..
5 ธันวาคม 2555 ดังน้ำทิพย์ชุบชีวิตชาวไทย










5 ธันวาคม 2555 ดังน้ำทิพย์ชุบชีวิตชาวไทย




นับแต่วินาที่แรกที่ทรงเสด็จลงมา รอยแย้มพระสรวล




โดยDuangAesthetic

โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย









โดยThaiPBSClip
























พอมีข่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม เพื่อพระราชทาน พระบรมราชวโรกาสให้พระบรมวงศานุวงศ์ และประชาชนเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล
พระองค์ท่านจะเสด็จมาให้เราชาวไทยได้เฝ้า ข่าวดีมากเลย ปีนี้เป็นปีที่คนไทยได้เห็นพระองค์ท่าน หลายครั้ง พระองค์ท่านเสด็จออกก็ด้วยงานโครงการ ที่พระองค์ท่านทำให้เราชาวไทย ทั้งสิ้น เช่น ณ.ทุ่งมะขามหย่อม อยุธยา ประชาชนแห่เข้าเฝ้าชมพระบารมี เพราะเป็นการเสด็จออกจากกรุงเทพ จาก รพ.ศิริราช ครั้งแรกนับแต่ทรงเข้าประทับรักษา พระองค์ที่นั้น พอวันเฉลิมพระชนมพรรษา 85 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2555 ปีนี้

ทุกคนเตรียมตัว เตรียมงาน














ไปจองพื้นที่ก่อน



โดยThaitruthleak















วันที่ 5 ธันวาคม 2555 มาถึงแล้ว ถนนทุกสายสู่ ลานพระรูป
ด้วยรอยยิ้ม ปิติ เด็ก คนแ่ก่ คนไทย ต่างชาติ ธงติดมือ


Journey On The Earth สีหบัญชร 5 ธันวาคม 2555-5 December 2012



โดยsrckt1·



โดยAkarachable














































































ที่ รพ.ศิริราช





ทหารมาแล้ว
















เสด็จแล้ว





สัตย์ปฏิญาณตนและของทหารรักษาพระองค์


โดยcosovo999

พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและของทหารรักษาพระองค์ ประจำปี ๒๕๕๕ พระราชพิธีเสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๕ พรรษา วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๕ จัดเตรียมกำลังทหารรักษาพระองค์ จาก ๓ เหล่าทัพ ซึ่งประกอบด้วย ๔ กรม ๑๒ กองพัน และอีก ๑ กองพันทหารม้า รวมเป็น ๑๓ กองพัน ใช้กำลังพลทั้งหมด ๒,๑๖๒ นาย

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กราบบังคมทูลพระกรุณา นำทหารรักษาพระองค์กล่าวนำทหารรักษาพระองค์ ถวายสัตย์ปฏิญาณตน

คำถวายสัตย์ปฏิญาณตน ของทหารรักษาพระองค์
- ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม
- ข้าพระพุทธเจ้า (ยศ-ชื่อ-นามสกุล) ขอถวายคำสัตย์ปฏิญาณ
ต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทว่า
- ข้าพระพุทธเจ้า จะยอมตายเพื่อรักษาไว้ ซึ่งพระบรมเดชานุภาพ
แห่งพระมหากษัตริย์เจ้า
- ข้าพระพุทธเจ้า จะจงรักภักดี และถวายความปลอดภัย
ต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท จนชีวิตหาไม่
- ข้าพระพุทธเจ้า จะเชิดชูและรักษาไว้ ซึ่งเกียรติยศ เกียรติศักดิ์
ของทหารรักษาพระองค์ ทั้งจะปฏิบัติตน ให้เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย
ของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททุกประ­การ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์
: //goo.gl/WqGBS
ทหารรักษาพระองค์ wikipedia : //goo.gl/Yt2aD


สัตย์ปฏิญาณตนและของประชาชนรักษาพระองค์

น้องใบพลู กล่าวตามคำปฏิญาณตนอย่างสุดเสียง



โดย Chittiwat Panprom·

เสียงทรงพระเจริง พร้อม ธงที่สะบัด

ด้วยรักจากใจลูกของพ่อ 5 ธ.ค.2555



โดยDiary1



โดยthaitvnewstube






















ข่าว






//www.krobkruakao.com/html

ประชาชนแห่เก็บภาพประวัติศาสตร์ 5 ธันวามหาราช
แม้ว่าภาพแห่งความประทับใจในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 85 พรรษา 5 ธันวาคม 2555 จะผ่านพ้นไป แต่คนไทยทั่วประเทศก็ยังตราตรึงอยู่ในหัวใจ ทำให้วันนี้หลายคนได้หาซื้อภาพประวัติศาสตร์แห่งความประทับใจนี้จากสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ เพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก

ที่ร้านหนังสือในเขตอำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ตั้งแต่เช้าก็มีประชาชนออกมาเลือกซื้อหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ ที่มีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม โดยประชาชนได้ซื้อทั้งฉบับภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ทั้งนี้ก็เพื่อเก็บภาพประวัติศาสตร์นี้ ทำให้ตามแผงหนังสือในเขตอำเภอเมือง วันนี้ดูจะขายดีเป็นพิเศษ และก็ยังเป็นความต้องการของประชาชน ที่ยังจะเก็บภาพบรรยากาศนี้ไว้อีก

ส่วนกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลายจังหวัดก็ยังคงจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่จะเป็นกิจกรรมเพื่อบำเพ็ญประโยชน์สาธารณกุศล /นายพิเชษฐ ไพบูลย์ศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี บอกว่า เมื่อวานนี้ชาวบ้าน 2 ฝั่งแม่น้ำลพบุรี ได้ร่วมกันปล่อยพันธุ์ปลาและกุ้ง จำนวนถึง 150,000 ตัว ซึ่งทุกคนได้น้อมนำแนวพระราชดำริ เพื่ออนุรักษ์และเพิ่มทรัพยากรสัตว์น้ำ ที่สำคัญเป็นการแสดงพลังสามัคคี รู้จักอยู่อย่างพอเพียง

ขณะที่จังหวัดระนอง ผู้สื่อข่าวยังคงติดตามคุณแม่มือใหม่ ที่คลอดบุตรในวันมหามงคล 5 ธันวาคมที่ผ่านมา ปรากฏว่าที่โรงพยาบาลระนอง คุณแม่คลอดในเวลาไล่เลี่ยกันถึง 5 คน หนึ่งในนั้นคือ นางอัญเกตุ ปาละบุตร อายุ 19 ปี ซึ่งได้บุตรชาย ประกอบกับตนเองเป็นแฟนของรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ตั้งใจจะตั้งชื่อลูกชายว่า "น้องไบท์


----------
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าว "ในหลวง" เสด็จฯออก ณ สีหบัญชร ไปทั่วโลก

//news.springnewstv.tv/22323/

สื่อต่างชาติทั่วโลกนำเสนอภาพความประทับใจ ที่พสกนิกรร่วมเฝ้าถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร สร้างความปลาบปลื้มและปิติในหัวใจคนไทยทั้งประเทศ
วันนี้ (5ธ.ค.55) สำนักข่าวต่างประเทศ เช่น เอพี,เอเอฟพี,รอยเตอร์ส ต่างรายงานข่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินออกมหาสมาคมในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2555 ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม

โดยรายงานว่าพระราชพิธีนี้ มีความยิ่งใหญ่คล้ายการจัดงานพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เมื่อปี 2549 และยังระบุถึงความสำคัญของพระราชพิธีนี้ว่า เป็นพระราชพิธีที่คนไทยต่างรอคอยและเป็นสิริมงคลอย่างยิ่งสำหรับชาวไทย ที่ได้มีโอกาสได้เฝ้าชมพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อีกทั้งยังรายงานด้วยว่ามีพสกนิกรเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอย่างล้นหลามจนไม่สามารถประเมินจำนวนที่แน่ชัดได้

สำนักข่าวต่างประเทศยังรายงานด้วยว่า มีพสกนิกรชาวไทยและชาวต่างชาติจำนวนมากไปปักหลักจับจองพื้นที่ในจุดที่ใกล้กับ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม ตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม เพื่อหวังได้ชมพระบารมีอย่างใกล้ชิด และยังได้รายงานถึงความพร้อมใจกันของชาวไทยทั่วประเทศ ในการแต่งกายด้วยเสื้อสีเหลือง ซึ่งเป็นสีประจำวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

นอกจากนี้สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า วันนี้องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ เอฟเอโอ จะจัดงานเฉลิมฉลองวันดินโลก ปีแรก ที่สำนักงานใหญ่ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี ตามที่ได้กำหนดให้ทุกวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปีเป็นวันดินโลก เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะที่พระองค์ทรงได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม และทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของโลกที่ทรงได้รับรางวัลนี้ โดยคณะกรรมการของเอฟเอโอทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปแล้วเมื่อวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา

ขณะที่สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น เผยแพร่ข่าวพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาในวันนี้ โดยระบุว่า ประเทศไทยจัดเฉลิมฉลองระดับชาติและมีพิธีที่ยิ่งใหญ่ พร้อมยังออกหนังสือฉลอง 70 ทศวรรษของการครองราชย์ ซึ่งมีนาย อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นประธานที่ปรึกษากองบรรณาธิการ รวมถึงการกล่าวคำถวายพระพรและถวายสัตย์ปฏิญาณของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รวมถึงการพระราชทานอภัยโทษให้กับนักโทษกว่า 26,000 คน

