ไม่ใช่ " เ พื่ อ น ส นิ ท " (ที่สุดแสนจะประทับใจ)
ช่วงนี้ไปที่ไหน ๆ ก็ได้ยินแต่ เพื่อนสนิท ๆ เลยทำให้นึกถึงคน ๆ นึงสมัยเรียนมหาวิทยาลัย แต่คน ๆ นี้ ไม่ได้เป็นเพื่อน และก็ไม่ได้สนิทอะไรกัน แต่มันมีเหตุการณ์ให้ได้จำ แล้วก็ประทับใจ ไม่เคยลืมเลย.....

หลักสูตรต่อเนื่อง ปริญญาตรี 2 ปี .....เข้าไปปีแรก ปกติดียังไม่มีอะไรให้เอะใจ แต่พอผ่านไปปีแรก เทอม 2 เริ่มมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เหมือนมันเริ่มมีสายตาของใครจับจ้องอยู่งั้นแหละ แล้วมันก็ใช่จริง ๆ

วันไหนที่มีเรียนตอนเช้า ประมาณ 8 โมงครึ่ง หรือ 9 โมง จะเห็นผู้ชายคนนึง ตัวสูงประมาณ 175-180 ซม. (โดยประมาณ) ผิวขาวเหลือง เวลายิ้มมีเขี้ยวด้วย ใส่กางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบสีขาว.....นั่งอยู่หน้าตึกเรียนทุกเช้า มองมาที่เรา แล้วยิ้มเล็ก ๆ .....ไม่มีการทักทาย ไม่มีการยิ้มตอบ เป็นอย่างนี้อยู่เกือบปี

ช่วงเวลาพักกินข้าวตอนกลางวัน ไม่ว่าจะไปนั่งกินตรงมุมไหนของโรงอาหาร ก็จะเจออีตานี่นั่งอยู่โต๊ะถัดไป ไม่ห่างกันมาก ถัดไปสัก สาม สี่ โต๊ะ เป็นแถวเดียวกันบ้าง แถวเฉียงขวาบ้าง เฉียงซ้ายบ้าง แล้วแต่ว่าตรงไหนมันจะว่าง.....แต่เราก็ไม่ได้คิด หรือเอะใจอะไรเลย เพราะเค้าก็นั่งอยู่กับกลุ่มเพื่อนเค้า ไม่ได้มาคนเดียวแล้วมานั่งจ้องเราตรง ๆ ซ๊ะที่ไหน

เวลาไปดูผลสอบตามกระดานที่เค้ามาแปะไว้ ก็ต้องเจอ หรือบางที มีวิชาเรียนที่มันตรงกัน (แต่เราอยู่กันคนละคณะ) ต้องมาเรียนห้องเดียวกัน ก็จะเจอมานั่งอยู่แถวข้างหลังเป็นประจำ.....บางวันมีเรียนห้องใกล้กัน ก็จะเจอมานั่งรับเสด็จที่ ที่นั่งเล่นหน้าห้องเรียนแทบทุกครั้ง

เข้าชมรมทำกิจกรรม ก็ต้องมาเสนอหน้าให้เห็นอีก ทั้ง ๆ ที่อยู่กันคนละชมรม (มารู้ทีหลังว่า เค้าเป็นเพื่อนกับประธานนักศึกษา เลยเสนอหน้าไปได้ซ๊ะทุกชมรม)

บ่อย ๆ เข้า ถี่ ๆ ขึ้น ชักเริ่มเอะ เพราะเพื่อนผู้ชายที่เรียนคณะเดียวกับเรา มาพูดให้ได้เอะใจ (แต่จำไม่ได้หรอก ว่ามันพูดว่าอะไรบ้าง) มีมาบอกว่าขอเบอร์โทรจะเอาไปให้เพื่อน.....ใครอยากได้ ให้มาขอเอง เราก็ตอบไปอย่างนั้น แต่ในใจน่ะ เริ่มรู้แล้วหละว่า ไอ้คนขอน่ะ มันเป็นใคร เพราะรู้แล้วว่าเพื่อนเรากับคนนั้นน่ะ เค้าก็เป็นเพื่อนกัน

