ฺBANGKOK :: นิทรรศการพระเมรุมาศ ณ ท้องสนามหลวง ปี ๒๕๖๐



วันนี้ก็จะเป็นวันสุดท้ายที่จะเปิดให้เข้าชมพระเมรุมาศ ความคิดเห็นโดยส่วนตัวประทับใจในทุกรายละเอียดชิ้นงานครั้งสุดท้ายเพื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 แต่ที่ประทับใจมากกว่าเหมือนได้ย้อนเวลากลับระลึกถึงพระองค์ท่านอีกครั้ง เพราะในนิทรรศการจัดแสดงรายละเอียดของพระองค์ท่านไว้อย่างกระชับและเข้าใจง่าย เชื่อว่าใครที่ได้เข้าชมจะรู้สึกรักในหลวงรัชกาลที่ 9 มากขึ้นกว่าเดิม เพราะตลอดการครองราชย์ของพระองค์นั้นเพื่อประชาชนโดยแท้จริง สิ่งที่ได้ฉันได้กลับบ้านคือความทรงจำที่จะอยู่ในหัวใจของฉันตลอดไปว่าฉันได้เกิดในรัชกาลที่ 9 

ยุคสมัยที่มีความเจริญที่สุดแห่งสยาม ความร่มเย็นด้วยพระบารมี ความกรุณาต่อพสกนิกรชาวไทย และความเป็นนักพัฒนาและต่อยอดโครงการต่างๆ ในพระราชดำริ ฉันเชื่อว่าพระองค์ท่านรู้ว่าองค์ความรู้ที่ดีที่สุดของคนไทยคือวิถีเกษตร เพราะเราเมืองเกษตรไม่ใช่เมืองอุตสากรรม เรามีองค์ความรู้ที่สืบทอดกันมายาวนานคือวิถีเกษตร จึงเป็นต้นแบบแห่งวิถีความพอเพียงที่ฉันจะยึดปฏิบัติตลอดชีวิตของฉัน การมีชีวิตอยู่นั้นไม่ยากแต่การมีชีวิตที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นนั้นยากกว่า คือสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากในหลวงรัชกาลที่ 9 

สำหรับการเปิดให้ชมนิทรรศการพระเมรุมาศครั้งนี้ ทำให้ย้อนเวลาไปรู้จักพระองค์ท่านอีกครั้ง และจะระลึกอยู่ในใจเสมอว่าครั้งหนึ่งเราเคยมีพระราชาที่ยิ่งใหญ่ หรือที่ใครๆ เรียกพระองค์ว่า "เทวดาเดินดิน" ก่อนหน้านี้พาไปชมพระเมรุมาศตอนกลางวันกันมาแล้ว "คลิ๊กที่นี่เพื่อชมตอนเก่า"  มาตอนนี้เราจะเข้าไปอีกรอบเพื่อชมความงดงามในยามค่ำคืน การเข้าไปก็เหมือนเดิมผ่านจุดคัดกรองเข้ามาตามลำดับ รอบนี้เป็นรอบประมาณหนึ่งทุ่มคนเยอะมาก สำหรับรอบนี้รอคิวกันเกือบชั่วโมงเลย การเข้าชมนั้นเค้าจะแบ่งเป็นสีๆ บัตรจะไม่เหมือนกันแบ่งจุดกันรอเข้าตามรอบ สำหรับรอบเย็นนั้นจะตรงเวลากว่ารอบบ่ายมาก เนื่องจากประชาชนมารอเข้าชมมีจำนวนมาก 












สำหรับการเข้าชมพระเมรุมาศตอนกลางคืนนั้นก็จะมีความงดงามแต่แตกต่างกับกลางวัน รายละเอียดอาจเห็นไม่ชัดกว่า แต่แสงไฟยามค่ำคืนนั้นงดงามยิ่งนัก  หากใครอยากชมทั้งสองบรรยากาศก็มาตอนช่วงบ่ายเข้าไปหนึ่งรอบก่อน ค่อยมาเข้ารอบใหม่กลางคืนอีกครั้ง และรอบนี้เราจะเข้าไปชมนิทรรศการกันค่ะ


อาคารนิทรรศการสังเกตุไม่ยากเพราะใหญ่ที่สุด ด้านหน้าจะมีคนมุ่งถ่ายรูปรูปปั้นสุนัขทรงเลี้ยงคุณโจโฉและคุณทองแดง โดยส่วนตัวคุ้นเคยกับคุณทองแดงมากกว่า เพราะได้ยินเรื่องเล่าถึงความน่ารักของคุณทองแดงเสมอๆ จากจุดรูปปั้นจะมีทางเข้าก็เดินเข้าตามเส้นทางด้านในอาคารจัดแสดง

