🎀รถลากรถเจ๊ก🎀
ooiooi





รถลากในประเทศไทยหรือที่เรียกกันว่า รถเจ๊ก เพราะพาหนะประเภทนี้มีแต่คนจีนเป็นผู้มีอาชีพรับจ้างลาก ดั้งเดิมเป็นของญี่ปุ่น แต่แรกเมื่อในรัชกาลที่ 4 นั้น พวกพ่อค้าสำเภานำมาน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ จึงโปรดฯให้ซื้อเข้ามาพระราชทานเจ้านาย และขุนนางผู้ใหญ่บ้าง สั่งซื้อกันเองบ้าง ใช้เป็นพาหนะส่วนพระองค์และส่วนตัว แต่ที่สั่งมาใช้วิ่งรับส่งคนโดยสารและบรรทุกของนั้น

ผู้สั่งเข้ามาเป็นคนแรกชื่อ นายฮ่องเชียง แซ่โหงว เมื่อ พ.ศ. 2417 ต้นรัชกาลที่ 5 เมื่อผู้คนนิยมกันมากขึ้น พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (พุก) จึงตั้งโรงงานทำรถลากขึ้นในเมืองไทยเสียเองโดยสั่งช่างมาจากเมืองจีน รถลากรับจ้างเริ่มมีบนถนนมากขึ้น จนกระทั่งจำเป็นต้องควบคุม พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง จึงโปรดเกล้าฯให้ตราพระราชบัญญัติรถลาก ร.ศ. 120 (พ.ศ. 2444) ขึ้น โดยมีพระราชปรารภว่า

"กรุงเทพพระมหานครในทุกวันนี้ มีรถคนลากสำหรับรับจ้างคนโดยสาร และรับบรรทุกของเดินในถนนหนทางทวียิ่งขึ้นเป็นอันมาก แต่รถที่ใช้นั้นไม่แข็งแรงมั่นคง แลไม่มีสิ่งที่สำหรับป้องกันอันตรายของผู้โดยสาร กับทั้งไม่สะอาดเรียบร้อยตลอดไปจนคนลากรถด้วย ย่อมเป็นที่รังเกียจรำคาญแก่ผู้ที่จะใช้รถ หรือผู้เดินทางในท้องถนนร่วมกัน อีกประการหนึ่ง คนที่ลากรถนั้น บางทีรับคนโดยสารหรือรับบรรทุกสิ่งของที่มากหรือหนักเกินกำลังรถที่จะพาไปได้ จนเป็นเหตุเกิดอันตรายแก่คนโดยสารแลคนเดินทางกับทั้งรถ แลไม่เป็นความเรียบร้อยในท้องถนนอีกด้วย"

พระราชบัญญัตินี้ บังคับให้ต้องจดทะเบียนรถ และต้องนำรถมาตรวจสภาพต่อเจ้าพนักงานจดทะเบียน หลังจดทะเบียนแล้ว เจ้าหน้าที่จะให้เลขหมายติดรถ และให้เครื่องหมายที่มีเลขตรงกันกับทะเบียนรถให้คนลากติดหน้าอกไว้ให้ตรงกัน บังคับให้จุดโคมไฟเวลากลางคืน และยังมีข้อบังคับปลีกย่อยอีกหลายข้อ เช่นห้ามบรรทุกศพคน ให้จอดพักรถตามที่พนักงานกำหนดไว้เท่านั้น ฯลฯ

รถลากหรือรถเจ๊กนี้ วิ่งในถนนตั้งแต่ พ.ศ. 2417 เลิกใช้ตามกฎหมาย เมื่อ พ.ศ. 2478 หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง








แยกสามยอด (Sam Yot Intersection)
ถนนเจริญกรุงตัดกับถนนมหาไชย
Intersection of Charoen Krung Road and Maha Chai Road
กรุงเทพมหานคร (พระนคร) | Bangkok
ถ่ายเมื่อราวปีค.ศ.1910 (พ.ศ.๒๔๕๓)
Image Source: SCG, Thailand

ขอขอบคุณ : 77PPP



ถนนเจริญกรุง(New Road)

สมัยเพิ่งสร้างเสร็จ ปี 2415


new road (Taphan Lek)..... น่าจะเป็นภาพแถวสะพานเหล็กบนตรงตามที่เขียนบอกไว้ ตรงด้านซ้ายน่าจะเป็นเวิ้งสะพานเหล็ก (ต่อมาเรียกเป็นเวิ้งนาครเขษม) พศ.2456



ถนนเจริญกรุงสร้างเสร็จปี 2407
กว้าง 5 วาครึ่ง รถรางเริ่มวิ่ง พศ 2431

ประตูสามยอดถูกรื้อทิ้งประมาณปี พศ 2445(อ้างจากขุนวิจิตรมาตราที่ท่านว่ารื้อก่อนท่านเข้ามาอยู่ กรุงเทพหนึ่งหรือสองปี ท่านมาอยู่กรุงเทพ ปี พศ.2446 )