จากนั้นมาวันไหนที่มีเรียนเช้า ก็ยังเจออีตานี่นั่งรับเสด็จอยู่หน้าตึก เหมือนเดิม.....จนเข้าปีสุดท้ายและเทอมสุดท้าย ไอ้เราก็นึกอยู่ในใจ จะจบแล้วนะเว้ย ยังมามัวนั่งรับเสด็จอยู่ได้ ยังมาทำแว๊บไป แว๊บมา ให้เห็นอยู่ได้ เวลาเหลือไม่มากแล้วนะเฟ้ย

เช้ามาวันนึง (ไปเรียนเกือบจะสายอยู่แล้ว) รีบจ้ำอ้าวเลย มาถึงหน้าตึก .....อีตานี่ยังนั่งอยู่อีก ไอ้เราก็ไม่รู้นึกอะไรขึ้นมา เลยยิ้มให้ แล้วก็ถามเค้าไปว่า สายแล้วนะ ยังไม่ขึ้นไปเรียนอีกเหรอ .....ยิ้มตอบกลับมาหน้าบาน เห็นเขี้ยวสองข้างน่ารักเชียว แล้วเค้าก็เดินตามเราขึ้นไปเรียน แต่คนละห้อง คนละชั้น โดยที่ไม่ได้พูดอะไรกันอีก

ตอนนี้รู้แล้วว่าเค้าเรียนคนละคณะกับเรา เค้าน่ะ ปริญญาตรี 4 ปี ส่วนเราน่ะ มันต่อเนื่อง 2ปี เราอยู่ปี 2 แล้ว เค้าน่ะอยู่ปี 3 งั้นก็ เป็นรุ่นน้องเรา 1 ปี อ่ะดิ่ แต่ไหงมันมีมาเรียนวิชาเดียวกะเรา อยู่บ้างนะบางตัว (ไอ้ตอนนั้นน่ะ ไม่ได้เอะอะไร มารู้เอาทีหลังว่าทำไม.....ไว้ค่อยเล่าตอนจบแล้วกัน )

ช่วงใกล้สอบกลางภาค เพื่อน ๆ ก็นัดชวนกันไปติวสอบที่หอพักเพื่อนคนนึง อยู่ใกล้ ๆ กับมหาวิทยาลัยนั่นแหละ.....ไปก็ไป พอนั่งมอเตอร์ไซด์ไปถึงเท่านั้นแหละ พระเจ้าช่วย มันยังตามมาหลอกหลอนฉันอีกเหรอเนี่ย ไม่เคยตกใจอะไรอย่างเงี้ยมาก่อน

สิ่งที่ได้เห็นก็คือ อีตาคนนั่นน่ะ ทำไมมันมานั่งเล่นอยู่ใต้หอพักเพื่อนฉันว๊ะ เฮ้ย.....มันมาได้ไง หันไปพูดกับเพื่อนที่มาด้วยกัน ที่รู้เรื่องนี้ด้วย.....พอเค้าหันมาเห็นเรา เค้าก็ถึงกับอึ้งไปเหมือนกัน คงคิดเหมือนกันมั้งว่า.....มาได้ไง

แต่ที่แท้ เค้าก็พักอยู่หอเดียวกับเพื่อนเรานั่นเอง แถมอยู่ห้องตรงข้ามกันอีก (อะไรจะปานนั้นเนี่ย) เห็นเราติวอยู่ห้องเพื่อน มีซื้อขนมมาฝากด้วยนะ สุดท้ายไม่รู้ว่าเค้าไปได้เบอร์เรามาจากไหน (คงจากเพื่อนคนใดคนหนึ่งของเราน่ะแหละ) แล้วเราก็ได้คุยกัน

ถึงได้นึกออกว่า.....แรก ๆ ที่เราเข้าไปเรียน เพื่อน ๆ ในเอกเรา มันมีเยอะกว่านี้ แล้วก็ค่อย ๆ หายไปจนเหลือ ไม่ถึง 30 คน รวมถึงผู้ชายคนนึงที่ตัวสูง ๆ เห็นมาเรียนได้ไม่ถึงอาทิตย์ก็หายไปแล้ว (แต่ไม่ได้สนใจเพราะนั่งไกลกัน ไม่เคยเห็นหน้า รู้แต่ว่ามีสูง ๆ อยู่คนนึง เพราะผู้ชายมีอยู่ไม่กี่คนเอง)

