Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2553
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
31 พฤษภาคม 2553
 
All Blogs
 

Paris-Switz-Italy #5: Switz day#4

ประสบการณ์การนอนสนามบินสุดยอดเลยค่ะ เวลาเห็นพวกฝรั่งปูผ้านอนที่ดอนเมือง หรือที่สนามบินอื่นๆเวลาเราไปทรานสิทเนี่ย ดูไม่ออกเลยค่ะ ว่ามันทรมานเหมือนกันนะเว้ย ที่สนามบินออร์ลี่เนี่ย ที่นั่งเป็นเก้าอี้ไม้แข็งๆ เหมือนรถไฟชั้นสามสมัยก่อน อากาศก็หนาว แถมสว่างด้วย...โหย ไม่เอาอีกแล้ว
แต่เพื่อนๆเยอะค่ะอย่างที่บอกคราวก่อน คุณปุ๊กพยายามอ่านหนังสือ อดทนให้ถึงที่สุด ให้ง่วงสุดๆจนหลับไปเอง



เช้านี้ซื้อลาเต้กินเอง 3 ยูโร ลาเต้ที่นี่ใส่นมเยอะมากๆ


คืนนั้นตั้งนาฬิกาไว้ตีสามค่ะ มาล้างหน้าล้างตา เดินยืดแข้งยืดขา ให้หายเมื่อย ไม่นานเจ้าหน้าที่ของ EasyJet ก็เริ่มมาวางข้าวของ ยังไม่ทันตีสี่ดี คนก็เข้าคิวกันยาวแล้ว โปรเซสการเช็คอินเขาก็ไวดี


อุตส่านอนที่นี่ แต่ก็ไม่ได้คิวหนึ่ง...


เช็คอินเสร็จ พวกเรารีบเข้าไปรอหน้าเกตเลย อยากไปจากตรงนี้เต็มที่แล้วล่ะ ที่นั่งในเกต เก้าอี้นุ่มสบาย เอนหลังได้ด้วย อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเมื่อคืนได้นอนตรงนี้ คงจะหลับดี




มีคอมพิวเตอร์ กับเก้าอี้น่านอน


พอจะขึ้นเครื่องเราเริ่มเห็นความเขี้ยวของสายการบินโลว์คอสยักษ์ใหญ่เจ้านี้ เขาเข้มมากกับจำนวนกระเป๋าที่ถือขึ้นและขนาดของมัน นั่งๆกันอยู่ เราก็จะเห็นผู้โดยสารเอากระเป๋าไปใส่โครงเหล็กวัดขนาด ทำแบบนี้อยู่หลายคน ตอนแรกพวกเราก็ไม่รู้เขาทำอะไรกัน ตอนหลังพนักงานก็เข็นป้ายมาตั้งคู่กับเจ้าโครงที่ว่า อ่อ... ห้ามกระเป๋าที่จะถือขึ้นเครื่องใหญ่กว่าเจ้าโครงเหล็กนี้ค่ะ พอดีชีวิตนี้ไม่ค่อยได้ขึ้นโลว์คอสแอร์ (กร๊าก) ทีนี้ใครกระเป๋าใหญ่เกิน ก็ต้องควักจ่ายกันตรงนั้นเลย ถึงจะได้ขึ้นเครื่อง
ทีนี้ก็มีเรื่องให้ตื่นเต้น เมื่อคนข้างหน้าพวกเรา ดันถือกระเป๋าใส่คอมพิวเตอร์ แล้วก็สะพายกระเป๋าถือผู้หญิงๆมาด้วย นับแล้วก็คือเกินไป 1 ใบ เจ้าหน้าที่เลยแจ้งว่า ขึ้นได้ใบเดียว แล้วผู้โดยสารก็ไม่ยอม เถียงกันพักนึง ผู้โดยสารก็เลย จับกระเป๋าแลปทอบยัดใส่กระเป๋าถือแบบล้นๆ แล้วก็ยกให้เจ้าหน้าที่ดู ทำหน้าประมาณว่า นี่ไงเหลือใบเดียวแล้ว แล้วชีก็เดินสะบัดขึ้นเครื่องไป เหอๆ ไทยนี้รักสงบ (แต่ถึงรบไม่ขลาด) แบบเราๆเห็นคนขึ้นเสียงใส่กันแรงๆแล้วก็ซีด

เห็นตัวอย่างแล้ว คุณพัมก็เริ่มตื่นเต้น เพราะเป้เธอจะใหญ่กว่าชาวบ้าน ของเค้าจะมีชั้นใส่กล้อง บุนวมหนาๆด้วย เรากระซิบกระซาบกันตอนที่ยังไม่ถึงคิวว่า ถ้ายัยเจ้าหน้าที่เขี้ยวคนนั้นให้พัมวัดกระเป๋านะ เสร็จแน่ๆ ได้จ่ายตังค์เพิ่มแน่ๆ แต่สุดท้ายก็ผ่านไปด้วยดี งานนี้รอด เพราะเป็นเป้บนหลัง ถ้าหิ้วๆ ลากๆ มา ได้โดยให้วัดกระเป๋าเป็นแน่

