั้งแต่ สงครามใน Balkan แต่ที่ชัดเจน..นั่นก็คือ มหาสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

แล้วจะเข้าใจในสถานะการณ์ได้ดีขึ้นถึงสภาพความกดดันที่ชาวเยอรมัน ได้รับอย่างหนักหนาสาหัส (จากการแบ่งเค้กของฝ่ายชนะศึกในสนธิสัญญาแวร์ซายส์)
เมื่อมีคนๆหนึ่งสามารถมาพูดให้เห็น"ความ หวัง" และชี้ให้เห็นถึง"ความอยู่รอด" ประชาชนเจ็ดล้านคนจึงพร้อมใจกัน ยกย่อง เขิดชูเขาราวกับพระเจ้า

ทั้งๆที่เขาคนนั้นเป็นแค่ อดีตทหารยศสิบโท คนหนึ่งเท่านั้น
ผนวกกับ..ในอดีตกาลที่ผ่านมา ชาวเยอรมันภาคภูมิใจในความเป็นเลือดนักรบของเขามาก อย่างเช่น เมื่อครั้งศตวรรษ ที่ 12 พวกเขา( หมายถึงกองทัพอัศวิน Teutonic บรรพบุรุษดั้งเดิมของเยอรมัน) เคยสยบรัสเซียอย่างราบคาบมาแล้ว

ฉะนั้น..ฮิตเล่อร์ไม่ต้องเสียเวลามากมายต่อการกระตุ้นมหาชนให้เกิดการใฝ่สงคราม..
ทุกคนพร้อม..เพราะนั่นคือทางเลือก ทางเดียว และประชาชนยังเชื่อว่าการพ่ายแพ้ของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งนั้นเกิดมาจากการหักหลังของนักการเมืองในสภา ผสมกับการตัดสินใจอย่างผิดพลาดของไกเซอร์...และ..ที่สำคัญ..คือ พวก"ยิว"ที่กุมเศรษฐกิจยุโรปหยุดให้การสนับสนุนในด้านการเงิน..และ การผลิตส่งกำลังบำรุงต่างๆ (ตอนนั้น เกิดการสไตร์คแรงงานไปทั่วเยอรมัน)

ทั้งๆที่ทหารใน แนวหน้าทุกแนวยังพร้อมใจจะสู้คนถึงคนสุดท้าย..




บทความจากสมาชิก





1

ความคิดเห็นที่ 1 (794)
avatar
wiwanda
image

นาซี( NSDAP)มิใช่หมายถึงเยอรมันทั้งประเทศเป็นเพียงแค่พรรคสหภาพแรงงานพรรคหนึ่งในรัฐบาล Reichstag

และให้บังเอิญ..มีสมาชิกพรรคที่มีหัวรุนแรงมารวมตัวกันหลายคน ในปี 1919 ก็ได้ฮิตเล่อร์มาเป็น โฆษกประจำพรรค (หลังจากที่ไปเข้ารับการอบรมในคอร์สการเมือง ในมหาวิทยาลัยมิวนิคได้เพียงไม่กี่เดือน).... ตั้งแต่นั้นมาก็เลยเถิดไปกันใหญ่... เขาก่อความวุ่นวายแสดงพลังอย่างมากมาย..ทั้งในการประท้วง และเดินขบวน

ทุกคนกลับเห็นเป็นเรื่องขำขันที่ฮิตเล่อร์จะมาปาวๆถึงเรื่อง MotherLand, Fatherland (หมายถึงเยอรมัน) เพราะเขาไม่ใช่ชาวเยอรมันโดยเนื้อแท้แต่อย่างใด (เพราะเป็นสัญชาติออสเตรียน) ก็เพราะเหตุนี้เอง..ที่เขาได้รับโทษสถานเบามาก

เช่นถูกสั่งห้ามไม่ให้เปิดอภิปราย..ทั้งๆที่ควรจะถูกเนรเทศซะด้วยซ้ำ

แม้กระทั่งในหนังสือ Mein Kampf ที่เขาเขียนชีวประวัติตัวเอง(ในตอนติดคุกปี 1924) เขาก็เอ่ยถึง มาตุภูมิ ปิตุ ภูมิ จนเปรอะไปหมด(ตัวเองก็คงสับสนเหมือนกันนะว่า จะเอาเป็นแผ่นดินของพ่อหรือของแม่ดี ความจริงก็ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง)

เขามาได้ถือสัญชาติเยอรมันสมใจเมื่อตอนต้นปี 1932 ก่อนสงครามหมาดๆนี่เอง..และก่อนที่จะได้รับการสถาปนา จากประธานาธิบดี Hindenburg ให้เป็น Chancellor (เทียบเท่ากับรัฐมนตรี) เพียงปีเดียว.. นับว่าเป็นที่น่าสนใจสำหรับชายร่างเล็กคนนี้..

ฮิตเล่อร์ในยามก่อนเข้าร่วมพรรคการเมืองนั้น เขาเป็นศิลปินพันธ์แท้คนหนึ่ง..เขาดื่มด่ำกับการดูโอเปร่าทุกคืนในเวียนนา ถึงแม้ว่าจะยอมอดมื้อกินมื้อก็ตาม โดยเฉพาะ Lohengrin เขาดูได้ถึงสิบรอบ..

Gustl Kubizek เพื่อนรักเพื่อนสนิท พยายามชักชวนให้ไปดู Opera ชั้นดีของอิตาเลี่ยนบ้าง เช่นของ Verdi จนแล้วจนรอดก็ ได้แค่ลากไปดู Aida ได้เรื่องเดียว แถมยังถูกฮิตเล่อร์เหน็บเอาเจ็บๆด้วยว่า.. "มหาอุปรากรของไอ้เลี่ยน เนี่ย..ถ้าไม่มี "การเสียบกันด้วยมีด"มาเกี่ยวข้องด้วยแล้วละก้อ..มันเล่นกันไม่เป็นเลยละ "

และเขาคือสาวกของ Richard Wagner อย่างแท้จริง..เขาหลงไหลเสียงดนตรีจากเปียนโนอันทรงพลัง..แต่เขาก็ไม่ปฏิเสธเสียงดนตรีอันหวานซึ้งของคีตกวีคนอื่นๆใน Piano Concerto อย่าง Schubert, Beethoven หรือ Grieg เช่นกัน

ส่วนเรื่องที่ถามถึงการตาย ของฮิตเล่อร์ ว่าที่ไหนหรืออย่างไรนั้น ก็เป็นที่ทราบๆกันดีอยู่แล้ว ในครั้งแรกนั้น มีเสียงแตกออกไปหลายกระแส ว่าหนีออกไปอยู่ที่โน่นบ้าง ที่นี่บ้าง..รัสเซียเพิ่งเอาผลชันสูตรศพออกมาขยาย แก่ชาวโลกเมื่อสามสิบปีที่แล้วนี่เอง..ว่า..ใช่เขาแน่

แต่เรื่องราวในความลึกลับของการ"หวง ตัว"ของเขานั้น ค่อยมาเล่ากันทีหลังดีกว่าไหมคะ.. ดิฉันชอบเรียงเรื่องไปเรื่อยๆ เพราะในชีวิตของเขานั้น.. น่าสนใจไปเสียหมดในทุกช่วง

ฮิตเล่อร์กวาดต้อนสมบัติมามากมายจากประเทศเพื่อนบ้าน อันนี้ดิฉันเคยเขียนไว้แล้วหลายเดือนก่อน ในเรื่อง ไวน์...ไวน์ มีตั้งแต่ภาค 1-6 อันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเมื่อครั้ง ฝรั่งเศสยกธงขาว แพ้เอาซะดื้อๆนั่น..เยอรมันทนุถนอมฝรั่งเศสจนออกหน้าออกตา ไม่ได้บดขยี้เหมือนกับโปแลนด์ เพราะ ความรักใน "ศิลป” ของฮิตเล่อร์นั่นเอง อีกทั้ง..ฝรั่งเศสคืออู่ข้าวอู่น้ำชั้นดี เพื่อเป็นส่วยสงครามให้กับกองทัพ โดยเฉพาะ ไวน์และแชมเปญ...

จริงอยู่... ตัวฟิวเร่อร์ฮิตเล่อร์เอง ไม่แตะต้องของมึนเมาใดๆ นอกจากเบียร์เล็กๆน้อยๆตามมารยาท..แต่ ลูกสมุนตะละคน เช่น เกอร์ริง ที่แสนตะกละตะกลาม แต่รสนิยมในเรื่องไวน์ชั้นระดับชั้นอ๋อง.. ริบเบนทรอป..รมต.ต่างประเทศ ในอดีตอาชีพดั้งเดิมคือ ตัวแทนจำหน่ายไวน์ระหว่างประเทศมาก่อน(เยอรมัน-ฝรั่งเศส) ทุกวันนี้ ฝรั่งเศส น่าจะติดตั้งรูปปั้น สัญญลักษณ์ของ นายพลนาซี von Choltitz (ที่ดูแลฝรั่งเศสตอนนั้น)ไว้บูชา.. ที่ขัดคำสั่งฮิตเล่อร์ไม่ได้ระเบิดกรุงปารีสให้ราบเป็นหน้ากลอง ทั้งๆที่ได้วางทุ่นในจุดสำคัญๆหมดแล้ว แถมยัง เซ็นสัญญาสงบศึกอย่างโดยดีซะอีก.. ทั้งๆที่ฮิตเล่อร์ตะโกนถามลั่นซ้ำแล้วซ้ำเล่าทางโทรศัพท์จากในบังเกอร์ ว่า..Is Paris burning ??? เพราะ..นี่คือ ฮิตเล่อร์ ที่ยึดมั่นในคติของตัวเองที่ว่า ถ้าตัวเองไม่ได้ คนอื่นก็ต้องอย่าได้.. แม้กระทั่ง..เยอรมันเอง..เขาก็สั่งให้ทำลายให้สิ้น..

