ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาดูแลเสี้ยวหัวใจของผมที่เหลืออยู่ ขอบคุณครับ
มนตร์นิทรา ตอนที่5

มนตร์นิทราตอนที่5

.....วันหยุดกลายเป็นวันเศร้าที่สุดของครอบครัวศักดิ์ชาย ภายในวันนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าหน้าที่กู้ภัย ตลอดจนนักข่าวต่างๆต่างทยอยกันเข้ามาเต็มบ้านสวนแห่งนี้เต็มไปหมด เพราะเป็นคดีสยองขวัญที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่กู้ภัย ต่างก็ช่วยกันกู้ศพคุณอาประภาสออกจากจุดเกิดเหตุได้อย่างยากเย็น เพราะต่อหลุมเป็นแมลงมีพิษขนาดใหญ่ ดุร้ายเป็นอันมาก ที่สำคัญ มันเป็นแมลงกินเนื้อตัวยกเลยทีเดียว เหตุการณ์นี้ ทำให้เจ้าหน้าที่บาดเจ็บกันไปหลายคน ในบ้านมีแต่เสียร่ำไห้ของพี่น้อง โดยเฉพาะน้าพรประภาที่ปลิ่มจะขาดใจให้ได้ ตอนที่ศพมาถึงยิ่งเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายยิ่ง สำหรับน้าพรประภา ศักดิ์ชายรู้สึกปวดร้าวอย่างแสนสาหัส คุณพ่อซึ่งเป็นพี่น้องกับอาประภาสเสียใจโศกเศร้าไม่ต่างจากน้าพรประภาแต่พยายามเก็บความรู้สึก เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังอยู่ในชุดกันแมลงหนาๆ เมื่อยกศพวางลง เจ้าหน้าที่ตำรวจก็พาคนที่เกี่ยวข้องไปดูศพเป็นการยืนหยันทางคดี และขอความร่วมมืออีกมากมายสอบถามข้อมูลจากทุกคน ศักดิ์ชายกลายเป็นกรณีพิเศษที่โดนสอบถามมากที่สุด ทำให้ศักดิ์ชายรู้สึกกลัว ปวดร้าว เจ็บใจ กดดัน สิ่งต่างๆประดังเข้ามาในเวลาเดียวกัน



“เอาหละ พี่ว่าหนูชายพักก่อนนะจ๊ะ ไม่มีอะไรหรอก” ตำรวจหญิงนอกเครื่องแบบที่ทำหน้าที่สอบปากคำศักดิ์ชายพูดขึ้นกับศักดิ์ชาย เธอปลอบอย่างเอ็นดู แล้วเธอก็เดินไปหาประภาศรีผู้เป็นแม่ของศักดิ์ชาย
“คุณพี่ค่ะ...ดิฉันคิดว่า ควรให้เด็กพบจิตแพทย์เด็กนะค่ะ ดูๆแล้วสภาพจิตใจ แกคงแย่” ตำรวจหญิงเอ่ยขึ้น แม่มองดูลูกชายด้วยน้ำตาที่คลอ แม่ได้แต่พยักหน้า แล้วก็ “ค่ะๆ” เท่านั้น สักพักหนึ่งก็มีตำรวจชายคนหนึ่งเดินเข้ามา ทันทีที่ตำรวจหญิงเห็น เหมือนอ่านใจกันออก แกเดินเข้าไปขวางทันทีแล้วพูดเบาๆขึ้น
“หมวดค่ะ พอเถอะค่ะ เด็กไม่ไหว สภาพจิตใจแย่มาก..” ผู้หมวดเข้าใจ พยักหน้าแล้วเข้ามาแสดงความเสียใจกับญาติผู้เสียชีวิตเท่านั้น แล้วเดินออกไป จากนั้นก็ได้ยินเสียงแกขอความกรุณาสื่อมวลชนประมาณว่าอย่าตั้งคำถามกดดันสภาพจิตใจของครอบครัวผู้เสียชีวิต




.....น้าพรประภากอดศพร่ำไห้ปลิ่มขาดใจ โดยมีพ่อวิวัฒน์นั่งน้ำตาซึมอยู่ข้างๆ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะปิดถุงดำ.....7 วันในการพักผ่อน พักได้เพียง วันครึ่ง เวลาที่เหลือ กลับกลายเป็นช่วงเวลาอันทรมานจากความเศร้าโศก ศักดิ์ชาย ปกติไม่ค่อยพูดอะไรอยู่แล้ว กลับกลายไม่พูดเข้าไปอีก น้าพรประภาปกติเป็นคนใจดี ยิ้มแย้มแจ่มใส กลับกลายเป็นคนไร้รอยยิ้ม มีแต่คราบน้ำตาบนใบหน้าที่หมองเศร้ายิ่งนัก คุณพ่อมีใบหน้าที่เย็นชา ศักดิ์ชายรู้สึกผิดอย่างที่สุดที่ดื้อดึงกับอาประภาส เขาเฝ้าวนเวียนคิดถึงเรื่องราวต่างๆมากมาย มันทุกข์ระทมจนเหลือคณานับ ศักดิ์ชายเหมือนจะสัมผัสได้กับความรู้สึกเสียใจของทุกคนและความรู้สึกเหมือนที่เค้าจะเกลียดศักดิ์ชายที่ทำให้คุณอาต้อง “ตาย” หรือเป็นเพียงศักดิ์ชาย คิดไปเอง ไม่มีใครรู้ ช่วงเวลาแห่งความทุกข์ทรมานผ่านไป ครอบครัวศักดิ์ชายต่างแยกตัวกลับบ้าน แต่ศักดิ์ชายรู้ว่า ในใจทุกคนนั้น ยังคงมีความทุกข์ความโศกเศร้าหรือแม้แต่ความเกลียดชังแฝงอยู่ โดยเฉพาะพ่อของตนเอง ซึ่งนับแต่เกิดเรื่องไม่ พ่อไม่ได้เอ่ยปากคุยกับศักดิ์ชายเลยแม้แต่คำเดียว......มีแต่ผู้เป็นแม่เพียงคนเดียวถึงพูดน้อยลง แต่ก็โอบกอดศักดิ์ชายไว้ตลอดเวลา พี่สาวก็เฉยๆ


