กันยายน 2556

1
2
3
4
6
7
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
✿โปะเชะความรักลงตัว ตอนที่ 13 ยอมรักผิด
 









              อนิตาอาบน้ำเสร็จก็มานั่งเช็ดผมอยู่ที่โซฟา ไม่รู้เหมือนกันว่าโกรธอะไร โกรธที่เขายุ่งไม่เข้าเรื่อง หรือโกรธที่เขาทิ้งเธอไว้กันแน่ แต่ก็ไม่สนหรอก โกรธก็คือโกรธ ยิ่งตอนมือไปสัมผัสถูกลูกมะนาวที่หัวรู้สึกเจ็บ ก็ยิ่งเดือดขึ้นมาอีก เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำให้นึกถึงป้านุ่ม เดินไปเปิดประตูห้อง แต่เมื่อเห็นคนที่ทำให้เธอโกรธ ก็ทำท่าจะปิดประตูใส่ หากคนที่วางหน้าเฉยตลอด กลับมีแววกังวลจนเห็นได้ชัด จึงเปิดประตูทิ้งไว้ เดินมานั่งที่โซฟาเช็ดผมต่อ ทำเป็นไม่สนใจ นัฐกาลถือถาดเข้ามาวางลงบนโต๊ะ ส่งแก้วนมให้เอาใจ ดึงผ้าขนหนูไปช่วยเช็ดผมให้แทน

              "กินนมนะ กำลังอุ่นๆ"

              อนิตายอมรับแก้วนมมาถือไว้ ดื่มเงียบๆ ปล่อยให้อีกฝ่ายทำตามใจ แต่เมื่อมือของเขาโดนเข้ากับมะนาวลูกใหญ่ที่ปูดขึ้นมา ก็ร้องทันที ทำท่าหงุดหงิดใส่อีกรอบ

              "โอ้ย! เจ็บนะ เช็ดเบาๆไม่ได้ก็ไม่ต้องทำ"

              นัฐกาลผ่อนลมหายใจเบาๆหยิบลูกประคบที่เตรียมมาด้วย ถือไว้
              "ให้ผมดูหน่อยนะครับ"

              "ไม่ต้องมาทำดี" น้ำเสียงสะบัดยังไม่หายโกรธ นัฐกาลแอบขำ กับสายตาตวัดไปมาถ้านี่เป็นใบมีดร่างเขาคงยับเยินไปแล้วแน่

              "อย่าโกรธสิ เวลาคุณโกรธนี่เหมือนแมวจริงๆนะรู้ไหม ขู่ฟ่อๆไม่เลือกเลย" เสียงทุ้มปรามเบาๆ พยายามรั้งร่างบางให้อยู่กับที่ แต่ในเมื่อยังขยับหนีไม่เลิก จึงดึงขึ้นมานั่งที่ตักโอบไว้ซะเลย อีกฝ่ายจึงยอมหยุดนั่งตัวแข็งทื่อ

               "นี่อย่ามาทำอย่างนี้นะ ถือว่าน้องรักษ์ไม่อยู่จะทำอะไรกับนิตาก็ได้เหรอ คุณทำแบบนี้สิคุณกับน้องรักษ์ถึงได้ถึงได้มีปัญหากันไม่เลิกน่ะ" อนิตายังคงดิ้นขลุกขลักอยู่บนตัก

              "ไปเอามาจากไหนอีก ผมไม่ได้เป็นเกี่ยวอะไรกับเขานี่"

              "เกี่ยวสิ ก็พวกคุณคบกันอยู่ไม่ใช่เหรอ อย่ามาทำพูดว่าไม่เกี่ยวนะ ผู้ชายมักจะเป็นแบบนี้ใช่ไหมล่ะ ฉวยโอกาสเสมอ และมักทิ้งคนที่อยู่ข้างๆที่รักไว้แบบนั้นเสมอน่ะ"

              "นิตา คุณเห็นผมเป็นแบบนั้นหรือ?" เสียงทุ้มมีน้ำหนักขึ้นทำให้นิตาหยุดการดิ้นรนสบตา ดวงตาสีน้ำตาลทอดมามักทำให้เธอรู้สึกสงบใจได้เสมอแต่ อนิตาก็ยังคงเงียบทำไม่รู้ไม่ชี้ "ผมกับรุ่นน้องคนนี้ ไม่ได้เป็นอะไรกันในแบบที่คุณเข้าใจ ไม่รู้เพราะอะไรคุณถึงได้เข้าใจไปแบบนั้นอยู่เรื่อย"

              "ก็ตอนเข้าค่าย ใครๆก็แซวกันแบบนั้นนี่ น้องเขาเคยมาสารภาพรักกับคุณด้วยไม่ได้เหรอ นิตาได้ยินคนอื่นๆเขาพูดกัน"

               "แต่ผมจำไม่เห็นได้ว่ามีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้น"

              "จำไม่ได้หรือว่าไม่ได้จำ ไม่รู้ล่ะ! นิตาไม่สน ก็ใครใช้ให้คุณทำแบบนั้นคุณทิ้งนิตา ทั้งที่นิตาบอกแล้วว่านิตาไม่ต้องการเขาอีก นิตาไม่ต้องการเขาอีกแล้วคุณเข้าใจหรือเปล่า!"

