ไปเที่ยวนอกเมืองกันเถอะค่ะ #1 Arnhem

หน้าร้อนเนี่ยเป็นอะไรที่เหมาะแก่การเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเที่ยวบ้านนอก อาร์นเฮ็มเป็นเมืองหลวงของรัฐ Gelderland หนึ่งในสิบสองรัฐของเนเธอร์แลนด์ รัฐนี้ตั้งอยู่ทางตอนกลางของประเทศ อาร์นเฮ็มเป็นหนึ่งในอีกเมืองเก่าที่มีเนินเขา เมืองนี้ก็เหมาะจะใช้ตั๋วรถไฟซัมเมอร์ เพราะอยู่ไกลจากเมืองหลักๆ แล้วผู้เดินทางจะคุ้มค่าเดินทางกว่า ขากลับก็ยังแวะอูเทรคได้ด้วย รถวิ่งออกนอกเมืองรอตเตอร์ดัมมาได้สักพัก ก็จะผ่านสถานีเมือง Gouda เมืองนี้ชื่อดังในเรื่องชีส และเทียนไข เพราะอะไรน่ะหรือ ชีสจะเคลือบด้วยเทียน ไหนๆก็ทำชีสแล้วเลยทำเทียนเสียด้วยเลย (น่าน คิดแบบลี่ก็ต้องยังงี้แหละ) แต่เราคงไม่ได้แวะ เพราะวันนี้จะ้ไปใช้เวลาอยู่ในอาร์นเฮ็ม และคงต่อด้วยอูเทรค ก็คือเมืองที่กำลังจะผ่านสถานีต่อไป


อูเทรคเป็นอีกหนึ่งเมืองใหญ่ที่เรียกว่ารันสตัด ประกอบด้วยอัมสเตอร์ดัม เดนฮาก รอตเตอร์ดัมและอูเทรค ก็คงเหมือนบ้านเราที่เมืองไทย ที่มี กรุงเทพ พัทยา สงขลา เชียงใหม่ (ถูกรึเปล่าเนี่ย มั่วเอาอีกแล้วล่ะค่ะ ท่านผู้อ่าน)ไปตรวจสอบเองละกันนะคะ อูเทรคเป็นเมืองมหาวิทยาลัย และมีวิหารสไตล์โกธิคที่เด่นเป็นสง่า เลยได้อีกชื่อหนึ่งว่า Dom stad รอบแรกนี้เรายังไม่แวะที่นี่ก่อน ปล่อยให้ผู้โดยสารท่านอื่นเขาลงกันไป ลี่ก็ไม่ปลุกลูกทัวร์ แต่เดี๋ยวอีกสักครู่เราก็จะเข้าสู่เมืองอาร์นเฮ็ม


นอกจากพิพิธภัณท์เปิดเนเธอร์แลนด์แล้ว อาร์นเฮ็มก็ยังมีสวนสัตว์ Burger Zoo ด้วย แต่เสียดายทริปนี้ลี่ไม่ได้แวะไป เพราะไปแค่ที่เดียวก็เหลือจะรับประทานแล้วค่ะ ออกจากบ้านที่รอตเตอร์ดัมแต่เช้า (อีกแล้วครับทั่น) เรานั่งรถไฟไปลงที่สถานี Arnhem เมืองนี้เงียบเหงาอ้างว้างอย่างไรชอบกล ขนาดสถานีรถไฟยังอยู่ในป่าในดง ช่างเหอะไม่เป็นไร ออกมานอกสถานีแล้ว ก็มีสถานีรถบัสจอดคอยอยู่ทางขวามือ รถบัสที่นี่แปลกไม่เหมือนที่อื่นเพราะว่าวิ่งด้วยไฟฟ้าที่โยงเอาจากสายไฟข้างบน (คล้ายรถรางในหลายๆเมือง) เมืองในฮอลแลนด์นี่ไม่ใช่ว่ามีรถราง และรถไฟใต้ดินกันทุกเมืองนะเออ มีแค่เมืองใหญ่ๆเท่านั้นเอง และรถไฟใต้ดินก็มีแค่เฉพาะที่อัมสเตอร์ดัมกะรอตเตอร์ดัมเท่านั้น คิดแล้วก็ดีใจที่ได้มาอยู่เมืองนี้ อ้าว น่านเผลอไมได้ พล่ามออกนอกเรื่องไปทุกที ไปค่ะ ไปขึ้นรถบัสกัน


