ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาดูแลเสี้ยวหัวใจของผมที่เหลืออยู่ ขอบคุณครับ
มนตร์นิทรา ตอนที่4

มนตร์นิทรา ตอนที่4

.....ในค่ำคืนอันหนาวเหน็บ แต่ทว่าในหัวใจของเด็กน้อยศักดิ์ชายนั้น ช่างแสนอบอุ่นที่สุดในคืนนี้ รุ่งเช้า หมอกบางๆลงคลุมทั่วบริเวณบ้านไร่ของอาประภาสและน้าพรประภา อากาศหนาวเย็นแต่ทว่าสดชื่นยามเช้า ช่างแสนวิเศษเสียกระไร ไอหมอกอ่อนๆไหลลอดช่องบานเกร็ดเข้ามากระทบใบหน้าของเด็กน้อยศักดิ์ชายทำให้ตื่นขึ้นรับอรุณยามเช้าอย่างเบิกบานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เด็กชายยังจำเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นเมื่อคืนได้ดี และเป็นความประทับใจอย่างสุดที่จะบรรยายและเก็บไว้ได้คนเดียวได้ ศักดิ์ชายลุกขึ้นมานั่งคำนึงถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา สายตามองลอดแผ่นบานเกร็ดออกไปข้างนอก ฝ่าสายหมอกเย็น ราวกับจะมองหาใครและศักดิ์ชายก็ตัดสินใจลุกจากเตียงนอนด้วยความกระฉับกระเฉงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อาจเป็นเพราะความสุขที่ได้จากค่ำคืนที่ผ่านมาก็ได้ ที่ทำให้ศักดิ์ชายมีความกะตือลือล้นมากถึงเพียงนี้ ศักดิ์ชายรีบทำธุระส่วนตัวให้เสร็จและลงมาพร้อมกันเสื้อกันหนาวตัวโปรดด้วยใบหน้าที่อมไปด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุข ในช่วงเวลานี้ ยังเป็นช่วงเวลาเช้าตรู่ ซึ่งเด็กชายพบคุณน้าพรประภาเป็นคนแรก และที่ตามมาก็คือคุณแม่ ศักดิ์ชายกล่าวคำอรุณสวัสดิ์กับทั้ง 2 ด้วยความเปิดบาน ทำให้ทั้งสองเกิดอาการงงตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับศักดิ์ชายซึ่งปกติ ศักดิ์ชายเป็นเด็กชายที่เงียบ ไม่ค่อยพูด และไม่ร่าเริงถึงเพียงนี้


“อ๊ะ....ลูก วันนี้ตื่นแต่เช้านะ แล้วอารมณ์ดีด้วย ไปทำอะไรมาเอ่ย?” คุณแม่กล่าวด้วยความดีใจที่เห็นลูกชายสดใสอารมณ์ดี
“นั่นสิ....ชาย วันนี้อารมณ์ดีจัง....บอกน้าได้ไหมเอ่ย...?” น้าพรประภาก็เช่นกันที่แปลกใจ
ศักดิ์ชายได้แต่อมยิ้ม
“ไม่บอกครับ ผมจะบอกก็ต่อเมื่อ พร้อมหน้าพร้อมตากัน เอาเป็นว่า ตอนอาหารเช้าพร้อมก็แล้วกันครับ” ศักด์ชายพูดพร้อมยิ้มดวงตาเป็นประกาย แล้วขอตัวจากผู้ใหญ่ทั้งสอง ออกไปวิ่งเล่นนอกบ้าน



.....ศักดิ์ชายวิ่งออกไปนอกบ้าน และนึกขึ้นได้ว่า ตนซ่อนสมุดวาดเขียนเล่นโบรดไว้ใจโพรงไม้ข้างบ้านตั้งแต่เย็นวาน จึงวิ่งไปเอา สมุดยังอยู่ในสภาพดีไม่มีอะไรมาทำลายแต่ประการใด ถึงแม้จะชื้นไปด้วยไอหมอกนิดหน่อยนั่นก็ไม่ใช่ปัญหา เมื่อได้สมุดวาดเขียนเล่มโปรดศักดิ์ชายรีบวิ่งไป ณ จุดทางเข้าไปบ้านพักของ อนัตตาและอมิตตาทันที

