มิตรภาพที่สัมผัสได้ The friendship for you can TOUCH.

พรบ.คำนำหน้านามหญิง พ.ศ.2551 ทำให้ผู้หญิงหมดคุณค่า

จากการที่มีการประกาศใช้ พรบ.ฉบับนี้อย่างเป็นทางการ ก็ทำให้เกิดกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก

ดูตัวอย่างที่ //hilight.kapook.com/view/24827

และผมก็ไปพบว่า พรบ.ฉบับนี้ไม่ชอบมาพากล กล่าวคือ


ดูข้อความตรงที่ผมวงไว้ครับ แสดงว่า พรบ.ฉบับนี้อาจจะเป็นโมฆะได้ เนื่องจากได้รับการแก้ไขโดยใครก็ไม่ทราบ

เอ้า...มาเข้าเรื่องกันต่อ ตามหัวข้อที่ผมจั่วหัวไว้ ต่อไปนี้เป็นความเห็นของผมเองครับ

ผมเห็นด้วยกับการที่ผู้หญิงที่หย่าขาดจากสามีหรือสามีตายจาก แล้วอยากกลับเป็นนางสาวอีกครั้ง เพราะมีผลต่อการทำธุรกรรมต่างๆ คงจะสะดวกมากขึ้น

แต่...

ผมไม่เห็นด้วยที่จะให้ผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว และยังไม่ได้หย่าขาดจากสามี กลับไปใช้นางสาวตามความสมัครใจ

เพราะทำให้ผู้หญิงที่เป็นนางสาวจริงๆ ยังไม่เคยแต่งงาน หมดคุณค่าความเป็นนางสาวไป เพราัะทำให้ผู้ชายแยกไม่ออก ว่าเป็นนางสาวจริงๆ หรือแต่งงานไปแล้ว นอกจากเอาทะเบียนสมรสมาแสดง และเชื่อเถอะผู้หญิงที่ไม่ค่อยดีคงไม่เอาทะเบียนสมรสมาแสดงหรอก...

คนที่ออกกฎหมายฉบับนี้ครับ คุณเอาหัวนิ้วโป้งทีนคิดเหรอครับ ว่าออก กฎหมายฉบับนี้มาจะทำให้ผู้หญิงเท่าเทียมผู้ชาย หารู้ไม่ว่า คุณกำลังทำลายคุณค่าของความเป็นนางสาวที่แท้จริงไปแล้ว ผู้หญิงที่บริสุทธิ์กำลังมีมลทินเพราะกฎหมายฉบับนี้

หากต้องการความเท่าเทียมจริงๆ คุณต้องยกเลิกคำว่านางสาวไปเลยครับ ให้เหลือคำว่านางคำเดียวก็พอครับ (เหมือนประเทศลาว บ้านพี่เมืองน้องของเรางัยครับ) เพราะยังงัยๆ ก็ไม่ต้องไปแยกคำเหมือนคำว่านายของผู้ชายนั่นแหล่ะครับ

หรือไม่ก็...อันนี้เท่าเทียมกว่า...ยกเลิกคำนำหน้านามไปเลยครับ ทั้งผู้หญิงทั้งผู้ชาย มีแต่ชื่อและนามสกุลเท่านั้น เหมือนกับที่อเมริกาใช้ ส่วนคำนำหน้านามนั้น ขึ้นอยู่กับเจ้าของชื่อยินดีที่จะใช้อะไร ผมคิดว่า จิตสำนึกของการใช้คงอยู่กับทุกคนนะครับ

ต่อไป..คำว่านางสาวคงไม่มีความหมายว่า หญิงที่ยังสาวบริสุทธิ์อีกต่อไปแล้วครับ คงหมายถึงผู้หญิงที่โสดหรือไม่โสดก็ได้...

และประเพณีสู่ขอด้วยสินสอด ก็คงหายไป เพราะผู้หญิงไม่มีคุณค่ามากพอที่จะไปขอได้อีกแล้ว เพราะความอยากเท่าเทียมของคนออกกฎหมายบางคนเท่านั้น

คุณรู้ไหมครับ...ว่าประเพณีสู่ขอด้วยสินสอดทองหมั้นนั้น มีขึ้นในสังคมไทยได้อย่างไร

ถ้ายังไม่รู้ผมจะเล่าให้อ่านกัน สมัยโบราณ...ผู้หญิงต้องรักษาความบริสุทธิ์ไว้จนกว่าจะแต่งงาน พ่อแม่จะประคบประหงมอย่างดี หากหญิงคนไหนไปเสียความบริสุทธิ์ก่อนแต่งงาน หญิงนั้นล้วนถูกประณาม แม้ว่าหญิงนั้นจะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม..