ภาพนี้น่าจะถ่ายราวปี พศ. 2431-2445



ภาพเล่าเรื่องค่ะ ไม่ทราบว่าที่ใดจริงๆ



รถเจ็กลาก หน้าวัดโพธิ์

ภาพถ่ายปี พ.ศ 2490


คุณป้าจ้างรถลากบรรทุกผักมาเต็มคันเลย มีทั้งกระจาดแสดงว่าเป็นแม่ค้าแน่นอน คาดว่าคงจะเป็นตลาดมหานาค

ที่มาภาพ : อาจารย์ปุ๊ก


ภาพถ่ายย่านสี่กั๊กพระยาสี
จากข้อมูลภาพ: ป้ายด้านข้างโชว์ป้ายร้านมิกาซ่า มีขายเครื่องถ่ายรูปญี่ปุ่น
(เครดิต เรือนไทย)

ภาพไม่ปรากฏปี พ.ศ. ที่ถ่ายไว้
จากข้อมูลภาพ ระบุว่า ภาพเก่าของรถลากบนถนนเจริญกรุง บริเวณสี่กั๊กพระยาศรี

เครดิต เรือนไทย (ภาพนำมาจากเวบฝรั่งโดย Eric Lim เขียนในหัวข้อ Favorite Bangkok photographs share your special moments)


ปัจจุบัน วินมอไซร์ ยังมีป้ายอัตราค่าบริการ รถเจ็กลากก็มีครับ
พระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดอัตราค่าโดยสารรถเจ็กลากไว้ด้วย คือ
ระยะทางภายใน 25 เส้น คนเดียว 4 อัฐ สองคน 6 อัฐ
ระยะทางภายใน 50 เส้น คนเดียว 6 อัฐ สองคน 8 อัฐ
ระยะทางภายใน 75 เส้น คนเดียว 8 อัฐ สองคน 10 อัฐ
ระยะทางทุกๆ 25 เส้นต่อไป ระยะละ 2 อัฐ
(1เส่นเท่ากลับ40เมตร- 1 อัฐ เท่ากลับ 8 บาทในปัจุบัน โดยประมาณครับ)
ค่าคอย ถ้าเกิน 15 นาทีจนถึง 1 ชั่วโมง 4 อัฐ ถ้าเกินนั้นไปชั่วโมงละ 4 อัฐ
ค่าโดยสารก็ดี ค่าคอยก็ดี เวลากลางคืนพ้นยามหนึ่งไป เรียกขึ้นได้อีกครึ่งอัตรา
พระราชบัญญัตินี้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม รัตนโกสินทร์ศก 121 (พ.ศ.2445)
และไม่ให้เอารัดเอาเปรียบ การ ซื้อ-ขาย-เช้ารถ และ ค่าภาษี จึงมีการบัญญัติ กฏหมาย ออกมาดังนี้ ครับ
กิจการรถลากทำเงินให้เจ้าของรถและรัฐมาก ในปี พ.ศ.2459 รถลากคันหนึ่งราคาประมาณ 100 บาท เสียภาษีปีละ 3 ครั้งๆละ 8 บาท รวม 24 บาท ให้เช่าวันละ 60 สตางค์ ครึ่งปีก็มีกำไรแล้ว แต่ละอู่มีรถให้เช่าหลายสิบคัน บางอู่มีเป็นร้อยคัน กิจการให้เช่ารถจึงเป็นธุรกิจที่ดี รัฐเองก็ได้ภาษีจากรถลากมาก ในปี พ.ศ.2451 รัฐเก็บค่าธรรมเนียมรถลากได้ 33,865 บาท ปี พ.ศ.2458เพิ่มขึ้นเป็น 68772 บาท และปี พ.ศ.2459 เก็บได้ถึง 71912 บาท สูงกว่าค่าธรรมเนียมรถทุกประเภท แต่กุลีลากรถกลับมีรายได้ต่ำอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะรายได้ส่วนใหญ่จะเป็นค่าเช่ารถ แม้แต่ในปี พ.ศ2475นี้แล้ว ยังมีตัวเลขรายได้ของกุลีลากรถเพียงวันละ 1บาท ถึง1.25 บาท แต่เป็นค่าเช่ารถถึง 75 สตางค์ ค่าน้ำมันเติมตะเกียงเมื่อวิ่งกลางคืนอีก 5 สตางค์ เมื่อหักค่าใช้จ่ายนี้แล้ว กุลีรถลากที่วิ่งทั้งกลางวันกลางคืน เหลือเงินเพียง20-45 สตางค์เท่านั้น ขณะที่กุลีอื่นๆมีรายได้เฉลี่ย 80-100 สตางค์ต่อวัน
1เส้น=40เมตร 25เส้น=1กิโลเมตร เงิน1อัฐ=8บาท 4อัฐ=32บาท

สวัสดีค่ะ ขอบคุณเพื่อนๆที่แวะมาชมภาพเก่าๆค่ะ
ขอบคุณทุกรูปภาพของเจ้าของภาพและบทความมากค่ะ

  ขอบคุณค่ะ



ooiooi













Create Date : 25 มิถุนายน 2562
Last Update : 30 กรกฎาคม 2562 20:45:43 น.
Counter : 893 Pageviews.