ทำให้เราอาจมองย้อนและพอมองเห็นรูปการณ์ถึงเรื่องอื่นๆที่ เคยเกิดขึ้นมาในอดีต ประวัติหลักๆของเขา หาอ่านเอาได้ทั่วไปตามเวบ แต่ ถ้าไม่รู้เบื้องหน้าเบื้องหลังจริงๆละก้อ เข้าใจยากมาก เพราะในยุคที่เขา เพิ่งก้าวเข้ามามีอำนาจนั้น สถานะการณ์ของบ้านเมืองแบ่งออกเป็นหลายพรรคหลายพวก ทั้งนิยมขวา ใฝ่ซ้าย ศรัทธาคอมมิวนิสต์ ดังนั้น พรรคนาซีจึงมีวิธีการจัดระเบียบพรรคแบบแปลกๆ.. คือ ฆ่าแบบล้างบางมั่ง.. บังคับให้ฆ่าตัวเองมั่ง..เพื่อรักษาความเป็น นาซี {NAtional SoZIalist}




Create Date : 03 มีนาคม 2548
Last Update : 12 กรกฎาคม 2556 4:08:43 น.
Counter : 7260 Pageviews.

49 comments
ไก่ชนพระนเรศวร ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
(7 ต.ค. 2563 13:44:48 น.)
เส้นสี ฝีแปรง และพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที 6 ผู้ชายในสายลมหนาว
(18 ก.ย. 2563 16:33:59 น.)
ตอนที่6เมื่อจะทำรถบ้านให้สำเร็จตาม"ฝันของชายวัยชราส.ว."องค์ความรู้ฯลฯในทุกๆขบวนการจะต้องพร้อม ธนูคือลุงแอ็ด
(30 ส.ค. 2563 03:22:13 น.)
不告诉你 Bù gàosù nǐ ยังไม่ได้บอกคุณ Kavanich96
(25 ส.ค. 2563 02:26:53 น.)
  


สงครามโลกครั้งที่สอง, ฮิตเล่อร์, มุสโสลินี,สตาลิน ฯลฯ ทั้งหมดนี่ เป็นผลพวงของสงครามครั้งอื่นๆก่อนหน้านั้น ที่อาจต้องมีการเชื่อมโยงไปจนถึง สงคราม Balkan
(หรืออย่างน้อยๆก็ต้องสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง) เพื่อคนอาจจะเข้าใจสถานะการณ์ได้ดีขึ้นถึงสภาพความกดดันที่
ชาวเยอรมันได้รับอย่างหนักหนาสาหัส
จนเมื่อมีคนๆหนึ่งสามารถมาพูดให้เห็น"ความหวัง" และชี้ให้เห็นถึง"ความอยู่รอด" ประชาชนเจ็ดล้านคนจึงพร้อม
ใจกันยกย่อง เขิดชูเขาราวกับพระเจ้า
ทั้งๆที่เขาคนนั้นเป็นแค่ อดีตทหารยศสิบโท คนหนึ่งเท่านั้น
อีกทั้ง..ในอดีตกาลที่ผ่านมา ชาวเยอรมันภาคภูมิใจในความเป็นเลือดนักรบของเขามาก อย่างเช่น เมื่อครั้ง
ศตวรรษที่ 12 พวกเขา( หมายถึงพวก Teutonic knight บรรพบุรุษดั้งเดิม) เคยสยบรัสเซียอย่างราบคาบมาแล้ว
ฉะนั้น..ฮิตเล่อร์ไม่ต้องเสียเวลามากมายต่อการกระตุ้นให้เกิดการใฝ่สงคราม..
ทุกคนพร้อม..เพราะนั่นคือทางเลือกทางเดียว และประชาชนยังเชื่อว่าการพ่ายแพ้ของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งนั้น..
เกิดมาจากการหักหลังของนักการเมืองในสภา และ พวก"ยิว"ที่กุมเศรษฐกิจยุโรปหยุดให้การสนับสนุนในด้าน
การผลิตส่งกำลังบำรุงต่างๆ(ตอนนั้น เกิดการสไตร์คโรงงานไปทั่วเยอรมัน)
ทั้งๆที่ทหารในแนวหน้าทุกแนวยังพร้อมใจจะสู้คนถึงคนสุดท้าย..
โดย: WIWANDA วันที่: 3 มีนาคม 2548 เวลา:6:50:39 น.
  


ฉันสนใจทั้งหมดในการเป็นมาของความขัดแย้งจนเกิดสงครามโลก
ไม่ใช่เฉพาะเยอรมัน และไม่ใช่เพราะ ฮิตเล่อร์หรือนาซี
เพียงแต่ว่า..ในกลุ่มดังกล่าวมานี่ มีสีสัน บทบาทอันชวนติดตามและข้อมูลเยอะมาก(จากการบันทึกของผู้ที่เกี่ยว
ข้องต่างๆเช่น Speer และ Hanfstaengl)
แล้วเมื่อสนใจอ่านมากๆเข้า..สามารถนำมาเทียบกับเหตุการณ์ในยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ขอยกตัวอย่าง..เช่น
เมื่อครั้งที่ ฮิตเล่อร์ต้องหลบเข้าไปอยู่ใน bunker ใต้ทำเนียบนั้น
ไม่มีใครเลยที่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน นอกจาก เหล่าขุนพลที่สนิท
การบัญชาการรบเป็นคำสั่งทางโทรศัพท์ เพียงอย่างเดียว..
ใครๆก็เข้าใจว่า ฮิตเล่อร์อยู่ในสนามรบที่ใดที่หนึ่ง..
กว่าจะรู้ถึงที่ซ่อนในบังเกอร์ที่ซ่อนใต้ทำเนียบ กองทัพรัสเซียก็แทบจะถึงตัวในระยะไม่กี่ร้อยเมตรนี่เอง..
(นี่คือ ยุทธวิธีที่บุชลอกเลียนมาจากประวัติศาสตร์ คือ คิดว่า ซัดดัมน่าจะมีบังเกอร์ซ่อนตัวอยู่ใต้ตึกบัญชาการ
เช่นกัน จึงส่งขีปนาวุธชนิดสามารถเจาะใต้ดินถล่มแบบจู่โจม กะว่า เม็ดเดียวเอาให้อยู่หมัด)
แต่..แห้วสนิท !!

ในตอนนั้น Speer ได้แนะนำให้ฮิตเล่อร์ออกจากบังเกอร์ ไปหาที่ซ่อนที่ปลอดภัยที่อื่น..แต่ ฮิตเล่อร์ได้ตอบว่า..
"I don't want to go on living from one FARMHOUSE to another..."

แล้วงัยล่ะ...สถานที่หาซัดดัมเจอนั่น..มันก็คือ farmhouse นั่นเอง
แถมร่อนเร่จากหลังหนึ่งไปอีกหลังหนึ่งแบบที่ฮิตเล่อร์พูดไว้เปี๊ยบเชียว..

โดย: WIWANDA วันที่: 3 มีนาคม 2548 เวลา:6:52:02 น.
  


เรื่องหนังคาวบอยกับอินเดียนก็เช่นกัน ต้องทำใจค่ะ เป็นอย่างนี้ทุกชาติทุกภาษา โลกนี้เต็มไปด้วยการเบียด
เบียน ดีเข้าตัวชั่วใส่คนอื่น
ไม่ต้องคิดให้ไกล..เอาแค่หนังเรื่องล่าสุด คือ The Last Samurai
ช่างไม่มีเหตุผล ไร้มูลทางประวัติศาสตร์เอาเสียจริงๆ
พระเอก(ทหารอเมริกัน ติดเหล้าซะด้วยซ้ำ) กลายมาเป็น คนที่ชี้ทางสว่างให้แก่ จักรพรรดิ์หนุ่มน้อยของแดน
อาทิตย์อุทัยในตอนจบ
ไม่รู้ว่า..คนญี่ปุ่นจะคิดอย่างไรกับเรื่องนี้?

นาซี( NSDAP)มิใช่หมายถึงเยอรมันทั้งประเทศ เป็นเพียงแค่พรรคสหภาพแรงงานพรรคหนึ่งในรัฐบาล
Reichstag
และให้บังเอิญ..มีสมาชิกพรรคที่มีหัวรุนแรงมารวมตัวกันหลายคน และ ในปี 1919 ก็ได้ ฮิตเล่อร์มาเป็น โฆษก
ประจำพรรค (หลังจากที่ไปเข้ารับการอบรมในคอร์สการเมือง ในมหาวิทยาลัยมิวนิคได้เพียงไม่กี่เดือน)
ตั้งแต่นั้นมาก็เลยเถิดไปกันใหญ่...
เขาก่อความวุ่นวายมากมาย..ทั้งในการประท้วง และเดินขบวน
ทุกคนกลับเห็นเป็นเรื่องขำขัน ที่ ฮิตเล่อร์จะมาปาวๆถึงเรื่อง MotherLand, Fatherland (หมายถึงเยอรมัน)
เพราะ เขาไม่ใช่ชาวเยอรมันแต่อย่างใด (ถือสัญชาติออสเตรียน)
ก็เพราะเหตุนี้เอง..ที่ เขาได้รับโทษสถานเบามาก เช่นถูกสั่งห้ามไม่ให้เปิดอภิปราย..ทั้งๆที่ควรจะถูกเนรเทศซะ
ด้วยซ้ำ
แม้กระทั่งในหนังสือ Mein Kampf ที่เขาเขียนชีวประวัติตัวเอง(ในตอนติดคุกปี 1924) เขาก็เอ่ยถึง มาตุภูมิ ปิตุ
ภูมิ จนเปรอะไปหมด(ตัวเองก็คงสับสนเหมือนกันนะว่า จะเอาเป็นแผ่นดินของพ่อ หรือของแม่ดี ความจริงก็ไม่ใช่
ทั้งสองอย่าง)
เขามาได้ถือสัญชาติเยอรมัน เมื่อตอนต้นปี 1932 ก่อนสงครามหมาดๆนี่เอง..และก่อนที่จะได้รับการสถาปนา
จากประธานาธิบดี Hindenburg ให้เป็น Chancellor (เทียบเท่ากับรัฐมนตรี) เพียงปีเดียว..
นี่ละค่ะ ที่ฉันว่าน่าสนใจ..


โดย: WIWANDA วันที่: 3 มีนาคม 2548 เวลา:6:53:07 น.
  


