เหงาไม่เท่า...อ้างว้าง
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2552
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
10 สิงหาคม 2552
 
All Blogs
 

รอ...ใครไม่รู้


รอ...ใครไม่รู้


หลังจากดูรายการวาไรตี้รอบดึกของคืนนี้ทางรายการนำเสนอเรื่องของคนที่เคยตายแล้วฟื้นและไปในสถานที่ที่ไม่เคยไปมาก่อนมาเล่าให้เหล่าคนนอนดึกอย่างเราฟังบางครั้งเรื่องที่เล่ามันช่างน่ากลัวจนต้องเอาผ้าห่มมาคลุมและโผล่เฉพาะลกตาออกมาดูเท่านั้น  มาถึงตอนที่ผู้ร่วมรายการเล่าให้ฟังเรื่องการได้ไปที่แห่งหนึ่งลักษณะเหมือนที่ที่พิพากษาโทษหลังความตาย..มันทำให้ผมขนลุกเพิ่มขึ้นไปอีกเพราะเรื่องมันคล้ายของผมมาก..แต่ของผมมันเป็นความฝัน..ซึ่งมาโยงกับความจริง


ช่วงที่ผมใช้ชีวิตเรียนมหาลัยปี 2 ที่กรุงเทพอยู่นั้นเป็นช่วงอายุที่กำลังสนุกสนานและค้นหาความตื่นเต้นต่างๆที่จะหามาเติมให้กับชีวิตได้..ที่นี่ผมเรียนไปด้วยและทำมาหากินเพื่อเลี้ยงปากท้องตัวเองไปด้วยจริงๆแล้วเงินที่แม่ส่งมาให้ก็พอจะได้ใช้ได้กินอยู่หากเสียแต่ว่าถ้าไม่เอาไปกินเหล้าหมดมันคงพออยู่...ทำไงได้วัยรุ่นอย่าไปกลัว..คำฮิตติดปากและคติประจำใจผมตอนนั้น ผมจึงต้องขายของตามตลาดเปิดท้ายต่างๆโดยมีอาเป็นคนลงทุนให้ขาย และก็ช่วยอาขายไปด้วย


เดือนนี้พี่ชายผมขึ้นมาจากใต้มาเที่ยวที่กรุงเทพจึงทำให้ผมมีผู้ช่วยขายของโดยไม่ต้องเปิดรับสมัครพนักงานแต่อย่างใด..ก็ดีผมจะได้มีคนช่วยแบกของด้วยและจะได้มีเวลาเที่ยวบ้าง


อย่างที่ผมบอกไว้ข้างต้นว่าผมชอบค้นหาความตื่นเต้น สนุกสนานผมจึงมีพฤติกรรมชอบออกลองของตามบ้านร้างเป็นประจำซึ่งมีกลุ่มเพื่อนผมอยู่มีสมาชิกรวมผมแล้ว 5 คน ได้แก่ กิต พี่หนุ่ม เอ็กซ์ พี่อ๊อด แล้วก็ผม


·       วันที่ 25 มกราคม 25....


“เฮ้ยไอ้ตั๊กคืนนี้ไปมั๊ย”


“ที่ไหนวะ”


“บ้านร้างซอยวัชรพลว่ะ”


“โอเค กี่โมง”


“เจอกัน 5 ทุ่ม ใต้คอนโดเดี๋ยวกูให้ไอ้หนุ่มมารับ”


“เออ”


·       23.10 น.


     “ไอ้เหี้ย..ไมช้าจังวะ”


     “กูเพิ่งกลับมาจากขายของ ไม่ต้องพูดมากไป ไปอย่าลืมแวะซื้อเบียร์ด้วย”