การที่ผู้ชายไปสู่ขอ ด้วยสินสอดทองหมั้น ก็เพื่อให้เกียรติฝ่ายหญิง บูชาพระคุณบุพการีืของฝ่ายหญิง และเื่พื่อการยกย่องในฐานะภรรยาอย่างเต็ม 100 จึงทำให้หญิงนั้นเต็มใจที่จะมาใช้สกุลเดียวกันกับชายที่ไปสู่ขอ...

ผู้หญิงที่จะแต่งงานนั้นล้วนเข้าใจดีและยอมรับถึงหน้าที่และตำแหน่งที่เปลี่ยนไป เปลี่ยนจากเป็นนางสาว ไปเป็นนาง เพื่อเป็นภรรยา เป็นคู่ชีวิต และเป็นแม่ของลูก

แต่เพราะกฎหมายฉบับนี้ มาทำให้ผู้หญิงที่ดีเสื่อมคุณค่าลงไป เพียงเพราะความอยากเท่าเทียมของผู้หญิงหัวนอกบางคน

อย่ามาเอาความเท่าเทียมของตะวันตก มาเทียบความเท่าเทียมในแบบไทย ความเท่าเทียมแบบตะวันตกก็คือ เท่าเทียมโดยทำหน้าที่ให้เหมือนกัน ผู้หญิงก็มีสิทธิโดนเกณฑ์ทหารได้ แต่ของไทยนั้น เราแบ่งหน้าที่กัน ถึงแม้ว่าแต่ก่อน ผู้ชายจะเป็นช้างเท้าหน้า ผู้หญิงจะเป็นช้างเท้าหลัง แต่หากช้างขาดหน้า หรือขาดหลัง ช้างก็เดินต่อไปไม่ได้

ทุกวันนี้มันเปลี่ยนมาเป็นช้างขาซ้ายและขาขวา เพื่อที่จะเดินไปพร้อมๆ กัน แต่ในความเท่าเทียมนั้น ล้วนมีหน้าที่ที่แบ่งกันอยู่ นั่นคือ หากอยู่ร่วมเป็นครอบครัวแล้วไซร้ ผู้ชายไม่ได้เป็นแค่ผู้ชายคนหนึ่ง แต่ทำหน้าที่เป็นสามี เป็นคู่ชีวิต และเป็นพ่อของลูก ผู้หญิงก็ไม่ได้เป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่ง แต่ทำหน้าที่เป็นภรรยา เป็นคู่ชีวิต และเป็นแม่ของลูก

หากผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว มาทำตัวเป็นนางสาว ย่อมทำให้นางสาวที่แท้จริงมีมลทินตามไปด้วย เพราะไม่มีใครแยกออกว่า เธอแต่งงานหรือยัง ถ้าไม่ตามไปดูทะเบียนสมรส

หากผู้หญิงที่ออกกฎหมายนี้มองว่าผู้หญิงยินดีที่จะทำตัวเป็นของเล่น แต่งงานแล้วก็ยังอยากเปลี่ยนเป็นนางสาวตามใจชอบ ผมมองไม่ออกว่าในอนาคตเมืองไทย ผู้หญิงจะแหลกเละมาแค่ไหนก่อนแต่งงาน

การแต่งงานคงไม่มีความหมายอะไรกับผู้หญิงที่อยากใช้นางสาว เพราะผู้หญิงเหล่านั้น คงไม่ได้อยากเป็นภรรยา (ไม่ให้เเกียรติสามี) ไม่ได้อยากเป็นคู่ชีวิต (อยากเป็นโสดเป็นสาว) และก็คงไม่ได้อยากเป็นแม่ของลูก (ไม่อย่างนั้นจะอยากเป็นนางสาวไปทำไม) คงอยากเป็นของเล่นของผู้ชายไปวันๆ เท่านั้น

แล้วคุณคิดว่าอย่างไรกับ พรบ.ฉบับนี้




 

Create Date : 07 มิถุนายน 2551   
Last Update : 7 มิถุนายน 2551 21:05:37 น.   
Counter : 1821 Pageviews.  