ฮิตเล่อร์ในยามก่อนเข้าร่วมพรรคนั้น เขาเป็นศิลปินพันธ์แท้คนหนึ่ง..เขาดื่มด่ำกับการดูโอเปร่าทุกคืนในเวียน
นา ถึงแม้ว่าจะยอมอดมื้อกินมื้อก็ตาม โดยเฉพาะ Lohengrin เขาดูได้ถึงสิบรอบ..
Gustl Kubizek เพื่อนรัก พยายามชักชวนให้ไปดู Opera ชั้นดีของอิตาเลี่ยนบ้าง เช่นของ Verdi จนแล้วจนรอดก็
ได้แค่ลากไปดู
Aida ได้เรื่องเดียว แถมยังถูกฮิตเล่อร์เหน็บเอาเจ็บๆด้วยว่า..
"มหาอุปรากรของไอ้เลี่ยนเนี่ย..ถ้าไม่มี Daggers มาเกี่ยวข้องด้วย
พวกเค้าจะแสดงกันได้มั๊ย..อยากรู้นัก"

และเขาคือสาวกของ Richard Wagner อย่างแท้จริง..เขาหลงไหลเสียงดนตรีจากเปียนโนอันทรงพลัง..แต่เขาก็
ไม่ปฏิเสธเสียงดนตรีอันหวานซึ้งของ คีตกวีคนอื่นๆใน Piano Concerto อย่าง Schubert, Beethoven หรือ Grieg เช่นกัน

ส่วนเรื่องที่ถามถึงการตายของฮิตเล่อร์ ว่าที่ไหนหรืออย่างไรนั้น ก็เป็นที่ทราบๆกันดีอยู่แล้ว ในครั้งแรกนั้น
มีเสียงแตกออกไปหลายกระแส ว่าหนีออกไปอยู่ที่โน่นบ้าง ที่นี่บ้าง..แต่รัสเซียเพิ่งเอาผลชันสูตรศพออกมาขยาย
แก่ชาวโลกเมื่อสามสิบปีที่แล้วนี่เอง..ว่า..ใช่เขาแน่
แต่เรื่องราวในความลึกลับของการ"หวงตัว"ของเขานั้น
ค่อยมาเล่ากันทีหลังดีกว่าไหมคะ..
ฉันชอบเรียงเรื่องไปเรื่อยๆ เพราะในชีวิตของเขานั้น น่าสนใจไปเสียหมดในทุกช่วง

ฮิตเล่อร์กวาดต้อนสมบัติมามากมายจากประเทศเพื่อนบ้าน อันนี้ฉันเคยเขียนไว้แล้วหลายเดือนก่อน ในเรื่อง
ไวน์...ไวน์ มีตั้งแต่ภาค 1-6 อันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ เมื่อครั้ง
ฝรั่งเศสยกธงขาวแพ้เอาซะดื้อๆนั่น..เยอรมันทนุถนอมฝรั่งเศสจนออกหน้าออกตา ไม่ได้บดขยี้เหมือนกับโปแลนด์
เพราะ ความรักใน "ศิลป” ของฮิตเล่อร์นั่นเอง
อีกทั้ง..ฝรั่งเศสคืออู่ข้าวอู่น้ำชั้นดี เพื่อเป็นส่วยสงครามให้กับกองทัพ โดยเฉพาะ ไวน์และแชมเปญ...
จริงอยู่ ตัวฟิวเร่อร์ฮิตเล่อร์เอง ไม่แตะต้องของมึนเมาใดๆ
นอกจาก เบียร์เล็กๆน้อยๆ..แต่ ลูกสมุนตะละคน เช่น เกอร์ริง ที่แสนตะกละตะกลาม แต่รสนิยมในเรื่องไวน์ชั้นระดับชั้นอ๋อง..
ริบเบนทรอป..รมต.ต่างประเทศ ในอดีตอาชีพดั้งเดิมคือ ตัวแทนจำหน่ายไวน์ระหว่างประเทศมาก่อน(เยอรมัน-ฝรั่งเศส)

ทุกวันนี้ ฝรั่งเศส น่าจะติดตั้งรูปปั้น
สัญญลักษณ์ของ นายพลนาซี von Choltitz (ที่ดูแลฝรั่งเศสตอนนั้น)ไว้บูชา..
ที่ขัดคำสั่งฮิตเล่อร์ไม่ได้ระเบิดเมืองให้ราบเป็นหน้ากลอง ทั้งๆที่ได้วางทุ่นในจุดสำคัญๆหมดแล้ว
แถมยังเซ็นสัญญาสงบศึกอย่างโดยดีซะอีก..
ทั้งๆที่ฮิตเล่อร์ ตะโกนถามลั่นซ้ำแล้วซ้ำเล่าทางโทรศัพท์จากในบังเกอร์ ว่า..Is Paris burning ???
เพราะ..นี่คือ ฮิตเล่อร์ ที่ยึดมั่นในคติของตัวเองที่ว่า ถ้าตัวเองไม่ได้ คนอื่นก็ต้องอย่าได้..
แม้กระทั่ง..เยอรมันเอง..เขาก็สั่งให้ทำลายให้สิ้น..ทำให้เราอาจมองย้อนและพอมองเห็นรูปการณ์ถึงเรื่องอื่นๆที่
เคยเกิดขึ้นมาในอดีต


โดย: WIWANDA วันที่: 3 มีนาคม 2548 เวลา:6:57:26 น.
  


จากเพื่อนที่มาแจม..

>>>ใช่ครับ จอมพลอากาศเฮอร์มานน์ เกอริ่ง นี่เป็นคนตะกละตะกรามสุดๆคนนึงในพรรคนาซีเท่าที่ผมเห็นมา

ตั้งแต่เขาได้มีตำแหน่งใหญ่โตในพรรคนาซี พี่แกก็อ้วนเอาๆ ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นหุ่นพี่ท่านก็ดูไม่จืดอยู่แล้ว ในหนัง
เรื่อง Triumph des Willens ตอนท้ายๆเรื่อง ที่หน่วยงานต่างๆของนาซีมาเดินพาเหรดผ่านหน้าฮิตเล่อร์ พอถึงคิว
นายพลเกอริ่ง ผมเห็นเข้ายังหัวเราะคิกคักเลย เพราะพี่แกอ้วนปุ้ก กลมป๊อก พอออกมาเดินสวนสนามมันเลยดู
แหม่งๆ ไม่เท่ห์เอาซะเลย ตุ้ยนุ้ยเกินหุ่นมาตรฐานทหารเยอรมัน

นอกจากเกริ่งจะตะกละเรื่องของกินแล้ว ยังละโมบโลภมากในทรัพย์สมบัติเป็นอย่างมาก เข้าใจว่าเขาคงใช้
อำนาจและตำแหน่งหน้าที่กอบโกยอย่างเต็มที่ นับเป็นจอมคอร์รัปชั่นตัวเป้งคนนึงในพรรคนาซีติดอันดับต้นๆเลย
ทีเดียว ที่สำคัญ แกเป็นคนติดหรูเป็นอย่างมาก ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างของเกอริ่ง ล้วนวิจิตรพิศดาร มีการ
ประดับประดาด้วยวัสดุมีค่าเช่นทองคำ และอัญมณี แบบพวกมหาราชาในอินเดียพึงจะมีใช้กัน

สมบัติจำนวนมากมายที่พันธมิตรยึดได้เมื่อแพ้สงครามมีมากมายคณานับ (แต่หายไปไหนบ้างก็ไม่ทราบ) ทุกวัน
นี้ยังพอมีให้เห็นในสถาบันประมูลของเก่า และในครอบครองของดีลเล่อร์บางแห่งในสหรัฐ อาทิเช่น คทาจอมพล
ทองคำฝังเพชร กล่องบุหรี่ทองคำขาวล้อมเพชรและพลอย และข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว อะไรต่อมิอะไรที่ล้วน
แล้วแต่แพรวพรรณรายทั้งสิ้น สรุปว่าเกอริ่งน่าจะเป็นจำพวกขี้โอ่และโชว์ออฟมากพอตัวทีเดียว

แม้กระทั่งเหรียญตรายศประดับทางทหาร ก็ไม่ยอมใช้ของมาตรฐานแบบที่นายทหารคนอื่นๆใช้กัน หากแต่สั่ง
ร้านจิวเวลรี่ทำเป็นพิเศษโดยเฉพาะ ซึ่งต้องมีทองคำและเพชรเป็นพื้น เขาเข้าใจใช้อำนาจหน้าที่แสวงหาสมบัติ
พัสถานอย่างหน้าดำคร่ำเครียดจริงๆ เผลอๆเป็นจอมคอร์รัปชั่นเบอร์หนึ่งของพรรคนาซีก็เป็นได้ เข้าใจหาช่อง
กอบโกยดี เหมือนนักการเมืองสารขัณฑ์เลยครับ (ขอโทษ ผมมันอดกัดไม่ได้ซักที) อย่างว่าแหละครับ, เลี้ยงช้าง
แต่ไพล่ไปกินขี้แมว มันก็บ้าไปแล้ว

ก็ขอสวัสดีปีใหม่แด่ทุกๆท่านเช่นกันครับ ขอให้ปีนี้มีตังค์ไหลเข้ากระเป๋ามากๆ และแฮ้ปปี้กันทุกคนครับ.

P.S. for K. Wiwanda : ผมไม่ได้เป็นญาติโยมอะไรกับนายณัฐพลหรอกครับ แต่เป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่สมัย
ร.ร.อนุบาลครับผม.

จากคุณ : พีรนัทธ์ - [ 1 ม.ค. 47 20:05:22 A:203.170.141.229 X: ]


โดย: WIWANDA วันที่: 3 มีนาคม 2548 เวลา:6:59:12 น.
  


มาพูดถึงเรื่องของฉันก่อน ขอออกตัวว่าไม่ใช่นักวิชาการหรือนักศึกษาที่กำลังทำข้อมูลส่งอาจารย์แต่อย่างใด แต่
มันเป็นเหตุสืบเนื่องมาจาก การที่อยู่ในโลกใบนี้นาน นานพอสมควร ที่จะเข้าใจโลกในยุคต่างๆ
เมื่อสมัยเด็กๆ ที่บ้านมีความเป็นอยู่แบบครอบครัวใหญ่ ที่มีประชาธิปไตยแบบเต็มใบ พี่ป้าน้าอาลุง แต่ละคนมัก
ตั้งวงคุยกันแบบน้ำไหลไฟดับโดยเฉพาะเรื่องข่าวและความเป็นไปของโลก เผลอๆมีการด่ารัฐบาลพอหอมปาก หอมคอ ประปราย

ฉันได้ยินคำว่า โปรประกันดา, เกสตาโป, นาซี, ฮิตเล่อร์, ยิวฯลฯ อะไรเทือกนี้จนคุ้นหู แต่ไม่มีวันเข้าใจในเนื้อหา
จนมาโตขึ้นมา มีโอกาสหาความรู้มาประดับสติปัญญา ก็เลย ตะลุยอ่าน ค้นหาคำตอบในข้อข้องใจที่เคยมี และ พบว่าทุกอย่างนั้น
น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เข้าทำนองที่ว่า ยิ่งค้นยิ่งลึก โดยเฉพาะตัวของเขาเอง..พ่อตัวการ อดอล์ฟ ฮิตเล่อร์ นี่แหละ
ประวัติหลักๆของเขา หาอ่านเอาได้ทั่วไปตามเวบ แต่ ถ้าไม่รู้เบื้องหน้าเบื้องหลังจริงๆละก้อ เข้าใจยากมาก
เพราะในยุคที่เขาเพิ่งก้าวเข้ามามีอำนาจนั้น สถานะการณ์ของบ้านเมืองแบ่งออกเป็นหลายพรรคหลายพวก ทั้ง
นิยมขวา ใฝ่ซ้าย ศรัทธาคอมมิวนิสต์ ดังนั้น จึงมีวิธีการจัดระเบียบพรรคแบบแปลกๆ..คือ ฆ่าแบบล้างบางมั่ง..
บังคับให้ฆ่าตัวเองมั่ง..เพื่อรักษาความเป็น
นาซี {NAtional SoZIalist}

โดย: WIWANDA วันที่: 3 มีนาคม 2548 เวลา:7:02:00 น.
  


