Project ศัลยกรรมทำหน่มน้ม 6 : หลังผ่า วันที่ 3-7วัน (Emotional Crisis)

15 เมษายน - 20 เมษายน 2552

ตื่นนอนมาวันที่สาม แขนเราพอมีแรงมากขึ้น
ห้าวได้ถึงขั้นยกแลปทอปจากชั้นสองลงมาชั้นล่างได้
โดยที่รู้สึกว่าแผลตึงๆ อกตึงๆนิดนึงแต่พอทนได้ค่ะ

แต่พอยกลงมาแล้วนี่ต้องนั่งพักหายใจซักพักเลยอ่ะ เพราะว่ามันเหนื่อยมากๆ
เรื่องหายใจเราก็ยังหายใจได้ไม่สุดนะคะ หายใจได้สั้นๆ
หมดสิทธิ์ถอนหายใจไปเลย
เวลาหาวก็จะมาหาวหวอดๆทีเดียวไม่ได้ด้วยนะ- -''
มันใช้กล้ามเนื้อหน้าอกมากไป
ต้องค่อยๆสะสมการหาวทีละนิดๆกว่าจะหาวเสร็จทีนึง ลำบากขนาดนั้นเลย

ส่วนเรื่องลุกนั่ง วันที่สามเราพอจะเกร็งหน้าอกได้มากขึ้นมานิดนึง
ก็คือถ้านั่งเอนตัวพิงหมอนอยู่บนโซฟา เราอาศัยแรงดันจากคนอื่นแค่นิดหน่อย
ก็สามารถลุกขึ้นนั่งตรงๆได้แล้ว

นับว่าเป็นพัฒนาการเล็กๆที่เราแอบดีใจค่ะ^^'

แต่เรื่องการใส่เสื้อ ยังต้องพึ่งพาแม่ตลอดค่ะ
เสื้อที่ใส่ได้ก็ต้องเป็นเสื้อกระดุมหน้าเท่านั้นเพราะเรายังยกแขนเหนือหัวไม่ได้
ก็เลยต้องมีคนคอยใส่เสื้อให้ตลอด

แล้วก็วันที่สามนี่เป็นวันที่คุณหมออนุญาตให้ใส่sport braหลวมๆ
แทนการพันผ้าได้แล้ว แต่คุณหมอจะย้ำมากๆว่าต้องหลวมๆเท่านั้น
เพราะเราต้องการเนื้อที่ตรงฐานอกไว้สำหรับให้ซิลิโคนได้ไหลลงมาอีก

เราเองนึกภาพซิลิโคนมันไหลลงมาไม่ออกเลยอ่ะค่ะ
เพราะตอนนี้นมแข็งโป๊กมาก จับไปก็เจ็บ
เราไม่สามารถดันซิลิโคนให้ลงมาได้แน่นอนอ่ะ เลยทำได้แค่รอให้มันหายเจ็บ

อาการวันที่สามดูเหมือนจะดีขึ้น
แล้วเราก็ไปทานยาไทยที่แก้อักเสบชะงัดนักอย่างฟ้าทลายโจร
วันทีสามนี่จำได้ว่ากินเข้าไป16เม็ดแน่ะค่ะ-_-''
แม่เราบอกว่าเป็นdoseปกติของฟ้าทลายโจรอยู่แล้ว
มันจะทำให้อาการอักเสบใดๆก็ตามในร่างกายหายเร็วขึ้นมาก

เราก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่ามันได้ผลจริงป่าว

แต่เช้าวันที่สี่ เราลองแปรงฟันแรงขึ้น
ปรากฏว่าเราต้องพบกับความเจ็บรูปแบบใหม่ที่ยังตามหลอนเราจนทุกวันนี้
นั่นคือการปวดจี๊ดดดดดเป็นเส้นๆบนเต้านมด้านขวาค่ะ

ความรู้สึกที่ปวดนี่ ยังกะมีตัวอะไรไชอยู่ในนมเลยอ่ะ
มันปวดจี๊ดดขึ้นมาเป็นริ้วๆที่ด้านข้างของเต้านมด้านขวาไปจนถึงใต้รักแร้
ปวดซักพักเราก็ต้องขยับเนื้อตัว ขยับหลัง หรือหาที่นั่งพิงหลังทันที

บางทีมันก็จะหายไปในระยะเวลาสั้นๆ
แต่บางทีก็ปวดจี๊ดๆยาวนานจนเราเหงื่อซึมเลยอ่ะ ต้องนั่งเฉยๆ พูดก็พูดไม่ออก
เพราะมันปวดมากจริงๆ กินยาแก้ปวดก็ไม่หาย

พอวันที่สี่ช่วงบ่ายๆ เราเริ่มปวดจี๊ดๆแบบนี้เยอะจนทนไม่ไหว
ต้องโทรหาหมอพีว่ามันเป็นอะไรมากมั้ย
(จริงๆเราไม่ค่อยชอบโทรหาหมอพีเท่าไหร่อ่ะค่ะ^^'
รู้สึกว่าคุณหมอจะยุ่งๆตลอด เลยไม่ค่อยอยากโทรไปกวนท่านเท่าไหร่
แต่วันนั้นไม่ไหวแล้วจริงๆ)

คุณหมอเลยอธิบายว่า
มันเป็นอาการของปลายเส้นประสาทที่กำลังเชื่อมต่อกัน
หลังจากที่มันถูกตัดขาดไปในการผ่าตัดค่ะ
เราคิดว่าจริงๆมันเป็นสัญญาณที่ดีว่าร่างกายของเรามีการฟื้นตัวให้เห็น
แต่มันช่างเป็นการฟื้นตัวที่ทรมานเหลือเกินอ่ะT_T

ตั้งแต่วันที่สี่เป็นต้นมา เราต้องอดทนกับความปวดร้อนและเจ็บแปล๊บๆที่เต้านมด้านขวาตลอดเวลา เมื่อไหร่เรานั่งหลังตรงไม่พิงหมอน ไม่พิงเบาะ
มันจะเริ่มปวดขึ้นมาทันที เวลาทานข้าวก็คือจะยืดแขนขวาออกไปมากไม่ได้

ถ้าปวดแบบนี้ขึ้นมาเมื่อไหร่เราต้องหยุดทุกกิจกรรมทันทีอ่ะค่ะ
เพราะมันปวดจี๊ดๆมากเกินกว่าที่เราจะทำอะไรต่อได้
นอกจากนั่งหายใจถี่ๆ เหงื่อซึมๆ

อาการแบบนี้ไม่มีลดลงเลยตั้งแต่ช่วงวันที่สี่จนถึงวันตัดไหม คือวันที่เจ็ด
มีแต่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อกด้านซ้ายที่เคยปกติก็เริ่มเจ็บแปล๊บๆกะเค้าด้วย
ยิ่งหลังๆมานี้ ไม่ต้องรอให้แขนได้ใช้งาน แค่นั่งอยู่เฉยๆเราก็เจ็บนมได้ค่ะ

