Group Blog
 
All blogs
 

10 ท่ากระชับหุ่นสุดเด็ด

10 ท่าเอง ขอบอกว่าได้ผลทุกท่า แต่ต้องทำให้ได้รวมกันทุกท่าอย่าต่ำกว่า 100 ครั้งนะคะ สู้ สู้ นะคะ

ท่าที่ 1





ท่าที่ 2 ท่านี้บังคับค่ะ ต้องทำให้ได้อย่างน้อย 50 ครั้งเพื่อกระชับหน้าท้อง



ท่าที่ 3



ท่าที่ 4



ท่าที่ 5 ท่านี้ก็ด้วยค่ะ บังคับต้องทำนะคะ



ท่าที่ 6 ท่านี้ก็ด้วยค่ะ บังคับต้องทำนะคะ



ท่าที่ 7



ท่าที่ 8



ท่าที่ 9



ท่าที่ 10




แจกฟรี !! e-book โปรแกรมออกกำลังกาย โดยแพทย์

Mail มานะคะที่ rabye99@yahoo.com โดยใช้ Subject ว่า "ขอ e-book" แล้วกันต์นัทธ์จะส่งให้ทุกคนเลยค่ะ





 

Create Date : 01 ตุลาคม 2551    
Last Update : 19 ตุลาคม 2551 6:11:54 น.
Counter : 993 Pageviews.  

ลดน้ำหนักสบายๆ สไตล์ กันต์นัทธ์



1. ออกกำลังกาย การออกกำลังกายแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
- การออกกำลังกายแบบแอโรบิค
- การออกกำลังกายแบบเฉพาะส่วน

การออกกำลังกายแบบแอโรบิค (ข้อมูล : ฟังจากคำบอกเล่าของคุณหมอ หากผิดพลาดประการใดต้องขออภัย)

คือการออกกำลังกายทุกส่วนของร่างกาย ให้กล้ามเนื้อมีการตื่นตัวในทุกส่วน เช่น การเต้นแอโรบิค การวิ่ง การว่ายน้ำ การปั่นจักรยาน เป็นต้น แต่การออกกำลังกายแบบนี้จะต้องออกอย่างหนักจึงจะมีการเผาผลาญไขมัน ที่เรียกว่า burn ได้ อย่างการวิ่ง ก็ต้องวิ่งเร็วๆ ในเวลาที่ไม่ต่ำกว่า 30 นาที อย่างนักกีฬา จะสังเกตได้ว่านักกีฬาจะต้องออกกำลังกายกันอย่างหนักมาก เพราะฉะนั้นพวกนี้จะไม่ค่อยมีไขมัน แต่ร่างกายจะเปลี่ยนไปเป็นกล้ามเนื้อแทน ดังนั้นหากออกกำลังกายมากไปก็อาจทำให้กล้ามเนื้อโตเป็นกล้ามแขนกล้ามขาได้ ซึ่งสำหรับคนปกติอย่างเราๆ แล้วมันก็จะดูไม่สวย จึงควรออกกำลังกายแบบแอโรบิคนี้อย่างพอเหมาะ ไม่ควรหักโหมมากเกินไป เป็นการออกเพื่อกระตุ้นการสูบฉีดของหัวใจ เพื่อให้กล้ามเนื้อตื่นตัวก็พอค่ะ
ส่วนตัวแล้วกันต์นัทธ์จะออกกลังกายแบบแอโรบิคด้วยการวิ่งสายพานในตอนเช้าวันละ 15 นาทีค่ะ บางคนอาจจะบอกว่าน้อย ถูกค่ะ มันก็ไม่มากอะไร แต่แค่นี้มันก็เหนื่อยเหมือนกันนะคะ เอาไม่ต้องมากพยายามทำให้ได้ทุกวัน แต่จะพักบ้างออกแค่ 5 ครั้งต่อสัปดาห์ ก็ถือว่าหยวนค่ะ (เพราะกันต์นัทธ์ก็ไม่ได้ขยันออกทุกวันเหมือนกัน) ออกแบบนี้อยู่ประมาณ 1 เดือน เห็นผลค่ะ

การออกกำลังกายแบบเฉพาะส่วน

ชื่อก็บอกอยู่แล้วค่ะ ว่าเป็นการออกเฉพาะส่วน เพื่อต้องการลดไขมันหรือเพิ่มกล้ามเนื้อในบางจุดของร่างกาย การออกแบบนี้ข้อดีคือ ไม่ทำให้ร่างกายโดยรวมเหนื่อยมากนัก แต่จะต้องออกแรงกับกล้ามเนื้อในจุดที่เราต้องการ และเป็นการแก้ปัญหาสัดส่วนแบบเฉพาะเจาะจง เช่น มีหน้าท้องยื่น ก็ให้ออกกำลังแบบลดหน้าท้องโดยเฉพาะ หรือลดต้นแขน ต้นขา เป็นต้น ส่วนข้อเสียก็คือมันจะไม่ได้การออกกำลังกายแบบองค์รวม คือ ไม่ได้กระตุ้นการสูบฉีดของหัวใจมากนัก
แนะนำก็คือ สำหรับคุณแม่ที่ไม่ค่อยมีเวลามากนัก ช่วงแรกๆ ให้ออกกำลังทั้งสองแบบควบคู่กันไป อย่างตอนเช้าวิ่ง 15 – 20 นาที ตอนเย็นก็ออกแบบลดหน้าท้องซัก 15 – 20 นาที ทำอย่างนี้จนคุณเริ่มรู้สึกว่าผอมลงไปบ้างแล้ว ก็ให้ลดเหลือแต่การออกแบบเฉพาะส่วนค่ะ เพราะเชื่อแน่ว่าคุณแม่หลายคนต้องประสบกับปัญหาหน้าท้องยื่นแน่นอนก็มาขยันออกกำลังลดเป็นจุดๆ ไป
แต่หากมีเวลามากก็ออกไปเถอะค่ะ ทั้งสองแบบนั่นแหละ เพราะยิ่งออกก็ยิ่งดีค่ะ