ผู้สื่อข่าว : ทีมข่าวท้องถิ่น
ข่าวจริง สปริงนิวส์ ทันเหตุการณ์ เห็นอนาคต



๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙


สภาพบ้านเมือง ปัจจุบันเป็นอย่างไร ยิ่งโดยเฉพาะสถาบันสูงสุด ที่ค้ำจุน ประเทศไทยมาหลายร้อยปี
ทั้งในรัชกาลที่9 ตลอด 65 ปีกว่า นี้ พระองค์ท่าน น้อมลงมาหาประชาชนของพระองค์ท่าน
ในพระหัตถ์ทรงถือแผนที่ประเทศไทย
ข้าราชการในท้องถิ่น ยังรู้จักพื้นที่ ลำคลอง คู ภูเขา ป่า ไม่เท่าพระองค์ท่านเลย ท่านทรงลงนั่งคุยกับประชาชนตัวดำๆๆ มอมแมม
ด้วยดินทราย ไปทุกบ้านที่ตั้งตารอคอยพระองค์ แม้จะฝนตกมืดค่ำ จนสว่างตา ทรงตรัสกับพระราชินี ไม่ให้ยืนค้ำหัวประชาชนให้
นั่งลงพูดกับประชาชน
ขอถามพวกที่ว่าเราคลั่งเจ้าว่า แล้วไอ้คนที่พูด ไอ้นักการเมืองพ่อค้าขายประเทศ ที่เอาภาษีของเราไป
จ่ายประชานิยมเอาความดีใส่ตัว เคยที่จะทำอย่างพระองค์ไหม ทรงสละพระราชทรัพย์ทำโครงการส่วนพระองค์ 6000กว่าโครงการ
ก่อนจะทำอะไรที่ไหน พระองค์ท่านก็ต้องไปถามชาวบ้านก่อนว่าจะเอาไหม ถ้าไม่เอาท่านก็ไม่ทำพระองค์ท่านไม่ยัดเยียด โครงการ
แบบโครงการหมู่บ้านที่รัฐทำที่รู้กันกับพ่อค้า เอาของให้หมู่บ้านโดยไม่ถามสักคำว่าต้องการหรือไม่ ทรงเสียภาษี เช่นเดียวกับ
ประชาชน ชาวไทย ไม่เหมือนเศรษฐี ขี้โกง บางคน ตั้งแต่เศรษฐีขี้คอกมา ประเทศชาติบ้านเมืองก็ปั่นป่วน คนไทยกลายเป็น
พวกเห็นแก่ตัวไร้ศักดิ์ศรี เห็นข้าราชการผู้ใหญ่ นักการเมืองเก่ากะโหลกะลา จะเข้าโลงอยู่แล้ว แทนที่จะทำความดีให้บ้านเมือง เอา
ความดีใส่หลุมตามลงไป มีเงินทองลาภยศ กินจนลูกหลานก็ไม่หมด แต่กลับ ละโมบโลภมาก เครื่องราชที่ได้รับพระราชทานมาแล้ว
เป็นเรื่องเตือนสติ ว่าควรทำให้ประชาชน หายจากทุกข์อย่างที่พระองค์ทำมา ไอ้พวกนักการเมืองแก่ ข้าราชการมูมมาม ทั้งหลาย
ที่น่าสมเพช เวทนา ยืนก้มหัว ตามหลัง ยกยอ สอพอ กับผู้นำประเทศ ที่ไม่ได้มีคุณาประการ อะไรนองจากพี่รวย สติปัญญา พูดจา
ไม่รู้เรื่องรู้ภาษา ปีหนึ่งออกทัวร์ 30 ครั้ง เหมาเครื่องบิน เที่ยว ละเป็น10 ล้าน ไม่เห็นจะได้อะไรให้ประเทศ นอกจากไปตามเก็บ
ผลประโยชน์ ที่พี่ชายไปวางไว้ล่วงหน้า หน้าบานรับมหาประเทศ แลกทรัพย์พยากรของชาติ กู้เงินจนเป็นหนี้ ต่อหัวคนละ
สองแสนแล้ว กู้ทีพวกมันก็ได้ค่านายหน้า2% เอาไอ้ปลิงมาเป็นที่ปรึกษา กินเงินต่ำแหน่ง ปีละเป็นแสนเป็นล้าน รับหมาก่อสร้าง
โครงการต่างๆๆกินกันหมุบหมับ อยากกินอยากสบาย ก็อย่าขวางบอกให้ยกมือแล้วจะโยนเศษอาหารให้ พูดมากแข็งข้อส่ง ไอ้พวก
ไปจัดงานอีเว้นสีสด หน้าบ้านให้

พอข่าวพระองค์ท่านออกมาก็ดังน้ำทิพย์ ลดลงบนใจประชาชน พระองค์เป็นหลักประเทศ เป็นทุกสิ่งอย่าง เป็นแผ่นดิน
เป็นสายน้ำ เป็นร่มเงาใหญ่ให้ความร่มเย็น ไม่เคยสักครั้งที่จะเป็นไฟ เผาประเทศ มีแต่จะออกมาดับทุกข์ของประชาชน
คราวนี้ก็เช่นกัน พระองค์ดังน้ำทิพย์ ชโลมใจ ให้ได้มีกำลังใจ จึงเห็นเป็นคลื่นสีเหลือง เต็มทุกทีทุกทางที่เสด็จผ่าน
คนที่มาเพื่อรับมงคลแห่งชีวิต
นาที่แรกที่ปรากฏพระองค์ รอยพระสรวล ทำให้ดวงใจประชาชนผ่องแผ้ว พอคำปฏิญาณตนของ ทหารรักษาพระองค์
ดังขึ้น ประชาชนก็ปฏิญาณตน ขอเป็น ประชาชนรักษาพระองค์ และคำ ทรงพระเจริญ ที่เริ่มกล่าวตั้งแต่แรกตอนเสด็จลงที่
รพ.ศิริราช ก็ดังตลอด เป็นล้านๆๆคำ



แม้รัฐบาล จะทำการที่เลวร้าย เป็นครั้งที่2 จากปีที่แล้วที่ลดวันจัดแสงสีเสียง
ที่กำแพงพระบรมมหาราชวัง ลงเพราะว่าสิ้นเปลือง ทั้งที่คนเขาเตรียมงานกันไว้ก่อนรัฐบาลขี้คอกจะมาสักอีก
ปีนี้รัฐบาลชุดนี้อีกสั่งห้ามจุดพลุทั่วประเทศ บอกสิ้นเปลือง แล้วไอ้ที่เหมาเครื่องบินไป ไอ้ป้าย บอกทางไปประชุม
แบบป้ายถาวรทางหลวง ที่ถี่จนนึกว่าคนขับปัญญาอ่อนแบบคนที่เป็นประธาน ครม สักอีก ป้ายสนับสนุน คนปัญญาอ่อนเป็นรัฐบาล
นี่นะไม่ได้สิ้นเปลืองภาษีของฉันหรือ เงินตั้งกี่ล้าน ที่ไปประกัน ตัวไอ้คนที่มันหมิ่นสถาบัน เผาศาลากลาง ยิงวัดพระแก้ว ถามฉันยัง

เปิดพฤติกรรมขบวนการหมิ่นสถาบัน
https://www.youtube.com/watch?v=-IZNRr7j1V8&feature=plcp



ถ้าจะจุดพลุเฉลิมพระเกียรติ มันก็ภาษีของฉันคนไทยที่จะที่ทำทุกปี รัฐบาลหน้าไหว้หลังหลอก ปากว่าจงรักภัคดี
แต่กลับสนับสนุนเลี้ยงดู ให้ตำแหน่ง กับไอ้คนที่ขึ้นเวทีเหยียย่ำหัวใจคนไทย ให้ไอ้หนังสือพิมพิมพ์สื่อของตัวทำเนียน

รายละเอียดคำถามที่นักข่าวมติชนถามปธน.โอบามา (แค่ถามให้เป็นประเด็นแต่ไม่ต้องการคำตอบจริงจังอะไร)
//www.oknation.net/blog/attawut08/2012/11/23/entry-2



Q Good evening. This question goes to both of you, Mr. President and Mrs. Prime Minister. You both talked about democracy in Thailand, but my question is this: Are you both satisfied with how democracies -- I mean, this restoration of democracy right now in Thailand? I’m talking about the situation that those who are responsible for 2010 crackdown is still not pursued by laws, and usually you have these laws that criminalize any criticism against the King very harshly, including an American citizen -- Joe Gordon. You have many political prisoners and recorded human rights abuse. I mean, in your opinion, I mean, how could you call this situation satisfying? And, Mr. President, which Thai cuisine dish is your favorite again? Could you be more specific? (Laughter.) Thank you, sir.

ผมขอถามท่านประธานาธิบดี และท่านนายกรัฐมนตรี

ท่านพูดถึงประชาธิปไตย ท่านพอใจกับประชาธิปไตยในเมืองไทยไหม ?

ผมหมายถึงการฟื้นฟูประชาธิปไตยในไทย ที่คนที่รับผิดชอบในเหตุการณ์ปี 2553 ยังไม่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

และการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (ม.112) ที่มีผู้ถูกจับจำนวนมากรวมทั้ง คนอเมริกัน โจ กอร์ดอน

มีรายงานสิทธิมนุษยชนว่ามีนักโทษการเมืองถูกคุมขังจำนวนมาก

ท่านประธานาธิบดีเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นความน่าพอใจได้อย่างไร ?

//www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1353480009&grpid=03&catid=00&subcatid=0000


ปชป.จับผิดรัฐวางตัวนักข่าวถาม"โอบามา" ซัดวางแผนโลกล้อมสถาบัน

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ขณะนี้รัฐบาลส่อพฤติกรรมไม่ปกป้องสถาบัน โดยเห็นได้ชัดจากการปล่อยให้ผู้ที่แอบอ้างว่าเป็นนักข่าวคนหนึ่งไปสอบถามนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ เกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งไม่ใช่เวทีที่เหมาะสมและคำถามเหล่านั้น ถูกกลั่นกรองจากสำนักเลขาธิการนายกฯแล้ว เหตุใดคำถามนั้นจึงถูกปล่อยปละละเลยให้ถามไปยังประธานาธิบดีสหรัฐและผู้ที่ตั้งคำถามคือนายธีรนัย จารุวัสตร์ เมื่อ 5 ปีก่อน เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวในการต่อต้านตุลาการรัฐธรรมนูญ มีการเขียนบทความในนามแฝงที่ชื่อ half blood prince ต่อมาเปลี่ยนเป็นสหายดอกหญ้า มีบทความหลายประการที่หมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และเหตุใดจึงคัดเลือกบุคคลนี้มาเป็นตัวแทนหนึ่งในสองนักข่าวไทยที่ทำเนียบรัฐบาลอนุญาตให้ถามประธานาธิบดีสหรัฐ ไม่ทราบว่า มีการตกลงกันไว้ล่วงหน้าหรือไม่ มีเจตนาที่จะให้โลกมาล้อมสถาบันของประเทศไทยหรือไม่
----------

สมควรแล้วที่ประชาชน จะทนกันการหน้าไหว้หลังหลอกไม่ได้
ประชาชนโห่นายกยิ่งลักษณ์ 5 ธ.ค.2555



พวกเสื้อแดงยังนึกว่าการที่ประชาชนออกมามากเพราะ สองคนพี่น้องนั้นจัด

แต่จริงๆๆแล้วเขาออกมาถวายพระกำลังใจ ในหลวงของเขาให้ทรงมีพระพลังสู้กับพวกเลวๆๆ








Create Date : 09 ธันวาคม 2555
Last Update : 21 มีนาคม 2556 10:53:57 น. 6 comments
Counter : 5851 Pageviews.

 




พระราชดำรัสพระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย ในโอกาสขึ้นปีใหม่ พ ศ 2556


ภาพโดยcosovo999

ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย

บัดนี้ถึงวาระจะขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดี มาอวยพรแก่ท่านทุก ๆ คน ให้มีความสุข ความเจริญ และความสำเร็จสมประสงค์ ในสิ่งที่ปรารถนา.

ข้าพเจ้าขอขอบใจท่านเป็นอย่างมาก ที่พรั่งพร้อมกันมาให้กำลังใจแก่ข้าพเจ้าในคราววันเกิด ด้วยความหวังดีจากใจจริง. น้ำใจไมตรีที่ทุกคนทุกฝ่ายแสดงออกในวันนั้น ยังประทับอยู่ในความทรงจำของข้าพเจ้าไม่รู้ลืม. ในปีใหม่นี้ ข้าพเจ้าจึงปรารถนาอย่างยิ่ง ที่จะเห็นคนไทยเราได้ตั้งจิตตั้งใจ ให้มั่นอยู่ในความเมตตาและหวังดีต่อกัน ดูแลเอาใจใส่กัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ให้กำลังใจแก่กันและกัน ผูกพันกันไว้ฉันญาติและฉันมิตร. ทุกคนทุกฝ่ายจะได้ร่วมมือ ร่วมความคิดอ่านกัน สร้างสรรค์ความสุข ความเจริญมั่นคง ให้แก่ตนแก่ชาติได้ ดังที่ตั้งใจปรารถนา.

ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองรักษาท่านทุกคน ให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากโรคภัย ให้มีความสุขกายสุขใจ ตลอดศกหน้านี้โดยทั่วกัน.