              ประโยคหลังหนักแน่น แต่ก็ยังคงสั่นเครือด้วยความสะเทือนใจ น้ำตาใสพรั่งพรูออกมาเหมือนห้ามไม่ทัน นัฐกาลจึงได้แต่รั้งร่างเล็กเอาไว้กับอ้อมอก กระชับให้แน่นเข้าอย่างอ่อนโยน

               การผิดหวังจากความรักมันทรมานมาก แต่ก็คงเหมือนกับรอยมีดบาด สุดท้ายเมื่อบาดแผลนั้นหายไป ร่างกายก็จะกลับสู่สภาพเดิมได้เอง เหมือนครั้งนี้แม้เธอจะรู้สึกเสียใจมากแค่ไหน แต่ถ้าผ่านมันไปได้ เธอจะไม่ต้องจมอยู่กับความกังวลและทุกข์ทรมานอย่างไม่จบไม่สิ้น คำพูดของคนๆนั้นมีแต่จะยิ่งทำให้เธอเจ็บช้ำมากกว่าเดิมเป็นร้อยเท่า !

              "ผมเสียใจ อย่าร้องไห้.. ผมจะไม่ทำอีกแล้ว อย่าร้องไห้เลยนิตา.."

              เสียงทุ้มปลอบโยนเบาๆ โยกตัวไปมาเหมือนกล่อมเด็กน้อย มือหนายังคงลูบหลังไปมาเอาใจ เลื่อนขึ้นมาลูบเบาๆที่ศีรษะเพื่อดูแผลที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุในร้าน

              "อื้อ!.." อนิตาดิ้นพลั่กๆ ไม่ยอมให้ดูแผล

              "ดูหน่อย เจ็บมากไหม หัวโนเลย" นัฐกาลพูดขึ้นเมื่อมือใหญ่นั่นคลำเจอจุดพอดี

              "เจ็บสิ มีเลือดคลั่งในสมองหรือเปล่าก็ไม่รู้ เกิดพรุ่งนี้เลือดก้อนนี้ทับประสาทตาแล้วมองไม่เห็น หรือว่าเลือดคลั่งในสมองจนตายจะทำยังไง คุณก็เดินทิ้งไปเฉยเลย ไม่คิดจะมาดูสักนิด" เสียงบ่นไม่หยุด มือเล็กส่งไปคลึงหัวตัวเองปอยๆ แล้วก็ส่งสายตาเขียวๆมาให้ทุกครั้งที่รู้สึกเจ็บ ทำให้นัฐกาลหัวเราะขึ้นมาเบาๆ

              "ให้ผมคลึงให้นะ ใช้ลูกประคบคลึงเดี๋ยวก็หาย"

              "ไม่เอา ไม่อยากหาย"

              อนิตายังคงดื้อ พยายามจะดิ้นหนีไปนั่งที่โซฟาไกลๆ คราวนี้นัฐกาลจึงต้องใช้มือข้างหนึ่ง กอดร่างเล็กๆไว้แน่น ส่วนอีกข้างเตรียมคว้าลูกประคบพลางว่า

              "นิตา อย่าโกรธผมเลย ผมขอโทษนะ ให้ผมดูหน่อยนะ" นัฐกาลรั้งศีรษะให้เข้ามาแนบกับอก นั่นล่ะอีกฝ่ายจึงยอมอยู่นิ่งๆแต่ก็ครางเป็นแมวครวญ เวลาลูกประคบกดลงมา "เอาล่ะเรียบร้อย พรุ่งนี้ก็หายแล้ว"

              "แล้วถ้าไม่หายล่ะ เกิดตื่นขึ้นมาแล้วตาบอดทำไง"

              "ไปหาหมอไหม เขาให้เอ็กซเรย์ดู"

              "ไม่เอา นิตากลัวนี่ ก็แค่หัวโนจะเป็นอะไรนักหนาล่ะ" อนิตายังคงสะบัดสายตาใส่ นัฐกาลจึงได้แต่ยิ้มบางๆ เอ่ยด้วยเสียงทุ้มเบาเช่นเคย

              "ถ้าเกิดคุณตาบอด ผมก็จะเป็นดวงตาให้ ไม่ต้องกลัวไปหรอกนะ"

