พฤศจิกายน 2555

 
 
 
 
1
3
4
5
6
10
11
13
15
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
ตอนที่ 9 ผจญภัยกับ..หมู..ม้า.หมา.ลา. เเมว...ไก่ ...ที่เบรเมน ( Bremen) Germany

เมืองต่อมา....ที่ฉันได้เดินทางไปฝากรอยบาทาก็คือ เมืองเบรเมน ( Bremen) ซึ่งเป็นเมือง
ที่อุดมไปด้วยสิงสาราสรรพสัตว์ทั้งหลาย เเละนี่.....เป็นที่มาของการผจญภัยของฉัน

เมืองนี้จากการวางเเผนของฉัน ฉันได้จอง Jungendherberger( Youth hotel) ซึ่งที่เเรก
ที่ได้จองตรงจุดที่อยู่ในตัวเมืองไว้ เเต่เขาได้ตอบอีเมล์กลับมาว่า "จากการที่ท่านได้จอง
ห้องพักไว้ เราได้มีข่าวว่า ตอนนี้เราได้ปิดซ่อมอาคารอยู่ ขอให้ท่านติดต่อโรงเเรมอื่นๆ
ทำไม๊ ทำไม อีกเเล้ว ต้องมาจำเพาะปิดตอนที่ฉันจะมาเที่ยว มาพักที่นี่ด้วย เเล้วไอ้โรงเเรม
ที่เขาให้รายชื่อมานั้น ห่างจากตัวเมือง25 กม. มันก็ไม่ใช่น้อยๆนะนั่น

ตอนเเรกฉันก็กะว่าจะพักที่โรงเเรมที่ห่างไกลความเจริญอันนี้เเหละ เเต่ว่าพอคิดไปคิดมา + 
กับเงินในกระเป๋าที่เริ่มร่อยหลอ เเล้วก็ได้โทรไปหาพี่สาวพี่ชายใจดีที่เมืองฮันโนเวอร์
(เมืองต่อไปที่ฉันจะไปเที่ยว) เพื่อบอกว่า

" เอ่อ พี่ขา ขอหนูไปพักก่อนวันหนึ่งได้ไหมคะ "
" ไม่มีปัญหา...สอบอมอยอหอมอดอลอ เเต่เกิดไรขึ้นเหรอ "

ฉันก็ได้เล่าเหตุการณ์สั้นๆให้ฟังถึงความจำเป็นก็เลยเป็นอันว่า เช้าออกจากฮัมบูร์กไป
เที่ยวเบรเมน 1 วัน เเล้วเย็นวันนั้นก็ไปฮันโนเวอร์เลยค่ะ

เเผนการเดินทาง เดิม

เบอร์ลิน-รอสต๊อก ( rostock) – ลือเบกค์ (Luebeck) – ฮัมบูร์ก (Hamburg) - เบรเมน (Bremen) –
ฮันโนเฟอร์ (Hannover) – ฮิลเดสไฮม์ (Hildesheim) – ฮาเมล์น (Hameln) – กอสลาร์ (Goslar) –
กลับเดรสเดน (Dresden) 

ตอนนี้ก็มาถึง เบรเมนเเล้วค่ะ





วัน เวลา .........อังคาร 16 มีนาคม 2547 
สถานที่ ..........เบรเมน (Bremen)
เป้าหมาย........ทุกอย่างที่น่าดูในเมืองเบรเมน เท่าที่เท้าเเละขาจะพาไป

วันนี้ก็เหมือนเช่นทุกวันที่ฝนจะต้องตก วันไหนไม่ได้เดินตากฝน ทำมิวสิคเนี่ยฉันรู้สึกเหมือนกับว่า
ขาดอะไรไปสักอย่างเลยอ่ะค่ะ พอออกจากสถานีรถไปเเล้วข้ามถนนมาเพื่อจะเข้าตัวเมืองเก่า
 เเล้ว.... มีความรู้สึกเหมือนอยู่ในกรุงเทพเลยค่ะ เพราะมีถนนทางด่วน ด้านบนบังเเดดจนมืดมิด 

*********************

ภาพสถานีรถไฟที่เบรเมนค่ะ





ท้องเริ่มร้องจ้อกๆ...อีกเเล้ว หลังจากที่เดินออกมาจากสถานีรถๆไฟเเล้วยังไม่ทันทำไร.... ก็ต้อง
ออกหากิน.... เอ้ย....หาอาหารเช้ากระเเทกท้อง ให้ร่างกายทำงานสักเล็กน้อยก่อน มิฉะนั้นอาจจะ
ไม่มีเเรงเดินเเละยกกล้องขึ้นถ่ายรูปได้