พอขึ้นมานั่งในเครื่อง ก็ยังมิวายเจออะไรเขี้ยวๆค่ะ ไม่รู้ที่อื่นมีบ้างไหม แต่บนบอร์ดดิ้งพาส เขาเขียนยังงี้ไว้ด้วยล่ะ "If you late, we won't wait"




เครื่องออกเดินทางตรงเวลาเป๊ะ หกโมงเช้าหน่อยๆ บินหนึ่งชั่วโมงก็ถึงสนามบินเจนีวา เราข้ามประเทศแล้วนะเนี่ย แต่เขาก็ไม่ได้มีพิธีการพรมแดนอะไรเลย เราไปรับกระเป๋า เข้าห้องน้ำห้องท่า ตอนแรกกะจะหาอะไรกินกันก่อน แต่เปลี่ยนใจเป็นไปกินในเมืองเจนีวาแทน ได้ศึกษามาแล้วว่านั่งรถไฟเข้าเมืองแค่ 6 นาทีเอง

สนามบินเจนีวาไม่ค่อยใหญ่เท่าไหร่ มีสถานีรถไฟที่จะเข้าเมืองในนี้เลย เราก็เลยเดินตามป้ายที่เป็นรูปรถไฟไปเรื่อยๆ ไม่นานก็เจอสัญลักษณ์การรถไฟของสวิสเซอร์แลนด์ CFF เย่

ได้เวลา validate เจ้า Swiss Pass ที่ซื้อมาจากเมืองไทยแล้วค่ะ ง่ายมากๆ เข้าคิวที่ช่องขายตั๋ว ทักทายเจ้าหน้าที่ แล้วก็บอกว่าจะเริ่มใช้ Swiss Pass ค่ะ เจ้าหน้าที่ยิ้มแย้ม พูดจาดี ชัดเจน จนรู้สึกได้ว่า มันช่างต่างจากปารีสที่ผู้คนหน้าตูดและก็ดูเครียดกันเหลือเกิน ตอนนั้นรู้สึกเหมือนได้คุยกับคนไทยเลยค่ะ

เมื่อเจ้าหน้าเขียนวันเริ่มต้นใช้งาน และพาสปอร์ตนัมเบอร์ ของพวกเราสามคนลงใน Swiss Pass แล้วก็เป็นอันเสร็จพิธีค่ะ
ขั้นตอนต่อไป ตามแพลน เราก็ต้องส่งกระเป๋าล่วงหน้าไปที่อินเตอร์ลาเก้นต่อ ออฟฟิศรับฝากก็อยู่ใกล้ๆกับช่องขายตั๋วนั่นเอง เขามีบริการส่งกระเป๋าไปทั่วสวิตเซอร์แลนด์เลย โดยมีให้เลือกสองแบบ หนึ่ง คือแบบธรรมดา ถูกหน่อย ราคาค่าส่งอยู่ที่ 10 ฟรังก์ต่อกระเป๋า 1 ใบ แต่จะถึงช้า คือกระเป๋าจะเดินทาง 24 ชั่วโมง และ แบบที่สองเรียกว่า Fast Luggage อันนี้ 20 ฟรังก์ต่อ 1 ใบ สำหรับแบบนี้ กระเป๋าจะไปถึงก่อนหกโมงเย็นของวันที่ฝาก โดยมีข้อแม้ว่า เราต้องฝากก่อนเก้าโมงเท่านั้น พวกเราคุยกันไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะใช้แบบที่สอง ซึ่งพอได้ไปคุยกับเจ้าหน้าที่ฝากกระเป๋า ซึ่งคราวนี้เป็นผู้ชายบ้าง เราก็ยังประทับใจต่ออีก พวกเขาพูดจาดี ดูใจเย็น ยิ้มแย้ม...
คงจะไม่ฟลุ้คแล้วล่ะค่ะ คนบ้านเมืองนี้เฟรนด์ลี่จริงๆ

จากนั้นก็เดินตัวปลิว พร้อมกับเป้เล็กๆ 1 ไป เดินหารถไฟเข้าเมืองกันต่อ
ช่วงศึกษาข้อมูลก่อนเดินทาง เราหาข้อมูลรถไฟในสวิสเซอร์แลนด์จาก cff.ch ซึ่งมีข้อมูลดีมากค่ะ เราสามารถ กรอกต้นทาง ปลายทาง วัน เวลา กด search เขาก็จะให้ตารางเดินรถออกมาเลย บอกข้อมูลด้วยว่าต้องต่อรถกี่เที่ยว ที่สถานีไหนบ้าง ชานชาลาอะไร เวลาไหนที่รถจะเข้า เวลาไหนรถจะออก คุณปุ๊กหาทุกเส้นทางและปรินต์ไว้เรียบร้อย แต่... ดันลืมไว้ที่บ้าน