คิดในแง่ดี เส้นประสาทของเราก็คงพยายามทำงานเต็มที่
เพื่อให้ตัวเรากลับสู่สภาพปกติอ่ะเนอะ^^'

แต่แม้แต่ตัวเราเอง
ก็ไม่ได้รู้เลยว่าการที่ร่างกายต้องทนอยู่กับความเจ็บปวดติดต่อกันหลายๆวัน
มันมีผลกระทบกับทางจิตใจมากกว่าที่เราคิดไว้ขนาดนี้

เราเคยอ่านเจอว่าผู้หญิงที่ทำศัลยกรรมหน้าอกมีแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตายสูง
ทีแรกเราก็คิดว่าอาจจะเป็นเพราะความรู้สึกไม่พอใจกับผลที่ออกมา
หลังการทำศัยกรรมรึเปล่า หรืออาจจะเป็นพวกเสพย์ติดศัลยกรรมก็ได้มั้ง
ที่อาจจะรู้สึกว่าเท่าไหร่ก็ไม่พอ เลยต้องฆ่าตัวตาย

เอาเข้าจริงๆแล้ว มันไม่ใช่เลยค่ะ
เราไม่เคยกังวลว่านมใหม่ของเราจะออกมาสวยหรือไม่
คุณพี่ทั่นของเราก็ไม่เคยมาพูดให้เรารู้สึกว่าหน้าอกใหม่ของเราไม่สวย
เราค่อนข้างเชื่อมือคุณหมอมาก เลยไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย

แต่สุดท้าย เราก็คิดว่าเราอยากตายอ่ะ ...

เราใช้เวลาสิบวันที่บ้านนั่งเฉยๆ
หยิบจับทำอะไรได้นิดหน่อย ก็ต้องมาทนอยู่กับความเจ็บปวด
สุดท้ายก็กลับมานั่งเฉยๆอีก ปกติเราเคยเป็นคนทำอะไรเร็วๆ
ก็ต้องค่อยๆทำ ค่อยๆพูด ทำอะไรช้าๆ แล้วยังทนความปวด
ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ
แถมยังช่วยเหลือตัวเองไม่ค่อยได้ self-esteemมันก็ต่ำสิคะ
รู้สึกเหมือนตัวเองไร้ค่า ทั้งๆที่จริงๆวันๆนึงเราไม่เคยมานั่งคิดน้อยใจอะไรแบบนี้เลยนะ แต่อยู่ๆมันก็ซึมลงไปเอง เราคิดอยากตายขึ้นมาเฉยๆ

ขอบอกว่าเป็นความรู้สึกที่แย่มากเลยอ่ะ

ในความเจ็บปวด เรารู้สึกเหมือนทุกอย่างว่างเปล่า
ตัวเราก็ว่างเปล่า ไม่มีอะไรที่อยากจะทำ ไม่อยากพูด ไม่อยากหัวเราะ
ไม่อยากแม้แต่จะร้องไห้
เราคิดถึงขนาดที่ว่า เราจะอยู่ไปทำไมกันนะ
ไม่รู้สึกแคร์ใครทั้งสิ้นแม้แต่แม่หรือแฟนเราเองอ่ะ
เราจิตตกถึงขั้นแล้วจริงๆช่วงนั้น

คุณพี่ทั่นของเราตกใจและสงสารเรามากที่ต้องมาเป็นแบบนี้
เค้ารู้สึกผิดที่เหมือนเป็นคนบอกให้เราไปทำหน้าอก
เพราะเค้าเองก็ไม่คิดว่าร่างกายเราจะอ่อนแอขนาดนี้
เวลาเรานั่งไปกับพื้นแล้วแค่จะลุกขึ้นมา บางทีก็ปวดแปลบจนน้ำตาไหล
เค้าก็แทบจะร้องไห้ไปกับเราด้วยอยู่แล้วอ่ะค่ะ

แต่เราก็ไม่เคยโทษเค้าเลยนะ เพราะส่วนนึงมันก็เป็นความต้องการของเราเอง
ที่อยากจะมีหน้าอกสวยๆเหมือนผู้หญิงคนอื่นเค้า เราไม่โทษใครอ่ะ
ออกจะเข้าใจด้วยซ้ำว่ามันเป็นเรื่องปกติที่ต้องเจ็บ
คนที่เค้าไม่เจ็บก็คือเค้าอาจจะแข็งแรงกว่าเรา

อีกอย่างนึงคือเนื้อหน้าอกเดิมของเรามีน้อยมากอยู่แล้ว
อยู่ๆผิวหนังตรงนั้นก็ถูกทำให้ตึงเป๊ะด้วยซิลิโคนขนาด300cc
ทำให้เรารู้สึกเหมือนคนกล้ามเนื้อจะฉีกตลอดเวลาอ่ะค่ะ
ถ้านึกไม่ออกลองนึกถึงเวลาเราเส้นยึดๆแล้วพยายามก้มตัวแตะปลายเท้านะ
กล้ามเนื้อตรงหน้าแข้งมันจะเจ็บแปล๊บๆขึ้นมาเป็นริ้วๆเลย

แต่ตอนนี้มันเป็นที่หน้าอก และก็เป็นตลอดเวลา
มันถึงได้ทรมานขนาดนั้นเลยอ่ะค่ะ

วันแรกที่เราไปทำงานคือวันที่ 20
เรายังตึงหน้าอกอยู่มากๆ เวลาเดินนี่คือหลังค่อมไปเลย
เพราะยิ่งเดินอกผายไหล่ผึ่งมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งตึงนมมากเท่านั้น

ในที่ทำงานเราก็ไม่เป็นอันทำอะไรเพราะยืดแขนมากไม่ได้
พิมพ์อะไรก็ยังไม่ค่อยถนัด พูดมากก็ไม่ได้เพราะจะเหนื่อย
เดินนานก็ไม่ไหวเพราะปวดหลัง เรียกว่ากล้ามเนื้อตั้งแต่อกถึงหลัง
มันโดนดึงจนตึงไปหมด ต้องนั่งพิงเก้าอี้ตลอด

เราอิจฉาคนที่เค้าฟื้นตัวไวๆจริงๆนะ
อยากรู้เหมือนกันว่าเราต่างกะคนที่ฟื้นตัวเร็วๆตรงไหน
ไม่ค่อยได้กำลังกายรึเปล่า หรือว่าเนื้อหน้าอกเราน้อยกว่าใครเค้า
แต่เราก็ไม่รู้จะไปหาคำตอบที่ไหนอ่ะค่ะ

อาการซึมเศร้าของเราเป็นเยอะขึ้นเรื่อยๆ
เพราะเราไม่ค่อยได้พูดอะไรกับใคร
นอกจากเหตุผลที่ว่าพูดเยอะมันเหนื่อยแล้ว
กับที่ทำงานเราก็ไม่อยากบ่นมากด้วย
เราไม่รู้ว่าใครจะคิดยังไงที่เราเจ็บตัวเพราะทำศัลยกรรม