ใครมาอ่านตรงนี้แล้ว..ต่างก็สรุปง่ายๆเอาได้ว่า เจ้าฮิตเล่อร์นี่มันต้องเป็นซาตานกลับชาติมาเกิด หรือไม่ก็ นรกส่ง
มาแบบ UPS
แต่..เมื่อได้อ่านไปเรื่อยๆ (หลายเล่มเชียว ) เขาเกิดเมื่อ คศ. 1889 ที่ออสเตรีย และเป็นเด็กชนบทธรรมดาๆคน
หนึ่งเท่านั้นเอง ที่โตมาในครอบครัวที่พ่อมีเมียเรียงกันสามชุด..แม่ของเขาเป็นเมียคนสุดท้อง(แถมยังมีศักดิ์เป็นหลานสาวของพ่อเขาซะอีก
เรื่องนี้มีการซ้ำรอยประวัติศาสตร์เสียด้วย จะเล่าในตอนต่อๆไป)

เมียคนแรกของ อลอยส์(Alois) พ่อของเขานั้น คือ เอวา มาเรีย ผู้หญิงที่มีอายุแก่กว่าถึงสิบสี่ปี เสียงลือเล่าอ้าง
ว่า เพราะเธอมีฐานะดีกว่า ไม่มีลูกเต้าด้วยกันแต่อย่างใด แต่ อลอยส์ แอบมีอีหนูเอ๊าะแอบไว้ ชื่อว่า ฟรานเซสกา
แต่ภายหลังก็เอามาอยู่ด้วยในบ้าน ขณะที่เมียหลวง เอวา มาเรีย เริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ
ฟรานเซสกา มีลูกกับอลอยส์ สองคน ชายหนึ่ง ชื่อ อลอยส์จูเนียร์ หญิงหนึ่ง ชื่อ
แอนเจลา

ขณะเดียวกัน บ้านที่มีทั้งคนป่วยและเด็กอ่อน ค่อนข้างยุ่งเหยิงน่าดู อลอยส์จึงไปตามหลานสาวอายุ 16 ปี ที่ชื่อ
Klara Polzl (แม่ของเธอนามสกุลเดิมก่อนแต่งงานคือ Hieder หรือ Hitler ) มาอยู่ด้วยในบ้านในฐานะกึ่งเด็กรับใช้
แต่ทำไปทำมา คลาร่า ก็กลายเป็นเมียของอลอยส์ไปอีกคนแบบแอบๆ มามีโอกาสเปิดเผยเพราะ ฟรานเซสกาชิง
ตายไปเสียก่อน..
(ความจริงสำนักวาติกันจะไม่ยอมให้คนทั้งสองแต่งงานกันในทีแรก เพราะว่าเป็นวงศ์เครือญาติ หากแต่ต้องจำยอม
เพราะ คลาร่าท้องลูกคนแรกซะแล้ว)
โดย: WIWANDA วันที่: 3 มีนาคม 2548 เวลา:7:03:47 น.
  


คลาร่ากับอลอยส์ก็ได้แต่งงานกัน มีลูกด้วยกันถึง 6 คน แต่สามคนแรก ชิงตายจากไปราวกับใบไม้ร่วงตั้งแต่วัยเยาว์
เหลือคนที่ 4 ที่ เป็นเด็กชายท่าทางขี้โรคชื่อว่า อดอล์ฟ และ คนที่ 5 เอดมันด์ เสียชีวิตตอนอายุ หกขวบ คนสุดท้ายเป็นหญิงที่สมองไม่ค่อยสมประกอบ ชื่อว่า พอลล่า

นี่คือเหตุผลที่คลาร่าประคบประหงมลูกชายขี้โรคของเธอนัก ถึงกับเข้าขั้นเลี้ยงดูชนิดแนบอก ว่ากันว่า
ฮิตเล่อร์มาหย่านม(แม่) ตอนที่เกือบจะเข้าโรงเรียนแล้ว..
และ สัมพันธภาพระหว่างเขาและพ่อนั้น...จัดว่าห่างเหิน เพราะ ในวัยเด็กเขาได้เห็นแม่ตัวเองต้องทำงานหนักเพื่อคนอื่นมาตลอด
อีกทั้ง ยามที่อลอยส์เกิดขัดอกขัดใจขึ้นมา ทุบตีเขาและแม่ออกบ่อยๆ

ครอบครัวของเขาโยกย้ายไปโน่นนี่บ่อยๆเพราะหน้าที่การงานในฐานะข้าราชการของอลอยส์ แต่ หลังจากรีไทร์ได้ไม่นาน เขาก็เสียชีวิต ในปี 1903
และ ในปลายปีเดียวกันนั้น แอนเจล่าได้แต่งงานกับ Leo Raubal
ฮิตเล่อร์เพิ่งอยู่ชั้นมัธยม..สิ้นพ่อไปซะคน
คลาร่าจึงตามใจลูกชายสุดที่รักได้เต็มที่ เช่นยอมส่งเขาไปเรียนโรงเรียน
ดีๆไกลบ้านโดยที่ต้องไปเช่าหอพักอยู่ และ ไม่เสียดมเสียดายค่าเรียนเปียนโนตามที่ลูกร้องขอ..

ตอนนั้น ฮิตเล่อร์เริ่มโตขึ้นมาแบบมีพรสวรรค์ในการวาดรูปเหนือเด็กอื่นใดและความใฝ่ฝันอยากเป็นจิตรกร จุดมุ่งหมายของเขาคือ
กรุงเวียนนา ..อันเป็นแหล่งที่เปรียบเสมือนสำนักตักศิลา
ในปี 1907 คลาร่าต้องเข้ารับการผ่าตัดมะเร็งที่ทรวงอก แต่เมื่อพออาการดีขึ้น..จึงอนุญาตให้ ฮิตเล่อร์ได้เดินทาง
ไปตามหาความฝันที่กรุงเวียนนาตามที่ใจปรารถนา
แต่..เขากลับสอบไม่ผ่าน กล่าวคือ เอนท์ไม่ติดนั่นแหละ..
ด้วยสาเหตุจากคณาจารย์แทงข้อความลงมาว่า งานของเขาที่ส่งเข้ามา..มันเป็นการวาดแบบสถาปัตยกรรมจนเกินไปกว่าคำว่า "วิจิตรศิลป"

โดย: WIWANDA วันที่: 3 มีนาคม 2548 เวลา:7:06:39 น.
  


และเสนอแนะว่า ฮิตเล่อร์ควรไปเรียนในด้านนี้มากกว่า แต่..ปัญหามันมีว่า การเรียนสถาปัตยกรรมในออสเตรีย
นั้น นักเรียนต้องมีใบประกาศนียบัตรจากโรงเรียนช่างศิลปมาก่อน ซึ่ง..ฮิตเล่อร์ไม่ต้องการเสียเวลาตรงนั้น..
แต่เขาไม่มีเวลาคิดอะไรได้นานนัก เพราะไม่กี่เดือนต่อมา คลาร่า แม่ของเขาก็เสียชีวิต..
ปัญหาที่ตามมานั้นก็คือ ใครเล่าจะเลี้ยงดู พอลล่า น้องสาวที่ไม่ค่อยสมประกอบของเขา
ในที่สุด แอนเจล่า พี่สาวต่างมารดาที่เพิ่งแต่งงานไป ก็รับไปเป็นภาระเลี้ยงดู ทั้งๆที่เขาก็จนแสนจน สามีเป็นเพียง
ข้าราชการชั้นผู้น้อย
และ มีลูกเป็นของตัวเอง คือ Angelika {Geli} และ Elfriede แต่ ในยามนั้น รัฐบาลได้ให้เงินแต่ ลูกกำพร้าทั้งสอง
ของคลาร่า คนละ 25 Kronen ต่อเดือน ซึ่งเทียบแล้วช่างน้อยนิดเสียเหลือเกิน
แค่ฮิตเล่อร์ก็รับส่วนของตัวอย่างหน้าตาเฉย..ไม่ได้เสนอสมทบให้กับแอนเจล่าผู้มีน้ำใจดูแลน้องสาวแต่อย่างใด
พร้อมทั้งโผผินบินหนีกลับไปเผชิญโชคที่เวียนนาราวกับนกน้อยๆที่แสวงหารังใหม่ ชีวิตใหม่


จากคุณ : WIWANDA - [ 9 ม.ค. 47 16:07:49 ]






ความคิดเห็นที่ 8

ที่เวียนนา เขาใช้ชีวิตแบบคุ้มค่าทุกนาที โดยไม่ต้องดูทีวีสีช่องสาม.. ยามที่ยังพอมีเงิน เขาก็อยู่อย่างหรูหรา ดู
ละครโอเปร่าได้ทุกวัน
ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยามที่เงินหมด เขาเกือบเป็นขอทาน ถังแตกเสียจนต้องจำนำเสื้อโค๊ต ยอมเข้าไปอยู่ในโรงทานเพื่อ
คนอนาถา
ที่นั่น..เขารู้จักกับชีวิตแบบใหม่ เพื่อนใหม่ และในฐานะที่เขามีฝีมือในการวาดรูป เพื่อนรักชาวยิวของเขาคนหนึ่ง
รับเป็นตัวแทนเอามันไปเร่ขาย ส่วนแบ่ง ห้าสิบห้าสิบ.. ซึ่งเขามีรายได้จากตรงนี้จนพอลืมตาอ้าปากขึ้นมาได้บ้าง

ฮิตเล่อร์ในยามเด็กจนถึงรุ่นหนุ่มนั้น..ไม่มีวี่แววว่าจะเป็นปรปักษ์กับยิวสักเท่าใดนัก เพื่อนๆของเขาหลายคนก็เป็นยิว อีกทั้งหมอที่รักษาแม่เขา (Dr. Bloch) ก็เป็นยิวขนานแท้
เขาหนีการเกณฑ์ทหารของออสเตรียในปี 1911-12 โดยการที่หนีหน้าไปอยู่ใน
มิวนิค ประเทศเยอรมันซะเฉยๆงั้นแหละ..