(ข้อมูลจากInformation Division of OHM)

๙๙๙๙๙๙๙

ส.ค.ส.พระราชทานพรปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๕๖ แก่ประชาชนชาวไทย






ภาพโดยcosovo999


'ในหลวง'พระราชทานส.ค.ส.ปี2556
ในหลวงพระราชทาน ส.ค.ส.แก่พสกนิกรชาวไทย ทรงพิมพ์ข้อความ ขอจงมีความสุขความเจริญ HAPPY NEW YEAR พร้อมข้อความว่า เมตตาเป็นคุณธรรมนำความสุข
เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2555 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทาน ส.ค.ส. ปีพุทธศักราช 2556 แก่ประชาชนชาวไทย โดยส.ค.ส.พระราชทาน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำปีพุทธศักราช 2556 นี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฉลองพระองค์เชิ้ตลำลองสีฟ้า มีลายเส้นสีชมพูและสีฟ้าเข้มพาดตัดกัน พระสนับเพลาสีดำ และฉลองพระบาทสีดำ ประทับบนพระเก้าอี้ ด้านขวาของพระเก้าอี้ที่ประทับ มีโต๊ะกลม วางพระบรมฉายาลักษณ์ครอบครัว และเชิงเทียนแก้ว ทรงฉายกับสุนัขทรงเลี้ยง คือ คุณทองแดงที่ทรงเลี้ยงมาตั้งแต่ปี 2541 สวมเสื้อสีทอง หมอบอยู่แทบพระบาทด้านขวา และคุณมะลิ แม่เลี้ยงคุณทองแดง สวมเสื้อสีทอง หมอบอยู่แทบพระบาทด้านซ้าย

ด้านหลังพระเก้าอี้ที่ประทับ ตกแต่งด้วยดอกกล้วยไม้หลากสี ด้านขวาบน มีตราพระมหาพิชัยมงกุฎประดับ ส่วนด้านซ้ายมีผอบทองประดับ ด้านล่างของผอบทองมีตัวอักษรสีทอง ข้อความว่า ส.ค.ส. พ.ศ. ๒๕๕๖ สวัสดีปีใหม่ และตัวอักษรสีขาว ข้อความว่า ขอจงมีความสุขความเจริญ HAPPY NEW YEAR ด้านขวา ใต้ตราพระมหาพิชัยมงกุฎ มีข้อความพิมพ์ด้วยตัวอักษรสีเหลือง ข้อความว่า “ความเมตตาเป็นคุณธรรมนำความสุข ช่วยปลอบปลุกปรุงใจให้หรรษา ความกตัญญูรู้คุณผู้เมตตา ทวีค่าของน้ำใจไมตรีเอย”

ด้านล่างของ ส.ค.ส. มีแถบสีม่วงเข้ม มุมล่างขวา มีข้อความ ก.ส. 9 ปรุง 181122 ธค.55 พิมพ์ที่โรงพิมพ์สุวรรณชาด ท.พรหมบุตร, ผู้พิมพ์โฆษณา Printed at the Suvarnnachad, D Bramaputra, Publisher

กรอบของ ส.ค.ส. พระราชทานฉบับนี้ เป็นภาพใบหน้าคนเล็กๆ เรียงกัน ด้านซ้ายและด้านขวาเรียงกันด้านละ 3 แถว ส่วนด้านบนและด้านล่างเรียงกันด้านละ 2 แถว ทุกหน้า มีแต่รอยยิ้ม


(ข้อมูลจากInformation Division of OHM)





โดย: หนึ่งคิด วันที่: 2 มกราคม 2556 เวลา:21:48:32 น.  

 

ตลอดปี 2555 แม้พระองค์ท่านจะประทับที่
รพ.ศิริราช ก็ทรงงาน ที่สำคัญ ที่ประชาชนติดตาม พระราชกิจสำคัญ
มีเช่น

"บารัค โอบามา" เข้าเฝ้าฯ ในหลวง ที่ รพ.ศิริราช"








โดยCiNNtv3

วันนี้ (18 พ.ย.) เวลา 16.53 น. ณ ห้องประชุมสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 14 โรงพยาบาลศิริราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นำนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นางฮิลลารี คลินตัน รมว.การต่างประเทศ นางคริสตี้ แอนน์ เคนนีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และคณะ เข้าเฝ้าฯ ในโอกาสที่นายบารัค โอบามา เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล ระหว่างวันที่ 18-19 พ.ย. นี้ มีนายชัยยงค์ สัจจิพานนท์ เอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา และนายณรงค์ฤทธิ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา รองเลขาธิการพระราชวัง ฝ่ายที่ประทับ เข้าเฝ้าฯ ด้วย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสัมผัสพระหัตถ์กับนายบารัค โอบามา นางฮิลลารี คลินตัน จากนั้นทรงมีพระราชปฎิสันถารกับประธานาธิบดีสหรัฐและคณะ ก่อนที่จะพระราชทานของขวัญแก่ประธานาธิบดี และนายบารัค โอบามา ถวายของขวัญแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วนายบารัค โอบามาและคณะ กราบบังคมทูลลา

สำหรับของขวัญที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้กับนายบารัค โอบามา เป็นหนังสือ 3 เล่ม ประกอบด้วย 1.Heart of the Kingdom 2.From Royal Initiatives 60 year of the people's happiness under the Royal aegis และ 3. A Memoir of His Majestry King Bhumibol Adulyadej of Thailand ทั้งนี้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนารถ พระราชทานผ้าไหมแพรวา แก่ภริยาประธานาธิบดีสหรัฐด้วย ขณะที่นายบารัค โอบามา ทูลเกล้าฯถวายภาพเขียนธงชาติสหรัฐ และอัลบั้มพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสเสด็จฯ เยือนสหรัฐในสมัยต่าง ๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การรักษาความปลอดภัยภายใน รพ.ศิริราช และบริเวณโดยรอบโรงพยาบาลเป็นไปอย่างเข็มงวด เจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจและทหารกว่า 300 นายคอยดูแลความเรียบร้อย ท่ามกลางประชาชนจำนวนมากที่ทราบข่าวต่างมารอชมประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แต่เป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องด้วยระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้ว ประธานาธิบดีสหรัฐและคณะ ได้เดินทางต่อไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลไทย และหารือกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จากนั้นจะมีการแถลงข่าวร่วมกัน และรัฐบาลเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ประธานาธิบดีสหรัฐและคณะ

๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙

'เวิน เจียเป่า'เข้าเฝ้าฯ'ในหลวง'






โดยrealmkii

'เวิน เจียเป่า'เข้าเฝ้าฯ'ในหลวง' พร้อมถวายพระพรเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม ในนามชาวจีนและประธานาธิบดี หู จิ่น เทา

เมื่อเวลา 16.59 น.วันที่ 21 พฤศจิกายน 2555 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ ห้องประชุมสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ชั้น 14 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นำนายเวิน เจียเป่า (Mr. Wen Jiabao) นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาล ระหว่างวันที่ 20 - 21 พฤศจิกายน 2555
ครั้งนี้ นายเวิน เจียเป่า และคณะ มีความปลื้มปิติในการได้รับพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท และขอถวายพระพรในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2555 ในนามของประชาชนชาวจีนและประธานาธิบดี หู จิ่น เทา พร้อมกันนั้น ได้กราบบังคมทูลถึงความร่วมมือของทั้งสองประเทศ อาทิ การร่วมมือกันแก้ปัญหาอุทกภัย และผลผลิตข้าว กับรถไฟความเร็วสูง ตลอดจนซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่นำความสนิทสนมและความร่วมมือทางวัฒนธรรมมาสู่ชาวไทยและจีน เปรียบได้กับเพลงพระราชนิพนธ์ "สายฝน" ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความร่มเย็นของพสกนิกรชาวไทย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสถึงการเดินทางมาเยือนไทยของนายเวิน เจียเป่า และคณะว่า เป็นนิมิตหมายอันดีของการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ และเป็นส่วนสำคัญช่วยให้ชาวไทยและชาวจีนแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันมากขึ้น
พร้อมกันนั้นได้มีพระราชดำรัสถึงความร่วมมือทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีคมนาคมรถไฟว่า ให้คำนึงถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับท้องถิ่นและสภาพแวดล้อม วััตถุประสงค์สำคัญมิใช่ความเร็วสูงสุด แต่เป็นความปลอดภัยสูงสุด โดยต้องมิให้เกิดอุบัติเหตุใดๆ ทั้งสิ้น จึงจะเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง

..........................
(หมายเหตุ : ขอบคุณข้อมูลจาก FB //www.facebook.com/infodivohm)









โดย: หนึ่งคิด วันที่: 2 มกราคม 2556 เวลา:22:18:15 น.  

 







ในหลวงราชินีเสด็จฯเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ร.8
ข่าวราชสำนัก วันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2555
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ที่สวนหลวงร.8 ท่ามกลางพสกนิกรร่วมรับเสด็จด้วยความปลื้มปีติ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินออกจากอาคารที่ประทับโรงพยาบาลศิริราช ทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 ซึ่งตั้งอยู่ในสวนหลวงพระราม 8 ซึ่งโดยบรรยากาศในขณะที่รถยนต์พระที่นั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินผ่านตรงหน้าประชาชน ทำให้ประชาชนที่มาจากทั่วทุกสารทิศ และที่มารอเฝ้าฯ รับเสด็จตั้งแต่ช่วงเช้า ได้โบกธงตราสัญลักษณ์และธงชาติไทย พร้อมกับเปล่งเสียงทรงพระเจริญ ดังกึกก้องไปทั่วพื้นที่อย่างปลื้มปีติ ทำให้ผู้ที่มาเฝ้าฯ รับเสด็จ หลายคนถึงกับน้ำตาไหลออกมา เนื่องจาก ได้ชื่นชมพระบารมีอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ กล่าวว่า จะนำธงชาติไทยและธงตราสัญลักษณ์ที่มาเฝ้าฯ รอรับเสด็จ นำกลับไปติดบริเวณหน้าบ้าน เพื่อความเป็นสิริมงคล อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ได้มีฝนตกลงมาบริเวณพื้นที่การจัดงานอย่างหนัก และได้หยุดลงก่อนที่จะมีขบวนเสด็จมาถึงเพียงเล็กน้อย ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ กล่าวว่า เป็นพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว






ปชช.รอรับเสด็จฯในหลวงทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ร.8

บรรยากาศที่เชิงสะพานพระราม 8 ขณะนี้ ประชาชนต่างเริ่มทยอยเดินทางมาจับจองที่นั่ง เพื่อรอเฝ้าฯรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ในเวลา 17.00 น.

