ไปเที่ยวนอกเมืองกันเถอะค่ะ #2 Apeldoorn

เืที่ยวนอกเมืองจะเหมาะมากสำหรับคนที่มีเวลามาเที่ยวฮอลแลนด์ในช่วงหน้าร้อนที่โรงเรียนที่นี่ปิด (คือเดือนกรกฏาและสิงหาคม) คุณมากันเป็นคู่ หรือสามคนจะคุ้มสุด เพราะการรถไฟมีตั๋วซัมเมอร์ทัวร์ขายทุกปี ตั๋วนี้เฉลี่ยราคาแล้วนับว่าถูกมาก และไม่ต้องใช้ตั๋วลดชนิดอื่นๆมาประกอบให้ลำบากอีก เดินทางได้สองวันเต็มๆไม่ต้องติดกันภายในหนึ่งอาทิตย์ ไปไหนก็ได้ กี่รอบก็ได้ โดยรถไฟชั้นสอง ข้อแม้มีอยู่คือว่า ตั๋วนี้ต้องใช้ไปด้วยกันเสมอ จะฉีกแล้วไปแยกกันเดินทางไม่ได้นะคะ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่อง Zomertoer และ NS trein ค่ะ


เอาหละมาเริ่มกันดีกว่า มัวแต่แนะนำรถไฟเสียยาว วันนี้ลี่จะพาไปเที่ยวพระราชวัง Het Loo ที่ Apeldoorn กัน เมืองนี้บ้านนอกมากๆ (ฮือๆๆๆ สำหรับสาวที่เคยอยู่แต่เมืองกรุงอย่างเรา) ต้องไปรอรถบัสสายละครึ่งชม บางสายรถมาชั่วโมงละคัน ตกรถที น้ำตาร่วงเลยค่ะ ขี้เกียจรอ ระยะเวลาเดินทางจากสถานีรถไฟรอตเตอร์ดัมเซ็นทรัล ไปถึงสถานีอาเปิ้ลดอร์น 1.5 ชั่วโมง เมืองนี้เป็นเมืองไม่ใหญ่แต่มีชื่อเสียงไม่น้อยเพราะมีสถานที่เที่ยวที่ลี่กำลังจะเล่าต่อจากนี้ไปนี่ล่ะค่ะ นอกจากนี้ Apeldoorn ก็ยังเป็นเมืองหลวงของเขต Veluwe ซึ่งอันนี้ไม่ได้แบ่งตามเขตการปกครอง แต่แบ่งตามเขตภูมิศาสตร์ของฮอลแลนด์ค่ะ


ทริปหน้าร้อนอย่างนี้ ลี่กะแฟนตื่นออกจากบ้านกันแต่เช้า(ปกติลี่ไม่เคยตื่นก่อนสิบโมงหรอกจะบอกให้ หึหึ) ปั่นจักรยานไปถึงสถานีรถไฟ หาที่จอดถูกต้อง ล็อคเรียบร้อยก็จับรถไฟเส้นทาง Urecht-Amersfoort-Apeldoorn-Deventer-Enschede ปกติมันจะิออกชานชาลาสิบสองหรือสิบเอ็ดทุกที วันนี้ก็วิ่งกระุจุย เกือบสาย (ทุกทริป ไม่เชื่อถามลูกทัวร์รายอื่นๆก่อนหน้านี้ดูนะคะ) แสตมป์ัวันที่บนตั๋วซัมเมอร์ทัวร์แล้วก็ไปจับจองที่นอนเอาแรงกันไว้


รถวิ่งโดยไม่แวะ ไปถึงอาเปิ้ลดอร์นตามคาดหมาย ไม่มีเลทสักนาทีเดียว สถานีรถไฟที่นี่เล็กจริงๆ แบบว่าไม่ค่อยมีเอกลักษณ์เท่าไหร่ เรื่องถ่ายรูปเก็บสะสมหน้าสถานีนี่ ลี่ยอมเสียสละไปอีกหนึ่งเมือง ท่ารถบัสที่นี่จอดออรวมกันอยู่ที่หน้าสถานีรถไฟ เป็นบริการรถของบริษัท BBA ที่เหมาสัมปทานรัฐบาลมาวิ่งร่วมกัน ราคารถบัสก็ถูกมากๆ ขอบอก เพราะจังหวัดนี้มีแค่โซนเดียวคือ 4055 ขึ้นไปเถิดท่านที่นั่งมีพอ แต่เพื่อให้ประหยัด ลี่ขอแนะนำตั๋ว EuroRetour Kaartje ราคาหนึ่งยููโร (ถูกกว่าตั๋วสตริปเปินการ์ดหนึ่งเท่าตัวพอดี) บอกแล้วไม่เจอยัยลี่จอมงก ไม่มีเสียหรอกเงินยูโรมิได้หลุดกระเด็น ตามทริปแนะนำทดลองนี้ จะีดีมากถ้าคุณเลืิอกขึ้นรถสายต่อไปนี้คือ สาย 102 104 96 หรือ สาย 10 เพราะรถสายต่อไปนี้มันจะผ่านใกล้ๆกับพระราชวัง เดินไม่ถึงสามหมายิ้มก็ถึงแล้ว วันนี้ลี่เลือกไปกะสาย 104 เผื่อลองเชิง ขึ้นไปบนรถแล้วก็บอกคนขับหน้าใส เอาตั่วยูโรเรอตูร์การ์ดสองใบ(อ้าวก็แฟนไปด้วยไง ตั๋วรถไฟซัมเมอร์นะยะ) รถวิ่งตดไม่ทันหายเหม็นก็มาจอดให้ที่ป้ายรถเมล์ Paleis Het Loo จะหลงทางอีกให้มันรู้ไปสิ เดินชิดขวาไปเรื่อยๆ ป้ายอันเบ้อเริ่มก็มาเชิญชวนให้เขาเข้าไป เข้าทางด้านนี้จะผ่านที่จอดรถไปก่อน เพราะงั้นไม่ต้องตกใจว่าทำไมเดินนานแล้วมีแต่ป่านะคะ


ค่าเข้าชมพระราชวังนี้มีให้เลือกสามแบบด้วยกัน คือปกติราคาอยู่ที่ 7 ยูโร ถ้าคุณทำตั๋วลดรถไฟ 40 เปอร์เซ็นต์(ราคา 55 ยูโร)ไว้ จ่าย 4.5 ยูโร และถ้าทำบัตรมิวเซียม ซึ่งบัตรนี้เข้าได้หลายพิพิธภัณท์ทั่วประเทศ (สนนราคา 30 ยูโร เกือบๆ) ก็เข้าไปโลด ฟรีค่ะ สาวลี่ก็มีบัตรมิวเซียมนี้ค่ะ วิ่งไปทำมาก่อนหน้านี้วันเดียวเอง แบบงกของฟรีไงคะ ก็เดินฉลุย เอาบัตรรูดเหมือนรูดเครดิตเลย เก๋มากค่ะ ส่วนคุณลาวก็จ่ายไป 4.5 ยูโร แล้วก็ได้บัตรเข้าพระราชวังพร้อมบัตรลดสถานที่เที่ยวอื่นๆในอาเปิ้ลดอร์นมาอีก อุ้ยดีค่ะ ชอบ


จากทางเข้าตรงนี้เราจะผ่านส่วนที่เป็นโรงม้าก่อน ตรงนี้นอกจากที่เก็บม้า(ซึ่งทุกวันนี้ม้าพวกนั้นไม่มีเหลือแล้วแหละ มีแต่เหลนและโหลนของมัน) ก็มีรถยนต์เก่าๆ ของพวกราชวงศ์ รวมทั้ง รถม้า รถเลื่อน รถขนศพ(อุ้ย พูดแล้วขนลุก) สวยๆ หลายยุคหลายสมัย น่าแวะเข้าชมมากๆ อย่าเพิ่งรีบเดินบุกเข้าตัววัง(ของจริง)ไปเสียก่อนนะคะ