จะแสวงหาความสุขไปเพื่ออะไร หากยังละทุกข์ไม่ได้...

เมื่อเอ่ยถึงความสุข...ใครๆ ก็อยากได้ ...
อยากมี อยากเป็น...สุข

แต่ความสุขนั้น มันมี 2 อย่าง
สุขแบบพอเพียงยั่งยืน กับ สุขแบบชั่วคราว...

ความสุขทางกาย นับว่าเป็นสุขแบบชั่วคราว เพราะสุขได้แค่ประเดี๋ยวประด๋าว เดี๊ยวมันก็มีเรื่องต้องทุกข์ใหม่

เมื่อคุณหิว...ก็ทุกข์ พออิ่มก็สุข...สักพักเดี๋ยวกับหิว ทุกข์อีกแล้่ว...ก็ต้องหาความสุขมาป้อนเรื่อยๆ ไม่รู้จักจบสิ้น

เมื่อ คุณทำงาน คุณมีความสุขกับทรัพย์ที่ได้จากการทำงาน แต่พอทรัพย์เริ่มร่อยหรอ คุณก้ต้องทำงานๆๆๆ (ทุกข์อีกแล้ว) ต่อไปเพื่อให้เกิดความสุขที่ได้จากการมีทรัพย์

เมื่อคุณมีคนที่ คุณรัก คุณพยายามทุกอย่างเพื่อให้ความรักสมหวัง ไม่ว่าจะทุกข์ยากลำบากแค่ไหน แต่เพื่อให้ได้ความสุขที่ได้อยู่กับคนที่คุณรัก ต่อมาคนที่คุณรักไม่ได้เป็นอย่างที่คุณต้องการให้เป็น คุณก็ทุกข์อีกแล้ว.. ความทุกข์มันวนมาอีกแล้ว

จะเห็นได้ว่าจากตัวอย่างความสุขทางกาย มันต้องแสวงหาความสุข พอได้แล้ว...มันสุขได้แค่ชั่วคราว พอมันไม่เป็นดั่งใจก็เกิดทุกข์ วนสลับสับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่มีสิ้นสุด

แล้วเราจะมีความสุขอย่างถาวรพอเพียงได้อย่างไร

ความสุขอย่างถาวร มันเกิดจากการที่ไม่เหลือทุกข์

เรามาละทิ้งความทุกข์กัน

เรามาลองคิดกันเล่นๆ แต่ทำให้เป็นจริงกัน

อะไรที่ทำให้เราเกิดทุกข์ เราจะละทิ้งมันไป

ตั้งแต่เรื่องการดำเนินชีวิตประจำวัน...

เรื่องการกิน...คุณหิว..ทุกข์มั้ย...ทุกข์ แล้วทำอย่างไรถึงจะหิวแบบไม่ทุกข์ล่ะ

หาก คุณพิจารณาว่า การหิว มันเป็นเรื่องของร่างกายที่คุณจำเป็นได้รับสารอาหาร คุณกิน เพื่อให้ร่างการดำรงอยู่ได้ ไม่ได้กินเพราะความอร่อย ไม่ได้กินเพราะอยากกิน ไม่ได้กินเพราะชอบกิน ไม่ได้กินเพราะสีสันอาหาร แต่กินเพราะความจำเป็นที่ต้องกิน หากคุณรู้สติเรื่องการกิน คุณก็จะไม่ทุกข์เรื่องกิน

เรื่องนอน เมื่อถึงเวลานอน คุณง่วง...แต่ถึงเวลาตื่น คุณงัวเงีย ไม่ว่าจะนอน หรือจะตื่น ก็ขอให้มีสติ คิดว่า มันเป็นเรื่องจำเป็นที่ร่างกายต้องพักผ่อน ไม่ได้พักผ่อนเพราะอยากนอน ไม่ได้พักผ่อนเพราะอยากอยู่สบาย ไม่ได้พักผ่อนเพราะใจมันอยากพัก หากมีสติระลึกรู้ว่าพักเพราะความจำเป็นในการพัก มันก็จะไม่ทุกข์