2. ลดปริมาณอาหารในแต่ละมื้อลง
ปกติแล้วคนเรากินอาหาร 3 มื้อ โดยมื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด ดังนั้นไม่ว่าคุณจะมีความอดทนในการลดความอ้วนยังไง แต่คุณต้องคิดไว้เสมอว่า “เรื่องสุขภาพร่างกายของคุณนั้นสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง” อย่าเคร่งครัดจนเกินไป จนดูเหมือนเป็นการทำร้ายตัวเอง
ร่างกายคนเรายังไงก็ยังต้องการอาหารมาเป็นเชื้อเพลิงเพื่อให้สามารถทำงานต่อไปได้ ดั่งรถที่น้ำมันหมดถ้าไม่เติมน้ำมันแล้วรถจะวิ่งต่อไปได้อย่างไร ฉันใดก็ฉันนั้นอาหารมื้อเช้าเป็นมื้อเริ่มต้นของเช้าวันใหม่ คุณควรกินตามปกติเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอในการเลี้ยงสมองและส่วนต่างๆ ของร่างกาย และเพื่อให้คุณสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กันต์นัทธ์เป้นคนหนึ่งที่เคยลดปริมาณอาหารในมื้อเช้า แล้วมันแย่มาก แย่ที่มันทำให้สมองตื้อ ปวดหัว คิดอะไรไม่ออก ร่างกายรู้สึกไม่มีเรียวแรง ไม่มีพลังในการทำงาน บางทีหิวมากมือสั่นขาสั่นไปเลยก็มี จนคิดว่าเป็นแบบนี้ไม่ดีแน่ เลยปลี่ยนวิธี โดยการกินมื้อเช้าในปริมาณปกติหรือเท่าที่อยากกิน (เช้าๆ คุณคงไม่อยากกินอะไรมากหรอก กันต์นัทธ์รู้) แล้วลดปริมาณลงในมื้อกลางวัน และมื้อเย็น โดยเฉพาะมื้อเย็นคุณควรกินอาหารหลักให้น้อย และเน้นไปกินพวกผลไม้แทนค่ะ

3. งดอาหารพวกแป้ง และไขมัน ของหวานก็ด้วย
ลดอาหารในแต่ละมื้อลง แล้วคุณหันไปกินอาหารระหว่างมื้อมากขึ้นเป็นการชดเชย อันนี้มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรนะคะ มันก็เหมือนกับคุณไม่ได้ลดนั่นแหละ แต่กันต์นัทธ์เข้าใจค่ะว่าคุณถูกลดปริมาณอาหารลงนี่หน่า มันก็ต้องหิวเป็นธรรมดา คุณก็กินได้ แต่...คุณควรเลือกกินซะหน่อยค่ะ จากที่เคยกินของว่างเป็นไก่ทอด เฟรนส์ฟาย คุกกี้ ช๊อกโกแล็ต ขนมเค้ก มันทอด เผือกทอด เลย์ ทวิสตี้ ฯลฯ ก็ควรเปลี่ยนซะ เปลี่ยนมากินผลไม้แทน อ๊ะ อ๊ะ แต่ก็ต้องเลือกผลไม้ด้วยนะคะ อย่างทุเรียน เงาะ มะม่วงสุก นี่ก็ต้องห้ามเหมือนกัน
กรณีนี้หยวนได้หากอยากกินจริงๆ ก็กินนิดๆ หน่อยๆ พอหอมปากหอมคอก็พอค่ะ
ลดความอยากลงให้ได้ค่ะ แล้วคุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

4. กินยาระบายอ่อนๆ บ้าง อาทิตย์ละครั้ง
อันนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะคะ ไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไร คือกันต์นัทธ์คิดว่าไขมันที่ทำให้เราอ้วนนั้นมันมีอยู่ในทุกส่วนของร่างกาย เนื่องจากว่าเวลาเรากินอาหารเข้าไปแล้วไม่ได้ถูกนำมาใช้ (อย่างในตอนท้อง) ไม่มีการเผาผลาญพลังงานเหล่านั้นออกไปจากร่างกายในรูปของเหงื่อ หรือของเสียต่างๆ ทางปัสสวะ หรืออุจจระ ร่างกายก็จะเอาไปเก็บไว้ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้ลำตัว แขนขาใหญ่ขึ้น หรือ แม้แต่ใบหน้าก็ใหญ่ขึ้นด้วย อย่าว่าแต่ลักษณะทางกายภาพภายนอกเลย ภายใน ตับ ไต ลำไส้ กระเพาะอาหาร เหล่านี้ก็ล้วนมีไขมันสะสมอยู่ทั้งนั้น
ตอนกันต์นัทธ์ลดความอ้วนกินของที่มีฤทธ์เป็นยาระบายก็รู้สึกว่ามันช่วยได้ดีในระดับหนึ่งเลยค่ะ ทำให้รู้สึกโล่งท้องดี ทำง่ายๆดังนี้เลยค่ะ

สูตรพริกไทยดำป่น
ส่วนผสม
ซื้อพริกไทยดำจากตลาดมาห่อหนึ่ง ห่อละไม่เกิน 20 บาท
ซื้อแคปซูลขนาด เบอร์ 0 จากร้านขายยาทั่วไป ห่อหนึ่งราคา 30 บาท มีประมาณ 100 แคปซูลค่ะ
วิธีทำ
นำพริกไทยดำมาบดให้ละเอียดด้วยเครื่องปั่น ก็จะได้ผงพริกไทยดำ จากนั้นก็นำมาบรรจุลงในแคปซูล เท่านี้เองค่ะ เรียบร้อยแล้ว แล้วคุณกินแค่วันละ 1- 2 เม็ด ตอนไหนก็ได้ ถ้าให้ดีก็กินพร้อมอาหาร มันก็เหมือนคุณกินพริกไทยดำกับกับข้าวนั่นแหละ เพียงแต่คุณไม่ต้องซี๊ดซ๊าดกับความเผ็ดของมัน

ยาน้ำระดมพล
อันนี้หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปค่ะ กันต์นัทธ์จะชอบใช้วิธีนี้มากกว่าเพราะสะดวก ยาน้ำระดมพลเป็นยาแก้กษัย ช่วยขับน้ำเหลืองเสีย กินไปแล้วจะช่วยระบายได้ดีมาก เหมือนเป็นการล้างพิษเลย จะถ่ายหลายรอบหน่อย แต่ไม่ปวดทรมาน

