All Blog
บทสรุปของความรักที่เลือกไม่ได้ สุดท้ายกลายเป็นชะนี :ความรักที่เลือกไม่ได้ของนางโมรา

  สวัสดีค่ะกลับมาพบกันอีกครั้งกับเมย์มีเรื่องเล่าค่ะ เรื่องราวความรักเดอะซีรีส์นี้ก็ยังไม่หมดนะคะ ยังมีมาอีก สำหรับตอนนี้ขอนำเสนอ ความรักที่มาจากความลังเล และการทรยศหักหลังจนสุดท้ายกับกลายเป็นโศกนาฎกรรมอันน่าเศร้า ซึ่งนั่นก็คือ ความรักของ “นางโมรา” นั่นเองค่ะ โดยตัวละคร “โมรา” นั้นเป็นหนึ่งในตัวละครของเรื่อง “จันทรโครพ”  และแถมตัวละครนั้นยังเรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์และน่าจดจำมากที่สุดเรื่องในวรรณคดีไทยเลยก็ว่าได้ค่ะ

  โดยตัวเนื้อเรื่องนั้นจะเล่าถึง “เจ้าชายจันทรโครพ” ได้ไปศึกษาเล่าเรียนกับพระฤาษีตนหนึ่ง และเมื่อเรียนจบแล้วฤาษีเลยต้องการจะให้ของกำนันเป็นผอบ ซึ่งก็มี “นางโมรา” ที่เป็นสาวสวยอยู่ข้างใน แต่ว่า “พระฤาษี” เองกำฉับเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า ห้าม จันทรโครพ นั้นเปิดผอบก่อนเวลาอันเหมาะสม ซึ่งก็คือก่อนที่จะถึงบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง

  แต่ทว่าด้วยความอยากรู้อยากเห็นของหนุ่มวัยกำหนัดของจันทรโครพเองนั้น จะให้ห้ามใจก็คงจะเป็นเรื่องยากเขาจึงฝ่าฝืนคำสั่งของพระเจ้าตาฤาษีเปิดผอบออกมา และทำให้เจ้าชายได้พบ กับนางโมรารูปงาม ส่งผลทำให้ศรรักปักอกเจ้าชายในทันควัน จนสุดท้ายก็มีสัมพันธ์สวาทได้นางเป็นชายาในกลางป่านั่นเองค่ะ

  แต่ทว่าความรักของพวกเขาก็กลับไม่เรียบง่ายขนาดนั้น เพราะเมื่อตอนที่ทั้งสองกำลังจะกลับเมืองก็โดนโจรป่าดักปล้น และดูท่าโจรเองก็ไม่ได้หวังแค่เพียงทรัพย์สมบัติของทั้งสองเท่านั้น เพราะมันเองก็หวังเคลมนางโมราเช่นกัน ส่งผลทำให้ทั้งพระเอกอย่างจันทรโครพ และ ตัวร้ายอย่างโจรป่านั้นก็ต่างต้องเปิดศึกชิงนาง แย่งชิงตัวนางโมราให้มาเป็นของตนให้จนได้ แต่ดูเหมือน จันทรโครพ นั้นจะเสียท่าให้กับโจรป่าอย่างแรง เพราะเมื่อต่อสู้กันไปสักพัก พระขรรค์ที่เป็นอาวุธคู่กายของจันทรโครพก็หลุดมือไป และเขาเองก็พยายามจะขอความช่วยเหลือจาก นางโมราให้ส่งพระขรรค์มาให้ตน แต่ไม่รู้เพราะเหตุผลกลใด ที่นางโมราเลือกจะช่วยโจรโดยการนำพระขรรค์ให้และส่งผลทำให้โจรเอาพระขรรค์ที่ว่านี้มาแทงจันทรโครพจนสิ้นใจ

  และเมื่อสาวงามอย่างโมรานั้นมาอยู่ในมือโจรป่า เหตุการณ์นั้นก็ยังดูเหมือนจะไม่จบได้ง่ายๆเพราะโจรป่าเองก็เกิดอาการระแวงโมราอยู่ในที ว่าเธอนี้จะหันกลับมาหักหลังเขาเหมือนที่ทรยศสามีตัวเองหรือเปล่า โจรป่าจึงเลือกที่จะหนีไปจากนางส่งผลให้ชีวิตของนางต้องระหกระเหินหิวโซอยู่สักพัก แต่ต่อมาพฤติกรรมของนางก็ดันไปรู้ถึงพระเนตร พระกรรณของ  “พระอินทร์” พระอินทร์จึงปลอมตัวเป็นเหยี่ยวคาบชิ้นเนื้อ มาล่อซื้อ เอ้ยมาลองใจ นางโมรา โดยตกลงว่าถ้าให้ชิ้นแก่นางโมรา นางโมรานั้นจะต้องมาเป็นเมียแก่ตน นางโมราที่กำลังหิวโซก็เลยตกลง แต่พอพระอินทร์เห็นเช่นนั้นก็เลยโกรธมาก เพราะมองว่านางนั้นเป็นหญิงมักมากในกามเอาไม่เลือก แม้ว่าจะเป็นโจรป่า หรือว่าสัตว์ ก็เลยสาปให้นางเป็นชะนี ร้องเสียง ผัว ผัว เพื่อโหยหวนหาสามีของตนต่อไป

  ซึ่งจะว่าในการดำเนินชีวิตของนางโมรานั้นก็ไม่ได้สุขสบาย และมีช่วงชีวิตที่สั้นมากเมื่อเทียบกับนางในวรรณคดีเรื่องอื่น และแถมยังถูกทุกอย่างบีบคั้นให้นางจำเป็นต้องเลือก และสุดท้ายแถมโดนสาปให้กลายเป็นสัตว์เพื่อชดใช้ในสิ่งที่นางก่อ ทั้งๆที่ความผิดทั้งหลายทั้งแหล่นั้นส่วนหนึ่งก็มาจากตัวละครตัวอื่นๆด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งถ้าหากจันทรโครพ ไม่เปิดผอบ ทั้งนางและ จันทรโครพก็อาจจะไม่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์เช่นนี้ หริอโจรป่าเองที่ถ้าหากมีความยับยั้งชั่งใจสักนิด ก็คงไม่เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้า แม้กระทั่งพระอินทร์ถ้าหากยอมฟังถึงเหตุผล และไม่ตัดสินด้วยใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง นางโมราก็อาจจะไม่ใช่ตัวละครที่น่าสงสารเช่นนี้ก็เป็นได้ค่ะ