เรื่อง ทำงาน ทำงานอย่างไรไม่ให้ทุกข์ วันๆ หนึ่งของการทำงาน เจอผู้คนมากมาย เจอปัญหาร้อยแปดพันเก้า คุณทุกข์ใจกะมันมั้ย แต่...เดี๋ยวก่อน... ก่อนที่คุณจะรู้ว่าคุณจะมีความสุขได้อย่างไร คุณก็ต้องหาต้นตอของความทุกข์ก่อน แล้วถึงจะนำมาปฏิบัติตัวให้ห่างจากทุกข์ วัันนี้คุณเจอคนงี่เง่า เอาแต่ใจ ทำให้คุณเกิดปัญหาในการทำงาน ทำงานอย่างไม่เป็นสุข คอยคิดอาฆาตแค้นคนที่ทำให้เรามีปัญหาตลอดเวลา เป็นทุกข์มั้ย..เป็นทุกข์... แล้วถ้าเราคิดว่า เค้าทำให้เรามีโอกาสในการค้นพบความสุข เราจะทุกข์มั้ย ก็คงไม่ทุกข์ เพราะเราก็ไม่จำเป็นต้องไปอาฆาตมาดร้ายเคียดแค้นใคร ลองเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสดู ใครหรืออะไรที่ทำให้คุณเกิดทุกข์ ลองพิจารณาดูว่าทุกข์มาจากไหน ให้คิดว่า นี่คือโอกาสที่คุณจะหาทางออกจากวังวนของความทุกข์บ้าๆ นี เราต้องชนะ่มันให้ได้ หากคิดอย่างนี้ คุณก็ไม่ทุกข์ เพราะคุณเอาใจออกห่างจากสิ่งที่ทำให้คุณทุกข์ใจแล้ว

ความทุกข์ทุก อย่างมีการเริ่มต้น และมีจุดสิ้นสุด เฉกเช่นเดียวกับความสุขทางกาย มีจุดเริ่มต้น และสิ้นสุด หากแต่เรารู้ทันความทุกข์ ความสุขแบบพอเพียงมันก็จะเข้ามาเอง

บทความนี้ไม่อิงศาสนาใด เป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้ ผมแค่นำมาบอกต่อเท่านั้น




 

Create Date : 23 พฤษภาคม 2551   
Last Update : 23 พฤษภาคม 2551 4:43:24 น.   
Counter : 429 Pageviews.  

ทำไมพายุนากิส...ถึงไม่เข้าประเทศไทย..(จาก FW Mail)

ขออนุญาตนำกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มาเล่าสู่กันฟังครับ


เมื่อวันศุกร์ผมได้มีโอกาศได้เข้าค่ายที่ศูนย์ฝึกทหารของค่ายนเรศวร
วันแรกที่เข้าไปก่ะบรรยากาศครึ้มๆ ผมก็ว่าเอ... แปลกๆ นะ
ทำไมอากาศอบอ้าวเหมือนจะมีฝน แต่ก็คิดว่าคงเป็นไปตามสภาพอากาศ
พอไปถึงก็ทำกิจกรรมจนได้เข้าหอประชุมตอนดึกใกล้เวลานอนมากแล้ว

อาจารย์เอกราช ท่านได้มาพูดถึงเรื่องของฝนที่ตกนี้ว่า

'ก่อนหน้านี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ท่านทรงให้คณะทำงานเกี่ยวกัยฝนเทียม
รีบทำฝนเทียมเพื่อเป็นแนวกันลมพายุดีเปรสชั่น ซึ่งตอนนั้นยังไม่เกิดขึ้น
แต่พระองค์ทรงเหมือนกับเทวดาองค์นึงที่ทราบเรื่องนี้ก่อน

ถามว่าตอนนั้นกรมอุตุรู้เรื่องนี้ไม๊ ..
ไม่มีใครทราบว่าจะเกิดพายุที่ประเทศเมียนม่า (พม่า) ด้วยซ้ำ