เค้าบอกว่า เค้าย้ายคณะแล้วก็ขอโอนหน่วยกิตมาเรียนเอกเดียวกับเรา ตอนแรกเหมือนกับจะไม่มีปัญหาอะไร ถึงได้มานั่งเรียนได้ แต่สุดท้ายแล้วมันมีปัญหา เลยต้องกลับไปเรียนคณะเดิม

แล้วที่แว๊บไป แว๊บมา ผลุบ ๆ โผล่ ๆ นั่นก็ตั้งใจ ที่เราเห็นเค้าทั้งหมด นั่นคือสิ่งที่เค้าตั้งใจทำให้เราเห็น แล้วที่ทำอยู่แบบนั้นเป็นปี ๆ เพราะว่าเค้าไม่กล้า ไม่กล้าที่จะพูดกับเราก่อน กลัวเราไม่พูดด้วย.....แต่วันนั้นที่เราผีเข้าไปยิ้ม และพูดทักเค้าก่อน เค้าบอกว่า วันนั้นน่ะ ตัวเบาลอยได้ไปทั้งวัน นั่งอมยิ้มคนเดียว เพื่อนว่าบ้าไปแล้ว

ช่วงเวลานั้น ส่วนใหญ่จะคุยกันทางโทรศัพท์ ไปมหาวิทยาลัย ก็แทบจะไม่ได้คุยกัน ต่างคนต่างต้องไปเรียน ต่างคน ต่างกิจกรรม และใกล้สอบปลายภาคเข้าไปทุกที และที่สำคัญ..... เราน่ะ มีแฟนอยู่แล้ว ตัวเป็น เป็น แต่ก็ไม่ได้บอกเค้าหรอก เฉย ๆ เพราะเค้าไม่ได้ถามนิ่

เค้าก็เป็นได้แค่เพื่อน เวลาไปทำกิจกรรมนอกสถานที่ ก็มีตามเราไปบ้าง เพราะเวลามันสั้นมากในการที่เราเพิ่งมารู้จักกัน ไม่นานเราก็เรียนจบ โดยที่ไม่รู้ว่า เค้าก็เรียนจบพร้อมเรา มารู้เอาวันหลังว่าเค้าพยายามลงเรียนให้จบเร็ว ๆ เพื่อที่จะได้รับปริญญาพร้อมกับเรา (ฟังแล้วอึ้งอ่ะ)....และถึงได้อ๋อออออ....ว่าทำไมเค้าถึงมีมาเรียนวิชาเดียว พร้อม ๆ กับเรา ทั้ง ๆ ที่เราอยู่กันคนละชั้นปี

แต่วันซ้อมรับปริญญาน่ะ โดยที่เราไม่รู้ เราก็เอาแฟนเราไปช่วยถ่ายรูปด้วย แถมเดินสวนกับเค้าอีกต่างหาก ไม่รู้ไปทำร้ายความรู้สึกเค้ารึเปล่า.....เดินสวนกัน เราก็ยิ้มให้เค้า และเค้าก็ยิ้มกลับมาเหมือนกัน แต่แล้วก็เดินสวนกันไปเฉย ๆ โดยที่ไม่ได้ทักทายกันสักคำ

หลังจากนั้น ต่างคนต่างแยกย้าย ยังมีโทรศัพท์จากเค้ามาบ้างแต่ก็ไม่บ่อย เพราะมันไกลกันมาก เค้ากลับบ้านที่เชียงใหม่ และทำงานอยู่ที่นั่น ส่วนเราก็ทำงานอยู่ กทม. ไม่ได้เจอกันอีกเลย แต่จำได้ว่ามีเขียนจดหมายส่งถึงกัน อยู่ 2 ฉบับมั้ง เพราะเค้าอยากอ่านที่เป็นรายมือเรา

จนมาเกือบ ๆ จะวันสงกรานต์ (เมื่อหลายปีที่แล้ว) เค้ามาทำธุระที่ กทม. แล้วแวะมาหาเราที่ทำงานด้วย ได้คุยกันไม่กี่ชั่วโมงหรอก เค้าก็ต้องรีบกลับไป.....ยังจำได้ว่า เราชวนให้เค้าอยู่เที่ยวสงกรานต์ที่กทม.ด้วยกัน เพราะนานมากแล้ว และไม่เคยเที่ยวด้วยกันเลย.....แต่เค้าอยากเที่ยวสงกรานต์ที่เชียงใหม่มากกว่า เค้าบอกว่า มันสนุกกว่ากันเยอะเลย