.....ณ บริเวณหลังสวนตรงจุดที่ตนเองจำได้ว่า ได้ยืนและเข้าไปทางนี้กับอนัตตาคืนที่ผ่านมา และถนนสายหิ่งห้อยที่ตนเองเดินผ่านด้วยความตื่นตาตื่นใจเมื่อคืน ศักดิ์ชายเดินเลาะริมรั้วหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเจอทางเข้าที่ตนเองเคยผ่านและมั่นใจในตนเองว่า ตนจำทางเข้านั่นได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน ศักดิ์ชายเดินด่อมๆมองๆลอดรั่วลวดหนามออกไปตลอดแนว แต่.....ก็หาไม่พบเส้นทางหิ่งห้อยนั้น ไม่ว่าจะมองหาอย่างไร สิ่งที่พบคือป่ารกทึบเท่านั้นเอง ไม่มีแววว่าจะมีเส้นทางเดินแต่อย่างไร จนแล้วจนรอดที่หาเส้นทางอยู่นั้นเกือบครึ่งชั่วโมง จนศักดิ์ชายเกิดความงวยงงในใจของตนเอง ว่าทำไมไม่มีเส้นทางนั้น เกิดคำถามมากมายขึ้นในใจของตนเองและก่อนที่ความคิดจะเตลิดไปกว่านี้ ก็แว่วเสียงเรียกจากแม่ของตนเองเมื่อถึงเวลาอาหารเช้า นั่นย่อมแสดงว่าทุกคนตื่นกันหมดแล้ว ศักดิ์ชายหันมามองบริเวณนั้นอีกครั้ง แล้วหันกลับไปทางบ้านพักทันที แต่ในใจเต็มไปด้วยความงวยงง


บนโต๊ะอาหารซึ่งทุกคนพร้อมหน้ากันหมดแล้ว แล้วเริ่มทานอาหารเช้าด้วยความเอร็ดอร่อย พร้อมพูดคุยกันด้วยความสนุกสนาน แต่ศักดิ์ชาย กลับคิดหนักในเรื่องที่เกิดขึ้นและเริ่มหนักใจในสิ่งที่ตนเองบอกกันคุณแม่และคุณน้าออกไปเมื่อเช้านี้ว่าจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อพร้อมหน้าพร้อมตากันในโต๊ะอาหารเช้า ศักดิ์ชายเริ่มมีแรงกดดัน ในใจนั้นภาวนาให้น้าและแม่ของตนเองลืมเรื่องนี้เสีย แต่แล้ว คำภาวนาของศักดิ์ชายกลับไม่เป็นจริง


“ไหนชาย.....เมื่อเช้าชายบอกว่ามีเรื่องอะไรจะเล่าให้ทุกๆคนฟังเหรอ...” น้าพรประภาเริ่มก่อน
“อืมม์ นั้นสินะ ลูก ลูกมีอะไรจะเล่าเหรอ รู้สึกลูกจะมีความสุขนะ ไหน เล่าให้ทุกคนฟังหน่อยซิ” คุณแม่เสริม



.....อาหารแสนอร่อยกลับทำให้ฝืดคอทันที โดยเฉพาะที่คุณพ่อและพี่สาวของตนเองจ้องมองอย่างสนใจ


“เออ.......คือว่า.....??” ศักดิ์ชายเสียงอ่อยลงเล็กน้อย ก้มหน้าก้มตามองแต่จานอาหาร
“ว่าไงเราหนะ.....” คุณพ่อพูดเสียห้าวๆ ทำให้ศักดิ์ชายสดุ้ง
“นี่เจ้าชาย จะพูดอะไรก็พูดมา ให้ผู้ใหญ่รอได้อย่างไรนะ” พี่สาวเร่งสัมทับมาอีก



.....ศักดิ์ชายได้แต่เขี่ยอาหารไปมาในจานเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด แต่จนแล้วจนรอดที่เด็กอายุเพียง 10 ขวบ จะหาทางออกที่แยบยลได้


“ชาย....ว่าไงจ๊ะ ไม่ต้องอาย เล่ามาเลยจ่ะ” น้าพรประภา เอ่ยขึ้นอย่างนิ่มนวล
“นั่นสิชาย....” คุณแม่พูดสงสายตามาพร้อมความหวังที่จะทราบเรื่องราว
“ก็ได้ครับ...” ไม่มีทางเลือกอีกแล้ว ศักดิ์ชายจึงต้องเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในคืนที่ผ่านมา ให้ทุกคนทราบ เวลาผ่านไปแสนช้านานในความรู้สึกของศักดิ์ชาย



.....ในโต๊ะอาหาร ทุกคนนั่งเงียบ ต่างจ่องหน้าศักดิ์ชายตาไม่กระพริบ จนศักดิ์ชายไม่กล้ามองหน้าใครในโต๊ะอาหารอีก ก้มหน้าก้มตาจัดการกับอาหารที่เหลืออยู่ต่อไป คุณพ่อถอนหายใจนิดหนึ่ง แล้วก้มหน้าทานอาหารต่อ คุณแม่และน้าและอา ก็พยายามยิ้มแล้วจ้องหน้ากันไปมา แล้วมาถึงพี่สาวของตนเองจนได้ที่ไม่มองเปล่า