     รถแท๊กซี่พี่หนุ่มพาพวกเรามาถึงบ้านร้างหลังหนึ่งในซอยวัชรพล.ลักษณะบ้านที่เห็นอยู่ตรงหน้าจากภาพที่ประเมิณไม่น่าจะเป็นไปตามข้อมูลที่ได้มาที่ว่าเจ้าของบ้านโดนฆ่ายกครัวแต่ดูเหมือนมันยังสร้างไม่เสร็จด้วยซ้ำ ตัวบ้านไม่น่าเรียกว่าบ้านน่าจะเรียกว่าคฤหาสห์มากกว่าเพราะเข้ามาจากประตูด้านหน้าจะเป็นห้องโถงใหญ่มีสระไหว้น้ำ เราเริ่มต้นกันที่การนั่งกินเบียร์กันที่สระว่ายน้ำพร้อมทั้งเล่าเรื่องความเป็นมาของบ้านหลังนี้ด้วยโดยคนเปิดเรื่องคือพี่อ๊อด..นั่งไปได้สักพักผมจึงชวนเพื่อนๆเปลี่ยนที่นั่งกินเบียร์ใหม่โดยเสนอบนชั้นสองของบ้านทุกคนก็เห็นด้วยกันโดยดี


     เราก้าวข้นบันไดมาบนชั้นสองเจอสิ่งที่ต้องตกใจจังๆคือโต๊กหมู่บูชา..มีดอกไม้แห้งๆกระถางธูป เทียน พวงมาลัยเก่าแห้งๆและขนมมันฝรั่งในห่อและเป๊ปซี่เข้าใจว่าน่าจะมีคนเอามาเป็นของเซ่นไหว้ ไอ้กิตเพื่อนสนิทผมมันไม่รอช้าตรงเข้าไปที่โต๊ะบูชาทันที


     “กูจองเป๊ปซี่โว๊ย”


     “ของกูเอาเลย์”ไอ้เอ็กซ์เอากับมันด้วย


     ส่วนผมไม่สนของพวกนั้นแน่นอนเพราะมันดูทะแม่งๆเกินไปที่จะกินของเหล่านั้นและไม่กล้าด้วนมันค่อนข้างที่จะลบหลู่เกินไปด้วย


     เราเริ่มล้อมวงกันอีกครั้งโดยมีพี่อ๊อดเริ่มเรื่องเล่าอีกเหมือนเคย..โดยทุกครั้งที่พี่อ๊อดจะออกไปตระเวนบ้านร้างแกจะมีมีดอันหนึ่งแกเรียกว่ามีดหมอ(ลักษณะถ้าแทงใครก็ตายแน่นอน ไม่ใช่เพราว่ามันใหญ่หรือแหลมคมอะไรหรอกแต่ตลอดทั้งคมมีดมันมีแต่สนิมจนแทบจะไม่อยากเชื่อว่าเนี่ยนะมีหมอพี่..)พี่อ๊อดเริ่มเล่าเรื่องไปซักพักผมเกิดเห็นแสงไฟแวบขึ้นเป็นสายผ่านทางด้านหลังไอ้กิตทำให้ผมและทุกคนเริ่มเงียบและนั่งนิ่งขนตั้งชัน..พี่อ๊อดพูดว่า


     “”ไม่ต้องกลัวนั่งนิ่งๆเดี๋ยวกุสะกดมันเอง”


     หลังสิ้นเสียงเราหุบปากเงียบกันทุกคนแต่กลับได้ยินเสียงกรุ๊งกริ๊งดังขึ้นเหมือนคนเดินหิ้วโซ่ แล้วมันกระทบกันดังบ้าง หยุดบ้างจากชั้นล่างไล่มาชั้นบน..


มันดังใกล้ขึ้นเรื่อยเรื่อย ผมเริ่มขยับตัวมาอยู่หลังพี่อ๊อด


     จู่ๆก็ปรากฏร่างชาย 2 คนโผล่ที่บริเวณทางขึ้นบันใดทำให้พวกเราแตกกระเจิงร้องกันลั่นเตรียมตัวจะวิ่งกันไปคนละทิศละทาง


     “หยุดยกมือขึ้น พวกมึงมาทำไรที่นี่”


     ภาพที่ปรากฎเบื้องหน้าคือผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ 2 นายส่องปืนมาทางพวกผมผมกับไอ้กิตร้องลั่น..จนโดนคุณตำรวจตวาดเข้าให้แล้วเค้าก็ขอค้นตัวพวกเราทุกคนเมื่อเห็นว่าเราไม่มีอะไรก็แค่เด็กวัยรุ่นธรรมดาหาที่ตื่นเต้นๆกินเบียร์แค่นั้นจึงปล่อยพวกเราและไล่เราให้กลับบ้านกันโดยคุณตำรวจได้ยึดเอามีดหมอพี่อ๊อดไปด้วย..


