สุภารัตถะ บล็อก
Group Blog
 
All Blogs
 

ชี่กับชีวิต


เรื่องนี้ก็อปมาเพราะน่าสนใจมาก เห็นได้ชัดว่ายิ่งมนุษย์ทำลายธรรมชาติเท่าไหร่ ธรรมชาติก็จะปรับสมดุลให้ทุกอย่างกลมกลืนใหม่ และหมายถึงกำจัดมนุษย์ที่ไม่ยอมอยู่ร่วมกับใครไปเสีย ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าธรรมชาติได้..

ชี่คืออะไร
โดย ครูส้ม (สมพร พึ่งอุดม)

คนจีนเรียกพลังชีวิตว่า “ชี่” จีนแต้จิ๋วออกเสียงว่า “ขี่” ภาษาสันสกฤตใช้คำว่า “ปราณ” (prana) ส่วนคนญี่ปุ่นเรียกพลังชีวิตว่า “ กิ” (ki) และในภาษากรีกเรียกว่า “ นูมา” (pneuma)

คำว่า “ พลังชีวิต” นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ชีวิตของมนุษย์เรา หรือชีวิตของสัตว์ของพืชเท่านั้น แต่คำว่า “ชีวิต” ในนัยยะนี้ มองสรรพสิ่งในจักรวาลว่ามีชีวิตและมีชี่ของตัวเอง จักรวาลก็มีชีวิตของจักรวาล มีชี่ของจักรวาล ดวงดาวแต่ละดวงก็มีชีวิตและมีชี่ของตัวเอง มนุษย์ทุกคน สัตว์ทุกตัว ต้นไม้ทุกต้น ก้อนหิน แม่น้ำ ก้อนเมฆ แม้กระทั่งวัตถุสิ่งของ ทุกสิ่งทุกอย่างมีชีวิตและมีชี่ไหลเวียนอยู่ในตัวเองทั้งสิ้น

ชี่เป็นพลังงานที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา ชี่ของสิ่งหนึ่งจะแลกเปลี่ยนถ่ายโอนสลับที่กับชี่ของอีกสิ่งหนึ่งเสมอ ด้วยตรรกะนี้เองที่คัมภีร์อี้จิง กล่าวว่า สรรพสิ่งในจักรวาลนี้ ไม่มีอะไรหยุดนิ่ง ไม่มีอะไรไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรไม่เชื่อมโยงกัน และไม่มีอะไรไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน

คนส่วนมากบอกว่าชี่เป็น “ลม” ดังที่เราคุ้นกับคำว่า “ลมปราณ” นี่ก็ถูกในระดับหนึ่ง เพราะลมเป็นคุณสมบัติหนึ่งของชี่ แต่นอกจากลมหรืออากาศแล้ว ชี่ยังมีคุณสมบัติเป็นคลื่น เป็นพลังงานที่มองไม่เห็นอีกหลายรูป โยคะศาสตร์ของอินเดียและชี่กงของจีน เชื่อเหมือนกันว่าพลังทางร่างกาย พลังจิต และพลังความคิด ล้วนก่อเกิดจากพลังชี่หรือพลังปราณทั้งสิ้น ดังนั้นหากต้องการให้ร่างกายแข็งแรง ก็ต้องทำชี่ให้แข็งแรง หากต้องการให้จิตใจเข้มแข็ง ก็ต้องปรับชี่ให้มีกำลัง และหากต้องการให้เกิดปัญญาทางความคิดก็ต้องบ่มเพาะให้ชี่ไปบำรุงสมองได้เต็มที่

จิตวิญญาณก็เป็นพลังชี่อีกรูปหนึ่งด้วย สิ่งมีชีวิตเมื่อตายลง ชี่ส่วนหนึ่งจะอ่อนแรงและแปรรูปไป แต่ชี่ไม่ได้สลายหรือสูญไปเหมือนกับร่างกายที่เน่าสลายหายไป ชี่ของชีวิตที่ตายลง จะเลื่อนไหลไปปะปนกับกระแสชี่อื่น ๆ อย่างต่อเนื่องไปไม่สิ้นสุด

จึงสามารถกล่าวได้ว่า วิญญาณคือรูปหนึ่งของชี่ และกระแสกรรมก็เป็นรูปหนึ่งของกระแสชี่เช่นกัน

พลังชี่ทั้ง ๓

ในคัมภีร์อี้จิงเก่าแก่ของจีน กล่าวว่าคนเราสัมพันธ์กับชี่ ๓ ประเภท หรือ พลังทั้ง ๓ คือ พลังชี่ของฟ้าหรือสวรรค์ พลังชี่ของดินหรือของโลก และพลังชี่ของมนุษย์

๑. พลังชี่ของฟ้าหรือชี่สวรรค์ คือพลังธรรมชาติที่อยู่บนท้องฟ้าและในจักรวาล เช่น พลังจากดวงอาทิตย์ แรงดึงดูดจากดวงจันทร์และดวงดาว พลังงานที่เกิดจากลม พายุ สายฝน ก้อนเมฆ และอากาศทั้งหมด

๒. พลังชี่ของดินหรือชี่ของโลก คือ พลังธรรมชาติที่อยู่บนโลก ทั้งบนดินและใต้ดิน ก้อนหิน ดินทราย สายน้ำ แร่ธาตุ ต้นไม้ และสัตว์ต่าง ๆ

๓. พลังชี่ของมนุษย์ ความจริงชี่ของคน ก็จัดเป็นชี่ของโลกด้วยเช่นเดียวกับชี่ของสัตว์และต้นไม้ แต่เพราะมนุษย์แต่ไหนแต่ไรมา เห็นว่าตนเองแตกต่างจากสัตว์และพืช จึงแยกตัวเองออกมาเป็นสิ่งมีชีวิตเฉพาะอย่างที่พิเศษกว่าสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ และเพื่อสามารถศึกษาค้นคว้าให้เกิดชุดความรู้ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตและการบำบัดรักษาตัวเองด้วย

แม้ว่าจะมีการแบ่งประเภทของชี่ออกเป็นพลัง ๓ ประเภท แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ชี่ของฟ้าจะแยกขาดจากชี่ของดิน หรือชี่ของมนุษย์จะไม่เกี่ยวข้องกับชี่ฟ้าและชี่ดิน ชี่ทั้ง ๓ มีความสัมพันธ์และทำปฏิกริยาต่อกันอย่างแยกกันไม่ขาด ชี่ของสิ่งหนึ่งสมดุล ชี่ของสิ่งอื่นก็ดีไปด้วย ชี่ของสิ่งหนึ่งไม่สมดุล ผลกระทบก็จะเกิดต่อชี่ของสิ่งอื่นด้วยเช่นกัน

ไม่มีชีวิตใดในจักรวาลนี้สามารถแยกขาดเป็นปัจเจกอย่างสมบูรณ์ โดยไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับชีวิตอื่นเลย และไม่มีชี่ของสิ่งใดไม่เคลื่อนไหวแลกเปลี่ยนกับชี่ของสิ่งอื่น ดังนั้นความสงบสุขและความมีสุขภาพดีของทุกชีวิตในจักรวาล จึงขึ้นอยู่กับความสมดุล ความผสมผสานกลมกลืน และการแลกเปลี่ยนกันอย่างพอดิบพอดี ระหว่างชี่ของตัวเองกับชี่ของสิ่งแวดล้อม เรียกว่า ชี่ภายใน กับ ชี่ภายนอก