รถบัสที่เราจะไป Openluchtmuseum เนี่ย สามารถจะซื้อตั๋ว Dalkaart ได้บนรถกะคนขับ ตั๋วนี้ราคาจะถูกกว่าตั๋วธรรมดา ราคาแค่หนึ่งยูโรไปถึงที่หมายเหมือนๆกัน ข้อจำกัดมีอยู่ว่าพอลงจากรถแล้วตั๋วก็จะหมดความหมาย จะไปไหนต่อต้องซื้อใหม่ แต่นั่งไปไกลแค่ไหนก็ได้จนสุดทางรถค่ะ หรือจะนั่งแล้วไม่ลง กลับมาลงที่สถานีก็ได้ รับรองไม่มีใครด่า ก๊ากๆๆ ขึ้นไปแล้วหาที่นั่งให้สบายๆล่ะคะ มีอะไรให้ชมสองข้างทางเยอะ รถคันที่เราจะขึ้นก็คือรถสาย 13 (เลขเด็ดอะไรเช่นนี้)


จากสถานีรถไฟมาถึงพิพิธภัณท์ใช้เวลาประมาณสิบห้านาที อย่างว่าละเมืองมันเล็ก พอถึงป้าย คนขับจอดให้เรียบร้อยซะ เพราะลี่บอกไว้ก่อนว่าให้เตือนด้วย คนกรูกันลงเพียบเลย มองไปทางไหนก็มีแต่ป่า ป่าและป่าอีก มีบ้านคนอยู่หรอมแหรม ลูกทัวร์หลายคนก็เริ่มใจเสีย แต่ไม่ต้องห่วงไป เพราะไกด์ลี่เคยมาแล้ว แม่เป็ดก็เดินนำลูกๆ เข้าป่าไป เดินไปประมาณสามนาทีก็เห็นประตูทางเข้า Nederlands Openlucht Museum อยู่ข้างหน้า โอ้ รอดตายแล้วทุกๆคน


ที่หน้าทางเข้ามีซุ้มเล็กๆ ขายตั๋วเข้าชม ลูกทัวร์ทุกท่านไม่มีบัตรมิวเซียม ลี่ต้องแวะซื้อตั๋วให้ก่อน ตั๋วผู้ใหญ่ราคา 11.7 ยูโร นอกจากนี้ก็มีตั๋วรถรางแยกขายต่างหาก สำหรับคนที่ไม่อยากเดินเยอะ ภายในพิพิธภัณท์มีรถรางให้บริการด้วย อยากไปไหนก็ไปรอขึ้นที่ป้ายรถได้เลยมีอยุ่สี่มุมเมือง แต่วันนี้เรามีเวลาทั้งวันก็เดินกันนี่แหละ ถ้าไม่ไหวจริงๆ ลี่ก็จะพาขึ้นรถราง สำหรับใครที่คิดจะเข้ามิวเซียมหลายๆเมือง ก็ดูราคาสถานที่แต่ละแห่งแล้วก็รวมราคาไว้ค่ะ ถ้าบวกลบคูณหารกันแล้ว แพงกว่า 30 ยูโรก็ซื้อตั๋วมิวเซียมเถิดท่าน ตั๋วนี้ใช้ได้หนึ่งปีเต็ม (ราคา 25 + 4.95 เป็นค่าถ้าเราทำตั๋วหาย หรือโดนขโมยเขาจะทำอันใหม่ให้ฟรี) ถ้าเกิดว่ากลับไปเมืองไทยแล้วมีโอกาสมาอีกภายในปีนั้นก็ใช้ได้อีก ไม่ได้หมดอายุไปเสียเมื่อไหร่