ทั้งนี้ ประชาชนที่เดินทางมา ต่างเดินทางมาเป็นครอบครัว และนำร่มติดตัวมาด้วย เพื่อป้องกันฝนและแสงแดด
ในการรอเฝ้าฯรับเสด็จ



แนะปชช.รับเสด็จฯในหลวงจอดรถสนามหลวง

นายวสันต์ มีวงษ์ รองโฆษกกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงประชาชนที่จะเดินทางมารอเฝ้าฯรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร หรือ รัชกาลที่ 8 ว่า ผู้ที่เดินทางมาด้วยรถยนต์ ขอให้นำรถมาจอดที่บริเวณสนามหลวง โดยมีรถโดยสารรับ - ส่งมายังบริเวณพื้นที่เฝ้าฯรับเสด็จ เพื่อความสะดวกในการเดินทาง ทั้งนี้ อยู่ช่วงหน้าฝน แม้ทาง กทม. จะเตรียมพื้นที่หลบฝนสำหรับประชาชนไว้ แต่คาดว่าจะมีผู้เดินทางมารอรับเสด็จจำนวนมาก จึงขอให้เตรียมร่มกันฝนมาด้วย

ทั้งนี้ กทม. ยังเตรียมน้ำดื่ม และอาหารว่าง ไว้สำหรับประชาชน พร้อมทั้งหน่วยหน่วยแพทย์พยาบาลประจำจุดต่างๆ โดยรอบพื้นที่ พร้อมจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ดูแลด้านสุขภาพด้วย ส่วนสูจิบัตรที่มีการพิมพ์แจกในงาน ขณะนี้ดำเนินการพิมพ์เพียง 5,000 เล่ม อาจไม่เพียงพอในการแจกจ่ายประชาชนทั่วไปที่ต้องการ ซึ่งทาง กทม. ได้มีการหารือที่จะพิมพ์สูจิบัตรเพิ่มสำหรับประชาชนภายหลังพิธี และจะมีการแจ้งให้ประชาชนเข้าลงชื่อเพื่อรับสูจิบัตรได้ต่อไป



ปชช.กทม.-ตจว.ใส่เสื้อชมพูรอเฝ้าฯรับเสด็จแน่นพระราม8

บรรยากาศที่สวนหลวงพระราม 8 และบริเวณโดยรอบ ล่าสุด ยังคงมีประชาชนทั้งจากกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัด เดินทางมาเพื่อรอเฝ้าฯรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่จะเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร หรือ รัชกาลที่ 8 อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ ต่างพร้อมใจกันใส่เสื้อสีชมพู พร้อมนำธงชาติและธงตราสัญลักษณ์ เตรียมนำมายกขึ้นโบก พร้อมเปล่งเสียงทรงพระเจริญ ขณะที่ขบวนเสด็จพระราชดำเนินจะเคลื่อนผ่านในช่วงเย็น นอกจากนี้ ยังมีประชาชนส่วนหนึ่งเริ่มทยอยเดินทางมาจับจองพื้นที่บริเวณจุดยูเทิร์นรถยนต์ใต้สะพานพระราม 8 อย่างต่อเนื่อง เพราะต้องการชื่นชมพระบารมีของทั้ง 3 พระองค์อย่างใกล้ชิด



ผู้ว่าฯกทม.อัญเชิญพระพุทธนวราชบพิตรในพิธีเปิดราชานุสาวรีย์ ร.8

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธีอันเชิญ พระพุทธนวราชบพิตร ออกจากหอพระ ภายในศาลาว่าการการกรุงเทพมหานคร เพื่อนำไปประดิษฐานบนโต๊ะหมู่บูชาในพลับพลาพิธี เพื่อใช้ในการประกอบพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน ในช่วงเวลา 18.00 น. ซึ่งในพิธีดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงจุดธูปเทียนนมัสการบูชา พระพุทธนวราชบพิตร และพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เพื่อทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน อุทิศถวายแด่ทุกพระองค์

สำหรับ พระพุทธนวราชบพิตร เป็นพระประจำกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาส 200 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อปี 2555 เพื่อความเป็นสิริมงคง และเป็นศูนย์รวมใจ ความผูกพัน ระหว่างพระมหากษัตริย์ และประชาชนชาวไทย



ปชช.ปลาบปลื้มเฝ้าฯรอรับเสด็จในหลวง

บรรยากาศที่สวนหลวงพระราม 8 บริเวณจุดรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 8 ล่าสุดยิ่งใกล้เวลาเสด็จพระราชดำเนินเข้ามามากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ประชาชนที่มาเฝ้าฯ รอรับเสด็จอยู่เต็มพื้นที่ขณะนี้มีความตื่นเต้น และปลื้มปีติมากขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้ นางบัวหลวง นกแก้ว อายุ 45 ปี ลูกเสือชาวบ้านจากกรุงเทพมหานคร ที่เดินทางมาเฝ้าฯ รอรับเสด็จ กล่าวว่า ในช่วงเช้าที่ผ่านมา เดินทางไปวางพวงมาลา และทำบุญที่วัดสุทัศนเทพวรารามฯ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่รัชกาลที่ 8 จากนั้น ได้เดินทางมาเฝ้าฯ รอรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเพราะพระบารมีของพระองค์ทำให้ได้รับทุนพระราชทานจากมูลนิธิพระดาบส จนได้เรียนสำเร็จการศึกษา และมีอนาคตที่ดีจนถึงทุกวันนี้ จึงได้ตั้งใจที่จะทำความดีเพื่อพัฒนาประเทศชาติ ให้สมดังพระราชปณิธานสืบต่อไป

ขณะที่ นางเน่งน้อย ร้อยกอง ชาวไทยมุสลิม จากเขตบางอ้อ กล่าวว่า ได้อัญเชิญพระราชดำรัสทางด้านต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มายึดถือในการดำรงชีวิต รวมถึงรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติและดูแลพสกนิกรทุกคนโดยไม่แบ่งแยกศาสนา


พสกนิกรแห่สวนหลวงร.8เฝ้าฯรอรับเสด็จในหลวง

ล่าสุดบรรยากาศล่าสุดที่สวนหลวงพระราม 8 แม้จะมีฝนตกลงมาอย่างหนัก แต่ก็ไม่ได้ทำให้ประชาชนที่เดินทางมาเฝ้าฯ รอรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นั้นมีความย่อท้อและเห็นว่าเป็นอุปสรรคแต่อย่างใด จึงทำให้บรรยากาศขณะนี้ เต็มไปด้วยประชาชนที่ยืนกางร่มและนั่งท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมา เพราะทุกคนต้องการที่จะเฝ้าฯ รอรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อย่างใกล้ชิด โดยในครั้งนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ ก็รู้สึกดีใจ ที่ได้เห็นภาพความจงรักภักดี และความสามัคคีของคนไทย ซึ่งกล่าวว่าปรากฏการณ์ที่เห็นจะเกิดขึ้นได้เพราะองค์บารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น



ปชช.ต่างทยอยสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ ที่สวนหลวง ร.8

ภายหลังจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 8 เรียบร้อยแล้ว ล่าสุดประชาชนที่ได้เดินทางมาเฝ้าฯ รอรับเสด็จ ได้ทยอยนำดอกไม้ เข้าไปถวายสักการะ พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 8 อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางบรรยากาศที่เย็นสบายและมีฝนโปรยปรายลงมาเล็กน้อย โดยผู้ที่เข้าถวายสักการะส่วนใหญ่ต่างเอื้อมมือไปสัมผัสพวงมาลาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ด้านหน้าพระบรมรูปรัชกาลที่ 8 ก่อนนำมือมารูปศีรษะเพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งทุกคนกล่าวว่า ได้อธิษฐานขอพรให้รัชกาลที่ 8 ทรงปกป้องคุ้มครองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ทรงมีพระพลานามัยที่แข็งแรง และคุ้มครองประเทศไทยให้มีแต่ความสงบสุข

(ข้อมูล สำนักข่าว INN //www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=383727 )

๙๙๙๙๙๙๙๙

ในหลวงเสด็จฯทางชลมารค เปิด 5 โครงการชลประทาน













พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคด้วยเรือพระที่นั่งอังสนา ทรงทำพิธีเปิดโครงการชลประทาน 5 แห่ง ในโครงการพระราชดำริ ท่ามกลางพสกนิกรรอเฝ้าฯรับเสด็จเต็ม 2 ฝั่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมเปล่งเสียงทรงพระเจริญ ดังกึกก้อง

(7 ก.ค.55) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคด้วยเรือพระที่นั่งอังสนา จากโรงพยาบาลศิริราชแล้ว ท่ามกลางพสกนิกรรอเฝ้าฯรับเสด็จ เต็ม 2 ฝั่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมเปล่งเสียงทรงพระเจริญ ดังกึกก้อง โดยทั้ง 3 พระองค์ จะเสด็จพระราชดำเนินทรงทำพิธีเปิดโครงการชลประทาน 5 แห่ง ที่กรมชลประทาน สร้างในโครงการพระราชดำริ

๙๙๙๙๙๙๙๙๙



ในหลวงเสด็จวัดพระแก้ว ทอดพระเนตร จิตรกรรมฝาผนัง



โดยrealmkii·











พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อทรงทอดพระเนตรจิตรกรรมฝาผนัง เรื่องรามเกียรติ์ พสกนิกรเข้าเฝ้าฯ ล้น
วันนี้เวลา 17.19 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จลงจากที่ประทับ ชั้น 16 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพื่อประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง โดยตลอดเส้นทางมีประชาชนเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลศิริราช และญาติผู้ป่วย ไปรอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ พร้อมเปล่งเสียงถวายพระพร "ทรงพระเจริญ" ด้วยความปลื้มปีติ
เวลา 17.31 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินถึงยังพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง ทางประตูศรีรัตน์ ในการนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ แล้วทรงนำทอดพระเนตรและทรงบรรยายถวายเกี่ยวกับภาพจิตรกรรมฝาผนัง เรื่องรามเกียรติ์ โดยรอบพระระเบียงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งเขียนครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุระสิงหนาถ ที่ทรงทำศึกต่อสู้กับพม่าเมื่อเริ่มสถาปนากรุงเทพมหานครขึ้นเป็นราชธานีใหม่ และสงครามครั้งใหญ่ ๆ ที่ทรงเอาชนะได้ด้วยพระปรีชาสามารถ และความกล้าหาญ เช่น สงครามเก้าทัพที่ทุ่งลาดหญ้า
ต่อมา ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ซ่อมแซมขึ้นใหม่ เนื่องจากภาพจิตรกรรมฝาผนังบางส่วนเริ่มชำรุด และมีการซ่อมใหญ่อีกครั้งในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และเพื่อเป็นการรักษางานจิตรกรรมฝาผนังไม่ให้สูญหาย กรมศิลปากรจึงได้ทำการซ่อมครั้งใหญ่อีกครั้งเมื่อปี 2514 ตามหลักวิชาการสมัยใหม่เพื่อให้ภาพจิตรกรรมดังกล่าวคงทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศไปอีกยาวนาน และคงความงดงามอันเป็นเอกลักษณ์ของภาพจิตรกรรมฝาผนังแบบเก่าของไทยไว้ดังเดิม
ในปี 2523 ก่อนจะมีการสมโภชพระนครครบ 200 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีการบูรณะปฎิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และพระบรมมหาราชวัง โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นแม่กองอำนวยการในโครงการบูรณะปฏิสังขรณ์ เพื่อให้มีความสวยงาม แข็งแรง และอนุรักษ์แบบแผนระเพณีไทยไว้ให้เป็นมรดกของชาติ โดยทรงเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงพระองค์แรกแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ที่ทรงรับพระราชกิจอันยิ่งใหญ่นี้
สำหรับภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์ ได้เขียนเรียงร้อยต่อกันตลอดฝาผนังทั้ง 4 ทิศ จำนวน 178 ห้อง แต่ละห้องมีโคลงสี่สุภาพจารึกบนแผ่นศิลาตามเสาอธิบายภาพประกอบ มีโคลง 4,984 บทว่าเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ยาวที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังมีคำกลอน และโคลงเล่าเรื่องที่เสาแต่ละต้น รวมทั้งมีภาพซึ่งเป็นเกร็ดแทรกของเรื่อง เช่น นารายณ์อวตาร นารายณ์อิศวร กำเนิดพาลี และยังมีภาพยักษ์เช่น กุมภกรรณ ทศคีรีวัน ทศคีรีธร ตามประตูทางเข้าทั้ง 7 ประตู
จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินขึ้นสู่พระอุโบสถ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการท้ายที่นั่งบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร, พระสัมพุทธพรรณี, พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และพระพุทธเลิศหล้านภาไลย พระอุโบสถนี้ เป็นพระอุโบสถขนาดใหญ่หลังคาลด 4 ระดับ 3 ซ้อน ปิดทองประดับกระจก ภายในพระอุโบสถประดับตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างพระบรมมหาราชวัง และกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเป็นการสร้างวัดในพระราชวังตามแบบอย่างวัดพระศรีสรรเพชญ์ของกรุงศรีอยุธยา และเพื่อประดิษฐานพระแก้วมรกต พระพุทธรูปปางสมาธิ แกะสลักด้วยหยกมณีสีเขียวเนื้อเดียวกันทั้งองค์ หน้าตักกว้าง 48.3 เซนติเมตร สูงตั้งแต่ฐานถึงยอดพระเศียร 66 เซนติเมตรซึ่งนับเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองที่สำคัญตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