5.ดูรูปเก่าๆ สมัยเมื่อครั้งยังหุ่นสวยสร้างกำลังใจ
หากกำลังใจเริ่มถดถอย คุณควรเสริมสร้างกำลังใจให้แข็งแกร่งด้วยการนำรูปเก่าสมัยที่คุณยังผอมและสวยสะพรั่ง มานั่งพินิจพิจารณาและหวนรำลึกถึงความหลังของเหตุการณ์แต่ละรูปว่ามีความประทับใจยังไง ซึ่งมันอาจจะช่วยให้คุณมีกำลังหึกเหิมในการลดน้ำหนักได้มากขึ้น ด้วยเพราะอยากย้อนกลับไปสวยเหมือนเก่า
กันต์นัทธ์ก็เคยค่ะ ท้อแท้และขี้เกียจ ไหนจะงานประจำ ไหนจะลูก มีเรื่องมากมายต้องทำ เลยทำให้ขี้เกียจฟิตร่างกาย บางทีก็ปล่อยปละละเลยมาเป็นอาทิตย์ ไม่ออกกำลังกายเลย แล้ววันหนึ่งไปเห็นรูปเพื่อนเก่าใน hi5 แล้วอิจฉามากค่ะ(พวกนี้มักจะยังไม่แต่งงานและยังไม่มีลูก) เลยรู้สึกว่าต้องฟิตอีกครั้งให้ได้ ต้องผอม ต้องผอม เผื่อมีงานเลี้ยงรุ่นจะได้สวยสู้เขาได้

ยังไงก็ลองดูนะคะ ขอให้ประสบความสำเร็จในการลดหุ่นกันทุกคนค่ะ




 

Create Date : 01 ตุลาคม 2551    
Last Update : 1 ตุลาคม 2551 14:21:45 น.
Counter : 5523 Pageviews.  

บันทึกคนผอมที่เคยอ้วน

ความเดิมแบบอ้วนๆ ของกันต์นัทธ์
อ่อ ลืมบอกไปว่าน้ำหนักตัวกันต์นัทธ์เป็นอย่างไร มาเขียนเป็นคุ้งเป็นแคว ใครๆ ก็เขียนได้ อยากนำเสนอดังนี้ค่ะ

- กันต์นัทธ์ ตอนยังไม่ท้อง น้ำหนัก 45 กิโลกรัม
- ตอนท้องน้ำหนักขึ้นโดยเฉลี่ยเดือนละ 2 กิโลกรัม
- เดือนสุดท้ายก่อนคลอดน้ำหนัก 69 กิโลกรัม
- น้ำหนักขึ้นเกือบ 24 กิโล !!
- ตอนคลอด ลูกหนัก 3.6 กิโล
- หลังคลอดได้ 1 สัปดาห์ น้ำหนัก 63 กิโล

ปัจจุบันกันต์นัทธ์หนักอยู่ที่ 48 – 49 ค่ะ ก็ลดลงมาได้ประมาณ 15 กิโล หลังจากคลอดค่ะ กันต์นัทธ์ใช้เวลาในการลดจริงประมาณ 3 เดือน ถึงลดมาได้ขนาดนี้ ตอนนี้ลูกอายุได้ 1 ขวบ 9 เดือน ก็ออกจะช้าไปหน่อยกว่าจะผอมได้ ที่เป็นอย่างนี้เพราะกันต์นัทธ์ให้นมลูกนานถึง 1 ปี 2 เดือน ช่วงนั้นไม่กล้าลดจริงจังกลัวไม่มีนมให้ลูกกิน พอลูกหย่านมปุ๊บก็พยายามลดทันทีเลย น้ำหนักก็ลดลงเรื่อยๆ ค่ะ
ดังนั้นพยายามเข้านะคะ โดยเฉพาะคุณแม่ที่เคยผอม หุ่นดี มาก่อน คุณทำได้อย่างแน่นอนค่ะ เพราะสรีระดั่งเดิมคุณเป็นแบบนั้น โดยคุณต้องอาศัยความอดทนและความพยายามในการลดน้ำหนักหน่อยนะคะ
ไม่ค่ะ! ไม่ต้องลงทุนอะไรทั้งนั้นคุณทำเองได้ง่ายๆ ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องซีเรียส แต่ต้องจริงจังกับมัน ทำถูกวิธีแล้วจะไม่มีผลกระทบใดๆ กับร่างกายทั้งสิ้น ไม่เหมือนกินยาลดความอ้วนค่ะ
อย่าให้ความอ้วนมาบันทอนความมั่นใจของคุณเลยค่ะ กันต์นัทธ์เข้าใจความรู้สึกค่ะ ช่วงที่อ้วนแทบไม่อยากถ่ายรูปเลย เพราะถ่ายออกมาแล้วเห็นพุงยื่นออกมาแล้วรู้สึกแย่จัง
มาลดความอ้วนกันเถอะ คุณแม่ สู้ สู้ !!

ว่าจะไม่โพสรูปแต่อดไม่ได้ อยากเป็นกำลังให้ให้คนที่ลดความอ้วนทุกคนดูค่ะว่ากันต์นัทธ์สามารถทำได้จริงๆ ลองดูนะคะ



นี่รูปตอนยังไม่ท้องค่ะ เพรียวบางเลย




นี่คือรูปตอนที่คลอดมาแล้ว 2 เดือนค่ะ คนที่ยืนข้างๆ นี่คุณแม่ค่ะ เป็นไงค่ะ หุ่นพอฟัดพอเหวี่ยงเหมือนเป็นพี่น้องกันเลยใช่ม้า ถ่ายเมือตรุษจีนปีที่แล้วค่ะ




นี่คือรูปที่เพิ่งลดไปได้ 1 เดือนค่ะ (เริ่มผอมลงแล้ว) ถ่ายเมื่อตรุษจีนปีนี้ที่เพิ่งผ่านมาค่ะ


ส่วนรูปตอนปัจจุบันที่ถ่ายเต็มตัวยังไม่มีค่ะ ไม่ค่อยได้ถ่าย มีแต่ถ่ายจากมือถือก็ไม่ค่อยชัด
สู้ สู้นะคะ สาวๆ ผู้รักสวยรักงาม




 

Create Date : 01 ตุลาคม 2551    
Last Update : 1 ตุลาคม 2551 14:20:29 น.
Counter : 1098 Pageviews.  