“โธ่เอ๊ย!!นึกว่าเรื่องอะไรซะอีก ก็แค่ฝันเฟื่องของแกนั่นเองเจ้าชาย...” พูดพรางยกซ่อมชี้
“ป่าวนะพี่ ผมไม่ได้ฝันนะ มันเรื่องจริง น้าภาครับ จริงๆนะครับ” ศักดิ์ชายพยายามหาแนวร่วม
“จ่ะๆ น้าเชื่อว่าจริงจ่ะ” น้าพรประภา พูดเอาใจ
“พอเถอะชาย ไม่ว่าแกจะฝันหรือไม่ฝัน อันที่จริงมันก็ดีอยู่หรอกนะที่มันทำให้แกรู้สึกดี พ่อก็ไม่อยากว่าอะไรแกมากนะ แต่แกควรที่จะแยกอะไรจริงอะไรฝันให้ได้มากกว่านี้นะ การมีจิตนาการมันก็ดี แต่อย่าให้มันเข้ามามีส่วนในชีวิตแกให้มากจนแยกไม่ออกหละ....” พ่อพูดท่าทางเย็นชา ศักดิ์ชายรู้ว่าพ่อเกลียดที่ศักดิ์ชายชอบอยู่กับจิตนาการของตนเอง เกลียดการวาดภาพ เพราะพ่อเข้าใจว่า พวกนี้ เป็นพวกไร้สาระฝันลมๆแล้งๆ
“เฮ้ย....วัฒน์ อย่าไปว่าลูกแบบนั้นโว้ย!” อาประภาสทำเสียงเขียวใส่วิวัฒน์ ซึ่งได้ผลทำให้วิวัฒน์ต้องหยุดพูด
“เอาหละ ชาย อย่าไปใส่ใจคุณพ่อเลยนะ คุณพ่อก็เป็นห่วงชายนั้นแหละ อายังเล็กๆ อายังชอบวาดรูปเลย” อาประภาสพยายามคลายความตึงเครียด
“ภาส แกอย่าเอาใจหลานมากเลยหวะ มันจะเสียคน....” คุณพ่อทำท่าจะเถียงอา
“คุณค่ะ พอเถอะค่ะ เรามาเที่ยวพักผ่อนนะค่ะ ปล่อยลูกสักวันไม่ได้เหรอ....” คุณแม่ทนไม่ไหวจึงต้องเอ็ดขึ้นมาบ้าง ทุกอย่างจึงสงบลง



.....ศักดิ์ชาย รู้สึกผิดมากมายที่ตนเองเล่าเรื่องต่างๆให้ผู้ปกครองฟัง รู้สึกโกรธและเกลียดและอายตนเอง ในจิตใจบางครั้ง ก็รู้สึกโกรธทุกอย่างรอบตัวรู้สึกขวางหูขวางตาไปหมด หลังจากรีบจัดการอาหารในจานจนหมด ก็หุนหันออกไปจากห้องอาหาร ศักดิ์ชายเริ่มร้องไห้ไม่รู้ว่าจะโทษความผิดครั้งนี้แก่ใครดี กับตนเองดีหรือไม่ หรือกับคุณพ่อ หรือ ทุกคน มันสับสนวุ่นวายใจไปหมด ศักดิ์ชายวิ่งไปที่หลังสวนอีกครั้งหนึ่ง หวังจะหาทางเข้าให้เจอให้ได้ ทันทีที่ไปถึง ก็มุดรั้วลวดหนามออกไปพยายามเดินฝ่าดงรกทึบหาทางเข้าให้ได้ ไม่นาน ก็ได้ยินเสียงเรียก แต่ไม่ใช่จากพ่อของตนเอง แต่เป็น อาประภาสที่ตามมานั่นเอง