  ก็จบไปอีกหนึ่งเรื่องแล้วนะคะสำหรับวรรณคดีนี้มีรัก กับความรักที่เลือกไม่ได้ของนางโมรา ยังไงถ้าใครยังอยากอ่านเรื่องเล่าสนุกๆแบบนี้ก็อย่าลืมติดตามเมย์มีเรื่องเล่ากันด้วยนะคะ สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ

แหล่งที่มา  
 https://www.chaiyaphumlink.com/webboard/index.php?topic=10.0
https://www.oknation.net/blog/print.php?id=64646
facebook ร่วมอนุรักษ์ภาษาไทยและวรรณคดีไทย
โดย Mattana (มัทนา) - งานของตัว, สาธารณสมบัติ, https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=3214114
https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Brown-Falcon,-Vic,-3.1.2008.jpg
https://board.postjung.com/745642
https://collections.lacma.org/sites/default/files/remote_images/piction/ma-31929719-O3.jpg
https://khoreet.blogspot.com/p/blog-page_25.html
 



Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2563
Last Update : 14 กุมภาพันธ์ 2563 19:47:12 น.
Counter : 1 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
ขอโทษทีรักนี้มีเวลาแค่วันเดียว : ตำนานความรักที่มีวันเวลาเป็นอุปสรรคระหว่าง หญิงทอผ้าและชายเลี้ยงวัว

  สวัสดีค่ะ กลับมาพบกันอีกแล้วนะคะกับ เมย์มีเรื่องเล่านะคะ เพราะทุกที่มีเรื่องเราจึงเก็บมาเล่านะคะ วันนี้เรามาติดตามกันดีกว่าค่ะว่าเรื่องราวแห่งความรักเรื่องไหนที่จะถูกนำมาให้อ่าน  สำหรับวันนี้เราจะนำตำนานความรักของจีน เป็นตำนานความรักที่ยาวและประวัติที่น่าสนใจอยู่เหมือนกันนะคะ ซึ่งตำนานที่ว่านั้นก็คือ “หนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้า” นั่นเองค่ะ


  ซึ่งวันที่ 7 เดือน 7ตามตำนานแล้วเชื่อว่าเป็นวันที่ หนุ่มเลี้ยงวัวนั้นได้กลับมาพบกับสาวทอผ้าค่ะ ซึ่งจุดกำเนิดของวันที่ว่านั้นก็มาจากตำนานปรัมปราของจีน ในสถานที่ที่ชื่อว่า “ภูเขาเพชร” ว่ากันว่าเป็นจุดที่นางฟ้าลงมาเล่นน้ำ และเป็นเวลาประจวบเหมาะกับ ชายหนุ่มเลี้ยงวัว ชื่อว่า     “หนิวหลาง”  อยู่บริเวณนั้นพอดี เขาพบเจอนางฟ้าเจ็ดองค์ที่ลงมาจากสวรรค์เพื่อลงมาเล่นน้ำตรงบริเวณทะเลสาบเข้าพอดี  วัวของ “หนิวหลาง” ได้กระซิบและออกอุบายให้เขาไปขโมยเสื้อผ้าของเหล่านางฟ้ามา โดยให้เขาแอบสังเกตการณ์ว่าหลังจากที่เหล่านางฟ้าเล่นน้ำเสร็จแล้ว แล้วพวกเธอนั้นจะทำอย่างไรแล้วจะพบเสื้อผ้าของพวกนางหรือไม่ แหมวัวของหนิวหลางนี่ก็แอบแสบใช่ย่อยนะคะเนี่ย

     แต่ว่าหลังจากที่พวกนางนั้นอาบน้ำเสร็จแล้ว เมื่อไม่พบเสื้อผ้า ก็ให้นางฟ้าน้องเล็ก ที่ชื่อว่า    “จือหนี่” ซึ่งแปลตรงตัวว่าหญิงทอผ้า ไปตามหาเสื้อผ้ามาคืนให้พวกพี่ ๆ จนเมื่อรู้ว่าคนที่เอาเสื้อผ้าทั้งหมดไปก็คือ “หนิวหลาง” นางจึงขอเจรจาเอาเสื้อผ้าคืน 

   แต่ว่า “หนิวหลาง” เองก็มีข้อแลกเปลี่ยนเช่นกันค่ะ ซึ่งนั้นก็คือการขอนางแต่งงาน ซึ่งตัวนางเองก็ยินยอม ใครที่บอกว่าคนสมัยนี้ดูใจกันเร็วต้องมาดูคู่ของ  “หนิวหลาง” และ “จือหนี่” นะคะ เพราะสองคนนี้เขาสปาคจอยกันเร็วเหลือเกินซึ่ง “จือหนี่” สุดท้ายก็อยู่กินกับ “หนิวหลาง” แล้วปล่อยพี่ๆเหล่านางฟ้าอีก 6คนนั้นกลับสวรรค์ไป

   และเมื่อทั้งสองตกลงปลงใจอยู่กินกับฉันสามีภรรยา ก็เหมือนว่าชีวิตคู่ของทั้งสองดูไม่ต่างจากฝันซะเท่าไหร่ เพราะตัว “หนิวหลาง” ก็เป็นสามีที่แสนดีรักและคอยดูแลภรรยาของเขา ส่วน   “จื่อหนี่” เองก็เป็นภรรยาคอยปฏิบัติพัดวีสามีของเธออย่างไม่ขาดตกบกพร่อง จนกระทั่งทั้งสองมีบุตรด้วยกันสองคน


   ดังที่บอกไปแล้วนะคะว่าชื่อ “จื่อหนี่” นั้นหมายถึงสาวทอผ้า เพราะงั้นนางจึงถือได้ว่าเป็นคนที่มีฝีไม้ลายมือในเรื่องของการทอผ้าเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในใต้หล้าเลยละค่ะ ทำให้ผ้าที่ “จื่อหนี่” และ “หนิวหลาง” นั้นนำผ้าไปขายจนขายดิบขายดี และส่งผลทำให้พวกเขากลายเป็นเศรษฐีอย่างไม่ทันตั้งตัวค่ะ


    แต่ก็ไม่ใช่ว่าเรื่องราวของจือหนี่ และ หนิวหลางนั้น จะมีแต่เรื่องสวยงามชวนฝันเท่านั้นนะคะ
เพราะว่าเรื่องราวก็แดงจนไปถึงหูของ “เง็กเซียนฮ่องเต้” และ “ฮ่องเฮา” ผู้ซึ่งเป็นบิดา มารดาของเหล่านางฟ้า พอได้ยินว่า “จือหนี่” ไปแต่งงานกับชายธรรมดานั้นก็โกรธจัด เลยออกคำสั่งให้ “จือหนี่” กลับสวรรค์