ในนิทรรศการ "พระผู้ทรงเป็นนิรันดร์" ณ พระที่นั่งทรงธรรม จะประกอบด้วย ๕ เรื่อง 
ได้แก่ เมื่อเสด็จอวตาร  รัชกาลที่ร่มเย็น  เพ็ญพระราชธรรม  นำพระราชไมตรี และพระจักรีนิวัติฟ้า โดยจัดแสดงอย่างร้อยเรียงเรื่องราว ซึ่งสามารถเข้าชมได้สองแถวแต่ละแถวจะได้เห็นเรื่องราวที่เหมือนกัน ดังนั้นอยู่แถวไหนก็ได้ 

















พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกล้องเป็นการอดิเรกมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และเมื่อขึ้นครองราชย์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฏร์ เพื่อทำความรู้จักผู้คนและบ้านเมือง ทรงใช้ "กล้อง" บันทึกสภาพชีวิตและความเป็นอยู่เพื่อนำมาประกอบพระราชดำริในการทรงงาน 

ทรงฉายภาพราษฏร บ้านเรือน เรือกสวนไร่นา สัตว์ต่างๆ ที่ราฏษร์เลี้ยง ภูมิประเทศที่ทรงพบว่ามีปัญหาต้องแก้ไข เช่น พื้นที่ป่าเสื่อมโทรม น้ำท่วม หรือเมฆลักษณะต่างๆ ที่น่าจะทำให้เกิดฝนได้ ทรงนำมาประกอบพระราชดำริโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือราษฏรและภาพถ่ายฝีพระหัตถ์จำนวนมากก็ได้กลายเป็นประวัตศาสตร์ส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศไทยในช่วง ๗๐ ปีแห่งการครองสิริราชสมบัติ 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรางทราบว่าคนไทยส่วนใหญ่ทำการเกษตรเลี้ยงชีพและมีกระบือเป็นผู้ช่วยไถนา ในอดีตเมื่อรัฐบาลมีนโยบายขยายพื้นที่เพาะปลูกเกษตรกรต้องทำงานหนักขึ้น จึงมีพระราชดำริให้วิจัยพัฒนาเครื่องทุ่นแรงจึงเกิดเป็นรถไถ "ควายเหล็ก" ที่มีลักษณะเหมาะกับชาวนาและท้องนาไทยในราคาย่อมเยา

เมื่อถึงยุคที่ีรัฐบาลเน้นการอุตสาหกรรมยาวนานนับ ๑๐ ปี เกษตรกรพากันทิ้งไร่นามาทำงานตามโรงงานและในเมือง จนถึงจุดที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโรงงานและสำนักงานจำนวนมากปิดตัว บางแห่งล้มละลาย เกษตรกรต้องหวนคืนสู่นาไร่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวคิดและวิธีจัดการไร่นาแปลงเล็ก ที่สามารถดูแลได้ด้วยตนเองหรือช่วยกันในครอบครัว โดยแบ่งสัดส่วนให็เหมาะสมคือแนวพระราชดำริ "เกษตรทฤษฏีใหม่" อันเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้หลายครอบครัวรอดจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนมาจวบจนปัจจุบัน 





รถไฟพระที่นั่ง ราชพาหนะแรกเสด็จฯ เยี่ยมราษฏร พุทธศักราช ๒๔๙๘ - ๒๕๐๒ ในช่วงเวลาแรกเริ่มทรงงาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำนเนิไปทรงเยี่ยมเพื่อทำความรู้จักราษฏรไทย และเมืองไทยทุกภาคทั่วประเทศ พระราชพาหนะแรกเริ่มได้แก่ รถไฟ ออกเดินทางจากสถานีรถไฟธนบุรี และสถานีรถไฟหลวงจิตรลดา

ตลอดเส้นทางที่ขบวนรถไฟพระที่นั่งแล่นผ่านนั้น มีผู้บันทึกว่า "มีราษฏรคอยเฝ้าตามทุ่ง ท้องนา และตามสถานีรถไฟแน่นขนัดทุกแห่ง เพราะเป็นครั้กแรกของเขาที่จะได้เห็นพระองค์ท่านอย่างชัดเจน บ้างหัวเราะเบิกบาน บ้างก็ก้มลงกราบ บ้างก็พนมมือขึ้นจรดหน้าผากแล้วยกขึ้นท่วมศีรษะ..." 