เข้ามาถึงหน้าประตู สิ่งแรกที่เราพบก็คือ Holland Rama อย่ากระนั้นเลย อีกห้านาทีเขาจะฉายหนัง เรารีบไปตีตั๋วจองกันก่อนดีกว่า ทางลง Holland Rama เป็นห้องแสดงศิลปะวัฒนธรรม เครื่องแต่งกาย และอุปกรณ์อื่นๆ เพียบพร้อมไปหมด คงไม่ต้องไปเที่ยวเมืองอื่นแล้ว หลายๆคนก็บอกยังงั้น ภาพยนตร์พิเศษที่จะฉาย มีเกือบทุกชั่วโมง เขาจะมีป้ายบอกเวลาไว้เรียบร้อยที่บันไดทางลงแล้ว พวกเรามาพอดีได้เวลาก็เข้าไปเลย


ประตูปิดแล้ว เจ้าหน้าที่บอกทุกคนว่าให้เอากระเป๋าวางไว้ในที่ที่จะไม่เป็นอันตรายต่อคนอื่น เอ๊ะมันอะไรกันนี่ สักพักที่นั่งที่พวกเรากำลังนั่งอยู่ก็ค่อยๆยกขึ้นไป ในส่วนที่เราเห็นเป็นโดมครึ่งวงกลมที่นอกพิพิธภัณท์ ภาพยนตร์ฉายให้ดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับฮอลแลนด์ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีพื้นที่มากเท่านี้ ผ่านมาเรื่อยจนถึงยุคที่น้ำท่วมใหญ่ หลังจากนั้นวิศวกรที่ชาญฉลาดก็สร้างเดลต้าแพลน และมาจบด้วยชีวิตในปัจจุบันของคนดัชต์ แต่ในระหว่างโชว์มันไม่ได้มีแค่จอหนังอย่างเดียวหรอกนะคะ แท่นที่เรานั่งจะหมุนไปรอบๆ เปิดให้เห็นฉากที่จัดไว้ ว่าภายในบ้านคนเป็นอย่างไร โรงนามีสภาพยังไง ชีวิตความเป็นอยู่ของคนดัชต์ตั้งแต่ในสมัยโบราณ โอ้โห ใครจะไปคิดว่าไอ้ห้องเล็กๆที่เรานั่งมันจะเก็บรวมรวมห้องอื่นๆ ไว้ได้ขนาดนั้น อลังการดาวล้านดวงจริงๆ อันนี้ไม่เล่าหรอก ใครอยากรู้ไปดูเองที่อาร์นเฮ็ม เดี๋ยวเขาก็ขายตั๋วไม่ออกกันพอดีถ้าลี่เล่าหมด



ทุกคนโซซัดโซเซออกมาจากห้องฉายหนังด้วยความมัน บวกมึนหัวนิดๆ เพราะไม่รู้ไปตีลังกาอีท่าไหนอยู่ในนั้น ยังคิดอยู่ขากลับเดี๋ยวดูอีกรอบ ออกจากห้องนั้นมาก็แวะชมเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของคนดัชต์ตั้งแต่ยุคโบราณ ทุกวันนี้มีให้เห็นแค่ในวันที่เทศกาลประจำเมือง เมืองเล็กๆ และในหมูเกาะเท่านั้นเอง คงเหมือนของไทยมั้ง ใครจะยังนุ่งโจงกะเบน ใส่สไบเดินแถวสุขุมวิทอยู่อีกเล่า เนอะ