   และเมื่อ “หนิวหลาง”กลับมาบ้านแล้วไม่เห็นภรรยาก็ เศร้าโศกเสียใจ  จนกระทั่งวัวของ     “หนิวหลาง”ได้ออกไอเดียว่า ให้ “หนิวหลาง” นั้นฆ่าตนเสีย และให้เอาหนังวัวคลุมร่าง เพื่อจะได้ไปสู่สวรรค์แล้วไปหาภรรยาได้ ทำให้ “หนิวหลาง” ต้องฆ่าวัวด้วยน้ำตาแล้วนำหนังมาคลุมร่างของเขาและบุตรทั้งสองคน แล้วขึ้นมาบนสวรรค์เพื่อตามภรรยาของตน

   และเมื่อ “เง็กเซียน” และ “ฮ่องเฮา” รู้เข้าก็ยิ่งทวีความโกรธ แล้วด้วยความโกรธนี้เองทำให้ “ฮองเฮา” นั้นได้ดึงปิ่นปักผมของนางออกมาแล้วก็กรีดฟ้าให้แบ่งออกมาเป็นสองด้านโดนมีแม่น้ำนั้นกั้นกลาง เพื่อขัดขวางความรักระหว่างเขาและเธอ ซึ่งแม่น้ำที่ว่านั้นก็เป็นที่มาของ             “ทางช้างเผือก” นั่นเองค่ะ

    และเมื่อมีแม่น้ำมาขัดขวางความรักทำให้ทั้งสองต่างต้องทำหน้าที่ของตัวเองไปอย่างไร้ทางเลือก โดยตัวของจือหนี่เองก็ต้องทอผ้าไปด้วยใจที่สิ้นหวัง ส่วน  หนิวหลาง ก็ทำได้แค่เพียงดูแลลูกน้อยทั้งสองของตนกับ จือหนี่ไป และรอคอยวันที่จะกลับมาพบกันใหม่ วันนั้นก็คือวันที่เหล่านกกระเรียนจะมารวมตัวกันเป็นสะพานเพื่อนำพาให้ทั้งสองคนมาพบเจอกัน

   ซึ่งสะพานนั้นมีชื่อว่า Que Qiao  (ฉิวเฉียน) หรือสะพานนกกระเรียนอันเป็นสะพานที่ทอดข้ามในกลุ่มดาวหงส์ ทำให้  “จือหนี่” และ “หนิวหลาง” นั้นสามารถเดินทางมาพบกันได้แม้แค่เพียงปีละครั้งเท่านั้น   ซึ่งก็คือวันที่ 7 เดือน 7 และเล่ากันว่าถ้าวันนั้นเป็นวันที่มีฝนตก นั่นจะแสดงว่าฝนนั้นจะเป็นตัวแทนของน้ำตา ของทั้ง “จือหนี่” และ “หนิวหลาง” นั่นเองค่ะ
 
   เป็นยังไงกันบ้างค่ะ กับความรักของตำนานที่แสนเศร้าแต่ก็แอบสุขใจเล็กๆเพราะอย่างน้อยทั้งสองก็ยังมีโอกาสพบกันแม้ว่าจะเป็นเพียงแค่วันเดียวของปีเท่านั้น แต่ว่าสตอรี่ความรักนี้ยังไม่จบนะคะ ยังมีอีกหลายเรื่องให้ติดตามกันยังไงก็ลืมติดตามกันด้วยนะคะ สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ

แหล่งข้อมูลประกอบ
https://www.techisky.com/news/qixi-festival.html
https://www.smilechinese.cn/Smile_Club/Culture_Essence/150.html
https://gbtimes.com/index.php/qixi-festival-and-story-chinese-valentines-day
https://cultureyard.net/legend-of-qixi/
https://www.bonzasheila.com/stories/niulangzhinu.html
https://e.gotohz.com/whatishot/whatnew/201508/t20150818_136829.html
https://www.nlb.gov.sg/biblioasia/2018/07/04/in-search-of-the-seven-sisters-festival/
 
 



Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2563
Last Update : 14 กุมภาพันธ์ 2563 12:00:24 น.
Counter : 30 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
ไม่มีวันรักกันไม่ได้อย่างแท้ทรู: วรรณคดีนี้มีรัก กับความรักที่เป็นไปไม่ได้ของ พระอภัย และ นางผีเสื้อ


    สวัสดีค่ะกลับมาพบกันอีกครั้งแล้วนะคะ กับ เมย์มีเรื่องเล่า เพราะทุกที่มีเรื่องเราจึงเก็บมาเล่าค่ะ วันนี้เราก็ยังจะอยู่กับ รักเดอะซีรีย์ ตอนที่2 ในตอนที่มีชื่อว่า 
                                
 “วรรณคดีนี้มีรัก กับความรักที่เป็นไปไม่ได้ ของพระอภัย และ นางผีเสื้อสมุทร” มาติดตามกันดีกว่าค่ะว่ารักในวรรณคดีสุนทรภู่นั้น ทำไมถึงเป็นรักที่เป็นไปไม่ได้ สำหรับในกรณีความรักของนางผีเสื้อสมุทร และพระอภัยถือว่าเป็นความรักที่ข้ามสายพันธุ์ เพราะสุนทรภู่นั้นกำหนดให้ตัวละครเอกอย่างพระอภัยนั้นเป็นมนุษย์ ที่เป็นพระโอรสของกษัตริย์ ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้มีความรู้ ที่เป็นนักดนตรี หรือ ฝ่ายบุ๊น มากกว่าที่จะเป็นฝ่ายบู๊ หรือว่านักรบ  และความเป็นนักดนตรีของพระอภัยนี่แหละค่ะที่ทำให้เป็นจุดกำเนิดรักข้ามสายพันธ์



  เพราะจากการเป่าปี่ครั้งแรกที่พระอภัยเป่าให้ น้องชายและ พราหมณ์สามคน ก็ทำให้ทั้งสี่เข้าสู่นิทราด้วยความซาบซึ้ง ดังเช่นตามบทกลอนของสุนทรภู่ ที่พรรณาเกี่ยวกับเสียงปี่ของพระอภัยที่ช่างเพราะจับใจดั่งนกการเวก

“เจ้าพราหมณ์ฟังวังเวงวะแว่วเสียง สำเนียงเพียงการเวกกังวานหวาน”
“หวาดประหวัดสตรีฤดีดาล ให้ซาบซ่านเสียวสดับจนหลับไป”
“ศรีสุวรรณนั้นนั่งอยู่ข้างพี่ ฟังเสียงปี่วาบวับก็หลับใหล”