ชี่ทุกชนิดพยายามรักษาและปรับสมดุลในตัวเองตามธรรมชาติ เช่น เมื่อใดที่ชี่สวรรค์เสียสมดุล ธรรมชาติจะปรับดุลด้วยปรากฏการณ์ต่าง ๆ เช่น เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง อากาศและฤดูกาลแปรปรวน เมื่อใดที่ชี่ของดินหรือชี่โลกเสียสมดุล โลกก็จะปรับดุลด้วยการขยับตัว เกิดแผ่นดินไหว น้ำท่วม ดินถล่ม ชี่ของคนสัตว์ต้นไม้ก็เช่นกัน เมื่อใดเสียสมดุล ธรรมชาติก็ปรับด้วยการทำให้อ่อนแอเจ็บป่วยและตายไป เพื่อเปิดโอกาสให้ชีวิตอื่นได้ดำรงอยู่ หรือเพื่อให้ชี่ที่เสียสมดุลนั้น หมุนเวียนกลับมาเกิดเป็นวัฏจักรชีวิตใหม่ที่สมดุลขึ้นอีกรอบหนึ่ง

ชีวิตมนุษย์เราเป็นส่วนหนึ่งในปรากฏการณ์ปรับสมดุลของธรรมชาติ เมื่อใดที่ชี่ของฟ้าป่วย เราก็ป่วย เมื่อใดที่ชี่ของดินป่วย เราก็ป่วย และเมื่อใดที่ชี่ของสิ่งมีชีวิตอื่นป่วย เราก็ป่วยด้วย (ธรรมชาติเสียสมดุลก็ปรับตัว มนุษย์ผู้ทำลายธรรมชาติเองนั่นแหละที่จะอยู่ไม่ได้)

เนื่องจากจักรวาลและโลกเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ทำให้กระแสชี่ของทุกสิ่งทุกอย่างยักย้ายถ่ายเท จากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งตลอดเวลาด้วยเหมือนกัน ชี่ของสิ่งหนึ่งจะถูกดึงและถูกดูดจากชี่ของอีกสิ่งหนึ่งเสมอ ตรงไหนหลวมหรือพร่อง ชี่อื่นก็จะไหลเข้ามาแทนที่ ตรงไหนแน่นหรือล้น ชี่ก็จะกระจายออกไปแทรกรวมกับชี่อื่น

หลักการนี้สามารถยกตัวอย่างให้เห็นง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น เมื่อไรที่ชี่ฝ่ายแข็งแรงภายในร่างกายของเราพร่องลง ก็จะถูกชี่เชื้อโรคแทรกเข้ามาแทนที่ เมื่อไรที่ชี่ในจิตใจเราอ่อนแอ ก็จะถูกชี่อารมณ์ของคนอื่นแทรกแซงได้ง่าย เมื่อไรที่ชี่ในสมองของเราพร่อง ปัญญาความคิดใหม่ ๆ ก็จะไม่เกิด ในคัมภีร์เต๋าโบราณของจีนระบุว่า หากชี่กายอ่อนแอ ชี่ของจิต (อารมณ์) ก็จะอ่อนแอด้วย เมื่อชี่จิตอ่อนแอ ก็ไม่สามารถส่งชี่ไปบำรุงปัญญา เมื่อชี่ปัญญาไม่มีเรี่ยวแรง จิตวิญญาณหรือเสิน ก็ไม่สามารถปฏิสนธิ เมื่อเป็นเช่นนี้ ดวงวิญญาณของคนนั้น ก็จะไม่ได้รับการขัดเกลาและพัฒนาให้สูงขึ้น

ฟังชี่

ตำราชี่กงโบราณของจีนบอกว่า เราสามารถประเมินสุขภาพของตัวเองได้ด้วยการฝึก “ฟังชี่” การฟังชี่ในที่นี้ ไม่ใช่การฟังให้ได้ยินเสียง แต่เป็นการฟังผ่านการรับรู้ข้างใน หรือพูดง่าย ๆ ว่าเป็นการสังเกตตรวจสอบตัวเองอย่างละเอียดทั้งภายนอก (คือร่างกายและสิ่งแวดล้อม) และภายใน( คืออารมณ์และความคิด)

เช่น นั่งนาน ๆ ขาเกิดชาหรือเมื่อยขึ้นมา เพราะชี่ในร่างกายไม่หมุนเวียน ชี่จึงส่งสัญญาณมาบอกเราว่าถึงเวลาต้องลุกออกไปเดินยืดเส้นยืดสายให้ชี่ไหลเวียนเสียบ้างแล้ว หรือช่วงไหนที่เราหมกมุ่นอยู่กับตัวเองมากเกินไปจนจิตใจห่อเหี่ยว เบื่อหน่าย เซ็ง หดหู่ซึมเศร้า อาการเหล่านี้เป็นเสียงของชี่ที่สื่อสารกับเราว่า ชี่ภายในของเรากำลังบกพร่อง อาจจะมีชี่บางอย่างมากไปหรือน้อยไปในตัวเรา เช่น ชี่หยินอาจมากไป ชี่หยางอาจน้อยไป ถึงเวลาที่เราควรออกไปทำกิจกรรมกับเพื่อน ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนชี่กับชีวิตอื่น ๆ บ้าง

โดยทั่วไปหากจิตใจไม่นิ่งพอ เราจะแปลสัญญาณของชี่ไม่ออก เรียกว่าไม่ได้ยินเสียงชี่ และเมื่อไม่ได้ยิน เราก็จะถูกชี่ฝ่ายลบหรือชี่ก่อโรครุกรานและล่อลวง ที่ว่าล่อลวงก็เช่น เมื่อเรายิ่งอ่อนแอ เราก็จะยิ่งขี้เกียจออกกำลัง เมื่อเรายิ่งอ้วน เราก็ยิ่งหิวบ่อย เมื่อเรายิ่งหงุดหงิด เราก็ยิ่งมองหาเหยื่อให้ระบายโทสะ ยิ่งเราซึมเศร้า เราก็จะยิ่งเก็บตัวไม่อยากเจอหน้าใคร อาการที่หนักขึ้น ๆ ที่แท้ก็คือเสียงตระโกนของชี่ที่เราไม่ได้ยินนั่นเอง

วิถีชีวิตสมัยใหม่ ทำให้ผู้คนลืมความเชื่อมโยงระหว่างชี่ของตัวเองกับชี่ของจักรวาล (ชี่สวรรค์) และชี่ของโลก (ชี่ดิน) และลืมฟังชี่ (ในตัวเอง) หากลืมนาน ๆ เข้า ชี่ภายในของเราก็จะสึกหรอเสียสมดุล อาการป่วยกาย ป่วยใจ ป่วยปัญญา ก็จะปรากฏขึ้น