คนที่สงสารก็มี แต่เราก็เชื่อว่าคนที่คิดว่าเราหาเรื่องใส่ตัวก็คงมีอยู่มั่งอ่ะค่ะ
เราเลยไม่อยากพูดอยากบ่นอะไรมากมาย
แต่พี่ๆเพื่อนๆในแผนกทุกคนน่ารักมากอ่ะ เค้าช่วยเราทุกอย่าง ตั้งแต่เรื่องเล็กๆน้อยๆไปจนถึงขับรถมาส่งที่บ้านด้วย-_-''
เราก็ขอบคุณจนไม่รุ้จะขอบคุณยังไงไหว

แต่ก็พยายามจะทำอะไรด้วยตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้อ่ะนะคะ
เพราะยิ่งให้คนอื่นมาช่วยเหลือมากเท่าไหร่
เราก็ยิ่งรู้สึกเวทนาตัวเองมากขึ้นเท่านั้น

กว่าเราจะผ่านช่วงที่รู้สึกว่าอยากจะตายมาได้
ก็เป็นช่วงหลังวันตัดไหมไปแล้วสามสี่วัน
ซึ่งก็คือสองวันมานี้ที่เรามานั่งพิมพ์ทุกอย่างลงบล็อกอยู่นี่แหละค่ะ

พอเราเริ่มเหนื่อยน้อยลงจากการพูด เราก็ได้คุยกับคนอื่นๆมากขึ้น
ได้หัวเราะมากขึ้น มันก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นได้มากจริงๆ
ที่สำคัญ คุณพี่ทั่นของเราเข้าใจเรามากๆ
ที่เราหงุดหงิดใส่เค้า หรือ พูดน้อยลง ไม่ค่อยร่าเริงเหมือนเก่า
หรือไม่ค่อยอยากคุยกับเค้า
เค้าเข้าใจดีกว่าเป็นเพราะเราต้องทนกับความเจ็บปวดมาตลอด
ก็เลยไม่เคยว่าหรือโกรธเราเลย

ทำให้เราผ่านความรู้สึกที่อยากจะตายมาได้
ขอบคุณจริงๆค่ะ^_^

การได้เขียนความรู้สึกที่เราเป็นลงบล็อก ก็ช่วยเราได้มากเหมือนกัน
ยิ่งได้เห็นกำลังใจ เห็นว่ามีคนอ่านบล็อกเราแล้วรู้สึกว่ามันเป็นประโยชน์
เรายิ่งรู้สึกดีขึ้นจริงๆนะ

เด๋วบ่ายๆหรือเย็นๆ
เราจะมาเล่าเรื่องวันที่ไปตัดไหมที่นนทเวชให้ฟังแล้วกันนะคะ^^
ไม่ค่อยมีอะไรมากหรอก แต่อยากแชร์ อิอิ




 

Create Date : 26 เมษายน 2552   
Last Update : 26 เมษายน 2552 9:48:43 น.   
Counter : 11219 Pageviews.  


Project ศัลยกรรมทำหน่มน้ม 5 : หลังผ่า วันที่ 2

14 เมษายน 2552

วันแรกของการตื่นนอนตอนเช้าที่บ้านและเป็นวันที่สองหลังการผ่าตัด
เป็นการตื่นนอนที่ลำบากที่สุดในโลกและในชีวิตเรา
เพราะกล้ามเนื้อทั้งแขนทั้งหน้าอกบอบช้ำมากมายจากการผ่าตัด
มนุษย์ทำหน้าอกทุกคนจะไม่สามารถลุกขึ้นนั่งเองได้จากท่านอนราบ^^'

เราแอบอนาถตัวเองนิดๆอ่ะนะคะ
แม่กับน้าต้องมาคอยช่วยเอามือรองหลังเราแล้วดันให้เรานั่งได้
เวลาจะนอนก็ลำบากพอกันเพราะเราล้มตัวลงนอนเองก็ไม่ได้
ต้องใช้วิธีเดียวกับตอนนั่งเลย เรียกว่ากิจกรรมใดๆที่ต้องเกร็งช่วงอกนี่
ลืมไปได้เลย^^'

ซึ่งนั่นรวมไปถึงการไอ จามและหัวเราะด้วยค่ะ-_-''
ขอบอกว่าตอนกลางคืนเป็นอะไรที่ทรมานมากๆ
เพราะเราเองบางทีนอนกรน แล้วมันจะตื่นขึ้นมาไอ
เวลาเราไอ ช่วงหน้าอกมันจะเกร็งขึ้นมาเองทันที
ซึ่งเราหายใจไม่ออกอ่ะ ปวดและแน่นไปหมด

เราไม่กล้าไอเพราะรู้สึกได้ว่าอกมันต้องสะเทือนแน่ๆ
เราต้องค่อยๆไอ เสียงแอะๆอยู่คนเดียวตอนกลางคืน จนกว่าจะหายคันคอ
(น่าเวทนาตัวเองจริงๆT_T)
บางทีแม่ก็ตื่นมาถามว่าเป็นอะไรรึเปล่า
เราก็ตอบเสียงเหมือนคนใกล้ตายว่าจะไอ แล้วก็ทำอะไรไม่ได้ละ
จะลุกมากินน้ำก็ไม่อยากให้คนทั้งบ้านมาลำบากช่วยกันงัดเราขึ้นมา

ตอนตื่นนอน รู้สึกว่าเราพอจะแปรงฟันได้แบบง่อยๆหน่อย
แต่ยังยื่นมือออกไปรองน้ำเอามาล้างหน้าเองไม่ได้ค่ะ เพราะจะตึงแผล
แล้วจะรู้สึกว่าเหมือนมีอะไรรั้งๆ
เวลาอาบน้ำก็คือต้องให้แม่มาเช็ดตัวให้ แล้วก็เป็นวันแรก
ที่เราได้เห็นหน้าอกตัวเองที่อยู่ใต้ผ้ายืดที่คุณหมอพันไว้ให้ด้วย

อกดูบวมๆอ่ะค่ะ
แล้วก็เห็นรอยช้ำที่อกด้านซ้ายชัดเจนมาก
รอบๆขอบซิลิโคนเป็นรอยเข็มจิ้มไว้เป็นจุดๆๆ
สงสัยคุณหมอจะจิ้มเอาไว้เป็นมาร์คว่าขอบซิลิโคนควรจะอยู่ตรงไหนมั้ง

แม่เราแอบกลุ้มใจว่าทำไมอกมันดูบ๊วมบวม
เราเลยโทรไปถามหมอพีว่าเราจะประคบได้บ้างมั้ย เผื่อมันจะยุบลงบ้าง
หมอพีเค้าว่าให้ประคบเย็นไปก่อนก็พอได้อ่ะค่ะช่วงนี้ เพราะกล้ามเนื้อมันกำลังช้ำ
ดีว่าคุณพี่ทั่นของเราไปซื้อcool-hot gel padมาเตรียมไว้ให้ก่อนแล้ว เราก็เอาไปแช่ตู้เย็นเอาออกมาวางโปะไว้บนหน่มน้ม