ก่อนหน้าจะวันสงกรานต์ไม่กี่วัน อยู่ดี ๆ เราก็ไปที่ที่เก็บหนังสือของเรา แล้วมือก็ดันไปดึงเอากระดาษแผ่นนึงออกมาซ๊ะงั้นโดยที่ไมได้ตั้งใจจะดึงมันออกมา....กระดาษแผ่นนั้นมันคือจดหมาย จดหมายที่เค้าเขียนมาหาเรา เลยเอามานั่งอ่าน โดยที่ไม่ได้คิดอะไร อ่านเสร็จก็เก็บไว้ที่เดิม

แล้วสงกรานต์ก็มาถึง สรุปเราก็ไม่ได้ไปเที่ยวไหนหรอก อยู่บ้าน จนประมาณสงกรานต์วันที่สอง หรือจะวันสุดท้ายแล้วก็ไม่รู้ จำวันไม่ค่อยได้แล้ว มีโทรศัพท์มา.....

ปลายสายขอสาย.....ชื่อเรา เค้าบอกว่าเค้าเป็นเพื่อนกับ.....ที่เชียงใหม่ แล้วก็บอกว่า .....เค้าคนนั้นประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต !!! เราอึ้งไปแป๊บนึง ในใจนึกอยู่ว่า.....ให้เพื่อนโทรมาแกล้งเราอีกแล้วสิท่า (เพราะเค้าเคยให้เพื่อนโทรมาหาเราแล้วบอกว่าเค้าไม่สบายให้ไปหาหน่อย แต่เอาเข้าจริง ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย) แล้วก็บอกผู้ชายคนนั้นไปว่า งั้นเดี๋ยวเราโทรกลับไปที่บ้าน....เค้าเองนะ แล้วก็วางสายไป

แล้วเราก็จัดการหาเบอร์เค้าในสมุดโทรศัพท์ โทรกลับไปทันที.....ฮัลโหล ขอสาย...ค่ะ .....รู้สึกว่าจะเป็นพ่อเค้ารับนะ สิ่งที่ได้ยินกลับมาคือ เค้าเสียชีวิตแล้วจริง ๆ เพราะขี่มอเตอร์ไซด์ออกไปเล่นสงกรานต์ แล้วเกิดอุบัติเหตุ (ใจหายไปเลย) จัดการถามเรื่องวัดและที่อยู่เรียบร้อยแล้ว เลยลองโทรไปหาเพื่อนสนิทเค้า ว่ารู้เรื่องกันแล้วรึยัง.....ส่วนใหญ่ยังอยู่กันที่ กทม. สรุปคือ ยังไม่มีใครรู้เรื่องเลย.....นี่เราเป็นคนแรกในบรรดาเพื่อน ๆ ที่รู้เรื่องนี้ หรือนี่

แล้วทำไมเพื่อนเค้าถึงโทรมาหาเราเป็นคนแรกล่ะ ? ทั้ง ๆ ที่แทบจะไม่ค่อยได้ติดต่อกันเลย และเพื่อนเค้าคนที่โทรมาบอก เราก็ไม่เคยรู้จักมาก่อนด้วย (คำถามนี้ยังคาใจมาถึงทุกวันนี้ โดยที่ไม่รู้ว่าจะไปถามใคร)

ส่วนจดหมายที่เค้าเคยเขียนมา ปัจจุบันไม่รู้มันหายไปไหนแล้ว เพราะมันมีการย้ายห้องนอน ย้ายของไปมา เลยหาไม่เจอแล้ว แต่ยังมีรูปถ่ายที่เค้าเคยขอถ่ายคู่กันตอนวันรับปริญญาอยู่ ไว้เป็นความทรงจำ และความรู้สึกที่ดี ๆ ที่ใครคนหนึ่งเคยมีให้

(ป่านนี้ เค้าคนนั้นก็คงไปอยู่ในที่ที่ดีกว่านี้แล้วหละ ส่วนเราก็คงยังต้องอยู่ ณ ที่เดิมนี้ต่อไป)






Create Date : 06 ตุลาคม 2548
Last Update : 7 ตุลาคม 2548 10:22:05 น.
Counter : 171 Pageviews.