ที่มา :: INN News


๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙

ในหลวง เสด็จฯ ทอดพระเนตรร้านโกลเด้นเพลส ศิริราชสาขา 2







ภาพโดยcosovo999

ในหลวงทอดพระเนตรการดำเนินงานร้านโกลเด้นเพลส สาขาศิริราช 2 เป็นการส่วนพระองค์ พร้อมทรงเลือกผักสดหลายชนิด

เมื่อเวลา 17.19 น. วันที่ 10 ธันวาคม 2555 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับรถเข็นไฟฟ้าพระที่นั่ง เสด็จฯ ลงจากที่ประทับชั้น 16 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช ไปทอดพระเนตรการดำเนินงานร้านโกลเด้นเพลส สาขาศิริราช 2 เป็นการส่วนพระองค์ โดยมี ศ.นพ.ประดิษฐ์ ปัญจวีณิน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เป็นผู้เข็นรถเข็นไฟฟ้าพระที่นั่ง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระพักตร์ที่สดใส ทรงฉลองพระองค์สูทเหลืองทับเสื้อเชิ้ตลายทางสีฟ้าเหลือง พระสนับเพลาสีเทาอ่อน รองพระบาทสีดำ พระหัตถ์ซ้ายทรงจูงคุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยง โดยตลอดเส้นทางที่เสด็จฯ มีประชาชนไปรอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเป็นจำนวนมาก ด้วยความจงรักภักดี ต่างปลื้มปีติที่เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระเกษมสำราญ มีพระพลานามัยที่แข็งแรง

จากนั้นเสด็จฯ ไปยังร้านโกลเด้นเพลส สาขาศิริราช 2 ตั้งอยู่บริเวณชั้นล่างของอาคารโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ในการนี้ทอดพระเนตรการดำเนินงานของร้าน และทรงเลือกผัดสด ผลไม้สด อาหารสำเร็จรูปเพื่อสุขภาพ และผลิตภัณฑ์ภายในร้าน ได้แก่ เห็ด 3 อย่าง ผักบุ้งจีน ผักกาดหางหงส์ หน่อไม้ฝรั่ง ผักกาดขาว ข้าวโพดอ่อน ผักกวางตุ้งใบ ผักฉ้อย(ฮ่องเต้น้อย) ต้นหอมญี่ปุ่น ผักบร็อกโคลี เต้าหู้หลอดไข่ไก่ ถั่วแฮมเจ อาหารสุขภาพสำเร็จรูป ผลิตจากถั่วเหลืองธรรมชาติ เนื้อหมู และเนื้อไก่

ในการนี้ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้เจ้าหน้าที่ร้านโกลเด้นเพลส สาขาศิริราช 2 โดยบริษัท สุวรรณชาด จำกัด ในพระบรมราชูปถัมภ์ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาททูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายกระเช้าผักและผลไม้ปลอดสารพิษด้วย

ร้านโกลเด้นเพลส ดำเนินงานภายใต้ บริษัท สุวรรณชาด จำกัด ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นหนึ่งในโครงการส่วนพระองค์ที่ทรงจัดตั้งเพื่อเป็นร้านค้าปลีกต้นแบบของคนไทย จำหน่ายสินค้าปลอดจากสารพิษ และเป็นช่องทางการจัดจำหน่ายและกระจายสินค้าให้เกิดประโยชน์ ทั้งในด้านการส่งเสริมผู้ผลิต ทำให้สามารถจำหน่ายสินค้าในราคาที่ไม่ขาดทุน และผู้บริโภคได้ซื้อสินค้าดี มีคุณภาพมาตรฐาน ราคายุติธรรม

ปัจจุบันร้านโกลเด้นเพลส มีด้วยกัน 8 สาขา ได้แก่ สาขาพระราม 9, สาขาสะพานสูง, สาขาซีพีทาวเวอร์ สีลม, สาขาศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ, สาขาหัวหิน 1, สาขาหัวหิน 2, สาขาศิริราช 1 และสาขาศิริราช 2 แห่งนี้ ซึ่งเป็นแห่งใหม่ล่าสุด เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2555

(ที่มา คมชัดลึก)

๙๙๙๙๙๙๙๙๙






โดย: หนึ่งคิด วันที่: 3 มกราคม 2556 เวลา:0:04:11 น.  

 

“ในหลวง” เสด็จฯ ทอดพระเนตรโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา













วันนี้ (26 พ.ย.) เมื่อเวลา 14.57 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯลงจากที่ประทับชั้น 16 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช ด้วยฉลองพระองค์สูทสีเหลือง เสื้อเชิ้ตลายสกอตสีเหลือง สนับเพลาสีดำ ประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา

ภายในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในปีพุทธศักราช 2504 จากการที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมพสกนิกรพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ และมีพระราชประสงค์ให้ประชาชนอยู่ดีมีสุขตามสมควรแก่อัตภาพ โดยเฉพาะด้านการเกษตร ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพหลักของประเทศ มุ่งเน้นการดำเนินงานยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างยั่งยืน พึ่งพาตนเองได้ ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ตลอดทางที่เสด็จพระราชดำเนินผ่าน มีประชาชนจำนวนมากรอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จฯอย่างเนืองแน่น และเปล่งเสียงทรงพระเจริญตลอดเส้นทาง ในการนี้ทรงเยี่ยมโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ถือกำเนิดขึ้นในปีพุทธศักราช 2505 โดยได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ส่งเสริมอาชีพเลี้ยงโคนมแก่ราษฎร ซึ่งถือได้ว่าเป็นอาชีพพระราชทาน รวมทั้งคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์โคนมที่เหมาะสมกับประเทศไทย ปัจจุบันเลี้ยงโคนมพันธุ์โฮสไตล์ ฟรีเซียน ซึ่งเกิดจากการผสมเทียม เป็นวัวเพศเมีย จำนวน 43 ตัว สามารถรีดนมได้ทั้งหมด 16 ตัว โดยน้ำนมดิบที่รีดได้จะนำไปแปรรูปที่ศูนย์รวมนมเพื่อผลิตเป็นนมพาสเจอร์ไรซ์ ส่วนวัวเพศผู้จะนำเข้าโครงการโคพระราชทานเพื่อมอบให้แก่ราษฎรหรือหน่วยงานต่างๆ ต่อไป พร้อมทอดพระเนตรการดำเนินงานของโรงนมยูเอชที สวนจิตรลดา น้ำนมดิบที่รีดได้จะนำไปแปรรูปที่ศูนย์รวมนม เพื่อผลิตเป็นนมพาสเจอร์ไรซ์ ซึ่งพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งโรงนมยูเอชที สวนจิตรลดา เมื่อปี 2546 เพื่อแก้ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด โดยมีกำลังการผลิตทั้งในบรรจุภัณฑ์แบบกล่องและแบบถุง รวม 20,000 ลิตรต่อวัน เสร็จแล้วเสด็จพระราชดำเนินไปยังบ้านพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งมีเซลล์แสงอาทิตย์ติดตั้งอยู่บนหลังคาสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า มีกำลังการผลิตไฟฟ้าสูงสุด 2,250 วัตต์ สามารถแปลงเป็นกระแสไฟฟ้าใช้ในครัวเรือนได้

ก่อนจะเสด็จพระราชดำเนินไปยังพิพิธภัณฑ์โรงช้างต้น ทอดพระเนตรช้างปั้น ที่มีลักษณะพิเศษ 4 ตระกูล ประกอบด้วย พรหมพงศ์ อิศวรพงศ์ วิษณุพงศ์ และ อัคนิพงศ์ โดยมีพระราชดำริให้กรมศิลปากรนำลักษณะพิเศษบางส่วนของพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในช้างเผือกประจำรัชกาล มาเป็นต้นแบบ

(ที่มาผู้จัดการ Online )

๙๙๙๙๙๙๙

ในหลวง"เสด็จฯลอยพระประทีป








เมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 28 พ.ย. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนิน ลงจากที่ประทับชั้น 16 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช พร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อประทับรถยนต์พระที่นั่ง ไปยังลานพลับพลาประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ สถาบันการแพทย์สยามินทราธิราช ด้านข้างโรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ (สถานีรถไฟธนบุรี) ซึ่งอยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อทรงลอยพระประทีปเนื่องวันลอยกระทงตามประเพณีประจำปี 2555 ท่ามกลางพสกนิกรที่เฝ้ารอชื่นชมพระบารมีอย่างเนืองแน่น ในการนี้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงอยู่ในฉลองพระองค์สูทสีเขียวอ่อนทับเชิ้ตสีขาวลายเขียว พระสนับเพลาสีดำ รองพระบาทสีดำ พระหัตถ์ขวาทรงจูงคุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ศ.คลินิก นพ. ประดิษฐ์ ปัญจวีณีน ผอ.โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ เป็นผู้ถวายการเข็นรถพระที่นั่ง เมื่อเสด็จถึงพลับพลา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงวางพวงมาลัย ถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ ซึ่งคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล สร้างขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและเป็นศูนย์รวมจิตใจของแพทย์ พยาบาล บุคลากร นักศึกษาและประชาชนทั่วไป จากนั้นทรงลอยพระประทีปที่ประดิษฐ์จากขนมปังสีเหลือง ซึ่งเป็นสีประจำวันพระบรมราชสมภพ ทรงจุดเครื่องทองน้อย ที่พระประทีปส่วนพระองค์ และพระประทีปสีฟ้าของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงลอยพระประทีปที่ประดิษฐ์จากขนมปังสีม่วง ทรงจุดเครื่องทองน้อย ที่พระประทีปส่วนพระองค์ การนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทหารเรืออัญเชิญพระประทีปแต่ละพระองค์ไปลอยกลางแม่น้ำเจ้าพระยา

โอกาศนี้ทรงทอดพระเนตรขบวนเรือไฟประดับไฟจากหน่วยงานต่างๆ ที่เข้าประกวดในงานสีสันแห่งสายน้ำ มหกรรมลอยกระทง ภายใต้แนวคิด “สว่างไสว สายน้ำแห่งเจ้าพระยา” จัดขึ้นโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ล่องตามแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่สะพานพุทธยอดฟ้าฯ ถึงสะพานพระราม 8 เมื่อเรือแต่ละลำผ่านหน้าพระที่นั่ง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงถ่ายภาพขบวนเรือประดับไฟ ตลอดเวลาที่เรือแล่นผ่าน ด้วยความสนพระทัย ในเวลาต่อมา ทั้งสองพระองค์ ทอดพระเนตรการแสดงรำกลองยาว ที่แสดงโดยเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินกลับโดยประทับรถยนต์พระที่นั่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงยิ้ม ท่ามกลางเสียงแซ่ซ้อง “ทรงพระเจริญ” ตลอดเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน

กระทั่งเวลา 19.25 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จกลับยังที่ประทับชั้น 16 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช รวมเป็นเวลา 55 นาที ท่ามกลางพสกนิกรที่เฝ้ารับเสด็จพร้อมใจกันเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” ดังกึกก้องทั่วโรงพยาบาลศิริราช ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักพระราชวัง เขตพระราชฐานชั้นใน ได้จัดเตรียมพระประทีป สำหรับทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถและพระบรมวงศานุวงศ์ ทุกพระองค์ทั้งหมด จำนวน 2 แบบ ได้แก่ แบบที่1 พระประทีปดอกไม้สด ตามโบราณราชประเพณี มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 15 นิ้ว ฐานพระประทีปเป็นหยวกกล้วย ตัวพระประทีปทำจากกาบพลับพลึง กลีบพลับพลึงจับเป็นกลีบดอกบัวซ้อนกันติดรอบพระประทีป ประกอบด้วยเครื่องทองน้อยที่ทำจากเทียนขี้ผึ้งมาปั้น ทาสีทองและวาดลวดลายตามจินตนาการผู้เขียน โดยพุ่มที่ประดับบนเครื่องทองน้อยได้ทำสีประจำพระองค์ ธูปทำจากไม้ระกำเคลือบสีเงิน เทียนทำมาจากขี้ผึ้งเคลือบสีทอง ส่วนภายในพื้นพระประทีปประดับด้วยดอกบานไม่รู้โรย ดอกกระดุมสีเหลืองกับสีม่วงอมเขียวเหลือง แบบที่2 พระประทีปที่ทำจากขนมปัง ประดิษฐ์มาจากวิทยาลัยในวังหญิง มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 15 นิ้ว ตัวพระประทีปประดิษฐ์จากขนมปังโดยใช้สีผสมอาหารสีเหลืองสำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสีฟ้า สำหรับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ส่วนพระประทีปของพระบรมวงศานุวงศ์ ตามสีประจำพระองค์ ตัวพระประทีปเป็นรูปกลีบบัวซ้อน 4 ชั้น แซมด้วยดอกกุหลาบ ภายในมีเครื่องทองน้อยที่ประดิษฐ์จากขนมปังเช่นกัน สำหรับถ้วยที่ใส่พุ่มรวมทั้งเชิงธูปและเชิงเทียน ทำมาจากเทียนขี้ผึ้งมาปั้น ทาสีทองและวาดลวดลายตามจินตนาการผู้เขียน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์ที่จะให้กระทงสามารถย่อยสลายและกลายเป็นอาหารสำหรับสัตว์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา โดยไม่เป็นขยะตกค้างในแม่น้ำเจ้าพระยาพร้อมกันนี้ก็ได้จัดเตรียมพระประทีปทั้ง 2 แบบ ไว้ทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบรมวงศานุวงศ์ด้วย

นอกจากนี้ได้จัดกระทงไว้สำหรับข้าราชบริพาร โดยเป็นฝีมือการประดิษฐ์จากเจ้าหน้าที่ฝ่ายพระราชฐานชั้นใน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขบวนเรือประดับไฟจำนวน 10 ลำจากหน่วยงานต่างๆ ที่เข้าประกวดในงานสีสันแห่งสายน้ำ มหกรรมลอยกระทง ภายใต้แนวคิด “สว่างไสว สายน้ำแห่งเจ้าพระยา” จัดขึ้นโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ล่องตามแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่สะพานพุทธยอดฟ้าฯ ถึงสะพานพระราม 8 ดังนี้ 1.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย “สว่างไสว ใต้ฟ้าพระบารมี” 2.จากจังหวัดชัยนาท “นาวาแห่งชีวี มหานทีเจ้าพระยา” 3.กองทัพอากาศ “สว่างไสวหยาดนภา ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ” 4.โรงเรียนมัธยมวัดศรีจันทร์ประดิษฐ์ “พระราชาแห่งน้ำ” 5.กรมอู่ทหารเรือ กองทัพเรือ “พลังงานสะอาด สู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน” 6.สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าฯ ลาดกระบัง “ทิพพิมานบารมี เลิศราชมหาโพธิ์ศรี สงบสุขสายธารบารมี สว่างไสวมหานทีเจ้าพระยา” 7.บ.อาร์ต อิท จก. “แม่น้ำแห่งราชา สว่างไสว สายน้ำแห่งเจ้าพระยา” 8.สนง.คณะกรรมการอาชีวศึกษา โดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี “เทียนธรรมเทียนพรรษา ส่องเจ้าพระยามหานที สายธารหลอมชีวี ใต่ร่มพระบารมี ธ ทรงธรรม” 9.ม.ราชภัฎสวนดุสิต “ด.เด็กรื่นเริง จินตนาการอันล้ำค่า 10.บ.บุญรอดบริวเวอรี่ จก. “สว่างไสว มหานทีแห่งเจ้าพระยา ด้วยพระบารมีแห่งจักรีวงศ์ แด่องค์ภูมิพล

๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙



โดย: หนึ่งคิด วันที่: 3 มกราคม 2556 เวลา:0:25:23 น.  

 
ประชาชนคือป้อมปราการ
//www.posttoday.com

14 มีนาคม 2556 เวลา 17:29 น.

โดย....ภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์ อดีตผู้อำนวยการ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ

นับตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา การบ่อนทำลายสถาบันสูงสุดเกิดขึ้นมากผิดปกติ เปิดเผย ไม่เกรงกลัว กลุ่มต่อต้านกษัตริย์ไม่เพียงเคลื่อนไหวในประเทศเท่านั้น แต่ยังไปเคลื่อนไหวในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐ ด้วยการป้อนชุดข้อมูลที่ดูเหมือนจริงแต่เป็นความเท็จ ส่วนหนึ่งเป็นผลงานของนักล็อบบี้จากสำนักงานกฎหมายที่มีชื่อเสียงและบริษัทประชาสัมพันธ์ ที่ถูกใครบางคนจ้างไว้ 3 บริษัท บริษัทละ 1.1 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี (ประมาณ 30.3 ล้านบาท) เพื่อไปล็อบบี้สมาชิกรัฐสภาและรัฐบาลอเมริกันเพื่อผลทางการเมืองของตน อย่างไรก็ดี ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น คือ เกิดกระแสต่อต้านสถาบันกษัตริย์ในหมู่นักการเมืองอเมริกันมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ฝ่ายที่ต่อต้านสถาบันกษัตริย์ไทยในสหรัฐทวีความเข้มแข็งมากขึ้น มีการสร้างเว็บไซต์ในรูปแบบหลากหลาย เขียนบทความภาษาต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากข้อเขียนของคนอเมริกัน 2 คน คนหนึ่งคือ เจ.เค. แห่งคณะกรรมการวิเทศสัมพันธ์ (Council on Foreign Relations) อันทรงอิทธิพลในสหรัฐ ที่ เจ.เค. ได้เขียนบทความโจมตีสถาบันกษัตริย์ และยกย่องเชิดชูฝ่ายตรงข้ามกษัตริย์สลับกันมาหลายปีแล้ว อีกคนหนึ่งคือ เอ.เอ็ม.เอ็ม. ที่ยอมรับว่าได้รับการว่าจ้างให้มาทำงานด้านนี้ และเป็นคนที่นำเอาคดีของ โจ กอร์ดอน และ อำพล ตั้งนพกุล หรือ “อากง” มาเขียนโจมตี ม.112 เพื่อให้พาดพิงไปถึงพระมหากษัตริย์ไทย ในความเป็นจริง คนพวกนี้ไม่ได้มีความรู้อะไรมากมาย แต่ได้รับข้อมูลจากนักประวัติศาสตร์ชาวไทยสายสาธารณรัฐที่คนไทยรู้จักดี

ในกลางปี 2556 นักล็อบบี้พวกนี้วางแผนผลักดันให้มีการอภิปรายเชิงวิชาการในที่ประชุมประจำปีของสมาคมเอเชียศึกษา (Association of Asian Studies) ซึ่งมีคนไทยที่ต่อต้านสถาบันกษัตริย์มีอิทธิพลอยู่ การอภิปรายดังกล่าวมีเป้าหมายมุ่งโจมตีสถาบันกษัตริย์ไทยเป็นการเฉพาะ รวมทั้งมีแผนตีพิมพ์หนังสืออีกเล่มหนึ่งโดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐ ที่ผู้เขียนอ้างหลักฐานจากห้องสมุดมหาวิทยาลัย รัฐสภาของสหรัฐ ที่ดูเผินๆ แล้วน่าเชื่อถือ หรือเลือกเฉพาะส่วนที่สนับสนุนความคิดของตน เพื่อหาทางทำลายความเชื่อถือพระมหากษัตริย์ไทยองค์ปัจจุบัน

ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2554 ในวาระครบ 7 รอบ 84 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นักล็อบบี้อเมริกันได้ส่งชุดข้อมูลที่ปั้นแต่งขึ้นจนทำให้สมาชิกสภาหลงเชื่อได้ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐพยายามหลีกเลี่ยงไม่ส่งหนังสือถวายพระพรตามที่เคยปฏิบัติมา จนสภาสูงต้องส่งหนังสือถวายพระพรแทน สะท้อนให้เห็นว่า นักล็อบบี้ยิสต์อเมริกันทำงานให้กับนายจ้างอย่างได้ผล ทำให้รัฐสภาชุดก่อนเข้าใจผิดและต่อต้านสถาบันกษัตริย์ไทย ตกทอดมาถึงสภาใหม่ชุดที่ 113 ในปัจจุบัน

ไม่เพียงแต่เท่านั้น สถาบันบางแห่งของสหรัฐ เช่น กองทุนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National Endowment for Democracy) ยังจัดสรรเงินงบประมาณของรัฐคิดเป็นเงินไทยกว่า 1,500 ล้านบาท และอีกโครงการเป็นเงิน 200-300 ล้านบาท ให้กับกลุ่มต่อต้านสถาบันกษัตริย์ ตามที่กลุ่มพวกนี้ร้องขอมาโดยอ้างว่าเพื่อนำไปใช้ในการให้ความรู้ประชาชนในการพัฒนาประชาธิไตย แต่กลับนำไปสร้างสื่อและเว็บไซต์ ปลุกระดม โฆษณาชวนเชื่อให้คนไทยบางกลุ่มต่อต้านสถาบันสูงสุด

นักล็อบบี้เหล่านี้ได้สร้างข้อมูลขึ้นมาชุดหนึ่งหรือหลายชุด และไปเคลื่อนไหวชักจูง ชี้นำ โน้มน้าวให้สมาชิกรัฐสภา และสถาบันอื่นของสหรัฐ เชื่อในวาทกรรมที่ว่า สถาบันสูงสุดเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย สถาบันทำลายสิทธิมนุษยชน อ้างว่าปัญหาของเมืองไทยไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นปัญหาการสืบราชสมบัติ เพื่อจะเสนอให้ใครบางคนเป็น “ทางออก” ของชาติ