8 comments
candle warmer DIY และเทียนหอมกลิ่นสดชื่น honeynut
(4 ก.ย. 2563 18:06:53 น.)
สะสมหนังสือการ์ตูนของลูก - แคนดี้จอมแก่น การ์ตูนตาหวาน และ แคนดี้ ไมมี่แองเจิ้ล ภาวิดา คนบ้านป่า
(11 ส.ค. 2563 11:04:57 น.)
🌵สายพันธุ์ยูโฟเบีย Euphorbia clavicola 🌵 โอน่าจอมซ่าส์
(26 ก.ค. 2563 09:17:07 น.)
Garmin FR 645 Music The Kop Civil
(19 มิ.ย. 2563 13:03:24 น.)

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณnewyorknurse, คุณmultiple, คุณกะว่าก๋า, คุณ**mp5**, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณSweet_pills

  

มาชมรถลาก
และได้รู้ประวัติด้วย
ขอบคุณที่นำมาให้อ่านค่ะ
โดย: newyorknurse วันที่: 25 มิถุนายน 2562 เวลา:2:44:25 น.
  
อุ๊ยๆ เกิดไม่ทันจ้า 555

ไม่ทันนั่งรถลาก ดูๆไป น่าจะเหมือนแท๊กซี่ สมัยนี้ แต่ไม่รู้เวลาชนกัน คนลากจะ ถือไม้ถือมีดมาฟันกันเหมือนสมัยนี้หรือเปล่าน้อ 555

ส่วน ค่าโดยสารก็แพงเหมือนกันนะ ถ้าเทียบกับค่าเงิน สมัยนั้น แถมมีค่าคอย กดมิเตอร์รอด้วย 555

แล้วก็ภาพที่มีป้อมตำรวจ ยืนโด่เด่ อยู่คนเดียวกลาง 4แยกนี่
อ.เต๊ะ ช่วยหามาให้ เค้าเขียนไว้แบบนี้

In 1863, Bangkok's first modern road, New Road, was built in Chinatown - four miles from the royal family's Grand Palace.

เดาว่าก็น่าจะเป็นถนนเจริญกรุง นั่นแหละ ทางขวาน่าจะเป็นแยกสี่พระยานะจ๊ะ

มีภาพเปรียบเทียบด้วยนี่ไง

https://www.facebook.com/77PPP/posts/505834796111709

โดย: multiple วันที่: 25 มิถุนายน 2562 เวลา:5:02:37 น.
  

สวัสดียามเช้าครับคุณโอเล่

อันนี้ไม่ทันครับ
ตอนผมเกิด
เข้าใจว่าทั้งรถลาก รถรางก็ไม่มีในกรุงเทพแล้วครับ

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 25 มิถุนายน 2562 เวลา:6:27:18 น.
  
เชียงใหม่เจอคลื่นความร้อนมาสามวันแล้วครับ
ร้อนขนิดนั่งอยู่ในห้องแอร์
เหงื่อก็ยังไหลออกมาครับ

ภาวนาให้ฝนตกลงมาซะทีครับ

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 25 มิถุนายน 2562 เวลา:11:32:36 น.
  
ส่งกำลังใจครับ
โดย: **mp5** วันที่: 25 มิถุนายน 2562 เวลา:16:33:00 น.
  
ขอบคุณเรื่องราวที่น่าสนใจค่ะ เห็นแล้วคิดถึงบรรยากาศเก่า ๆ เลย
โดย: sawkitty วันที่: 25 มิถุนายน 2562 เวลา:17:49:51 น.
  
ภาพสุดท้าย ด้านหน้าหัวลำโพงหรือเปล่าคะ

โดย: สายหมอกและก้อนเมฆ วันที่: 25 มิถุนายน 2562 เวลา:19:34:20 น.
  
มีมาตั้งแต่ต้นรัชกาลที่ 5 นะคะ
ขอบคุณประวัติค่ะคุณโอเล่

ฝันดีนะคะ
โดย: Sweet_pills วันที่: 25 มิถุนายน 2562 เวลา:23:26:00 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Oley.BlogGang.com

BlogGang Popular Award#16



โอน่าจอมซ่าส์
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 47 คน [?]

บทความทั้งหมด