               อนิตาเอาคางไปวางพาดกับไหล่กว้างอย่างวางใจ อ้อน

              "นี่ นิตาจะนอนแล้ว เล่านิทานให้ฟังก่อนนอนหน่อยสิ"

               "คุณเป็นเด็กสองขวบหรือไง หืม ต้องฟังนิทานถึงจะหลับน่ะ"

               "เป็นเด็กห้าขวบต่างหาก เด็กสองขวบพูดไม่ได้หรอก อ้อนก็ไม่เป็น"

              นัฐกาลหัวเราะเบาๆ

              "ผมไม่ชอบอ่านนิทาน ไม่มีนิทานเล่าหรอก"

               "ดี งั้นนิตาจะโกรธต่อ ไม่รู้ ไม่สน"

              เมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมตามใจ อนิตาก็ขืนตัวออกมา ทำเสียงแข็งงอนซะอย่างนั้น เรียกว่าขู่จะเอาให้ได้ว่าอย่างนั้นเถอะ อีกฝ่ายเลยต้องยอม พูดเบา

              "เปลี่ยนเป็นเสียงกีต้าร์แทนได้ไหม..?"

              อนิตาทำตาพราว เหมือนนานมากๆที่ไม่ได้เห็นเขาเล่นกีต้าร์ แต่ก็ยังวางหน้างอนไม่เลิก

              "ก็ได้ แต่ต้องเล่นจนกว่านิตาจะหลับนะ"

              อนิตาเดินไปรอบนที่นอน ดึงผ้าห่มมาห่มเตรียม นัฐกาลส่งยิ้มให้บางๆ เดินกลับไปที่ห้องคว้ากีต้าร์มานั่งอยู่ข้างๆที่นอน เกากีต้าร์ให้ฟัง ทวงทำนองช้าๆ หวาน ใส ดังขึ้นเบาๆ ทำให้จิตใจที่หม่นหมองได้ผ่อนคลาย ทำให้จิตใจอ่อนล้าได้หายเหนื่อย อนิตาหลับตาลง ฟังเสียงกีต้าร์หวานซึ้งไปเรื่อยๆ ไม่ถึงสิบนาที เธอก็หลับปุ๋ย

              นัฐกาลวางกีต้าร์ลงเบามือ ขยับเข้าไปใกล้ๆ ดวงตาสีน้ำตาลสื่อความหวานในหัวใจ มองใบสวยหน้ายามหลับคล้ายเด็กไม่ผิด จับเส้นผมที่ละลงมาปิดใบหน้าให้ได้เห็นหน้านั้นชัดๆ แอบหวังว่าคืนนี้เธอจะฝันดี ดึงผ้าห่มมาคลุมตัวดีๆ เอ่ยเสียงเบาทุ้มนุ่มนวล ก่อนจะเดินเบาออกไป

               "ผม...ขอโทษนะ"

              เขาจะขอโทษเธอทำไม หึ แต่ก็ช่างเหอะ เล่นกีตาร์เพราะยกโทษให้แล้วกัน อนิตาหลับต่อ ไม่ติดใจ






              "พอสักทีเถอะเจนภพ หยุดการใช้ชีวิตแบบนี้ได้แล้ว ลองหาใครสักคน คนที่คุณจะมอบความรักให้เขาได้จริงๆ คนที่คุณจะรู้สึกว่าอยากอยู่กับเขาคนนั้นตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ไหน ไม่ว่าจะเวลาไหนก็ตาม คุณก็อยากจะอยู่กับเขา คนที่คุณห่วงหา คิดถึง และอาจจะขาดใจตายก็ได้เพียงแค่ไม่ได้เห็นหน้า" อนิตายิ้ม " อย่าหลอกตัวเองอีกเลย คนๆนั้นของคุณ..ไม่ใช่ฉันหรอก.."

              ออนเดอะร็อค ถูกกระดกพรวดเข้าปากอีกครั้ง เจนภพวางแก้วเปล่าแรงๆกับโต๊ะ ด้วยความมึนเมา เขาอยากจะเมาให้ตายไปซะ ไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตของเขาจะต้องมีวันนี้.. จะต้องมาเจอกับช่วงเวลาแบบนี้ ทั้งที่เธอน่าจะเข้าใจเขาได้มากกว่าใคร แล้วทำไมถึงทิ้งกันไปง่ายๆแบบนี้ล่ะ การแต่งงานมันน่ากลัวนะ มันหมายถึงการสิ้นอิสระภาพ ของผู้ชายคนหนึ่ง ต้องละทิ้งทุกอย่าง เพื่อคำว่า ครอบครัว แล้วเขาอยากจะขอใช้ชีวิตอย่างอิสระก่อนการสิ้นอิสระภาพ ไม่ได้หรือ? ขอสนุกไปวันก่อนถึงช่วงเวลานั้น เธอรอเขาไม่ได้เชียวเหรอ?.. ทั้งๆที่เขาก็รักเธอ ผู้หญิงคนอื่นๆเขาก็แค่สนุกไปวันๆก็แค่นั้นและเขาก็ไม่เคยมีสัมพันธ์กับใครมากไปกว่าในช่วงเวลากลางคืนเลยสักคน

              "นี่คุณ! กะจะกินให้มันตายไปเลยหรือไง?"