เดินไปเดินมาเจอร้านตุรกีร้านหนึ่ง มีข้าวด้วย ก็เลยเสร็จฉัน ก็เลยสั่งข้าวมาจานหนึ่ง เเล้วก็
ราดเเกงซึ่งมีลักษณะเหมือนเเกงเขียวหวานของไทย คือเหลือง..มีส่วนผสมของกะทิ เเละมี
กลิ่นเครื่องเทศ คล้ายขมิ้น มีเนื้อไก่เเละเห็ดพอประมาณ .....อั้ม.....ฮืมม...ก็อร่อยดีเหมือนกัน

หลังจากท้องอิ่มเเล้ว...ทีนี้ละถึงไหนถึงกันเดินขึ้นเขายังไหวเลย

ก็เดินทางไปเรื่อยๆ เมืองเบรเมนเมืองนี้มีการวางเเผนมาเป็นอย่างดีค่ะ ว่าจะไปเที่ยวไหนบ้าง 
เลยไม่รู้สึกกังวลเเละเป็นห่วงสักเท่าไร ว่าจะหลงหรือว่า หาที่อยากไปไม่เจอ

ระหว่างทางที่เดินไปวันนั้นสายฝนก็โปรยปราย ( อีกเเล้ว....ทริบนี้อยากจะตั้งชื่อใหม่ว่า
 เที่ยวหน้าฝน...ปนหน้าหนาว.....เคล้าเคลียกล้อง..ที่เยอรมันจังเลย)

หลังจากที่ข้ามไฟเเดง สองเเยกข้ามสะพานหนึ่งสะพาน เดินมาอีกประมาณ 650 เมตร 
จากสถานีรถไฟเเล้ว ก็มีถึงจุดเมืองเก่าซึ่งตามข้างทางก็จะเป็นย่านช้อปปิ้งมากมาย
 เเละมีตลาดนัดดอกไม้....หลากหลายพันธุ์ที่พ่อค้าเเม่ขาย นำมาต้อนรับฤดูใบไม้ผลิที่นี่ค่ะ




เข้าสาระกันหน่อย
Smiley

เบรเมน (เยอรมัน: Bremen [ˈbʀeːmən]) เป็นเมืองสันนิบาตฮันเซียติกในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศเยอรมันนี ชื่ออย่างเป็นทางการ: StadtgemeindeBremen (เทศบาลนครเบรเมิน)).  เบรเมนเป็นเมืองท่าตั้งอยู่ตามแนวแม่น้ำเวเซอร์ ประมาณ 60ก.ม. ทางใต้จากทางออกสู่ทะเลเหนือ เบรเมนเป็นหนึ่งในสองเมืองในรัฐเบรเมิน (ชื่ออย่างเป็นทางการ: FreieHansestadt Bremen (นครสันนิบาตฮันเซียติกอิสระเบรเมิน) ซึ่งบอกความเป็นสมาชิกของสันนิบาตสันนิบาตฮันเซียติกในยุคกลาง)อีกเมืองหนึ่งคือ เบรเมอร์ฮาเฟิน (Bremerhaven) เบรเมินมีประชากร 545,983 คน (เมื่อ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2548) ส่วนเขตเมืองใหญ่ (Bremen-Oldenburg) มีประชากรมากกว่า 2.37 ล้านคน. (ที่มา : Wikipedia)

....................................

เมืองนี้หนุ่มๆอาจจะรู้จักทีมฟุตบอลมากกว่าเมืองนะคะ



เมืองนี้มีนิทานด้วยค่ะ เรื่องก็มีอยู่ว่า.......

กาลครั้งหนึ่งนานมาเเล้ว....ชายคนหนึ่งมีลาอยู่ตัวหนึ่งลาตัวนี้ได้ทำงานรับใช้คอยเเบกหาม

บรรทุกกระสอบข้าวไปส่งให้ที่โรงสีอย่างขยันขันเเข็งเสมอมาเป็นเวลาช้านานหลายปี


จนในที่สุด....เรี่ยวเเรงก็ลดถอยลงไม่สามารถจะทำงานได้มากอย่างที่เคย

ชายผู้นั้น จึงคิดว่าไม่ควรจะเลี้ยงลาไว้ให้เสียข้าวเสียน้ำอีกต่อไป

ฝ่ายลาไหวตัวทัน รู้สึกว่าถ้าขืนอยู่ต่อไป คงไม่ดีเเน่จึงรีบหนีออกมาจากบ้านนั้นลาเดินทาง