เมื่อรถไฟพระที่นั่งเคลื่อนสู่สถานี เป็นชั่วขณะแห่งความปิติสุขของราษฏร ผู้ได้ชื่นชมพระบารมีสองพระองค์อย่างใกล้ชิด และเป็นโอกาศให้ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสิ่งของต่างๆ ที่จัดหามาด้วยความรู้สึกห่วงใย  ถวายไว้เป็นเสบียงสำหรับทรงเดินทางไกล เป็นน้ำใจที่ผูกใจสองพระองค์ไว้แนบแน่นและยาวนาน 

รถยนต์พระที่นั่ง บุกป่าฝ่าดงทรงมุ่งไป การเดินทางไปทรงงานในพื้นที่ชนบท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดขับรถยนต์ด้วยพระองค์เอง หลายครั้งจะไม่ทรงแจ้งเส้นทางล่วงหน้า ด้วยต้องพระราชประสงค์จะทอดพระเนตรความเป็นอยู่ของราษฏรโดยปกติ ทรงใช้วิทยุสื่อสารแจ้งให้ขบวนเลี้ยวซ้ายหรือขวา โปรดที่จะหยุดตามพระราชอัธยาศัยหรือปล่อยให้วัวควาย ไก่เป็ด สัตว์เลี้ยงของราษฏรเคลื่อนผ่านหน้า 

หลายครั้งทรงจอดรถยนต์พระที่นั่ง เพื่อทอดพระเนตรแผนที่เทียบกับภูมิประเทศที่แท้จริง และด้วยสภาพหนทางทุรกันดารในอดีต เมื่อรถข้าราชบริพารในขบวนเสด็จตกหล่มก็จะเสด็จลง ทรงบัญชาการฉุกลากรถนั้น ทรงรอให้รถทุกคันพร้อมจึงออกเดินทางต่อและหากรถยนต์พระที่นั่งไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่เป้าหมาย ก็จะทรงพระดำเนินเข้าหมู่บ้านโดยมิได้ทรงคิดว่าเป็นความตรากตรำ แต่เป็นความสุขที่ได้ไปทรงช่วยเหลือราษฏร



เรือพระที่นั่งโดยแดนชล ทรงเรือต้นหลากวิถี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับเรือพระที่นั่งในหลายโอกาส เช่น ประทับเรือหลวงของราชนาวี เมือเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฏรตามหมู่เกาะทะเลไทย  เรือท้องถิ่น เมื่อทรงสำรวจลำคลองหนองบึง โดยมีราษฏรผู้ชำนาญพื้นที่เป็นผู้พายเรือถวาย ก็ได้ประทับเรือในกระบวนพยุหยาตราทางชลมาศ คือ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ และเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙ 

พุทธศักราช ๒๕๐๕ เมื่อคราวประทับเรือหลวงจันทร (จัน-ทระ) ไปทรงเยี่ยมราษฏรตามหมู่เกาะทะเลไทย บันทึกจากเกาะพงันเล่าว่า "... ราษฏรรับเสด็จในทะเลช่วงน้ำลงและเมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับ ก็มีราษฏรบางคนว่ายน้ำตามส่ง ทรงเป็นห่วงว่าราษฏรจะจมน้ำจึงโบกพระหัตถ์ให้กลับไป แต่ผู้มาส่งก็ไม่ย่อท้อรอจนเรือพระที่นั่งจันทรลับตาไป จึงแยกย้ายกันกลับบ้านด้วยความปิติสุข .."

อากาศยานพระราชพาหนะจากฟากฟ้าสู่ดงดอยและชายแดน ในบรรดาพระราชพาหนะทั้งหลาย อากาศยานโดยเฉพาะเฮลิคอปเตอร์นั้นเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วและใกล้เป้าหมายที่สุด แต่ก็มีความเสี่ยงสูงสุด ทั้งในขณะตัวขึ้น-ลง และขณะทำการบิน ทั้งด้วยสภาพยานพาหนะ ภูมิประเทศป่าเขาและสถานการณ์บ้านเมืองขณะมีการสู้รบปกป้องดินแดนในอดีต

แต่ไม่ว่าจะห่างไกลกันดารเพียงใด หากทรางทราบว่ามีราษฏร ตำรวจตระเวนชายแดนหรือทหารกำลังเผชิญปัญหาสาหัสแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาท จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงอยู่เคียงข้างแทบทุกครั้งที่ทรงกระทำได้และหากเฮลิคอปเตอร์ไม่สามารถไปถึงได้ หมู่บ้านใดไม่มีถนนทอดไปถึงทั้งสองพระองค์ก็จะทรงพระดำเนินขึ้นเขาลงห้วยไปจนถึงที่หมายในที่สุด 



เกษตรทฤษฏีใหม่ 30:30:30:10 จากหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาสู่การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมตามแนวทางพระราชดำริ "ทฤษฏีใหม่" สำหรับคนไทยส่วนใหญ่ที่เป็นเกษตรกรรายย่อย โดยแบ่งสัดส่วนพื้นที่เกษตรเป็น ๔ ส่วน คือ พื้นที่ปลูกข้าว ขุดสระกักเก็บน้ำ ปลูกพืชไร่ และสร้างเป็นที่อยู่อาศัย สหประชาชาติเห็นด้วยกับหลักปรัชญา "เศษฐกิจพอเพียง" โดยเห็นว่านับเป็นแนวคิดที่มีประโยชน์ไม่ใช่ต่อประเทศไทยเท่านั้น หากยังเป็นประโยชน์ยั่งยืนต่อสังคมโลก 