              เจนภพหันมองเสียงแจ๋วที่มาบ่นข้างๆ

              "ริชซี่ คุณนั่นเอง เอาสักแก้วไหมล่ะ ผมเลี้ยงเอง"

              "ไม่ล่ะพรุ่งนี้ฉันมีงานต้องทำ"

               "แล้วคุณมาที่นี่ทำไม มาแล้วไม่กิน อ้อ มาหิ้วผู้ชายกลับห้องสินะ เชิญ เชิญ ตามสบาย"

              "โสมม! ฉันมาที่นี่เพราะว่าฉันมีหุ้นส่วนของที่นี่อยู่ย่ะ มาคอยดูลูกค้าว่าจะมีใครมานอนตายข้างบาร์เหล้าของฉันหรือเปล่าเท่านั้นล่ะ"

              "อ้อ.. หุ้นส่วนเหรอ แหม รวยจังนะ ผมสิจน งั้นคืนนี้เลี้ยงผมทีนะ"

              "อย่ามาน้ำเน่าใส่ฉัน! ฉันไม่ได้หูหนวกตาบอดหรอกนะ จะได้ไม่รู้ว่าแก้วโยธินเป็นหนึ่งในตระกูลไฮโซ!"

               "ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! แหมความรู้ดีจังนะ แล้วรู้ด้วยหรือเปล่าว่าเจ้าของบริษัทนาตี้ดีไซด์ มันเป็นหมาขี้ขโมย หมาขี้เรื้อนแย่งแฟนของผมไป"

              "พี่นัฐนะเหรอ เขาเป็นคนช่วยออกแบบร้านนี้ทำไมฉันจะไม่รู้จัก แต่ที่ฉันไม่รู้จักน่ะ แฟนคุณต่างหาก"




               "อะไรคุณไม่รู้เหรอ อนิตา ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัท Pr ไงล่ะ"

              ริชซี่มองเจนภพด้วยสายตาหยามเหยียดแบบสุดๆ ที่คนตรงหน้ากล้าอวดอ้าง ทั้งเธอก็พอจะได้ยินข่าวมาบ้าง

              "ตั้งแต่ฉันทำงานกับพี่นิตามา ฉันไม่เคยเห็นคุณจะมาหา มารับ หรือมาส่ง พี่นิตาเลยสักครั้ง เวลางานเลี้ยงสังสรรค์อะไรฉันก็ไม่เคยเห็นคุณเลย ไม่ทราบว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาคุณมัวเอาเวลาไปทำอะไร หรือว่าไปเกณฑ์ทหารมา ถึงได้ไม่ว่างพอจะมาอยู่เคียงข้างกับคนที่คุณเอ่ยอ้างว่าเป็นแฟนน่ะ"

              "ผมก็เอาเวลาไปทำในสิ่งที่ผมอยากทำไง ผมไม่ชอบงานพวกนั้นนี่ มีแต่ซุบซิบชาวบ้าน นิตาก็คุยกับคนโน้นทีคนนี้ที เพื่อนเยอะซะจนผมรำคาญ!"

              "น่าสมเพช! ถ้าสิ่งที่คุณอยากทำ ไม่ใช่การอยู่กับคนที่คุณรักล่ะก็ ฉันว่าคุณไม่มีสิทธิ์มาอ้างตัวว่าเป็นแฟนหรอก!" ริชซี่เบ้ปาก

              "อย่ามาพูดเรื่องสิทธิ์เหมือนไอ้หมอนั่นนะ แล้วมันล่ะมีสิทธิ์อะไร ผมตกลงกับนิตาไว้แล้วนะ สัญญากันไว้แล้วมันถือดียังไงมาแทรกกลาง"

              "โอ้ย! ถ้าคุณจะถามว่าพี่นัฐดียังไง ฉันว่าคืนนี้ก็คงจะพูดไม่จบหรอก เมาแล้วก็กลับไปบ้านไปนอนซะเหอะ นั่งแท็กซี่กลับไปซะจะได้ไม่เผลอไปขับรถชนคนอื่นให้เขาเดือดร้อน"