นอกจากจะช่วยให้อาการบวมลดลงแล้วยังช่วยให้หายร้อนด้วยค่ะ
เพราะจำได้ว่าช่วงหยุดกลับมาบ้านตอนนั้นร้อนมากกกกกกกกก

อาการนอกเหนือจากความแน่นหน้าอกกับเจ็บๆเวลามีการสะเทือน
ในวันที่สองจะยังไม่มีอะไรมากค่ะ เป็นอาการขยับแขนไม่ได้ดั่งใจแค่นั้น
เพราะอกจะตึงๆ แล้วสก๊อตเทปที่รักแร้ก็ทำให้เราไม่แน่ใจด้วยว่า
เราขยับแขนได้แค่ไหน

วันๆคนป่วยหน่มน้มยักษ์อย่างเราก็ไม่เป็นอันทำอะไร
นอกจากพยายามค่อยๆลุกเดินไปหยิบคูลเจลมาโปะ
แล้วก็เดินเอากลับไปแช่ตู้เย็นใหม่
งานบ้านทำไม่ได้ นั่งๆไปก็หลับซะส่วนใหญ่ กินก็ไม่ค่อยได้มาก
น่าแปลกที่มันไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ค่ะ

ที่สำคัญเราไม่ค่อยถ่ายด้วยค่ะไม่ว่าจะถ่ายหนักหรือเบา
ก็แปลกดี เพราะจริงๆเรากินน้ำเยอะมากอยู่นะ เพราะต้องกินยา
แต่กลับไม่มีความรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำเท่าไหร่
ช่วงนั้นพุงโตเชียวค่ะ เพราะกินอะไรเข้าไปมันก็ไม่ออกมาเลย-_-''
นึกกลุ้มใจอยู่เหมือนกัน แต่ก็คิดว่ามันไม่ไหวมันก็มาเองนั่นแหละ

หน่มน้มก็เจ็บๆปวดๆ ไม่ค่อยอยากจะนึกอะไรให้มันวุ่นวาย^^'

วันที่สองของเราเลยไม่ค่อยมีอะไรมาก เพราะหมดไปกับการนอนซะเยอะ
หลังผ่าตัดร่างกายต้องการการพักผ่อนเยอะจริงๆนะ เราก็เพิ่งรู้
เพราะนอนได้นอนดี นั่งผึ่งลมแป๊บๆก็หลับอีกแล้ว

ปกติเราเป็นคนนอนดึกพอสมควร แต่ช่วงนี้สามทุ่มนิดๆก็สลบแล้ว^^'
ก่อนนอนก็ต้องมานั่งตั้งอยู่บนเตียงยังงั้นอ่ะค่ะ
รู้สึกว่ามีคืนนึงแม่จะลืมเอาเราเข้านอนด้วย
เราก็ตั้งอยู่ยังงั้นแหละ ส่วนแม่ก็ล้มตัวนอนเฉย-_-''

สุดท้ายเราเลยต้องบอกแม่ว่าแม่ลืมหนูแล้วอ่ะ นอนเฉยเลย- -''
แม่ก็ขำซะ แต่เราอ่ะเวทนาตัวเองลึกๆเลยแหละ

คนเคยทำอะไรได้ปุ๊บปั๊บๆ อยู่ๆก็ต้องมาค่อยๆเดิน ค่อยๆพูด
(ลืมบอกไปว่า อาการแน่นหน้าอกจะทำให้เราหายใจไม่ทันเวลาพูดค่ะ
เลยกลายเป็นว่าจากคนพูดมาก ต้องมานั่งสงบปากสงบคำซะงั้น
ไม่งั้นจะเหนื่อย)
หยิบจับอะไรก็ไม่ถนัด ยกแขนมากก็ไม่ได้ เราหงุดหงิดอยู่ลึกๆนะ

แต่อาการทางจิตยังไม่ออกมาเยอะค่ะ เพราะหลับเยอะกว่า^^'

เด๋วจะมาเล่าอาการของวันถัดมาพรุ่งนี้นะคะ วันนี้ง่วงแล้ววววว
ขอบคุณทุกๆคนที่ติดตามนะคะ
ถ้าอยากรู้อะไรก็ทิ้งคำถามไว้ได้นะคะ เรามาอ่านทุกวันค่ะ^^




 

Create Date : 25 เมษายน 2552   
Last Update : 25 เมษายน 2552 23:48:43 น.   
Counter : 4079 Pageviews.  


Project ศัลยกรรมทำหน่มน้ม 4 : หลังผ่า วันที่ 1

13 เมษายน 2552

เวลาประมาณตีสอง เราตื่นจากการผ่าตัดในห้องของตัวเอง
หลังจากที่สลึมสลือตื่นขึ้นมานิดนึงตอนที่เค้าย้ายตัวเรา
จากเตียงรถเข็นมาเตียงพักฟื้น

โชคดีที่ตัวเบา ตอนย้ายเลยไม่ยาก ทำให้เราไม่ได้เจ็บไปกว่าเดิมมาก
ซึ่งขอบอกว่าจริงๆแล้ว ตอนที่รู้สึกตัวตื่นเราเจ็บมากกกกกกกกกกกกอ่ะค่ะ

หน้าอกมันแน่นมากกกกกกกก
เราหายใจไม่ออก แถมยังรู้สึกหนักบนอกเหมือนมีรถมาทับจริงๆด้วยอ่ะT_T
ที่มันแน่นอแบบนั้นเป็นเพราะคุณหมอพันผ้ายืดไว้แน่นมาก
เพื่อป้องกันซิลิโคนเคลื่อน และที่มันหนัก็เพราะมันหนักนั่นแหละค่ะ

ร่างกายของเราไม่คุ้นเคยกับน้ำหนักของหน้าอกมากขนาดนี้มาก่อน
เราถึงรู้สึกว่ามันหนักมาก หายใจไม่ได้
พอตื่นขึ้นมาแล้วเราเลยรู้สึกว่าไม่อยากตื่นอ่ะ
ขอนอนต่อเถอะ ขยับตัวก็ไม่ได้เลย
แถมที่ใต้รักแร้ทั้งสองข้างคุณหมอสอดท่อเดรนค้างไว้เพื่อระบายเลือด
(ที่ปลายท่อเดรนจะเป็นแกลลอนพลาสติกอันเล็กๆ
มีระดับปริมาณไว้บอกว่าเลือดเราออกเยอะน้อยแค่ไหน
เวลาลุกเดินก็ต้องเดินถือไอ้แกลลอนจิ๋วนี่ตามไปด้วย)

มันยิ่งทำให้เราขยับแขนไม่สะดวก เรียกว่าทั้งเจ็บทั้งแน่นทั้งปวด
ทั้งอึดอัดไปหมด
สำหรับเรา บอกได้แค่ว่ามันทรมานมากค่ะ-_-''