และด้วยความไพเราะของเสียงปี่นี่เองแหละค่ะที่ไปจับใจหัวใจอันว้าเหว่ของนางผีเสื้อสมุทรเข้าให้ ดังเช่นการกล่าวไว้ในบทกลอนที่ว่า

“วิเวกแว่ววังเวงด้วยเพลงปี่ ป่วนฤดีดาลดิ้นถวิลหวัง”
“เสน่หาอาวรณ์อ่อนกำลัง เข้าเกยฝั่งหาดทรายสบายใจ”


และไม่เพียงเสี่ยงปี่จะจับใจหัวใจของนางผีเสื้อสมุทรเท่านั้นนะคะ เพราะหน้าตาของพระอภัยเองก็เป็นที่ถูกอกถูกใจ แก่นางผีเสื้อสมุทรด้วยเช่นกัน ดั่งที่บรรยายเอาไว้ว่า

“ทรวดทรงองค์เอวก็อ้อนแอ้น เป็นหนุ่มแน่นน่าชมประสมสอง”

  และด้วยเสียงปี่บวกกับรูปลักษณ์อันงดงามทำให้อาการมโนของนางผีเสื้อสมุทรจึงได้ถือกำเนิดขึ้นมาค่ะ ดังบทกลอนที่บรรยาย ความพร่ำเพ้อของนางผีเสื้อสมุทรที่ได้กล่าวเอาไว้ว่า

“ถ้าแม้นได้กันกับกูเป็นคู่ครอง จะประคองกอดแอบไว้แนบเนื้อ”

  แต่ความมโนของนางยักษ์ก็ไม่ได้หยุดเอาไว้แค่นี้เท่านั้นนะคะ เพราะนางยักษ์เองก็ยังอยากได้พระอภัยมากถึงขนาดรำพันจนยาสลายมโนต้านเอาไว้ไม่อยู่ว่า

“น้อยหรือแก้มซ้ายขวาก็น่าจูบ ช่างสมรูปนี่กระไรวิไลเหลือ”
“ทั้งลมปากเป่าปี่ไม่มีเครือ นางผีเสื้อตาดูทั้งหูฟัง”


  และด้วยความหื่น เอ้ย ความหลงในรูป และเสียงของพระอภัยของนางผีเสื้อสมุทรนี่เองจึงทำให้ปฏิบัติการณ์รักต้องตื้อนั้นถือกำเนิดขึ้นมานั่นเองค่ะโดยนางเริ่มต้นเข้ารุกหาพระอภัย  ด้วยการโผล่ขึ้นมาจากน้ำแล้วฉกตัวพระอภัยเอาไว้ที่ถ้ำ



  แต่ด้วยความที่นางนั้นเป็นยักษ์ที่นางก็กลัวว่าชายในดวงใจจะเกิดอาการรังเกียจ ทำให้นางนั้นต้องแปลงกายมาเป็นสาวสวย คอยปฏิบัติดูแลพระอภัย เรียกได้ว่าเปย์ขั้นสุดเพื่อให้หลัวหลงเลยก็ว่าได้ค่ะ แต่ว่าพระอภัยนั้นถือว่าเป็นคนฉลาดพอตัวทำให้เริ่มเอะใจ เมื่อเห็นสาวสวยมาอยู่ข้างตัวเองในถ้ำแล้วสาวงามคนนี้ไม่มีแววตาเฉกเช่นมนุษย์ปถุชนทั่วไป จึงแน่ใจว่าคนที่ตัวเองเห็นนั้นเป็นนางยักษ์จำแลงแปลงกายลงมาอย่างแน่นอน ดั่งมีบทกลอนที่กล่าวเอาไว้ว่า

“ด้วยแววจักษุหายทั้งซ้ายขวายิ่งชิงชังคั่งแค้นแน่นอุรา จะใคร่ด่าให้ระยำด้วยคำพาล”

  คือจากบทกลอนนี้คือพระอภัยนอกจากมองออกว่าผู้หญิงที่ตัวเองเห็นนั้นไม่ใช่มนุษย์ยังอยากจะรู้สึกด่าให้เจ็บแสบเสียอีกด้วย แต่ด้วยความที่พยายามจะข่มใจ จึงพยายามเกลี่ยกล่อมและคุยดีๆกับนางผีเสื้อสมุทรเสียก่อน ดั่งกลอนที่กล่าวเอาไว้ว่า

มนุษย์ยักษ์รักกันด้วยอันใด ผิดวิสัยที่จะอยู่เป็นคู่ควร”

   แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่พระอภัยพูดนั้นจะไม่ได้นำพาไปยังโสตประสาทใดๆของนางเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะนางก็ยังคงรุกต่อ แถมทำแบ๊วใส่พระอภัยถามพระอภัยว่า ท่านจะมากลัวผู้หญิงด้วยเรื่องอะไรกันซึ่งก็ทำให้พระอภัยมณีนั้นอึ้งจนพูดอะไรไม่ออกเลยทีเดียวค่ะ และการนิ่งเงียบของพระอภัยนั้นเองก็พลอยทำให้นางผีเสื้อสมุทรเหมาเอาเองว่า เอาวะ นี่คือสัญญาณที่แสดงว่า       พระอภัยเปิดทางให้ฉันอย่างแน่นอนจึงทำให้นางรุกเข้าหาพระอภัยมากขึ้นไปอีก

   โดยปฏิบัติการที่ว่านี้นางก็ได้เริ่มต้นจากการที่ทำเป็นสำออยเอาตัวเองแนบชิด ยั่วๆหวังว่าตัวเองจะพิชิตใจ พระอภัยได้ แต่พระอภัยก็ไม่ยอมหลงกลให้กับลูกไม้ตื้นๆของนางแถมยังเล่นแรงโดยการถีบนางยักษ์จนผลัดตกจากแท่นศิลา และยังสรรหาคำด่าแสบๆมาด่านางหวังให้นางเลิกตามตื้อ อย่างจะมีท่อนหนึ่งที่พูด

“แล้วเดือดดาลด่าว่าอีกาลีลาม”
“เขาเบือนเบื่อเหลือเกลียดขี้เกียจตอบ ยังขืนปลอบปลุกปล้ำอีส่ำสาม”
“ทำแสนแง่แสนงอนชะอ้อนความ แพศยาบ้ากามกวนอารมณ์”