ดังนั้นเราก็ต้องมาเริ่มศึกษากันใหม่ ไม่เป็นไร สามารถค่ะ โดยเคล็ดลับคือ อย่าได้ทิ้ง เจ้าแผนที่เล็กๆที่ได้มาตอนที่ซื้อ Swiss Pass ไปเชียว มีประโยชน์และกลายเป็นแผนหลักของการเดินทางในสวิตเซอร์แลนด์เลย ในแผนที่นั้นจะบอกเส้นทางรถไฟทั้งหมดค่ะ หน้าที่เราก็คือดูว่า จากที่ที่เราอยู่นี้ ไปถึงปลายทางที่ต้องการนั้น เราจะไปทางไหน มีสถานีอะไรบ้างระหว่างทาง


แผนที่ที่ว่าหน้าตาประมาณนี้ค่ะ

เมื่อได้คำตอบแล้ว ก็ไปมองหาบอร์ด ในทุกๆสถานี ให้หา 2 บอร์ดนี้ให้เจอค่ะ คือบอร์ดสีเหลืองบอกขาออกจากสถานีนั้นๆ กับบอร์ดสีขาวบอกขาเข้ามาที่สถานีนั้นๆ
ในกรณีของเรา ขณะนี้เราอยู่ที่สนามบิน สถานีที่เราจะไปคือตัวเมือง Geneva ซึ่งลงที่สถานี Cornavin และเป็นสถานีถัดไปเลย ในบอร์ดสีเหลืองก็จะบอกว่าไปที่ Geneva Cornavin นั้น ขึ้นที่ชานชาลาหมายเลขอะไร และเวลาที่รถจะออกกี่โมง เราก็ไปตามนั้นค่ะ เมื่อถึงชานชาลาก็เห็นรถไฟจอดอยู่แล้ว เรามองๆหน้ากันแล้ว แล้วคุณปุ๊กก็นำขึ้นไปเลย นั่งกันซักพักก็มีผู้หญิงคนนึง ขึ้นมาแล้วก็ถามเราว่า ไปเจนีวาใช่ไหม? เราตอบว่า น่าจะใช่ไม่แน่ใจเหมือนกัน เขาก็ยิ้มๆแล้วก็คุยกับเราว่ามาเที่ยวครั้งแรกเหมือนกัน แต่เขาเจ๋งกว่าที่มาคนเดียว

เราลงที่สถานี Cornavin ซึ่งก็เป็นสถานีใหญ่ในเมือง จากตรงนี้เราสามารถเดินต่อไปทะเลสาปและสถานที่เที่ยวละแวกนั้นได้แล้ว แต่พอออกจากรถไฟ มันก็หนาวๆชื้นๆ ครึ้มฟ้าครึ้มฝน โชคไม่ค่อยดีเลย แถมพวกเราก็เดินหลงๆ ออกจากสถานีไปคนละทางกับทะเลสาป ก่อนจะเดินวกกลับเข้าสถานีใหม่ ตั้งหลัก หากาแฟ หาครัวซองต์ กินกันก่อน

ทริปนี้มีความซวยบังเกิดขึ้นอีกอย่างเมื่อเรารู้ตัวว่าลืม Universal plug ที่จริงก็รู้ตัวตั้งแต่มาถึงแล้วล่ะ แต่โชคดีคือชาร์จเจอร์ของกล้องเป็นแบบขากลมซึ่งเสียบไฟได้ที่ปารีส แต่ปลั๊กคอมพิวเตอร์เป็นแบบสามขา ซึ่งจากการคำนวณ แบตเตอรี่เริ่มร่อยหรอ หลังจากโหลดรูปมาสองวัน ดังนั้น ระหว่างอยู่ที่เจนีวา เราตั้งใจว่าจะต้องซื้อปลั๊กให้ได้ และก็โชคดีค่ะ ที่หน้าสถานีรถไฟ Cornavin ฝั่งทะเลสาป มีร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วย มีปลั๊กคอมพิวเตอร์ขายราคา 24 ฟรังก์ แพงเจงๆ แต่ทำไงได้ ไม่รอบคอบเอง