และนึกหรือว่าจะรอด..ปรากฏว่า ในปี 1913 สันติบาลของออสเตรียตามมาลากคอถึงบ้าน และนำตัวกลับไปยังประเทศออสเตรีย
ที่เมือง Linz อันเป็นหน่วยบังคับการที่ใกล้ชายแดนที่สุด ฮิตเล่อร์อ้างว่า ตัวเองมีกำลังหาที่เรียน(ศิลป)
แต่..หลังจากที่เข้ารับการตรวจสุขภาพ เขาไม่ผ่าน เพราะ สภาพร่างกายที่ผ่ายผอมเกินกว่าจะคอนอาวุธได้ไหว
เป็นอันว่ารอดตะรางไป..

แต่..ในปีต่อมา เขาเข้าไปเป็นอาสาสมัครทหารกองเกินในหน่วยกองทัพเยอรมัน
(มณฑลบาวาเรีย) ในหน่วยจู่โจมซะด้วย
ตอนนี้แหละ..ที่เขาได้แสดงความกล้าหาญแบบบ้าบิ่น ในฐานะทหารสื่อสาร (วิ่งส่งข้อความในแนวรบ) แบบเสี่ยง
ตายอย่างชนิดเฉียดฉิวหลายครั้งหลายครา ทั้งโดนระเบิดแก๊สจนตาเกือบบอดไปข้างนึง ต้องนอนโรงพยาบาลนานนับเดือน

ครั้งหนึ่งในสนามรบ.. เขากับเพื่อนๆกำลังอยู่ระหว่างพัก ทุกคนคว้ากล่องอาหารขึ้นมาตักใส่ปาก เขารู้สึกว่ามี
เสียงมากระซิบให้เขาลุกขึ้นไปจากที่นั่น.. หลังจากที่เดินจากมาไม่กี่ก้าว..ระเบิดจากฝ่ายตรงข้ามหย่อนลงมากลา
งวงพอดี
ผลคือ เพื่อนๆคอมราดของเขา ตายเรียบ..!!

จากวีรกรรมอันกล้าหาญหลายต่อหลายครั้งของเขานั้น..เขาได้รับเหรียญกล้าหาญ ระกับ Iron Cross ชั้นหนึ่ง
และ ชั้นสอง มาเป็นเกียรติประวัติ
และไอ้เหรียญสองอันนี้เอง ..ที่ทำให้เขา"เกิด"ขึ้นมาในวงการทันที..
เขาเริ่มมุ่งมั่นที่จะเอาดีทางด้าน "การเมือง"
เพราะการแพ้สงครามผสมความกดดันแกมรีดนาทาเร้นของผู้ชนะศึกในสนธิสัญญาแวซายย์

โดย: WIWANDA วันที่: 3 มีนาคม 2548 เวลา:7:10:43 น.
  


เขาเข้ามาในพรรคนาซีอย่างไรน่ะเหรอคะ..เพราะต่อมาในปี 1919 เขาอาศัยความดังจากสมรภูมิรบผลักดันตัวเองเข้าไปรับการอบรมวิธีการปราศรัย เข้าทำนองปฏิบัติการจิตวิทยาน่ะค่ะ ที่มหาวิทยาลัยมิวนิค
และเพียงไม่กี่เดือน เขาก็ได้รับเลือกเข้ามาเป็นโฆษกของพรรค German Worker’s Party ที่มาเปลี่ยนเป็นพรรคนาซีในทีหลัง

คือในปีต่อมา 1920 พรรคได้เปลี่ยนชื่อแบบเต็มยศว่า National Sozialistische Deutsche Arbeiter Partei (NSDAP)
ซึ่งเขาใช้เวลาเพียงแค่ปีเดียว..ในการที่ก้าวเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรค อย่างเต็มภาคภูมิ..
ในปี 1921

ตอนนี้ ฮิตเล่อร์นำพรรคพวกคอมราดร่วมตายในสนามรบ มาค้ำบัลลังก์มากมายหลายคน อย่าง Max Amann และ Ernst Rohm
หรือสมญาว่า นักฆ่าหน้าบาก..
คนนี้แหละ..ที่ทำให้วงการทหารหาญนาซีสั่นสะเทือน เพราะเธอยอมรับมาอย่างโต้งๆว่า เธอเป็นเกย์
และไม่อายที่จะไปไหนมาไหนโดยมีทหารหล่อๆแห่แหนตามเป็นฝูงชนิดล้อมหน้าล้อมหลัง และเขาเป็นหนึ่งในไม่
กี่คนที่สามารถใช้สรรพนาม "Du" กับฮิตเล่อร์

วุ๊ย..เรื่องนี้ถ้าเล่าแบบสาวลึกละก้อ..สนุกทีเดียวเจียวนะเคอะ..!!

ข้อมูลที่นำมาเล่านี้..อ่านจากหนังสือหลายเล่มมากค่ะ และที่สมบูรณ์ที่สุด ในความคิดของฉันคือ ของ John Toland เพราะเขาค่อน
ข้างจะศึกษาจากต้นตอคือผู้เกี่ยวข้องที่มีชีวิตอยู่หลายคนและมาเรียบเรียงแบบเป็นกลางที่สุด..คือ มีทั้งส่วนดี
และส่วนร้ายในตัวบุคคลเป็นรายๆไป
อ้อ..ต้องอ่าน The Last European War ของ John Lukacs มาเป็นเหตุผลในการที่จะเข้าใจเรื่องราวด้วย

ไม่สามารถใช้คำว่าวิเคราะห์ได้หรอกค่ะ เพราะอ่านไปแล้วมัน"อิน"น่ะ..
แต่ถ้าในเหตุการณ์เฉพาะ แบบเจาะเป็นจุดๆไป ของ Max Gallo (The night of long knives) หรือ ของ Ronald
Hayman (Hitler&Geli) อ้อ..Larry Collins & Dominique La Pierre ( Is Paris burning ?) ก็ดีค่ะ

โดย: WIWANDA วันที่: 3 มีนาคม 2548 เวลา:7:15:09 น.
  


ตอนนั้น หลังจากที่ไม่ต้องถูกเกณฑ์เข้ากองทัพออสเตรียแล้ว
แต่ไม่ใช่หมายความว่าเขาจะหลุดจากพันธะของทหารกองหนุนเสียเมื่อไหร่ ยังอาจถูกเรียกได้ทุกเมื่อ
อีกทั้งสภาพเศรษฐกิจของเขาก็แสนแร้นแค้น เนื่องจาก ค่าของเงินมาร์คตกต่ำ รูปก็ขายไม่ออก..
วันหนึ่ง ขณะที่เขานั่งๆนอนๆเอาน้ำลูบท้องอยู่ในห้องเช่าเล็กๆนั่น
เขาได้ยินเสียงผู้คนคึกคักส่งเสียงด้วยความโกรธแค้นดังมาจากถนนด้านล่าง จึงชะโงกหน้าออกไป..
ได้ยินว่า..Archduke Franz Ferdinand มกุฎราชกุมารของออสเตรียพร้อมทั้งพระมเหสี Sophie(กำลังทรงครรภ์)
ถูกลอบปลงพระชนม์ขณะเยือน Sarajevo โดยชาวเซอร์เบียน
ที่ชื่อว่า.. Gavrilo Princip ในวันที่ 28 มิถุนายน 1914
ก่อนหน้าที่จะไปสู่หอประชุมที่ต้อนรับ รถยนตร์พระที่นั่งถูกขว้างด้วยระเบิดน้อยหน่ามาทักทายก่อน แต่โชคดีที่
หลบทัน ถึงกับออกอาการกริ้ว ตรัสว่า..
"What is the good of your speeches? I come to Sarajevo on a visit, and I get bombs thrown at me. It
is outrageous!"

และหลังจากนั้น ก็รีบเสด็จกลับโดยเปลี่ยนเส้นทางใหม่ให้ย่นระยะเข้า คราวนี้ Gavrilo คอยดักยิงอยู่ ตรงเส้น
ทางพอดี..
กระสุนนัดแรก ส่งไปยังพระมเหสี..สิ้นพระชนม์ในทันที
และนัดต่อมา สู่พระอุระของมกุฎราชกุมาร ก่อนที่จะเสด็จสวรรคต
ทรงตรัสเรียกว่า Sophie เป็นพระดำรัสสุดท้าย..



จากคุณ : WIWANDA - [ 10 ม.ค. 47 08:02:38 ]






ความคิดเห็นที่ 26

ข่าวใหญ่ข่าวนี้ ทำเอาผืนแผ่นดินของออสเตรีย จรด เยอรมันลุกเป็นไฟ ประชาชนต่างโกรธแค้นพร้อมที่จะทำ
สงครามอย่างในเร็ววัน
รวมไปถึงฮิตเล่อร์ด้วย..
เขาถึงกับเขียนจดหมายด้วยลายมือตัวเอง
ส่งไปยัง พระเจ้า Ludwig III ขอเป็นอาสาสมัครเข้าร่วมด้วยกับกองทัพบาวาเรียของพระองค์
และความประสงค์ของเขาก็ได้รับการตอบสนองภายในไม่กี่วันต่อมา
ในการเข้ารายงานตัวต่อศูนย์กองทัพจู่โจมอาสาสมัคร..
ด้วยเหตุผลสองประการ..คือ
หนึ่ง..นับจากต่อไปนี้ เขาไม่ต้องห่วงเรื่องสถานะของปากและท้อง
อีกทั้งที่ซุกหัวนอน
สอง..ถ้าไม่เข้ากับกองทัพที่นี่ เขาก็ต้องถูกเรียกกลับไปรับใช้หน่วยทหารกองหนุนของออสเตรียอยู่ดี..ถ้าจะให้เขา
เลือก เขาย่อมเห็นว่า
กองทัพของเยอรมันดีกว่า
ถึงแม้ว่า ในยามนั้น บาวาเรีย เป็นเอกเทศก็จริง แต่ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเยอรมัน (มารวมตัวในทีหลัง
ในไม่กี่ปีต่อมา คือ 1918)


โดย: WIWANDA วันที่: 3 มีนาคม 2548 เวลา:7:17:50 น.
  