              ริชซี่กระแนะกระแนอย่างสุดกำลัง ร่างบางของริชซี่หมุนตัวออกไป แต่แขนเล็กๆเหมือนผู้หญิงของเธอกลับถูกเขาคว้าไว้แน่น

              "นี่เดี๋ยวก่อนสิ คุณก็จะทิ้งผมไปอีกคนเหรอ อยู่กับผมก่อนสิ ผมกำลังจะตาย"

              "ตายซะได้ก็ดี ผู้ชายสิ้นคิดแบบคุณนี่น่ะ อยู่ไปก็รกโ... อุ๊..บ"

               ปากบางๆสีสดกำลังถูกกลืนหายไปกับปากหนาๆที่อุ่นร้อน ลิ้นร้อนๆควานหาลิ้นนุ่มๆอย่างชำนาญ กลิ่นหอมแบบที่ไม่เคยได้กลิ่นจากผู้หญิงคนไหนติดจมูกชวนให้โหยหา ริชซี่ถึงกับอ่อนแรง แต่ก็ยังคงฝืนร่างกายตัวเองให้ยืนหยัดกับรสสัมผัสที่ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นได้ มือเล็กๆพยายามดันร่างคนที่เมาไม่ได้สติให้ออกห่าง แต่เจนภพกลับรวบเอวเข้ามาแนบชิดแทบจะรวมเป็นร่างเดียวกัน จนพอใจถึงได้ปล่อยให้ร่างงามนั้นเป็นอิสระ ดวงตาสวยที่มีขนตาเป็นแพงอนยาวชุ่มช่ำไปด้วยน้ำตา เจนภพถึงได้คืนสติ แล้วก็นิ่งไปในบัดดล เมื่อครู่..เขาทำอะไรลงไป

              ฉาดด!

              ริชซี่ฝากรอยมือไว้บนหน้า ก่อนก้าวยาวหายไปในกลุ่มคน ในสถานที่แบบนี้ไม่มีใครสนใจใครอยู่แล้ว ทุกคนมาที่นี่ต่างก็มาผ่อนคลายและหาความสำราญเล็กๆน้อยใส่ตัว ไม่มีใครสนใจหรอก ว่าใครกำลังจูบใคร หรือว่า ใครจะนั่งนิ่งเป็นรูปปั้น





              ในห้องทำงานของตุลพัช เจ้าห้องที่มักจะคำเคร่งกับการตรวจงาน กลับยืดตัวไปกับโต๊ะดั่งคนเกียจคร้าน ดวงตาเหม่อลอยเหมือนคนเพ้อฝัน แถมผู้ที่เป็นเพื่อนสนิทที่ขึ้นมานั่งเล่นที่ห้อง ก็อยู่ในอาการเดียวกันเสียอีกคน

              รสสัมผัสอุ่นหวาน กลิ่นหอมของลมหายใจชวนให้หลงใหลและโหยหากับริมฝีปากนุ่มนิ่ม ทำให้สองหนุ่มเป็นไปได้มากถึงขนาดนี้หรือนี่ ตุลพัชดีใจที่เพื่อนยอมก้าวออกมาจากห้องได้เสียที แต่ไอ้อาการแบบนั้นมันคืออะไร หรือว่าเสียใจจนเพ้อไปเสียแล้ว

              "แกเป็นอะไรของแกวะ ฮึ!"

               "ก็แล้วแกเป็นอะไรล่ะ!" เจนภพย้อนถาม ทิ้งตัวลงกับโซฟาเหมือนไม่ยอมตื่นจากภวังค์

              "เรื่องคุณนิตา แกคิดได้แล้วก็ดี ฉันดีใจด้วย แกเขากับฉันว่าไม่เหมาะกันหรอก"

              ชื่อนี้ทำให้เจนภพขบกรามแน่นขึ้น ดวงตาทอดอาลัย แล้วก็คิดถึงอีกชื่อ นัฐกาล ดวงตาก็วาวโรจน์ขึ้นมาทันที

              "ใครว่า ใครว่าฉันจะยอม ไอ้หมอนั่น ฉันจะต้องหาโอกาสอัดมันสักตั้งให้ได้"

              "ใคร?"

              "ไอ้หมาขี้เรื้อน นัฐกาล!"

              "เฮ้อ.. แกสู้เขาไม่ได้หรอกวะ เชื่อฉันดิ"

              "ทำไมจะสู้ไม่ได้ ฉันเป็นคนรัก มันก็แค่เพื่อนสนิท ไอ้เพื่อนสนิทคิดไม่ชื่อ ไอ้เพื่อนเลว!"