กำจัดความอ้วนซะ

สาวๆ ทั้งหลายที่มีปัญหาน้ำหนักส่วนเกินโดยเฉพาะคุณแม่หลังคลอด อย่าเพิ่งหมดหวังกับการลดน้ำหนัก แล้วปล่อยให้ตัวเองอ้วนเบ๊อะบ๊ะเชียวนะคะ เพราะคุณรู้ไหมว่าการอ้วนมันบ่งบอกถึงลักษณะดังต่อไปนี้ค่ะ

  1. ดูแก่กว่าวัย (แค่ข้อแรกคุณสาวๆ ก็เริ่มจะทนไม่ได้แล้วใช่ไหมคะ)

    เพราะอะไร เพราะคนสูงอายุส่วนใหญ่มักจะอ้วน บ่งบอกถึงการไม่ดูแลตัวเอง ทำให้คนอวบหรือร่างกายเทอะทะถูกจัดอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย
    กันต์นัทธ์จะเล่ากรณีตัวอย่างของตัวเองให้ฟัง คือ วันหนึ่งกันต์นัทธ์ไปยืนคุยอยู่กับเพื่อนบ้าน คุยไปคุยมาถูกคอ ก็ถามอายุอานามกัน สิ่งที่ได้ยินทำให้ปลื้มแทบลอยเลยเชียวคะ เธอคนนั้นบอกว่า
    “ตอนที่ย้ายมาอยู่แรกๆ คุณกันต์เพิ่งคลอดน้องมาใหม่ๆ นึกว่าอายุประมาณ 35- 36 ซะอีก พอตอนนี้ผอมแล้วเลยคิดว่าน่าจะอายุประมาณ 25-26 ไม่น่าเชื่อว่าจะอายุ 30 แล้ว”
    เป็นไงคะ คนๆ เดียวกัน แต่ตอนอ้วนกับตอนผอมทำให้ดูอายุต่างกันถึง 10 ปีเชียวนะคะ

  2. ปวดขาบ่อย

    คุณแม่หลายคนคงเคยประสบกับปัญหานี้มาบ้าง เพราะต้องแบกน้ำหนักลูกอยู่ แต่เมื่อคลอดออกมา คุณจะรู้ว่าน้ำหนักตัวลูกแค่ 3-4 กิโลกรัมเท่านั้น !! ที่เหลือมันก็คือน้ำหนักตัวคุณเต็มๆ !! นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณถึงรู้สึกเหนื่อยง่ายและเวลาเดินไปเที่ยวที่ไหนมันถึงได้ปวดขาง่ายกว่าตอนที่คุณยังไม่ได้ท้อง

  3. แน่นหน้าอกบ่อย
    อันนี้เป็นประสบการณ์ตรงค่ะ กันต์นัทธ์ไม่สามารถอธิบายตามหลักวิชาการได้ จำได้ว่าตอนที่อ้วนอยู่มักจะแน่นหน้าอกเป็นประจำเหมือนหายใจไม่อิ่ม แต่พอลดความอ้วนจนผอมลงได้สำเร็จ อาการนี้ก็ไม่มีให้รู้สึกอีกเลย ความเข้าใจส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องบาปบุญคุณโทษหรือเจ้ากรรมนายเวร (ว่าไปนั่น) ก็น่าจะมาจากมวลกายที่น้อยลงเลยทำให้ไม่ค่อยอึดอัด หรืออาจจะเป็นเพราะตอนอ้วนใส่เสื้อผ้าบางตัวแล้วต้องขแม่วท้องหรือรัดแน่นเกินไปทำให้อึดอัดแต่ตอนนี้ตัวบางลงเสื้อผ้าตัวเดิมก็ใส่ได้โดยไม่ต้องขแม่วอีกต่อไป

  4. โรคภัยไข้เจ็บอีกหลายอย่างที่อาจจะตามมา เป็นที่รู้กันอยู่นะคะว่าความอ้วนเป็นบ่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อาทิเช่น โรคเบาหวาน โรคความดัน โรคไขมันอุดตันหรือโคเลสเตอรอล และอื่นๆ ที่กันต์นัทธ์ไม่สามารถบอกได้ ต้องไปหาอ่านบทความวิชาการที่เกี่ยวกับโรคอ้วนเอาเองนะคะ(หรือจะ mail มาขอ e- book ไปอ่านก็ได้ค่ะ) แต่โรคพวกนี้ไม่ใช่ว่าผอมแล้วจะไม่เป็นนะคะ มันขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัยด้วยกัน ซึ่งอาจรวมถึงเรื่องบาปบุญคุณโทษหรือเจ้ากรรมนายเวรนั่นเลยทีเดียว

    ทางที่ดีคุณควรที่จะเริ่มต้นด้วยการขจัดไขมันส่วนเกินที่มันมีอยู่ในร่างกายซะ ทีนี้การจะดูแลสุขภาพให้ดีตลอดไปมันก็ง่ายขึ้น
    เริ่มต้นลดความอ้วนในบทต่อไปได้เลยค่ะ




     

    Create Date : 01 ตุลาคม 2551    
    Last Update : 11 พฤศจิกายน 2551 9:56:35 น.
    Counter : 654 Pageviews.  

ซีรีย์เครื่องสำอางค์

ครีมรองพื้น

ครีมรองพื้น มีลักษณะเป็นเนื้อครีมมีทั้งเข้มข้นและบางเบา มีคุณสมบัติพิเศษ ช่วยปกปิดรอยด่างดำ รอยสิว รอยฝ้า รอยกระ หรือรอยหมองคล้ำต่างๆ บนใบหน้า และยังช่วยปรับสีผิวหน้าให้ดูเรียบเนียนขึ้น เป็นธรรมชาติมากขึ้น

วัตถุประสงค์หลักของการใช้ครีมรองพื้น คือ เพื่อปรับผิวให้เนียนเรียบ อำพรางจุดบกพร่องที่พื้นผิวหน้า และทำให้แป้งฝุ่นและเครื่องสำอางติดทนนานโดยปกติแล้วครีมรองพื้นมีอยู่ 2 นิดคือ
1. ชนิดที่มีน้ำผสมอยู่มากกว่าน้ำมัน ชนิดนี้เหมาะกับผู้ที่มีผิวมัน ผิวธรรมดา และผิวผสม
2. ชนิดที่มีน้ำมันผสมอยู่มากกว่าน้ำ ชนิดนี้เหมาะกับผู้ที่มีผิวแห้ง

ครีมรองพื้นมีกี่แบบ:
ครีมรองพื้นชนิดเหลว (Liquid Foundation): มีเนื้อครีมบางเบา เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการให้ผิวหน้าดูเรียบเนียนเป็นธรรมชาติ
ครีมรองพื้นชนิดเนื้อครีมเข้มข้น (Stick Foundation): มีเนื้อครีมเข้มข้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปกปิดรอยต่างๆ บนใบหน้า
ครีมรองพื้นชนิดอัดแข็ง (Sheer Foundation): เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปกปิดร่องรอยเพียงเล็กน้อยบนใบหน้า และต้องการให้ใบหน้าดูเนียนเป็นธรรมชาติ