เมื่อมาคุยถึงเรื่องราชวงศ์ Hapsburg แล้วละก้อ ขอต่อหน่อยเถอะ
พูดถึงคนคู่นี้แล้ว ประวัติรักของเขาทั้งสองนั่นสะท้านลือโลกในปี 1900's ทีเดียวเจียว..
กล่าวคือ ตัวมกุฎราชกุมารนั้น ความจริงแล้วอยู่อันดับที่สาม แต่เนื่องจาก อันดับหนึ่ง คือ Crown Prince Rudolf
ยิงตัวตายพร้อมกับนางสนมสุดเลิฟ เพราะความคับแค้นใจหลายๆเรื่อง เช่นว่า
ขาดความอบอุ่น..และ ถูกกั๊กอำนาจในทุกทาง..
อันดับสอง ตกลงมาที่พ่อของพระองค์เอง..หากแต่ สวรรคตไปซะก่อน ก็เลยหล่นมาลงที่พระองค์เป็นอันดับสาม..

วันดีคืนดี..พระองค์เสด็จไปดูตัวว่าที่เจ้าสาว..แต่ให้เผอิญไปติดใจนางพระกำนัลเข้าแทน คือ Countess Sophia von Chotkowa คนนี้แหละ..ถึงขนาดขอแต่งงาน
เล่นเอา Emperor Franz Josef พระปิตุลาถึงกับกริ้ว..
ไม่ยอมรับรู้ในพิธีครั้งนี้ เพราะหญิงนางนี้ไม่มียศศักดิ์คู่ควรแต่อย่างใด..
แต่เมื่อองค์มกุฎฯยังดื้อดึง ก็ต้องมีการ
แจ้งข้อเสนอหลายข้อ
เช่น..เหล่าโอรสและธิดาใดๆก็ตาม จะไม่มีสิทธิใดๆในราชบัลลังก์
จะต้องตกไปเป็นของรัชทายาทจากสายอื่น..
Sofie จะไม่ได้รับสิทธิใดๆในราชวงศ์ รวมไปถึงการปรากฏตัวในงานพระราชพิธีต่างๆ..ต้องนั่งไปในรถคนละคันกับพระสวามี

ซึ่งข้อเสนอทุกข้อนั้น Archduke Franz Ferdinand ยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆ..
เพราะ ความรักสุดหัวใจ..จนกระทั่งมาพบจุดจบดังที่เล่ามานี่แหละ

โดย: WIWANDA วันที่: 3 มีนาคม 2548 เวลา:7:20:53 น.
  


มาคุยกันถึงเรื่องเหรียญกล้าหาญของฮิตเล่อร์ที่ได้มาก่อนนะคะ..เพราะหลายคนอาจสงสัย เดี๋ยวจะนึกว่าได้กันมาง่ายๆ

หลังจากเข้ารับเครื่องแต่งกายชุดทหาร
(ที่แสนอัตคัต เพราะหมวกเหล็กไม่มีแจกให้ ทหารอาสาได้รับแต่หมวกผ้า
ใบอาบน้ำมันแบบที่ใช้ในสงครามปี 1812-13แทน)
ทั้งหมดได้เข้ารับการฝึกอบรมอย่างหนัก
ในช่วงระยะเวลาอันสั้น และถูกส่งออกไปแนวหน้าที่ใกล้กับเมือง Ypres ชายแดนเบลเยี่ยม

กองร้อยย่อยๆของเขานี้ ถ้าจะว่าไปก็เปรียบกับการรวมใจกันทำสงคราม เพราะทหารทุกคนต่างกระตือรือร้น
อยากจะออกไปต่อตีด้วยกันทั้งนั้น
อาจเป็นเพราะกระแสการปลุกใจที่กระหึ่มไปทั่วเยอรมัน และการวมตัวได้เป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกันของคนในชนชาติ
แม้แต่ฮิตเล่อร์เองที่เขียนใน Mein Kampf ก็บอกไว้ว่า ไปรบน่ะไม่กลัวเลยแม้แต่นิด จะกลัวก็กลัวว่าสงครามจะเลิกก่อนได้รบต่างหาก
ทั้งที่กองร้อยของเขานำโดย พันโท Fritz Weideman ที่ห่างจากการสู้รบภาคสนามมา
นาน
แต่กองร้อยอื่นๆก็เช่นกันที่นำโดย นายทหารจากกองหนุน กองเกินที่กองทัพเรียกเข้ามา
ทหารในอาณัติทุกคนต่างรอสัญญาณการสั่งออกรบอย่างใจจดใจจ่อ

ทันทีที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติการออกไปลาดตระเวณ(แล้วกลับมาส่งข่าว เพราะตอนนั้นการสื่อสารยังใช้วิธีโบราณ)ในแนวรบ..
ฮิตเล่อร์และพวกต้องวิ่งหลบทั้งกระสุนและเศษไม้ที่เกิดจากการยิงระเบิดแนวป่า
แบบถ้ารอดก็นับว่าผีคุ้ม..แต่ นับว่าผีคุ้มจริงๆเพราะพวกที่มาด้วยเสียชีวิตเกือบหมด ส่วนเขานั้นเพียงแต่มีรอยไหม้ที่แขนเสื้อเท่านั้นเอง..
กว่าจะพาตัวไปถึงใกล้กับเหตุการณ์ได้ก็หลังจากที่ต้องวิ่งกลับไปมาถึงห้าครั้ง..

การสู้รบกับอังกฤษและเบลเยี่ยมเป็นอย่างดุเดือดถึง 11 วัน นายพลผู้บัญชาการรบตายในสนาม พันเอกรอง ผบ.บาดเจ็บ
ฮิตเล่อร์อยู่ในหน่วยสื่อสารและส่งข่าว สามารถจัดการเรียกพยาบาลสนามมาลากกลับไปยังหน่วยได้อย่างกล้าหาญ
เพียงในเดือน พฤศจิกายน ในหน่วยของเขา เสียนายทหารไป สามสิบกว่านาย และ เสียพลทหารอาสาไป ร่วมเจ็ดร้อย
เท่ากับอัตราที่เหลือคือ หนึ่งในห้า..

ในวันหนึ่ง ฮิตเล่อร์และเพื่อนพลทหารอีกคนหนึ่ง ได้รับคำสั่งให้พา ผบ.กองร้อยคนใหม่ คือ พันเอก Engelhardt
ออกลาดตระเวณ ใกล้กับแนวรบข้าศึก และ ทันทีที่เกิดเสียงห่ากระสุนดังขึ้นมา เขาและเพื่อน กระโดดผลักนาย
ให้ล้มนอนลงในคูสนามเพลาะอย่างว่องไวเกินคาด ผบ.กองร้อย ถึงกับจับมือขอบคุณทหารอาสาสองคนอย่างประทับใจ และจะทำเรื่องเสนอขอเหรียญตราให้ เมื่อ
กลับไปถึงหน่วย

แต่..วันนั้นเอง..วันที่เล่าว่า อยู่ๆเขาลุกขึ้นเดินไปจากเต้นท์นั่นแหละ..ระเบิดลงกลางวงพอดี ทุกคนเสียชีวิตรวมไป
ถึง ผบ. Engelhardt ด้วย..

ในที่สุด เยอรมันต้องถอนกำลังออกมาจาก แนวรบ Ypres กลับมาฟื้นฟูพักผ่อน(เพราะใกล้เทศกาลสิ้นปี ใครๆ
มันก็ต้องพักกันมั่งละ จะมายิงกันอยู่ได้ไง))ที่เขตเมือง Messines
และที่นั่น ฮิตเล่อรมีเวลาวาดรูป
เพราะมีเครื่องมืออุปกรณ์ติดตัวมาด้วย..เขาใช้เวลาวาดภาพจากเหตุการณ์ในสนามต่างๆเก็บไว้เตือนความทรงจำ
และภาพเหล่านั้น ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในบรรดาผองเพื่อนรวมไปถึงเจ้านาย เพราะในบรรยากาศเครียดๆระหว่าง
สงคราม ภาพการ์ตูนขำๆของเขา
ต่างเรียกเสียงหัวเราะได้อย่างเฮฮา

สิบเอก Max Amann เป็นคนหนึ่งที่พาฮิตเล่อร์ไปรู้จักกับใครต่อใครในระดับอื่นๆ
ฮิตเล่อร์เป็นพลทหารเพียงคนเดียวที่ไม่เคยได้รับจดหมายหรือพัสดุจากบ้าน..
แม้กระทั่งในวันคริสต์มาส เพื่อนๆต่างก็พยายามที่จะแบ่งๆของของตัวมาให้ แต่เขาก็ปฏิเสธอย่างสุภาพ
คนอย่างเขาเป็นที่รู้กันว่า ไม่เคยรับของของใครถ้าไม่สามารถจะตอบแทนให้ได้
แม้เมื่อ เจ้านาย พันโท Fritz Weideman พยายามยัดเยียดเงินจำนวน 10 มาร์ค ให้เป็นสินน้ำใจ..
เขาปฏิเสธแบบไม่มีเยื่อใย แถมยังมีท่าทีไม่พอใจหน่อยๆเอาซะด้วย

โดย: WIWANDA วันที่: 3 มีนาคม 2548 เวลา:7:26:24 น.
  


มีคนถามว่า..ทำไมองค์มกุฎจึงต้องเสด็จ Sarajevo เมืองหลวงของ Bosnia ด้วย..