              ตุลพัชย้อนคิดไปถึงรูปถ่ายที่นัฐกาลยืนอยู่ข้างหลัง นึกถึงสายตาของวันวาน กับวันนี้ มองเพื่อนแล้วก็ส่ายหน้า

              "แกอย่ามามองฉันอย่างนี้ ฉันไม่ยอมไอ้หมาขี้เรื้อนนั่นง่ายๆหรอก"

              ตุลพัชได้แต่ถอนใจ เพราะถึงเขาจะก้าวขึ้นไปเทียบเคียงกับนัฐกาล เขาก็มั่นใจว่าเขาต้องเทียบไม่ติดแน่ แต่เขาก็ไม่มีวันยอมเหมือนกัน

              "นี่ ฉันถามอะไรแกหน่อยได้หรือเปล่า วะ"

               "อะไรล่ะ!"

               "แก..คบกับนิตาได้ยังไง?"

              เจนภพหยักไหล่เหมือนไม่เห็นจะมีอะไรยาก

               "ก็บังเอิญฉันไปมหาลัยนั่น หาเพื่อน แล้วก็เจอนิตา จากนั้นเราก็คุยกัน แล้วฉันก็ให้ดอกไม้ แล้วก็ขอเขาคบเป็นแฟนอะดิ"

               ตุลพัชขมวดคิ้วทันที

              "แล้วแก.. ไม่เห็นคุณนัฐหรือตอนนั้นน่ะ"

               "ไอ้หมานั่นนะเหรอ ฮึ่ม มันอยู่ข้างๆตลอดล่ะ"

               "อ้าว..แล้ว...เรื่องมันเป็นยังไง แกเล่าให้ละเอียดหน่อยได้หรือเปล่า หา"

               "จะเป็นยังไง มันก็ทำตัวเป็นหมาขี้เรื้อน ไม่มีเจ้าของ คอยเดินตามอนิตาไม่ห่างนะสิ ถึงฉันจะไปจีบ มันก็นั่งหัวโด่อยู่อย่างนั้น แถมมียิ้มแล้วก็บอกว่า เชิญจีบกันตามสบายเลยครับ คิดซะว่าผมเป็นท่อนไม้ก็ได้ นิตาก็เอาแต่หัวเราะ ขำมันไง ตลกตายล่ะ นิตาบอกกับฉันว่า มันเป็นเพื่อนสนิท ย้ายมากรุงเทพคนเดียว ถ้าจะไล่ให้ไป ก็เท่ากับไล่ให้เขาอยู่คนเดียว มันก็สวมบทโดดเดี่ยวผู้น่ารักทันที เจ้าเล่ห์ไหมล่ะ นิตาน่ะไม่ทันมันหรอก ยังไงมันก็เป็นผู้ชายนะ จากต่างจังหวัดมาเรียนกรุงเทพคนเดียวแล้วไง ก็อยู่มาได้ตั้ง 3-4 ปีแล้ว ไม่โง่หรอก นิตาทำอย่างกับว่ามันเป็นเด็กเล็กๆต้องคอยดูแลตลอด เหอะ"

              "คุณนัฐไม่ใช่คนกรุงเทพเหรอ?"

               "เป็นคนเชียงใหม่เหมือนนิตานั่นล่ะ นิตามีย่าอยู่ที่เชียงใหม่ ตอนเด็กๆอยู่กับย่า พอเรียนมหาลัยแล้วก็มาเรียนต่อที่กรุงเทพ ไอ้ขี้เรื้อนนั่นก็ตามมาด้วย อยู่กันคนละคณะแท้ มันก็ยังมานั่งเจ๋ออยู่แต่ที่คณะนิเทศฯ ดูก็รู้ว่ามันคิดอย่างอื่น นิตาก็ซื่อซะจนโง่ แกว่าไหม?"

               "แล้ว ค่ายอาสาฯแกเคยไปกับคุณนิตาไหม?"

              เจนภพส่ายหน้า

              "ไม่รู้ดิ ไม่เห็นจะเคยพูดถึงนี่"

               ตุลพัชเม้มปาก ออกจะไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมนัฐกาลถึงได้ปล่อยให้อนิตามาคบกับเจนภพได้ หรือว่าจะเพิ่งเข้าใจความรู้สึกตัวเอง แต่ก็ไม่น่าใช่ ที่ตามมาเรียนกรุงเทพด้วย ก็น่าจะบอกได้ดีอยู่แล้วถึงความรู้สึก เรียนจบก็ไม่ได้กลับ แต่กลับเปิดบริษัทที่นี่ คิดไปคิดมา ก็สรุปง่ายๆเพื่อนเขาสู้ไม่ได้แน่ ตบไหล่ลงไปแรงๆ