หลังจากได้ปลั๊กแล้วก็ดิ่งไปทางทะเลสาปค่ะ ตอนนี้ก็เก้าโมงกว่าๆแล้ว สภาพอากาศเหมือนฝนจะตก รู้สึกจะหนาวกว่าปารีสด้วย เดินไปซักพักก็เห็นทะเลสาปและยอดเขาที่มีหิมะปกคลุมอยู่ไกลๆ แต่น้ำพุเจทโด้ไม่เปิด! เราเซ็งกันเล็กน้อยแต่ก็ช่วยไม่ได้ อารมณ์ไม่ค่อยแจ่มใสเหมือนสภาพอากาศเลยค่ะ ได้แต่เดินเลาะถนนริมทะเลสาปไปเรื่อยๆ เพื่อไปดูนาฬิกาดอกไม้กันต่อ ระหว่างที่กำลังถ่ายรูปกัน ก็เจอนักท่องเที่ยวสามีภรรยาเสนอตัวถ่ายรูปหมู่หน้านาฬิกาให้ เราเลยถามเขาว่ารู้ไหมทำไมน้ำพุไม่เปิด เขาเลยบอกว่าไม่รู้เหมือนกัน แต่เมื่อวานก็เปิดนะ เท่านั้นล่ะ พอมองไปทางนำพุ มันก็เปิดแล้วอ่ะ สงสัยเมื่อกี้จะเช้าเกินไป


ฟ้าไม่แจ่มใส น้ำพุก็ไม่เห็น

นาฬิกาดอกไม้ อยู่ริมถนนจริงๆ

ใกล้ๆ


น้ำพุพุ่งขึ้นสูงสมคำร่ำลือ ชวนสาวๆเดินไปใกล้ๆก็ไม่มีสัญญานตอบรับ ก่อนที่ฝนจะเทลงมา ต้องหลบฝนกันที่ศาลาในสวนที่มีนาฬิกาดอกไม้ ใจแป้วเลยค่ะ นึกถึงทริปภูเขาในอีกสองสามวันข้างหน้า ถ้าเจอฝนคงจะดูไม่จืดเลย


น้ำพุเปิดแล้ว ซูมซูม

นั่งชมไกลๆ ฝนเริ่มลงบางๆ

ก่อนหลบฝน ขอชัดๆ

หลบฝนก่อน ท่านี้ เจี๊ยบหนาวจมูก


ฝนตกไม่นานค่ะ พอมันเริ่มซาๆ เราก็ลุยต่อ เป้าหมายถัดไปคืออยากไปดูโบสถ์เซ้นต์แปร์ จากตรงที่เราอยู่ก็พอมองเห็นยอดโบสถ์แล้วล่ะ ก็เลยเดินไปตามทิศนั้น เดินขึ้นเนินไปเรื่อยๆ ละแวกนั้นเป็นย่านโอลด์ทาวน์เนาะ เขาก็แนะนำให้เดินเที่ยวดูเมืองเก่านะ แต่บอกตามตรงเราแยกแยะไม่ออกว่านี่แนวเก่า


นั่นไงโดมเขียวๆฟ้าๆ เราจะไปทิศนั้นแล

เดินขึ้นเนินชมโอลด์ทาวน์


ละแวกนี้ นอกจากโบสถ์แล้ว เราก็เล็งจะไปดู bench ม้านั่งที่ยาวที่สุดในโลก กับ reformation wall ด้วย แต่ได้แค่ม้านั่งค่ะ ฝนกระหน่ำแบบหนักเลย รอพักนึงพอซาๆก็เลยตัดใจเดินกลับมาที่ถนน นั่งรถเมล์กลับไปที่สถานี Cornavin ต่อไป เราต้องออกจากเจนีวาก่อนเที่ยง ไม่งั้นโปรแกรมถัดๆไปอาจจะเหลว


ยาว 126m หรือไงเนี่ย ยาวที่สุดในโลก...


ตามแพลน เราจะนั่งรถไฟไปแวะเมืองมองเทรอซ์เพื่อแวะเที่ยวปราสาทชิยงก่อน แล้วค่อยนั่งยาวๆไปอินเตอร์ลาเก้น กะว่าถึงซัก 5-6 โมงเย็นพอดี
หลังจากเช็คเป้าหมายจากบอร์ดแล้ว เราก็ตรงไปยังชานชาลาที่ว่า เพื่อให้แน่ใจว่าเรามาถูกชานชาลาแล้ว (เพราะคราวนี้เป้าหมายของเราไม่ใช่สถานีถัดไปเหมือนคราวที่มาจากสนามบินแล้ว) เราจึงเลือกถามสาวสวิสที่ยืนใกล้ๆ เธอยืนยันว่าใช่แล้ว และถามพวกเรากลับว่ามาทำงานหรือตั้งใจมาเที่ยวกัน แล้วมาจากไหนเหรอ พอเราตอบว่ามาจากเมืองไทยเท่านั้นล่ะ เธอก็ โอ้ว ฉันต้องไปเที่ยวประเทศยูให้ได้ซักทีเหมือนกัน ... สรุปว่าคนสวิสน่ารักมากๆ