ระลึกไว้เสมอว่าชี่หรือพลังชีวิตนั้น มีอยู่รอบ ๆ ตัวไม่ว่าจะอยู่ในเมืองใหญ่หรือชนบท ถ้าอาศัยอยู่ในอาคารใหญ่ ก็หมั่นเดินออกมาหายใจในที่โล่ง ๆ บ้างแทนที่จะเข้าออกห้องแอร์ตลอดวัน หาเวลาไปเดินเล่นดูพระอาทิตย์ตกริมแม่น้ำเจ้าพระยา แทนการไปช้อปปิ้งบ้าง ไปออกกำลังกายในสวนสาธารณะแทนการออกกำลังกายในฟิตเนสบ้าง ลองตัดกิจกรรมบันเทิงยามค่ำคืนให้น้อยลง เข้านอนไม่ดึกมากและตื่นให้ทันสูดอากาศสดชื่นตอนเช้ามืด ลองเจียดเวลาดูหนังฟังเพลงหรือปาร์ตี้ มาทำกิจกรรมที่ได้อยู่กับความเงียบและสมาธิบ้าง เช่น วาดรูป งานช่างงานฝีมือ และลองออกกำลังกายแบบเคลื่อนไหวช้าที่ช่วยฝึกสมาธิ เช่น ชี่กง โยคะ หรือไท่เก๊ก สลับการการออกกำลังกายแบบเคลื่อนไหวเร็ว ๆ ที่คุ้นเคยบ้าง

การปรับสิ่งแวดล้อม ช่วยปรับชี่ภายในของเราให้สมดุลกับชี่ภายนอก ทำให้ชี่ในตัวเราประสานกับพลังชี่ทั้ง ๓ คือชี่ฟ้า ชี่ดิน และชี่มนุษย์อย่างพอดี ๆ และการฝึกสมาธิ จะช่วยให้เราฟังชี่และสื่อสารกับชี่ได้ว่องไวขึ้น




 

Create Date : 19 พฤษภาคม 2549    
Last Update : 19 พฤษภาคม 2549 19:55:30 น.
Counter : 1195 Pageviews.  

วุ่นวาย แม้ไม่วุ่นวาย..



.....ขอบคุณเพื่อนๆ บล๊อก ที่มาแสดงความเสียใจกับการสูญเสียชีวิตของอาอี๊ ของจขบ. เมื่อวานไปงานเผาคุณน้าแล้ว แม้ในงานจะจัดได้เป็นระเบียบอย่างดี เพราะครอบครัวนี้ค่อนข้างมีหน้ามีตา และผ่านการจัดงานมาตลอดเวลา ทั้งได้รับพระราชทานเพลิงศพ และงานก็ราบเรียบสงบมาก

แต่จขบ. เห็นผู้คนมากมายที่ต่างยังต้องสวมหัวโขนกันมาแม้แต่ในงานศพ แล้วรู้สึกเศร้าเป็นพิเศษ ภาพลักษณ์นี้หนัก และโลกนี้ช่างหนักนัก

พอดีไปอ่านเจอบทความเกี่ยวกับความตายเช่นกัน เลยอยากเอามาฝาก

"แง่คิดดีๆ จากชายชราผู้จากไป"
วิษณุ นิลกลัด

สัปดาห์สุดท้ายของปี 2548 ผมไปงานสวดและงานเผาศพผู้ชายวัย 81 ปีที่ผมรู้จักเขามายาวนาน 30 ปี
ไม่ใช่ญาติ แต่สนิทนักรักใคร่เสมือนญาติ

ก่อนเสียชีวิตไม่กี่วันเขาสั่งลูกและภรรยาแบบคนไม่ครั่นคร้ามความตายว่าสวดสามวันแล้วเผา ไม่ต้องบอกใครให้วุ่นวาย อย่าเศร้า อย่าร้องไห้ ทุกคนต้องมีวันนี้ เพียงแต่เขาอยู่หัวแถวเลยต้องไปก่อน

แล้วลูกเมียก็ทำตามคำสั่ง สวดสามวันเผา
งานสวด 3 คืนมีคนฟังพระสวดคืนละ 14 คนคือเมีย ลูก หลาน เขย สะใภ้ และผมซึ่งเป็นคนนอก

เป็นงานศพที่มีคนไปร่วมงานน้อยที่สุดเท่าที่ผมเคยไปฟังสวด

วันเผามีเพิ่มเป็น 17 คน สามคนที่เพิ่มเป็นเพื่อนบ้านที่เคยคุยด้วยเกือบทุกเย็นคนหนึ่ง

เป็นแม่ค้าล็อตเตอรี่ที่เคยยืมเงินแล้วไม่มีสตังค์จ่าย เลยเอาล็อตเตอรี่ทยอยผ่อนใช้หนี้แทนเงินงวดละสองใบคนหนึ่ง

และคนสุดท้ายเป็นหญิงที่ผู้ตายเคยผูกปิ่นโตทุกมื้อเย็น

ทั้งสามคนบอกว่าเกือบมาไม่ทันเผา เคราะห์ดีที่แวะไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล เจ้าหน้าที่บอกว่าเสียชีวิตไปแล้ว 3 วัน

หลังฌาปนกิจพระกระซิบถามเจ้าหน้าที่วัดว่าเจ้าของงานจ่ายเงินค่าศาลาสวดพระอภิธรรมแล้วหรือยัง

พระท่านคงไม่เคยเห็นงานศพที่มีคนน้อยแบบที่ผมก็รู้สึกตั้งแต่สวดคืนแรก

จริงๆ แล้วผู้ตายเป็นคนค่อนข้างมีสตังค์ ทำงานธนาคารแห่งประเทศไทยจนเกษียณอายุที่ตำแหน่งหัวหน้าหน่วย แต่ด้วยความที่รักและศรัทธา อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการแบงค์ชาติ จึงดำเนินชีวิตแบบไม่ปรารถนาให้ใครเดือนร้อน - แม้กระทั่งวันตาย

ผมสนิทกับเขาเพราะเขามีความฝันในวัยเด็กอยากเป็นนักประพันธ์แบบ ไม้ เมืองเดิม ที่เขาเคยนั่งเหลาดินสอและวิ่งซื้อโอเลี้ยงให้

เมื่อตัวเองเป็นนักเขียนไม่ได้ พอมาเจอะผมที่เป็นนักข่าวก็เลยถูกชะตาและให้ความเมตตา

การมีโอกาสได้พูดได้คุยกับเขาตามวาระโอกาสตลอด 30 ปีทำให้ได้แง่คิดดีๆ มาใช้ในการดำรงชีวิต

วันหนึ่งเขารู้ว่าขโมยยกชุดกอล์ฟของผมไปสองชุดราคา 4 แสนกว่าบาท เขาปลอบใจผมว่า "ของที่หายเป็นของฟุ่มเฟือยของเรา แต่มันอาจเป็นของจำเป็นสำหรับลูกเมียครอบครัวเขา คิดซะว่าได้ทำบุญ จะได้ไม่ทุกข์"

เขามีวิธีคิด "เท่ๆ" แบบผมคิดไม่ได้มากมาย
เป็นต้นว่าสุขและทุกข์อยู่รอบตัวเรา อยู่ที่ว่าเราจะเลือกหยิบเลือกคว้าอะไร