มุ่งหน้าไปยังเมืองเบรเมน( Bremen) โดยคิดว่าอาจจะไปทำมาหากินเป็นนักดนตรีอยู่ที่นั่นได้

ลาเดินทางมาได้ระยะหนึ่งก็พบเข้ากับหมาไล่เนื้อตัวหนึ่ง
นอนหอบลิ้นห้อย อยู่ที่ริมถนน

ราวกับหมาที่วิ่งมาไกลจนหมดแรง “ อ้าวหมา ทำไมมาหอบลิ้นห้อยอยู่ที่นี่อ่ะ” ลา ถาม
“
โฮ้ยเพราะฉันมันแกลงไม่มีเรี่ยวไม่มีแรงจะไปวิ่งไล่เนื้อให้เจ้านายฉันได้เหมือนก่อน

นายของฉันก็เลยว่าจะเอาฉันไปฆ่าทิ้งฉัน จึงรีบหนีมาเนี่ยแหละจะไปหากินอย่างไรยังไม่รู้เลย “

“
นี่แน่ะหมา “ ลาพูด “ ฉันกำลังจะไปเมืองเบรเมน ( Bremen) จะไปเป็นนักดนตรีเธอไปกับฉันเถอะ

ไปเป็นนักดนตรีกันฉันจะสีซอ เธอตีกลองไง” 

หมาได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจลุกขี้นเดินไปกับลา ทั้งสองเดินกันไปได้ไม่นานก็พบแม่วตัวหนึ่งนั่ง

อยู่ริมถนนน้าตาเศร้าเหมือนเจอฝนมาสามวันสามคืน“ อ้าว แมวเหมียว เกิดอะไรขี้น

จึงหน้าบูดอย่างนี้? “ ลาถาม

“จะให้นั่งหน้าระรื่น อยู่ได้อย่างไร ในเมื่อชีวิตกำลังจะดับ”แมวตอบ
“ คิดดู เพราะฉันอายุมากขึ้น ฟันฟางก็หักทู่ฉันจึงชอบนอนขดฝันหวานอยู่ข้างเตาไฟ

มากกว่าที่จะไปเที่ยววิ่งไล่หนูเท่านั้นแหละ นายผู้หญิงของฉัน ก็คิดจะจับฉันไปถ่วงน้ำ

ทิ้งทีเดียวฉันก็เลยรีบหนีออกมา แต่ว่าจะไปไหนกันล่ะทีนี้ ? ฉันมองไม่เห็นทางเลย “ 

“ ไปเบรเมน กับพวกเราซิ แมวเธอก็มีหัวทางดนตรีชอบร้องเพลงตอนกลางคืนนี่นา

ไปเป็นนักดนตรีกันก็ได้“แมวเห็นดีด้วย ตกลงใจไปด้วยกันทั้งสามจึงพากันเดินต่อไป

จนถึงบ้านชาวนาหลังหนึ่งปรากฎว่า ที่ประตูหน้าบ้านนี้มีไก่โต้งตัวหนึ่งยืนโก่งคอขันอยู่

อย่างสุดเสียงดังลั่น

“ แหมส่งเสียงขันเสียแสบแก้วหูทีเดียวนะไก่ “ ลาพูด “ มีอะไรเหรอ “

“ตัวฉันน่ะนะ ทำหน้าที่พยากรณ์อากาศให้อย่างเดีเสมอมา “ ไก่โต้งพูด “ แต่เจ้านายของฉัน

ก็ไม่ได้คิดปรานีเลยสักนิดพอพรุ่งนี้เป็นวันอาทิตย์ จะมีแขกมาที่บ้านนะ นายผู้หญิงเขาก็จัดแจง

สั่งคนครัวให้จับฉันแกงเสีย เย็นนี้เขาก็จะจับฉันสับหัวแล้วฉันจึงต้องขันให้เต็มเสียงเสียหน่อยตราบเท่าที่ฉันยังทำได้“ 

“ โธ่ เอ้ย เจ้าโต้ง “ ลาพูด “ ไปกันเถอะ ไปกับพวกเรา ดีกว่าเราจะไปเมืองเบรเมนกัน สิ่งที่ดีกว่าความตายยังมีให้หาได้ทุกแห่งแหละเธอมีเสียงดี ถ้าเรามาร่วมวงแสดงดนตรีด้วยกันมันจะต้องแจ๋วแน่ๆ “