ส่วนผสมพิเศษที่มากับครีมรองพื้น:
ครีมรองพื้นที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์ จะเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวมากขึ้น ครีมรองพื้นชนิดนี้จึงเหมาะกับสาวผิวแห้ง

ครีมรองพื้นชนิด Oil-free หรือครีมรองพื้นชนิดที่ไม่มีน้ำมันผสม (Oil-free Foundation) สามารถดูดซับความมันบนใบหน้าระหว่างวันได้ และเพื่อเลี่ยงความมันจากการแต่งหน้า ครีมรองพื้นชนิดนี้จึงเหมาะกับสาวหน้ามัน

ครีมรองพื้นที่มีส่วนผสมของครีมกันแดด จะช่วยปกป้องผิวหน้าจากรังสียูวี และเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวมากขึ้น

ครีมรองพื้นที่ผสมสารแอนตี้ออกซิแดนท์ จะช่วยต่อต้านการเกิดสารอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เซลล์ผิวเสื่อมสภาพ


การลงรองพื้น
1. เริ่มเกลี่ยรองพื้นที่บริเวณข้างแก้ม โดยเกลี่ยในทิศทาง ลงมาที่ลำคอ
2. หลังจากนั้นให้เกลี่ยจากกึ่งกลางของหน้าผาก ออกไปทางด้านข้าง
3. หลังจากนั้นให้ลงบริเวณปลายคาง, จมูก และเปลือกตา (ต้องระวังบริเวณปีกจมูกหรือปลายตาเพราะเรามักจะละเลยเนื่องจากเป็นบริเวณที่เล็ก

การลงรองพื้นนั้นควรลงที่บริเวณ T-Zone แต่เพียงบางเบา เนื่องจากบริเวณนี้มีต่อมเหงื่อมาก ถ้าลงหนาเกินไปเมื่อมีเหงื่อออกมา เหงื่อก็จะไปดัน Foundation ให้หลุดลอยออกมาได้

คอนซีลเลอร์ (Concealer)
คอนซีลเลอร์ คือเครื่องสำอางชนิดพิเศษ มีคุณสมบัติช่วยปกปิดจุดด่างดำ กระ ฝ้า และแผลเป็นที่ไม่ปรึงปราถนา คอนซีลเลอร์มีคุณสมบัติเดียวกับครีมรองพื้น แตกต่างตรงที่คอนซีลเลอร์จะใช้ปกปิดร่องรอยเฉพาะจุดบนใบหน้าเท่านั้น คอนซีลเลอร์ มีให้เลือกใช้หลายแบบ ทั้งแบบเนื้อครีม แบบสติก และแบบเนื้อเหลว แล้วแต่ความสะดวกและความต้องการของแต่ละคน

วัตถุประสงค์หลักของการใช้คอนซีลเลอร์ คือ เพื่อปกปิด และอำพรางรอยหมองคล้ำใต้ตา ปกปิดรอยดำคล้ำ จุดด่างดำ ฝ้า กระ และบริเวณที่สีผิไม่เรียบเนียน

วิธีใช้คอนซีลเลอร์
คอนซีลเลอร์จะถูกใช้ก่อนครีมรองพื้นหรือก่อนลงแป้ง โดยใช้ครีมรองพื้นแต้มบริเวณจุดด่างดำ หรือร่องรอยแผลเป็นจากสิวที่คุณต้องการปกปิด จากนั้นถึงใช้ครีมรองพื้นและแป้งฝุ่นทาทับอีกครั้ง สีของคอนซีลเลอร์ ควรเป็นสีที่อ่อนกว่าสีของครีมรองพื้น

เราควรมี Concealer ไว้ ประมาณ 2 เฉดสี เพื่อใช้ในวัตถุประสงค์ที่ต่างกันดังนี้

1) สำหรับการปกปิดจุดด่างดำ, กระ และสีผิวที่หมองคล้ำ:
หลังจากที่ลงรองพื้นเรียบร้อยแล้ว ให้เลือกสี Concealer ที่เหมาะสมกับสีผิวบริเวณที่ต้องการจะใช้ เมื่อสีของผิวและ Concealer ใกล้เคียงกันแล้วเราจะได้สีผิวที่สม่ำเสมอและเรียบเนียนดีหลังการใช้งาน สำหรับการเกลี่ยให้ใช้Sponge เกลี่ยในลักษณะของการตบลงไปเบาๆให้ทั่วบริเวณที่ต้องการ (ในกรณีนี้ควรเลือก Concealer สีเดียวกันกับ Foundation)

2) สำหรับการลงเพื่อเพิ่มมิติให้แก่บนใบหน้า:
บริเวณที่แนะนำให้ใช้ คือบริเวณเปลือกตาบน, ใต้ตา, หางตา,ปีกจมูก หรือมุมปาก หลักจากการลงรองพื้นแล้วให้เลือกสีที่เหมาะสมกับผิวที่ต้องการใช้ แต้มลงไปตรงบริเวณที่ต้องการแล้วเกลี่ยด้วยนิ้วมือ หรือแปรงให้เนียน (ในกรณีนี้ควรเลือก Concealer สว่างกว่าสี Foundation ระดับ)

3) สำหรับบริเวณที่เป็นรอยหมองคล้ำ
เนื่องจากผิวบริเวณรอบดวงตาเป็นบริเวณที่มีความบาง และจะเพิ่มรอยคล้ำได้ง่ายมากขึ้นถ้าเราใช้สีสว่างเกินไป และถ้าหากเราใช้ Concealer มากเกินไปก็จะดูไม่เป็นธรรมชาติ ในกรณีนี้แนะนำให้ใช้ Concealer ที่สว่างกว่าสี Foundation ปรกติ 1 ระดับ

แป้งฝุ่น

แป้งที่ใช้สำหรับแต่งหน้านั้น มีทั้งแป้งฝุ่น แป้งแข็ง และ แป้งทูเวย์ แต่ละแบบต่างมีคุณสมบัติแตกต่างกัน คือ

แป้งฝุ่น:
คือ แป้งชนิดที่มีเนื้อละเอียดบางเบาเหมือนฝุ่นละอองเล็กๆ เหมาะสำหรับทาทับลงบนผิวหน้าหลังจากการรองพื้น หรือทาคอนซีลเลอร์ไว้ แป้งฝุ่นมีคุณสมบัติ ช่วยให้ผิวดูนวลเนียนเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น และช่วยดูดซับความมันหลังการแต่งหน้าได้เป็นอย่างดี ควรใช้แป้งฝุ่นสีเดียวกันกับผิวเรา (ควรทดลองสีก่อนซื้อที่ Counter) เราใช้แป้งฝุ่นเพื่อทำให้รองพื้นติดทนนานมากขึ้นและการแต่งหน้าก็จะดูสวยสมบูรณ์แบบ