คงเป็นเพราะเขาเลือกคว้าแต่ความสุข ช่วงปีสุดท้ายของชีวิตเขาต่อสู้กับโรคชรา เบาหวาน หัวใจ ความดัน เกาต์ และไตทำงานเพียง 5 เปอร์เซ็นต์โดยไม่ปริปากบ่น แถมยังสามารถให้ลูกชายขับรถพาเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์โดยที่ตัวเองต้องหิ้วถุงปัสสาวะไปด้วยตลอดเวลาเนื่องจากไตไม่ทำงาน ปัสสาวะเองไม่ได้

6 เดือนสุดท้ายของชีวิตต้องนอนโรงพยาบาลสามวันนอนบ้านสี่วันสลับกันไป เวลาลูกหลานหรือเพื่อนของลูกรวมทั้งผมด้วยไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล เขามีแรงพูดติดต่อกันไม่เกิน 10 นาที แต่ 10 นาทีที่พูดมีแต่เรื่องสนุกสนานเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากคนไปเยี่ยมไข้ ทุกคนพูดตรงกันว่า "คุณตาไม่เห็นเหมือนคนป่วยเลย ตลกเหมือนเดิม"

พอแขกกลับ ลูกหลานถามว่าทำไมคุยแต่เรื่องตลก
เขาตอบว่า "ถ้าคุยแต่เรื่องเจ็บป่วย วันหลังใครเขาจะอยากมาเยี่ยมอีก"

เขาเป็นคนชอบคุยกับผู้คนไม่ว่าจะอยู่บนเตียงคนไข้หรืออยู่บนรถแท็กซี่

บ่อยครั้งที่นั่งรถถึงหน้าบ้านแล้ว แต่สั่งให้โชเฟอร์ขับวนรอบหมู่บ้านเพราะยังคุยไม่จบเรื่อง แล้วจ่ายเงินตามมิเตอร์ !

4เดือนสุดท้ายของชีวิตแพทย์ที่รักษาโรคไตมาตั้งแต่สมัยเป็นแพทย์อินเทิร์นจนกระทั่งเป็นหัวหน้าแผนกแนะนำให้พักรักษาตัวในโรงพยาบาลให้แข็งแรงแล้วค่อยกลับบ้าน

แต่อยู่ได้ 4 วันเขาวิงวอนหมอว่าขอกลับบ้าน

หมอซึ่งรักษากันมา 16 ปีไม่ยอม เขาพูดกับหมอด้วยความสุภาพว่า "ขอให้ผมกลับบ้านเถอะ ผมอยากฟังเสียงนกร้อง คุณหมอไม่รู้หรอกว่าคนคิดถึงบ้านมันเป็นอย่างไร เพราะพอเสร็จงานหมอก็กลับบ้าน"

หมอได้ฟังแล้วหมดทางสู้ ยอมให้คนไข้กลับบ้าน แต่กำชับให้มาตรวจตรงตามเวลานัดทุกครั้ง

1 เดือนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เขาสูญเสียการควบคุมอวัยวะของร่างกายเกือบทั้งหมด เคลื่อนไหวได้อย่างเดียวคือกะพริบตา แต่แพทย์บอกว่าสมองของเขายังดีมาก เวลาลูกเมียพูดคุยด้วยต้องบอกว่า "ถ้าได้ยินพ่อกะพริบตาสองที"

เขากะพริบตาสองทีทุกครั้ง !
เห็นแล้วทั้งดีใจและใจหาย เขายังรับรู้ แต่พูดไม่ได้ นี่กระมังที่เรียกว่าถูกขังในร่างของตนเอง

สิบวันก่อนพลัดพราก ภรรยากระซิบข้างหูว่า "พ่อสู้นะ"
เขาไม่กะพริบตาซะแล้วทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้สองเดือนเคยตอบว่า "สู้"

เขาสู้กับสารพัดโรคด้วยความเข้าใจโรค สู้ชนิดที่หมอออกปากว่า "คุณลุงแกสู้จริงๆ"

ตอนที่วางดอกไม้จันทน์ ผมนึกถึงประโยคที่แกพูดกับลูกเมื่อสี่เดือนก่อนว่า "โรคภัยมันเอาร่างกายของพ่อไปแล้ว อย่าให้มันเอาใจของเราไปด้วย"




 

Create Date : 13 มกราคม 2549    
Last Update : 13 มกราคม 2549 14:46:57 น.
Counter : 513 Pageviews.  

ความฝัน ความตาย ความจริง



.......เมื่อคืนเพิ่งนอนไปเกือบตอนสว่าง หลับแล้วก็ฝันร้ายมากๆ จนต้องตกใจตื่น ฝันว่ากลุ่มชายฉกรรจ์กลุ่มนึงไล่ฆ่าจขบ. แล้วก็เป็นการฆ่าที่น่ากลัวมาก เพราะใช้เพียงมีดเล็กๆ ..ไล่กรีดมาตามเนื้อตัว กว่าจะตายคงยับเยินมากๆ ซึ่งจขบ.ใช้มือยกขึ้นป้องไว้ แล้วสะดุ้งตกใจตื่นเสียก่อน

พยายามทบทวนความฝัน ทำไมถึงต้องถูกฆ่าชนิดทรมานขนาดนั้น ความตายทำไมถึงน่าสะพึงขนาดนั้น คนที่ฆ่าก็ดูเหี้ยมโหดมาก ทั้งที่จขบ.ไม่ใช่คนอ่านหนังสือหรือดูหนังฆาตกรรมสืบสวนสอบสวน แล้วก็เป็นคนค่อนข้างจะฝันแม่น และมาในลักษณะเป็นนิมิต ต้องตีความเอาเองจากความฝัน ซึ่งคงเป็นตัวรู้บางอย่างของจิตทำงาน
ความน่ากลัวของการถูกฆ่า และจะต้องตายอย่างทรมานในความฝันคืออะไร คิดไม่ออก!! แต่ถ้าคิดว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีกับตัวเอง ก็จะทำให้ไม่สบายใจไปเปล่าๆ แถมในฝันยังมีรายละเอียดอีกหลายอย่าง คงต้องพิจารณาเอา ว่าหมายถึงอะไร

ตื่นไม่นาน ก็มีโทรศัพท์มาแต่เช้า.. พี่สาวโทร.มาบอกคุณน้าเสียแล้ว

แต่เป็นความตายที่น่ายินดีทีเดียว เพราะคุณน้าเป็นอัมพาตจนเหลือตัวเล็กแทบจะเป็นก้อนเนื้อมากว่ายี่สิบปี จนทำให้แม่จขบ.(ครั้งยังมีชีวิตกังวลพอควร) ต้องไปถามเจ้าเข้าทรง เพราะอยากให้คุณน้าไปสบาย แต่เจ้าที่บอกว่าคุณน้าทำการต่อชีวิตไว้ถึง 80 ปี คงช่วยไม่ได้แต่จะพยายามช่วย เออ... เรื่องจริง คุณน้าต่อชีวิตกับเจ้าไว้ถึงแปดสิบปีไว้จริงๆ เรื่องนี้เป็นความลับระหว่างจขบ.กับแม่ เพราะถ้าลูกหลานคุณน้ารู้คงโกรธ ที่จะไปทำเรื่องให้แม่เขาตาย แต่ก็นะ ความรักระหว่างพี่น้องร่วมสายโลหิตก็คงมี สรุป.. แม่ช่วย อาอี๊(คุณน้า) ให้ตายไม่สำเร็จ แม้ไม่อยากเห็นน้องสาวทรมานก็ตาม (การุณย์ฆาตหรือเปล่า.. แม่เรา..?)
แต่วันนี้ คุณน้าก็เสียแล้ว อายุ 80 หลังแม่ จขบ. ที่เสียไปก่อนหน้านี้หนึ่งปี อายุแปดสิบ เท่ากัน