การเตรียมพระวรกาย "จะช่วยใครได้ร่างกายต้องแข็งแรง" หากการช่วยเหลือราษฏรคือความสุขของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระวรกายที่แข็งแรงและพระทัยที่แจ่มใสก็เปรียบดัง "อุปกรณ์" สำคัญที่จะเอื้อให้ทรงกระทำในสิ่งที่เป็นความสุขนั้นได้เต็มที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงดนตรี เพื่อทรงสมานมิตรในหมู่ข้าราชบริพาร  ทรงกีฬาเพื่อเป็นการอดิเรกและออกพระกำลังให้แข็งแกร่งพร้อมช่วยเหลือราษฏร  ทรงงานศิลปะเพื่อเข้าใจในศิลป์และศาสตร์ทุกแขนงอย่างถ่องแท้ 

กีฬาเป็นกิจกรรที่ได้ทรงพระสำราญในทุกช่วงแห่งพระชนม์ชีพ โปรดทรงกีฬาหลายประเภท แต่ที่ชาวไทยรำลึกนึกได้เสมอคือ แบดมินตันและเรือใบ ทรงแบดมินตันเพื่อการอดิเรกและสะสมพระกำลัง แบดมินตันเป็นกีฬาที่เล่นกันด้วยความไว ผู้เล่นต้องแข็งแกร่งและคล่องแคล่ว 

ส่วนเรือใบนั้นท้องทะเลคือสนามฝึกทักษะการพึ่งตนเอง และการแก้ปัญหาเพียงลำพังอย่างมีสติ ท่ามกลางธรรมชาติที่ไม่อาจคาดเดา ทรงเรือใบด้วยพระปรีชาสามารถและผ่านการคัดเลือกเป็นทีมชาติในกีฬาแหลมทองพุทธศักราช ๒๕๑๐ ทรงได้รับรางวัลชนะเลิศร่วมกับสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี

การฝึกพระสติ "...พละ ๕ คือกำลังหนุนจิต..." พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงฝึกฝนพระราชหฤทัยตามหลัก พละ ๕ ในพระพุทธศาสนา อันเป็นพระธรรมเทศนาที่ได้สดับระหว่างทรงพระผนวชเมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๙ หลังจากนั้นได้ทรงศึกษา ปฏิบัติ และมีพระราชปฏิสันถารสนทนาธรรมด้วยพระอริยสงฆ์หลายรูป ในช่วงที่ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฏรตามหัวเมืองโดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 

พละ ๕ ที่ทรงฝึฝนนี้ ได้แก่ ศรัทธา หมายถึงความเชื่อมั่นในทางที่ถูกต้องเป็นกำลังหนุนจิตให้เข้มแข็ง มั่นคง แน่วแน่  วิริยะ หมายถึง กล้าต่อสู้กับอุปสรรคโดยไม่ย่อท้อ เป็นกำลังหนุนจิตให้เดินหน้า สติ หมายถึง ความระลึกได้เป็นกำลังช่วยความจำ ปลุกใจให้ตื่นจากกิเลส สมาธิ หมายถึงความตั้งมั่นของจิต เป็นกำลังให้มั่นคงไม่ไหวเอนไปตามอารมณ์และ ปัญญา หมายถึงความรู้ทั่วไปเป็นกำลังสำคัญยิ่งของจิต เป็นแสงส่องให้รู้ เห็น เข้าใจแจ่มแจ้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้พละ ๕ เป็นกำลังหนุนจิตในการบำเพ็ญพระราชกรณีจกิจ จนสำเร็จลุล่วงด้วยดีเสมอมา 





พระมหาสังข์ / ใบมะตูม สืบทอดพระราชพิธิรักษาโบราณราชประเพณี  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบำเพ็ยพระราชกรณียกิจ ทั้งในพระราชสถานะที่ทรงดำรงอยู่ตามรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย และโดยโบราณขัตติยราชประเพณีผ่านงานพิธีและพระราชพิธีต่างๆ ตลอดปี พระราชพิธีต่างๆ เหล่านี้มีทั้งที่เนื่องด้วยศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์ 

ในการพระราชพิธีล้วนมี "อุปกรณ์" หรือเครื่องใช้ตามโบราณราชประเพณีแตกต่างกันไป เช่น พระมหาสังข์ ตามตำนานศาสนาพราหมณ์เชื่อว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะเป็นที่บรรจุคัมภีร์พระเวทน้ำหรือลม เมื่อผ่านท้องสังข์จะกลายเป็นน้ำหรือลมศักดิ์สิทธิ์ใช้รดศีรษะหรือมือเป็นมงคลประเพณี 