.....วันเปิดเรียน ศักดิ์ชาย กลับมาเป็นนักเรียนซึ่งมีครูประจำชั้นคือ ครูมัณฑนา อีกครั้ง ศักดิ์ชายกลายเป็นเด็กที่เงียบขรึมกว่าเดิม เพราะศักดิ์ชายเดินไปที่ไหม มักจะเห็นกลุ่มนักเรียนกลับกลุ่มซุบซิบกันแล้วมองมาทางศักดิ์ชาย รวมทั้งเพื่อนๆในห้องด้วย ครูมัณฑนาก็มีท่าทีไม่ค่อยให้ความสนใจกับศักดิ์ชายเท่าไรนัก ปกติครูคนนี้เป็นครูที่ชอบเอาอกเอาใจข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มากกว่า ชอบการยกยอปอปั้น และโรงเรียนแห่งนี้ เป็นโรงเรียนที่มีลูกหลานข้าราชการเรียนกันถึงกว่า 90% นอกนั้นจะเป็นชนชั้นกลางซึ่งไม่ได้มีหน้ามีตาอะไรมากนักซึ่งมีบ้านภูมิลำเนาใกล้ๆโรงเรียน เหตุการณ์นี้ จึงทำให้ศักดิ์ชายเหมือนหลุดออกจากวงสังคมของวัยเด็ก มันเป็นเรื่องหน้าเศร้าสำหรับศักดิ์ชาย ศักดิ์ชายกลายเป็นคนไม่ชอบการเรียน ไม่สนุกกับการเรียน เบื่อการเรียน ไม่สนการบ้าน ไม่ทำการบ้าน จึงเกิดช่องทางที่ทำให้ครูมัณฑนาได้ต่อว่า ถากถางเกือบทุกวัน จนเรื่องราวบานปลายส่งผลให้ทางโรงเรียนเชิญผู้ปกครองมาพบ



ณ ห้องพักอาจารย์ใหญ่
“เออ...คุณประภาศรีค่ะ ดิฉันคิดว่าคุณคงคุยกับครูมัณฑนาครูประจำชั้นของบุตรหลานคุณแล้วนะค่ะ” ครูใหญ่ผู้หญิงวัยราวๆ 50 ต้นๆเอ่ยขึ้นกับคุณแม่
“ค่ะ...ดิฉันทราบแล้วค่ะ..” แม่ตอบสั้นๆ โดยมีศักดิ์ชายนั่งก้มหน้าข้างๆ
“ดิฉันว่า เราควรหาทางออกร่วมกันได้นะค่ะ ก่อนที่เรื่องจะแย่กว่านี้” ครูใหญ่เสนอ
คุณแม่นิ่งเงียบ ครูมัณฑนานั่งอีกมุมหนึ่งจ้องมองเหมือนไม่เคยเห็นแล้วแกก็เอ่ยขึ้น
“ว่าไงค่ะคุณแม่........ทางเราไม่ได้รังเกียจเด็กไม่ว่าเด็กจะเป็นอย่างไร เราพร้อมแก้ไขให้เสมอๆนะค่ะ” ครูมัณฑนาเอ่ยขึ้นอย่างหยันๆ และแล้ว....เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ศักดิ์ชายลุกจากเก้าอี้
“ไม่จริงครับ ครูโกหก...ครูไม่เคยชอบนักเรียนอย่างผมเลย ครูยังเคยต่อว่าผม ด่าผมว่า ไอ่......เด็ก...ตลาด สกปรก...... แล้วยังบอกให้เพื่อนๆ......” ก่อนที่ศักดิ์ชายจะพูดจบ ก็มีเสียงปรามดุๆขึ้นมาจากครูใหญ่
“หยุดนะศักดิ์ชาย เธอก้าวร้ามมากไปแล้วนะ ต่อหน้าแม่เธอเธอยังไม่ยอมรับอีกเหรอ....” ครูใหญ่หน้าถมึงทึง ศักดิ์ชายเห็นหน้าครูมัณฑนาเหมือนแสยะยิ้ม
“ชาย...พอได้แล้วขอโทษคุณครูเดี๋ยวนี้นะ” คุณแม่รู้สึกโกรธและผิดหวัง
“ไม่ครับ......!!! ผมไม่....” ศักดิ์ชายพูดได้แค่นั้น...
“เพี๊ยะ !!!! ..”
เสียงฝามือจากแม่ของตนเองกระทบใบหน้าศักดิ์ชาย จนหน้าศักดิ์ชายเป็นผืนแดงด้วยแรงตบ เมื่อแม่ตั้งสติได้ เกิดอาการตกใจชักมือกลับ ครูใหญ่ทำท่าจะลุกขึ้นห้าม บัดนี้ศักดิ์ชายน้ำตาคลอไหลออกมาด้วยความเสียใจ ได้หันเดินออกไปนอกห้องครูใหญ่
“ชาย....ชายลูกแม่...” แม่มีอาการเสียใจอย่างบอกไม่ถูก ครูมัณฑนาได้แต่นั่งเฉยๆ ไม่ได้มีอาการอะไร แม่ตัดสินใจลุกจากเก้าอี้จะออกตามลูกชายไป
“เออ..เดี๋ยวค่ะ คุณประภาศรี เรายังปรึกษากันไม่จบนะค่ะ....” ครูใหญ่พูดออกมา คุณแม่หันกลับมาแล้วพูดว่า
“ช้านขอเอาลูกช้านออกจากโรงเรียนของคุณ..เดี๋ยวนี้..” แล้วออกเดินตามลูกของตนเองไปอย่างรวดเร็ว