              "แกคิดใหม่เหอะวะ แกรักคุณนิตาจริงๆ หรือแค่อยากเอาชนะ คุณนัฐ" เมื่อเพื่อนเงียบลงก็พูดต่อ "ถ้าเป็นข้อหลัง แกก็ทำร้ายคุณนิตาแล้ว ทำร้ายแล้วก็ทำร้ายอีก แกคิดดีๆนะ สุดท้ายแล้วคนที่เสียใจมากที่สุดจะเป็นใคร"

               รังรักษ์รู้สึกปวดหัว ยิ่งได้ยินเสียงกริ่งห้องก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิด ในที่สุดเมื่อจนไม่ไหวก็ต้องจำใจลากสังขาร ไปเปิดประตู เมื่อวานกว่าจะได้หลับก็ปาเข้าไปตี4 แบบนี้เรียกเมื่อวานไหม ตอนนี้มันเพิ่งจะ7โมงเช้าเอง ตกลงว่าเพิ่งจะหลับไปได้แค่3 ชั่วโมง เพราะอะไรถึงนอนไม่หลับเหมือนทุกทีนะเหรอ คำตอบง่ายๆ ก็เพราะสัมผัสเมื่อวานนั่นไง รอยปากหนังๆที่ใครบางคนทาบทับลงมา ทำยังไงเธอก็ลืมมันไม่ได้สักที ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว พยายามจะนอนไม่คิด ก็ดันจะคิดถึงอยู่นั่น สุดท้ายกว่าจะง่วงหลับจริงๆก็นั่นล่ะ ตี4 แล้วใครจะมาปลุกเธอแต่เช้าล่ะ หญิงสาวเปิดประตูออกแล้วก็ปิดประตูลงทันที

               "อ้าวคุณ.. เปิดประตูให้ผมหน่อยสิครับ"

              เสียงของคนที่ทำให้เธอหงุดหงิด ดังลอดเข้ามา รังรักษ์อยากจะกลับไปนอนต่อ โดยไม่สนใจ แต่ก็ทนรำคาญกับเสียงเคาะประตูสลับกับเสียงกริ่งนั่นไม่ไหว สุดท้ายประตูก็ต้องเปิดออก

              "อรุณสวัสครับ คุณรักษ์"

              ตุลพัชทักทายอย่างรื่นเริง ในขณะที่เจ้าของห้องลากสังขารตัวเองไปนั่งที่โซฟา เอาหัวมุดลงกับหมอนอิง

              "เพิ่งนอนตอนตี4 ถ้าไม่มีธุระอะไร กรุณาอย่าปลุก ปวดหัวมาก ขอบคุณ"

              คำพูดแบบระบบอัตโนมัติ ทำให้ตุลพัชกึ่งขำกึ่งสงสาร แม้จะอยากรู้เหตุผลว่าทำไมถึงได้นอนเช้าเอาปานนั้น แต่ก็ไม่อยากกวน พาตัวเองเดินเข้าห้องครัว ทำโน่นทำนี่ไปเรื่อยๆ ดูท่าเธอจะปวดหัวจริงๆ หลังจากหากล่องเก็บยาเจอ ก็จัดการเอาพาราฯมาสองเม็ดพร้อมกับน้ำดื่มส่งให้รังรักษ์

              "กินยาหน่อยสิครับ ตื่นมาจะได้หาย"

              เพราะปวดหัวจริงๆ จึงพยายามฝืนตัวเองให้ขึ้นมากินยา แล้วก็มุดหัวลงกับหมอนต่อ ตุลพัชก็ถือโอกาสสำรวจห้องเล่นซะเลย ผ่านไปเกือบเที่ยง รังรักษ์จึงตื่นขึ้นมา เสียงก๊อกแก๊กจากโต๊ะคอมดังขึ้นทำให้เธอหันมอง

              "ยังอยู่อีกเหรอ"

              "ครับ ผมขอยืมคอมเล่นเน็ตหน่อยนะ"

              "ตามสบาย" รังรักษ์ลุกขึ้นหายปวดหัวลงไปมาก เดินไปอาบน้ำแต่งตัว เดินออกมาเห็นตุลพัชกำลังจัดอาหารใส่จานที่โต๊ะ เขาทำราวกับที่นี่เป็นบ้านของตัวเองอย่างนั้นล่ะ

              "แล้วมีธุระอะไรหรือคะ ถึงได้มารอจนถึงขนาดนี้"

               "หายปวดหัวแล้วใช่ไหมครับ?"