นางพยาบาลจะมาปลุกให้เรากินยาแก้ปวดกับยาแก้อักเสบเป็นพักๆ
ซึ่งเรารู้สึกว่ามันไม่เห็นจะช่วยอะไรเลยอ่ะ
ความทรมานมีอยู่ตลอดทุกครั้งที่รู้สึกตัวตื่น

และที่แย่ที่สุดก็คือ เราแพ้ยาสลบค่ะ
เราตื่นมาอาเจียนเกือบจะทุกๆสองสามชั่วโมง
แย่กว่านั้นคือ เราไม่สารถลุกขึ้นมาอ้วกได้ แล้วเราเรียกแม่ไม่ทัน
เพราะหายใจไม่สะดวก เราเลยทำได้แค่หันหน้าไปข้างๆ
แล้วอาเจียนออกมาเลอะผมเลอะหมอนแล้วก็เตียงหมดเลยอ่ะT_T

หลังๆเค้าเลยเอาที่รองอาเจียนมาไว้ในมือเราเลย
เรียกว่าถาจะอาเจียนก็หันหน้าไปอาเจียนใส่ที่รองได้ทันที
เราแปลกใจว่าตกลงเค้าไม่ได้ฉีดยากันอาเจียนให้เราหรือไงนะ
แต่อารมณ์นั้น คือ ช่างแม่ง อ่ะค่ะ-_-''

เราไม่มีแรงไปถามอะไรใครเลย ยอมรับสภาพอย่างเดียว
รู้สึกว่าตั้งแต่คืนวันผ่าตัดจนถึงวันที่13 เมษา เราอาเจียนไปเกือบ7รอบได้
โดยที่ไม่ได้กินอะไรเลย ตอนเช้าวันรุ่งขึ้นมีอาหารมาให้
แม่ก็บอกว่าอร่อยดีด้วยนะ
แต่แค่ได้กลิ่นเราก็จะอ้วกแล้วอ่ะ

แล้วก็จะมีนางพยาบาลมาช่วยกันเปลี่ยนเสื้อผ้า เช็ดตัวให้2-3หน
เค้าก็ต้องเช็ดอาเจียนที่เลอะที่ผมเราออกให้ด้วย
เหอๆ ก็ไม่ยอมฉีดยากันคลื่นไส้ให้เองนี่นา ช่วยไม่ได้-_-''

เวลาลุกนั่งก็ต้องใช้วิธีปรับเตียงให้ตั้งขึ้น
แต่ก็นั่งได้แป๊บเดียวเพราะเวียนหัว
นางพยาบาลกะเช้าบอกห้ามไม่ให้เราลุกเดิน เพราะจะเวียนหัว
แต่ใจเรอายากลุกแล้วมากๆ เพราะนอนนานติดต่อกันเป็นสิบๆชั่วโมง
เจ็บก้นไปหมดแล้วอ่ะค่ะ-_-''

กว่าเราจะได้ลุกออกจากเตียงก็คือเป็นตอนสี่โมงเย็นของวันที่13
หลังจากลองลุกมานั่งแล้วอาเจียนไปอีกหน แต่ก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นมาก

พี่พยาบาลคนที่น่ารักที่โกนขนรักแร้ให้เราตอนเปลี่ยนชุดนั่นล่ะค่ะ
เป็นคนพาเราลุกเดิน แถมยังใจดีพาไปเข้าห้องน้ำ ทำความสะอาดให้ด้วย
ต้องขอบคุณมากๆจริงๆ

ความรู้สึกตอนนั้นกับหน้าอกอันใหม่ของเราคือ หนักอ่ะ
ถ่วงซะจนแน่นไปหมด แล้วยังรู้สึกว่าช่วงอกตึงแข็งมากๆ
ลองมองดูในกระจก เห็นหน้าอกดันขึ้นมาเกือบถึงไหปลาร้าแน่ะ^^'
ยังกะนมน้องเป้ยเวลาดันกันสุดๆอะไรแบบนั้นเลย

วันนั้นเราได้เจอคุณหมอตอน5โมงกว่าๆค่ะ
คุณหมอมาแป๊บเดียวเพื่อดูอาการทั่วไปกับดูแผลแล้วก็เอาเดรนออก
ตอนเอาเดรนออกก็ไม่เจ็บมาก แค่แสบๆนิดเดียว
คุณหมอมือเบาจริงๆแหละค่ะ
แล้วก็บอกว่ายิ้มแย้มแจ่มใสดีแบบนี้ก็กลับบ้านได้
แผลก็ไม่มีอะไรน่าห่วง

ก่อนจะเอาพลาสเตอร์แบบกันน้ำมาแปะตรงรักแร้เอาไว้ไม่ให้น้ำเข้า
พร้อมกับกำชับว่าอย่าให้โดนน้ำนะ เช็ดตัวอย่างเดียวเลย จนกว่าจะถึงวันตัดไหม
ซึ่งคุณหมอนัดวันอังคารที่ 21 หรือ1อาทิตย์หลังจากนั้น

วันนั้นเราก็กลับบ้านไปแบบอึนๆอ่ะ เพราะยังมึนๆกับยาสลบอยู่เลย
วิบากกรรมของคุณแม่เราก็เริ่มตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

เดี๋ยวจะแวะมาอัพเดทต่อของอาการวันถัดๆมาค่ะ^^




 

Create Date : 25 เมษายน 2552   
Last Update : 25 เมษายน 2552 17:12:12 น.   
Counter : 4406 Pageviews.  


Project ศัลยกรรมทำหน่มน้ม 3 : วันผ่าจริง

12 เมษายน 2552

วันนี้ตื่นแต่เช้าค่ะ
พาแม่ไปตลาด และจริงๆตั้งใจว่าจะตื่นมากินให้หนำ
ก่อนที่จะอดอยากตอนบ่ายสอง แต่เอาเข้าจริงๆ
เรากินข้าวเช้าไปได้จานเดียวก็รู้สึกเหมือนกินอะไรไม่ลงแล้วอ่ะ-_-''

หและสุดท้ายก็หยุดกินทุกอย่างรวมทั้งน้ำด้วย ไปตั้งแต่บ่ายโมงครึ่ง
หลังจากนั้นเราก็เป็นบ้าบอ ลุกขึ้นมาเก็บกวาดห้อง ขัดห้องน้ำ เปลี่ยนผ้าปูที่นอน
ถูพื้น เก็บตู้เสื้อผ้าสารพัด
ตอนนั้นรู้สึกว่าต้องรีบทำซะ ก่อนที่จะไม่ได้ทำไปอีกนาน
เผื่อว่าสลบแล้วไม่ตื่นด้วย 5555

พอสี่โมงกว่าก็ออกจากบ้านค่ะ
ไปไหว้ศาลหลักเมืองขอพรเล็กน้อย
่ก่อนจะขับรถไปหลงไป-_-''

กว่าจะถึงที่โรงพยาบาลก็หกโมงสิบนาที
ทั้งๆที่ถ้าไม่ได้หลงคงถึงตั้งแต่5โมงนิดๆแล้วอ่ะ
นี่แหละเราล่ะ ขับรถไปไหนต้องหลงซักนิดพอเป็นพิธี-_-''