“ชาย....ชาย ออกไปทำไมหนะ เข้ามาเร็ว อันตราย ที่นั่นรกทึบ งูเยอะ สัตว์มีพิษ แมลงมีพิษก็เยอะ” คุณอาเรียกด้วยความเป็นห่วง
“ไม่ครับอา เมื่อคืนผมมาที่นี้ อนัตตา พาผมมาที่นี้ เข้าไปทางนี้” เด็กชายไม่ยอมล้มเลิกความตั้งใจ
“โอ.เค.ๆอาเข้าใจ แต่เข้ามาก่อนนะ” อาประภาสมุดรั้วออกไปพาตัวศักดิ์ชายเข้ามา
“อาครับ ผมไม่ได้โกหกนะ ผมไม่ได้โกหก!!” ศักดิ์ชายตะโกนใส่อา
“เอาหละๆอารู้ๆ ใจเย็นๆสิ” อาประภาสปลอบใจ ศักดิ์ชายน้ำตาเอ่อท้วมสะอึกสะอื้น
“ผมรู้ อาก็ไม่เชื่อผมหรอก ผมกลายเป็นเด็กโกหก...” ศักดิ์ชายพูดอย่างน้อยใจสะอื้น
“ไม่มีใครว่าชายหรอกนะ....อืมม์ ใครจะรู้นะ....” อาพยายามพูดปลอบใจ
“ก็จริงๆนะครับ เส้นทางหิ่งห้อยมันอยู่ที่นี่....” ศักดิ์ชายไม่ละความพยายามบอกเล่าเรื่องราว
“โอ.เค.ๆ งั้น....เออ....เรามาเป็นนักผจญภัยกัน...” อาพูดตัดบทให้หายค่องใจ
“อาครับ หมายความว่าไงครับ....” ศักดิ์ชายหายสะอื้น แล้วสงสัย
“ฮ่า!ๆ ก็เราจะไปสำรวจกันไง มันจะเป็นประสบการณ์ที่ดีกับชายด้วยนะ ว่า ในป่านั้นมันมีอะไรไง อะไรๆในโลกที่เราไม่รู้จัก เราอาจจะพบมันที่นั่นก็ได้ ใครจะรู้” อาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
“จริงเหรอครับ....” ศักดิ์ชายตื่นเต้น และหยุดร้องไห้ คำพูดสุดท้ายของอา ทำให้ศักดิ์ชายนึกถึงคำพูดของอนัตตาที่ว่า “มีอะไรในโลกหลายๆอย่างที่เราไม่รู้” ดั่งจุดประกายความฝันให้ศักดิ์ชายๆจึงดีใจจนออกหน้าออกตา

“เมื่อไรครับๆ อา” ศักดิ์ชายเร่งเล้า
“อืมม์.......แล้วชายพร้อมเมื่อไหร่หละ...” อาประภาสถามกลับพร้อมยิ้ม
“เดี๋ยวนี้เลยครับ เดี๋ยวนี้เลย” ศักดิ์ชายจับแขนคุณอาเขย่าด้วยความดีใจ อาได้แต่ยิ้ม
“อ๊ะๆ...เดี๋ยวก่อนสิ จะไปแบบนี้ไม่ได้ เราต้องไปเตรียมตัวในการผจญภัยก่อนสิ...” อาตอบ
“ตกลงครับ งั้นเรากลับไปเตรียมตัวกันเลย” ว่าแล้วศักดิ์ชายก็หันกลับวิ่งไปบ้านทันที



.....อาประภาส นั่งมองหลานชายวิ่งไปจนลับตา พร้อมมองออกไปนอกรั้ว พลางถอนหายใจ แล้วค่อยๆลุกขึ้นหันกลับเดินไปบ้านของตนเอง... ศักดิ์ชายมีอาการดีใจจนเก็บความรู้สึกไม่อยู่ ที่จะได้ออกไปค้นหาความจริง หรือ พบเพื่อนและครอบครัวเพื่อน เพื่อที่จะได้คลายข้อสงสัย และทำให้ทุกคนรู้ว่า ตนเองไม่ใช่คนโกหกเสียที ศักดิ์ชายรีบเปลี่ยนเครื่องแต่งกายให้มิดชิด ตามที่คุณอาแนะนำเพื่อป้องกันแมลงมีพิษหรือสัตว์มีพิษ ตลอดจนพืชมีพิษต่างๆ รวบรวมข้าวของที่จำเป็นใส่เป้ (เหมือนกับจะไปผจญภัยราวนับปี) จนหนักอึ้งตามประสาเด็กๆ จนอาประภาสต้องมาแนะนำว่าไปเดี๋ยวเดียว ไม่จำเป็นจะต้องเอาไปมากมายขนาดนี้ เพียงมีกระเป๋าใบเล็กๆ ใส่ยาที่จำเป็น แล้วกระติกน้ำก็พอเพียงแล้ว ส่วนคุณอา ก็รับหน้าที่เตรียมอาหารกลางวันต่างๆให้พร้อมพอสำหรับสองคน เพราะคนอื่นไม่มีใครไปด้วย ใส่ในย่ามผ้าฝ้ายพื้นเมืองเหนือ พร้อมกับเอาผ้าขาวม้ามาเคียนเอว พร้อมมีพร้าเล่มใหญ่และหมวกปีกกว้าง


“เออ...คุณอาครับ หมวกผมมีแต่หมวกแก๊ปสีแดงครับ ผมไม่มีลายทหารเลย” ศักดิ์ชายบ่นเสียดาย
“อืมม์ อาว่า ก็ดีแล้วสีแดง อาจะได้เห็นชายในระยะไกลๆ ซึ่งจะดีกว่าชายใส่หมวกสีอื่นอีกนะ” อาปลอบอย่างมีเหตุผล ศักดิ์ชายพยักหน้าเข้าใจ