   โดยคำว่า “อีกาลี” นั้นหมายความว่า “ชั่วร้าย เสนียดจัญไร”  ส่วนคำว่า  “อีส่ำสาม” ก็มีความหมายคำเดียวกับคำว่า “ส่ำส่อน” มีผัวไม่เลือก ความหมายเดียวกันกับคำว่า “แพศยา” นั่นเองค่ะ ส่วนคำว่าบ้ากามนั้นก็ตรงตัวเลยค่ะ ว่าเป็นอาการหื่นกระหายในเรื่องของกามรมณ์ แม้ว่าพระอภัยมณีนั้นจะด่านางผีเสื้อสมุทรแรงขนาดไหน แต่นางเองก็ถือคติด้านได้อายอด แม้ว่าด่าแค่ไหนก็ไม่สนใจด่าทีก็กอดที จนพระอภัยนั้นไหวจะเคลียร์ จนรู้สึกเริ่มหมดความอดทนจึงได้ด่าออกไปแรงๆ อย่างบทกลอนที่กล่าวเอาไว้ว่า

“พระแค้นคำซ้ำด่าอีหน้าด้าน ใครจะร่านเหมือนเช่นนี้ไม่มีถึง”
“น่าอดสูกูได้ทำไมมึง มาเคล้าคลึงโลมลูบจูบผู้ชาย”
“ทั้งเหม็นสาบเหม็นสางเหมือนอย่างศพ ไม่น่าคบน่ารักยักษ์ฉิบหาย”
“มายั่วเย้าเฝ้าเบียดเกลียดจะตาย ไม่มีอายมีเจ็บเท่าเล็บมือ”


  คำก็ “อีหน้าด้าน” สองคำก็ “ร่าน” แต่นางยักษ์ทั้งรักทั้งหลงพระอภัยมณีจนมองข้ามทุกสิ่งทุกอย่าง เอิ่มไม่รู้ว่านางยักษ์นี่เป็นโรคเสพย์ ติดความรุนแรง หรือว่า มาโซคิส หรือเปล่านะคะ  แต่อย่างไรก็ตามความรักแบบ sm ของทั้งคู่ก็ดูเหมือนจะดำเนินไปถึงการมีสัมพันธ์อันวาบหวาบจนได้ค่ะ ดั่งเช่นคำกลอนใน “บทอัศจรรย์” หรือ ว่าบทบรรยายฉากเลิฟซีนของเรื่องที่กล่าวเอาไว้ว่าโดยสุนทรภู่นั้นได้เปรียบเทียบการร่วมรักระหว่างนางผีเสื้อสมุทร และพระอภัยไว้กับ “ว่าว” นั่นเองค่ะ ซึ่ง “ว่าวกุลา”  หรือ “ว่าวจุฬา” แทนนางยักษ์ ส่วน “ว่าวปักเป้า” แทนพระอภัย


ว่าวจุฬา กับ ว่าวปักเป้ากับโรมรันกัน

โดยกล่าวเอาไว้ว่า

“เกิดกุลาคว้าว่าวปักเป้าติด กระแซะชิดขากบกระทบเหนียง”
“กุลาส่ายย้ายหนีตีแก้เอียง ปักเป้าเหวี่ยงยักแผละกระแซะชิด”
“กุลาโคลงไม่สู้คล่องกะพล่องกะแพล่ง ปักเป้าแทงตะละทีไม่มีผิด”
“จะแก้ไขก็ไม่หลุดสุดความคิด ประกบติดตกผางอยู่กลางดิน”


   แต่อย่างไรก็ตามความรักนั้นก็ไม่ได้ยั่งยืนเสียเท่าไหร่ เพราะสุดท้ายนางผีเสื้อก็หัวใจสลายและตายไปพร้อมกับเสียงปี่ของชายที่นางหลงใหล อย่างพระอภัย อันเป็นการปิดตำนานรักข้ามสายพันธุ์ของ พระอภัย และนางผีเสื้อสมุทรนั่นเองค่ะ  ก็จบลงไปอีกเรื่องแล้วนะคะ กับตำนานความรักของนางผีเสื้อสมุทรและ พระอภัย ถ้าใครชอบ หรือว่าอยากให้เมย์เล่าเรื่องไหนก็ฝากกดติดตามกดไลก์ กดซับสไคร์เพื่อเป็นกำลังใจกันด้วยนะคะ สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ

แหล่งข้อมูลประกอบ
https://sites.google.com/site/nangniwannakhadee/home/nang-mni-ratna
https://www.matichonweekly.com/column/article_207499
https://sites.google.com/a/mpp.ac.th/krutoy-1/home/hnwy-thi1
https://www.silpa-mag.com/history/article_10298
https://thaifilmreviews.com/
https://sites.google.com/site/kitethailand166/ktika-kar-khaengkhan
https://rungfa.chs.ac.th/apaiactor2.htm
https://phra-apai-mani2.blogspot.com/
https://www.geocities.com/tthida/)
https://www.matichonweekly.com/column/article_179740
 

แหล่งข้อมูล

www.sanook.com
 

Youtube: เมย์มีเรื่องเล่า

https://is.gd/9OpQaO

Facebook: เมย์มีเรื่องเล่า

https://is.gd/h1c9IE

IG: maymeerunglao

https://is.gd/hF4n51

Twitter: เมย์มีเรื่อง!(เล่า)

@maymeerunglao

https://is.gd/C74vVJ

Bloggang: ทากิ
https://is.gd/0iaAJR


ประวัติศาสตร์, เรื่องเล่า,ตำนาน,นิทาน,วรรณคดีไทย ,สุนทรภู่,บุคคลสำคัญ,ภาษาไทย,พระอภัยมณี,ความรัก,วาเลนไทน์,เทศกาล, วันสำคัญ,ผีเสื้อสมุทร



Create Date : 05 กุมภาพันธ์ 2563
Last Update : 5 กุมภาพันธ์ 2563 23:23:47 น.
Counter : 18 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
เมื่อรักนี้มิอาจได้ครอบครอง สุดท้ายได้แค่มองดอกไม้แทนใจ ตำนานความรักระหว่างซีโบล และโอทากิ


  สวัสดีค่ะ กลับมาพบกันอีกครั้งนะคะกับ เมย์มีเรื่องเล่า สำหรับเดือน มกราคมอันแสนยาวนานที่เพิ่งผ่านพ้นไป ก็จะก้าวเข้าสู่เดือนแห่งความรัก นั่นก็คือเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์นี้เองก็มี "วันแห่งความรัก" หรือ “วันวาเลนไทน์” เมย์เลยขอใช้โอกาสนี้ เล่าเรื่องความรักเดอะ  ซีรีส์ เพื่อต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์ที่จะมาถึงนั่นเองค่ะ