หน้าตึกโชว์โรงรถโรงม้านี้ นี้ก็ยังมีรถม้าให้นั่งยืดอกทำเก๋อีกด้วย ราคา 1 ยูโร ก็ไม่ได้วิ่งไปไหนไกล ชมวิวแถวนั้นแหละคะ่ ถ้าใครชอบลองของก็ทดลองนั่งดูนะคะ เดินทางตรงนี้ตรงแหน่วไป เราก็จะผ่านป่าละเมาะเล็กๆตามสไตล์วังฝรั่ง ใครที่เคยไปแวร์ซายมาก่อน อาจผิดหวัง เพราะฮอลแลนด์ประเทศเล็กก็ทำใจไว้เถิดว่าพระราชวังก็จะเล็กตามไปด้วยนะคะ



มาเจอกะสนามหญ้าเขียวชะอุ่มและพระราชวังตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า อะฮ้า กำลังจะบุกเข้าไป ก็มีสาวใส่ชุดยูนิฟอร์มคนนึงทำเสียงจิ้งจกร้องทัก จิ๊กจั๊กๆๆ อ้าวเจ๊ ตั๋วเหรอค้า หนูนึกว่าจ่ายรอบเดียวเสร็จแล้วเสร็จเลย ว่าแล้วลี่ เจ๊แกก็เล่นง่าย เอาปากกามาจิ้มตั๋วเราเป็นรู แล้วก็ผลักไสไล่ส่ง ลี่ก็รีบบึ่งเข้าไปกะเข้าไปให้ทันคนที่เดินลิ่วๆเข้าไปก่อนหน้านี้ แต่เอ ทำไมประตูมันเปิดไม่ได้เลยสักประตูเนี่ย แล้วชาวบ้านเขาไปเข้ากันทางไหน แหะๆ หน้าแตกค่า เพิ่งเห็นว่าผู้เข้าชมนี่เขาไม่ให้เข้าทางประตูเจ้าของบ้าน แต่ให้เราเดินลงบันได (ซึ่งแอบอยู่หน้าประตูหลักด้านหน้านั่นเอง) สองข้างซ้ายขวาแล้วแต่ท่านจะเลือกเอาเถิด เอาละ ว่าแล้วเราก็มุดตามกันลงไป ข้างล่างเป็นห้องโถงใหญ่ใต้ดินแบ่งเป็นร้านค้าของที่ระลึกและห้องเก็บกระเป๋า เพราะว่าที่นี่เขาจะไม่ให้เราแบกเป้ขึ้นไป เอาไปได้แค่ของเล็กๆน้อยๆ อ้อ กล้องนี่เอาไปได้นะคะ แต่ห้ามถ่าย (ไม่ว่าใช้แฟลชหรือไม่ใช้ ห้ามทั้งนั้น ไม่ต้องมาถามลี่นะคะ ลี่ตอบไม่ได้เหมือนกันค่ะ) อนุญาตให้เอาไปไ้ว้ถ่ายสวนจากบนดาดฟ้าพระราชวังได้ค่ะ


เดินผ่านไปแต่ละห้อง โอ้มันอลังการดาวล้านดวงอะไรอย่างนี้ เพราะว่าพรม ผนัง เพดานและรูปวาดแต่ละรูปมันช่างละเอียดลออดีเหลือเกิน เป็นสไตล์ยุโรปที่เรียกไ้ด้ว่าค่อนข้างประณีตไม่แพ้ของไทยเรา ห้องที่แต่งไว้นี้ ไม่ได้เป็นอย่างนี้ตั้งแต่ดั้งเดิม แต่เกิดจากการจัดใหม่และรวบรวมเอาของใช้ของกษัตริย์ พระราชินี เจ้าหญิงและเจ้าชายองค์ต่างๆที่เคยอยู่ที่นี่ทั้งหมดมาจำลองทำให้เหมือนจริง มาถึงห้องหนึ่ง ยัยลี่ตาซอกแซกก็อ่านเจอแล้วพบว่าต้นราชวงศ์ของดัชต์นี่จริงๆแล้วก็มาจากโรมันที่ไปครอบครองเมืองอยู่ทางฝั่งอังกฤษ แล้วก็กลับมาพบญาติที่อยู่ทางฝั่งฝรั่งเศส จนหาเรื่องมาครอบครองดินแดนน้อยๆที่น้ำท่วมทั้งปีทั้งชาติอย่างฮอลแลนด์นี่เอง (อ่ะน้า) ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ Oranje Nassau ก็คือ Prince Willem van Oranje Nassauโอ้ย ขี้เกียจเขียนจัง เดี๋ยวจะแวะเอาเรื่องของราชวงศ์นี้มาแปะให้อ่านนะคะ


ออกจากตัวตึก ต้องรีบวิ่งลงไปในสวนที่มองเห็นเมื่อกี้ โดยเดินขึ้นมาจากห้องใต้ดิน มาโผล่ในสวนข้างๆ ถ้ามาช่วงกลางๆกรกฏานี่ดอกไม้หน้าร้อนกำลังสะพรั่งเลยเชียว ไม่ต้องแปลกใจทำไมมันมีแต่สีฟ้า ดูแล้วไม่วิริศมาหราตรงไหน ลี่ชอบแต่สีฟ้าอ่ะค่า จริงๆสวนเขาตัดแต่งไว้สวยมาก มีแพทเทิร์นลวดลายเป็นสูตรมาเลยเชียว น้ำพุก็มีทุกมุม ทั้งทางน้ำไหล น้ำตก น้ำพุ เข้าสไตล์ เดินไม่ทันเมื่อยค่ะ ที่น่าแวะุถ่ายรูปก็คือผนังกำแพงสวนจะมีต้นผลไม้ที่เขาทำไว้ให้มันเลื้อยบนกำแพงแต่ออกลูกกันดกพรึ่บไปหมด ทั้งแอปเปิ้ล ลูกแพร์ แอพปริคอท ลูกพีช ลูกมะเดื่อ เสียดายที่มันยังไม่สุก จะสุกก็ฤดูใบไม้ร่วง เลยอดขโมยเลยลี่อ่ะ (แว้ก ไม่ดีนะคะ เด็กๆอ่านแล้วอย่าทำตาม)


ฝั่งปีกขวามือของสวน มีสวนไม้เืลื้อยตระกูลพุทราที่เขาทำเป็นรูปตึก ข้างในสวยมากๆค่ะ ใบไม้มันจะคลุมตัวร้าน(เป็นโครงไม้) มีแสงแดดส่องรำไร ข้างในทางเดินก็มีประดับรูปปั้นหินพองาม น่าเข้าไปถ่ายหนังอินตะระเดียเสียนี่กระไร แบบให้นางเอกวิ่งไปซ่อนพระเอกแล้วโผล่หน้าออกมาหยอกทักทาย คิกๆๆๆ สวนฝั่งนี้ท่าจะเป็นสวนแถบทรอปิคอลเพราะมีต้นไม้แบบบ้านเราเยอะมาก ลี่เดินไปเจอเอาต้นไม้กอหนึ่งตกใจร้องกรี๊ดซะ ชาวบ้านหันมามอง (แหะๆ) บานไม่รู้โรยค่า ใครเนี่ย ใครเอามาปลูก ไม่ได้เห็นตั้งเกือบห้าปี ไม่ไ้ด้เว่อร์นะ ขนาดที่เมืองไทยยังไม่ค่อยเห็นแล้วเลย ว่าจะขโมยเอาเมล็ดมาปลูกที่บ้าน เขาก็เพิ่งบาน คงต้องรออีกสักพัก อดกันพอดี ไปเอาแหละ อยู่นานโดนจับเขาปิ้งแน่ หาเรื่องมาหลายรายการละ


ขาออกจากพระราชวังเราได้มีโอกาสแวะชมนิทรรศการในตึกปีกขวาของวัง วันนี้มีช้างของสะสมของเจ้าชายเบอร์นาร์ด(พ่อของพระราชินีเบอาทริกซ์)มาโชว์ให้ชมกัน เจ้าชายเบอร์นาร์ดท่านเป็นศิลปิน นักกฏหมาย และนักอนุรักษ์ธรรมชาติตัวยงทีเดียวค่ะ ท่านดำรงตำแหน่งประธาน WWF หลายปีก่อนจะวางมือเพราะสุขภาพร่างกายไม่สนับสนุน ก่อนท่านเสียไป ก็ยกของสะสมให้ลูกหลานเพื่อเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อไป ช้างนี้มีทุกขนาด ทุกชนิด จากทุกประเทศ ทั้งแบบเก่า แบบสมัยใหม่ดีไซน์เว่อร์จนหนังตากระตุก และช้างที่แกะจากงาช้าง ช้างแก้ว ช้างออมสิน อูย เสียดายเดินไม่หมดค่ะ เพราะมันเยอะจริงๆ เดี๋ยวดูช้างเพลินจะอดไปดูลิงกัน