พอไปถึง พี่พยาบาลด้านล่างก็รออยู่แล้ว
เอาเราไปชั่งน้ำหนัก วันนั้นชั่งได้ 39.5กิโลค่ะ
เพราะก่อนผ่าตัดเรากลัวว่าจะบวมน้ำเกลือ กลัวว่าซิลิโคนจะทำให้น้ำหนักเราขึ้น
เราเลยลดๆๆๆๆๆ ยิ่งวันนี้ไม่ได้กินอะไรเข้าไปเท่าไหร่
น้ำหนักเลยลงจนเกือบเท่าตอนม.ปลายแน่ะ 5555

(เราสูง150นิดๆเท่านั้นเองค่ะ แต่หนัก39นี่ก็เกือบแห้งแล้วแหละ
แขนขาเป็นเส้นๆเชียว-_-'')

แล้วก็มีบุรุษพยาบาลเอารถเข็นมาให้เรานั่งขึ้นไปที่ชั้นสี่
เราอยู่ห้อง411^^ ห้องที่โรงพยาบาลได้เป็นห้องเดี่ยว
Super Deluxeหรือไงนี่อ่ะค่ะ
ห้องค่อนข้างกว้างขวาง วิ่งเล่นสะดวกเชียว-_-''

วันนั้นเราขอให้น้ามาอยู่เป็นเพื่อนแม่
เพราะเราจะหายไปจากห้องนานพอสมควรช่วงผ่าตัด กลัวแม่จะเหงาค่ะ
เราสามารถขอเตียงเสริมได้ คืนละ 150บาทต่อ1เตียง

ห้องนั้นน่าจะวางเตียงเสริมได้อีกซัก3-4อันเลยแหละเราว่านะ- -''

หลังจากเข้าห้องมาแล้ว เราก็ต้องถอดให้หมด แหวน นาฬิกา สร้อย
เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเตรียมเข้าผ่าตัด
จะมีพี่พยาบาลคนนึงน่ารักมากๆ จะมีอายุนิดนึงนะคะ
เค้ามาช่วยเราเปลี่ยนเสื้อ แล้วช่วยโกนขนรักแร้ออกจนเกลี้ยงเลย
ทั้งๆที่จริงๆเราก็โกนมาบ้างแล้วนะ
พี่เค้าบอกว่าเวลามีแผลจะได้ทำความสะอาดง่ายๆ

แล้วซักพักก็มีพยาบาลเข้ามาเจาะเลือดกับให้น้ำเกลือค่ะ ฮือๆT_T
เรากลัวเจ็บมากเลยแหละ เพราะเข็มยาวมากๆ แถมดูอ้วนๆด้วยT_T
แต่เราก็นึกถึงแมวที่บ้าน เพราะเมื่ออาทิตย์ก่อนมันไม่สบาย
มันก็โดนเจาะให้น้ำเกลือเหมือนกัน มันยังไม่ร้องซักแอะ

เราจะร้องได้ไง ใช่มะ-_-''

แต่จริงๆตอนที่เค้าเจาะเข็มลงไปในเส้นเลือดหลังมือ มันปวดๆค่ะ
ปวดหนึบๆ เราก็หันมาดูพี่พยาบาลเค้ากำลังดึงๆsyringeเพื่อสูบเลือดออก
แต่รู้สึกว่าเลือดมันจะไม่ออกมาอ่ะ

ยังไงไม่รู้ เค้าต้องเอาเข็มออกเพื่อไปหาเส้นเลือดเส้นอื่น เจาะใหม่
กรี๊ดดดดดดดดT___T

เราก็ต้องทนปวดแปล๊บบบอีกรอบที่เส้นเลือดข้างๆกัน
และพี่เค้าเปลี่ยนเข็มให้เล็กลงเพราะเราบอกว่ามันปวด
ก็ยังปวดอยู่แม้จะไม่มากเท่าเดิม

แต่เส้นเลือดเจ้ากรรมก็ไม่รู้อะไรนักหนา
เค้าบอกว่าเจอเส้นล้วนะ แต่เลือดมันไม่ออกมา ไม่รู้ทำไม
ก่อนจะตีมือเราเพียะๆๆ เพื่อให้เส้นเลือดมันขึ้น
แต่ก็ยังไม่สำเร็จอีก (ส่วนอิชั้นหน้าซีดแล้วค่ะ จะเป็นลม-_-'')

พี่พยาบาลเค้าว่า เดี๋ยวต้องให้พี่อีกคนมาทำแล้วล่ะ
เค้าก็ขอโทษเราใหญ่เลยนะ ที่ทำให้เจ็บแล้วยังสอดเข็มเข้าไปไม่ได้อีก
ว่าแล้วก็ดึงเข็มออก
เลือดมันก็ไหลปุดๆออกมาหยดลงเตียงไปเลย กรี๊ด โหดมากT_T

กลายเป็นว่าเราโดนเข็มเจาะสามหน
หนที่สามที่สำเร็จ มีพี่พยาบาลที่ดูก็รู้ว่าเป็นsenior
เค้ามาเลือกเส้นเลือดตรงใกล้ๆนิ้วโป้งซ้ายของเรา

คนนี้เจาะเร็วมากค่ะ ยังไม่ทันได้ปวดเลยเข็มก็เข้าไปแล้ว
แต่ที่โหดคือ เค้าพยายามเอาsyringeมาดูดเืลือดเราไปตรวจ
แต่มันดูดไม่ค่อยออก
เค้าเลยบิดเข็มให้กรวยเล็กๆที่ครอบเข็มอยู่เทลงด้านล่าง แล้วบอกให้เรากำมือ
เลือดมันก็เลยหยด แหมะๆๆๆ ไหลลงหลอดที่เค้าเอามารองเตรียมไว้

ตอนนั้นบอกอาการไม่ถูกเลยอ่ะ-_-''
มันดูโหดมาก เพราะเข็มเส้นยาว เราเห็นมันเป็นเส้นๆอยู่ตรงข้อมือเรานี่เองอ่ะ
เหมือนถ้าขยับแรงๆมันคงทะลุเนื้อออกมาได้ยังงั้นเลย-_-''

แต่ปกติแล้ว คนทั่วไปเคาคงไม่โดนอะไรโหดงี้หรอกมั้งคะ
เราซวยเองที่เลือดมันไม่ค่อยจะอยากจะออกจากตัว

พอเสร็จสิ้นขั้นตอนการเอาเลือดไป เค้าก็มาแปะผ้าแปะสก็อตเทปที่เข็ม
ก่อนจะเอาสายน้ำเกลือมาต่อให้ ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นพอสมควร
เพราะไม่รู้สึกหิวเหมือนจะเป็นลมแล้ว
ที่เหลือก็คือนั่งรอเวลาค่ะ ประมาณทุ่มครึ่งจะมีเตียงมารับเราไปOR
ซึ่งก็ค่อนข้างตรงเวลาเลยล่ะค่ะ