        ดอกอาจิไซ หรือ ดอกไฮเดรนเยีย

  สำหรับเรื่องแรกที่เมย์จะมาเล่านั่นก็คือ  “ตำนานรักดอกอาจิไซ” หรือ ดอกไฮเดรนเยียค่ะ โดยตำนานนี้มีที่มาจากหนุ่มนายแพทย์ชาวเยอรมัน และ สาวชาวญี่ปุ่น ที่มีชื่อว่า ซีโบล และ      โอทากิค่ะ

          Philipp Franz von Siebold

                Kusumoto Taki
  
    ความรักของพวกเขาทั้งคู่นั้นเริ่มต้นในบริเวณเขตเดจิม่า เขต นางาซากิ ประมาณสองร้อยกว่าปีในช่วงที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นยังคงปิดรับวิทยาการต่างๆจากชาติตะวันตกอยู่ แต่อย่างไรก็ตามญี่ปุ่นเองก็ยังคงมีเมืองท่าสำหรับค้าขายกับชาวต่างอยู่ และเมือง นางาซากินั้นก็เป็นหนึ่งในเมืองท่าแห่งนั้น


เขตเดจิม่าในเมืองนางาซากิ ซึ่งเป็นที่สงวนสำหรับชาวต่างชาติ

   และเป็นเมืองที่ดร. Philipp Franz von Siebold นายแพทย์หนุ่มชาวเยอรมันได้เข้ามาพร้อมกับกองเรือพาณิชย์บริษัท East India ซึ่งเมื่อมาถึงที่เมืองนางาซากิได้ทำหน้าที่เป็นแพทย์รักษาโรคให้กับชาวเมืองนางาซากิ โดยนายแพทย์ Siebold ได้นำเอาความรู้ทางแพทย์แผนตะวันตกเข้ามาเผยแพร่ให้กับชาวญี่ปุ่น อย่างเช่นวิทยาการเรื่องการผ่าตัด รวมไปถึงการเปิดโรงเรียนแพทย์ในเมืองดังกล่าวด้วยค่ะ ซึ่งโดยปกติแล้วเขตเดจิม่า เมืองนางาซากิในช่วงยุคนั้นจะไม่อนุญาตให้คนญี่ปุ่นทั่วไปเข้าไป แต่ว่าก็มีคนที่ได้รับการยกเว้นเช่นกันค่ะ และหนึ่งในนั้นก็คือ         

  Kusumoto Taki  โดย Otaki นั้นเป็นสาวชาวญี่ปุ่นที่เข้ามาดูแลบ้านพักให้กับชาวต่างชาติที่เข้ามาอาศัยในนางาซากิ และเธอก็ได้ทำหน้าที่เป็นไกด์พา Siebold ไปเที่ยวในที่ต่างๆพร้อมกับความรักของพวกเขาทั้งสองก็ได้เริ่มผลิบานขึ้น   ครั้งหนึ่ง Siebold ได้นำเอาสตอว์เบอรี่จากเยอรมันมาให้ Otaki  ซึ่งตัวเธอนั้นไม่เคยรับประทานสตอว์เบอรี่มาก่อนเพราะว่าในอดีตนั้น          สตอว์เบอรี่ยังไม่ได้รับการเพาะพันธ์ในประเทศญี่ปุ่น และเมื่อเธอได้รับประทานเธอก็ได้ชื่นชอบมันอย่างมาก และดูเหมือนสตอว์เบอรี่เองก็เป็นสื่อรักที่ทำให้ความรักของคนทั้งคู่เติบโตขึ้นจนในที่สุดทั้งคู่ก็ได้ตกลงปลงใจแต่งงานกัน และทั้งคู่ก็ได้มีลูกสาวหนึ่งคนชื่อว่า Kusumoto Ine


                    Kusumoto Ine

    ซึ่ง Siebold นั้นนอกจากจะเป็นนายแพทย์แล้วตัวของเขายังมีความชื่นชมในเรื่องของ         พฤษศาสตร์ โดยเขานั้นได้วาดภาพพันธ์ไม้ และเพาะพันธ์ต้นไม้ต่างๆที่เขาพบเห็นในญี่ปุ่น       และด้วยเหตุที่เขาสนใจในเรื่องพืชพันธ์ และภูมิศาสตร์ต่างๆนี้เองเขาเลยจ้างคนมาเขียนแผนที่ประเทศญี่ปุ่นให้และนั่นก็ถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนทางความรักระหว่าง Siebold และ Otaki เพราะแผนที่ที่เขามีนั้นอยู่ในเรือบรรทุกสินค้าที่จู่เกิดอัปปางลงและลอยไปเกยชายหาด และแผนที่ที่อยู่ในหีบใบหนึ่งของ ก็หล่นออกมาจนทำให้แผนที่ที่เขาจ้างให้คนวาดให้ก็ถูกเปิดเผยออกมาและทำให้เรื่องราวบานปลายไปถึงสำนักราชวัง ซึ่งในสมัยนั้นการกระทำของ Siebold ถือได้ว่าเป็นเรื่องร้ายแรงมากเพราะเป็นการนำความลับของราชการไปเผยแพร่ และทำให้ Siebold ถูกทางการตั้งข้อหาเป็นสายลับที่นำความลับของประเทศไปขายให้กับคนต่างชาติ จนสุดท้ายแล้วทางการก็ได้เนรเทศเขาออกจากประเทศ

    และการโดนลงโทษในครั้งนี้ก็ส่งผลทำให้ Siebold ต้องจำใจผลัดพรากจากลูกเมียของเขา พร้อมกับกระถางต้นไม้ที่บรรจุต้นอาจิไซไปด้วยเพื่อจะได้ระลึกถึงภรรยาของตน ที่ไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ และตลอดระยะเวลาที่ออกเดินทางจากญี่ปุ่นกลับไปยังยุโรปนั้น Siebold ก็ได้เขียนจดหมายพรรณาถึงความโศกเศร้าที่ต้องพลัดพรากจากภรรยาและลูกสาว และเมื่อเขากลับไปเยอรมันเขาก็ได้เพาะพันธ์ ดอกอาจิไซ สายพันธุ์ใหม่และตั้งชื่อให้มันว่า “Otakusa” ซื่งเป็นคำที่มีความหมายถึง “Otaki” หญิงอันเป็นที่รักของเขานั่นเอง