ส่วนใบมะตูม เป็นใบไม้ที่บรรจุในพระมหาสังข์ หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานน้ำพระมหาสังข์บนศีรษะผู้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทแล้ว จะทรงหยิบใบมะตูมในพระมหาสังข์พระราชทาน ผู้รับจะทัดใบมะตูมที่ซอกหูขวา แล้วรับพระราชทานเจิมที่หน้าผาก พราหมณ์ถือว่าใบมะตูม ซึ่งมีลักษณะเป็นสามแฉกคล้ายพระแสงตรี เป็นสัญลักษณ์แห่งมงคลและชัยชนะ 

แว่นเทียน / สุหร่าย ไฟขจัดเคราะห์ นำเสริมสิริมงคล ตามคติพราหมณ์ซึ่งเป็นศาสนาที่ไทยรับมาผสานไว้ในประเพณีมงคลของราชสำนักมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นราชธานี มีการใช้สิ่งของหรืออุปกรณ์ต่างๆ ในพระราชพิธี เพื่อช่วยขจัดเคราะห์และเสริมความเป็นสิริมงคล เช่น พระราชพิธีสมโภชต่างๆ ที่มีการเบิกแว่นเวียนเทียน และการรถสรงหรือประพรมน้ำเทพมนต์และพุทธมนต์ต่างๆ 

ในพระราชพิธีที่มีการเวีนเทียนสมโภช หรือทำขวัญตามคติพราหมณ์ แว่นเทียน เป็นเครื่องมือใช้ในพิธี เบิกแว่นเวียนเทียน ซึ่งกระทำโดยนำดวงประทีปไปวนรอบปูชนียวัตถุ บุคคล หรือวัตถุที่จะทำขวัญ เช่น ในการสมโภชพระมหาเศวตฉัตรและสิริราชกกุธภัณฑ์ ตามคติพรามหณ์นั้น ไฟคือความบริสุทธิ์ ช่วยชำระล้างสิ่งอัปมงคลได้ 

นอกจากนี้ยังมี พระสุหร่าย เป็นเครื่องโปรยน้ำให้เป็นฝอย คำราชาศัพท์ ทรงพระสุหร่าย หมายถึงการที่พระมหากษัตริย์ทรงโปรยน้ำ หรือปะพรมน้ำศักดิ์สิทธิ์ด้วยพระสุหร่าย พระราชทานแก่บุคคล สถานที่ หรือวัตถุสิ่งของ เช่น แผ่นศิลาฤกษ์ หรือประชาชนที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อความเป็นสิริมงคล 

ธงมหาราช / พระคทา บรมขัตติยราชอิสริยยศ  เครื่องแสดงพระบรมขัตติยราชอิสริยยศ หรือเครื่องหมายแห่งกษตริย์นั้นมีหลายประกาส เช่น เครื่องราชูปโภค เครื่องราชกกุธภัณฑ์ รวมถึงสิ่งที่คนไทยโดยทั่วไปได้พบเห็น เช่น ธงมหาราช และพระคฑา 

ธงมหาราช เป็นธงรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสสีเหลือง ประดับครุฑพ่าห์สีแดง การใช้รูปครุฑแทนพระมหากษัตริยของไทยมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ซึ่งได้รับอิทธิพลจากลักธิเทวราชของอินเดีย ในปัจจุบันมีการประดับธงมหาราช ณ รถพระที่นั่ง เรือพระที่นั่ง อากาศยานพระราชพาหนะ และ ณ พระตำหนักขณะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับ ณ ที่นั้น

ส่วน พระคฑา เป็นเครื่องประดับพระเกียรติยศผู้ทรงเป็นจอมทัพไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้ พระคฑาจอมทัพภูมิพล รับการถวายความเคารพ ตรวจพลสวนสนามปฏิญาณตน รวมทั้งทรงใช้แตะบ่าอินทรธนูนายทหาร ในการพระราชทานยศระดับนายพลด้วยเช่นกัน 

พระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ ประติมากรรมประจำรัชกาล  ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระมหากษัตริย์จะทรงสร้างพระพุทธรูปสำคัญประจำรัชกาล คือ พระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ หากในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มิได้มีการสร้างในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๔๙๓ แต่ได้สร้างขึ้นในการพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ๓ รอบ พุทธศักราช ๒๕๐๖ 

ต่อมาในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ รอบ พุทธศักราช ๒๕๓๐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้าง พระพุทธรูปประจำพระชนมวาร (พระประจำวันเกิด) เป็นพระพุทธรูปปางห้ามญาติ หรืออภัยมุทรา ปางประจำวันพระบรมราชสมภพคือวันจันทร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เชิญพระพุทธรูปทั้งสององค์นี้ ออกประดิษฐานในพระราชพิธีสำคัญในรัชกาลเสมอ เช่น พระราชพิธีฉัตรมงคล พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา เป็นต้น 





พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงทศพิธราชธรรมอันยิ่งใหญ่ ตลอดรัชสมัยแห่งการดำรงสิริราชสมบัติ ๗๐ ปี ทรงดำรงเคร่งครัดมั่นคงอยู่ในราชธรรมอันเป็นขัตติยราชประเพณีโบราณ คือ ทศพิธราชธรรม หรือราชธรรม ๑๐ ประการ เป็นหลักธรรมประจำพระองค์ ปรากฏพะคาถา ว่า ทานํ สีลํ ปริจุจารคํ อาชุชวํ มทุทวํ ตปํ อกุโกธํ อวิหึสญจ ขนุติณุจ อวิโรธนํ อันมีนัยถึงรัฎฐาภิปาลโนบาย คือ อุบายวิธีการปกครองพระราชอาณาจักร ที่พระมหากษัตริย์แต่โบราณกาลทรงดำรงเป็นหลักสืบมา 

พระองค์คือ "พระธรรมิกราชา" พระมิ่งขวัญแห่งแผ่นดินเป็นดวงประทีปแห่งชาติ ในพระราชสถานะพระประมุขแห่งแผ่นดินเป็นดวงประทีปแห่งชาติ ในพระราชสถานะพระประมุข ทรงนำหลักทศพิธรราชธรรมบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่อาณาประชาราษฏร์มาตลอดระยะเวลาแห่งการครองราชย์ ดังนี้

ทาน ทรงบำเพ็ญทานทั้งอามิสทานคือ การให้ทรัพย์สินสิ่งของ ธรรมทาน คือ การให้ธรรมเป็นทาน และวิทยาทาน คือ การให้ความรู้เป็นทาน เพื่อช่วยเหลือประชาชน รวมทั้งการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ต่างๆ เป็นการให้เพื่อสงเคราะห์ อนุเคราะห์ ตามหลักสังคหวัตถุ 

ศีล ทรงรักษาพระมรรยาท พระกาย พระวาจา เรียบร้อยสม่ำเสมอ รักษากิตติคุณให้เป็นตัวอย่าง และเป็นที่เคารพเทิดทูนของประชาราษฏร์ 

ปริจจาคะ ทรงบริจาคพระราชทรัพย์เป็นสาธารณประโยชน์ทรงเสียสละความสุขสำราญ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

อาชชวะ มีพระราชอัธยาศัยตรง ดำรงอยู่ในสุจริตทุกเมื่อ

มัททวะ มีพระอากัปกิริยาอันละมุนละไมอ่อนโยน ไม่ถือพระองค์ จะเห็นได้ชัดจากพระราชจริยาวัตรต่างๆ ในทุกที่ที่พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไป 

ตปะ ทรงกำจัดอกุศลกรรมมิให้มีในพระนิสัย มุ่งบำเพ็ญเพียรปฏิบัติพระราชกิจให้บริบูรณ์ 

อักโกธะ ไม่ทรงฉุนเฉียว รักษาพระมรรยาทงาม สงบเสงี่ยมมีพระเมตตา 

อวิหิงสา ไม่ทรงเบียดเบียนผู้ใดผู้หนึ่งให้เดือดร้อน

ขันติ ทรงอดทนด้วยความเป็นขัตติยชาติ

อวโรธนะ  ไม่ทรงแสดงพระอาการหวั่นไหวเมื่อกระทบกระทั่งด้วยอนิฏฐารมณ์ ทรงดำรงอยู่คงที่ หนักแน่นในธรรม 

อนุภาพแห่งทศพิธราชธรรม ๑๐ ประการของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลย์เดช บรมนาถบพิตร สร้างสรรค์พัฒนาประเทศและประชาชนชาวไทยให้เจริญก้าวหน้ารุ่งเรืองและศานติสุข 





ตามโบราณราชประเพณีและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะและอัครศาสนูปถัมภก พระราชพิธีทรงพระผนวชของพระมหากษัตริย์ซึ่งทรงเป็นพุทธมามกะถือเป็นการอุปถัมถ์บำรุงพระพุทธศาสนา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงใกล้ชิดสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทำให้ทรงมีพระราชศรัทธาปสาทะในพระพุทธศาสนา 