.....เมื่อทั้งสองพร้อม ก็เดินออกมาซักซ้อมความพร้อมกันหน้าบ้าน อาประภาสต่างตรวจดูโน้นดูนี่ของศักดิ์ชายเพื่อความปลอดภัยของหลานตน พรประภาออกมายืนพิงประตูดูทั้งสองใบหน้ายิ้มแย้มเหมือนกับโลกนี้ไม่มีความทุกข์ แม่นั่งเอนหลังกับเก้าอี้นอนพร้อมมีน้ำส้มเย็นในเหยือกใหญ่วางอยู่ข้างๆ แววตายังบกว่าเป็นห่วงลูกชาย พ่อได้แต่อ่านหนังสือพิมพ์ทำเหมือนว่า ไม่สนใจอะไร ส่วนพี่สาวไม่ได้มีความสนใจอะไรกับตัวน้องชาย ได้แต่นอนดูทีวีรายการเพลง


“เออ...เอากันเข้าไป เอากันเข้าไป อากะหลาน..” พ่อวางหนังสือพิมพ์ลงเอ่ยปากออกมาอย่างทนไม่ได้
“ทำไมหละ วิวัฒน์” อาตอบไปด้วยรอยยิ้มๆ
“ภาส แกก็รู้ ว่าเจ้าชายมันฝันเฟื้อง แกก็จะเป็นไปกะมันด้วย” พ่อกล่าวอย่างหัวเสียนิดๆ
“เอาน่าๆ อย่าคิดงั้น หลานมาทั้งที อย่าให้รู้จักแต่บ้านแต่ตึกสิ ต้องรู้จักธรรมชาติบ้าง” อาตอบอย่างมีเหตุผล
“เออๆ...ตามใจแก..ชาย! แกก็เหลือเกิน ฝันเองยังไม่พอ พาคนอื่นเดือดร้อนอีก..” พูดอย่างหัวเสียแล้วลุกเดินไปหลังบ้านแล้วหายไป คุณอาต้องกลับมาปลอบใจชาย
“อย่าไปโกรธพ่อเลยนะ แกคงเป็นห่วงนะ แต่แกแสดงออกไม่เป็น อารู้” อาพูดพร้อมยิ้ม ศักดิ์ชายได้แต่ผงกหัว เพราะต้อนนี้ศักดิ์ชายไม่สนอะไรแล้ว จิตใจจดจ่อที่ป่าแห่งนั้นและเรื่องราวที่ผ่านมา
“คุณระวังตัวหน่อยนะ ดูหลานด้วยหละ” พรประภาฝากคำพร้อมโบกมือนิดๆ
“ชายลูก อย่าซนหละ เชื่อฟังอานะ” คุณแม่กล่าวกับลูกด้วยความเป็นห่วง
“ครับแม่ แม่ต้องห่วงหรอกครับ ผมจะพิสูจน์ให้ได้ว่า เรื่องที่ผมเจอเป็นเรื่องจริง” ศักดิ์ชายกล่าวอย่างมั่นใจ แต่ทุกคนยังอดห่วงไม่ได้ ได้แต่มองทั้งสองจนลับตาไปในสายวันนั้น



.....กลางป่าติดกับภูเขาที่อยู่ด้านหลังไร่ของอาประภาส ทั้งสองอาหลานโดยการนำของอาประภาสได้เดินนำศักดิ์ชายผู้เป็นหลาน โดยในมือกำมีพร้าขนาดใหญ่ไว้คอยฟันวัชพืชต่างๆที่ขวางทางเป็นการเปิดนำเส้นทางให้เดินได้สะดวกขึ้น อีกทั้งยังคอยให้ความรู้แก่หลานชายอีกด้วยว่าอะไรคืออะไร ศักดิ์ชายตื่นเต้นที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และยังตื่นเต้นกับความหวังที่จะได้เจอบ้านของอมิตตาและอนัตตาเพื่อที่จะเปิดเผยความจริง ศักดิ์ชายจดจำเส้นทางคร้าวๆแล้วคอยบอกคุณอาของตนเองว่าน่าจะไปทางโน้นทางนี้ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เจอความน่าจะเป็นความน่าจะคล้ายหรือเหมือนเส้นทางที่ว่า ยิ่งเดินไปก็ยิ่งรกจนต้องเบนเส้นทางออกซ้ายออกขวา เพื่อหาทางที่ง่ายกว่ารกน้อยกว่า ในขณะที่คุณอาก็ไม่ได้ส่อความรำคาญออกมาประการใด แต่คงแนะนำสิ่งต่างๆที่แปลกๆให้ศักดิ์ชายตลอดเวลาเพื่อเสริมความรู้ความอยากเห็นของเด็ก ไม่นานนัก ทั้งสองอาหลานก็เดินมาทะลุตรงบริเวณหนึ่ง ซึ่งเป็นบริเวณที่โล้งบริเวณพื้น มีหญ้าขึ้นประมาณตาตุ่มแต่ทว่าค่อนข้างทึบข้างบน เพราะมีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมเป็นพื้นที่บริเวณกว้างหลายสิบต้น ทำให้บริเวณนั้น ร่มเย็นเป็นพิเศษ ดูๆไปก็เหมาะสำหรับการมาปิกนิกตั้งแคมป์เป็นอย่างยิ่ง