  แม้ว่าความรู้สึกของความรักที่ทั้งคู่มีให้แก่กันจะยิ่งใหญ่และแสนจะงดงาม แต่นิทานแห่งความฝันก็ไม่อาจจะยืนยาวเท่ากับความเป็นจริงเมื่อ Otaki ได้ตระหนักว่าชั่วชีวิตนี้เธอคงไม่ได้มีโอกาสจะพบพานกับ Siebold อีกต่อไปเธอจึงเลือกที่จะเขียนจดหมายไปยังเขาเพื่อขอให้เขานั้นลืมเธอไปเสียและเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างที่ควรจะเป็น และเมื่อ Siebold ได้อ่านจดหมายของ Otaki แม้ว่าจะเสียใจแต่สุดท้ายเขาก็ได้ยอมรับความจริงอย่างที่ควรจะเป็น เพราะอย่างน้อยการยอมทำตามคำขอของเธอก็อาจจะเป็นการแสดงความรักในรูปแบบหนึ่งของเขาที่มีต่อความหวังดีต่อเธอ

   จนกระทั่งเมื่อวันเวลาผ่านไปทั้งสองก็ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่และสร้างครอบครัวใหม่ โดย Siebold  แต่งงานกับ Helene von Gagern มีบุตรชายสามคน และบุตรสาวอีกสองคน ส่วน Otaki นั้นก็ได้แต่งงานใหม่เช่นกันแต่เธอนั้นก็ไม่ได้มีลูกแต่อย่างใด


        Matthew C. Perry
 
    ดูเหมือนว่าชีวิตของคนทั้งคู่จะไม่มีวันบรรจบกันได้อีกครั้งถ้าหากไม่เกิดการเปิดประเทศ อันมีสาเหตุมาจากกองทัพเรือของ Matthew C. Perry ได้ล้อมปิดอ่าวเอโดะเพื่อเจรจาให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศ เหตุการณ์ในครั้งนี้ส่งผลทำให้  Siebold พร้อมกับ Alexander บุตรชายได้กลับมาเจอกับ Otaki  และ Ine บุตรสาวที่ตั้งใจว่าจะเป็นแพทย์ตามแบบพ่อของตน โดย Ine ได้เข้าไปศึกษาโรงเรียนแพทย์สมัยใหม่จนกระทั่งเป็นแพทย์หญิงแผนสมัยใหม่คนแรกของญี่ปุ่นในภายหลัง


Philipp Franz von Siebold ในวัยชรา

   และแม้ว่าทั้ง Siebold และ Otaki จะได้กลับมาพบกันใหม่แต่ว่าสุดท้ายแล้วความรักและความรู้สึกของคนทั้งคู่ก็เป็นเพียงความรู้สึกของผู้ปกครองที่ทั้งสองต่างต้องรับผิดชอบครอบครัวของตน ทำให้ความรักของคนทั้งคู่นั้นเป็นเพียงแค่อดีตเท่านั้น และเมื่อ Siebold เดินทางกลับประเทศเนเธอร์แลนด์ในช่วงสุดท้ายของชีวิต เขาได้เขียนข้อความเอาไว้ว่า

“ภายหลังจากที่ฉันนั้นเสียชีวิตลงแล้ว อยากโบยบินไปยังดินแดนที่สงบ
และสวยงามที่ฉันเคยใช้ชีวิตอยู่ อีกมุมหนึ่งของโลก”


  และก่อนที่โอทากิจะเสียชีวิตลง เธอก็ไม่เคยลืมความอร่อยของสตอว์เบอรี่ที่ Sieboldให้ เพราะว่า Otaki ก็ขอรับประทานสตอว์เบอร์รี่เป็นอย่างสุดท้ายก่อนที่เธอจะสิ้นใจ

 

Youtube: เมย์มีเรื่องเล่า

https://is.gd/9OpQaO

Facebook: เมย์มีเรื่องเล่า

https://is.gd/h1c9IE

IG: maymeerunglao

https://is.gd/hF4n51

Twitter: เมย์มีเรื่อง!(เล่า)

@maymeerunglao

https://is.gd/C74vVJ

Bloggang: ทากิ
https://is.gd/0iaAJR


แหล่งข้อมูลประกอบ
https://tamnan-flower.blogspot.com
https://bakumatsu.org/men/view/229
Deutsche Bundespost stamp image (1996)
日本語: 近世の肖像画(Japanese Portraits of the Early Modern Period) 佐賀県立美術館 1991年
English: Early modern portrait (Japanese Portraits of the Early Modern Period) Saga Prefectural Museum of Art in 1991
https://visualizingcultures.mit.edu/black_ships_and_samurai/image/02_016a_fall_s.jpg
book Ph. F. von Siebold: Nippon : Archief voor de beschrijving van Japan en deszelfs toegevoegde en cijnsbare landen etc., Leiden 1832. Geheugen van Nederland
www.ehagaki-nagasaki.com
Siebold collection at Naturalis
By Unknown - https://twitter.com/kyoujin2016/status/1171315067721146368, Public Domain, https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=363343
By Mathew Brady - Metropolitan Museum of Art, online collection (The Met object ID 283184), Public Domain, https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=17461041
 
ประวัติศาสตร์, เรื่องเล่า,ตำนาน,นิทาน,ดอกไม้ ,ไฮเดรนเยีย,บุคคลสำคัญ,ญี่ปุ่น,ดอกไม้ญี่ปุ่น,อาจิไซ,ความรัก,วาเลนไทน์,เทศกาล, วันสำคัญ



Create Date : 04 กุมภาพันธ์ 2563
Last Update : 5 กุมภาพันธ์ 2563 6:14:05 น.
Counter : 32 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
แต๊ะเอีย กับ อั่งเปา นั้นต่างกันอย่างไร


     รู้หรือไม่ เลข 2 เลข 4 และเลข 8เกี่ยวข้องกับแต๊ะเอียและอั่งเปา สวัสดีค่ะกลับมาพบกันอีกครั้งกับเมย์มีเรื่องเล่า เมื่อทุกที่มีเรื่อง เราจึงเก็บมาเล่าค่ะ ทุกคนสงสัยไหมคะ ว่าแต๊ะเอีย กับอั่งเปา ต่างกันยังไง ทำไมบางทีก็เรียก แต๊ะเอีย ทำไมบางทีก็เรียกอั่งเปา วันนี้เมย์มีคำตอบมาให้ค่ะ

   แต่ก่อนอื่นอยากให้ทุกคนทราบก่อนนะคะ ว่าถึงแม้จะเข้าตรุษจีนแล้วถ้า หากเป็นลูกหลานชาวจีนก็ไม่ใช่ว่าจะได้ แต๊ะเอียหรือวาอั่งเปาเลยนะคะ เพราะว่าตามธรรมเนียมของตรุษจีนนั้นจะแบ่งวันออกเป็นสามวัน เรียกสั้นๆ ว่า วันจ่าย วันไหว้ วันเที่ยวหรือวันปีใหม่นั่นเองค่ะ