ออกมาปั๊บ ก็เจอเข้ากะคาเฟ่ และร้านขายของที่ระลึก ของบางอย่างราคาไม่แพงเลยเมื่อเทียบกะร้านในเมืองใหญ่ๆ พอเราเดินพ้นอาคารนี้ไปก็เจอกับพิพัธภัณท์ของจริง Openlucht museum สร้างอยู่บนพื้นที่ใหญ่ที่ติดกับป่า แบ่งเป็นโซน โรงนา หมู่บ้านที่เต็มไปด้วยร้านค้า บ้านชนหลายชั้นด้วยกัน กังหัน โรงต่อเรือ เดี๋ยวเราจะพาไปดูรูปกันพอหอมปากหอมคอ แต่ละตึกถูกสร้างอย่างประณีตเพื่อให้เหมือนจริงมากที่สุด บางบ้านก็จะมีเจ้าหน้าที่แต่งตัวเป็นคนในบ้านมาคอยให้ข้อมูลเรา บางหลังที่โผล่เข้าก็ต้องผงะเข้ากับกลิ่นหอมหวนของอาหารเที่ยงที่เจ้าของบ้านกำลังทำรับประทาน นอกจากบ้านและอาคารสมัยเก่าแก่แล้วก็ยังมีบ้านในยุคสมัยปัจจุบันไว้ให้เราเข้าไปเดินชมได้ด้วย ถ้าเจอเก้าอี้ที่เขาขึงเอ็นไว้ละก็ แสดงว่านั่งไม่ได้นะคะ แต่อย่างอื่นน่ะ ตามสบายถ้าไม่ติดป้ายไว้ บ้านที่อยากให้เข้าไปชม พลาดไม่ได้คือบ้านโรงนาสมัยปัจจุบัน เพราะจะไ้ด้มีโอกาสเห็นบ้านคนดัชต์จริงๆ ที่เขาทำฟาร์ม ภายในเหมือนจริง มากถึงมากที่สุด



ที่นี่เป็นพิพิธภัณท์ที่ไม่ห้ามถ่ายรูปใดๆทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ถ่ายเข้าไปเลยค่ะ อะไรที่อยากเก็บไว้ดูที่บ้าน หรือถ้าใครอยากไปแล้วอยากมีรูปตัวเองก็มาตามลี่ไปถ่ายให้ได้ ค่าเข้ามิวเซียมไม่ต้องจ่ายให้ลี่ ลี่มีบัตรปี แต่ค่ารถยังไงก็ช่วยกันหารหน่อยนะคะ สิ่งที่น่าสนใจที่จะนำมาแนะนำกันหน่อยก็คือ ช่างรับจ้างรับมีดค่ะ ต้องคอยหาให้ดีๆ เพราะลุงแกจะไม่ยืนอยู่กะที่ แกจะเดินไปมาทั่วเมืองเล็กๆนี้ล่ะค่ะ คนรับจ้างรับมีดในฮอลแลนด์นั้น เขาก็ทำแบบนี้จริงๆ โดยจะเข็นรถเข็นไปทั่วแล้วก็ร้องบอก บ้านไหนมีมีดมีตะไกรจะให้ลับ ก็จะเอาออกมา แกก็จะเอาเท้าถีบกงล้อหมุนๆ ให้มันหมุนไป มือก็ลับมีดไปพลาง แถมอารมณ์ดีร้องเพลงเสียงใสเชียว ลับเสร็จก็ทดสอบความคมแล้วเจ้าของมีดก็ควักเงินออกมาจ่ายกัน


ลี่บอกไว้เกริ่นๆมาก่อนว่าที่นี่มีกังหันเยอะมาก และที่สำคัญเป็นกังหันหลายชนิดของหลายยุค หลายปีเอามารวมกันไว้ ไม่เหมือนที่คินเดอร์ไดค์ ซึ่งมีกังหันอยู่สามแบบ แม้จะมีถึง 19 ตัว อยู่ในอาณาบริเวณเดียวกัน หรือที่ทางหมู่บ้านชาวประมง กังหันของเขาก็จะมีสไตล์เป็นของตัวเอง ถ้าคุณอยากรู้ก็มาดูได้ที่นี่ว่ากังหันมันแตกต่างกันอย่างไรนะคะ ทั้งรูปทรงและประโยชน์ใช้สอย คนฮอลแลนด์นั้นใช้กังหันกันมานานแล้วตั้งแต่มีการค้นพบวิธีการเริ่มใช้ฟันเฟืองและพลังลมหมุนกังหัน กังหันก็ได้ใช้นำมาบด โม่ ธัญพืช หิน สี ทำกระดาษ ซักผ้า เลื่อยไม้ ทำยา และสารพัดอย่าง ก็ขอให้บอกมา คนดัชต์ใช้กังหันทำได้หมด