     “พี่อ๊อดเอาไงละวันหลังทำไงมีดหมอไม่มีแล้วจะใช้ของขลังที่ไหนติดตัวละ”ผมถามกึ่งเย้าแกเล่น


     “เดี๋ยวกูเอามีดในครัวแม่ไปฝังดินให้มันขึ้นสนิมสักอาทิตย์ก็ใช้ได้ละ ไม่เห็นยาก”


     คืนนั้นเรายังตระเวณตามบ้านต่างจนถึงตี 3 จึงกลับบ้านไปนอนกัน


เชื่อมั๊ยคืนนั้นทั้งคืนแม้ง่วงยังไงผมก็นอนไม่หลับเลย ผมนอนไม่หลับมา 3คืนแล้ว


คืนวันที่ 27 มกราคม 25....


คืนนี้ผมนึกว่าจะนอนไม่หลับแต่อาจเป็นเพราความง่วงมาหลายคืนจึงทำให้ผมหลับไปอย่างไม่ยาก ..


ผมรู้สึกปวดหนึบบริเวณท้ายทอยขึ้นมาถึงบริเวณกระโหลกหน้าด้านบน ผมค่อยๆลืมตาขึ้นและลุกขึ้นนั่งมองไปรอบๆตัวทำไมผมมาอยู่ที่นี่.. ที่นี่ที่ไหน บ้านใครผมไม่คุ้นเลยลักษณะมันเหมือนบ้านไม้ 2 ชั้นเก่าๆโบราณ มีบันใดขึ้นไปด้านบน และมีระเบียงในตัวบ้าน อีกทั้งเหม็นอับมากผมรู้สึกหายใจไม่ค่อยสะดวกเพราะพื้นผิวที่ผมลุกขึ้นมามันให้ความรู้สึกเหมือนไม่ได้กวาดถูมาเป็นปี ที่คิดว่าบ้านหลังนี้น่าจะเป็นบ้านโบราณก็เพราะเคยเห็นบ้านของก๋งที่มันจะมีห้องที่กั้นฝาไม้ไม่มีเพดานเมื่อครั้งตอนเป็นเด็กอยู่นั้นเอง


ทันใดนั้นเอง พลันหางตาผมก็เจอเข้ากับบางสิ่ง มันคือร่างผู้หญิงนุ่งโจง ห่มสะไบ กำลังอุ้มลูกและมองมาทางผมนัยตาของเธอแดงก่ำ ส่งแววตาเคียดแค้นเหมือนกับผมไปทำร้ายอะไรเธอเอาไว้..ผมเกิดความกลัวขึ้นมาอย่างจับใจมือไม้เย็นไม่กล้าสบตา..มองไปอีกด้านของห้องเห็นประตูมีแสงสว่างส่องลอดเข้ามาภายในห้องเหนือบันไดที่ขึ้นไปชั้น 2 ผมรวบรวมความกล้าทั้งหมดเพื่อวิ่งกึ่งเดินขึ้นบันใดโดยไม่มองไปที่หญิงสาวนางนั้น หมายที่จะออกจาห้องที่เหม็นอับและน่ากลัวที่สุดในชีวิตผมที่เคยเจอมา