.....เรื่องการที่ประภาศรีลาออกจากโรงเรียนให้ลูกชายของตนเองนั้น จะปิดเป็นความลับเพื่อไม่ใช่วิวัฒน์รู้ก็ไม่ได้ เพราะจะต้องมีการปรึกษากันถึงปัญหาต่างๆตลอดจนการหาโรงเรียนใหม่ให้ศักดิ์ชาย และในช่วงอาหารเย็น ศักดิ์ชายยังคงเก็บตัวเงียบในห้องนอนเล็กๆของตนเอง ยังคงซุกหน้าอยู่กับหมอน ร้องไห้สะอึกสะอื้นถึงเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมา ในห้วงความคิดของศักดิ์ชายมันย้อนกลับไปถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับอาประภาส เสียงของอาประภาสยังร้องโหยหวนในโสตประสาทของศักดิ์ชายอยู่ตลอดเวลา ศักดิ์ชายรู้สึก เหงา เดียวดาย ว้าเหว่อย่างที่สุด ไม่อยากแม้กระทั้งกินข้าวหรือพบหน้าใครๆ



“ชาย...ชาย มากินข้าวกินปลาก่อนนะลูก....” แม่เคาะประตูห้องเรียกลูกชายอย่างเป็นห่วง
“ไม่...ผมไม่หิว..” คำตอบจากศักดิ์ชาย แม่ไม่พูด แต่เดินกลับไปอย่างผิดหวัง
ในโต๊ะอาหาร ซึ่งมีกัน 3 คน ขาดศักดิ์ชายเพียงคนเดียว
“ไง....เจ้าตัวดี ไม่ยอมกินข้าวรึ หรือกลัวความผิด ที่ก่อไว้ จนโรงเรียนเรียกพบผู้ปกครอง” วิวัฒน์เอ่ยขึ้นกับประภาศรี
“นี่คุณ...คุณก็พูดแรงเกินไปกับลูกนะ” ประภาศรีตอบอย่างฉุนๆ
“คุณให้ท้ายมันมากไปนะ นับวันๆจะแข็งข้อขึ้น ดูสิ อายุเพียงเท่านี้ ก่อเรื่องแล้ว” วิวัฒน์พูดอย่างหัวเสีย
“คุณ...มันจะมากไปแล้วนะ...” ประภาศรีเริ่มฉุนหนักเข้าไปอีก
“คุณพ่อคุณแม่ค่ะ ทานข้าวก่อนเถอะค่ะ” วิภาเห็นท่าไม่ดี เริ่มห้ามปรามจนทั้งสองได้สติสงบปากสงบคำ




.....ศึกเล็กๆบนโต๊ะอาหารสงบลงชั่วคราว ประภาศรี สังเกตท่าทางของวิวัฒน์ว่าพอที่จะคุยเรื่องของลูกชายได้หรือยัง แล้วจึงตัดสินใจเอ่ยถามขึ้น และบอกเล่าเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้วิวัฒน์ฟัง หลังจากประภาศรีเล่าจบ...


“นั่นปะไร ไอ่ลูกไม่รักดี นี่ถ้ามันรู้จักปรับตัวเข้ากับชาวบ้านหน่อย มันจะดีไม่น้อย นี่อะไรกัน มีแต่ปัญหา” วิวัฒน์เอ็ดขึ้นมา
“ช้านต้องการให้คุณช่วยลูกนะ ไม่ได้ให้คุณมาซ้ำเติมลูก” ประภาศรีผิดหวังหน้าถมึงทึง
“ประภาศรี คุณก็ให้ท้ายมันมากเกิดไป ดูสิ วันๆมันทำอะไร เขียนแต่สิ่งไร้สาระ มันเหมือนเด็กอื่นไหม” วิวัฒน์พูดใส่อารมณ์อย่างมาก
“วิวัฒน์ นั่นลูกคุณและลูกของฉัน คุณไม่รักลูก คุณก็อย่าทำร้ายแกเลย ทำร้ายด้วยคำพูดของคุณ” ประภาศรีอ่อนเสียงลง
“ช้านนะเหรอทำร้าย ช้านพยายามบอกมันให้ปรับปรุงตัวเอง แล้วได้ผลไหม ดูสิดู ความดื้อรั้นของมัน ประภาสเป็นยังไง......!!!!” ดั่งใจแตกสลายของประภาศรี เมื่อได้ยินเสียงวิ่งขึ้นบันได
“ชาย!!!! ชายลูกแม่.....!!!” ประภาศรีวิ่งตามลูกขึ้นไป วิวัฒน์ยืนตะลึง เมื่อได้สติว่า ตนเองพูดอะไรออกไป มันเป็นความผิดที่ไม่ยั้งคิดของวิวัฒน์โดยแท้
“พ่อนะพ่อ....” วิภาวิ่งตามแม่ขึ้นไปอีกคน




.....คำพูดสุดท้ายที่ศักดิ์ชายพูดกับแม่และพี่สาวของตนเอง “พี่ครับ แม่ครับ..ผมอยากอยู่คนเดียว อย่ายุ่งกับผมเลยนะครับ ผมขอร้อง...” คำพูดประโยคนี้ทำให้ดวงใจคนเป็นแม่แทบสลาย แม่ทำได้เพียงยกเอาอาหารมาวางไว้หน้าห้องศักดิ์ชายเท่านั้นเอง