ใครที่ไม่มีโอกาสไปเที่ยวชมทางตอนเหนือคือ Zaans schaan, Marken และ Volendam ก็มาดูทดแทนกันที่นี่ได้ เขามีจำลองโรงต่อเรือ ที่คนงานกำลังง่วนกะการต่อเรือของจริง เหม็นชันยาเรือไปหมด มีกังหันลมวิดน้ำ โม่แป้ง และอื่นๆอีกมากมายหลายตัวเลยเชียว ถ่ายรูปกันจนแบตหมด กรุณาเอาแบตเตอรี่สำรองมาด้วยเดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือนไม่ได้นะคะ นอกจากนั้น เดินทะลุเข้าไปจะเจอ Zaanse plein ตรงนี้มีของเล่นเด็กดัชต์สมัยก่อนให้ลองเล่นกันด้วย คล้ายๆบ้านเรานั่นแหละค่ะ มีจักรยานล้อยักษ์ วงล้อที่ใช้ไม้ตีให้วิ่ง และไม้ต่อขา เดินกระย่องกระแย่งกันพิกล ถ้าเริ่มหิวแล้ว ควักเศษตังค์ออกมาหา Poffetje หรือขนมครกฮอลแลนด์ ชิมซะหน่อย ใครที่ไม่ชอบหวานก็บอกเขาไม่ต้องโรยน้ำตาลไอซิ่งนะคะ เพราะมันเป็นของทานคู่กัน จะเอาครีมเพิ่มหรือราดน้ำผึ้งเพิ่มก็แล้วแต่ศรัทธา


เดินต่อจากตรงนั้นมาเรา็ก็เข้าเขตตัวหมู่บ้าน มีจำลองบ้านพ่อค้า โรงเก็บรถลาก ร้านขนมปัง ร้านขายยา ร้านของชำ โรงซักรีด โอ้ยสารพัด บรรยายไปเมื่อยมือไป ดูรูปต่อเอาเองนะคะ ร้านพวกนี้เราเข้าไปซื้อของได้คะ มีขายจริงๆ ลองซื้อขนมปังและขนมหวานดัชต์ไปทานได้ ร้านขายขนมจะอยู่ลึกเข้าไปในป่าสักนิดหนึ่งแต่มีขนมแปลกๆให้ซื้อและราคาไม่แพงมาก เป็นขนมของเก่าจริงๆค่ะ ใครได้มาก็ลองซื้อ Zoethout ไปแทะดูนะคะ มันเป็นไม้แท่งๆ ที่มีรสหวาและหอมมาก ลี่ก็ไม่รู้จะแปลว่าอะไร จะเห็นเขาตั้งขายชัดเจนมากเลยค่ะ ชารสนี้ก็มีขายค่ะ


พ้นเขตนี้มา เราเดินข้ามป้ายรถแทรมเพื่อไปเยี่ยมชมสวนดอกไม้และสวนครัว ถ้าไปในช่วงฤดูร้อน ดอกไม้จะบานหอมมากๆ แต่ตอนที่ลี่พาลูกทัวร์ไปนี้ ยังมีดอกไม้บานกันไม่มากนัก ที่นี่มีดอกไม้สารพัดชนิดและปลูกไว้แน่นไปหมด แต่ไม่ได้จัดให้เกิดความสวยงามหรอกค่ะ ปลุกไปสไตล์สวนครัวคือเละๆปนกัน หน้าร้อนนี่คนจะแย่งกันมาจับจองที่นั่งในสวนเพราะมันร่มรื่นเย็นสบาย นั่งเบื่อแล้วก็เดินเข้าป่าต่อไป ส่วนลี่เองชอบไปแวะที่นี่ช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วงค่ะ ทำไมน่ะเหรอคะ จะได้ไปเก็บเมล็ดต้นไม้ที่มันสุกงอมแล้วมาปลูกที่บ้านไงล่ะคะ่ โอ้ย ทำไมเธอเป็นคนงกอย่างนี้ หุหุหุ ไม่เอาไม่พูด ไปเดินต่อกันดีกว่า