ขณะที่เดินขึ้นบันไดนั้นผมได้หันไปทางห้องที่ติดกับบันไดซึ่งสามารถมองข้ามไปได้สิ่งที่ปรากฏกับสายตาของผมคือร่างของผู้ชายร่างกายใหญ่กว่าผู้ชายปกติทั่วไปที่ผมเคยเห็นนุ่งผ้าเตี่ยวแบบคนโบราณสีแดงไม่สวมเสื้อมีหนวด ตาแดงมากมองมาทางผมแล้วชี้มือมาที่ผมแล้วขยับปากเหมือนกำลังสาปแช่ง ด่าผมอย่างเอาเป็นเอาตาย ผมไม่รู้จักเขาและเขาก็เหมือนโดนคุมขังด้วยอะไรสักอย่างไม่ให้ออกมาจากห้องนั้น ด้วยความกลัวอย่างสุดขีดทำให้ผมก้าวขาขึ้นบันไดขั้นสุดท้ายพลาดทำให้พลาดตกลงมาที่จุดเดิมจุดที่ผมเริ่มต้นอีกครั้ง ผมต้องรวบรวมความกล้าในการเดินขึ้นบันไดและพลาดตกลงมาซ้ำๆเพื่อที่จะหนีหญิงสาวที่กำลังอุ้มลูกและชายโบราณที่อยู่ในห้อง ทุกๆครั้งหญิงสาวและชายโบราณก็แสดงอาการโกรธผมอยู่ตลอดเวลาจนเฮือกสุดท้ายพอผมเดินมาถึงบันไดขั้นสุดท้ายคราวนี้ผมระมัดระวังมากขึ้นตั้งสมาธิให้กับตัวเองและไม่หันไปมองชายโบราณอีกแล้วและพยามดันตัวเองออกมาจากประตูนั้นได้เสียที......


โอว..นี่มันที่ไหนก็ไม่รู้สถานที่เหมือนกับโรงหนังที่ไหนแต่มันกว้างใหญ่มาก..แถมยังสว่างเหมือนมีหลอดไฟนีออนมากมายเพราะมันสว่างจนเห็นคนที่นั่งอนอยู่ไกลลิบๆจำนวนคนที่นีมันมีมากจนนับไม่ได้มันเยอะจริงๆ..แต่เชื่อไม๊หากเราอยู่ในห้องประชุมที่มีคนเพียง 50-60 คนก็จะได้ยินแต่เสียงอื้ออึงแต่นี่แม้แต่เสียงไอสักแอะก็ไม่ได้ยิน..ทุกคนที่นั่งไม่คุยกัน..นั่งเป็นขั้นบันไดเหมือนเรานั่งเชียร์กีฬาบนอัฒจรรย์ที่น่าแปลกไม่มีใครแย่งที่นั่งกันเลยเพราะทุกคนจะเดินไปที่ที่ตัวเองเป็นเจ้าของ..


เช่นกันจุดเริ่มต้นของผมอยู่ที่ด้านล่างสุดภายในใจของผมมันสั่งให้เดินขึ้นไปไปข้างบน ที่นั่งของผมมันอยู่ด้านบนสุดในใจผมมันสั่งอย่างนั้น ผมเดินขึ้นไปสองข้างทางเดินผมมีคนนั่งอยู่ทั่วไปแต่ผมไม่รู้จักใครเลยสักคน..บันไดที่ผมก้าวขึ้นไปจากเป็นขั้นเล็กๆมันก็เริ่มสูงขึ้นเมื่อมันไกล้จุดที่เป็นที่นั่งของผมจากขั้นบันไดสูงแค่ตาตุ่มมาตรงนี้ขั้นบันไดมันสูงจนถึงหน้าอกผมแล้วผมไม่สามารถก้าวได้อีกแล้วจึงปีนเอาเพื่อให้ไปจุดที่นั่งของผมให้ได้..เอ๊ะนั่นพี่วัฒน์พี่ชายผมนี่เค้ามานั่งทำไมตรงนั้นนั้นมันที่ที่ผมนั่งนี่เออ..ไม่เป็นไรนั่งติดๆกันก็ได้แบ่งๆกันนั่งเอา..ในใจผมคิด


ผมขึ้นมาได้แล้ว


“พี่วัฒน์มาทำไรตรงนี้”ผมถามพี่


“ไม่รู้..นั่งไป....เดี๋ยวเค้าออกมาแล้ว”


“เค้าน่ะใครเหรอ”


“ไม่รู้นั่งไปไม่ต้องถาม”


“พี่วัฒน์เมื่อกี๊ผมเข้าไปในบ้านโบราณหลังนั้นมามันน่ากลัวมากเลย”ผมบอกพี่พร้อมทั้งชี้มือไปช่องผนังที่แตกอยู่ข้างๆเพื่อให้พี่ชายดู


พี่ชายผมเมินเสียงผมและไม่ยอมทำตามผมแต่ยังคงมองไปข้างหน้าเหมือนรอใครอยู่แต่พอถามก็บอกว่าไม่รู้รอใครรู้แต่ว่ารอ


ผมเซ้าซี้พี่ชายให้ดูไม่หยุดพี่เลยรำคาญ..แล้วหันไปมองแล้วร้องขึ้น


เฮ้ย..!!!!!