วัตถุประสงค์หลักของการใช้แป้งฝุ่น คือ เพื่อทำให้ใบหน้าดูนวลเนียนและสีสันบนใบหน้าดูเด่นชัดขึ้น

เราสามารถลงแป้งฝุ่นได้ 2 วิธีคือ
ใช้พัฟแตะแป้งฝุ่นแล้วกดซับเบาๆให้ทั่วใบหน้า วิธีการนี้จะทำให้แป้งค่อนข้างหนาและแป้งจะยึดติดกับผิวหน้าได้ดีทำให้ใบหน้าดูนวลเนียนมากเหมาะสำหรับการแต่งหน้าในตอนเช้า (เพื่อให้แป้งติดทนนาน)
ใช้แปรงที่มีขนาดใหญ่แตะแป้งฝุ่นแล้วไล้ให้ทั่วใบหน้า วิธีนี้จะทำให้ดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด (และใบหน้าก็ยังคงความนวลเนียนอยู่)

แป้งแข็ง: คือ แป้งฝุ่นเนื้อละเอียดเช่นเดียวกัน แต่ถูกอัดแข็งลงในตลับแป้ง ดังที่เรานิยมพกพาติดตัวไปไหนต่อไหน และเพิ่มความสะดวกในการเติมแป้งระหว่างวันนั่นเอง
แป้งทูเวย์: คือแป้งฝุ่นอัดแข็งที่มีส่วนผสมของครีมรองพื้น ช่วยเพิ่มความสะดวกและประหยัดเวลา เพราะแป้งทูเวย์สามารถทาได้โดยไม่ต้องทำการรองพื้นก่อน และยังมีส่วนผสมพิเศษเช่นเดียวกับครีมรองพื้น คือ ส่วนผสมของครีมกันแดด มอยส์เจอร์ไรเซอร์ หรือแบบออยล์ฟรี เป็นต้น

ข้อควรระวังในการเลือกใช้แป้ง:
แป้งที่ดี ควรมีเนื้อละเอียด เมื่อทาลงบนผิวหน้าแล้ว จะต้องไม่รู้สึกหยาบ หรือเป็นคราบเกาะบนผิวหน้า เวลาเลือกซื้อ ควรทดลองทาลงบนใบหน้าจริงๆ เพื่อดูโทนสีของแป้งที่เหมาะกับผิวหน้าจริง และเพื่อทดสอบความละเอียดของเนื้อแป้งอีกด้วย

ดินสอเขียนคิ้ว

ดินสอเขียนคิ้ว มีคุณสมบัติช่วยเติมแต่งคิ้วให้ดูได้รูปสวยงาม ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับเทคนิกการเขียนของแต่ละคน สีพื้นฐานของดินสอเขียนคิ้วที่เราจะนิยมใช้ จะเป็นสีที่ดูธรรมชาติมากที่สุด ซึ่งสีควรจะใกล้เคียงกับสีคิ้ว และสีผมของคุณ คือ สีดำ สีน้ำตาล สีน้ำตาลเข้ม เป็นต้น

วิธีเลือกซื้อดินสอเขียนคิ้ว
ควรเลือกสีดินสอเขียนคิ้วให้ใกล้เคียงกับสีผม และเลือกเนื้อที่ค่อนข้างแข็งจะทำให้เขียนได้ง่าย และเประยากกว่าเนื้อดินสอนที่นิ่ม

วิธีการวัดเส้นคิ้วที่เหมาะสม
ก่อนที่จะเริ่มเขียนคิ้วให้ใช้ แปรงปัดแป้งที่ติดอยู่ตามขนคิ้วออกให้หมดเสียก่อน

ใช้ดินสอหรือ อายแชโดว์สีน้ำตาลก็ได้ไล้ไปตามแนวขนคิ้ว โดยเริ่มจากหัวคิ้ว (1)

ให้จุดที่สูงที่สุดของคิ้วอยู่บริเวณปลายตาดำ (2)

หางคิ้วจะต้องไม่ยาวเลยเส้นเฉียงที่พาดจากปีกจมูกมาจรดปรายตา (3)

หางคิ้วจะต้องไม่อยู่ต่ำกว่าหัวคิ้ว (4)

ดินสอเขียนขอบตา
ดินสอเขียนขอบตา มีคุณสมบัติช่วยเติมแต่งตาให้ดูคมเข้ม ดูโดดเด่นและสดใส ดินสอเขียนขอบตาที่ดีควรมีเนื้อนุ่ม สีพื้นฐานของดินสอเขียนขอบตาที่เราจะนิยมใช้ จะเป็นสีที่ดูธรรมชาติมากที่สุดเช่นเดียวกับดินสอเขียนคิ้ว แต่ดินสอเขียนขอบตาจะมีสีอื่นๆ ให้เลือกใช้มากกว่า ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสไตล์และเทคนิคการแต่งหน้า โอกาส และความต้องการของแต่ละคน

เทคนิคการใช้ดินสอเขียนขอบตา
หากดินสอเขียนขอบตาที่คุณใช้ มีเนื้อแข็งเกินไป ให้แตะปลายดินสอกับมอยส์เจอไรเซอร์ก่อนลงมือเขียน หรือหากเนื้อดินสอนิ่มเกินไป ให้แช่ดินสอไว้ในตู้เย็นสักพักก่อนใช้งาน ก็จะช่วยให้เนื้อดินสอแข็งขึ้น และเขียนง่ายขึ้นได้

เพื่อเพิ่มความคมชัดให้กับดวงตา เราควรเขียนให้ชิดขอบตามากที่สุดเพื่อความเป็นธรรมชาติและสีของดินสอต้องไม่เข้มมากจนเกินไป

อายแชโดว์
อายแชโดว์ คือเครื่องสำอางที่ช่วยสร้างสีสันบริเวณเปลือกตา
อายแชโดว์ มีให้เลือกใช้ด้วยกันหลายแบบ ทั้งแบบฝุ่น แบบเนื้อครีม แบบเนื้อด้าน และแบบอื่นๆ อีกมากมาย แล้วแต่ความพอใจของผู้ใช้ อายแชโดว์ที่ดี ควรมีเนื้อละเอียด บางเบา ไม่ทิ้งคราบเลอะเทอะไว้บนเปลือกตา