ไก่เห็นว่าเป็นความคิดที่ดี จึงตกลงเข้าร่วมวงแล้วสัตว์ทั้งสี่ก็ออกเดินทางไปด้วยกัน


แต่เมืองเบรเมน ไม่อาจจะไปถึงได้ภายในเวลาหนึ่งวัน ปรากฏว่า เมื่อตกค่ำ สัตว์ทั้งสี่ได้เดินทางมาถึงป่าแห่งหนึ่งต่างจึงตกลงที่จะหยุดพักที่นี่ ลาและหมาจัดแจงซุกตัวลงนอนที่ใต้ต้นไม้แมวและไก่ขี้นไปหาที่นอนบนต้นไม้ ไก่นั้นบินไปเกาะที่ยอดไม้สูงทีเดียวตรงที่มันรู้สึกว่า ปลอดภัยที่สุด ก่อนท่ำก่จะนอนได้มองสำรวจดูไปรอบๆทั้ง 4 ทิศปรากฎว่ามันแลไปเห็นแสงไฟลิบๆหรี่ๆ อยู่ ณ ที่ไกลๆแห่งหนึ่งมันจึงร้องบอกพรรคพวกว่า จะต้องมีบ้านอยู่ไม่ไกลจากที่นี่มากนักเพราะแลเห็นแสงไฟวอบๆแวบๆ

ลาพูดว่า “ ถ้าอย่างนั้นเราไปกันเดี๋ยวนี้เถอะเพราะค้างคืนที่นี่ก็ไม่สะดวกเลย “
หมาออกความเห็นบ้างว่าหากได้กระดูกที่มีเนื้อติดบ้างมาแทะสัก 2-3 ชิ้นก็คงดีไม่น้อย                     
 ดังนั้น ทั้งสี่จึงออกเดิน

มุ่งตรงไปยังที่เห็นแสงไฟนั้น ในไม่ช้า แสงไฟที่เห็นก็ยิ่งใหญ่สว่างชัดเจนขึ้นจนในที่สุดสัตว์ทั้งสี่ ก็มาปรากฏอยู่ที่หน้าบ้านที่เปิดไฟสว่างจ้าหลังหนึ่งบ้านหลังนี้เป็นที่อยู่ของพวกโจร ลาซึ่งตัวโตกว่าเพื่อนจึงเดินนำเข้าไปใกล้ตัวบ้าน ยื่นหน้าเข้าไปดูทางหน้าต่าง

“
เห็นไรมั่งลา “ ไก่โต้งถาม
“
เห็นอะไรนะรึ??? “ ลาตอบ “ ก็เห็นโต๊ะอาหาร มีทั้งกับข้าวและเครื่องดื่มน่ากันทั้งนั้นเลย พวกโจรมันกำลังกินกันอย่างเอร็ดอร่อยทีเดียว” 

”
ก็ลาภของพวกเรานะซิ“ ไก่พูด

“
ใช่ใช่ ถ้าเราจะได้เข้าไปนั่งอยู่ในนั้น “ลาตอบ

สัตว์ทั้งสี่จึงหันหน้าเข้าปรึกษากันว่าจะหาทางไล่พวกโจรออกไปจากบ้านได้อย่างไรในที่สุดก็คิดวิธีออก คือ ลาจะต้องยกขาทั้งสองขึ้นไปเกาะบนขอบหน้าต่าง แล้วหมาก็กระโดดขี้นไปยืนบนหลังลา แมวกระโดดขึ้นไปบนหลังหมาแล้วไก่ก็ปีนขึ้นไปเกาะบนหัวแมว พอได้จังหวะ ก็ให้สัญญาณกัน แล้วทั้งสี่ก็ร้องขึ้นพร้อมๆกัน

“
ฮี้ฮี้ ฮี้ ฮี้ ฮี้ ฮี้ ฮี้ ฮี้ ฮี้ ฮี้ ฮี้ ฮี้ ฮี้ ฮี้ ฮี้ ฮี้ “ ลาร้อง
“
โฮ้งโฮ้งโฮ้งโฮ้งโฮ้งโฮ้งโฮ้งโฮ้งโฮ้งโฮ้งโฮ้ง” หมาเห่า
“
เมี้ยวเมี้ยว เมี้ยว เมี้ยว เมี้ยว เมี้ยว เมี้ยว เมี้ยว เมี้ยว เมี้ยว “ แมวขู่
“
เอ็กอี้ เอ็ก เอ้ก...เอ็ก อี้ เอ็ก เอ้ก..... เอ็ก อี้ เอ็ก เอ้ก.....เอ็ก อี้ เอ็กเอ้ก “ ไก่ขัน 