ออกมาจากที่นี่เราก็ต้องนั่งรถย้อนกลับไปที่สถานีรถบัสอีกครั้ง ก็ควักตั๋วเดิมยูโรเรอตูร์การ์ดอันที่ขามานั่นเอง ให้คนขับแสตมป์ขากลับอีกรอบ ไปถึงสถานีรถบัสให้แล้วเลือกขึ้นรถเบอร์ 3 ปลายทาง Rijkskantoor/Apenheul ซื้่อตั๋วแบบเมื่อกี้ใหม่อีกอันหนึ่ง เดี๋ยวเราจะไปดูลิงกัน แว้ก อะไรยัยลี่พาไปดูลิง เมื่อกี้ก็เกริ่นไว้แล้ว พูดจริงนะฮ้า ฟังแล้วเหมือนไม่หนุกใช่เปล่า แต่เดี๋ยวดูรูปแล้วจะชอบ Apenheul ทั้งเด็ก หนุ่มสาวและคนแก่ชอบกันทุกคน ที่นี่เป็นสวนลิงแบบเปิดที่มีลิงนิสัยดีๆ หน้าตาน่ารักๆ เดินชนกันไปมากะผู้เยี่ยมชม ลิงที่นี่ได้รับการเลี้ยงดูดีมากๆ จนเราน่ะอิจฉาเลยล่ะ อยากไปทำงานที่นี่ ลิงเขาฉลาดมากๆ แล้วก็มีมากกว่ายี่สิบชนิดด้วยกัน


แต่ก่อนจะเข้าไปได้ เสียค่าเข้าก่อนนะค้า ค่าเข้าสำหรับผู้ใหญ่ 14.5 ยูโร รถบัสจอดหน้าสวนลิงเลยคะ่ ป้าย Apenheul ถ้าไม่กล้าถามคนขับก็มองๆไว้ว่าคนอื่นที่พาลูกหลายหิ้วจูงพะรุงพะรังเขาเตรียมจะลงที่ไหนกัน ตามไปเลย รับรองไม่ผิดแน่ นอกจากจะเข้าไปดูลิงแล้วก็ัยังรวมค่าเข้าปาร์ค Berg en Bos ไว้ด้วย สวนลิงอาเปอะเฮิลนี้เปิดตั้งแต่เช้าเก้าโมงถึงห้าโมงเ็ย็น ถ้าหน้าร้อนก็เปิดเพิ่มอีกถึงหกโมงเย็นค่ะ (แต่ลี่ได้บัตรลดมาจากตอนที่ไปพระราชวังมาแล้วก็ใช้ซะเลย ลดไปอีกคนละสองยูโร) ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ขอเมาท์ป้ายรถบัสที่เมืองนี้หน่อย ใครคิดจะนั่งรถชมรอบเมือง ขอแผนที่เมืองไว้ด้วยนะคะ ม่ายงั้นงงหัวแตก เพราะรถบัสที่นี่วิ่งแล้วมันไม่สวนกลับมาทางถนนเดิมค่ะ วิ่งแล้วหายเข้าป่าไปเลย แถมรถบัสเบอร์สามที่เรานั่งแต่ละป้าย ขำกลิ้งเพราะปกติเขาจะเลือกเอาชื่อถนนหรือชื่อย่านมาเป็นชื่อป้ายรถ แต่ที่นี่ กลัวชาวบ้านลงผิดป้ายก็เลยใช้นี่เลยค่ะ ป้ายแรก ตลาด ป้ายต่อมา ห้องสมุด ตามมาด้วย สถานีตำรวจ ป้ายโรงพยาบาล ป้ายสรรพากร กำลังคิดในใจอยู่่ว่า เหลืออะไรหนาที่ยังไม่มีป้ายรถเมล์เป็นของตัวเอง รถบัสที่นี่ก็วิ่งกันสับสนจริงๆ วิ่งเป็นใยแมงมุม โยงซ้ายทีขวาที ทะแยงมุมบ้าง โดยยึดเอาสถานีรถบัส(ตรงจุดสถานีรถไฟ)เป็นศูนย์กลาง รถทุกสายผ่านตรงนี้หมดค่ะ ไม่ต้องกลัวหลง ไปไหนไม่ถูกก็ขึ้นไปก่อน เดี๋ยวมันวนกลับมาตรงนี้เอง



เอาหละ นอกเรื่องไกลไปแล้ว กลับเข้าไปดูลิงดีกว่า ตัวที่เป็นขวัญใจลี่กะแฟนก็คือ Katta เป็นลิงขนาดกลาง หน้าเล็กรูปสามเหลี่ยม ที่หน้าเหมือนแรคคูน แถมมีหางยาวเป็นพวงลายดำสลับขาวด้วย น่ารักมากค่ะ ลิงพวกนี้มันจะมีอาณาบริเวณของตัวเอง จะไม่ยกพวกล้ำถิ่นกัน แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น มันก็จะพากันหนีกันไปทั้งฝูง วนกันไปมาแย่งที่อยู่กัน ลิงพวกนี้จะมีบ้านพักสำหรับเวลาฝนตก หรืออากาศหนาว เวลาเขาอยากกินก็กลับเข้าไปหาอาหารกินได้ในบ้านพัก แต่ละจุดก็จะมีเจ้าหน้าที่ช่วยให้ข้อมูล แฟนลี่เคยไปตอนเด็กๆ เขาชอบมาก ได้อุ้มลิง ลิงก็กอดคอแน่นเลย (แน่ละซี้ มันนึกว่าเพื่อน ฮาๆๆ) แ่ต่รอบนี้ลี่ไปด้วย สงสัยจะดวงตก ไม่มีลิงหันมามองเลย อย่าว่าแต่เกาะคอ มีแต่ลิงสามสีตัวหนึ่ง เขากำลังเดินหาน้ำกินหลังฝนตก เดินเลียหยดน้ำตามกิ่งไม้ใบไม้มาตลอดทาง เห็นเราสองคนเข้า เข้าใจว่าเป็นต้นไม้ละมัง คนนึงก็เขียว คนนึงก็แดง(เป็นไปได้ หึหึ) เข้ามาคว้ามือหมับ ตอนแรกลี่ก็ต๊กกะใจ สงสัยได้ฉีดยาบาดทะยักอีกรอบแน่ตรู แต่เขามารยาทดีมากค่ะ เอามือค่อยๆจับมือเราไว้แล้วก็เลียๆๆ ลิ้นเขาก็ประมาณลิ้นแมว แต่ลื่นและนุ่มมากๆ โอ้โห ถ้าคุณเห็นเขี้ยวเขานะ ฮือๆๆ รับรองยืนนิ่งตะลึงๆๆๆตึงๆๆ เหมือนลี่แน่เลย ลิงเลียมือ เคลิ้มไปเลย ดีนะไม่เผลองับให้สักที ด้วยความมันเี้ขี้ยว คิกๆๆๆ หลังจากเลีย(ได้เกลือเค็มความงกของลี่) ไปอย่างเพียงพอแล้วเขาก็กระโดดกลับไปเล่นกะครอบครัว ว้าไปเสียแล้ว ลิงตัวแรกและตัวสุดท้ายที่หันมามองเรา เชอะ