เมื่อกี้บอกว่าต้องเดินเข้าป่า ก็คือป่าจริงๆนี่แหละค่ะ มีโรงกังหันอีกโรง อันนี้คือโรงทำกระดาษและผ้าจากใยขนสัตว์ เขาทดน้ำลงมาจากลำธารด้านบน แล้วใช้แรงกันหันน้ำในการหมุนโม่กระแทกใยไม้ให้มันยุ่ย ละลายก่อนจะเอาลงร่อนตะแกรงมาอัดอีกทีบนเครื่องหมุนที่จะค่อยๆหมุนๆๆเกลียวจนกระดาษโดนกดแบน แน่นและน้ำโดนรีดออกมาจนแห้ง (ก็ใช้แรงกังหันน้ำมาหมุนเช่นเดียวกัน) เดินออกไปอีกไม่ใกล้ไม่ไกลก็จะเจอกังหันตัวใหญ่ ทำจากอิฐโปกปูน เราสามารถขึ้นไปชมภายใน และออกมาเดินเล่นได้ ใครที่กลัวความชัน บันไดแคบๆ และความสูง พยายามทำใจนิดนึงนะคะ ขึ้นไปแล้ว เราจะได้ดูว่า โครงภายในกังหันมันหมุนได้ยังไง แล้วทำไมกังหันถึงใช้ทำอะไรได้สารพัด แต่กังหันตัวนี้เขาใช้โม่ข้าวสาลีค่ะ นอกระเบียงเราสามารถออกไปเดินได้ด้วย เข้าไปได้จนแทบจะสัมผัสใบพัดกังหัน จากมุมนี้มองไปเห็นทุ่งหญ้าเลี้ยงวัวและทุ่งข้าวโพด เราจึงไปเดินลัดทุ่งกันก่อนจะกลับออกไปทางด้านหน้า ระหว่างทางก็ทานผลไม้แล้วก็เลี้ยงอาหารเป็ดและห่าน


นี่ขนาดรู้สึกว่าเขียนไม่มาก แต่ถ้าคุณเข้าไปจริงๆ มีอะไรมากกว่านี้เยอะแยะ เพราะลี่เขียนหมดก็ไม่ไหว เวลาสามชั่วโมงอยู่ที่นี่แทบไม่พอค่ะ ขากลับก็ขึ้นรถที่ป้ายเดิมแต่อีกฝั่งหนึ่งแล้วซื้อตั๋วแบบเดิม Daalkaart รถมาถึงสถานี เราก็ขึ้นรถไฟโดยผ่านเส้นทางอูเทรค เพื่อแวะอูเทรคในขากลับนี้ก่อน เดี๋ยวติดตามอ่านตอนเที่ยวอูเทรคเป็นตอนต่อไปค่ะ

สำหรับรูปในทริปนี้ ได้รับมาจากลูกทีมในทริปค่ะ ถ้าใครอยากจะเซฟเก็บไว้ก็ติดต่อลี่ ลี่จะให้เครดิตกับผู้ถ่ายไว้ค่ะ


Create Date : 06 กันยายน 2548
Last Update : 7 กันยายน 2548 5:26:31 น. 1 comments
Counter : 585 Pageviews.  
 
 
 
 
ขอโทษครับผมทำไม่เป็น อยากเปงสมชิกด้วยครับแฟนผมไปอยู่ที่เมืองนี้
 
 

โดย: เต้งpisit_666@hotmail.com IP: 203.113.60.73 วันที่: 9 กรกฎาคม 2550 เวลา:19:06:12 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก

Smiley & Laurens
 
Location :
Rotterdam oude-west Netherlands

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add Smiley & Laurens's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com