พวกนี้พยายามป้อนข้อมูลให้รัฐสภาอเมริกันเชื่อว่า “สถาบันไม่สู้แล้ว” เพราะถ้าสถาบันไม่สู้ สหรัฐก็ไม่มีทางเป็นอื่นนอกจากจะยืนข้างฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามสถาบัน และเป็นการส่งสัญญานไปยังประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น รวมทั้งจีนที่สนับสนุนสถาบันสูงสุด ตลอดมา หากสหรัฐและประเทศเหล่านี้สรุปว่า ฝ่ายสถาบันแพ้แน่ สหรัฐและประเทศเหล่านี้ซึ่งคิดถึงผลประโยชน์ของประเทศเขาเป็นสำคัญก็ต้องเข้าข้างฝ่ายชนะ

อย่างไรก็ดี ฝ่ายสถาบันส่งสัญญานมาหลายครั้งแล้วว่า “ยังสู้” และ “ไม่ยอมแพ้” โดยเฉพาะวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธ.ค. 2555 ที่ประชาชนชาวไทยไปชุมนุมที่ลานพระบรมรูปฯ อย่างมืดฟ้ามัวดินเพื่อเข้าเฝ้าถวายพระพร สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนพร้อมที่จะสู้เคียงข้าง แต่ปรากฏ “แรงเฉื่อย” ในสถาบันทหาร ศาล และรัฐบาล จึงมีแต่ประชาชนเท่านั้นที่จะเป็นกำแพงป้องกันสถาบันสูงสุดของประเทศให้พ้นจากการคุกคามจากฝ่ายบ่อนทำลายในและนอกประเทศได้

รัฐบาลชุดก่อนเคยให้ทุนมหาวิทยาลัยดังในอเมริกา อาทิ คอร์แนล วิสคอนซิน เพนซิลเวเนีย ยูซีแอลเอ. จอห์น ฮอพกินส์ วอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อสร้าง “ศูนย์ไทยศึกษา” และ “เพื่อนประเทศไทย” เพื่อให้เข้าใจสถาบันกษัตริย์ของไทย แต่ปรากฏว่า ศูนย์เหล่านี้กลายเป็นกระบอกเสียงเผยแพร่การต่อต้านสถาบันสูงสุดไปหมด และอาจขยายเครือข่ายกว้างขวางมากขึ้น ไปยังออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป

ไทยถูกคุกคามด้วยสงครามยุคใหม่ ทั้งสงครามอสมมาตร (Asymmetric Warfare) เช่น การก่อความรุนแรงช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553 และสถานการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สงครามทุน และ สงครามไซเบอร์ สงครามทั้งสามนี้มีศูนย์กลางอยู่ที่สหรัฐ แต่มีสนามรบอยู่ทั่วโลก ในไทย สหรัฐต้องการใช้สนามบินอู่ตะเภาเป็น Global Transpark ตอบสนองยุทธศาสตร์ของสหรัฐ ในภูมิภาคนี้ มีข่าวว่า สหรัฐได้ส่งทหารรับจ้าง ที่เป็นทหารผ่านศึกแบบแรมโบ้ ที่เรียกว่า “แบล็ควอเตอร์” ประมาณ 5-6 ชุดมาประจำอยู่ในไทย โดยแต่ละคนได้รับค่าจ้างปีละ 1.1 ล้านเหรียญสหรัฐ เบี้ยเลี้ยงต่างหาก เพื่อใช้ในการปฏิบัติการลับ (Covert Action) ตามนโยบายของสหรัฐ อเมริกาถนัดในเรื่องพวกนี้มาก และประสบความสำเร็จในละตินอเมริกามาแล้ว

อันตรายที่เกิดขึ้นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นเป็นเรื่องจริงและหนักหนา ชาติและสถาบันกำลังเสี่ยงอันตรายอย่างคาดไม่ถึง สิ่งที่เห็นทั้งในไทยและในต่างประเทศเป็นเพียง “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” ที่โผล่เหนือน้ำเพียง 1 ส่วน แต่อีก 9 ส่วนอยู่ใต้น้ำ

บทความนี้ไม่ต้องการให้คนไทยไปต่อต้านสหรัฐ เพียงแต่ขอให้เพื่อนอย่าปล่อยให้คนมาทำร้ายประเทศชาติและราชบัลลังก์เท่านั้น ปัญหาของประเทศไทยต้องแก้ด้วยคนไทยเป็นหลัก เราต้องช่วยกันเป็นปราการด่านสุดท้ายในการปกป้องชาติและราชบัลลังก์ ให้ต่างชาติได้ตระหนักว่า สถาบันสูงสุดยังสู้ และคนไทยพร้อมจะสู้เพื่อปกป้องสถาบันสำคัญยิ่งของชาติ


โดย: หนึ่งคิด วันที่: 17 มีนาคม 2556 เวลา:7:59:24 น.  

 
ภูมรัตน์ ตอบโจทย์
วิภาคสื่อเทศ วิเทศสื่อไทย สุทิน วรรณบวร
//www.naewna.com/politic/columnist/5882
การนำคนไร้ราคา คนที่สังคมรังเกียจ การนำเสนอข้อมูลแง่ลบ นำไปสู่ความขัดแย้งของสังคม สร้างความเสื่อมเสียให้สถาบัน มาออกรายการถึงสามครั้ง...ทำให้เกิดคำถามว่า ผู้ดำเนินรายการ มีเจตนาจะตอบโจทย์ หรือกำลังหาโจทย์