ลิืงที่นี่เขาจะทำอะไรกับเราก็ได้ ทั้งโดดมานั่งตัก มาให้อุ้ม ขี่คอ ห้อยโหนตัวเรา แต่เราในฐานะแขกห้ามไปจับเขาเด็ดขาด เจ้าหน้าที่จะมาคอยดูแลให้แน่ใจว่าไม่มีใครฝ่าฝืนกฏ เพราะลิงมองแขกที่มาชมและเจ้าหน้าที่เป็นเพียงแค่คนใช้ของเขาเท่านั้น อันนี้จริงๆนะ ถ้าเราไปจับตัวเขา เขาจะเข้าใจว่าเราอยากแสดงความเป็นใหญ่ ทีีนี้ก็จะเกิดอาการเลือดตกยางออก เพราะลิงพวกนี้ ฟันคมอย่าให้บอกใครเลย นอกจากห้ามจับแล้ว ก็ห้ามนำอาหารมากิน เอาอาหารมาแจก เพราะลิงน่ะ ไวจะตาย หัวขโมยของแท้เลย ที่หน้าประตูเขาก็จะมีกระเป๋ากันลิงไว้แจก เราเอากระเป๋าเราใส่ลงไปได้ ผ่านการทดสอบแล้วว่าลิงเปิดไม่ได้ (ขนาดคนซื่อบื้อๆอย่างคนพิมพ์เรื่องให้เพื่อนๆอ่านนี่ ใส่เองยังเปิดไม่ได้เลย แง) ถ้าไม่อยากแบกไปให้หนัก ก็ใช้บริการล็อคเกอร์ได้คะ่ เป็นล็อกเกอร์เล็กขนาดมาตรฐาน ใส่เหรียญหนึ่งยูโร แล้วเดี๋ยวมันจะคืนให้ขาออก ตรงจุดนี้่จะมีห้องน้ำสะอาดๆ ฟรีๆ ไว้บริการลูกค้าด้วยค่ะ อย่าเพิ่งรีบไปเข้าที่ร้านอาหาร(ตรงด้านนอก)


เราก็เดินต่อกันมัน ฝนก็ตกไปพลางๆ ไล่ทั้งคนทั้งลิง แต่ลิงที่นี่ฉลาดจริงๆ พอฝนตกก็วิ่งกลับเข้าบ้านกันหมด บ้านเขามีประตูใสๆปิด แต่เห็นลิงเปิดเองกันได้ทุกตัว โอ้ หัดมาดีมากลูก อยากไ้ด้มาเลี้ยงที่บ้านจริงๆ รูปลิงมีให้ดูคงไม่เยอะนัก เพราะว่าฝนตก เขาก็เลยเข้าไปหลบฝนกันหมด อยากดูเยอะๆ เข้าเวบไปดูนะคะ Apen Heul นอกจากลิงแล้วที่นี่ก็ยังมีสัตว์อื่นๆอีกประปราย อย่างเก้ง กวาง เต่า และนกอื่นๆที่ปล่อยไว้ตามธรรมชาติ ขาออกจะกลับถ้าใครรู้สึกว่าถ่ายรูปลิงไปไม่สวยพอ แวะซื้อโปสการ์ดเพื่อสนับสนุนสวนลิงได้ค่ะ ราคาไม่แพงเลยถ้าเทียบกะโปสการ์ดพวกรูปทิวลิปเคอเคนฮอฟหรือรูปเมืองพวกนั้น อย่างน้อยคุณรู้ว่าเงินที่เสียไป เขาเอามาพัฒนาสร้างสวนพวกนี้เพิ่มขึ้นๆ ให้ลิงหลายๆพันธ์ได้มีที่อยู่ดีๆ ออกลูกออกหลาน ไม่สูญพันธ์


กลับออกมาจากสวน ขึ้นรถฝั่งเดิมกะที่ขามาน่ะแหละค่ะ เดินข้ามถนนไปเลย รุ้สึกอิ่มอกอิ่มใจได้ไปดูของสวยๆงามๆ ในวัง(ซึ่งตัวเองชาตินี้คงไม่มีปัญหาได้เหยียบย่างไปในวังจริง) แล้วก็ดูสัตว์เพื่อนมนุษย์น่ารักๆ ในสวน Apenheul อีก อีกหน่อยลีีต้องกลับไปแน่ๆ (เดี๋ยวเหอะจะทำทริปไปลงซะเลย)




 

Create Date : 06 กันยายน 2548   
Last Update : 8 กันยายน 2548 19:46:20 น.   
Counter : 705 Pageviews.  


ไปเที่ยวนอกเมืองกันเถอะค่ะ #1 Arnhem

หน้าร้อนเนี่ยเป็นอะไรที่เหมาะแก่การเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเที่ยวบ้านนอก อาร์นเฮ็มเป็นเมืองหลวงของรัฐ Gelderland หนึ่งในสิบสองรัฐของเนเธอร์แลนด์ รัฐนี้ตั้งอยู่ทางตอนกลางของประเทศ อาร์นเฮ็มเป็นหนึ่งในอีกเมืองเก่าที่มีเนินเขา เมืองนี้ก็เหมาะจะใช้ตั๋วรถไฟซัมเมอร์ เพราะอยู่ไกลจากเมืองหลักๆ แล้วผู้เดินทางจะคุ้มค่าเดินทางกว่า ขากลับก็ยังแวะอูเทรคได้ด้วย รถวิ่งออกนอกเมืองรอตเตอร์ดัมมาได้สักพัก ก็จะผ่านสถานีเมือง Gouda เมืองนี้ชื่อดังในเรื่องชีส และเทียนไข เพราะอะไรน่ะหรือ ชีสจะเคลือบด้วยเทียน ไหนๆก็ทำชีสแล้วเลยทำเทียนเสียด้วยเลย (น่าน คิดแบบลี่ก็ต้องยังงี้แหละ) แต่เราคงไม่ได้แวะ เพราะวันนี้จะ้ไปใช้เวลาอยู่ในอาร์นเฮ็ม และคงต่อด้วยอูเทรค ก็คือเมืองที่กำลังจะผ่านสถานีต่อไป


อูเทรคเป็นอีกหนึ่งเมืองใหญ่ที่เรียกว่ารันสตัด ประกอบด้วยอัมสเตอร์ดัม เดนฮาก รอตเตอร์ดัมและอูเทรค ก็คงเหมือนบ้านเราที่เมืองไทย ที่มี กรุงเทพ พัทยา สงขลา เชียงใหม่ (ถูกรึเปล่าเนี่ย มั่วเอาอีกแล้วล่ะค่ะ ท่านผู้อ่าน)ไปตรวจสอบเองละกันนะคะ อูเทรคเป็นเมืองมหาวิทยาลัย และมีวิหารสไตล์โกธิคที่เด่นเป็นสง่า เลยได้อีกชื่อหนึ่งว่า Dom stad รอบแรกนี้เรายังไม่แวะที่นี่ก่อน ปล่อยให้ผู้โดยสารท่านอื่นเขาลงกันไป ลี่ก็ไม่ปลุกลูกทัวร์ แต่เดี๋ยวอีกสักครู่เราก็จะเข้าสู่เมืองอาร์นเฮ็ม


นอกจากพิพิธภัณท์เปิดเนเธอร์แลนด์แล้ว อาร์นเฮ็มก็ยังมีสวนสัตว์ Burger Zoo ด้วย แต่เสียดายทริปนี้ลี่ไม่ได้แวะไป เพราะไปแค่ที่เดียวก็เหลือจะรับประทานแล้วค่ะ ออกจากบ้านที่รอตเตอร์ดัมแต่เช้า (อีกแล้วครับทั่น) เรานั่งรถไฟไปลงที่สถานี Arnhem เมืองนี้เงียบเหงาอ้างว้างอย่างไรชอบกล ขนาดสถานีรถไฟยังอยู่ในป่าในดง ช่างเหอะไม่เป็นไร ออกมานอกสถานีแล้ว ก็มีสถานีรถบัสจอดคอยอยู่ทางขวามือ รถบัสที่นี่แปลกไม่เหมือนที่อื่นเพราะว่าวิ่งด้วยไฟฟ้าที่โยงเอาจากสายไฟข้างบน (คล้ายรถรางในหลายๆเมือง) เมืองในฮอลแลนด์นี่ไม่ใช่ว่ามีรถราง และรถไฟใต้ดินกันทุกเมืองนะเออ มีแค่เมืองใหญ่ๆเท่านั้นเอง และรถไฟใต้ดินก็มีแค่เฉพาะที่อัมสเตอร์ดัมกะรอตเตอร์ดัมเท่านั้น คิดแล้วก็ดีใจที่ได้มาอยู่เมืองนี้ อ้าว น่านเผลอไมได้ พล่ามออกนอกเรื่องไปทุกที ไปค่ะ ไปขึ้นรถบัสกัน