จะว่าไป ความตายของแม่เป็นที่ตกใจของญาติพี่น้องทางแม่มากๆ เพราะกะทันหัน คุณน้า (ที่เรียกคุณน้าเพราะคนไทยฐานะดีมาขอไปเลี้ยงแต่เด็ก กลายเป็นคนไทยแท้ไป) ทรมานกับอัมพาตมากว่ายี่สิบปี คงเสียใจมากๆ ที่พี่สาวจากไปก่อน จำได้ว่าอาโซ๊ยอี๊(น้องสาวคนสุดท้อง) มาจากหาดใหญ่ ถูกสั่งห้ามไม่ให้ไปดูหน้าแม่จขบ. ก่อนเผา แต่ก็แอบไปดูจนได้

เห็นอาโซ๊ยอี๊ร้องไห้หนัก ทั้งที่ก่อนมาก็ไม่ได้แสดงความเสียใจอะไรมาก เป็นคนแก่ที่เก็บอาการได้เป็นอย่างดี แต่พอดูหน้าพี่สาว (แม่จขบ.) ก่อนเผาเท่านั้น อาโซ๊ยอี๊ถึงกับร้องไห้จนเป็นลม สร้างความสะเทือนใจให้จขบ.อย่างยิ่ง นึกถึงพี่น้องของแม่ที่มาจากเมืองจีน จนมากๆ ลำบากกันมาก เด็กๆ ต่างกระจัดกระจายถูกขอไปเลี้ยงคนละทิศละทาง แม่จขบ.ต้องมาเป็นสะใภ้ที่บ้านเตี่ย ทั้งที่อายุน้อยมาก ความลำบากทำให้พี่น้องที่ต้องจากกันแต่น้อย กลับกลมเกลียวกันอย่างประหลาด ไปมาหาสู่กันได้ตลอด พี่น้องสมัยนี้เสียอีก แม้โตมาด้วยกันก็อาจทำไม่ได้แบบนี้

ที่จริง ก่อนแม่เสียนั้น จขบ.ฝันว่าฟันหลุดเกือบหมดปาก เลือดที่กลบปากคุ้งคาวสัมฝัสได้แม้ยามตื่น มันเหมือนจริง!! ได้แต่คิดว่าคงจะมีญาติผู้ใหญ่เสียเป็นจำนวนมาก แต่ไม่คิดว่าจะเริ่มด้วยแม่ก่อน แล้วก็เป็นอีกหลายๆ คนตามมา เกลียดความฝันตัวเองเหลือเกิน

วางสายพี่สาวไป ก็ยังนึกไม่ออก ว่าจะเกี่ยวอะไรกับความฝันตัวเองหรือไม่

ก็มีอีกสายนึงเข้ามาทันที เป็นเพื่อนเก่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัยคนละคณะ คุยสนุกกันไปชั่วครู่ เพื่อนถึงยอมเปิดปากถึงเรื่องที่จะโทร.มาบอก ว่าเพื่อนคนนึงในชมรม (ชมรมนึงของพวกเขาในมหาวิทยาลัย จขบ.ไม่ได้อยู่ชมรมนี้) ได้เสียไปแล้ว อยากให้จขบ.แจ้งเรื่องนี้กับเพื่อนอีกคนนึงซึ่งอยู่ชมรมเดียวกันให้ที เพราะคนที่เสียเป็นเพื่อนสนิทกับคนที่จขบ.จะต้องโทร.ไปบอก

พอได้ยินชื่อของเพื่อนที่เสียเท่านั้น จขบ.ถึงกับอื้ง จุก เพราะเธอคนนี้ จขบ.ไม่รู้จักก็เหมือนรู้จัก จากวีรกรรมของเธอที่อหังการ์ในชีวิตไม่น้อย เป็นที่รู้จักของเพื่อนในรุ่นเดียวกันเป็นอย่างดี หากใครจะพอนึกภาพจิรนันท์ พิตรปรีชา (เขียนงานเกี่ยวกับความหวังของหนุ่มสาว) ออกบ้าง ในบุคลิกที่อ่อนหวาน กล้าหาญ แล้วก็มีความฝัน เพื่อนคนที่เสียชีวิตก็เป็นคนแบบนั้น

สาวอักษรศาสตร์ รูปร่างแบบบาง เรียบร้อยน่ารัก แต่งงานกับรุ่นพี่วิศวฯ แล้วออกไปทำสวนทำไร่อยู่กับชีวิตธรรมชาติ ปฏิเสธสังคมศิวิไลซ์ ค่อนข้างจะเป็นที่กล่าวขวัญในหมู่ชมรมของพวกเขา ซึ่งจขบ.รู้จักคนๆ นึงในชมรมนี้อยู่ เลยถูๆ ไถๆ กับพวกเขาไปด้วย แต่ที่จริงไม่ได้อยู่

เธอทำไร่ไถนาได้จริงๆ มีชีวิตอยู่กับชาวบ้าน มีบุตรสองคน จขบ.ระลึกถึงเธอเสมอ ว่าคงจะมีความสุขกับชีวิตที่เป็นความจริงมากกว่าคนเมืองที่จมอยู่กับมายา คิดถึงลูกๆ ของเธอ ครอบครัวของเธอ และชีวิตของเธอคงเป็นความจริงมากๆ เด็กๆ ที่จะโตขึ้นมากับดิน และอยู่รอดได้ในอนาคต เธอกำลังจะทำ home school ให้เด็กๆ อีกด้วย

แต่เช้านี้ ข่าวการตายกะทันหันของเธอ กลับกลายคล้ายฝัน ทั้งที่เป็นความจริงที่สุด เพื่อนที่โทร.มาบอก แจ้งว่าเธอป่วยหนักเข้าโรงพยาบาล ไม่ทราบสาเหตุ เข้าไอซียู ไม่กี่วัน ก็เสียชีวิต

ข่าวนี้ ทำให้จขบ. คิดถึงแต่สามีและลูกๆ ของเธอเท่านั้น คนที่อยู่จะเป็นอย่างไร?? เมื่อผู้หญิงคนที่รักที่สุดมาจากไป นี่หรือเปล่า ที่เป็นความน่าสะพึงในความทรมานของการตายในฝันของจขบ.

มันไม่ใช่ความตาย แต่เป็นความเจ็บปวดของคนที่ยังไม่ตาย... เหลือเกิน..