“เฮ้...ชาย ตื่นสิตื่น เรามาเยี่ยมนาย...” เสียงเรียกของเด็กชายที่คุ้นหูดังขึ้นข้างเตียงของศักดิ์ชาย
“อ๋า..!! นาย....เฮ้....อนัตตา อ้าว....เฮ้...อมิตตา เธอก็มาด้วย..” อมิตตาหลบอยู่หลังพี่ชายโผล่ออกมายิ้มกว้างโบกมือให้ศักดิ์ชาย
“นายสองคนมาได้ไงนี่....” ศักดิ์ชายยันกายลุกจากเตียงนอน
“อ้าวช้านก็เดินเข้ามาสิ” อนัตตาตอบกวนๆ อมิตตาพยักหน้าเสริมพี่ชาย
“อ้าว แล้วพ่อแม่ฉันหละ” ศักดิ์ชายสงสัย
“อ๋อ...ท่านอนุญาตแล้ว บอกว่า ช้านสองคนมาอาจทำอะไรให้ดีขึ้นหนะ” อนัตตาตอบ อมิตตาลากเก้าอี้ตัวเล็กๆมานั่ง
“นายพูดแบบนี้ แสดงว่า นายรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว...” ศักดิ์ชายถาม อนัตตายักไหล่เชิงแทนคำตอบ




.....ศักดิ์ชายนิ่งอึงไปครู่หนึ่งหวนคิดถึงเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมาไม่นานนี้ มันยังความโศกเศร้าให้ศักดิ์ชายเป็นอันมาก เหมือนรู้ใจศักดิ์ชายเพื่อนทั้งสอง ได้เข้ามานั่งใกล้ๆศักดิ์ชายทันที ต่างกุมมือศักดิ์ชายคนละข้าง อมิตตาน้ำตาไหลซึมออกมา อนัตตาน้ำตาคลอเป้า ปากก็พร่ำขอโทษๆศักดิ์ชาย



“ถ้าวันนั้นพ่อแม่ช้านยังไม่กลับ ช้านจะออกมารับนาย เรื่องร้ายๆก็จะไม่เกิดขึ้น” อนัตตาเริ่มปล่อยโฮออกมา
“ใช่ๆ ฉันก็เหมือนกัน ฉันขอโทษๆ เรื่องนี้ พ่อแม่เราก็เสียใจมากเลย” อมิตตาพูดขึ้นมาบ้าง




.....เด็กทั้งสามต่างร้องไห้ดั่งเห็นใจกันและกัน ศักดิ์ชายรู้สึกอบอุ่นในใจลึกๆ รู้สึกดีที่มีคนเข้าอกเข้าใจ ไม่เหมือนกับ พ่อของตนเองแม่ของตนเอง มันเป็นความนึกคิดของเด็กๆในยามนี้ อนัตตาและอมิตตาราวกับรู้เรื่องและเข้าใจจิตใจของศักดิ์ชายทุกอย่าง ไม่ว่าเรื่องใดๆก็ตาม ต่างตอบและเป็นผู้ฟังที่ดีแก่ศักดิ์ชายได้เสมอๆ เห็นด้วยและคล้อยตามได้ทุกจังหวะ ทุกเวลา จนศักดิ์ชายรู้สึกไม่อยากจากจากเพื่อนทั้งสอง นานเท่าไรไม่รู้ที่ทั้งสามนั่งคุยกันอย่างเข้าในซึ่งกันและกัน ทำให้ศักดิ์ชายคลายความโศกเศร้าในจิตใจไปได้มากที่เดียว



“ชาย ช้านกับอมิตตาขอตัวกลับก่อนนะ พรุ่งนี้ช้านสัญญา ช้านมามาหานายใหม่นะเวลาเดิมหละ” อนัตตาให้สัญญา




.....หลังจากที่ทั้งสองเดินออกจากห้องไป ศักดิ์ชายก็หลับอย่างรวดเร็วอีกครั้งหนึ่ง เป็นการหลับอย่างเป็นสุขอย่างที่สุดในช่วงเวลาหลายวันที่ผ่านมา นับตั้งแต่เหตุการณ์คุณอาประภาส จนรุ่งเช้า ศักดิ์ชายตื่นขึ้นมาโดยเสียเคาะประตูของแม่เมื่อนำอาหารมาให้ แต่ศักดิ์ชายยังรู้สึกไม่พร้อมที่จะพบใครจึงบอกแม่ของตนเองออกไปด้วยประโยคเดิม เช้าวันนี้ ศักดิ์ชายรู้สึกอยากจะเขียนภาพขึ้นมาอย่างกะทันหัน จึงได้ค้นหาสมุดวาดเขียนของตนเองพอเจอ ก็นำไปที่โต๊ะทำการบ้าน เปิดสมุดออก แต่...ในสมุดกลับมีสิ่งแปลกเกิดขึ้น.....ภาพอีกชุดหนึ่งที่ตนเองไม่ได้เขียน มันบังเกิดขึ้นในสมุดเล่มนั้น เป็นภาพที่วาดต่อจากภาพที่ศักดิ์ชายเขียนตอนที่อยู่กับอาประภาสในป่า มันเป็นเรื่องราวอันน่าสะพรึง ที่เกิดขึ้นกับอาประภาส อย่างละเอียด และเหมือนจริงดั่งศิลปินเอกเป็นคนเขียน ศักดิ์ชายได้แต่ตัวสั่นสะท้าน เรื่องราวเก่าๆได้ผุดขึ้นมาในสมอง เสียงร้องของอาประภาสดังก้องในหัวอย่างไม่หยุดหย่อน ศักดิ์ชายทิ้งสมุดวาดภาพลงกับพื้นทำอะไรไม่ถูกได้แต่ยืนสั่นตะลึง กว่าจะตั้งสติได้นึกถึงคุณแม่จึงวิ่งไปที่ประตู แต่ประตูกลับลงกลอนไว้ ไม่ใช่กลอนจากลูกบิด แต่เป็นกลอนสลักที่ต้องล็อคจากด้านในเท่านั้น ห้วงความคิดของศักดิ์ชายคิดขึ้นมาได้ว่า เมื่อคืนนี้ อนัตตาและอมิตตา มาเยี่ยมตนเอง ตอนตนหลับ แล้วเข้ามาในห้องได้อย่างไร แต่ตอนนี้ ไม่มีเวลาคิดอีกแล้วเพราะความกลัวบางอย่างมันมากกว่าความสงสัย...