พอคณะทำงานด้านฝนเทียมทำงานเสร็จ ด้วยความสำเร็จ...
ผลงานที่พระองค์ได้ทำ ก็ก่อให้เกิดผล เกิดพายุอย่างที่พระองค์ตรัสไว้ ที่พม่า
และพายุนี้ก็ได้สร้างความเสียหาย
และสร้างความเดือดร้อนให้กับประเทศเมียนมาร์ (พม่า)
จนทำให้เกิดความสูญเสียอันมหาศาลกับประเทศอันเคยเป็นอริกับเรา ..
แต่สำหรับประเทศไทย แนวกำแพงฝนเทียมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
ได้ทรงสร้างไว้ก็ทำให้เกิดฝนตกเพียงเล็กน้อย
ถ้าเทียบกับพายุที่จริงๆแล้วสามารถสร้างความเดือดร้อนกับประเทศได้มาก

พอผมได้ทราบผมถึงกับอึ้งขนลูกซู่กับสิ่งที่พระองค์ได้ทำไว้ให้กับประเทศของเรา
ถึงแม้นจะเป็นเรื่องที่ดีที่ทราบเรื่องนี้
แต่ก็มีเรื่องที่ทำให้ผมสะเทือนใจกับสิ่งที่บ้านเมืองเป็นแบบนี้



วันที่ 2 ที่เข้าค่าย ครูฝึกได้เปิดวีซีดีเกี่ยวกับพระองค์ให้ดู
ผมก็ดูไปเรื่อยๆ จนถึงตอนนึงที่เค้าตัดเอาตอนที่พระองทรงเสด็จพระราชดำเนิน
เพื่อไปส่งเหล่ากษัตริย์จากต่างประเทศ
คณะทูตที่มาเข้าเฝ้าในงานฉลองศิริราชสมบัตครบ 60 พรรษา
ภาพที่ทำให้ผมปวดจี๊ดขึ้นมาในหัวใจก็คือ

ตอนที่พระองค์ทรงเสด็จพระราชดำเนินลงบันได

(ขอโทษครับพอดีไม่ทราบว่าเขียนยังไง) พระองค์เกือบหกล้ม
ดีที่ทหารรักษาพระองค์ที่เดินนำหน้าคอยประคองพระองค์ไว้

พอพระองค์ทรงยืนได้ ก็ปัดมืออก ผมไม่ทราบว่าพระองค์ตรัสตรงนั้นทันทีไม๊
หรือตรัสกับคนสนิทในภายหลังว่า

"ไม่ต้องมาพยุงเรา เราจะเดินให้คนทั่วโลกได้เห็นว่า เราเดินได้
ให้คนทั่วโลกได้เห็นว่าเราสามารถปกครองคน64ล้านคนด้วยตัวของเราเองได้"

ถึงตอนนี้แล้ว ..น้ำตาผมคลอเบ้า คนที่ดูกันก็สะอึ้นกันไปหลายคน
ทุกๆคนในที่นั้นเงียบหมดกับคำพูดที่พระองค์ได้ตรัสไว้
ผมได้ยินเสียงกระซิบจากเพื่อนข้างๆว่า สงสารพระองค์ที่ต้องมาทรงงานอย่างหนัก
ถึงแม้นจะอายุเยอะแล้ว แต่พระองค์ก็ยังทรงรักและเป็นห่วงลูกหลานของพระองค์
ลูกๆหลานๆที่อยู่ในประเทศนี้ ท่านทรงงานทุกอย่างเพื่อให้คนในประเทศได้สบาย
เพื่อคนในประเทศได้อยู่ดีกินดี

อาจารย์ได้บอกกับพวกเราเมื่อวีซีดจบว่า
พระองค์เหมือนฝนที่ทำให้ประเทศร่มเย็น
เหมือนเทวดาที่ไม่ว่าจะเสด็จพระราชดำเนินไปที่ไหนที่นั่นจะชุ่มฉ่ำ
ที่ๆ พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปจะพบแต่ความสงบสุข
มีแต่เรื่องดีๆเกิดขึ้นไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไร
ท้ายสุดนี้ผมอยากจะบอกพระองค์หากแม้นมีใครผ่านมาอ่าน
ถึงจะเป็นคำพูดที่อาจจะได้ยินมาบ่อยๆ
แต่ผมก็ไม่สามารถจะคัดกรองคำพูดใดๆ มาพูดได้อีกนอกจาก

"ขอพระองค์ทรงเป็นมิ่งขวัญของปวงประชา
เป็นร่มโพธิทองของเหล่าปวงชนชาวไทย ขอพระองค์ทรงพระเจริญตราบนานเท่านาน"




 

Create Date : 22 พฤษภาคม 2551   
Last Update : 22 พฤษภาคม 2551 19:32:07 น.   
Counter : 358 Pageviews.  