พอรถเข้าเทียบชานชาลา ซึ่งตรงเวลาซะจนน่าตกใจ เราก็แยกจากเธอคนนั้นไปขึ้นตู้ไฮโซ พวกเราเพิ่งรู้ตัวว่า Swiss Pass ของเรามันสำหรับชั้น 1 นี่นา เราจึงต้องไปนั่งตู้ชั้น 1 ให้มันสมเกียรติกันหน่อย ไหนๆตอนไปซื้อ Swiss pass ก็โชคดีได้โปรโมชั่นอัพเกรดจากชั้น 2 เป็นชั้น 1 ฟรีแล้วนี่นา ตอนที่นั่งเข้าเมืองจากสนามบิน เดาว่าน่าจะเป็นชั้น 2 ค่ะ เพราะไม่มีคนเดินตรวจตั๋ว ชั้น 1 ผู้โดยสารน้อยค่ะ ในตู้ที่เรานั่ง มีแค่พวกเรา กับป้าวัยเกษียณอีก 1 คน


เรามันคนชั้น 1


นั่งไปซักพัก ก็มีคนตรวจตั๋วเข้ามาขอดูบัตร เราก็ยื่นบัตรเบ่งสวิส พาสให้ดู เขาเช็คๆแล้วก็ยื่นกลับ สะดวกสบายจริงๆ 7 พันบาทสำหรับนั่งรถสาธารณะอะไรก็ได้ภายใน 4 วันไม่อั้น

รถไฟขบวนที่เรานั่ง เป็นสายเชื่อมระหว่างเมืองแบบเร็วที่สุด ถ้าดูจากแผนที่จะเป็นเส้นทึบใหญ่ๆ ถ้ารถช้าก็จะเส้นบางๆ รถไฟวิ่งข้ามเมืองได้เห็นธรรมชาติสองข้างทาง สวยค่ะ ตื่นเต้น สมใจอยาก ทุ่งหญ้า กับบ้านบนเนินสูงๆต่ำๆ ฟ้าสีฟ้า (อากาศแปรปรวนจริงๆ เดี๋ยวแดด เดี๋ยวครึ้ม) นั่งมองวิวพร้อมกับจัดการมื้อเที่ยงแบบไม่เป็นทางการบนรถ วันนี้กินปลาเส้นซองหลายขนาน สาหร่ายอบ แล้วก็ไพรทิพย์ (กระเจี๊ยบอบแห้ง) เรานั่งผ่านเมืองโลซานน์ ก็ได้แต่ชะเง้อมองเมืองที่ในหลวงเกิดค่ะ ทริปนี้เราขอข้าม ไม่แวะ ถ้าแวะก็คงไปดูพิพิธภัณฑ์โอลิมปิค ซึ่งก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่

เราลงจากรถเมื่อถึงเมืองมองเทรอซ์ เท่าที่ศึกษามา เราต้องต่อรถไปนอกเมืองอีก จดชื่อสถานีมาแล้ว แต่พอเช็คจากบอร์ดเหลืองๆ ไม่ยักกะมีสถานีนี้ค่ะ เราเลยต้องหาคนถามอีกแล้ว คราวนี้น้องคนสวยที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ใกล้ๆเป็นเหยื่อของเรา โชคไม่ดี ที่น้องพูดภาษาอังกฤษได้น้อย แต่เดาจากท่าทางแล้ว เราต้องไปต่อรถนอกสถานี น้องทำไม้ทำมือใหญ่เลย มีทำมือคล้ายๆข้ามถนน น้องคงเห็นพวกเราหน้าตาเอ๋อๆไม่เข้าใจ น้องดูอึดอัดมาก จนบอกเราให้ตามมา
น้องพาเราออกไปนอกสถานี ชี้ทางจนพวกเราเข้าใจ เขาถึงยิ้มออก น่ารัก และประทับใจมาก จนตั้งใจไว้ว่า ถ้าเจอนักท่องเที่ยวถามทางที่กรุงเทพจะตอบให้ได้อย่างนี้เลย


น้องคนสวยใจดี ที่พี่เจี๊ยบต้องถามชื่อขอถ่ายรูปด้วย แต่ชื่อน้องออกเสียงยากเหลือเกิน... พี่ลืมแล้วด้วย


จากสถานีก็เดินไปทางทะเลสาปค่ะ จะเจอถนนและป้ายรถเมล์ พวกเราต้องนั่งขาออกนอกเมืองไปอีกหลายสถานีเหมือนกัน สรุปว่าชื่อสถานีหน้าปราสาทชิยงที่จดไว้เป็นชื่อสถานีรถบัสค่ะ ไม่ใช่รถไฟ แป่ว
ขณะรอรถ เราก็ไปเดินๆดูวิวที่ถนนเลียบทะเลสาป สวยงามจริงๆ น้ำกับภูเขาที่มียอดขาวๆ ไม่อยากละสายตาเลยค่ะ