.....ด้วยมือที่สั่นเทาของคุณแม่ เมื่อมองดูภาพเขียนเหล่านั้น พูดไม่ออกเหมือนมีอะไรจุกอยู่ตรงคอหอยรู้สึกตันไปหมด ฝีปากที่สั่นระริก น้ำตาที่ไหลไม่ใช่ไหลเพราะความเศร้า แต่ไหลเพราะความตกใจปนสยองมากกว่า และไม่เชื่อว่าภาพวาดนี้เป็นฝีมือของลูกชายตนเอง ศักดิ์ชายได้แต่กอดแม่ร้องไห้สะอึกสะอื้น ยังไม่ทันได้ทำอะไรกับสมุดวาดเขียนเล่มนั้น คุณพ่อก็เข้ามาในห้อง ซึ่งแม่รู้ดีกว่า ไม่ดีเอาเสียเลยที่พ่อเห็นสมุดวาดภาพของศักดิ์ชาย และยิ่งเป็นเรื่องราวแบบนี้ด้วย ไม่เป็นการดีใหญ่ แต่...ช้าไปเสียแล้ว ความลับนี้ ไม่สามารถปกปิดได้แล้ว คุณพ่อยืนจ้องสมุดวาดเขียนเล่มนั้นตาเขม็ง พร้อมกับก้าวเข้ามาแล้วแย่งเอาไปจากมือแม่ พ่อพลิกไปมาดูเรื่องราวต่างๆในสมุดวาดเขียนเล่มนั้น และทำเสียง “อืมม์” ในคอ สุดท้ายดวงตาของคุณพ่อจ่องเขม็งช่วงท้ายๆของเล่ม มือเริ่มสั่นเทา มีอาการเกร็ง สองมือจับบีบสมุดจนสมุดวาดเขียนเริ่มย่น



“นี่มันอะไรกัน....แก...มันยังมากไปไม่พออีกเหรอ....” เสียงที่ลอดออกจากปากพ่ออย่างโกรธ
“คุณค่ะ ฟังก่อนค่ะ...” แม่พยายามปรามก่อนที่จะเกิดอะไรขึ้น
“ฟังอะไรอีก ดูสิ ลูกทำอะไรลงไป มันยังไม่พออีกเหรอ...” คุณพ่อจ้องทั้งสองเขม็ง ศักดิ์ชายได้แต่หลบของหลังแม่
“คุณฟังเหตุผลลูกก่อนสิ...” แม่รีบตัดบท
“ก็ได้...ว่าไง เจ้าชาย ไหนอธิบายมาให้พ่อฟังซิ” พ่อจ้องมาที่ชายเพื่อรอคำตอบ ศักดิ์ชายได้แต่หลบอยู่หลังแม่ จนแม่ต้องสะกิดให้ออกมา
“ชาย ไม่ต้องกลัวนะ อธิบายให้พ่อฟังหน่อยลูก แม่ด้วย แม่ก็อยากรู้ว่ามันเป็นไปเป็นมาอย่างไร?” คนที่ศักดิ์ชายคิดว่าเป็นที่พึ่งได้ในยามนี้คือแม่ แต่ผิดไปแล้ว เพราะทุกคนอยากรู้เรื่องราวเหมือนกัน
“ว่าไง ชาย” พ่อเร่ง ศักดิ์ชายได้แต่ยืนตัวสั่นเทาและเริ่มตัดสินใจเล่าเท่าที่ตนเองรู้




.....ศักดิ์ชายรู้สึกเหมือนตนเองตกอยู่ในวงล้อมของไฟที่เผาไหม้อยู่รอบตัว ความคิดสับสนวุ่นวายไปหมด เรียงลำดับกระบวนการทางความคิดไม่ถูก คำพูดจึงสับสนวงไปเวียนมา การอธิบายดังกล่าวของศักดิ์ชาย กลับไม่ได้ทำให้เกิดเป็นผลดีกับตัวเองแต่ประการใด แต่มันกลับทำให้แย่ลงไปอีก