ดลพระราชหฤทัยให้ทรงพระผนวชเมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๙ เป็นที่แซ่ช้องอนุโมทนาของพสกนิกรทั้งแผ่นดิน โอกาสนั้นได้ทรงศึกษาพระธรรมวินัยและปฏิบัติโดยเคร่งครัด ทรงทำวัตร เสด็จออกบิณฑบาต ทรงสดับพระธรรมเทศนา และมีพระราชปุจฉาวิสัชนาธรรมด้วยพระอริยสงฆ์ การที่ทรงพระผนวชยังมีผลให้พระพุทธศาสนาโดดเด่นเป็นที่ต้องการศึกษาของผู้คนมากขึ้น เป็นทางหนึ่งของการบำรุงพระศาสนาด้วยเช่นกัน

พุทธมามกะ คือผู้ประกาศตนนับถือพระพุทธศาสนา โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นที่พีึ่ง และด้วยเหตุที่ประเทศไทยมีประชากรส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชน พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นพระประมุขจึงทรงเป็นพุทธมามกะตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด แต่สำหรับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นพุทธมามกะด้วยความเลื่อมใสโดยแท้ 

ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตรศาสดาราม เพื่อทรงประกาศพระองค์เป็นพุทธมามกะท่ามกลางที่ชุมนุมสงฆ์ ในเวลาต่อมาก็ได้ทรงผนวช และทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจด้านการพระศาสนาอยู่เป็นนิตย์ เช่น ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในวันสำคัญทางศาสนา ทรงอุปถัมภ์การสังคายนาพระไตรปิฏก ทั้งได้ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือเรื่อง "พระมหาชนก" อันเป็นพระชาติหนึ่งของพระพุทธเจ้า ด้วยพระราชประสงค์ที่จะทรงชี้ให้เป็นผลของความเพียรหรือวิริยะธรรม การทั้งปวงนี้มีส่วนสำคัญให้พระพุทธศาสนาในเมืองไทยดำรงคงอยู่สืบไป 












เมื่อมาประมาณครึ่งทางมองจากจุดนี้จะเป็นจุดที่เห็นพระเมรุมาศชัดเจนที่สุด ทุกคนต่างเข้าไปถ่ายรูป ณ จุดนี้เป็นเป็นที่ระลึก
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาไม่รู้สึกเลยว่าพระองค์ท่านไม่อยู่แล้ว พระองค์ท่านยังอยู่ในหัวใจคนไทยเสมอ













ศาสตร์ของพระราชากับการพัฒนาที่ยั่งยืน (His Majesty's Sufficiency Economy Philosophy for SDGs) หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักในการคิด ตัดสินใจ และการปฏิบัติสำหรับการดำเนินชีวิตหรือประกอบกิจการงานใดๆ ด้วยการใช้ความรู้และคุณธรรมเป็นฐาน ผ่านการไตร่ตรองด้วยการใช้หลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ พอประมาณ ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป มีเหตุผล ตามหลักวิชาการ มีภูมิคุ้มกัน พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงหรือวิกฤตที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างสมดุลในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม อันเป็นแนวทางที่จะนำไปสู่ "ความสุขที่ยั่งยืน" ได้อย่างแท้จริง 



และก็เดินมาถึงโซนสุดท้าย "
พระจักรีนิวัติฟ้า"
 เป็นโซนที่เล่าเรื่องราวการสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9
ที่ทำเอาหัวใจคนไทยแทบหลุดลอยในวันประกาศ 13 ตุลาคม 2559
















และจุดสุดท้ายก่อนออกจากอาคารนิทรรศกาศพระที่นั่งทรงธรรม ผู้เขียนนั่งดูวิดีทัศน์ชุดนี้จนจบถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ พวกเรารู้ดีในหัวใจ "คิดถึงพระองค์ท่าน" เป็นที่สุด แต่ไม่มีความเสียใจใดไม่มีที่สิ้นสุด ชีวิตที่ต้องเดินไปต่อ เราในฐานะประชาชนไทยที่ยังคงมีชีวิตอยู่นั้น ควรหมั่นทำความดีเพราะความดีไม่เคยตาย มันจะอยู่ในความทรงจำเหมือนที่พ่อทำไว้ อย่าให้สิ่งที่พระองค์ท่านได้ทรงวางแนวทางมาสูญเปล่า คำสอนพ่อนั้นเป็นคำสอนที่ทำให้เรารู้จักเพียงพอ เพราะเมื่อเพียงพอเราก็จะพอดี เมื่อพอดีเราก็สามารถแบ่งปันไปยังผู้อื่น 







นอกจากพระที่นั่งทรงธรรมที่เป็นอาคารเมนหลักในการจัดแสดงนิทรรศการแล้ว ยังมีอาคารอีกหลายอาคารที่จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ในงานพระราชพิธีต่างๆ ไว้อย่างครบครัน ทุกชิ้นงานล้วนแต่ปราณีต ผู้เขียนไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะเยอะมาก ต้องขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนร่วมให้พระราชพิธีผ่านไปด้วยดี สวยงามทุกขั้นตอนและสมพระเกียรติ์ เราจะเก็บความภูมิใจนี้ไว้เป็นความทรงจำเพื่อเล่าต่อไปยังลูกหลานสืบไป .. 