“อะไร อะไร พี่เห็นอะไร”


“อย่าหันไปมองนะ”พี่เตือนผมไม่ให้หันไปมองปากก็ยังถามไม่หยุด


“อะไร อะไร บอกหน่อย”


พี่ชายผมทำตาเลิ่กลั่ก เหงื่อผุดเป็นเม็ดเต็มใบหน้าพูดจาติดๆขัดๆ


“มัน...อะ..ไอ้คนนั้นมัน..ม..ไม่.!! มีหัว “


ผมตกใจมากตื่นขึ้นกลางดึก มือไม้เกร็งไปหมด หันไปมองพี่ชายที่นอนข้างๆนอนกรนหลับสบายไอ้เอี๊ย..เอ๊ย กูฝันไปหรือนี่...


28 มกราคม 25....


วันนี้ทั้งวันผมไม่รู้ว่าเป็นอะไร..รู้สึกว่าอากาศร้อนทั้งที่คนปกติกันทุกคน ผมเริ่มอยู่ไม่สุขคิดถึงบ้านขึ้นมาอยากกับบ้านที่ใต้ขึ้นมาอยู่ๆก็คิดถึงแม่จึงนั่งรถไปหาอาที่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อขออนุญาติกลับบ้านโดยรับปากกับอาว่าจะกลับบ้านแค่ 3 วันเท่านั้น อาให้กลับแต่โดยดีซึ่งปกติแล้วอามักไม่ค่อยให้หยุดขายของบ่อยๆเพราะกลัวเสียลูกค้าอาจเป็นเพราะคงจะให้พี่ชายผมขายของแทนแน่นอน


ตอนเย็นผมนั่งรถกลับใต้


29 มกราคม 25... เวลา 22.30 น. ที่ใต้


“กริ๊ง.....!!!!!!!! พี่..ๆๆพี่วัฒน์โดนยิง..”


“โดนที่ไหน”


“หลังจากขายของเสร็จแล้วไปกินข้าวต่อ พี่รีบมานะ”


“อือ พี่จะรีบไป”


นี่ถ้าผมไม่กลับมาบ้านผมคงโดนไปกับเค้าด้วยแน่นอน


ผมเล่าฝันของผมให้ญาติๆฟังทุกคนต่างบอกตรงกันว่าพี่ชายผมรับเคราะห์แทนผม เชื่อมั๊ยไม่ว่ามันจะเกิดจากอะไรผมไม่เคยไม่เที่ยวบ้านร้างอีกเลยแม้เพื่อนมันจะมาลากถึงห้องก็เถอะ............


Taki2link






Free TextEditor




 

Create Date : 10 สิงหาคม 2552
5 comments
Last Update : 20 สิงหาคม 2552 15:28:21 น.
Counter : 199 Pageviews.

 

อืมเล่าเรื่องได้น่าสนใจและน่าติดตาม
แต่มีคำผิดน๊ะ อย่าลืมแก้ไขด้วย
จะคอยอ่านเรื่องต่อไป

 

โดย: เหมียวน้อยจอมza@หมาป่าอิสระ 10 สิงหาคม 2552 23:26:40 น.  

 

เมื่อไหร่จะup blog ฟ่ะ

 

โดย: เหมียวน้อยจอมza@หมาป่าอิสระ 15 สิงหาคม 2552 15:04:24 น.  

 

 

โดย: taki2link 15 สิงหาคม 2552 18:43:16 น.  

 


 

โดย: เหมียวน้อยจอมza@หมาป่าอิสระ 18 สิงหาคม 2552 10:34:32 น.  

 

ไหนบอกว่ามีเรื่องน่ากลัวจะเล่าให้ฟังฟ่ะ ....

... ไม่เห็นมีไรคืบหน้าเลย ...

 

โดย: เหมียวน้อยจอมza@หมาป่าอิสระ 19 สิงหาคม 2552 0:46:44 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


taki2link
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add taki2link's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.