ดอกไม้ก็สวย

ดูวิวซะก่อน


ถึงสถานีที่หน้าปราสาทชิยงแล้ว เขามีทางลงไปหาปราสาท 2 ที่ค่ะ เดินใกล้ หรือเดินไกล พวกเราเลือกเดินไปอันที่ไกล (เพราะว่าไม่รู้ ฮา) แต่วิวดีค่ะ แดดออกเต็มที่แล้ว อุ่น เดินเลาะริมทะเลสาบเข้าหาตัวปราสาท ได้บรรยากาศดี เขามีม้านั่งให้ชมวิวที่รู้สึกตะลึง (ตอนนี้ยังใหม่อยู่ค่ะ อีกหน่อยวิวแบบนี้จะได้เห็นจนไม่ตะลึงแล้ว) ภายในตัวปราสาทเนี่ย คุณปุ๊กว่าไม่มีอะไรนะ ขนาดก็ไม่ได้ใหญ่โตมาก มีหลายห้อง ซับซ้อน เลี้ยวไปเลี้ยวมา ขึ้นๆลงๆ เดินตามหมายเลขห้องไปเรื่อยๆค่ะ ถ้าจะไม่ผิดน่าจะสี่สิบกว่าห้อง บางห้องก็มีจัดนิทรรศการ เช่น เป็นห้องเก็บอาวุธ ห้องอาหาร เป็นต้น ประมาณว่าเคยมีกษัตริย์หรือคนดังๆค่ะถูกจับขังที่นี่ แล้วก็มีกวีเอาเรื่องราวไปเขียนถึง (อย่าไปใช้ reference นะคะ ไม่ได้เช็คว่าถูกไหม)
คุณพัมคุณเจี๊ยบจอด เลิกเดินต่อ ตั้งแต่ห้องที่ยี่สิบกว่าๆ ออกไปรอคุณปุ๊กข้างนอก เขาบอกว่ามันอึดอัด คุณพัมไม่ชอบที่แคบๆ แต่คุณปุ๊กเดินจนจบ โย่ว
ถามว่าควรมาแวะที่นี่ไหม ควรค่ะ ไม่ได้เสียตังค์ค่าเข้าชมเพราะสวิสพาสให้เข้ามิวเซียมฟรีได้สองที่ แล้วเป็นปราสาทเก่าชื่อดังของเขา ถ้าไม่มาให้ถึงก็จะเหมือนไม่ได้มาเนาะ


เห็นปราสาทอยู่ข้างหน้า วิวดีนะคะ ข้างทะเลสาปเลย

พักมองวิว ไม่อยากลุก

ใกล้เข้าไปอีกนิด

ถึงแล้ว

ค่าเข้า 0 CHF เมื่อโชว์สวิสพาส

รอคุณปุ๊กอยู่ข้างล่าง

นั่งรถเข้าเมืองกลับไปที่สถานีรถไฟ รถกำลังมา ถ่ายเสร็จคุณพัมก็วิ่ง


เสร็จจากปราสาทชิยง ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง รวมเดินทางไปกลับ เราแวะซื้อของที่ร้าน Coop เราออกเสียงโคออพกัน ไม่รู้ถูกไหม ร้านอยู่ใกล้ๆสถานีเลยค่ะ อาหารอุดมสมบูรณ์ ราคาก็พอได้ ครัวซองชิ้นละ 0.9CHF น้ำเปล่า 2.xCHF ร้านโคออพมีอยู่ทั่วสวิตเซอร์แลนด์ เหมือน 7-11 บ้านเราแต่ไม่เปิด 24 ชั่วโมง อิจฉาพวกนักท่องเที่ยวที่มาบ้านเราจริงๆค่ะ โคตะระสบาย ฝากท้องกับ 7-11 ได้เลย อีซีโกก็ราคาถูก ถ้าเทียบกับค่าเงินบ้านเค้า

หิ้วน้ำขนมกลับไปที่สถานี เที่ยวนี้นั่งยาวๆไปอินเตอร์ลาเก้น ดูจากแผนที่แล้ว เขามีสองเส้นทางให้เลือก หนึ่งเป็นเส้นทึบใหญ่ ดูอ้อมแต่ถึงเร็วกว่า สองเป็นเส้นจาง ระยะทางสั้นกว่าและต้องมีต่อรถด้วย เราเลือกสองค่ะ คราวนี้ไม่ใช่เพราะไม่รู้ แต่ไม่แน่ใจว่าเส้นทางแรกที่ขีดด้วยเส้นทึบแต่มีเป็นเส้นประอยู่ช่วงนึง จะมีปัญหาอะไรไหม เราก็เลยไม่เสี่ยง เพราะถึงจะเป็นเส้นทางหลัง เราก็ถึงอินเตอร์ลาเก้นก่อนหกโมง ซึ่งยังไม่มืดเหมือนกัน