แล้วก็พุ่งตัวเข้าไปในห้องทางหน้าต่างทันทีฝ่ายโจรไม่ได้ระวังตัว เมื่อได้ยินเสียงแปลกประหลาดดังลั่นเข่นนั้นก็ตกใจคิดว่าถูกผีบุก ต่างกระโจนหนีเอาตัวรอดวิ่งอ้าวออกไปในป่ากันหมด สัตว์ทั้งสี่ จึงตรงเข้านั่งโต๊ะตั้งต้นกินอาหารที่เหลืออยู่นั้น อย่างเอร็ดอร่อย พวกมันกินเอา กินเอา กินเอาราวกับจะเตรียมตัวอดไปอีกหลายเดือนก็ไม่ปาน

เมื่อสัตว์ทั้งสี่กินอิ่มดีแล้วมันก็ดับไฟ เตรียมหาที่นอนตามความพอใจของแต่ละตัว ลาไปนอนที่กองฟางหมาไปนอนหลังประตู แมวเลือกนอนที่เตาผิงเพราะอุ่นดี ส่วนไก่ไปนอนบนขื่อเนื่องจากต่างก็เหนื่อยกันมาทั้งนั้น มันจึงหลับกันไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อเวลาเที่ยงคืนผ่านไปพวกโจรที่หนีออกไปอยู่ในป่ามองกลับมาทางบ้านไม่เห็นแสงไฟ แลดูเงียบเชียบหัวหน้าโจรจึงพูดว่า

”
พวกเราไม่น่าจะตกใจเป็นกระต่ายตื่นตูมเลย“ แล้วก็สั่งลูกน้องคนหนึ่งให้เข้าไปสืบดูที่บานหลังนั้นสมุนโจรย่องกลับไปและเห็นทุกอย่างดูเงียบสงบจึงเดินเข้าไปในครัวเห็นตาแมวเป็นประกายไฟเหมือนไฟคุอยู่คิดว่าเป็นถ่านติดไฟก็เอาไม้ขีดแหย่เข้าไปเพื่อจุดไฟแมวที่นอนอยู่กระโดดตะปบใช้เล็บข่วนและขู่ฟ่อๆ โจรตกใจแทบสิ้นสติวิ่งออกทางประตูหลัง หมาที่นอนอยู่ตรงนั้นก็เลยกระโจนเข้างับขา โจรวิ่งลากขามาจนถึงลานบ้านตรงกองฟางก็ถูกลาเตะด้วยขาหลังเข้าอีก ฝ่ายไก่ซึ่งนอนหลับอยู่บนขื่นได้ยินเสียงเอะอะก็ตกใจตื่น ตาสว่างขัน“ เอ็ก อี้ เอ็ก เอ้ก...เอ็ก อี้เอ็ก เอ้ก..... เอ็ก อี้ เอ็ก เอ้ก.....เอ็ก อี้ เอ็ก เอ้ก “ ทันที


สัตว์ทั้งสี่นี้เป็นสัตว์ในเทพนิยายของสองพี่น้องเเห่งตระกูลกริม์ ค่ะ ชื่อยาคอบ เเละ วิลเฮล์ม ( Jacob Grimm เเละ WilhelmGrimm) 

เเต่เจ้ารูปปั้นเนี๊ยะ....มันเล็กกกกกก.....มากเลยค่ะ หรือว่า ฉันตาเสียก็ม่ายรู้ เพราะว่าเดินหาตั้งนานยังไง๊.....ยังไงก็หาไม่เจอ จนต้องถามชาวบ้านชาวเมืองเบรเมนเขาค่ะ ว่าอยู่ตรงไหน


เดินไปอีก 45 ก้าวเดิน(ของฉัน) ก็จะถึงรูปปั้นโรลานด์ ( Roland) ที่สูง 10 เมตรตั้งอยู่ข้างๆศาลากลางจังหวัดค่ะ ( Rathaus ) ซึ่งถือว่าเป็นสัญลักษณ์เเห่งเสรีภาพเเละความเป็นเอกราชของเมืองเบรเมนเขาค่ะ ตอนที่จะถ่ายตอนเเรกว่าจะรอให้สาวๆเขาไปเสียก่อนเเต่ดูๆไปเเล้ว มีสาวๆสวยๆ มาติดอยู่ในกล้องบ้างก็ดีเหมือนกันเน๊อะ