 

Create Date : 07 มกราคม 2549    
Last Update : 7 มกราคม 2549 12:25:39 น.
Counter : 701 Pageviews.  

เปรตภูมิ

...ไม่ได้ตั้งใจจะอัพบล๊อก แต่แวะไป budpage.com เห็นบทความที่คัดลอกมาจากหนังสือ มรณะศาสตร์แห่งทิเบต ซึ่งจขบ.เคยอ่านมานานแล้ว เขียนโดยท่านเชอเกียม ตรุงปะ รินโปเช แปลโดย อนุสรณ์ ติปยานนท์ เลยแอบก็อปมาให้อ่านกัน อ่านช้าๆ นะ ยากอยู่เหมือนกัน ..

. . เ ป ร ต ภู มิ . .


....ครั้นแล้วจะปรากฏภูมิแห่งจิตอีกภูมิหนึ่ง เป็นภูมิแห่งพวกเปรต หรือภูติผีหิวกระหาย เราเข้าสู่แสงสว่างมิใช่เพราะความก้าวร้าว แต่เพราะความละโมบหิวกระหาย มีความรู้สึกยากไร้ แต่ขณะเดียวกันก็มีความรู้สึกมั่งคั่ง เป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน

ในภูมิแห่งเปรตมีความรู้สึกอันโอ่อ่าแห่งความรุ่มรวย รู้สึกเป็นเจ้าของสิ่งต่างๆ มากมาย เมื่อใดที่คุณเกิดความต้องการ คุณไม่จำเป็นต้องออกไปเสาะหา คุณพบว่ามันมีอยู่ในมือแล้ว และจึงทำให้คุณหิวกระหายมากขึ้น พลัดพรากมากขึ้น เป็นเพราะว่าคุณได้รับความพึงพอใจจากการแสวงหาด้วย ทว่าบัดนี้เรามีทุกอย่างพร้อมมูล

เราไม่สามารถเดินทางไปยังที่อื่นเพื่อแสวงหาและได้มาซึ่งสิ่งพึงประสงค์ มันช่างน่าเศร้าใจนัก เป็นความโหยหิวที่เติมเต็มมิได้ มันเหมือนกับตอนที่คุณเกิดอาการจุกแน่น คุณไม่สามารถจะกลืนกินอะไรลงไปได้อีก แต่คุณปรารถนาจะกินมันต่อไปอีก ดังนั้นคุณจึงเกิดภาพลวงตาเกี่ยวกับรสชาติและความเอร็ดอร่อยในการรับประทาน กัดกิน กลืน และ ย่อยมัน กระบวนการดังกล่าวนี้ดูหรูหราโอชะ และคุณจะรู้สึกอิจฉาเป็นยิ่งนักต่อบุคคลที่หิวโหยและยังกัดกินได้

สัญลักษณ์ของเปรตได้แก่คนที่มีท้องใหญ่โตมโหฬาร แต่กลับมีลำคอเรียวบางและปากเล็กจ้อย มีประสบการณ์หลากรูปแบบในภูมินี้ ซึ่งขึ้นอยู่กับระดับของความหิวกระหาย เปรตบางตนสามารถหยิบฉวยอาหารไว้ได้ แต่อาหารกลับมลายหายไปต่อหน้าต่อตา หรือไม่สามารถจะกลืนกินมันลงไปได้ บางตนก็หยิบฉวยได้จับยัดใส่ปาก แต่กลับไม่สามารถกลืนลงท้อง บางตนสามารถกลืนลงไปได้ แต่ครั้นพอตกถึงท้องมันกลับระเบิดออก ซึ่งจริงๆ แล้วในโลกปัจจุบันของเรานี้ เราก็จะพบกับความหิวโหยระดับต่างๆ อยู่เสมอ

ความสุขในการครอบครองหาได้สร้างปีติมากมายแก่เราเลยไม่ เมื่อเราได้อะไรบางอย่างมา เราก็จะออกหาอย่างอื่นอีก แล้วก็จะตกอยู่ในแบบแผนเดิมอีก มันจึงกลายเป็นความหิวกระหายอย่างสม่ำเสมอที่ไม่ได้มีพื้นฐานมาจากความยากจน แต่เป็นเพราะความรู้สึกว่า แม้เราจะมีสิ่งของมากมาย เรากลับไม่มีความสุขและชื่นชมมันได้เต็มที่ พลังงานดังกล่าวหรือการแลกเปลี่ยน เช่น การแสวงหาสะสม การโอบรัดจับฉวย การจัดวาง การกลืนกิน ดูน่าตื่นเต้นมากกว่า พลังงานเช่นนี้ดูเย้ายวนยิ่งนัก แต่พอถึงการจับฉวยมันกลับดูน่ากลัว ครั้งแรกที่คุณได้จับต้องสิ่งของใดๆ คุณปรารถนาจะครองมัน แต่แล้วคุณจะไม่มีความสุขในการครอบครองอีกต่อไป แต่คุณเองก็จะไม่อยากปลดปล่อยสิ่งใดไป เป็นความสัมพันธ์ทั้งเกลียดทั้งรักต่อสรรพสิ่งภายนอก

ตัวอย่างเปรียบเปรยได้แก่ การแอบชื่นชมสวนเขียวขจีของเพื่อนบ้าน ครั้นมันได้เปลี่ยนมือเป็นของเราเอง เรากลับหามีความชื่นชมยินดีเยี่ยงแรกเห็นไม่ คุณลักษณ์อันอ่อนหวานของความรักใคร่ได้เจือจางลงไป

........................

ดูๆ ไป ความรักที่ผู้คนแสวงหา แต่ไม่ได้ดังใจ ก็เข้าข่ายความโลภ และตกอยู่ในเปรตภูมิอยู่เหมือนกันนะ ในบรรดากิเลส ที่อ่อนและซึม แต่กำจัดได้ยาก ก็คือเจ้าความหลงนี่เอง ความหลงอาจทำให้เกิดความโลภและโกรธตามมาได้ไม่ยาก..- จขบ..




 

Create Date : 02 มกราคม 2549    
Last Update : 2 มกราคม 2549 1:04:58 น.
Counter : 1382 Pageviews.  

ในอนาคตอาจมีศาสนาเดียว


ท่านพุทธทาสได้รับความเคารพนับถือ
จากศาสนิกชนต่างศาสนาไม่น้อย ไม่ว่าจากชาว คริสต์ มุสลิม หรือแม้แต่ชาวซิกห์ ท่านพุทธทาสมักให้ความเป็นกันเอง นั่งสนทนาด้วยอย่างคุ้นเคย


....เอ้า, ทีนี้ก็ดูต่อไปในอนาคต ในอนาคตนี่ โลกมันอยู่ใต้อำนาจวิสัยของวิชาความรู้ทางวิทยาศาสตร์, ที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์ ที่กำลังก้าวหน้า ก้าวหน้า ก้าวหน้าอยู่ในโลก แล้วโลกก็ยอมรับวิทยาศาสตร์ ยอมรับนับถือวิทยาศาสตร์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป; โลกมันเปลี่ยนพื้นฐาน เปลี่ยนอุปนิสัย เปลี่ยนอะไรไปในทางที่จะยึดวิทยาศาสตร์เป็นหลัก. ดังนั้นในอนาคต มันจะเหลืออยู่แต่ศาสนาเดียว คือศาสนาวิทยาศาสตร์ ไม่ต้องเรียกว่าพุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์ ฮินดู ซิกส์ อะไรแล้ว ไม่ต้องเรียกแล้ว, มันจะเรียกว่าศาสนาวิทยาศาสตร์ คือ ศาสนาที่กล่าวถึง ความจริงอันเด็ดขาดของธรรมชาติ เรียกว่าศาสนาของความจริง. ความจริงของอะไร? ของธรรมชาติ ของธรรมชาติที่ศึกษาได้ เกี่ยวข้องได้ด้วยวิทยาศาสตร์ ด้วยวิถีทางวิทยาศาสตร์.