ฝันร้ายของคนใช้ Windows ไมโครซอฟต์เริ่มบังคับให้คุณต้องอัพเกรดไปใช้ Vista

ประมาณสัก 1 อาทิตย์ที่ผ่านมา เครื่องคอมที่ผมใช้อยู่ก็มีอาการแปลกๆ หลังจากอัพเดท patch ที่ผ่านการใช้ windows update

ปัญหาแปลกๆ ที่ว่านั้นก็คือ เวลาคลิกเข้าโปรแกรมอะไรบางอย่าง เครื่องจะ Restart ทันที โดยไม่มีการเตือน บางทีก็เป็นแค่เข้าบางหน้าเว็บ ก็จะ restart เหมือนกัน ซึ่งที่น่าแปลกใจก็คือ การเข้าหน้าเว็บนั้นๆ ไม่ว่าจะใช้ IE หรือ Firefox หรือ Opera ก็จะเกิดอาการเดียวกัน...

ทีนี้พอคุณกลับเข้า Windows เข้ามาใหม่ แล้วเข้าไปดูใน Control Panel \ Administrative Tools\ Event Viewer แล้วคลิกที่ System คุณจะพบข้อความ Error สีแดงแจ๊ด 3 บรรทัด คือ









































Type Date Time Source Category Event User Computer
Error xx/xx/xx xx:xx SideBySide None 59 N/A xxxxxx
Error xx/xx/xx xx:xx SideBySide None 59 N/A xxxxxx
Error xx/xx/xx xx:xx SideBySide None 32 N/A xxxxxx


Error ทั้ง 3 อันนี้ Microsoft บอกว่าให้ดาวน์โหลด Microsoft Visual C++ 2005 SP1 Redistributable Package (x86) มาลงแล้วก็จะแก้อาการนี้ได้... แต่จากที่การที่ได้ทดลองแล้ว ปรากฏว่ามันแก้ไม่ได้ตามที่ MS กล่าวอ้าง

นอกจากนี้ MS ยังบอกอีกว่า ถ้าเราใช้ Vista ปัญหานี้จะแก้ง่ายขึ้นเพราะมันมีเครื่องมือในการวิเคราะห์ปัญหาที่ชื่อ sxstrace เพืิ่อมาใช้แก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ ซึ่งจะตรงประเด็นมากกว่า...

นอกจากนี้ยังมีคนถาม MS ไปว่า แล้วเวอร์ชั่นสำหรับ XP/2003 มีมั้ย MS บอกเลยว่า ไม่มีแน่นอน แล้วยังบอกอีกว่า Hey, maybe this give you a good reason to upgrade to Vista:) นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ดีที่จะอัพเกรดไปใช้ Vista

จากประโยคข้างบน...มันหมายความว่า...

MS จะบังคับให้เราเสียตังค์เพื่ออัพเกรด เพื่อความร่ำรวยของ MS เอง ซึ่งผมมองว่า มันไม่ยุติธรรมกับคนที่ใช้ Product ของ MS เลยแม้แต่น้อย...

เปลี่ยนไปใช้ Linux กันเถอะครับพี่น้อง... T_T




 

Create Date : 31 มีนาคม 2551   
Last Update : 31 มีนาคม 2551 18:21:57 น.   
Counter : 441 Pageviews.  

รักแท้...แต่ไม่ใช่แฟน

คนที่ไม่ใช่แฟน...ทำแทนทุกเรื่องไม่ได้ เหนื่อยก็รู้ เหงาก็เข้าใจ แต่ไม่อาจให้ยืมอ้อมแขน....