ในตู้ชั้นหนึ่งของเรา นอกจากเราแล้ว ก็มีแค่สามีภรรยาอีกคู่นึง พัมกับเจี๊ยบขึ้นแล้วก็หลับเลย คงจะเหนื่อย เพราะเมื่อคืนก็แทบจะไม่ได้นอนกันเลย แต่คุณปุ๊กอึด นั่งมองวิวข้างทาง มีซีนให้ตะลึงตลอดเวลา ยกกล้องถ่ายรูปเป็นว่าเล่น เนินเขาสูงๆต่ำๆ กองหิมะบนหลังคาบ้าน กองหิมะที่กำลังละลายข้างทางรถไฟ ชอบจริงๆค่ะ ชอบประเทศนี้ และอิจฉาคนสวิสจริงๆ














เส้นทางนี้ต้องมีต่อรถไฟสองจุดค่ะ สิริรวมแล้วก็ 3 ชั่วโมงกว่าปลายๆ โดยที่ถ้าไปอีกทางนึงที่ลงไป Visp ก่อนจะใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมงต้นๆ แต่ตอนหลังเราก็ได้รู้ว่า เส้นทางที่พวกเรานั่งเป็นสายเดียวกับที่ Golden pass line เขาวิ่งผ่าน มิน่ามันถึงได้วิวสวยซะขนาดนั้น
ประเทศสวิตซ์เขามีรถไฟสายชมวิวให้เลือกนั่งค่ะ รถไฟจะหน้าต่างใหญ่ๆ วิ่งช้าๆ ให้ชมวิว สาย Golden Pass Line จะวิ่ง Lucerne-Interlaken-Zweisimmen-Montreux โดยใช้เวลา 5.5 ชั่วโมง


ต่อเครื่อง

และต่อเครื่อง


เรามาถึงอินเตอร์ลาเก้นออส กันหกโมงกว่าแล้ว หน้าสถานีมีร้านโคออพร้านเบ้อเริ่ม ฮี่ๆ เราตกลงกันว่าไปเช็คอินให้เรียบร้อยแล้วค่อยกลับมาซื้อของกินกัน แต่ก่อนอื่นต้องรับกระเป๋าก่อน ซึ่งก็ไม่ยากอะไร เข้าไปที่สถานียื่นสลิปฝากกระเป๋าให้ แป๊บนึงเขาก็ลากกระเป๋าออกมา

ที่พักเราชื่อ River lodge อยู่ริมแม่น้ำจริงๆ ตรงข้ามสถานี เราใช้วิธีถามทางเจ้าหน้าที่ เพราะในใบจองไม่ได้บอกไว้ละเอียดว่าให้เดินไปทางไหน เจ้าหน้าที่บอกว่านั่งแทกซี่ดีกว่านะ แต่เราไม่เชื่อ เราเดินลากกระเป๋าชมวิวดีกว่า แต่ไปได้ซักพัก ถนนกลายเป็นลูกรัง ซวยแล้ว จะลากกระเป๋ายังไง แล้วเท่าที่ดู ตรงที่เราอยู่นี้ก็ไม่มีแทกซี่วิ่งผ่านมาเลย เราเริ่มหงุดหงิดกันที่ไม่เชื่อเจ้าหน้าที่ แต่คุณปุ๊กก็ตัดสินใจเดินไปดูข้างหน้าก่อน ให้สาวๆรออยู่กับกระเป๋า ประมาณว่าเดี๋ยวค่ำกว่านี้เขาจะไม่อยู่ให้เช็คอิน และแล้วก็จริงค่ะ ออฟฟิศเขาหันป้าย close ออกมา ทำยังไงดี ก็เลยเดินสำรวจรอบๆ ลักษณะที่พักเหมือนเป็นแค้มปิ้ง มีรถที่ต่อเป็นบ้านเหมือนในหนังฝรั่งจอดอยู่สามสี่คัน มีครัว มีเตา ตู้เย็น ไมโครเวฟ เครื่องซักผ้าให้ ห้องน้ำรวม บรรยากาศโดยรวมดูดี
และเราก็เจอเหยื่อเป็นหนุ่มน้อยชาวเอเซียกลุ่มนึงกำลังทำอาหารกินกัน เลยบอกเขาว่าเราจองที่นี่ไว้ แต่มาไม่ทัน เขาปิดออฟฟิศแล้วทำไงดี เขาเลยบอกว่า ลองไปกดโทรศัพท์คุยกับเขาสิ ก็เลยนึกได้ว่าที่หน้าออฟฟิศมีอะไรคล้ายอินเตอร์คอม ก็รีบเลยค่ะ จัดการตามที่เขาแนะนำ มีผู้หญิงรับสายและซักเราว่าจองไว้จริงเหรอ เพราะเขาไม่รู้ว่าวันนี้จะมีคนเข้านะ บลาๆ สุดท้ายเขาก็บอกว่า เดี๋ยวจะไปที่ออฟฟิศในอีก 15 นาที ค่อยหายใจทั่วท้องขึ้นมาหน่อยค่ะ รีบกลับไปที่ครัวบอกหนุ่มๆว่า ถ้าชีมาแล้วบอกให้รอไอหน่อยนะ ไปตามเพื่อนกับกระเป๋าก่อน เสร็จแล้วก็รีบวิ่งมาหาสองสาวที่รออยู่ตรงถนนลูกรัง ทีนี้เราก็เลยเปลี่ยนไปลากกระเป๋าบนถนนที่รถวิ่งเลยค่ะ หวาดเสียวดีมาก และรู้สึกอนาถด้วยไปในตัว สรุปที่พักเดินไกลกว่าที่เขาเขียนไว้ในโฮสเทลดอทคอมเยอะ บอกเราว่า 5 นาทีจากสถานี เราว่าเกินสิบนาทีแน่ๆ