หลังจากกระแสสังคมกระหน่ำ ถึงความไม่เหมาะสมและเจตนาแอบแฝงของรายการ”ตอบโจทย์” ที่สร้างข้อครหาเป็นที่น่าสงสัยมากมาย จนต้องออกแถลงการณ์ อ้างสิทธิ์เสรีภาพสื่อตามรัฐธรรมนูญ การดำรงซึ่งจรรยาบรรณสื่อ มาปกป้องตัวเอง ทั้งๆที่ผู้ดำเนินรายการไม่มีจรรยาบรรณ และจริยธรรมของสื่ออยู่ในตัวแม้แต่นิดเดียว เพราะแม้แต่กฎเบื้องต้นของสื่อและการประชาสัมพันธ์ง่ายๆที่บอกไว้ว่า “ไม่เสนอข่าวสารในแง่ลบซ้ำซาก”(do not repeat negative) ผู้ดำเนินรายการก็ยังไม่เข้าใจ การนำคนไร้ราคามาร่วมรายการ คนที่สังคมรังเกียจ การนำเสนอข้อมูลในแง่ลบ นำไปสู่ความขัดแย้งของสังคม และ สร้างความเสื่อมเสียให้กับสถาบัน มาออกรายการถึงสามครั้ง ท่ามกลางกระแสต่อต้านของสังคม ทำให้เกิดคำถามว่า ผู้ดำเนินรายการ มีเจตนาจะตอบโจทย์ หรือกำลังหาโจทย์ บังเอิญได้อ่าน บทความที่เขียนโดยท่านภุมรัตน์ ทักษาดิพงศ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติที่โพสต์ทางเฟสบุ๊ค จึงขออนุญาตนำข้อความบางตอนของท่านมาอ้างอิงในบทความชิ้นนี้ ด้วยเหตุว่า เราได้พบเห็นสิ่งที่ท่านเสนอมาด้วยตัวเอง ในช่วงเวลาที่ยังทำงานอยู่กับสำนักข่าวต่างประเทศ ท่านภุมรัตน์ เขียนไว้ว่า “นับตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา การทำลายสถาบันสูงสุดเกิดขึ้นมากผิดปกติอย่างเปิดเผย ไม่เกรงกลัว กลุ่มต่อต้านกษัตริย์ไม่เพียงเคลื่อนไหวในประเทศเท่านั้น แต่ยังไปเคลื่อนไหวในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐ ด้วยการป้อนชุดข้อมูลที่ดูเหมือนจริง แต่เป็นความเท็จ ส่วนหนึ่งเป็นผลงานของนักล็อบบี้จากสำนักงานกฎหมายที่มีชื่อเสียง และบริษัทประชาสัมพันธ์ที่ถูกใครบางคนจ้างไว้ 3 บริษัท บริษัทละ 1.1 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี (ประมาณ 30.3 ล้านบาท) เพื่อไปล็อบบี้สมาชิกรัฐสภา และรัฐบาลอเมริกัน เพื่อผลทางการเมืองของตน อย่างไรก็ดี ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น คือ เกิดกระแสต่อต้านสถาบันกษัตริย์ในหมู่นักการเมืองอเมริกันมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ฝ่ายที่ต่อต้านสถาบันกษัตริย์ไทยในสหรัฐ ทวีความเข้มแข็งมากขึ้น มีการสร้างเว็บไซต์ในรูปแบบหลากหลาย เขียนบทความภาษาต่างๆซึ่งส่วนใหญ่มาจากข้อเขียนของคนอเมริกัน 2 คน คนหนึ่งคือ เจ.เค. แห่งคณะกรรมการวิเทศสัมพันธ์ (Council on Foreign Relations) อันทรงอิทธิพลในสหรัฐ ที่ เจ.เค. ได้เขียนบทความโจมตีสถาบันกษัตริย์ และยกย่องเชิดชูฝ่ายตรงข้ามกษัตริย์สลับกันมาหลายปีแล้ว อีกคนหนึ่งคือ เอ.เอ็ม.เอ็ม. ที่ยอมรับว่าได้รับการว่าจ้างให้มาทำงานด้านนี้ และเป็นคนที่นำเอาคดีของ โจ กอร์ดอน และ อำพล ตั้งนพกุล หรือ “อากง” มาเขียนโจมตี ม.112 เพื่อให้พาดพิงไปถึงพระมหากษัตริย์ไทย ในความเป็นจริง คนพวกนี้ไม่ได้มีความรู้อะไรมากมาย แต่ได้รับข้อมูลจาก นักประวัติศาสตร์ชาวไทยสายสาธารณรัฐที่คนไทยรู้จักดี ในกลางปี 2556 นักล็อบบี้พวกนี้วางแผนผลักดันให้มีการอภิปรายเชิงวิชาการในที่ประชุมประจำปีของสมาคมเอเชียศึกษา (Association of Asian Studies) ซึ่งมีคนไทยที่ต่อต้านสถาบันกษัตริย์มีอิทธิพลอยู่ การอภิปรายดังกล่าวมีเป้าหมายมุ่งโจมตีสถาบันกษัตริย์ไทยเป็นการเฉพาะ รวมทั้งมีแผนตีพิมพ์หนังสืออีกเล่มหนึ่งโดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐ ที่ผู้เขียนอ้างหลักฐานจากห้องสมุดมหาวิทยาลัย รัฐสภาของสหรัฐ ที่ดูเผินๆแล้วน่าเชื่อถือ หรือเลือกเฉพาะส่วนที่สนับสนุนความคิดของตน เพื่อหาทางทำลายความเชื่อถือพระมหากษัตริย์ไทยองค์ปัจจุบัน” ข้อเขียนท่านภุมรัตน์ยังมีรายละเอียดและหลักฐานของขบวนการต่อต้านสถาบันอีกมาก แต่ขอตัดเพียงแค่นี้ เพื่อจะได้เพิ่มเติมข้อมูลจากที่ตัวเองพบมาช่วงเวลาที่ทำงานกับสำนักข่าวต่างประเทศ บทความของ Association of Asian Studies ที่ท่านภุมรัตน์กล่าวถึงนั้นมีจริง และถูกส่งผ่านมาในอีเมลล์ของสำนักข่าวต่างประเทศเป็นประจำ ชิ้นแรกที่ส่งมาให้สำนักข่าวต่างประเทศ อ้างคำพูดอดีตนายกรัฐมนตรีที่ไปพูดกับผู้สนับสนุนในออสเตรเลีย กล่าวหาประธานองค์มนตรีว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญ ให้เกิดรัฐประหารล้มล้างนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับความนิยมสูงเป็นประวัติศาสตร์ บทความชิ้นนั้นอ้างว่าที่ต้องขจัดนายกฯคนนั้น เพราะเกิดความหวั่นไหวว่า ผู้คนที่ยากจนในชนบทจะให้ความรักความนิยมเหนือผู้อื่นทั้งหมด หลังจากนั้นบทความจะส่งเข้าเป็นระยะๆ ส่วนใหญ่จะเริ่มด้วยการปฏิวัติรัฐประหารที่มี ถึง 18 ครั้งหลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี 2475 แล้วจะตามมาด้วยการเลือกตั้ง ครั้งประวัติศาสตร์ ที่พรรคการเมืองพรรคเดียวได้รับความนิยมสูงสุด แล้ว ถูกล้มล้างด้วยทหาร และพาดพิงไปถึงสถาบันทุกครั้ง บางครั้งบทความเขียนถึงเรื่องไม่บังควร และเรื่องไม่บังควรเหล่านี้ล้วนออกมาจาก ข้อเขียนที่ยังไม่สมบูรณ์ของนายพอล เอลลี่ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง king never smile ผู้เขียนหนังสือ king never smile เป็นผู้สื่อข่าวอิสระที่มาทำงานในเมืองไทย ช่วงสงครามอินโอจีน ซึ่งรู้กันในหมู่ผู้สื่อข่าวต่างประเทศในเวลานั้นว่า เป็นพวกต่อต้านสถาบัน ด้วยความที่คนมีชื่อเสียด้านนี้เอง ทำให้เขาถูกเชิญมาพบกับเลขาฯผู้มีอำนาจในปี 2547 ในช่วงเวลาที่มีการพูดถึงเรื่องลดบทบาท ลดอิทธิพลสถาบัน ตั้งแต่นั้นมา โครงการเขียนหนังสือ King Never Smile ข้อมูลจากนักประวัติศาสตร์ชาวไทยสายสาธารณรัฐกับข้อมูลจากเลขาผู้มีอำนาจ ก็ถูกส่งไปให้ผู้เขียนหนังสือทำลายสถาบัน และ ประสานงานกันอยู่ตลอดเวลา Draft (ข้อเขียนที่ยังไม่สมบูรณ์)บางตอนของหนังสือ ถูกส่งมายังอีเมลล์ของสำนักข่าวต่างประเทศเป็นระยะๆ หลังจากการยึดอำนาจในเดือนกันยายน 2549 และบทความทำลายสถาบัน บวกกับข้อเขียนที่ยังไม่สมบูรณ์จากหนังสือเล่มนี้ก็มีมากขึ้น และเปิดเผยตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตามข้อเขียนในแง่ลบเหล่านี้ ไม่ได้ถูกนำไปใช้มากนักในบรรดาสำนักข่าวที่มีมาตรฐานอย่างรอยเตอร์ เอพี หรือ เอเอฟพี มีบ้างที่มาตรา 112 ถูกนำมาขยายในบางครั้ง แต่บทความเหล่านี้ถูกนำไปขยายมากในหมู่นักข่าวอิสระที่เขียนบทความให้กับ วารสารภาษาอังกฤษ นอกจากนั้นข้อมูลในบทความทำลายสถาบันเหล่านี้ถูกนำมาขยายใน เวทีการชุมนุมต่อต้านการปฏิวัติ ในเว็บไซด์ต่างๆ และ สื่อไทยบางฉบับที่อยู่ในเครือข่ายของกลุ่มตรงข้ามสถาบัน การขยายความของคนกลุ่มนี้ จะออกมาในรูปของการสร้างประเด็น เพื่อให้สื่อมาขยายความต่อ เช่น มีชายคนหนึ่ง ไม่ลุกยืนในโรงภาพยนตร์ ขณะที่เปิดเพลงสรรเสริญพระบารมี ความจริงถ้าขบวนการนี้ไม่ทำให้เป็นข่าว ก็ไม่มีใครรู้ว่า เขาทำอะไร แต่จู่ๆมีการส่งข้อความเป็นภาษาอังกฤษไปถึงสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ และสำนักข่าวทุกแห่งว่า เขาจะไปรับทราบข้อหาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งๆที่ตำรวจยังไม่ได้ตั้งข้อหา ผู้สื่อข่าวทุกสำนักแห่กันไปทำข่าว แต่ด้วยการยึดมั่นกับกฎที่ว่า “ไม่เสนอซ้ำในเรื่องที่เป็นแง่ลบ” เราไม่ยอมไปทำข่าว เป็นครั้งแรกในการทำงานสามสิบสี่ปี ที่ถูกหัวหน้าตำหนิพูดว่า “ผิดหวังในตัวเรามาก” ที่ไม่ยอมไปทำข่าวนี้ เราไม่ยอมทำข่าวนี่เพราะรู้ทันว่า ฝ่ายตรงข้ามสถาบันต้องการ นำเรื่องคนที่ไม่ยืนทำความเคารพเป็นประเด็นขยายความ แล้วก็เป็นจริงตามความคาดหมายสื่อต่างๆประโคมข่าวนายคนนั้นกันทุกฉบับ แม้กระทั่งทีวีกรมประชาสัมพันธ์ยังนำผู้ที่สวมเสื้อมีข้อความว่า“ไม่ยืนไม่ผิด” มาออกอากาศ ตั้งแต่วันนั้นมา เราเริ่มเป็นเป้าหมายของผู้ที่ลงทุนจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์ มีการร้องเรียนไปถึงสำนักข่าวว่า เราไม่เป็นกลางบ้าง ร้องเรียนว่าเราเป็นพวกเดียวกับฝ่ายขบถบ้าง จนวันหนึ่ง ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของสำนักข่าวในวอชิงตัน แจ้งมาว่ามีผู้ที่ใช้ชื่อ Ekapipop ทำหนังสือร้องเรียนไปว่า ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวคนหนึ่ง (ชื่อเรา) สร้างความเสียหายต่อสถาบัน (สำนักข่าว) โดยการการตั้งคำถามที่หยาบคาย ใช้คำพูดดูหมิ่นผู้นำของประเทศไทย โดยใช้คำพูด“ไม่เหมาะสม”กับผู้ที่เป็นนายกฯ เรียกร้องให้สำนักข่าวขอโทษ และ ลงโทษนักข่าวคนนั้น ที่นำเรื่องนี้มาเล่า เพื่อยืนยันข้อเขียนของท่านภุมรัตน์ว่า อิทธิพลของบริษัทประชาสัมพันธ์มีจริง เพราะไม่มีใครในสำนักงานสาขาต่างประเทศรู้ช่องทางติดต่อกับผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ข้อร้องเรียนผู้สื่อข่าวธรรมดาคนหนึ่งส่งไปถึงระดับผู้อำนวยการ ข้อร้องเรียนที่ส่งไปจากเมืองไทยต้องผ่านการจัดการโดยบริษัทประชาสัมพันธ์เท่านั้น ข้อเขียนของท่านภุมรัตน์ยังบอกว่า สถาบันแห่งชาติของสหรัฐบางแห่ง เช่น กองทุนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National Endowment for Democracy) ยังจัดสรรเงินงบประมาณของรัฐคิดเป็นเงินไทยกว่า 1,500 ล้านบาท และอีกโครงการเป็นเงิน 200-300 ล้านบาท ให้กับกลุ่มต่อต้านสถาบันกษัตริย์ ตามที่กลุ่มพวกนี้ร้องขอมา โดยอ้างว่าเพื่อนำไปใช้ในการให้ ความรู้ประชาชนในการพัฒนาประชาธิปไตย แต่กลับนำไปสร้างสื่อและเว็บไซต์ ปลุกระดม โฆษณาชวนเชื่อให้คนไทยบางกลุ่มต่อต้านสถาบันสูงสุด ถ้ายังสงสัยกันว่า คอลัมนิสต์บางคน ในหนังสือพิมพ์ไทยบางฉบับ รายการทีวีบางรายการ มีวาระซ่อนเร้น ในการทำลายกัดกร่อนสถาบัน โดยการนำเอาประเด็นที่คนของฝ่ายตรงข้ามสถาบันมาขยายความเผยแพร่ด้วยสาเหตุอะไร และ เงินทุนสร้างความเลวร้ายเหล่านี้มาจากไหน บทความของท่านภุมรัตน์ “ตอบโจทย์”ได้เป็นอย่างดี



โดย: หนึ่งคิด วันที่: 21 มีนาคม 2556 เวลา:10:51:37 น.  

หนึ่งคิด
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




เพลง

..*

หนึ่งในความห่วงใยของพ่อหลวง.....

เยลลี่พระราชทาน แจกฟรี สำหรับผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก

หรือผู้กลืนอาหารไม่ได้

มูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระราชูปถัมภ์

หน่วยทันตกรรมพระราชทานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล

คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ร่วมกันพัฒนาเยลลี่โภชนาการ เพื่อผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก

ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยมีภาวะโภชนาการและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นเจลกึ่งแข็งกึ่งเหลว

มีเนื้อสัมผัสที่พอดีไม่อ่อนหรือแข็งเกินไป

ง่ายต่อการเคี้ยวและการกลืน ผลิตจากนมที่ผ่านกรรม

วิธีย่อยแลคโต๊สซึ่งเป็นสาเหตุของการดื่มนมแล้ว

ไม่สบายท้อง ท้องเสียแล้ว ทำให้ผู้ที่มีปัญหา

เรื่องดื่มนมแล้วไม่สบายท้อง สามารถกินได้โดยไม่มีปัญหา

และเมื่อนำไปทดลองใช้กับผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก

พบว่าผู้ป่วยไม่ต้องให้อาหารทางสายยาง

ผู้ป่วยสามารถกินได้เอง และผู้ป่วยที่กินเยลลี่โภชนา

การมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 

ผู้สนใจที่มีปัญหาเรื่องมะเร็งช่องปากหรือ

มีญาติมิตรเป็นโรคดังกล่าว สามารถติดต่อขอรับได้

โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดใด ได้ที่ต่างๆ ดังนี้คือ

1. โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา 044-235582, 081-955-9002

2. สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรุงเทพฯ 02-3547025-35

3. ศูนย์มหาวชิราลงกรณ ธัญบุรี จ.ปทุมธานี 02-5461960-6

4. ศูนย์มะเร็งชลบุรี 038-784001-5

5. ศูนย์มะเร็งลพบุรี 036-621800

6. ศูนย์มะเร็งลำปาง 054-335262-8

7. ศูนย์มะเร็งอุดรธานี 042-207375-80

8. ศูนย์มะเร็งอุบลราชธานี 045-285610-5, 045-285637-40

9. ศูนย์มะเร็งสุราษฎร์ธานี 077-211625-8 ต่อ 1006

10.สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล 02-889-3489

ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่สถานพยาบาล ดังกล่าว

หรือ ติดต่อสอบถามมูลนิธิทันตนวัตกรรม

ได้ที่ คุณบัวขาว หงษาชุม โทรศัพท์ 089-664-4634, 02-218-9027

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ :http://bit.ly/UFCrZa

ขอขอบคุณภาพจาก: ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร Fan page

๙๙๙๙๙๙๙

----


widgeo
------------ โครงการบูรณปฏิสังขรณ์สถานที่ประสูติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ ลุมพินีสถาน ประเทศเนปาล เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสมหามงคล 60 ปีราชาภิเษก และ 84 พรรษามหาราชา
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add หนึ่งคิด's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.