   โดยวันแรก หรือว่าวันก่อนวันสิ้นปีนั้นจะเรียกว่า  วันตือเส็ก หรือว่าวันจ่ายค่ะจะเป็นวันที่คนส่วนมากจะไปซื้ออาหารหรือเครื่องเซ่นไหว้มาเตรียมพิธีไหว้ ซึ่งตอนค่ำของวันจ่ายนั้นก็มักจะมีการอัญเชิญเจ้าที่หรือ ตี่จู๋เอี้ย ให้มารับของไหว้บูชาค่ะ

      ส่วนวันที่สอง ซึ่งเป็นวันไหว้ก็จะเป็นวันที่สักการะเทพเจ้า บรรพบุรุษ และญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้วค่ะ โดยจะแบ่งเป็น3ช่วง ช่วงเช้าไหว้เทพดา ตอนสายไหว้พ่อแม่และบรรพบุรุษ ตอนบ่ายก็จะไหว้ญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว

   และวันสุดท้ายก็คือวันเที่ยว ซึ่งก็คือวันปีใหม่หรือที่  เรียกว่าวันชิวอิก นั่นเองค่ะ ซึ่งโดยธรรมเนียมแล้วจะเป็นวันที่เราไปไหว้ขอพรผู้ใหญ่พร้อมกับส้มสี่ลูกเพื่อนำโชคดีและคำอวยพรไปให้กับเหล่าคนที่เราเคารพนับถือในวันนี้นี่แหละค่ะที่เรานั้นจะได้เจ้าแต๊ะเอียหรือว่าอั่งเปากลับมาจากญาติผู้ใหญ่

  โดยคำว่าอั่งเปานั้น เป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว มาจากคำว่าอั่ง ที่แปลว่าแดง ส่วนเปานั้นจะหมายถึงซองหรือกระเป๋าค่ะ และพอมารวมกันก็จะเป็น ซองแดง ที่มักจะใส่ของมงคลเอาไว้อย่างพวกส้ม หยก หรือว่าเงินค่ะ

   ส่วนเจ้าเงินที่ใส่ในซองแดงนั้นก็คือแต๊ะเอียนั่นเองค่ะ ซึ่งแต๊ะเอียเป็น ภาษาแต้จิ๋ว โดย แต๊ะแปลว่ากดหรือทับ ส่วนเอีย แปลว่าเอว เมื่อแปลรวมกันก็คือของที่มากดหรือทับที่เองค่ะ สาเหตุที่เรียกแบบนี้เพราะแต่ก่อนเงินของชาวจีนจะมีลักษณะเป็นเหรียญวงกลมมีรูตรงกลางค่ะ ซึ่งมักจะผูกด้วยด้ายแดงเอาไว้เป็นพวงเพื่อให้กับเด็กๆในวันปีใหม่ ซึ่งจุดประสงค์ของการให้เงินนี้ก็นอกจากจะเป็นของขวัญแก่ผู้น้อยแล้วตามความเชื่อยังเชื่อว่าเป็น การขับไล่สิ่งชั่วร้ายให้กับลูกหลานและทำให้ลูกหลานนั้นโชคดีนั่นเองค่ะ

   โดยบางธรรมเนียมนั้นในคืนก่อนจะให้เงินแต๊ะเอียผู้ปกครองก็จะเอาส้มและลิ้นจี่วางไว้ที่หมอน แล้วก็ให้เด็กๆนั้นรับประทานก่อนนอนในคืน วันตรุษจีน เพื่อความเป็นสิริมงคลนั่นเองค่ะ

    ส่วนเรื่องของการให้เงินแต๊ะเอีย และอั่งเปานั้นก็มักจะมีธรรมเนียมด้วย เช่นกันนะคะ เพราะว่าการให้เงินดังกล่าวนั้นถือว่าเป็นคำอวยพรแก่ผู้ให้ทั้ง สิ้นค่ะ โดยในกรณีของผู้ใหญ่ให้เด็กการให้เงินแต๊ะเอียก็เพื่ออวยพรให้เด็ก คนดังกล่าวเติบโตและแข็งแรง ส่วนในกรณีการที่ผู้ใหญ่ให้ผู้น้อยในวัย ทำงานก็เพื่ออวยพรให้คนผู้นั้นเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานและสุขภาพ แข็งแรง ส่วนถ้าผู้น้อยให้กับผู้ใหญ่ก็จะเป็นการอวยพรขอให้อายุยืน

   ซึ่งการให้แต๊ะเอียก็มักจะให้เป็นเลขคู่เพราะว่าเป็นเลขมงคล โดยเฉพาะถ้าหากเลขจำนวนนั้นสามารถหารอย่างลงตัว และธนบัตรที่ให้ก็มักจะต้อง เป็นของใหม่ เพราะเชื่อว่าการให้เงินเป็นเลขคู่ก็จะทำให้เงินในกระเป๋าของผู้รับนั้นเพิ่มทวีคณู ส่วนการให้ธนบัตรใหม่นั้นก็เพราะว่าจะทำให้ผู้รับได้รับสิ่งดีและเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆที่เป็นมงคลนั่นเองค่ะ

   เพราะงั้นเราจึงสรุปได้ว่าอั่งเปากับแต๊ะเอียนั้นมีความหมายที่แตกต่างกัน โดยอั่งเปานั้นจะหมายถึงซองที่ใส่เงิน ส่วนแต๊ะเอียก็คือจำนวนเงินที่ได้รับ นั่นเองค่ะ ยังไงตรุษจีนปีนี้เมย์ก็ขอให้ทุกคนได้รับแต๊ะเอียเยอะๆนะคะ ซินเจียหยู่อี๋ ซินนี้ฮั่วใช้ค่ะ

  และนี่ก็คือความต่างระหว่างอั่งเปาและแต๊ะเอียที่มักจะให้ในช่วงวันตรุษจีนหวังว่าทุกคนจะชอบนะคะ สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

www.ilifepost.com

www. sanook.com

Youtube: เมย์มีเรื่องเล่า

https://is.gd/9OpQaO

Facebook: เมย์มีเรื่องเล่า

https://is.gd/h1c9IE

IG: maymeerunglao

https://is.gd/hF4n51

Twitter: เมย์มีเรื่อง!(เล่า)

@maymeerunglao

https://is.gd/C74vVJ

Bloggang: ทากิ
https://is.gd/0iaAJR



Create Date : 25 มกราคม 2563
Last Update : 25 มกราคม 2563 2:01:22 น.
Counter : 42 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
1  2  

ทากิ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]