สีสันของอายแชโดว์ มีให้เลือกด้วยกันหลากหลายสี ตามแต่ความต้องการ โดยปกติ สีของอายแชโดว์ จะถูกเลือกใช้ให้เหมาะกับเสื้อผ้าที่สวมใส่ หรือในแต่ละโอกาส เช่น สีฟ้า สำหรับความสดใส ยามเดินชอปปิ้ง หรือไปทะเล สีทอง สำหรับชุดหรู ของงานราตรี เป็นต้น ในการแต่งหน้าแต่ละครั้ง เราควรมี อายแชโดว์ประมาณ 3 สี เพื่อทำให้ดวงตาดูมีมิติมากยิ่งขึ้น แต่ในบางโอกาส เราสามารถใช้เพียงสีเดียวได้
วิธีการลงอายแชโดว์ให้ได้ความสวยงาม
ในการระบายสีให้เปลือกตาในแต่ระครั้งเราควรมี อาย แชโดว์อย่างน้อย 3 สี เพื่อทำให้ตาดูมีมิติและความคมชัด
สีที่ 1 จะเป็นสีที่อ่อนที่สุด
สีที่ 2 สีที่ต้องการโชว์ และ
สีที่ 3 คือสีที่เข้มที่สุด



วิธีการทา

ระบายสีที่อ่อนที่สุดบริเวณโหนกคิ้ว

ระบายสีที่ 2 ให้ทั่วเปลือกตา

ระบายสีที่ 3 โดยเริ่มจากบริเวณชิดขอบตาบน แล้วจึงไล่ไปจนถึงรอยชั้นพับตา

หลังจากนั้นให้ใช้ดินสอเขียนขอบตา หรือสีฝุ่นน้ำตาลเข้มหรือดำก็ได้ ไล่ไปตามแนวเส้นขนตาเพื่อให้ได้ขอบตาที่คมชัด

ในการทาสีที่ 3 ถ้าเราทาให้เลยรอยพับตาขึ้นไปนิดหน่อยก็จะทำให้ตาดูโตมากยิ่งขึ้นและควรเกลี่ยให้เนียนไม่ให้เหลือคราบเอาไว้ก็จะทำให้ตาดูเป็นธรรมชาติมาก

มาสคาร่า

มาสคาร่า มีความสามารถพิเศษ ช่วยให้ขนตาดูดกดำ ยาวงอนเป็นระเบียบ ทำให้ดวงตาดูโต และเน้นให้ตาดูคมชัดขึ้น มาสคาร่ามีด้วยกันสองแบบ คือ แบบธรรมดา และแบบกันน้ำได้

วิธีเลือกมาสคาร่า:
การเลือกใช้มาสคาร่า ควรเลือกที่สีก่อน สีธรรมชาติของมาสคาร่าคือ คือสีดำ และสีน้ำตาล ส่วนสาวๆ ที่มีเทคนิคการแต่งหน้าพิเศษ อาจจะเลือกใช้สีมาสคาร่าสีอื่นๆ ได้ เช่นสีฟ้า สีเขียว สีม่วง เช่นเดียวกับสีของอายแชโดว์ที่ทา หรือสีของเสื้อผ้าที่ใส่เป็นต้น นอกจากสีของมาสคาร่าแล้ว ด้ามจับของมาสคาร่าก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ด้ามจับควรมีขนาดพอดี ไม่สั้น ไม่ยาวเกินไป เวลาใช้ควรให้ความรู้สึกถนัดมือมากที่สุด

วิธีทำความสะอาดมาสคาร่า:
การทำความสะอาดขนตาที่ถูกต้อง ควรทำความสะอาดด้วยการใช้อายเมคอัพรีมูฟเวอร์ (Eye Makeup Remover) เพื่อหลีกเลี่ยงความระคายเคืองของผิว และลบรอยมาสคาร่าได้อย่างหมดจด

ข้อควรระวังในการใช้มาสคาร่า:
ควรจับด้ามมาสคาร่าให้ถนัดมือ และควรปัดมาสคาร่าเพียงหนเดียว หากจำเป็นต้องปัดสองหน ควรรอให้หนแรกแห้งเสียก่อนถึงจะปัดซ้ำอีกครั้ง มิเช่นนั้น จะทำให้ขนตาเกาะกันเป็นก้อนได้

ดินสอเขียนขอบปาก
ดินสอเขียนขอบปาก คือเครื่องสำอางที่นอกจากจะช่วยให้คุณทาลิปสติกง่ายขึ้นแล้ว ยังช่วยเน้น หรือแก้ไขรูปปากที่เล็กหรือใหญ่ ให้ดูสวยขึ้นอีกด้วย

วิธีใช้ดินสอเขียนขอบปาก
ดินสอเขียนขอบปาก จะถูกใช้ก่อนทาลิปสติก โดยการเขียนรูปปากให้ได้รูปดังที่คุณต้องการ แล้วจึงทาลิปสติกตามรูปปากที่คุณวาดไว้

วิธีเลือกซื้อดินสอเขียนขอบปาก
ดินสอเขียนขอบปากที่ดี ควรมีเนื้อดินสอที่นุ่ม เขียนได้อย่างต่อเนื่อง สีที่เลือกใช้ ควรเป็นสีโทนเดียวหรือเข้มกว่าสีลิปสติกที่คุณจะใช้ด้วย

เพื่อเขียนรูปริมฝีปากให้สมบูรณ์แบบ เราควรเลือกสีของดินสอเขียนขอบปากให้ใกล้เคียงกับสีลิปสติกมากที่สุด เพื่อทำให้ริมฝีปากดูเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น

ลิปสติก
ลิปสติก คือ เครื่องสำอางชนิดแรกที่ผู้หญิงเราหรือใครๆ มักถึงนึก ลิปสติก สามารถช่วยเพิ่มสีสันบริเวณริมฝีปาก ให้ดูสดใส และยังบ่งบอกถึงความเป็นผู้หญิงอีกด้วย ปัจจุบัน ลิปสติกถูกออกแบบมาให้เราเลือกใช้มากมายหลายแบบ ทั้งแบบเนื้อครีมมันแวววาว แบบเนื้อด้าน และอีกหลายแบบมากมาย