“พอ..ได้แล้วชาย นี่แกเล่าเรื่องราวต่างๆตามจิตนาการของแกที่แกเขียนปั้นเมฆขึ้นมาในสมุดวาดเขียนบ้าๆของแกทั้งนั้น!!” พ่อเริ่มเอ็ด แม่ได้แต่ปราม
“คุณก็เหมือนกันประภาศรี ให้ท้ายลูกจนได้ใจ คิดฝันเฟื่องไปวันๆ จนการเรียนเสีย” เหมือนเอาน้ำมันราดไฟ แม่ก็ไม่รู้จะเอาอะไรไปแก้ตัวแทนลูก เพราะตนเองก็ไม่มีข้อมูลต่างๆและรูปการต่างๆนั้นมันฟ้องเป็นอย่างมาก
“ผมไม่ได้ฝันนะครับพ่อ มันเรื่องจริง” ศักดิ์ชายเริ่มเถียง
“เรื่องจริงเหรอชาย นี่ชาย แกดูสิ เรื่องที่แกเล่านะ มันตรงกับภาพและเรื่องราวที่แกเขียนพอดี พ่อยอมรับ แกวาดภาพได้เก่ง วาดได้ดี แต่แกควรจะสำนึกถึงความจริงหรือจิตนาการให้ออกนะ” พ่อหัวเสียเข้าไปอีก
“พ่อครับ.....” ศักดิ์ชายพูดได้แค่นั้น คุณพ่อไม่เปิดโอกาสให้อีกแล้ว
“พอ...เจ้าชาย แกจะแก้ตัวอะไรอีก แกแก้ตัว มันก็เรื่องบ้าๆ แล้วนี้ มันไม่พออีกเหรอ” พ่อพลิกหน้าที่มีเรื่องราวของอาประภาสตกในหลุมของต่อหลุม เป็นภาพเรื่องราวที่น่ากลัว พร้อมเอานิ้วชี้ย้ำ “แกทำทำไมห๊า!!! ทำเพื่ออะไร มันยังไม่จบอีกเหรอ หรือแกจะเอาเรืองนี้เป็นที่ระลึก ความดื้อด้านของแกมันช่าง............” พ่อส่ายหัว น้ำตาเริ่มคลอ แล้วนั่งลงต่อหน้าศักดิ์ชาย มือสองข้างจับไหล่ศักดิ์ชายเหมือนจะขอความหวัง
“ชาย...ตื่นเสียทีลูก พอได้แล้ว เรื่องราวบ้าๆนี่ มันไม่ได้ทำอะไรให้แกดีขึ้นเลย.....” พ่อพูดพร้อมน้ำตา คุณแม่ก็น้ำตาเริ่มคลอจิตใจสับสนไปหมด
“พ่อครับ.......ผมไม่ผิด.......ผม...” เสียงศักดิ์ชายรอดออกมาจากปาก คำนี้ ดั่งไม่สำนึกผิดในความคิดของพ่อ พ่อหมดความอดทน ลุกขึ้น จับสมุดวาดเขียนของศักดิ์ชายขึ้น แล้วฉีกออกอย่างไม่มีเยื่อใย พร้อมขว้างทิ้งลงพื้น พร้อมหันหลังออกไปอย่างผิดหวังและกล่าวออกมาว่า
“พ่อผิดหวังในตัวแกมากชาย” แล้วพ่อก็เดินออกไป แม่ได้แต่ร้องไห้




.....ดั่งโลกนี้มืดไปทั้งโลก สิ่งสวยงามต่างๆได้มลายหายไปจนหมดสิ้น ความว้าเหว่ เดียวดาย ที่มีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มันกลับหนักขึ้น ทวีเป็นเท่าตัว สำหรับเด็กขนาดนี้ นับว่าเป็นเรื่องราวที่เกินจะทนหนักหนาสาหัสยิ่งกว่าสิ่งใดที่เคยเจอเพราะประสบการณ์ชีวิตของเด็กขนาดนี้ ไม่พร้อมที่จะรับเรื่องเหล่านี้ ศักดิ์ชายได้แต่ยืนนิ่งอึงราวกับหุ่น หุ่นที่ไร้วิญญาณ ในห้องนั้นมีแต่แม่ที่ยืนน้ำตาคลออยู่ แม่นั่งลงกอดลูกชายให้กับอกสะอึกสะอื้นปลอบโยนลูกชาย แต่..ศักดิ์ชายไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองแม่เลย ได้แต่ยืนนิ่งๆ ดวงตาที่เหม่อลอยไร้จุดหมาย ไม่มีใครเข้าใจความคิดของศักดิ์ชายอีกแล้วในขณะนี้.......

.....สายลมเย็นอ่อนพัดไหว ต้นหญ้านุ่มๆเขียวชอุ่มปูบนผืนดินกว้างใหญ่ มีดอกหญ้าสีเหลืองชูช่อเล่นลมโบกไหวไปมาดั่งล่อแมลงเล็กๆไล่ตอม ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆสื่อความหมายถึงความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ ท้องฟ้าแจ่มใสทอประกายสีฟ้าสดใส มีเมฆลอยมาบังแสงอาทิตย์เป็นระยะๆ ทำให้แสงแดดไม่ร้อน ศักดิ์ชายตื่นลืมตาขึ้นมากลอกตาไปมารอบๆ พร้อมกับหายใจเข้าปอดลึกๆช้าๆค่อยๆผ่อนลมหายใจออก สายตาก็จ้องมองท้องฟ้าและก่อนที่จะได้คิดอะไร



“เฮ้.....ตื่นแล้วเหรอนายหนะ......” เสียทักทายมาแบบไม่คุ้นหู เป็นเสียงชายหนุ่มหน้าตาดี ผอมบางหน้าเข้ม ผมดำหยักศกนิดๆ ศักดิ์ชายเหลียวหน้าไปดูตามต้นเสียง แล้วค่อยยันกายลุกขึ้น
“อืมม์.....เออ...คุณเป็นใครกันครับ...” ศักดิ์ชายถามออกไป ชายหนุ่มชะงักเท้า
“ขี้เล่นนะนาย........” เป็นคำตอบกลับมาจากชายหนุ่ม ศักดิ์ชายทำตาปริบๆ ชายหนุ่มเดินเข้ามานั่งข้างๆ
“เออ......ขอโทษครับ ผมไม่รู้จริงๆ...” ศักดิ์ชายตอบออกไป ชายหนุ่มมองกลับมา อย่างงงๆ แล้วชูกำปั้นชกลงมาแบบหยอกๆ ลงบนต้นแขนศักดิ์ชาย
“เออ....จำไม่ได้ ทำเป็นมุข...เอาให้ตายดีไหม...อย่าเล่นมากไปหน่อยเลย โตจนเป็นควายแล้วนายหนะ” ชายหนุ่มซัดกำปั้นลงไปหนึ่งอัก ศักดิ์ชายร้องลั่นล้มคว่ำลงไปอย่างไม่เป็นท่าแบบไม่ได้ตั้งตัว
“โอ๊ย...!! ตีผมทำไม่ครับ” ศักดิ์ชายร้องลั่น ชายหนุ่มชงักนิดหนึ่ง แล้วคิด...
“โอ.เค.โทษที หมอบอกว่า นายจะมีสภาวะความจำเสื่อมเป็นบางครั้ง” ชายหนุ่มพูด ศักดิ์ชายงง
“เออ...อะไรครับ ผมไม่เข้าใจ.....” ศักดิ์ชายพูดขึ้น ครั้งนี้ ศักดิ์ชายรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของตนเอง เริ่มจากเสียงของตนเองที่ใหญ่ขึ้น รูปร่างที่โตขึ้นเป็นหนุ่ม อายุราวๆ 20 ต้นๆ