คนดูแลที่พักมาถึง แล้วก็เช็คในระบบ เจอขื่อเราจะเข้าวันนี้จริงๆ ชีก็จัดการหาห้อง หากุญแจให้ และให้กล่องเครื่องครัวโดยที่เราต้องมัดจำ 20CHF ในนั้นมีแก้วน้ำ ถ้วย จาน ช้อน ชอบเลยค่ะ เพราะของสดสามารถหาซื้อได้ที่โคออพในสถานีรถไฟ
คุณคนดูแลพาไปส่งที่ห้อง บอกว่าฮีตเตอร์ใช้การได้ดีนะ ที่ 30 องศาก็ได้สบายเลย ที่พักก็โอเคค่ะ เหมือนหอพัก มีเตียงสองชั้น 2 ตัว ล็อคเกอร์เก็บของ 4 ช่อง เครื่องนอนเขาก็ขนมาให้ใหม่ๆ สะอาดดี เสียอย่างเดียวผนังบางไปหน่อย ห้องข้างๆคุยอะไรกันได้ยินโม้ด
เราจะนอนที่นี่ 3 คืนค่ะ ไม่อยากย้ายที่ไปบ่อยๆ เพราะการเดินทางไปเที่ยวก็สะดวกสบายดี


คืนละ 30ยูโร ต่อคน นอนได้ 4 คน แต่ห้องนี้เรายึด ไม่มีคนอื่น

เก็บข้าวของเสร็จสรรพ ก็ได้เวลาซื้อของกิน ปรากฎว่าโคออพปิด 5 โมงเย็น เย็นนั้นเลยกลับมาจัดการมาม่า กับโจ๊ก และอะไรๆที่ขนมาจากเมืองไทยที่ยังเหลืออยู่ แล้วก็เข้านอนกันแต่วัน


บรรยากาศหน้าที่พัก โคออพกับสถานีอยู่ฝั่งนู้นของแม่น้ำ




 

Create Date : 31 พฤษภาคม 2553
3 comments
Last Update : 1 สิงหาคม 2553 17:33:46 น.
Counter : 1336 Pageviews.

 

พี่ปุ๊กขาลุยสุดๆ จิ๊กกี้พอจะนึกออกแล้วล่ะว่าคงต้องฟิตร่างกายให้ปึ้กก่อนที่พี่จะมาซิดนีย์ 555
สวยเน๊อะ สามารถเห็นหิมะบนภูเขาได้จากที่พักเลยรึนี่..

 

โดย: Jikki IP: 115.64.44.170 1 สิงหาคม 2553 18:23:24 น.  

 

อะแฮ่ม คืนนี้ที่นอน River lodge อย่าง ร้อน ระอุ คิคิคิคิ
รีบ ๆ เขียนต่อนะ เค้าอยากอ่าน นอนคืนแรก ที่ สวิต เกิดไรขึ้น

 

โดย: ดิมเพิล Jiab IP: 222.123.195.240 1 สิงหาคม 2553 22:01:11 น.  

 

พี่ปุ๊กอึดมาก แต่พัมสิทำไมเหนื่อยเร็วจังไม่เหมือนพัมนักกีฬาเหมือนเมื่อก่อน อิอิ
แต่ถ้าเป็นเค้าก็คงจะยอมฝืนร่างกายให้ได้อย่างกี้แหละ เอาให้คุ้ม

 

โดย: tikky IP: 218.208.19.193 5 สิงหาคม 2553 18:28:41 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


hs3puk
Location :
ปทุมธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add hs3puk's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.