คำตอบคือ จำเป็นค่ะ ในฐานะของตำแหน่งที่ต้องไปปรากฏตัวให้ประเทศราชในอาณาจักร Austria-Hungary รู้จักว่าต่อไป ไผจะเป็นไผ..และอีกอย่างหนึ่ง ไปในงานพิธีครบรอบ Battle of Kosovo

ทีนี้มาถึงการขัดแย้งอันเป็นเหตุที่ต้องเกิดโศกนาฎกรรมนี้นะ..
ชาวเซอร์เบียน เป็นชนชาติที่น่าสงสารมาก น่าสงสารที่สุด ตลอดกาลนานมานั้น( จัดว่าเป็นพวก Slav จะอ่าน สล๊าฟ หรือ สเลฟ มันก็แปลว่า"ทาส"เหมือนกันนั่นแหละ)
ถูกย่ำยีบีฑาจากสงครามแย่งดินแดนรอบด้าน บ้านเมืองถูกผลัดมือกันปกครองระหว่าง
ซาร์ของรัสเซีย หรือไม่ก็เหล่าบรรดาสุลต่านแห่งออตโตมาน..ประชาชนที่ส่วนใหญ่ทำเกษตรกรรมไม่เคยอยู่เย็นเป็นสุข
แต่ก็ร่ำร้องนักที่จะมีเอกราชเพื่อปกครองตัวเอง
แต่เนื่องจาก ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีความรู้อื่นใด จึงต้องยอมตกเป็นเบี้ยล่างเขาอยู่ตลอดเวลา

เช่น..มักถูกรัสเซียหลอกใช้เป็นกันชน ยามที่มีศึกสงครามมาประชิดตัว..พอชนะแล้ว..ก็ปล่อยไปตามยถากรรม ไม่มาดูแลทะนุบำรุง
หรือ พวกออตโตมาน ก็เฉกเช่นเดียวกัน..
และไอ้การฆ่าตัดตอนของสมัยนั้น นับว่าเป็นเรื่องเกิดขึ้นอย่างมากมายในยุโรปของยุคนั้น จนเกือบกลายเป็น
แฟชั่นของการที่ใครสักคนคิดที่จะปลดแอก
ตามสถิตินะคะ..ระหว่างปี 1893-1913 มีการสังหารผู้นำระดับประเทศถึง 41 ราย นี่คือ เฉพาะในยุโรป
เอาเรื่องของเซอร์เบียนก่อนละกัน..เมื่อครั้งก่อนหน้าของ การปลงพระชนม์ครั้งนี้ เกือบสิบปีได้มัง.. ก็มีเรื่องมาเล่า
ขยายค่ะ

คือในปี 1903 พวกเขาได้มีอิสระในการปกครองกันเอง โดยระบอบพระมหากษัตริย์เป็นประมุข..
พระเจ้า Milan แห่งราชวงศ์ Obrenovic ได้ยก
พระโอรสคือ พระเจ้า Alexander ขึ้นมาครองราชแทน โดยที่พระองค์ทรงเสด็จไปพักผ่อนในต่างประเทศ อย่าง
มอนติ คาร์โลตามประสาคนมีกะตัง
ส่วนพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ ก็เกิดไปหลงรักหญิงสามัญชน แถมเป็นแม่ม่ายต่างหาก ถึงกับยกย่องขึ้นมาเป็น
พระราชินี..ชื่อว่า Draga (ตระกูล Mashin}
หล่อนมีอายุ 36 ปี ซึ่งแก่กว่าพระสวามีถึงสิบปีเต็มๆ..

จากนั้นมา พระราชินีดรากา ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในการบริหารบ้านเมืองอย่างเต็มตัว โดยเข้าแทรกแซงมันไป
เสียทุกเรื่อง ยกพี่น้องของตัวเองให้เข้ามาควบคุมในตำแหน่งสำคัญๆทางการเมืองและการทหารทั้งหมด
(เอ..ฟังดู แล้วมันคุ้นๆไหมเนี่ยย?)
ประชาชนเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า..
ส่วนพระเจ้าแผ่นดินก็ไม่ฟังเสียงใคร นอกจากจะพยายามโปรโมทพระราชินีให้เป็นที่ยอมรับอย่างเอาจริงเอาจัง
โดยการตั้งเปลี่ยนชื่อ สถานที่สำคัญๆต่าง เช่นโรงเรียน โรงพยาบาล ให้เป็นชื่อของพระนางทั้งหมด

ต่อมา พระราชินีเริ่มเล่นเกมส์แบบหนักข้อขึ้น ถึงขนาดจะเอาน้องชายตัวเองขึ้นมาเป็นหนึ่งในรัชทายาทผู้ที่จะสืบสันตติวงศ์
ประชาชนเริ่มเดินขบวน ประท้วง ในเดือนเมษายน ที่เมือง Belgrade
ตำรวจถูกสั่งการให้กระทำขั้นเด็ดขาด ต่อผู้ที่ขัดขืน อันเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของนักศึกษาหลายร้อยศพ
(เอ..คุ้นๆอีกเหมือนกันแฮะ)

กลุ่มผู้ประท้วงที่ถูกจับมานับร้อยๆนั้นปรากฏว่า.. มีทหารเข้ามาร่วมขบวนการด้วยหลายนาย..
เพราะย้อนไปในปี 1901 นายทหารกลุ่มหนึ่งเริ่มพบกันอย่างลับๆ เพื่อวางนโยบายในการปลงพระชนม์ของทั้งคู่
เริ่มจากการใช้ยาพิษ..โดยการที่ส่งคนเข้าไปหัดเรียนการทำอาหารให้เก่งกาจ จนได้เข้าไปทำงานในโรงแรมชั้น
หนึ่ง คือ The Grand Hotel ของ
Belgrade จนกระทั่งไม่กี่เดือนต่อมา เด็กหนุ่มคนนี้ชื่อเสียงโด่งดังจนถูกเรียกตัวให้เข้าไปทำอาหารถวายในพระราชวัง
เข้าล๊อค..เขาละซิ..!!

โดย: WIWANDA วันที่: 3 มีนาคม 2548 เวลา:7:31:15 น.
  



วันหนึ่งโอกาสเหมาะก็มาถึง..เขาจัดการผสมยาพิษให้เข้ากับอาหารตามแผนที่เตรียมมา
แต่..ไม่รอดพ้นสายตาของหัวหน้ากุ๊กไปได้
(น่าจะรอไปอีกสักหน่อยนึงนะ)
เขาถูกสอบสวนทันที..ผลคือ เขาถูกยิงทิ้งชนิดที่ไม่ต้องรอคำสารภาพ
มาถึงตอนนี้ พระเจ้า Alexander เริ่มรู้พระองค์แล้วว่า ในไหนั้นเต็มไปด้วยหนอน เกลือน่ะ..หมดไปนานแล้ว..
จึงรีบประกาศยกน้องเมีย Nicolai Bunevitch ขึ้นมาเป็นรัชทายาททันที

และนี่คือ ฟางเส้นสุดท้าย ที่ทหารสุดแสนจะทนต่อไปได้..
พวกเขา 28 นายบุกเข้าไปในพระราชวัง..ที่เหลือล้อมอยู่วงนอก จัดการเก็บอาวุธของเหล่ามหาดเล็กจนหมดสิ้น.
แล้วพังประตูเข้าสู่พระราชฐานชั้นในด้วยขวานในทีแรก แต่ สักพักคงเหนื่อยน่ะนะ เลยวางระเบิดมันซะให้รู้แล้วรู้รอด

เสียงระเบิดปลุกให้บุคคลในเป้าหมายทั้งสองรู้ตัวได้ทันทีว่าได้เกิดเหตุร้ายขึ้นแล้ว..จึงพากันไปซ่อนในช่องลับ ด้วยความหวาดกลัว
เหล่าทหาร 28 นาย..เดินค้นหาจนทั่วพระราชวัง..ไม่พบ
จึงเรียกหัวหน้าทหารมหาดเล็กมาเค้นเอาความจริง ว่า ช่องลับนั้นอยู่ที่ไหน?
Gen. Lazar Petrovitch ค่อยชี้ไปทางหลังห้องสรง..ซึ่งมีประตูกลไปสู่ห้องเล็กๆด้านหลัง
และทันที่ที่เปิดออก.. พระเจ้า Alexander และ พระราชินี ต่างอยู่ในสภาพที่อยู่ในชุดนอน ท่าทางหวาดวิตกจนตัวสั่นงันงก

เหล่านายทหาร..จัดการเชือดไก่ให้ King ดู โดยการหันไปยิง Gen. Lazar Petrovitch หัวหน้ามหาดเล็กดับดิ้นไป
ต่อหน้าต่อตาเป็นการขอบอกขอบใจ
พระเจ้า Alexander และ พระราชินี ต่างร้องขอชีวิตอย่างน่าสงสาร แต่ ไร้ผลโดยสิ้นเชิง..
ทั้งคู่ถูกทำการทารุณกรรมอย่างเหี้ยมโหด จากคน 28 คน ก่อนที่จะโยนศพทิ้งลงมาจากชั้นดาดฟ้าของพระราชวัง..
ขบวนการยังไม่หยุดแค่นั้น..เหล่าครอบครัวของ พระราชินี Draga ถูกฆ่าเรียงตัวไปจนสิ้นซาก..

จากนั้นมา..ทุกอย่างก็กลับเข้ามาสู่ความเป็นเซอร์เบี้ยนแบบเดิมๆอีก นั่นคือ
ยามหน้าร้อนก็ไปต่อตีกับรัสเซียมั่ง..กันสมองฝ่อ
ยามหน้าหนาวก็กลับเข้ามากัดกันเองในหมู่..
(แหม..แล้วก้อไม่รู้เป็นไงกันซิ..ชอบแนะให้มาเล่าเรื่องยี่เกๆนี่บ่อยจัง)

โดย: WIWANDA วันที่: 3 มีนาคม 2548 เวลา:7:34:12 น.
  


รอขึ้นตอนสองต่อไปนะคะ..
โดย: WIWANDA วันที่: 3 มีนาคม 2548 เวลา:7:34:56 น.
  
อ่านแล้วเพลินดีจังคับ จะคอยอ่านตอนว่างๆเน้อ
โดย: นายFee วันที่: 3 มีนาคม 2548 เวลา:15:37:11 น.
  
อ่านเพลินเลยครับ ชอบมาก
ขอบคุณครับ
โดย: หนูกมาก (โขมงโฉงเฉง ) วันที่: 20 มีนาคม 2548 เวลา:2:03:09 น.
  
รออ่านตอนต่อไปอยู่นะคร้าบ :) ...
โดย: นายFee วันที่: 18 เมษายน 2548 เวลา:18:28:54 น.
  
ไอพวกยิวไปตายไป นาซีจงเจริญ นาซีจะกลับมาอีกครั้งไอพวกยิวเตรียมตัวตายได้เลย
โดย: นาซี IP: 202.143.161.170 วันที่: 18 พฤษภาคม 2549 เวลา:11:33:14 น.
  