              "ดีขึ้นแล้วค่ะ"

              "งั้นก็มากินข้าวกัน ตอนแรกตั้งใจจะมาชวนคุณทานข้าวเช้า แล้วก็มารับไปนั่งทำงานที่ออฟฟิศผมด้วยกัน แต่ไม่เป็นไรเปลี่ยนแผนใหม่ก็ได้ จากข้าวเช้าเป็นข้าวเที่ยงคงไม่สายไปหรอกนะ"

              "ไม่สาย แค่บ่ายเท่านั้น"

               รังรักษ์ต่อมุกหน้าตาย นั่งลงกับโต๊ะมองอาหารทั้งหมด แล้วก็รู้สึกได้อย่างหนึ่งว่า พ่อหนุ่มคนนี้คงจะเลือกอาหารไม่เป็นแน่ๆ ก็แต่ละอย่างมีแต่ของอ้วนๆมันๆทั้งนั้น

              "ครั้งหน้าขอเป็นผักบ้างนะคะ ฉันไม่ค่อยชอบทานเนื้อเท่าไหร่โดยเฉพาะไก่"

              "อ้าว เหรอครับ ขอโทษทีผมไม่ทราบ"

               "ก็ถึงบอกให้ทราบยังไงล่ะคะ"

               ตุลพัชหันมายิ้มที่เธอทำตัวเหมือนเดิมแล้วกับเขาแล้ว

              "เดี๋ยวไปเลือกซื้อของเป็นเพื่อนผมหน่อยนะ ผมอยากเลือกของขวัญวันเกิดให้พ่อ"

              "ก็อุตส่าห์รอจนถึงตอนนี้ ไม่ไปก็คงไม่ได้อยู่แล้วไม่ใช่หรือไง?"

              "แหม คุณนี่น่ารักจริงๆเลย ทานข้าวกัน แล้วปรกติคุณชอบทานผักอะไรหรือครับ?"

               ตุลพัชถามขณะตักอาหารใส่จานให้

              "ทุกอย่างล่ะค่ะ ทานได้หมด แค่ไม่ค่อยชอบกินไก่ ส่วนปลาก็กินแต่ปลานิลเท่านั้น"

              "ไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่าคุณจะเป็นคนเลือกกินขนาดนี้"

              "ฉันไม่ได้เลือกกิน ฉันแค่กินในสิ่งที่อยากกินเท่านั้น ไก่ที่ไม่กินก็เพราะกินแล้วปวดขา ส่วนปลาก็มีแต่ปลานิลเท่านั้นที่มันแกะง่าย"

               ตุลพัชหัวเราะเบาๆ กับเหตุผลประหลาด

               "ปลาทูก็แกะง่าย"

              "คาวออก แต่พี่นิตาชอบนะ แปลกดีชอบกินข้าวคลุกกับปลาทู เหมือนแมวเลย สมัยก่อนตอนไปเข้าค่ายฯด้วยกัน ต้องให้อาหารแมว พี่นัฐทำข้าวคลุกปลาทู แล้วให้พี่นิตาไปให้ พี่นิตาให้แมวไปกินไป ขำจะตาย" รังรักษ์เล่าเหตุการณ์ในอดีตอย่างมีความสุข "พี่นัฐแย่งข้าวออกมาแทบไม่ทัน แล้วพอพี่นัฐเทอาหารใส่ให้แมวหมด พี่นิตาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ สุดท้ายพี่นัฐต้องคลุกข้าวปลาทูให้อีกจานเป็นการง้อ"

              ตุลพัชมองใบหน้าสวยหัวเราะพลางเล่าพลาง อดแปลกใจไม่ได้ ยามเธอพูดถึงคนคู่นี้ดูเธอเด็กลงไปถนัดตา แต่ความจริงเธอก็คงจะยังเด็ก ในเมื่อเขากับนัฐกาลรุ่นเดียวกัน ถ้าเธอเป็นรุ่นน้องสองปี ก็คงจะอายุประมาณ 26 เองมั้งนี่

              "ดูท่าทางคุณก็สนิทกันดีนี่ครับ แล้วมันเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้นล่ะ?"

              รังรักษ์เงียบลงทันที ไม่พูดอะไรอีกเลย จนกินข้าวเสร็จก็ช่วยกันเก็บล้างเรียบร้อย รังรักษ์ก็แสร้งทำเป็นเตรียมโน้ตบุ๊ก สมุด หนังสือไปเรื่อยๆ ตุลพัชมองใบหน้าเรียบเฉยนั่นด้วยความหนักใจ แกล้งเดินไปดูรูปเล่นไปเรื่อยๆ จนถึงรูปหนึ่งก็หยิบขึ้นมา

              "มันเกี่ยวกับที่คุณนิตาบาดเจ็บนี่หรือเปล่าครับ?"

              สมุดหนังสือถึงกับหล่นกองระเนระนาด ร่างระหงส์สั่นราวกับหวาดกลัวสิ่งใด


 


 






Create Date : 08 กันยายน 2556
Last Update : 13 กันยายน 2556 5:00:17 น.
Counter : 597 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ริญรภัสร์
Location :
สมุทรสาคร  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




New Comments