รถบัสที่เราจะไป Openluchtmuseum เนี่ย สามารถจะซื้อตั๋ว Dalkaart ได้บนรถกะคนขับ ตั๋วนี้ราคาจะถูกกว่าตั๋วธรรมดา ราคาแค่หนึ่งยูโรไปถึงที่หมายเหมือนๆกัน ข้อจำกัดมีอยู่ว่าพอลงจากรถแล้วตั๋วก็จะหมดความหมาย จะไปไหนต่อต้องซื้อใหม่ แต่นั่งไปไกลแค่ไหนก็ได้จนสุดทางรถค่ะ หรือจะนั่งแล้วไม่ลง กลับมาลงที่สถานีก็ได้ รับรองไม่มีใครด่า ก๊ากๆๆ ขึ้นไปแล้วหาที่นั่งให้สบายๆล่ะคะ มีอะไรให้ชมสองข้างทางเยอะ รถคันที่เราจะขึ้นก็คือรถสาย 13 (เลขเด็ดอะไรเช่นนี้)


จากสถานีรถไฟมาถึงพิพิธภัณท์ใช้เวลาประมาณสิบห้านาที อย่างว่าละเมืองมันเล็ก พอถึงป้าย คนขับจอดให้เรียบร้อยซะ เพราะลี่บอกไว้ก่อนว่าให้เตือนด้วย คนกรูกันลงเพียบเลย มองไปทางไหนก็มีแต่ป่า ป่าและป่าอีก มีบ้านคนอยู่หรอมแหรม ลูกทัวร์หลายคนก็เริ่มใจเสีย แต่ไม่ต้องห่วงไป เพราะไกด์ลี่เคยมาแล้ว แม่เป็ดก็เดินนำลูกๆ เข้าป่าไป เดินไปประมาณสามนาทีก็เห็นประตูทางเข้า Nederlands Openlucht Museum อยู่ข้างหน้า โอ้ รอดตายแล้วทุกๆคน


ที่หน้าทางเข้ามีซุ้มเล็กๆ ขายตั๋วเข้าชม ลูกทัวร์ทุกท่านไม่มีบัตรมิวเซียม ลี่ต้องแวะซื้อตั๋วให้ก่อน ตั๋วผู้ใหญ่ราคา 11.7 ยูโร นอกจากนี้ก็มีตั๋วรถรางแยกขายต่างหาก สำหรับคนที่ไม่อยากเดินเยอะ ภายในพิพิธภัณท์มีรถรางให้บริการด้วย อยากไปไหนก็ไปรอขึ้นที่ป้ายรถได้เลยมีอยุ่สี่มุมเมือง แต่วันนี้เรามีเวลาทั้งวันก็เดินกันนี่แหละ ถ้าไม่ไหวจริงๆ ลี่ก็จะพาขึ้นรถราง สำหรับใครที่คิดจะเข้ามิวเซียมหลายๆเมือง ก็ดูราคาสถานที่แต่ละแห่งแล้วก็รวมราคาไว้ค่ะ ถ้าบวกลบคูณหารกันแล้ว แพงกว่า 30 ยูโรก็ซื้อตั๋วมิวเซียมเถิดท่าน ตั๋วนี้ใช้ได้หนึ่งปีเต็ม (ราคา 25 + 4.95 เป็นค่าถ้าเราทำตั๋วหาย หรือโดนขโมยเขาจะทำอันใหม่ให้ฟรี) ถ้าเกิดว่ากลับไปเมืองไทยแล้วมีโอกาสมาอีกภายในปีนั้นก็ใช้ได้อีก ไม่ได้หมดอายุไปเสียเมื่อไหร่

เข้ามาถึงหน้าประตู สิ่งแรกที่เราพบก็คือ Holland Rama อย่ากระนั้นเลย อีกห้านาทีเขาจะฉายหนัง เรารีบไปตีตั๋วจองกันก่อนดีกว่า ทางลง Holland Rama เป็นห้องแสดงศิลปะวัฒนธรรม เครื่องแต่งกาย และอุปกรณ์อื่นๆ เพียบพร้อมไปหมด คงไม่ต้องไปเที่ยวเมืองอื่นแล้ว หลายๆคนก็บอกยังงั้น ภาพยนตร์พิเศษที่จะฉาย มีเกือบทุกชั่วโมง เขาจะมีป้ายบอกเวลาไว้เรียบร้อยที่บันไดทางลงแล้ว พวกเรามาพอดีได้เวลาก็เข้าไปเลย


ประตูปิดแล้ว เจ้าหน้าที่บอกทุกคนว่าให้เอากระเป๋าวางไว้ในที่ที่จะไม่เป็นอันตรายต่อคนอื่น เอ๊ะมันอะไรกันนี่ สักพักที่นั่งที่พวกเรากำลังนั่งอยู่ก็ค่อยๆยกขึ้นไป ในส่วนที่เราเห็นเป็นโดมครึ่งวงกลมที่นอกพิพิธภัณท์ ภาพยนตร์ฉายให้ดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับฮอลแลนด์ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีพื้นที่มากเท่านี้ ผ่านมาเรื่อยจนถึงยุคที่น้ำท่วมใหญ่ หลังจากนั้นวิศวกรที่ชาญฉลาดก็สร้างเดลต้าแพลน และมาจบด้วยชีวิตในปัจจุบันของคนดัชต์ แต่ในระหว่างโชว์มันไม่ได้มีแค่จอหนังอย่างเดียวหรอกนะคะ แท่นที่เรานั่งจะหมุนไปรอบๆ เปิดให้เห็นฉากที่จัดไว้ ว่าภายในบ้านคนเป็นอย่างไร โรงนามีสภาพยังไง ชีวิตความเป็นอยู่ของคนดัชต์ตั้งแต่ในสมัยโบราณ โอ้โห ใครจะไปคิดว่าไอ้ห้องเล็กๆที่เรานั่งมันจะเก็บรวมรวมห้องอื่นๆ ไว้ได้ขนาดนั้น อลังการดาวล้านดวงจริงๆ อันนี้ไม่เล่าหรอก ใครอยากรู้ไปดูเองที่อาร์นเฮ็ม เดี๋ยวเขาก็ขายตั๋วไม่ออกกันพอดีถ้าลี่เล่าหมด



ทุกคนโซซัดโซเซออกมาจากห้องฉายหนังด้วยความมัน บวกมึนหัวนิดๆ เพราะไม่รู้ไปตีลังกาอีท่าไหนอยู่ในนั้น ยังคิดอยู่ขากลับเดี๋ยวดูอีกรอบ ออกจากห้องนั้นมาก็แวะชมเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของคนดัชต์ตั้งแต่ยุคโบราณ ทุกวันนี้มีให้เห็นแค่ในวันที่เทศกาลประจำเมือง เมืองเล็กๆ และในหมูเกาะเท่านั้นเอง คงเหมือนของไทยมั้ง ใครจะยังนุ่งโจงกะเบน ใส่สไบเดินแถวสุขุมวิทอยู่อีกเล่า เนอะ


ออกมาปั๊บ ก็เจอเข้ากะคาเฟ่ และร้านขายของที่ระลึก ของบางอย่างราคาไม่แพงเลยเมื่อเทียบกะร้านในเมืองใหญ่ๆ พอเราเดินพ้นอาคารนี้ไปก็เจอกับพิพัธภัณท์ของจริง Openlucht museum สร้างอยู่บนพื้นที่ใหญ่ที่ติดกับป่า แบ่งเป็นโซน โรงนา หมู่บ้านที่เต็มไปด้วยร้านค้า บ้านชนหลายชั้นด้วยกัน กังหัน โรงต่อเรือ เดี๋ยวเราจะพาไปดูรูปกันพอหอมปากหอมคอ แต่ละตึกถูกสร้างอย่างประณีตเพื่อให้เหมือนจริงมากที่สุด บางบ้านก็จะมีเจ้าหน้าที่แต่งตัวเป็นคนในบ้านมาคอยให้ข้อมูลเรา บางหลังที่โผล่เข้าก็ต้องผงะเข้ากับกลิ่นหอมหวนของอาหารเที่ยงที่เจ้าของบ้านกำลังทำรับประทาน นอกจากบ้านและอาคารสมัยเก่าแก่แล้วก็ยังมีบ้านในยุคสมัยปัจจุบันไว้ให้เราเข้าไปเดินชมได้ด้วย ถ้าเจอเก้าอี้ที่เขาขึงเอ็นไว้ละก็ แสดงว่านั่งไม่ได้นะคะ แต่อย่างอื่นน่ะ ตามสบายถ้าไม่ติดป้ายไว้ บ้านที่อยากให้เข้าไปชม พลาดไม่ได้คือบ้านโรงนาสมัยปัจจุบัน เพราะจะไ้ด้มีโอกาสเห็นบ้านคนดัชต์จริงๆ ที่เขาทำฟาร์ม ภายในเหมือนจริง มากถึงมากที่สุด



