ไหว้พระ 9 วัด กทม./2558
  18 ม.ค. 58

เป็นการร่วมตัวเฉพาะกิจของ สาว สาว สาว วันนี้เรารับอาสาพาเพื่อนสาว 2 คนไปไหว้พระ  9 วัด ในกรุงเทพฯ เพื่อนสาวคนแรกเดินทางมาจาก กาญฯ เพื่อนสาวคนที่สองเดินทางมาจาก ฉะเชิงเทรา ขับรถมาจอดกันไว้ที่บ้านนนท์ และเราก็พาลงเรือด่วนเจ้าพระยาจากท่าน้ำนนท์ ไปขึ้นที่ท่าราชวงศ์ นั่งเรือธงเหลือง เรือออกรอบเวลา 7.30 น. ค่าเรือคนละ 20 บาท ถึงท่าราชวงศ์ก็เป็นเวลา 8.20 น. 

ขึ้นจากเรือแล้วเราก็แวะหาอาหารเช้ากันก่อน โดยทานก๊วยเตี๋ยวแถว ๆ สำเพ็ง แต่ขอบอกว่าไม่อร่อยเลย  จากกินอาหารเช้าเสร็จก็พาคุณเพื่อนทั้งสองเดินย่อยอาหารไปเรื่อย ๆ โดยวัดแรกที่จะพาไปคือวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร (หรือวัดหลวงพ่อทองคำ) 





จากนั้นเราก็ไปต่อที่วัดมหาพฤฒารามวรวิหาร  โดยการเดิน ระยะทางจากวัดไตรมิตร - วัดมหาพฤฒาราม  1.1 กม. ใช้เวลาในการเดินเรื่อย ๆ  ก็ 13 นาที)

วัดมหาฤฒารามวรวิหาร วัดนี้แต่เดิมชื่อว่า "วัดท่าเกวียน" เนื่องจากเคยเป็นที่พักแรมของกองเกวียน ที่เดินทางเข้ามาค้าขายในกรุงเทพฯ ในช่วงสมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น แต่ต่อมาชาวบ้านก็พากันเรียกชื่อวัดนี้ว่า "วัดตะเคียน" สันนิษฐานว่า เรียกชื่อวัดตามต้นตะเคียนที่ขึ้นหนาแน่นอยู่รอบบริเวณวัดที่มีอาณาบริเวณถึง 14 ไร่ และได้มีการเปลี่ยนชื่ออีกครั้งหนึ่งเป็น "วัดมหาพฤฒาราม" ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่4 ทรงมีพระราชดำริที่จะให้ชื่อวัดที่ทรงพระราชทานนาม เพื่อเฉลิมฉลองท่านเจ้าอาวาสของวัดที่มีอายุยืนยาวมาถึง 107 ปี ในปีที่มีการพระราชทานนามวัดนั้น  วัดมหาพฤฒาราม วรวิหาร ตั้งอยู่ 5/7 ถ.มหาพฤฒาราม แขวงมหาพฤฒาราม เขตบางรัก กรุงเทพฯ 





จากนั้นเราก็พากันไปต่อวัดที่สาม ที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร วัดภูเขาทอง  ระยะทางจากวัดมหาพฤฒาราม-วัดภูเขาทอง  4 กม. พวกเราเลือกใช้บริการแท๊กซี  ค่าแท็กซี่อยู่ที่่ 60 บาท

วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ริมคลองมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรมหาวิหาร เป็นวัดโบราณในสมัยอยุธยา เดิมชื่อ วัดสะแก และต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์และขุดคลองรอบพระอาราม แล้วพระราชทานนามใหม่ว่า วัดสระเกศ  

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้บูรณะและสร้าง พระบรมบรรพต หรือ ภูเขาทอง ทรงกำหนดให้เป็นพระปรางค์มีฐานย่อมุมไม้สิบสอง แต่สร้างไม่สำเร็จในรัชกาล เมื่อถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 จึงทรงให้เปลี่ยนแบบเป็นภูเขาก่อพระเจดีย์ไว้บนยอด เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ การก่อสร้างแล้วเสร็จในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5





วัดต่อไปวัดที่ 4 คือ วัดสุทัศน์เทพวรารามราชวรมหาวิหาร ระยะทางจากวันภูเขาทอง ถึง วันสุทัศน์ ประมาณ 1 กม. เราเดินกันไป ประมาณ 10 นาที