วิธีเลือกซื้อลิปสติก
เวลาเลือกซื้อลิปสติก ควรลองทาจริงบนริมฝีปากของคุณ เพราะนอกจากทดสอบความเนียนละเอียดของเนื้อลิปสติกแล้ว สีสันของลิปสติกที่คุณเห็นตามเคาน์เตอร์นั้น จะไม่ใช่สีจริงที่คุณจะได้เห็นบนริมฝีปากของคุณจริง เฉพาะฉะนั้น เวลาทดลองสีลิปสติก คุณควรดูว่าสีสันที่ปรากฏนั้นเป็นที่พอใจหรือยัง นอกจากนี้ ควรทดลองดมกลิ่นของลิปสติกด้วยว่า เป็นกลิ่นที่คุณรับได้หรือไม่ เพราะลิปสติกแต่ละยี่ห้อ จะมีกลิ่นไม่เหมือนกัน คุณต้องมั่นใจว่า เมื่อทาลิปสติกลงบนริมฝีปากแล้ว จะไม่สร้างความรำคาญให้กับคุณ

สีของลิปสติก
ลิปสติก เป็นเครื่องสำอางที่มีสีสันให้เลือกมากที่สุด แต่โดยปกติแล้ว ผู้หญิงเราจะมีสีลิปสติกที่ถูกใจอยู่เพียงไม่กี่สี แล้วคุณรู้หรือไม่ว่า สีลิปสติกที่คุณมีอยู่แล้ว เมื่อนำมาผสมกัน จะกลายเป็นสีใหม่ที่คุณไม่จำเป็นต้องลงทุกซื้อเพิ่มเลยล่ะ
ขั้นตอนการทาลิปสติก
การเขียนขอบปากก่อนถือเป็นกุญแจสำคัญในการที่จะวาดรูปปากใหม่ให้สวยงาม



ให้เริ่มเขียนในบริเวณที่หนึ่งก่อน จากนั้นเขียนในจุดที่ 2 แล้วดูว่าเราเขียนรอยหยักของปากเท่ากันหรือเปล่า

หลังจากนั้นเริ่มเขียนบริเวณที่ 3

แล้วตามด้วยบริเวณที่ 4, 5, 6 และ7 โดยวิธีการเขียนควรเริ่มเขียนจากมุมปากเข้ามาเพื่อง่ายต่อการกำหนดรูปริมฝีปาก

ปัจจุบันนี้มีลิปสติกอยู่มากมายหลายชนิด แต่เราควรเลือกชนิดที่มี Moisture เพื่อปกป้องให้ริมฝีปากมีความชุ่มชื่นอยู่เสมอ และควรเลือกเฉดสีให้เหมาะสมกับ Eye shadow และ Brush on

ลิปกลอส

ลิปกลอส คือ เครื่องสำอางที่ช่วยเพิ่มประกายเงางามบนริมฝีปาก สามารถใช้ได้เลย หรือทาทับบนลิปสติกอีกครั้ง เพื่อเพิ่มความเงางามของริมฝีปาก หรือจะใช้ทาก่อนทาลิปสติกก็ได้ เพื่อช่วยบำรุงและเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับริมฝีปาก

ในการแต้มลิปกลอส ควรแต้มเฉพาะตรงกลางเท่านั้น เพราะถ้าเราแต้มทั่วริมฝีปาก จะทำให้ดูเยิ้ม และริมฝีปากจะแลดูหนาเกินไป

คุณสามารถใช้ลิปกลอสในวันธรรมดา หรือเวลาไหนก็ได้ เพราะลิปกลอส มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ริมฝีปาก และหลีกเลี่ยงผิวลอกของริมฝีปากในหน้าหนาวได้

ปัจจุบัน มีลิปกลอสหลายแบบให้เลือกใช้ ทั้งแบบธรรมดา ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น หรือแบบมีสีและกลิ่นในตัว ซึ่งก็แล้วแต่ความต้องการใช้ในแต่ละโอกาส

บลัชออน

บลัชออน คือเครื่องสำอางที่ช่วยเพิ่มสีสันบริเวณแก้ม และยังช่วยสร้างมิติของใบหน้าให้ดูเล็กลงหรือเรียวงามขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้ใบหน้าดูนวลเนียน ทำให้สีสันบนใบหน้าดูเด่นชัดขึ้น

บลัชออน มีให้เลือกใช้ด้วยกันหลายแบบ ทั้งแบบฝุ่น แบบเนื้อครีม แบบเนื้อเจล และแบบอื่นๆ อีกมากมาย แล้วแต่ความพอใจของผู้ใช้ หรือแม้แต่บลัชออนที่มีส่วนผสมของกลิ่นอาโรมาเธอราปี เดี๋ยวนี้ก็มีด้วย

สีสันของบลัชออน โดยธรรมชาติไม่นิยมใช้สีสันมากมายเหมือนกับอายแชโดว์ สีที่นิยมจะเป็นสีที่เพิ่มความธรรมให้กับใบหน้า หรือสีที่บ่งบอกถึงความมีสุขภาพของผิวที่ดี เช่น สีน้ำตาล สีชมพู เป็นต้น
การปัดแก้มเพื่อให้มีสุขภาพดี สามารถทำได้ตามภาพประกอบด้านล่าง
ขั้นตอนแรกให้ยิ้มในกระจกก่อน เราจะเห็นบริเวณโหนกแก้มสูงขึ้นมา ให้ปัดลงบริเวณนั้นแล้วไล้ออกไปทางขมับ

ตำแหน่งการปัดแก้มเราสามารถเช็คได้ดังต่อไปนี้
ลากเส้นตรงลงมาจากกึ่งกลางตาดำ (1)

ลากเส้นแนวนอนจากปีกจมูก (2)

ไม่ควรปัดแก้มล้ำเข้ามาในจุดที่ตัดกันของเส้นที่ 1 และเส้นที่ 2




 

Create Date : 03 สิงหาคม 2551    
Last Update : 24 กันยายน 2551 11:12:05 น.
Counter : 1100 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

กันต์นัทธ์
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 19 คน [?]




กันต์นัทธ์ แปลว่า ผูกพันด้วยความรัก


ค้นหาข้อมูลในบล็อกกันต์นัทธ์


แจกฟรี !! e-book

 โปรแกรมออกกำลังกายโดยแพทย์ 

 รวม ฟรี !! E-BOOK 

โปรแกรม Acrobat Reader 9
Acrobat Reader 9 Program
โปรแกรม Foxit READER
Foxit READER Program
โปรแกรมดูทีวีออนไลน์
TV and Radio online Program
โปรแกรมดูดวง
Mahamodo
โปรแกรมไล่ยุง
Antimosquito



counter free hit unique web
Friends' blogs
[Add กันต์นัทธ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.