มุมมองความรักของวันนี้ ณ พ.ศ.๒๕๕๑ มีอะไรที่เปลี่ยนไปจากเมื่อ 10 ปีที่แล้วหรือเปล่า เปลี่ยนไปจาก 20 ปีที่แล้วแค่ไหน

ณ วันนี้ิ คนเราเป็นโสดกันมากขึ้น เหตุผลก็เพราะ...
๑. เศรษฐกิจ การเป็นแฟนกัน มันต้องมีค่าใช้จ่ายมากกว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้วถึง 3 - 4 เท่า มากกว่า 20 ปีที่แล้วถึง 10 เท่าเลยทีเดียว
๒. ผู้หญิงมากขึ้น ผู้ชายน้อยลง ทำให้ผู้หญิงทำตัวเป็นของเล่น เป็นตัวเลือกของผู้ชายมากขึ้น ในขณะเดียวกันผู้ชายช่างเลือกก็มีมากขึ้น ผู้ชายที่เปลี่ยนเพศตัวเองก็มากขึ้น ผู้ชายที่ไม่สนใจใครก็มากขึ้นเช่นกัน
๓. ความรักที่ฉาบฉวย อันเนื่องมาจากข้อ ๒ ก็เลยทำให้บางคู่มีสัมพันธ์กันโดยไม่ต้องผูกพันธ์ ไม่ต้องรับผิดชอบ ต่างคนต่างโสด อิสระต่อกัน
๔. วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำให้ต้องทำงานนอกบ้านตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้เห็นความเลวร้ายของสังคม ก็เลยไม่อยากแต่งงาน
๕. คนเข้าถึงศีลธรรมน้อยลง เพราะรัฐบาลเห็นความสำคัญของการโกงกินมากกว่าศีลธรรมอันดีของประชาชนที่จะทำให้ประชาชนมีความสุข กลับทำให้ประชาชนเป็นทุกข์มากขึ้นจากความเป็นหนี้ จากนโยบายประชานิยม ทุกวันนี้ ผู้หญิงลาคลอดได้ 90 วัน จากเดิมผู้ชายลาบวชได้ 90 วัีนเช่นกัน แต่ทุกวันนี้รัฐบาลเห็นความสำคัญของการโกงกินมากกว่าศีลธรรม เลยพิจารณาให้ผู้ชายลาบวชได้ตามดุลพินิจของแต่ละหน่วยงาน ทำให้คนห่างไกลศีลธรรมกันมากขึ้น ก็เลยเกิดปัญหาในข้อ 2 ขึ้นมาโดยไม่ต้องคิดอะไร

ทุกวันนี้ เราจะได้ยินเพลงทำนองว่า...ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้...รอเป็นคนถัดไป...คนดีๆทำไมไม่รัก...คนเลวที่รักเธอ...ฯลฯ บ่อยมากขึ้น แสดงให้เห็นว่า สังคมให้ความสำคัญกับความรักจนลืมนึกถึงเหตุผลของความถูกต้องไปเสียเล้ว

ความรักคืออะไรในใจของคุณ?

เหตุผลของความรัก ณ พ.ศ.นี้ที่เหมาะสมที่สุดคงเป็น...รักแท้...แต่ไม่ใช่แฟน

เพราะเราอยู่เป็นโสดกันมากขึ้น ความจริงใจน้อยลง คนแปลกหน้าที่คุ้นเคย มันเยอะจนนับไม่ถ้วน

คนเรารักกัน หากรักกันด้วยความรู้สึกอย่างเดียว มันจะกลายเป็นความหลง เพราะไม่ได้อยู่ในเหตุผลของความถูกต้อง

หากยินดีที่จะรักกัน ก็ขอให้รักกันแบบ ยินดีที่จะรัก ยินดีที่จะให้ แทนที่จะเป็น ยินดีที่จะรัก ยินดีที่จะหวัง

หากเรามีความรักที่มั่นคง จริงใจ ปรารถนาดีต่อกัน แม้ไม่ได้เป็นแฟนกัน เราก็ยังมีความรู้สึกที่ดีต่อกันได้

บทสรุปของความรัก ไม่จำเป็นต้อง จบที่การแต่งงาน

แต่จบที่ความเข้าถึงใจของคนสองคน

สุขสันต์วันแห่งความรักครับ




 

Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2551   
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2551 1:08:12 น.   
Counter : 423 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  

ทัชชี่
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




The Friendship for you can touch.
[Add ทัชชี่'s blog to your web]