วัดสุทัศน์เทพวรารามราชวรมหาวิหารเป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นใน พ.ศ. 2350 เดิมพระราชทานนามว่า “วัดมหาสุทธาวาส” โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระวิหารขึ้นก่อนเพื่อประดิษฐานพระศรีศากยมุนี (พระโต) ซึ่งอัญเชิญมาจากพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย แต่สิ้นรัชกาลก่อนที่จะประดิษฐานเป็นสังฆาราม จึงเรียกกันว่า วัดพระโต วัดพระใหญ่ หรือวัดเสาชิงช้าบ้าง จนกระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยโปรดเกล้าฯ ให้สร้างต่อ และทรงจำหลักบานประตูพระวิหารด้วยพระองค์เอง แต่ก็สิ้นรัชกาลเสียก่อนที่การก่อสร้างจะแล้วเสร็จ การก่อสร้างวัด มาเสร็จบริบูรณ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ใน พ.ศ. 2390 และพระราชทานนามว่า “วัดสุทัศนเทพวราราม” ปรากฏในจดหมายเหตุว่า “วัดสุทัศนเทพธาราม” และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงผูกนามพระประธานในพระวิหาร พระอุโบสถ และศาลาการเปรียญ ให้คล้องกันว่า "พระศรีศากยมุนี" "พระพุทธตรีโลกเชษฐ์" และ "พระพุทธเสรฏฐมุนี"

ภายในวัดสุทัศนเทพวรารามเป็นที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และได้อัญเชิญ พระบรมราชสรีรางคารของพระองค์ มาบรรจุที่ผ้าทิพย์ด้านหน้าพุทธบัลลังก์พระศรีศากยมุนีเมื่อ พ.ศ. 2493 และมีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรในวันที่ 9 มิถุนายนของทุกปี





จากวัดสุทัศน์ เราก็เดินต่อไปที่วัดพระแก้ว ระยะทาง 1กม. ใช้เวลาประมาณ 13 นาที ระหว่างเดินก็มีแวะถ่ายรูปเล่นไปเรื่อยๆ



วัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแก้ว)เป็นวัดที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต ภายในมีอาณาบริเวณ กว้าง ขวางรัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นพร้อมกับพระบรมมหาราชวังและกรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งเป็น การสร้างวัด ในพระราชวังตามอย่างวัด พระศรีสรรเพชญ์องกรุงศรีอยุธยา วัดนี้อยู่ในเขตพระราชฐานชั้นนอก ทางทิศตะวันออก มีพระระเบียงล้อมรอบเป็นบริเวณ เป็นวัดคู่กรุงที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา ใช้เป็นที่บวชนาคหลวง และประชุมข้าทูล ละอองพระบาทถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา



จากวัดพระแก้ว ก็เดินต่อไปที่วัดโพธิ์ ระยะทาง 750 เมตร วัดโพธิ์ หรือนามทางราชการว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก และเป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๑ แห่งราชวงศ์จักรี เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาวัดโพธารามวัดเก่าที่เมืองบางกอกครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นวัดหลวงข้างพระบรมมหาราชวัง และที่ใต้พระแท่นประดิษฐาน พระพุทธเทวปฏิมากร พระประธานในพระอุโบสถเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของพระองค์ท่านไว้ด้วย




ออกจากวัดโพธิ์เราก็เดินไปลงเรือข้ามฝากไปที่วัดอรุณ โดยไปลงเรือที่ท่าเตียน ค่าเรือข้ามฝากคนละ 3 บาท


วัดอรุณราชวราราม เป็นวัดโบราณสร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เดิมเรียกว่า "วัดมะกอก" ตามชื่อ ตำบลบางมะกอกซึ่งเป็นตำบลที่ตั้งวัด ภายหลังเปลี่ยนเป็น "วัดมะกอกนอก" เพราะมีวัดสร้างขึ้นใหม่ในตำบลเดียวกัน แต่อยู่ลึกเข้าไปในคลองบางกอก ใหญ่ชื่อ "วัดมะกอกใน" ต่อมาใน พ.ศ. ๒๓๑๐ เมื่อสมเด็จ พระเจ้าตากสินมหาราชม พระราชประสงค์จะย้ายราชธานีมาตั้ง ณ กรุงธนบุรีจึงเสด็จกรีฑาทัพล่องลงมาทาง ชลมารคถึงหน้าวัดมะกอกนอกนี้เมื่อเวลารุ่งอรุณพอดี จึงทรงเปลี่ยนชื่อวัดมะกอกนอกเป็น "วัดแจ้ง" เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งนิมิตที่ได้เสด็จมาถึงวัดนี้เมื่อเวลาอรุณรุ่ง

        ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ พระองค์ทรงดำเนินการปฏิสังขรณ์ต่อจนเสร็จ ทั้งได้ทรงปั้นหุ่นพระพุทธรูปด้วยฝีพระหัตถ์ และโปรดให้หล่อขึ้นประดิษฐานเป็นพระประธาน ในพระอุโบสถ และโปรดให้มีมหรสพสมโภชฉลองวัดในปี พ.ศ. ๒๓๖๓ แล้วโปรดพระราชทาน พระนามวัดว่า "วัดอรุณราชธาราม"
         ถึงรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์เพิ่มเติมอีก แล้วทรงเปลี่ยนชื่อวัดเป็น "วัดอรุณราชวราราม" ดังที่เรียกกันมาจนถึงปัจจุบัน



จากวัดอรุณไปต่อที่วัดกัลยาณิมิตร โดยลงเรือกันไป คนละ 30 บาท  

วัดกัลยาณมิตรเริ่มสร้างขึ้น โดยเจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต) ต้นสกุลกัลยาณมิตรได้อุทิศที่ดินบริเวณใกล้เคียงสร้างขึ้นเป็นวัดถวายแด่พระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 3) พระองค์ทรงพระราชทานนามว่า “วัดกัลยาณมิตร” และทรงพระราชทานสร้างพระประธานเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ปางมารวิชัย พระราชทานนามว่า “พระพุทธไตรรัตนนายก” หรือเรียกกันว่า ”หลวงพ่อโต” เป็นที่เคารพสักการะของชาวจีนในพื้นที่นี้เป็นโดยชาวจีนจะเรียกหลวงพ่อโตว่า “ซำปอกง” 


และแล้วก็มาถึงวัดที่ 9 วัดระฆัง จากกัลยาณิมิตร ไปวัดระฆัง เรานั่งตุ๊ก ๆ ไป 40 บาท

วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร (วัดระฆัง) ตั้งอยู่ทางฝั่งธนบุรี ตรงข้ามกับท่าช้างวังหลวง เดิมชื่อวัดบางหว้าใหญ่ เป็นวัดโบราณมีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวง และโปรดเกล้าฯ ให้สังคยาพระไตรปิฏกที่นี่ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๑ มีการขุดพบระฆังโบราณในเขตวัด ประชาชนจึงเรียกว่า วัดระฆังตั้งแต่นั้นมา แต่ตัวระฆังซึ่งมีเสียงดี รัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้าฯ ให้นำไปไว้ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

สิ่งสำคัญในวัดได้แก่ ตำหนักทอง ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีและสมเด็จพระสงฆราช (ศรี) พระอุโบสถกับหอพระไตรปิฏกที่รัชกาลที่ ๑ ทรงสร้าง ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังประดับทั้งสองหลัง

และแล้วพวกเราก็ไหว้พระครบ 9 วัด โดยวัดสุดท้ายสิ้นสุดเวลา 16.00 น. โดยไหว้กันแบบไม่ได้ทานมื้อกลางวันกันเลย หลังจากไหว้พระกันเสร็จเราก็เลยไปทานฟูจิกันก่อนกลับบ้าน



วันนี้อิ่มทั้งบุญและอิ่มทั้งท้องเลย.... ขอบคุณเพื่อนทั้งสองที่มาร่วมทริปกันในวันนี้



Create Date : 30 มกราคม 2558
Last Update : 5 สิงหาคม 2558 16:53:03 น.
Counter : 1301 Pageviews.

0 comments
ข้างบ้าน เวลา สองแผ่นดิน
(11 ก.ย. 2563 23:17:28 น.)
อักษร ระยอง ที่พักสไตล์ไทยติดทะเล สวย เลอค่า !! Rinsa Yoyolive
(11 ก.ย. 2563 10:15:32 น.)
srikrung deluxe hotel อยุธยา ใกล้เจดีย์วัดสามปลื้ม แมวเซาผู้น่าสงสาร
(9 ก.ย. 2563 12:30:38 น.)
นิทรรศการฟิล์มกระจก: เรื่องราวเหนือกาลเวลา ผู้ชายในสายลมหนาว
(8 ก.ย. 2563 13:51:10 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Paenee.BlogGang.com

paerid
Location :
นนทบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]

บทความทั้งหมด