ในอนาคต เมื่อมนุษย์เข้าถึงระดับสูงสุดของวิทยาศาสตร์ ศาสนามันก็จะเหลืออยู่แต่ศาสนาวิทยาศาสตร์ ที่เข้ากันได้กับวิทยาศาสตร์. ที่ไอน์สไตน์เคยพูดไว้ว่าจะเหลืออยู่ศาสนาเดียว ที่สามารถจะ cope, can cope natural need. ศาสนาที่จะสามารถตอบคำถาม หรือสู้หน้าได้กับความต้องการของวิทยาศาสตร์ตามธรรมชาติ ศาสนานี้จะเหลืออยู่ จะเรียกว่าศาสนาอะไรก็ตามใจ เพราะมนุษย์เป็นลูกน้องของวิทยาศาสตร์ไปหมดแล้ว. เมื่อมนุษย์เป็นลูกน้องของวิทยาศาสตร์ไปหมดแล้ว มันก็เป็นศาสนาวิทยาศาสตร์; แต่อย่าลืมว่า หัวใจของทุก ๆ ศาสนาแต่ละศาสนานั้น เข้าไปอยู่ที่นั่นคือมันดับทุกข์ได้; มันจะดับทุกข์ได้ตามหลักวิทยาศาสตร์ก็ตามใจเถอะ มันก็ต้องตรงกับหลักของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ที่เป็นมาแล้วแต่ในอดีต, จะด้วยเชื่อพระเจ้าหรือว่าจะด้วยเชื่อการกระทำของตัวเอง ก็แล้วแต่.

เดี๋ยวนี้เขาแบ่งเป็นเหลือ ๒ ศาสนาแล้วในโลกนี้ ๒ ศาสนาแล้ว, เหลือเพียง ๒ ศาสนาแล้วในโลกนี้ คือพวก creationist เชื่อพระเจ้า พระเจ้าสร้าง, เชื่อพระเจ้า นี้เป็น creationist มีกี่ศาสนาก็ไปนับดูเอาเอง. นี้ศาสนาอีกพวกหนึ่งเป็น evolutionist เชื่อวิวัฒนาการตามธรรมชาติ มีอยู่กี่ศาสนาก็ลองไปนับดูเอาเอง, เท่าที่มันเห็นชัด ๆ อยู่ พุทธศาสนาอยู่ในพวก evolutionist คือถือความเป็นไปตามกฎของธรรมชาติตามเหตุตามปัจจัยของธรรมชาติ.

พุทธศาสนาที่แท้จริงไม่ได้สอนว่า สุขหรือทุกข์นี้เป็นไปตามกรรม, ความสุขความทุกข์ของมนุษย์ไม่ได้เป็นไปตามกรรม; แต่พุทธบริษัทส่วนมากยังโง่อยู่ ว่าสุขทุกข์เป็นไปตามกรรม. แต่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สุขทุกข์ไม่ใช่เป็นผลของกรรมเก่า แต่เป็นผลของอิทัปปัจจยตา นี่มันทำผิดหรือมันทำถูกที่นี่เดี๋ยวนี้, นี่คือวิทยาศาสตร์ละ เป็น evolutionist ไม่ต้องมีพระเจ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง; แล้วก็ว่าสุขทุกข์นี้ ไม่ใช่เป็นเพราะว่าพระเจ้าบันดาล, ที่พุทธศาสนาเป็นอย่างนี้. ความสุขความทุกข์ของมนุษย์ไม่ใช่พระเจ้าหรือสิ่งสูงสุดบันดาล และไม่ใช่ผลของกรรมเก่า แต่เป็นผลของอิทัปปัจจยตา ที่ทำลงไปผิดหรือทำลงไปถูก; เพราะว่าถ้ามันจะเกิดความทุกข์ร้อนเจียนตายขึ้นมา, แต่ถ้าปฏิบัติถูกตามกฎอิทัปปัจจยตาแล้ว มันไม่เป็นทุกข์เลย. ขอให้เข้าใจส่วนนี้ แม้จะเจ็บไข้ได้ป่วยเจียนตาย เป็นทุกข์เจียนตายอยู่แล้ว ถ้าดำรงจิตให้ถูกต้องตามกฎของอิทัปปัจจยตาแล้ว มันก็ไม่เป็นทุกข์เลย; ฉะนั้นจึงยกเลิกกรรมเก่าหรือยกเลิกอำนาจของพระเจ้า ของเทพเจ้า ของภูติผีปีศาจ ของอะไรออกไปหมดสิ้น. นี่พุทธศาสนามีลักษณะเป็น evolutionist อย่างนี้ ไม่มีลักษณะเป็น creationist.

เดี๋ยวนี้ ศาสนาในโลกเหลืออยู่เพียง ๒ ศาสนาแล้ว ศาสนาหนึ่งเป็น creationist มีพระเจ้าผู้สร้าง ก็ทำไปตามแบบนั้น, ศาสนาหนึ่งเป็น evolutionist เป็นไปตามกฎของวิวัฒนาการ เหตุปัจจัย ก็ทำไปตามแบบนั้น.

แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ควรจะเอามาเปรียบเทียบว่า ศาสนาไหนดีกว่ากัน. อย่าให้มันโง่ไปอีก, มันจะเป็นคำถามที่โง่เง่าที่สุด ที่จะถามว่าศาสนาไหนดีกว่ากัน; เพราะว่าสำหรับคนบางพวก มันก็ต้องใช้แบบของตน แบบอื่นใช้ไม่ได้. พวกที่มีพื้นแพ นิสัย สันดาน วัฒนธรรม จิตใจ มาตามแบบที่เหมาะสมกับศาสนา creationist ก็ต้องถือศาสนานั้น, ส่วนพวกที่ไม่เป็นอย่างนั้น เป็นไปตามแบบของธรรมชาติ ก็ต้องถือศาสนา evolutionist เป็นธรรมดา. แต่ว่าทั้ง ๒ ศาสนาจะเอามาเปรียบเทียบกันอย่างไร มันก็ยังเสมอกัน หรือได้ผลด้วยกัน คือว่าดับทุกข์ได้ตามแบบของตน ๆ.