13 comments
Anyone Who Had A Heart (Oldies) - Dionne Warwick ... ความหมาย tuk-tuk@korat
(10 มี.ค. 2562 10:31:45 น.)
ทีวีอนิเม หน่วยผจญคนไฟลุก ประกาศผู้ที่มารับบทเป็น Joker iamZEON
(12 ก.พ. 2562 16:25:58 น.)
วิธีรับมือกับ...มรสุมฝุ่น Princezz Matcha Latte
(31 ม.ค. 2562 17:07:35 น.)
บันทึกน้องหนาม ... รีบูเทีย (Rebutia) ดอกขาว ฟ้าใสวันใหม่
(18 มี.ค. 2562 09:43:26 น.)
  
อ่านแล้ว คิดถึงความหลังเหมือนกันค่ะ อิอิ
โดย: อพันตรี (อพันตรี ) วันที่: 6 ตุลาคม 2548 เวลา:19:12:01 น.
  
อ่านแล้วเศร้าจังเลยนะ เค้าคงยังคิดถึงคุณอยู่ตลอดเวลาเลยอ่ะ
โดย: Qooma วันที่: 6 ตุลาคม 2548 เวลา:20:59:34 น.
  
มาเยี่ยว เอ๊ย มาเยี่ยมครับ
โดย: เร่รักรวง (เร่รักรวง ) วันที่: 7 ตุลาคม 2548 เวลา:11:29:41 น.
  
แงแง
คิดถึงตาคนนั้นอ่ะ
คนที่ไม่รู้ว่าเคยเห็นเราอยู่ในสายตาบ้างหรือเปล่า
แต่นั่นก็เมื่อนานมาแล้ว
ตอนนี้ก็ต่างคนต่างอยู่
หลงๆ เข้ามาในความคิดบ้างเป็นบางวูบ(วาบ)
^^

ขอบคุณค่ะที่แวะเข้าไปเยี่ยม
โดย: I am just fine^^ วันที่: 7 ตุลาคม 2548 เวลา:11:35:31 น.
  
ใครที่ไม่เคยแอบรักเพื่อนสนิทคงเชยมั่กๆ..

ผมคนนึงแหละที่ไม่ยอมเชย
โดย: เชสเตอร์ วันที่: 7 ตุลาคม 2548 เวลา:12:11:46 น.
  
เป็นความทรงจำที่ดีค่ะ
โดย: ผีกองกอย วันที่: 7 ตุลาคม 2548 เวลา:12:17:51 น.
  
เศร้าจังค่ะ
โดย: คุณป้ายังปิ๊ง วันที่: 7 ตุลาคม 2548 เวลา:19:00:18 น.
  
ความทรงจำ ที่จำไปแสนนาน
โดย: Dying To Be Alive วันที่: 7 ตุลาคม 2548 เวลา:22:36:20 น.
  
อ่านแล้วเศร้าอ่ะ เรื่องนี้เหมือนเคยเจอด้วยนะ แต่มันเป็นเรื่องที่ เราเกียจคนๆนั้นมากๆ (เราในที่นี่ไม่ได้หมายถึง เรานะ อื่อ ) ไม่อยากพอบอยากเจอ ตามมาหลอกหลอน จนวันนึงรู้สึกว่า รักแบบไม่รู้ตัวกะจะบอก แต่ว่ามันสายไปตรงที่เขาตายไปพร้อมกับความรักของเราที่ไม่มีทางที่เขาจะได้รู้ เศร้าเนอะ

แต่ก็เป็นความทรงจำที่ดีค่ะ
โดย: ++FeRn_NaJa++ วันที่: 8 ตุลาคม 2548 เวลา:10:35:13 น.
  
เศร้าจัง ...
โดย: gothenburger วันที่: 8 ตุลาคม 2548 เวลา:21:13:43 น.
  
อ่า .... มีสุขมีทุกข์บ้าง .. อย่างน้อยก็ความทรงจำที่ดีหล่ะค้าบ :)



สวัสดีเช้าวันอาทิตยืค้าบบบ
โดย: eZii วันที่: 9 ตุลาคม 2548 เวลา:10:00:26 น.
  
โดย: ไอดินและกลิ่นฝน วันที่: 10 ตุลาคม 2548 เวลา:8:25:15 น.
  
มาฟังเพลงเพื่อนสนิทจ๊ะ
โดย: เร่รักรวง IP: 61.90.64.48 วันที่: 25 ตุลาคม 2548 เวลา:11:19:45 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Iamebi.BlogGang.com

iamebi
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]