ที่นี่เป็นพิพิธภัณท์ที่ไม่ห้ามถ่ายรูปใดๆทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ถ่ายเข้าไปเลยค่ะ อะไรที่อยากเก็บไว้ดูที่บ้าน หรือถ้าใครอยากไปแล้วอยากมีรูปตัวเองก็มาตามลี่ไปถ่ายให้ได้ ค่าเข้ามิวเซียมไม่ต้องจ่ายให้ลี่ ลี่มีบัตรปี แต่ค่ารถยังไงก็ช่วยกันหารหน่อยนะคะ สิ่งที่น่าสนใจที่จะนำมาแนะนำกันหน่อยก็คือ ช่างรับจ้างรับมีดค่ะ ต้องคอยหาให้ดีๆ เพราะลุงแกจะไม่ยืนอยู่กะที่ แกจะเดินไปมาทั่วเมืองเล็กๆนี้ล่ะค่ะ คนรับจ้างรับมีดในฮอลแลนด์นั้น เขาก็ทำแบบนี้จริงๆ โดยจะเข็นรถเข็นไปทั่วแล้วก็ร้องบอก บ้านไหนมีมีดมีตะไกรจะให้ลับ ก็จะเอาออกมา แกก็จะเอาเท้าถีบกงล้อหมุนๆ ให้มันหมุนไป มือก็ลับมีดไปพลาง แถมอารมณ์ดีร้องเพลงเสียงใสเชียว ลับเสร็จก็ทดสอบความคมแล้วเจ้าของมีดก็ควักเงินออกมาจ่ายกัน


ลี่บอกไว้เกริ่นๆมาก่อนว่าที่นี่มีกังหันเยอะมาก และที่สำคัญเป็นกังหันหลายชนิดของหลายยุค หลายปีเอามารวมกันไว้ ไม่เหมือนที่คินเดอร์ไดค์ ซึ่งมีกังหันอยู่สามแบบ แม้จะมีถึง 19 ตัว อยู่ในอาณาบริเวณเดียวกัน หรือที่ทางหมู่บ้านชาวประมง กังหันของเขาก็จะมีสไตล์เป็นของตัวเอง ถ้าคุณอยากรู้ก็มาดูได้ที่นี่ว่ากังหันมันแตกต่างกันอย่างไรนะคะ ทั้งรูปทรงและประโยชน์ใช้สอย คนฮอลแลนด์นั้นใช้กังหันกันมานานแล้วตั้งแต่มีการค้นพบวิธีการเริ่มใช้ฟันเฟืองและพลังลมหมุนกังหัน กังหันก็ได้ใช้นำมาบด โม่ ธัญพืช หิน สี ทำกระดาษ ซักผ้า เลื่อยไม้ ทำยา และสารพัดอย่าง ก็ขอให้บอกมา คนดัชต์ใช้กังหันทำได้หมด


ใครที่ไม่มีโอกาสไปเที่ยวชมทางตอนเหนือคือ Zaans schaan, Marken และ Volendam ก็มาดูทดแทนกันที่นี่ได้ เขามีจำลองโรงต่อเรือ ที่คนงานกำลังง่วนกะการต่อเรือของจริง เหม็นชันยาเรือไปหมด มีกังหันลมวิดน้ำ โม่แป้ง และอื่นๆอีกมากมายหลายตัวเลยเชียว ถ่ายรูปกันจนแบตหมด กรุณาเอาแบตเตอรี่สำรองมาด้วยเดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือนไม่ได้นะคะ นอกจากนั้น เดินทะลุเข้าไปจะเจอ Zaanse plein ตรงนี้มีของเล่นเด็กดัชต์สมัยก่อนให้ลองเล่นกันด้วย คล้ายๆบ้านเรานั่นแหละค่ะ มีจักรยานล้อยักษ์ วงล้อที่ใช้ไม้ตีให้วิ่ง และไม้ต่อขา เดินกระย่องกระแย่งกันพิกล ถ้าเริ่มหิวแล้ว ควักเศษตังค์ออกมาหา Poffetje หรือขนมครกฮอลแลนด์ ชิมซะหน่อย ใครที่ไม่ชอบหวานก็บอกเขาไม่ต้องโรยน้ำตาลไอซิ่งนะคะ เพราะมันเป็นของทานคู่กัน จะเอาครีมเพิ่มหรือราดน้ำผึ้งเพิ่มก็แล้วแต่ศรัทธา


เดินต่อจากตรงนั้นมาเรา็ก็เข้าเขตตัวหมู่บ้าน มีจำลองบ้านพ่อค้า โรงเก็บรถลาก ร้านขนมปัง ร้านขายยา ร้านของชำ โรงซักรีด โอ้ยสารพัด บรรยายไปเมื่อยมือไป ดูรูปต่อเอาเองนะคะ ร้านพวกนี้เราเข้าไปซื้อของได้คะ มีขายจริงๆ ลองซื้อขนมปังและขนมหวานดัชต์ไปทานได้ ร้านขายขนมจะอยู่ลึกเข้าไปในป่าสักนิดหนึ่งแต่มีขนมแปลกๆให้ซื้อและราคาไม่แพงมาก เป็นขนมของเก่าจริงๆค่ะ ใครได้มาก็ลองซื้อ Zoethout ไปแทะดูนะคะ มันเป็นไม้แท่งๆ ที่มีรสหวาและหอมมาก ลี่ก็ไม่รู้จะแปลว่าอะไร จะเห็นเขาตั้งขายชัดเจนมากเลยค่ะ ชารสนี้ก็มีขายค่ะ


พ้นเขตนี้มา เราเดินข้ามป้ายรถแทรมเพื่อไปเยี่ยมชมสวนดอกไม้และสวนครัว ถ้าไปในช่วงฤดูร้อน ดอกไม้จะบานหอมมากๆ แต่ตอนที่ลี่พาลูกทัวร์ไปนี้ ยังมีดอกไม้บานกันไม่มากนัก ที่นี่มีดอกไม้สารพัดชนิดและปลูกไว้แน่นไปหมด แต่ไม่ได้จัดให้เกิดความสวยงามหรอกค่ะ ปลุกไปสไตล์สวนครัวคือเละๆปนกัน หน้าร้อนนี่คนจะแย่งกันมาจับจองที่นั่งในสวนเพราะมันร่มรื่นเย็นสบาย นั่งเบื่อแล้วก็เดินเข้าป่าต่อไป ส่วนลี่เองชอบไปแวะที่นี่ช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วงค่ะ ทำไมน่ะเหรอคะ จะได้ไปเก็บเมล็ดต้นไม้ที่มันสุกงอมแล้วมาปลูกที่บ้านไงล่ะคะ่ โอ้ย ทำไมเธอเป็นคนงกอย่างนี้ หุหุหุ ไม่เอาไม่พูด ไปเดินต่อกันดีกว่า