.....ศักดิ์ชาย รนรานลุกขึ้นอย่างกระวีกระวาดมองรอบตัวเอง ตั้งแต่หัวจรดเท้า พบว่าตนเองอยู่ในชุดกางเกงยีนส์เสื้อยืดตัวสวย และรองเท้าผ้าใบสุดเท่



“อะไรกันนี้ มันเกิดอะไรขึ้น” ในใจตกตะลึงถึงรูปร่างตนเอง ในใจกึ่งยินดีกึ่งตระหนก
“อ๊ะ....อะไรกันนายนี่ ไม่เคยเห็นตัวเองรึไง...” ชายหนุ่มพูดขึ้น
“เออ.......มันเกิดอะไรขึ้นกับผมครับ...คือ ผมไม่รู้จริงๆ...” ศักดิ์ชายทำหน้างงแบบไม่เข้าใจอะไรเลย
“เออ........อืมม์...งั้นนายรองเล่าอะไรที่นายนึกออกให้ช้านฟังซิ...” ชายหนุ่มบอกศักดิ์ชาย
ศักดิ์ชายเริ่มเล่าเรื่องราวต่างๆที่ตนเองจำได้ที่ผ่านมา และ ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของตนเองพ่อแม่ของตนเอง

“อืมม์....เอาหละๆ ช้านเข้าใจๆ นายฝันไปหนะ หมอบอกว่านายมีโรคอะไรสักอย่างที่ทำให้นายติดอยู่ในความฝัน และแยกมันไม่ออก...” ชายหนุ่มยักไหล่
“อืมม์...มาสิ นั่งข้างๆช้าน” ชายหนุ่มเชิญชวน ศักดิ์ชายนั่งลงข้างๆจ้องมองหน้าชายหนุ่ม




.....ชายหนุ่มจ้องตอบศักดิ์ชาย แล้วยิ้มที่มุมปาก พร้อมเอ่ยขึ้นว่า “นั่นไงน้องช้านมาแล้ว” ศักดิ์ชายหันไปมองด้านหลังก็ปรากฏใบหน้าของหญิงคนหนึ่งจ้องใกล้ๆหน้าศักดิ์ชายโดยฉับพลันทันที ชนิดแบบหน้าเกือบชนกัน ทันทีที่สบตาศักดิ์ชายรู้สึกชาวาบไปทั่วทั้งตัว สายตาพร่าเรือนแล้วบังเกิดภาพนิมิตต่างๆมากมายที่หลังไหลเข้ามาในสมองของตนเอง มันเป็นเรื่องราวใหม่ๆที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่ตนเอง สิบขวบ เรื่อยมาจนถึงชีวิตช่วงมัธยม และมหาวิทยาลัยจนจบมหาวิทยาลัยในที่สุด และมีเพื่อนรักอยู่สองคน นั่นคือ อนัตตาและอมิตตา นั้นเอง และปัจจุบันนี้ ทั้งสองได้อยู่ข้างๆตนเองแล้ว ชายหนุ่มนั่นคือ อนัตตา และ หญิงสาวผู้น้องคือ อมิตตา.... ศักดิ์ชายรู้สึกมีคนมาเขย่าตนเองแรงๆที่ต้นแขน เป็นเสียผู้หญิง



“ชาย ตื่นสิๆ....” เสียงหญิงนั้นเร่งเล้า
“อืมม์......อืมม์...” ศักดิ์ชายยังหลับตาแน่น และรู้สึกมึนหัว
“เฮ้...นายเป็นอะไรไป ชาย ลุกสิ เป็นไรไปหละ...” มือแข็งๆเขย่าแรงขึ้น จนตัวศักดิ์ชายสั่นไปหมด
“พอแล้วๆ......พอแล้วน่า.....ฉันเวียนหัวนะ...” ศักดิ์ชายรู้สึกตัวปรามเพื่อนทั้งสอง แล้วค่อยๆยันกายลุกขึ้น
“อะไรกันนี่ ฉันรู้สึกแปลกๆ ..” ศักดิ์ชายสลัดหัวไปมา
“เออ..รู้สึกตัวก็ดีแล้วเป็นไงบ้างหละ หายยังอะ” หญิงสาวพูดด้วยความเป็นห่วง ศักดิ์ชายจ้องหน้าเขม็ง แล้วพิจารณาดวงหน้าหญิงสาวนั้นชัดๆ ดวงตาที่กลมโต ผมยาวหยักศกนิดๆ ผิวขาว แล้วศักดิ์ชายก็จำได้
“อมิตตา เธอนั่นเอง...” ศักดิ์ชายพรางดีใจยิ้มกว้าง แล้วหันไปทางชายหนุ่ม รูปร่างผอมเพียว หน้าคมผมหยักศกเช่นกัน
“อนัตตา นาย.....นายจริงๆด้วย” ศักดิ์ชายดีใจ เล่นเอาสองพี่น้องมองหน้ากันสลับไปมา
“ก็ใช่หนะสิ เราเอง.....” สองพี่น้องพูดพร้อมกันออกมา



.....ในใจของศักดิ์ชายในขณะนี้ ดีใจและตื่นเต้นเป็นล้นพ้น ที่ได้พบเพื่อนทั้งสอง เรื่องราวต่างๆในอดีตมันกับกลายเป็นเพียงแต่ฝันไป...