แม่กะน้าเราก็บอกขอให้โชคดีเจ็บน้อยๆ สวยๆสมใจนะ
เราก็บ๊ายบายขึ้นเตียงไปล่ะ อิอิ

ไปถึงที่หน้าห้องผ่าตัด เราต้องไปนอนเฉยๆ แว่นก็ไม่ได้ใส่
นอนตาบอดตาใสรอหมอพีซึ่งยังเดินทางมาไม่ถึง
จำไม่ได้ว่ารอนานเท่าไหร่เพราะตาก็มองไม่เห็นนาฬิกาอีก
(สายตาเราสั้นเยอะค่ะ-_-'')

คิดว่าน่าจะใกล้ๆสองทุ่มมั้ง คุณหมอพีสุดหล่อก็มาถึงเพื่อมาวาดแบบ
เค้าก็จะเอาปากกาpermanentมาวาดเป็นรูปนมบนหน้าอกเรา
แล้วคุณหมอก็ได้กลุ้มใจอีกรอบเพราะเค้าไม่มั่นใจว่า
ฐานหน้าอกเรานี่มันยังไงกันแน่นะ-*-

คุณหมออกอาการลังเลเลยแหละ ว่าจะเอายังไงดีนะ
เราก็บอกคุณหมอว่า หนูไม่มีไซส์ที่อยากได้อ่ะค่ะ
เอาเป็นว่าให้คุณหมอเลือกให้ก็แล้วกัน ให้มันพอดีตัวก็โอเคแล้ว

คุณหมอเลยบอกว่างั้น เด๋วขอหมอผ่าดูก่อนนะ
แล้วจะได้รู้ว่าต้องใส่สองข้างไม่เท่ากันมั้ย
ถ้าไม่เท่า ข้างนึงจะเป็น275cc อีกข้างก็300-325cc
แต่ถ้าเท่ากัน หมอใส่300ccทั้งคู่เลยนะ เอาให้เต็มคัพซีก็แล้วกัน จะได้สวยๆ^^

เราก็ว่าไงว่าตามกันค่ะ จากเอไม่เต็มคัพมาเป็นคัพซี
แค่นั้นก็หรูแล้วสำหรับคนตัวเท่าหอยเม่นอย่างเรา-_-''

และแล้วเราก็ถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัด แต่ด้วยความที่สายตาสั้น
เลยมองไม่เห็นเยอะว่าในห้องเป็นยังไงบ้าง
รู้ต่ว่ามีดวงไฟอันโตๆอยู่บนหัว ผนังห้องขาวๆ
แล้วก็มีคนมายกตัวเราย้ายลงเตียงผ่าตัด
(เค้าแซวกันว่าตัวเบามาก จนพี่ผู้ช่วยหมอต้องถามว่านี่หนักเท่าไหร่เนี่ยด้วย-_-'')

ติดที่วัดชีพจรที่นิ้วชี้ด้ายซ้าย
เอาอะไรไม่รู้หนักๆมาวางไว้บนหน้าแข้งด้านซ้าย
มีนางพยาบาลมาถอดเสื้อออกให้ (โป๊แล้ว><) เอาผ้ามาคลุมให้
แล้วก็เอาแขนเราไปล็อคไว้กับที่วางแขน แต่ล็อคไม่แน่นอะไรอ่ะค่ะ
ไม่ได้รู้สึกอึดอัดอะไรทั้งสิ้น

หลังจากนั้นคุณหมอวิสัญญีก็มาเอาขวดน้ำเกลือออก
(ปบ้วน่าจะเอายานอนหลับใส่เข้าไปทางเข็มที่เจาะน้ำเกลือแทนอ่ะค่ะ)
แล้วก็เอาฝาครอบมาให้ครอบหน้าเรา
เค้าบอกว่านี่คืออ๊อกซิเจนนะ หายใจเข้าไปลึกๆเยอะๆเลย

นี่อ๊อกซิเจนจากถังนะ ไม่ใช่อ๊อกซิเจนกระป๋อง
แล้วก็หัวเราะ สิ่งสุดท้ายที่เราได้ยินคือ เค้าคุยเล่นกันว่าที่ญี่ปุ่นมีอ๊อกซิเจนกระป๋องขายด้วยนะ แล้วหลังจากนั้นโลกก็มืดไปเลยค่ะ-_-''

เราไม่รู้สึกไม่รู้เรื่องอะไรละ
แต่เหมือนเราไม่รู้ตัวว่าหลับไปแล้วอ่ัะ
เหมือนเรายังมีสติ ในความมืดเห็นอะไรวูบวาบๆไปหมด
(ก่อนเข้าห้องผ่าตัดเราดันนั่งดูทีวีตอนที่ม๊อบเสื้อแดงทุบรถนายกพอดีอีก
ตอนสลบไปเราเลยเหมือนฝันร้ายว่ามีพวกเสื้อแดงมารุมๆเลยอ่ะ บ้าที่สุด-*-)

แล้วในความรู้สึกที่เหมือนมันเพิ่งผ่านไปแป๊บเดียวเองอ่ะค่ะ
เราได้ยินเสียงนางพยาบาลบอกกับเราว่า
คุณคะ การผ่าตัดเสร็จเรียบร้อยแล้วนะคะ พยักหน้าได้มั้ย ได้ยินรึเปล่า

เราก็สลึมสลือ หัวหมุนไปหมด พยักหน้าตอบเค้าว่า ค่ะ ดีจัง-_-''

ก่อนจะหลับไปอีกรอบ..
โดยที่ไม่รู้หรอกว่านรกรออยู่ข้างหน้าในอีกไม่กี่ชั่วโมงนี้แล้ว กรี๊ดดด-_-''




 

Create Date : 25 เมษายน 2552   
Last Update : 25 เมษายน 2552 15:56:29 น.   
Counter : 3090 Pageviews.  


Project ศัลยกรรมทำหน่มน้ม 2 : 2 วันก่อนผ่า

10 เมษายน 2552

สองวันก่อนถึงวันผ่าตัด
มีพี่พยาบาลโทรมาจากโรงพยาบาลกรุงสยามเซนต์คาลอส
เพื่อสอบถามประวัติเรา แล้วก็อธิบายขั้นตอนต่างๆให้เรารู้ล่วงหน้า
ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง

ตอนนั้นตื่นเต้นแล้วล่ะค่ะ
เราไม่ค่อยห่วงเรื่องนมจะสวยหรือไม่สวย
เพราะค่อนข้างมั่นใจในรสนิยมและฝีมือคุณหมอ
ชนิดที่ไม่เคยรีเควสต์อะไรเลย ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคุณหมอเลือกให้หมด
ที่ตื่นเต้น เป็นเพราะเรากลัวเจ็บอ่ะ-_-''