เมื่อกี้บอกว่าต้องเดินเข้าป่า ก็คือป่าจริงๆนี่แหละค่ะ มีโรงกังหันอีกโรง อันนี้คือโรงทำกระดาษและผ้าจากใยขนสัตว์ เขาทดน้ำลงมาจากลำธารด้านบน แล้วใช้แรงกันหันน้ำในการหมุนโม่กระแทกใยไม้ให้มันยุ่ย ละลายก่อนจะเอาลงร่อนตะแกรงมาอัดอีกทีบนเครื่องหมุนที่จะค่อยๆหมุนๆๆเกลียวจนกระดาษโดนกดแบน แน่นและน้ำโดนรีดออกมาจนแห้ง (ก็ใช้แรงกังหันน้ำมาหมุนเช่นเดียวกัน) เดินออกไปอีกไม่ใกล้ไม่ไกลก็จะเจอกังหันตัวใหญ่ ทำจากอิฐโปกปูน เราสามารถขึ้นไปชมภายใน และออกมาเดินเล่นได้ ใครที่กลัวความชัน บันไดแคบๆ และความสูง พยายามทำใจนิดนึงนะคะ ขึ้นไปแล้ว เราจะได้ดูว่า โครงภายในกังหันมันหมุนได้ยังไง แล้วทำไมกังหันถึงใช้ทำอะไรได้สารพัด แต่กังหันตัวนี้เขาใช้โม่ข้าวสาลีค่ะ นอกระเบียงเราสามารถออกไปเดินได้ด้วย เข้าไปได้จนแทบจะสัมผัสใบพัดกังหัน จากมุมนี้มองไปเห็นทุ่งหญ้าเลี้ยงวัวและทุ่งข้าวโพด เราจึงไปเดินลัดทุ่งกันก่อนจะกลับออกไปทางด้านหน้า ระหว่างทางก็ทานผลไม้แล้วก็เลี้ยงอาหารเป็ดและห่าน


นี่ขนาดรู้สึกว่าเขียนไม่มาก แต่ถ้าคุณเข้าไปจริงๆ มีอะไรมากกว่านี้เยอะแยะ เพราะลี่เขียนหมดก็ไม่ไหว เวลาสามชั่วโมงอยู่ที่นี่แทบไม่พอค่ะ ขากลับก็ขึ้นรถที่ป้ายเดิมแต่อีกฝั่งหนึ่งแล้วซื้อตั๋วแบบเดิม Daalkaart รถมาถึงสถานี เราก็ขึ้นรถไฟโดยผ่านเส้นทางอูเทรค เพื่อแวะอูเทรคในขากลับนี้ก่อน เดี๋ยวติดตามอ่านตอนเที่ยวอูเทรคเป็นตอนต่อไปค่ะ

สำหรับรูปในทริปนี้ ได้รับมาจากลูกทีมในทริปค่ะ ถ้าใครอยากจะเซฟเก็บไว้ก็ติดต่อลี่ ลี่จะให้เครดิตกับผู้ถ่ายไว้ค่ะ




 

Create Date : 06 กันยายน 2548   
Last Update : 7 กันยายน 2548 5:26:31 น.   
Counter : 586 Pageviews.  


วันนี้พาเที่ยวในบ้านหลังที่สามของลี่คะ #0 Rotterdam

เขียนมาได้ หลังที่สาม อยู่มาหลายหลังเหลือเกินรึไงยะ บ้านหลังแรกของลี่คือชีวิตวัยเด็กกะพ่อกับแม่ที่สงขลา หลังต่อมาเมื่อออกจากบ้านอายุสิบแปดไปอยู่ภูเก็ต ชีวิตการศึกษาและทำงานได้เติบโตขึ้นที่เกาะแห่งนักท่องเที่ยวพลุกพล่านของภาคใต้ประเทศสยาม ก่อนจะมาเริ่มชีวิตครอบครัวที่เมืองคนยุ่บยั่บอีกเมือง ที่โพ้นทะเลไกลบ้าน ในรอตเตอร์ดัม ทั้งสามบ้านที่ผ่านมาในชีวิตลี่ มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือ ความเป็นเมืองท่าเรือ ตั้งแต่สงขลาที่มีท่าเรือน้ำลึก ภูเก็ต(นี่แทบไม่ต้องบอกเลย เกาะชัดๆ) และรอตเตอร์ดัม เมืองท่าสำคัญของยุโรปตะวันตก ชีวิตที่ผ่านมาลี่ก็เป็นลูกน้ำเค็มแท้ๆอีกหนึ่ง (เค็มจริงๆด้วยไม่เชื่อชิมดู )


รอตเตอร์ดัม Rotterdam เป็นเมืองเก่าที่มีความสำคัญมากๆ ของเนเธอร์แลนด์ ถึงแม้ทุกวันนี้นักท่องเที่ยวจะมองผ่านรอตเตอร์ดัมไป เพราะสภาพความเป็นเมืองใหม่ ไม่มีอะไรดัชต์ๆให้ดูให้ชม นั่นก็เพราะเหตุผลที่ลี่จะเล่าต่อไปนี้ค่ะ


รอตเตอร์ดัมกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการในช่วงแรกๆ ของการสร้างประเทศเนเธอร์แลนด์ของกษัตริย์วิลเล็มที่ 3 ในปี 1328 (โอ้ว เก่าขนาดนี้เชียวอ่ะ) เมืองในฮอลแลนด์นั้น มักจะตั้งชื่อตามภูมิศาสตร์ ถ้าอยู่ใกล้แหล่งน้ำ มักมีชื่อลงท้ายด้วย Beek เช่น Oosterbeek หรือถ้าอยู่ใกล้แม่น้ำใหญ่ มีเขื่อนปิดกั้น (กันน้ำท่วมส่วนอื่นของประเทศ) ก็จะมีชื่อลงท้ายด้วย Dam เช่น Zaandam รอตเตอร์ดัมก็คือหนึ่งในนั้น โดยตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ Rotte

ในยุคเก่ากึ๊กกั๊กนั้น รอตเตอร์ดัม ซึ่งเป็นเมืองท่าเรือเล็กๆ มีคู่แข่งสำคัญคือเมืองเดลฟท์ Delft และ ดอร์เดร็ค Dordrecht ซึ่งเมืองแรกนี้ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเขามีอะไรดัง แต่เหตุผลอะไรล่ะที่ทำให้รอตเตอร์ดัมเจริญเติบโตและกลายเป็นผู้นำด้านการขนส่งทางเรือได้ขนาดนี้ - ในช่วงน้ำท่วมหนักในปี 1421 (Elizabeth Flood) รอตเตอร์ดัมรอดมาได้อย่างปลอดภัยเหมือนมีปาฏิหาริย์ ทั้งๆที่เมืองนี้ก็อยู่ถึงห้าเมตรต่ำกว่าระดับน้ำทะเล อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นเป็นต้นมา เมื่อคู่แข่งโดนกำจัดไป รอตเตอร์ดัมก็พัฒนาขึ้นมากลายเป็นเมืองท่าสำคัญทางตอนใต้ของฮอลแลนด์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสองเมืองท่าสำคัญคือ Antwerp และ Amsterdam โดยล้อมไว้ทำให้เรือเข้าออกไม่ได้เลย ในช่วงสงครามกับสเปนปี 1570 รอตเตอร์ดัมก็เลยได้หัวเราะทีหลังดังกว่า กลายเป็นเมืองท่าน้องใหม่เติบโตขึ้นท้าแข่งพี่ๆ รุ่นเดอะ



ผ่านมาหลายร้อยปีหลังจากนั้น เมืองนี้ก็ยังไม่หยุดการเติบโตเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ จนกระทั่งเช้าที่ท้องฟ้าสดในวันหนึ่งในต้นฤดูร้อน สงครามโลกครั้งที่สองก็ระเบิดขึ้น ฮิตเล่อร์กับแผนการอันชาญฉลาดของเขาไม่ได้มุ่งโจมตีไปที่เมืองหลวงของประเทศคืออัมสเตอร์ดัม แต่เป้าหมายหลักคือการบอร์มบาดใจกลางกรุงรอตเตอร์ดัมเพื่อเป็นการตัดกำลังประเทศฮอลแลนด์ ในคืนวันที่ 14 พ.ค. ชาวเมืองรอตเตอร์ดัมที่ยังรอดตายจากการถล่ม ก็ได้แต่เพียงร่ำไห้ และช่วยกันค้นหาญาติมิตรที่ติดอยู่ในซากปรักหักพัง การรื้อฟื้นสร้างเมืองขึ้นใหม่ใช้เวลามากกว่าปี และนี่คือสาเหตุว่าทำไม รอตเตอร์ดัมจึงไม่มีอะไรเก่าๆสวยๆ แบบดัชต์ๆให้คุณได้ดูกันเหมือนเมืองอื่น ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบอะไรจากสงครามแม้แต่น้อย นักประติมากรรม Zadkine ได้สร้างที่ระลึกแห่งสงครามไว้หนึ่งชิ้นแก่รอตเตอร์ดัม คือ The Razed city (City without Heart ) ถ้าคุณแวะมารอตเตอร์ดัม อย่าลืมแวะไปชมรูปปั้นนี้นะคะ