“บริเวณนี้แปลกจังเลยนะว่าไหมชาย...” อาประภาสมองไปรอบๆอย่างพิจารณา
“ทำไมเหรอครับ คุณอา...” ศักดิ์ชายทำหน้างงๆ
“ไม่มีอะไรหรอก เพียงแต่ พื้นที่สวยเท่านั้นเอง มีป่ารกๆเป็นคล้ายแนวกำแพงรอบๆ” อาตอบพร้อมยิ้ม
“ที่โล่งที่นี่ น่าจะมีบ้านนะครับอา...” เด็กชาย พยายามนึกถึงความทรงจำเมื่อคืน
“อืมม์ ถ้ามีก็คงมีสัญญาณอะไรสักอย่างว่ามีคนอยู่แล้วหละ...ชาย” อาพยายามหาเหตุผลให้
“แต่..อาครับ ผมไม่ได้โกหกจริงๆนะครับ...เพราะเมื่อคืน...” ศักดิ์ชายพูดไม่จบได้แต่มองไปรอบๆ
“อืมม์ อาไม่ว่าหรอกชาย ไม่เป็นไร ชายอาจจำผิดทางก็ได้” อามองในแง่ดี
เหมือนให้กำลังใจศักดิ์ชาย ศักดิ์ชายได้แต่ยิ้ม



.....ทั้งสองช่วยกันเดินสำรวจบริเวณที่เป็นที่ราบนั้นรอบๆ มันมีอาณาบริเวณกว้างใหญ่พอสมควร อีกทั้งยังร่มรื่นยิ่งนัก คุณอายกข้อมือขึ้นมาดูเวลาใกล้เที่ยงวันเข้ามาทุกทีแล้ว เลยตัดสินใจหยุดพักกลางวันกะว่า ทานอาหารเสร็จแล้วจะชวนศักดิ์ชายกลับบ้านเลย เพราะเห็นว่า เข้ามาสำรวจแล้วไม่มีบ้านคนอยู่


“ชายอาว่าเรามาพักกลางวันกันเถอะนะ จะเที่ยววันแล้วหละ ชายคงหิว..” คุณอาเรียกศักดิ์ชาย
“ครับอา...” ศักดิ์ชายรับคำแต่ตายังพยายามจดๆจ้องๆไปทั่วบริเวณหวังจะหาล่องลอยของบ้านอมิตตา
“มาๆ เร็วๆ มาดูสิ น้าภาทำอะไรให้เรากันเอ่ย..” คุณอาล้วงเข้าไปในย่าง ดึงเอากล่องใส่ข้าวออกมา 2 กล่อง พร้อมกระติดน้ำดื่ม
“โอ้! ข้าวผัดหมู มีไข่ดาวด้วย นี่ของชายก็เหมือนกัน แต่..โห๋! ชายพิเศษกว่าน้าเชียว มีไส้กรอกมาด้วยหละ” คุณอาทำท่าตื่นเต้น แล้วทั้งสองก็ลงมือทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย



.....มื้อกลางวันผ่านไปทั้งสองได้นั่งพักหลังพิงขอนไม้รับไอเย็นจากเงาไม้ ลมอ่อนๆพัดยอดไม้เสียงดัง “ซ่าๆ” เป็นระยะๆ ดั่งดนตรีแห่งพงไพรที่ขับขานผู้มาเยื่อน ทำให้ห้วงคำนึงของศักดิ์ชายคิดถึงเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมาเมื่อคืนนี้ สายลมเย็นทำให้อาประภาสทนข่มตาฝืนตาไม่ให้หลับต่อไปไม่ไหวคุณอาจึงผล็อยหลับไป ศักดิ์ชายเห็นดังนี้ จึงไม่อยากจะกวนอาขึ้นมาถามไถ่อะไรอีก จึงค่อยๆลุกจากขอนไม้ข้างๆอา เปิดเป้ออกแล้วหยิบสมุดวาดเขียนเล่มใหม่ออกมาเล่มเก่าหมดไปแล้ว ค่อยๆเดินออกไปหามุมเหมาะๆแล้วนั่งลงเปิดสมุดออกแล้วจรดปลายดินสอลงไป ทันทีที่เดินเส้นดินสอ “แล้วนายจะเขียนรูปได้ดีกว่านี้อีกนะ เชื่อฉันเถอะ” เสียงอนัตตาก้องในโสตประสาทของศักดิ์ชาย ศักดิ์ชายค่อยลากเส้นของดินสอเพื่อเขียนรู้ ไม่น่าเชื่อว่า มือของศักดิ์ชาย ทำไมถึงได้พลิ้วไหวอย่างคล่องแคล่วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อารมณ์ความรู้สึกใหม่ๆประดังเข้ามาในตัวศักดิ์ชาย เป็นความรู้สึกที่เต็มไปด้วยพลังของศิลปะ ศักดิ์ชายรู้สึกอยากจะเขียนภาพให้ดี ให้สวย และรู้สึกมีความสุขอย่างท่วมทัน เส้นลายดินสอที่บรรจงวาดลงเป็น บังเกิดเป็นเค้าโครงตัวละครที่สมจริง ดั่งจิตกรเองเป็นผู้วาดเอง ศักดิ์ชายบรรจงเขียนเรื่องราวต่างๆในลักษณะ “สตอร์รี่บอร์ท” ได้อย่างดีที่เดียว หากมีใครมาดูสักคนจะเข้าใจเรื่องราวต่างๆได้เป็นอย่างดี เรื่องที่ศักดิ์ชายเขียนนั้นเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในคืนที่ผ่านมา เริ่มจากที่ตนเองเจอกับอนัตตา แล้วพากันเดินทางไปบ้านอนัตตา ลักษณะบ้านเป็นอย่างไร ศักดิ์ชายอธิบายออกมาเป็นรายละเอียดได้ทั้งหมดอย่างดีเยี่ยม จนศักดิ์ชายรู้สึกแปลกใจในตนเองและภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก ศักดิ์ชายอยากจะเจอกับเพื่อนทั้งสองเหลือเกินจะได้เอาสมุดวาดเขียนที่เขาเขียนไปอวดและอวดพ่อกับแม่ของเพื่อนอย่างที่สุด ศักดิ์ชายอยากอวดพ่อแม่พี่สาวและน้าของตนเองด้วย แต่ติดที่คำว่า “อคติ” ของผู้เป็นพ่อ

.....ศักดิ์ชายรู้สึกความต้องการอยู่เหนือเหตุผลเสียแล้วแบบเด็กๆ ศักดิ์ชายตัดสินใจที่จะลุกขึ้นออกไปหาบ้านของเพื่อนทั้งสองเอง เขาตัดสินใจจัดแจงเก็บสมุดวาดเขียนในเป้เป็นอย่างดีหวังว่าจะเอาไปอวดเพื่อนทั้งสองให้จงได้ ศักดิ์ชายลุกขึ้นยืน สายตามุ่งมั่น แล้วก้าวเดินออกไป เสียย่ำเดินบนใบไม้แห้งของศักดิ์ชายดังก็อบแก็บๆ บางทีเดินเหยียบกิ่งไม้แห้งหักดังไปหมด เสียงได้ปลุกอาประภาสให้ตื่นขึ้น


“ชายๆ จะไปไหนหนะ เดี๋ยว...” คุณอามองเห็นชายพยายามแหวกกำแพงป่ารกๆออกไป จึงรีบวิ่งตาม
“อาครับ ผมตัดสินใจแล้ว ผมจะไปหาบ้านของอนัตตาเองครับ...” ศักดิ์ชายเริ่มไม่ฟังเสียง
“เดี๋ยวชาย!!” คุณอาเข้าถึงตัวพอดีจึงคว้าแขนหลานชายเข้าไว้
“ชายฟังอานะ บริเวณนี้ มีสัตว์มีพิษมากมาย มันไม่เป็นการดีเลยที่ชายจะออกไปคนเดียว อานับถือที่ชายมีความกล้าหาญนะ แต่มันไม่เหมาะนะที่จะไป” คุณอาอธิบายเหตุผล ศักดิ์ชายเริ่มดื้อ
“อาครับ..ผมว่า บ้านเพื่อนผมต้องอยู่แถวๆนี้แน่ๆครับ” ศักดิ์ชายยืนกราน



.....และแล้วก็ปรากฏเสียงหึ่งๆดังแว้วมาทางทิศที่ทั้งสองยืนอยู่ ฟังดูคล้ายเสียรถหรือเครื่องยนต์อะไรสักอย่างหนึ่ง ทั้งสองพยายามเงี้ยหูฟังอย่างตั้งใจ



“นั่นไงครับอา มีบ้านอยู่ไม่ห่างจากที่เราอยู่นี่ ต้องเป็นบ้านของเพื่อนผมแน่ คราวนี้ ความจริงจะได้ปรากฏเสียทีว่าผมไม่ให้คนโกหก” ศักดิ์ชายสลัดมือหลุดจากมือคุณอา แล้ววิ่งฝ่าดงทึบออกไปในทิศทางของเสียงนั้น
“ไม่นะ! ชายกลับมา! นั่นไม่ใช่........ กลับมา!!!” อาประภาสตะโกนอย่างตกใน แล้ววิ่งตามศักดิ์ชายออกไปทันที