ด้านหลังรูปปั้นของโรลานด์ (คห.ที่เเล้วอ่ะคะ) เป็นร้านเบียร์ที่ขายเบียร์ Beck ค่ะ

ก้มลงมองพื้นเอ.....ใครมาทำกุญเเจเมืองเบรเมนมาตกไว้ตรงนี้หว่า

ฉันว่าจะเก็บไปส่งสถานีตำรวจซะเเล้วเเต่ไม่มีเเรงเก็บมันหนักค่ะ




ตอนเเรกก็กะว่าจะเดินไปสั่งเบียร์มาดื่มเเก้หนาวสักเเก้ว สองเเก้ว ค่ะเเต่มีเหตุบังเอิญ ให้ไม่ได้ไปดื่ม.....

ตรงหน้านั้นก็ เป็นศาลากลางจังหวัด ( Rathaus) ของเมืองเบรเมน เป็นเเบบ สไตล์โกธิคพร้อมกับมีการประดับภายนอกเเบบเรอเนสซองส์ค่ะ

ภายในจะมีห้องประชุมที่มีขนาดใหญ่มากจากข้อมูล เขาเล่าไว้ว่า ห้องประชุมนี้จะเป็นสถานที่จัดงานประจำปีที่เรียกว่าชาฟเฟอร์มาลไซท์ ( Schaffermahlzeit) คืองานรับประทานอาหารค่ำฉันพี่น้องที่เก่าเเก่ที่สุดในโลกค่ะ

เเต่ว่าวันนั้นไม่ได้เข้า ไปซึ่งก้อไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันค่ะ ว่าพลาดไปได้อย่างไร มานั่งนึกอยู่ๆๆ ก็เเหมเีสียดายจัง




 ม้าสองตัวนี้ลากเบียร์ Beck มาขายกันสดๆค่ะ คงรู้เเล้วใช่หรือเปล่าว่าทำไม...

ถึงฉันไม่ได้ไปดื่มเบียร์ในร้าน เอ้า.....Prost! Smiley ค่ะ


Smiley




อีกมุมหนึ่งของ Rathaus




อีกมุมหนึ่ง




ข้างศาลากลางจังหวัด ก็จะมีโบสถ์ใหญ่ ( Der Dom) ที่มียอดสูงถึง 98 เมตรค่ะ โบสถ์นี้มีอายุเก่าเเก่มาก ถึง 1,200 ปีเเล้วค่ะ





ข้างในค่ะ





 เดี๋ยวตอนหน้าเราไปเดินตามตรอก ซอก ซอยกันบ้างนะคะ


โปรดติดตามตอนต่อไป







Create Date : 08 พฤศจิกายน 2555
Last Update : 25 มกราคม 2556 16:40:17 น.
Counter : 3505 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

เรียมเจ้าขา
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 143 คน [?]



" เรียมเจ้าขา หรือ เก๋ค่ะ "

เขียน blog จริงจัง ปลายปี 2555
Blog นี้ก็จะรวมสิ่งที่ชอบในชีวิต
และเรื่องที่อยากแบ่งปันทั้งเรื่อง
ลูกสาวน้องกล้วยหอม,เรื่องเรียน
ต่อเยอรมนี,Beauty, Skin
care,แฟชั่นสิ่งทอ,ท่องเที่ยว
และก็ตะลอนชิม ค่ะ


ก็ขีดๆเขียนๆข้อมูลต่างๆเอาไว้
และแชร์เผื่อจะเป็นประโยชน์
กับท่านอื่นๆด้วยนะคะ

contact me :
http://www.facebook.com/kimmyandmais
http://instagram.com/sasimamai
ss.suksawang@จีเมล์ดอทคอม

อุปกรณ์ที่ใช้ถ่ายรูป

* Canon EOS 600D,
* Canon EF-S 15-85mm f3.5-5.6 IS USM
- Sigma 70mm F/2.8 DG Macro
- Canon EF-S 18-55mm 1:3.5-5.6 IS
- Canon EF-S 55-250 mm./4-5.6 IS
* Ipad 3
* Olympus compact camera.


Started at 5/1/2013
เรียมเจ้าขา Blog เนื้อหาของหน้าเว็บ
New Comments