จบตอนที่ 5



Create Date : 22 มิถุนายน 2550
Last Update : 22 มิถุนายน 2550 12:39:28 น. 14 comments
Counter : 238 Pageviews.

 
มาอ่านแระค่า
ทานข้าวรึยังค้า


โดย: :: ปลาทองน้อยๆตัวสีส้ม :: (mix_9001 ) วันที่: 22 มิถุนายน 2550 เวลา:13:50:47 น.  

 


*** สวัสดีจ้า แวะมาทักทาย ก่อนวันหยุดสุดสัปดาห์ happy weekend นะคะ ***



โดย: หน่อยอิง วันที่: 22 มิถุนายน 2550 เวลา:20:12:00 น.  

 
คิดถึงเช่นกันค่ะ..

ฝันดีนะคะ..เด๋วมาอ่าน มนต์นิทรา..


โดย: นู๋ญ่า (kayook ) วันที่: 22 มิถุนายน 2550 เวลา:23:14:21 น.  

 


โดย: เพียงแค่เหงา วันที่: 23 มิถุนายน 2550 เวลา:11:18:51 น.  

 
ช่วงนี้ไม่ได้เข้ามาอ่านนิยายเลย
ไม่เคยเข้ามาอ่านก็ว่าได้
เซงอ่ะ
ช่วงนี้ขอแค่ข้อความแวะมาเยี่ยมไปพลางๆก่อนนะ
งานหนัก ไม่เคยฆ่าคน


โดย: พลทหารหน้าตาย(กองพันทหารราบ) IP: 203.151.42.226 วันที่: 24 มิถุนายน 2550 เวลา:14:10:04 น.  

 


มีความสุขกับวันทำงานนะคะ


โดย: เพียงแค่เหงา วันที่: 27 มิถุนายน 2550 เวลา:14:43:15 น.  

 
ถามจริงๆ นะคะ คือ ชินไม่ค่อยทันค่ะ แต่งเองจริงหรือคะ ถ้าจริง ว้าวววว ชินได้มีเพื่อนในบล็อกแก๊งเป็นนักเขียนด้วยยย ตื่นเต้นๆๆ เรื่องนี้อาจจะดังก็ได้ในอนาคต อิอิอิ


โดย: shin chan (alei ) วันที่: 27 มิถุนายน 2550 เวลา:15:28:17 น.  

 
โอ้โห.... มีจินตนาการมากๆ เลยค่ะ อย่างชินมีแต่จินตนากาม เอ้ย... ล้อเล่นนะคะ คุณธาราคะ ชอบสาวแอฟริกันหรือคะ จะบอกว่า "แพท" คนที่อุ้มน้องพอล ยังโสดนะคะ อายุ 26 ปี ทำอาหารไทยพอได้ ทำอาหารกาน่าอร่อย ทำงานบ้านก็เก่ง อิอิอิ

ชินมีบางอย่างจะบอกคุณ แต่ไม่กล้าบอกตรงๆ ค่ะ เข้าใจว่าคุณเป็นผู้ชาย ยังงัย อยากให้ไปอ่านกระทู้นี้แล้วกันนะคะ //webboard.mthai.com/5/2007-06-25/330835.html อย่าโกรธชินนะคะ แบบว่าเราตั้งใจอ่านน่ะ แล้วจินตนาการตามไปด้วย แต่พอถึงบทผู้หญิง มันแบบ... อืม....
ด้วยมิตรภาพและความจริงใจค่ะ


โดย: shin chan (alei ) วันที่: 28 มิถุนายน 2550 เวลา:3:33:46 น.  

 
เข้ามาอ่านนิยายค่ะ เพิ่งจะอ่านได้ ประมาณสิบบรรทัดค่ะ
แล้วจะมาเริ่มอ่านใหม่น่ะค่ะ ขอไปทำงานก่อนค่ะ


โดย: Jeab (rayasuree2526 ) วันที่: 28 มิถุนายน 2550 เวลา:15:33:59 น.  

 
พาน้องหมูมาเยี่ยมก่อนกลับบ้านค่ะ


โดย: เพียงแค่เหงา วันที่: 29 มิถุนายน 2550 เวลา:18:34:43 น.  

 
มาชม blog ในวันหยุดคะ


โดย: goodpeople วันที่: 30 มิถุนายน 2550 เวลา:12:41:33 น.  

 
หายไปนานเรยนะคะ
คิดถึงจ้า รีบๆมาลงตอนต่อไปน้า


โดย: :: ปลาทองน้อยๆตัวสีส้ม :: (mix_9001 ) วันที่: 30 มิถุนายน 2550 เวลา:20:12:34 น.  

 
อยากรู้ว่า ศักดิ์ชาย ตอนหน้าเขาจะเป็นยังไงจังค่ะ..

สนุกดีจัง...


โดย: นู๋ญ่า (kayook ) วันที่: 30 มิถุนายน 2550 เวลา:22:54:22 น.  

 
เรียนหัวฟู งานกองบาน

แต่ก็มาตามอ่านนะคะ

ช่วยอวยพรให้มีชีวิตรอดหลังสอบกลับมาอ่านอีกด้วยนะคะ
555


โดย: tagoyagi IP: 124.121.37.49 วันที่: 1 กรกฎาคม 2550 เวลา:11:57:14 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ธาราภิรมย์
Location :
น่าน Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ด้านในของชีวิต มีทั้งความคิด ความฝัน
ความจริงและหลอกลวงปะปนกัน
จึงมาร่วมแบ่งปันความคิด ความฝันนั้น
เพราะเรามันก็แค่ "มนุษย์"



Click here to get your own clock for your site/profile!


++++ ชายราศีตุล ++++

visit www.mp3-codes.com now!
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2550
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
22 มิถุนายน 2550
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ธาราภิรมย์'s blog to your web]
Links