ปล. วันที่ไปนั้นผู้เขียนทำมือถือหายจ้า เพราะกราบในหลวงแล้วลืมวางไว้หน้าพระรูปเลย มานึกขึ้นได้ตอนเพื่อนๆ ทัก รีบโทรเข้าเครื่องตัวเอง ปรากฏว่ามีคนเก็บไว้ให้เป็นพี่ในชุดเครื่องแบบที่ดูแลพื้นที่หน้าพระรูปในหลวงรัชกาลที่ 9 และมีพี่จิตอาสาพาซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปเอาซึ่งไกลมาก ถ้าไม่ได้พี่ใจดีทั้งสองช่วยเหลือคงไม่มีรูปมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังแน่นอน ต้องกราบขอบพระคุณ มา นะที่นี้ด้วยคะ 


บันทึกไว้วันที่ ๓๐ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๐
วันสุดท้ายที่เปิดให้เข้าชมนิทรรศการพระเมรุมาศในหลวงรัชกาลที่ ๙


Photo and Story 
By Patthanid C.
www.atourthai.com



Create Date : 30 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 30 พฤศจิกายน 2560 2:17:10 น.
Counter : 2474 Pageviews.

3 comments
เจดีย์ล้านนาตอน 2 ... เจดีย์ทรงปราสาทสี่เหลี่ยม tuk-tuk@korat
(26 พ.ค. 2563 08:07:01 น.)
วัดเกาะสิเหร่ จ.ภูเก็ต pongwongchoo
(26 พ.ค. 2563 15:39:50 น.)
3363_In the Tall Grass หอมกร
(29 พ.ค. 2563 10:50:03 น.)
เจดีย์ล้านนาตอน 1 ... เจดีย์ทรงมณฑปปราสาท tuk-tuk@korat
(21 พ.ค. 2563 16:49:04 น.)

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณKavanich96

  
อุ้มไปชมมาสองครั้งล่ะ
เดี๋ยวไปอีก
กด Like ให้เลยค่ะ...เจิมบอก
โดย: อุ้มสี วันที่: 30 พฤศจิกายน 2560 เวลา:8:50:37 น.
  
ดีจ้า มาทักทายนะจ้ะ sinota ซิโนต้า Ulthera สลายไขมัน SculpSure เซลลูไลท์ ฝ้า กระ Derma Light เลเซอร์กำจัดขน กำจัดขนถาวร รูขุมขนกว้าง ทองคำ ไฮยาลูโรนิค Hyaluronic คีเลชั่น Chelation Hifu Pore Hair Removal Laser freckle dark spot cellulite SculpSure Ultherapy กำจัดไขมัน ร้อยไหม adenaa ลบรอยสักคิ้วด้วยเลเซอร์ ลบรอยสักคิ้ว Eyebrow Tattoo Removal เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ สักคิ้วถาวร
ให้ใจหายใจ สุขภาพ วิธีลดความอ้วน การดูแลสุขภาพ อาหารเพื่อสุขภาพ ออกกำลังกาย สุขภาพผู้หญิง สุขภาพผู้ชาย สุขภาพจิต โรคและการป้องกัน สมุนไพรไทย ขิง น้ำมันมะพร้าว ผู้หญิง ศัลยกรรม ความสวยความงาม แม่ตั้งครรภ์ สุขภาพแม่ตั้งครรภ์ พัฒนาการตั้งครรภ์ 40 สัปดาห์ อาหารสำหรับแม่ตั้งครรภ์ โรคขณะตั้งครรภ์ การคลอด หลังคลอด การออกกำลังกาย ทารกแรกเกิด สุขภาพทารกแรกเกิด ผิวทารกแรกเกิด การพัฒนาการของเด็กแรกเกิด การดูแลทารกแรกเกิด โรคและวัคซีนสำหรับเด็กแรกเกิด เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อาหารสำหรับทารก เด็กโต สุขภาพเด็ก ผิวเด็ก การพัฒนาการเด็ก การดูแลเด็ก โรคและวัคซีนเด็ก อาหารสำหรับเด็ก การเล่นและการเรียนรู้ ครอบครัว ชีวิตครอบครัว ปัญหาภายในครอบครัว ความเชื่อ คนโบราณ
โดย: สมาชิกหมายเลข 4245812 วันที่: 30 พฤศจิกายน 2560 เวลา:12:48:06 น.
  
ขอบคุณที่แบ่งปัน
โดย: Kavanich96 วันที่: 1 ธันวาคม 2560 เวลา:2:58:24 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Patthanid.BlogGang.com

patthanid
Location :
ราชบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 47 คน [?]

บทความทั้งหมด