ถ้ามันเหลือ ๒ ศาสนา มันก็ยังไม่มีทางที่จะมาพูดว่าอันไหนดีกว่าอันไหน อันไหนดีที่สุด อยู่นั่นเอง; เพราะประชาชนหรือสัตว์ทั่วไปนี้ มีปัญหาตามแบบของตน ๆ ตามลักษณะนิสัยจิตใจของตน, แล้วยังเป็นไปตามการศึกษา หรือวัฒนธรรมหรือประเพณีอะไรอีกมาก ซึ่งฝังแน่นอยู่ในสันดาน. เขาก็ต้องได้ศาสนาที่เหมาะสม เขาจึงจะดับทุกข์ของเขาได้ ก็ยังดีไปตามแบบนั้น; ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น มันก็ต้องมาแบบอิทัปปัจจยตา คือว่าไปตามเหตุปัจจัย กฎของธรรมชาติอย่างไร ปฏิบัติให้ถูกต้องแล้วก็ดับทุกข์ได้. เพราะฉะนั้นพวกที่กินขนมปังก็กินไปซิ, พวกกินข้าวก็กินไปซิ, มันจะมามีปัญหาอะไร ที่จะถามว่า อันไหนจะดีกว่ากัน หรืออันไหนจะดีที่สุด.

แต่ทีนี้ถ้ามันมาถึงชั้นวิทยาศาสตร์ ขออภัยที่จะพูดว่า ในอนาคตข้างหน้าอันนานไกลนั้น ถ้าคนในโลกมันเป็นสมาชิกของวิทยาศาสตร์ไปหมดแล้ว น่ากลัวว่าจะเหลืออยู่แต่ศาสนาเดียว คือศาสนาวิทยาศาสตร์. ทุกศาสนาเอามาใส่ครก หลอมตำ ๆ ตำเคล้าเป็นอันเดียวกัน เหลือเป็นศาสนาวิทยาศาสตร์, นั่นแหละจะอยู่เป็นศาสนาเดียว แล้วไม่ต้องเปรียบเทียบกันแล้วทีนี้ มันมีเป็นศาสนาเดียวแล้ว จะเปรียบเทียบกับใครได้อย่างไร, มันก็ไม่ต้องเปรียบเทียบ การเปรียบเทียบทางศาสนามีไม่ได้อีกต่อไปแล้วเพราะมันเหลือศาสนาเดียวเสียแล้ว.

นี่ศาสนาเปรียบเทียบแห่งสากลโลก สากลจักรวาล มันมีเค้าเงื่อนอย่างนี้มีเค้าโครงอย่างนี้ มีปัญหาอย่างนี้. เรามาพูดกันเหมือนกับพูดถึงอนาคต อนาคตนี้ไม่แค่ไหน ไม่เท่าไรก็กลายเป็นอดีตแหละ อีกไม่กี่พันปี, อีกไม่กี่หมื่นปี อนาคตนั้นก็กลายเป็นอดีต แล้วมันก็เป็นเรื่องธรรมดาไปอีก เพราะว่าอนาคตมันก็กำลังกลายเป็นอดีตอยู่เรื่อยไป. พรุ่งนี้มันก็จะมากลายเป็นวานนี้ของวันนี้อยู่ได้เรื่อยไป ๆ ๆ; เพราะฉะนั้นอนาคตมันจึงอยู่ใกล้ ๆ ใกล้นี้เอง, สักวันหนึ่งมันก็จะถึงยุคหนึ่ง ซึ่งอะไร ๆ มันก็ต้องเหมาะสมสำหรับยุคนั้น. นี่อาตมาจึงคิดว่า และเชื่อว่าด้วย มันจะมีเหลืออยู่ศาสนาเดียวในยุคหนึ่ง คือศาสนาวิทยาศาสตร์ ที่มนุษย์ทุกคนในโลก เป็นสมาชิกของวิทยาศาสตร์ไปหมด. แต่ถ้ามันจะมีอะไรเกิดขึ้นมาอีก นอกจากวิทยาศาสตร์นั้นก็ค่อยพูดกัน; แต่เค้าเงื่อนที่มันเห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ มันมองเห็นอยู่ว่า วิทยาศาสตร์ ความรู้ เหตุผล เหตุปัจจัย ตามกฎวิวัฒนาการนี้ มันจะครองโลก. เราเปรียบเทียบกันไว้ล่วงหน้า เปรียบเทียบกันว่า เพื่อจะให้ร่วมมือกันได้.

ถ้าเราจะถือเป็นศาสนา ศาสนานั่น ศาสนานี่ ก็ให้รู้ไว้เถิดว่า เราจะมีปัญหาอย่างเดียวกัน ปัญหาร่วมกัน คือจะต้องต่อสู้กับศาสนาวิทยาศาสตร์ อันจะมีมาในอนาคต. ศาสนาไหนก็ตามที่มีอยู่ในโลกเวลานี้ จะต้องเผชิญปัญหาในอนาคตคือต่อสู้กันกับศาสนาวิทยาศาสตร์; ถ้าศาสนาไหนเป็นวิทยาศาสตร์อยู่แล้วก็ดีไป, แต่ศาสนาที่มีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์นั้นจะเป็นอยู่ได้ง่าย เป็นไปได้ง่าย, หรือเคลื่อนไหวได้ง่าย.

ทีนี้เปรียบเทียบอย่างนี้แล้วก็ จะทำให้เกิดความรู้สึกขึ้นมาอย่างหนึ่งว่า ต่อไปนี้ก็เตรียมตัว สำหรับจะมีความรู้เรื่องของธรรมชาติ, รู้เรื่องกฎของธรรมชาติ, รู้เรื่องหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ, รู้หน้าที่ผลของธรรมชาติ. แล้วผู้ที่เคยเรียกว่าพระเจ้า ก็จะต้องเปลี่ยนพระเจ้าเป็นธรรมชาติ ที่เคยเรียกว่าธรรมชาติ ก็จะต้องเปลี่ยนธรรมชาติเป็นพระเจ้า คือเป็นสิ่งสูงสุด แล้วแต่จะใช้ชื่อไหน แล้วแต่จะชอบชื่อไหน. คำว่าพระเจ้าหมายถึงสิ่งสูงสุดก็แล้วกัน, สิ่งสูงสุดนั้นคืออะไร ก็ไปว่ากันข้างหน้า, แล้วการถือศาสนานี้มันแล้วแต่คนในโลก. ถ้าคนในโลกถือศาสนาอะไร ศาสนานั้นมันก็อยู่ ถ้าคนในโลกไม่ถือศาสนาอะไร ศาสนานั้นมันก็ดับไป มันก็มีเท่านี้

พุทธทาสภิกขุ




 

Create Date : 03 ตุลาคม 2548    
Last Update : 3 ตุลาคม 2548 6:11:34 น.
Counter : 1751 Pageviews.  

1  2  3  4  

suparatta
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




..วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร..
..ท่านนาคารชุนะ..
วิภาษวิธี..เกริ่นนำ..ตอนจบ..

๐ สมุดเยี่ยมและบ่นได้..
**ทางลัด**
๐ สารบัญทักทาย(ทั้งหมด)
๐ ชวนคุย&ฟังเพลงปี48(ทั้งหมด)
๐ นอนดูจันทร์..(ส่วนตัว)

**log in หน่อยน่า..



Google.co.th
Friends' blogs
[Add suparatta's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.