เป็นองค์ความรู้ที่กว้างและดีมากครับ ขอชมมาณที่แห่งนี้
โดย: เจ IP: 61.19.95.125 วันที่: 23 พฤษภาคม 2549 เวลา:13:10:11 น.
  
โอยยย ตามอ่านด้วยความเมามันส์เป็นที่ยิ่งค่ะ พี่วิ
ถ้าได้อ่านทั้งเล่ม สงสัย หนูอดนอนทั้งคืนแน่เลย
โดย: นางกอแบกเป้ วันที่: 27 พฤศจิกายน 2549 เวลา:5:23:39 น.
  
หนุกดีค่ะ รออ่านอยู่เรื่อยๆนะคะ
โดย: เจ้าหญิงวุ่นวาย IP: 210.203.183.80 วันที่: 8 ธันวาคม 2549 เวลา:18:56:50 น.
  
ขอความกรุณาท่านหาประวัตินายพลเยอรมันที่มีความสามารถมาลงบางครับ เช่นท่านโมเดล เดอนิตซ์ เปารุส ฯลฯ อยากทราบชีวิต ความเป็นมา ผลงาน....
ขอบคุณครับ
โดย: ผู้สนใจ IP: 202.133.154.101 วันที่: 23 ธันวาคม 2549 เวลา:6:21:48 น.
  
เรียนท่านWIWANDA
ถ้าเป็นไปได้อยากให้ท่านรวมข้อเขียนจัดพิมพ์เป็นหนังสือที่เกี่ยวกับเยอรม้นในww2 รวมเกร็ดประวัติบุคคล ทหาร`น่าจะมีผู้สนใจเพราะหาข้อมูลได้ยาก...
โดย: นักอ่าน IP: 202.133.154.101 วันที่: 23 ธันวาคม 2549 เวลา:6:28:57 น.
  
แวะมาเจอ ขอ add block ไว้อ่านด้วยนะคะ ชอบอ่านเรื่องประวัติแบบนี้ค่ะ เขียนได้สนุกด้วยค่ะ
โดย: nimNL วันที่: 15 กรกฎาคม 2550 เวลา:0:15:41 น.
  
ช่วยด้วย ช่วยตั้งพรรคนาซีในเมืองไทยด้วย จะได้กวาดล้างไอ้พวกนายทุนการเมืองให้หมดไปเลย
โดย: !!!! IP: 58.8.120.172 วันที่: 17 สิงหาคม 2550 เวลา:2:41:10 น.
  
ขอบคณคับได้ความรู้มากเลย
โดย: por IP: 58.9.41.133 วันที่: 9 กันยายน 2550 เวลา:17:01:35 น.
  
แวะมาเก็บลิงค์นี้ไว้ก่อนนะคะ แล้วจะตามอ่านทั้งหมดอีกค่ะ
โดย: tiki_ทิกิ วันที่: 30 มกราคม 2551 เวลา:2:00:33 น.
  
ประทับใจมากค่ะ เป็นการเขียนในมุมมองที่น่าสนใจมากๆ อยากให้มีการรวบรวมบทความและเผยแพร่ในเว็บไซน์ทางวิชาการอย่างมหาลัยเที่ยงคืนบ้างค่ะ ^ ^
โดย: Natnicha IP: 58.8.135.60 วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:6:35:47 น.
  
ชอบคับชอบเพลินดี
โดย: biozi IP: 58.147.74.4 วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:14:41:27 น.
  
น่าจะเขียนขายเป็นเรื่องเป็นราวน่ะคับ ผมจะอุดหนุนเป็นคนแรกเลย
โดย: เวียน IP: 203.144.163.138 วันที่: 11 พฤษภาคม 2551 เวลา:17:11:13 น.
  
หนุกว่ะแม่ ง งง
โดย: วิน IP: 125.24.191.137 วันที่: 23 พฤษภาคม 2551 เวลา:18:12:27 น.
  
เยี่ยมครับ
"เต็มไปด้วยชีวิตชีวา"
โดย: ekky@mail วันที่: 28 พฤษภาคม 2551 เวลา:3:52:28 น.
  
โหดร้ายมาก
โดย: onan IP: 61.19.66.208 วันที่: 12 กรกฎาคม 2551 เวลา:19:04:00 น.
  

สุดยอดมากครัฟ
ผมเปน นักเรียนนายร้อยปีสามแร้ว
ชื่นชอบเรื่องแบบนี้ ศึกษามาพอสมควร
ชอบของท่านมากจริงๆ น่าติดตามและครอบคลุมดีครัฟ
โดย: SoHE IP: 202.29.98.9 วันที่: 30 กรกฎาคม 2551 เวลา:20:14:41 น.
  
"นอกจากประเทศชาติแล้ว ผมไม่สามารถรักใครใด้อีก"
โดย: คนสยาม IP: 202.149.24.161 วันที่: 29 ธันวาคม 2551 เวลา:17:08:39 น.
  
ไม่คิดว่าเข้ามาอ่านกระทู้คุณ wiwanda นอกจากจะได้ความรู้เรื่องต่อพาสฯแล้วจะได้มีโอกาสได้เข้ามาดูบล๊อกคุณ wiwanda และก็ไม่ผิดหวัง เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

เรื่องนายฮิตเล่อร์ดิฉันอยากอ่านมานานมาก อยากทราบเรื่องราวของเขา ว่าทำไมเขาถึงได้กล้า บ้าบิ่นในเรื่องสงครามขนาดนั้น เคยดูสารคดีเพราะอยู่เยอรมันเขาจะฉายบ่อยมาก ดูไปก็เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่ก็ชอบดู

เวลาคนอื่นๆเขาคุยมาจะได้เข้าใจใด้ถ่องแท้
ขอบคุณอีกครั้งนะคะ
โดย: น้ำฝน IP: 89.246.191.122 วันที่: 18 มีนาคม 2552 เวลา:0:49:17 น.
  
ตอนนี้กำลังบ้าดูหนังเกี่ยวกับ
สงครามโลกครั้งที่ 2 อยู่ด้วย
โดย: แม็บ สาวเมืองช้าง IP: 58.8.140.178 วันที่: 15 มิถุนายน 2552 เวลา:1:26:43 น.
  
กำลังหาข้อมูล ฮิตเลอร์อยู่เลย

ขอบคุณมากๆๆนะคับ
โดย: N.K IP: 180.183.118.227 วันที่: 24 มีนาคม 2553 เวลา:12:05:01 น.
  
หนูไปอยู่ไหนมาเนี่ยยยย !!!!

ทำไมเพิ่งมาเจอ บล็อค ดีดี อ่านเพลินๆ แบบนี้ เนี่ย .....

สนุกอ่าค่ะ ชอบบมากเลยยย

พอดีดูหนังเกี่ยวกับ ชาวยิว และ ฮิตเลอร์ หลายเรื่องช่วงนี้ ดูๆไป มันก็เป็นแค่ ช่วงเวลาหนึ่งๆ ของ สถานะการ์ณนั้น เลยต้องเซิร์ทหาดู มาเจอ บล็อคนี้ โชคดีจริงเลยค่ะ ^____^ ประวัติศาตร์ มีสองด้านเสมอ .....
โดย: Aoom ค่ะ IP: 10.0.0.226, 124.122.150.3 วันที่: 22 พฤษภาคม 2553 เวลา:18:06:11 น.
  
ขอบคุณมากค่ะ นั่งอ่านเพลินไปเลย
ยังมีอีกเยอะเลยไปอ่านต่อ
โดย: aseptic วันที่: 5 สิงหาคม 2553 เวลา:19:14:46 น.
  
ขอบคุณมากๆเลยค่ะ

เขียนได้ดีมากๆน่าติดตาม กำลังอยากรู้อยู่พอดี

ตามอ่านอยู่นะคะ ถึงตอน 4 แว้วว
โดย: kwanka IP: 27.130.95.171 วันที่: 14 ตุลาคม 2553 เวลา:12:46:58 น.
  
ตามอ่านไปถึงตอนที่ 14 อยู่ดีดี ก็ตัดจบเลย
ตามไปที่ลิ้งค์ เพื่อจะอ่านให้ครบ 25 ตอน ก็ลิ้งค์เข้าไปไม่ได้แล้วค่ะ

ไม่ทราบว่าจะตามไปอ่านต่อจนจบ และตอนอื่นๆได้ที่ไหนเหรอค่ะ สนุกมากๆ นี่นั่งอ่านมาทั้งคืน อยากอ่านให้จบจังค่ะ .....

โดย: kwanka IP: 183.89.134.109 วันที่: 15 ตุลาคม 2553 เวลา:13:55:17 น.
  
ป้าวิคะ หนูตามป้ามาจากห้องรัชดาค่ะ
พอได้มาเห็นบล็อคของป้า เป็นเรื่องที่หนูสนใจ
ก็ยิ่งปลื้มค่ะ ขอบคุณป้าที่นำมาให้อ่านนะคะ
โดย: แป๊วแว้ว IP: 182.52.89.201 วันที่: 26 มกราคม 2554 เวลา:14:32:32 น.
  
ดเพเกดเดกห
โดย: กดเกดเกดเ IP: 183.88.112.127 วันที่: 14 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:12:41:55 น.
  
พี่วิครับ


มาอ่านช้าไปเจ็ดปีครับ อ่านแล้วชอบครับ ละเอียดและเห็นภาพ

ผมชอบประวัติศาสตร์ครับ เลยมีคำถามว่า เวบาเราอ่านหลายเล่มจากหลายผู้เขียน แล้วถ้าบางประเด็นมันแย้งกัน หรือไม่ไปทางเดียวกัน แล้วเราจะเชื่อ หรือพิสูจน์อย่างไร ว่า อันไหนจริง อันไหนเท็จ?


ขอบคุณนะครับ

โธมัส
โดย: Thomas IP: 125.25.149.120 วันที่: 8 มีนาคม 2555 เวลา:12:53:35 น.
  
จะอ่านต่ิได้ที่ไหนค่ะ. กำลังสนุกอยู่้ลย
โดย: นัก IP: 118.172.44.35 วันที่: 3 พฤษภาคม 2556 เวลา:12:31:58 น.
  
ชอบมากค่ะ ติดตามนะคะ ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆค่ะ สุดยอดมาก
โดย: Angie IP: 94.23.252.21 วันที่: 24 กันยายน 2557 เวลา:5:04:32 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Wiwanda.BlogGang.com

WIWANDA
Location :
กรุงเทพ  United States

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 99 คน [?]

บทความทั้งหมด