.....ทันทีที่วิ่งออกไปนั้น ก่อนที่จะวิ่งถึงจุดที่มาของเสีย “หึ่งๆ” นั้น อาประภาสเข้าถึงตัวศักดิ์ชายก่อน อายืนมือขวาเข้าไปจับแขนศักดิ์ชายได้แล้วดึงเหวียงกลับมาข้างหลังอย่างสุดแรงเกิด แรงเหวี่ยงจากผู้ใหญ่ในวัย 40 กว่าๆ ที่กระทำต่อเด็กชายอายุเพียง 10 ปี มันมากมายมหาศาลเพียงพอที่จะทำให้เด็กกระเด็นหรือลอยออกไปได้ ศักดิ์ชายลอยหวื๊ด!ไปข้างหลังอาประภาศอย่างรวดเร็วแต่อาประภาสกลับถล่ำไปข้างหน้าและแล้ว “ซวบ!! ผลุ๊บ” ด้วยน้ำหนักตัวของผู้ใหญ่ ทำให้พื้นดินบริเวณนั้น ทรุดตัวเป็นหลุมขนาดใหญ่ ผู้ใหญ่อย่างอาประภาส ที่มีส่วนสูงกว่า 168 ซม.จมลงไปเกือบมิดหัว เพียงเสี้ยววินาที ความโกลาหลภายในหลุกนั้นก็บังเกิดขึ้น....

.....ต่อหลุม ตัวขนาดใหญ่เท่าหัวแม่มือจำนวนนับพันกรูกันออกมาจากหลุมที่อาประภาสจมลงไป สัญชาตญาณของมันเมื่อรังถูกรบกวน มันจะกรูกันออกมาทำร้ายศัตรูโดยทันทีอย่างไม่มีความปราณี สิ่งที่ศักดิ์ชายได้ยินก็คือ เสียงร้องโหยหวนสุดที่จะพรรณนาออกมาเป็นภาษาได้ของคุณอาประภาส และเสียงตะโกนบอกศักดิ์ชายดังแข่งกับเสียงหึ่งๆจากนรกแตก


“หนี ชาย หนีไปเร็วเข้า.........อ๊าคคคคคคคคคคคคคคคคคคคค!!!...” เสียงสุดท้ายที่ศักดิ์ได้ยิน และตอนที่ศักดิ์ชายวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต



จบตอนที่4



Create Date : 17 มิถุนายน 2550
Last Update : 17 มิถุนายน 2550 19:21:00 น. 6 comments
Counter : 150 Pageviews.

 
แวะเวียนยามค่ำคืนคะ

รู้สึกวังเวงเวลาเห็น background ยังไงไม่รู้


โดย: goodpeople วันที่: 17 มิถุนายน 2550 เวลา:22:26:12 น.  

 

ผ่านมา...ทักทาย...ให้หาย...คิดถึง
นิดนึง...ได้แอบ...แวะมา...มองหา
สวัสดีค่ะ แวะมาเยี่ยม มีความสุขมาก ๆ กับการทำงานวันแรกด้วยนะคะ



โดย: หน่อยอิง วันที่: 18 มิถุนายน 2550 เวลา:7:45:41 น.  

 


..แวะมาเยี่ยมค่ะ เอาของฝากมาด้วย..

..ไปอ่านมนต์นิทราต่อและ..


โดย: kayook วันที่: 19 มิถุนายน 2550 เวลา:19:04:34 น.  

 
ชินจะมาขออภัยค่ะ เขียนชื่อสถานที่เที่ยวในกาน่าผิดค่ะ พอดีมีคนมาทักชิน ชินเลยรู้สึกผิด เลยต้องมาขอโทษเพื่อนๆ ที่มาอ่านในวันนั้นค่ะ ได้แก้ไขข้อมูลที่ผิดออกไปแล้ว แต่รู้สึกผิดมากๆ ขอโทษด้วยนะคะ


โดย: shin chan (alei ) วันที่: 20 มิถุนายน 2550 เวลา:4:02:19 น.  

 
ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมเยือนครับ


โดย: ธาราภิรมย์ วันที่: 20 มิถุนายน 2550 เวลา:11:01:40 น.  

 


*** ดีจ้า แวะมาเยี่ยมในวันทำงาน มีความสุขมาก ๆ จ้า ***



โดย: หน่อยอิง วันที่: 21 มิถุนายน 2550 เวลา:20:04:24 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ธาราภิรมย์
Location :
น่าน Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ด้านในของชีวิต มีทั้งความคิด ความฝัน
ความจริงและหลอกลวงปะปนกัน
จึงมาร่วมแบ่งปันความคิด ความฝันนั้น
เพราะเรามันก็แค่ "มนุษย์"



Click here to get your own clock for your site/profile!


++++ ชายราศีตุล ++++

visit www.mp3-codes.com now!
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2550
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
17 มิถุนายน 2550
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ธาราภิรมย์'s blog to your web]
Links