เท่าที่ลองหาอ่านดู คนที่ทำก็จะมีทั้งแบบที่บอกว่าทำแล้วเฉยๆอ่ะ
10วันไปเต้นแอโรบิคได้แล้ว กับอีกแบบก็เจ็บเหมือนอย่างที่เค้าว่ากัน
คือเหมือนโดนรถบรรทุกทับ
แล้วเราจะเป็นแบบไหนก็ไม่รู้ ก็เลยกลัวเรื่องนี้มากหน่อย-_-''

พี่พยาบาลที่โทรมาน่ารักดีค่ะ พูดจาดี
ตอบข้อสงสัยแบบไม่มีน้ำเสียงหงุดหงิดรำคาญ
ละด้วยความที่ตอนเราไปเจอหมอพี เราไม่ค่อยได้ถามอะไรมาก
เพราะดูเหมือนคุณหมอจะรีบๆตลอด
เลยไปถามกับพี่พยาบาลคนที่โทรมาแทน

เค้าก็ถามประวัติชื่อจริงชื่อเล่น ประวัติการผ่าตัดและแพ้ยา
เราก็บอกว่าเราเคยโดนฉีดยานอนหลับตอนผ่าตัดครั้งนึง
แล้วตื่นมาแล้วอาเจียน2ครั้งนะ ไม่รู้เรียกว่าแพ้รึเปล่า

พี่พยาบาลเลยบอกว่าจะเน้นเรื่องนี้กับหมอวิสัญญีให้
ว่าคนไข้มีอาการแพ้ยาสลบ
อาจจะให้ฉีดยากันคลื่นไส้อาเจียนตามไปด้วย

ส่วนขั้นตอนการผ่าตัด พี่เค้าบอกว่า
เริ่มแรกก็ต้องงดอาหาร6ชั่วโมงก่อนผ่าตัด
เรานัดผ่าตอน2ทุ่ม
ก็เรียกว่าตั้งแต่บ่าย2เป็นต้นไปห้ามเอาอะไรเข้าปากเด็ดขาด
เพราะจะทำให้สำลักได้ตอนที่สลบไปแล้ว

ถามด้วยว่าใส่คอนแทคเลนส์มั้ย มีแว่นรึเปล่า สายตาสั้นเท่าไหร่
ให้เราเอาแว่นเตรียมไปด้วย เพราะขณะวางยาสลบตาเราจะแห้ง
คอนแทคจะบาดกระจกตาได้ เพราะงั้นให้ใส่แว่นไปจะดีกว่า

แล้วให้ไปถึงที่โรงพยาบาลตอน6โมงเย็นเพื่อเตรียมให้น้ำเกลือ
และเจาะเลือดไปตรวจความเข้มข้นของเลือด
(ถึงตอนนี้เราเริ่มซีด เพราะเกิดมายังไม่เคยโดนให้น้ำเกลือและเจาะเลือดเลย
มันจะเจ็บมั้ยนั่น-_-'')

และประมาณทุ่มครึ่งก็จะให้ไปที่ห้องORหรือก็คือห้องผ่าตัด
เพื่อให้คุณหมอวาดแบบที่หน้าอก
จากนั้นเค้าจะติดเครื่องมือตรวจวัดโน่นนี่ๆตามตัวเราเยอะแยะเลย
แล้วคุณหมอวิสัญญีจะให้ยานอนหลับทางสายน้ำเกลือก่อนจะให้ดมยาสลบ

(อันนี้ผิดจากที่เราเข้าใจเอาเองมาตลอดเลย
เพราะเรานึกว่าเค้าจะเอาหน้ากากมาครอบเราให้เราสลบ
แต่กลายเป็นว่าจริงๆสลบไปก่อนเพราะยานอนหลับแล้วค่อยให้ดม)

การผ่าตัดจะใช้เวลาประมาณ1ชั่วโมง
โดยที่คุณหมอจะกรีดแผลเล็กๆที่ใต้รักแร้แผลยาวประมาณหนึ่งนิ้ว
แล้วก็จะใส่ซิลิโคนเข้าไปทางนั้น

หลังผ่าตัดเสร็จ
เค้าจะย้ายเราไปที่ห้องไอซียูเพื่อดูอาการว่าไม่มีอะไรแทรกซ้อน
พี่พยาบาลบอกด้วยว่าหลังผ่าตัดเสร็จเราจะฟื้น
แล้วคุณหมอบอกให้ทำอะไรก็ทำนะคะ อย่างเช่นให้หายใจลึกๆ อะไรแบบนี้
เพื่อจะได้รู้ว่าเราฟื้นแล้วตามกำหนดจริงๆ

เราก็อืมๆๆๆ

หลังจากอยู่ในไอซียูประมาณ2ชั่วโมง
เค้าถึงจะให้เราย้ายไปในห้องพักฟื้นได้

เราก็นั่งฟังแบบหน้าเซียวๆหน่อย-_-''
เพราะกลัวเหลือเกินว่ามันจะเจ็บอ่ะ แผลแค่นิ้วเดียว
แต่ยัดซิลิโคน300CCเข้าไปเนี่ยนะ

แต่ถึงตอนนั้นก็พยายามไม่คิดอะไรมากแล้วอ่ะค่ะ
ทำไรไม่ได้แล้วนอกจากทำใจ 5555

ช่วงอาทิตย์-2อาทิตย์ก่อนผ่าเราก็ไปเอาดัมเบลอันเล็กๆมายกๆขึ้นลงๆ
เผื่อว่ากล้ามเนื้อที่อกและแขนจะแข็งแรงขึ้นมั่ง
เพราะปกติเราเป็นคนไม่ค่อยออกกำลังกาย-_-''
และเป็นคนเส้นแข็งด้วย แบบว่าก้มตัวเอามือแตะปลายเท้าไม่ถึงอ่ะค่ะ
ป้าเส้นแข็งทั้งตัว-_-''

ก็เลยทำเท่าที่จะทำได้แค่นั้น

ก่อนวางสายเราก็ถามพี่พยาบาลว่า เราจะทำทรงไหนถึงจะดีก็ไม่รู้
เพราะซิลิโคนมีหลายทรงแถมมี2ยี่ห้อ
คุยกันไปมา พี่เค้าก็ตอบเหมือนที่ใจเราคิด
ว่าปล่อยให้เป็นหน้าที่หมอพีเลือกก็ได้นะคะ
เพราะคุณหมอจะรู้ว่ารูปร่างแบบไหน ฐานหน้าอกแบบไหน
ควรจะใช้ซิลิโคนขนาดเท่าใดและทรงใด
แล้วคนไข้ของหมอพีที่ผ่านๆมาก็พอใจกับผลงานคุณหมอทั้งนั้น

เราเลยยิ่งไม่ห่วงเรื่องนี้เข้าไปใหญ่^^

ตอนนี้ห่วงอย่างเดียวคือ กลัวเจ็บค่ะ-_-''

เด๋วมาต่อของวันผ่าตอนต่อไปค่ะ...




 

Create Date : 25 เมษายน 2552   
Last Update : 25 เมษายน 2552 15:55:52 น.   
Counter : 3112 Pageviews.  


1  2  3  

pAmp@m
 
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 14 คน [?]




[Add pAmp@m's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com