ผลจากสงครามและการทำลายล้าง ทำให้เกิดโอกาสดีสำหรับนักออกแบบรุ่นใหม่ๆ ตึกรามบ้านช่องที่ยังพอหลงเหลืออยู่ในทุกวันนี้ กลายเป็นของแปลกท่ามกลางตึกรามบ้านช่องรูปทรงทันสมัยแปลกตา ที่เป็นกลายเป็นจุดดึงดูดความสนใจนักท่องเที่ยวผู้พิศมัยในความงามของการออกแบบและการก่อสร้าง ถ้าคุณเป็นหนึ่งในนั้น รอตเตอร์ดัมจะไม่ทำให้คุณผิดหวังเลยค่ะ



ทุกวันนี้รอตเตอร์ดัมกลายเป็นหนึ่งในท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ละปีมีคอนเทนเนอร์มากกว่าสามร้อยล้านตันผ่านเข้าออก และที่แน่อยู่แล้ว เมืองนี้กลายเป็นที่อยู่ของแรงงานจากต่างประเทศนับแสน หลากหลายประชากรจาก 135 ประเทศทั่วโลก อยู่ในเมืองนี้แค่เมืองเดียว เช่นเดียวกะแรงงานจากเมืองไทยตัวเล็กๆ ตาดำๆ คนนี้ด้วย


รอตเตอร์ดัม เป็นหนึ่งในสี่เมืองหลักของประเทศ นอกจาก Amsterdam, Den haag(The Hague), และ Utrecht ท่าเรือรอตเตอร์ดัมเองก็เป็นแหล่งอันตรายที่สุดในประเทศ เนื่องจากเป็นที่รวมของโรงงานเคมีภัณท์ โรงกลั่นน้ำมัน ทุกวันจันทร์แรกของเดือนเวลาเที่ยง คุณจะได้ยินเสียงหวูดสัญญาณเตือนภัยที่ทางจังหวัดเปิดซ้อมเพื่อทดสอบการได้ยินเสียงของชาวเมืองทุกคนในเขตรอตเตอร์ดัมเพื่อเตือนภัยหากมีการรั่วไหลของสารเคมีอันตรายและการระเบิดของโรงไฟฟ้าเพราะตัวเมืองไม่ได้เล็กกระจ้อยเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว เมืองรอตเตอร์ดัมในทุกวันนี้ได้ขยายออกจนข้ามอีกฝั่งของแม่น้ำ Maas (แม่น้ำเดียวกันที่ไหลผ่านบรัสเซลส์ เบลเยี่ยม) อีกฝั่งหนึ่งก็ติดแม่น้ำ Schie และเมือง Schiedam

รอตเตอร์ดัมประกอบไปด้วย 13 อำเภอย่อยคืออำเภอ Rotterdam, Charlois, Delfshaven, Feijenoord, Hillegersberg-Schiebroek, Hoek van Holland, Hoogvliet, IJsselmonde, Kralingen-Crooswijk , Noord , Overschie , Prins Alexander และ Pernis ลี่เองโชคดี(หรือไม่ดีก็ไม่รู้) อยู่ในอำเภอเมืองพอดีเลย ชาวดัชต์ถ้ามีเงินหน่อยเขาจะไม่นิยมมาแออัดอยู่ในเมืองแต่จะซื้อบ้านหลังใหญ่ๆ นอกเมืองแล้วขับรถเข้ามาทำงานในเมืองกัน แต่ลี่ก็ใช้วิธีสะดวกคือปั่นจักรยาน ถ้าที่ทำงานที่ไหนไกลเกินระยะจักรยาน 15 นาที ลี่ก็ไม่ทำค่ะ (เลือกงานซะงั้น)


ในช่วงหน้าร้อน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายนมีเทศกาลต่างๆมากมายในรอตเตอร์ดัม และที่ลี่ชอบมากๆก็คืองาน Zomer carnaval วันเสาร์ปลายเดือนของเดือนกรกฏาคม คุณจะได้ชมขบวนพาเหรดการแสดงดนตรีของชนชาติต่างๆที่อาศัยอยู่ในรอตเตอร์ดัม และอีกงานที่สำคัญก็คืองาน WereldHavendag ทุกเสาร์อาทิตย์แรกของเดือนกันยายนค่ะ


สำหรับคนที่ชอบธรรมชาติ รอตเตอร์ดัมมีสวนสัตว์ที่ใหญ่และสวยติดอันดับของเนเธอร์แลนด์ และเขตนอกเมืองที่ร่มรื่น สวยงาม เหมาะแก่การปั่นจักรยานเรียบริมแม่น้ำ Rotte ไปชมสถาพธรรมชาติและชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ถ้าคุณมีเวลาก็สามารถแวะไปชม Kinderdijk กังหันลมมรดกโลกในเขตเมือง Lekkerland ที่ใช้เวลาเดินทาง 45 นาทีจากตัวเมืองรอตเตอร์ดัม การเดินทางไปยังเมืองอื่นในฮอลแลนด์ก็แสนง่ายดาย เพราะชุมสายรถไฟที่รอตเตอร์ดัมมีถึง 15 ชานชาลา และคุณจะเดินทางไปต่อยังประเทศเบลเยี่ยมและเยอรมันได้อย่างไม่ลำบากโดยรถไฟอินเตอร์เนชั่นนอลที่จะผ่านมาทุกๆ หนึ่งชั่วโมง การเดินทางภายในตัวเมืองก็สะดวกสบาย เพราะรอตเตอร์ดัมเป็นเมืองเดียวในเนเธอร์แลนด์ที่มีทั้งรถไฟใต้ดิน รถไฟลอยฟ้า รถราง รถบัส เรือเมล์ และรถไฟวิ่งผ่าน และที่สำคัญไม่เหมือนเมืองอื่นคือ ไม่ว่ารัฐบาลจะริเริ่มทำอะไรมักจะมาทำที่รอตเตอร์ดัมก่อนเสมอ อย่างการเริ่มใช้โทรศัพท์ก็ผ่านการทดลองมาจากประชาชนเมืองนี้ก่อน ใครที่อยู่ในฮอลแลนด์จึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไม หมายเลขประจำจังหวัดรอตเตอร์ดัมจึงเป็น 010 อัมสเตอร์ดัม 020 อูเทรค 030 ภายในปี 2008 นี้รอตเตอร์ดัมจะเป็นเมืองบุกเบิกการใช้บัตรชิปเพื่อการจ่ายค่าโดยสารรถโดยสารในเมืองทุกชิดอีก หากการทดลองนี้เป็นผลดี ทุกเมืองในประเทศก็จะเปลี่ยนมาใช้การจ่ายค่าโดยสารกันแบบนี้ แต่ความคิดเห็นลี่นะเหรอคะ ไม่อยากได้เลย แบบนี้ก็โกงค่ารถไม่ได้แล้วนะสิคะ ฮา

วันนี้ก็จบการแนะนำเมืองไว้แต่เพียงเท่านี้คะ หวังว่าคงจะมีสาระ สนุกสนานและให้ประโยชน์กับใครก็ตามที่สนใจในเมืองวุ่นๆ เมืองนี้ของประเทศเนเธอร์แลนด์นะคะ
หากข้อความไหนที่ขัดแย้ง ผิดพลาดไปจากที่คุณๆทราบมา ก็ไม่ต้องรังเกียจ โปรดแย้ง หรือติชมกันมาได้ค่ะ ลี่จะรีบแก้ไขให้ด้วยความยินดีค่ะ


รูปทุกรูปในหน้านี้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์คะ เชิญนำไปใช้ได้ ลี่จะดีใจมากถ้าหากคุณเห็นว่ามันสวย




 

Create Date : 06 กันยายน 2548   
Last Update : 14 ตุลาคม 2548 4:37:44 น.   
Counter : 935 Pageviews.  


1  2  

Smiley & Laurens
 
Location :
Rotterdam oude-west Netherlands

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add Smiley & Laurens's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com