การรู้จักจิตผิดๆ ทำให้การศึกษาพระพุทธศาสนาผิดตลอดแนว
คำถาม :- "ทำไมถึงชอบพูดว่า
การรู้จักจิตผิดๆ ทำให้การศึกษาพระพุทธศาสนาผิดตลอดแนว"


คำตอบ :-

การรู้จักเรื่องจิตผิดๆ ย่อมทำให้การเรียนรู้
และการปฏิบัติในพระพุทธศาสนาผิดตลอดแนว

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ?
เช่นเดียวกับบุคคลที่ติดกระดุมเสื้อผิดเม็ดแรก
เม็ดต่อๆไปก็จะติดผิดตามไปด้วยตลอดแนว

การเปรียบเทียบแบบนี้จะทำให้เราเห็นได้อย่างชัดเจน
ถึงเหตุแห่งความเข้าใจผิดๆนั้น
แต่กลับเข้าใจเอาเองแบบผิดๆว่า สิ่งที่ตนเข้าใจนั้นถูกต้องแล้ว

เพราะสามารถติดกระดุมได้ตลอดแนวเช่นกัน
แต่เป็นแถวเป็นแนวที่ผิดรูปไปไม่ลงตัวกันพอดีเท่านั้น
โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวเลย เนื่องจากตนเองนั้นใส่เสื้อตัวนั้นอยู่
ทำให้มองไม่เห็นสิ่งที่ตนเองทำลงไป
แต่ก็ไม่ถึงกับไม่รู้เลย เพียงแต่คุ้นชินกับสิ่งที่ทำ
ต้องให้บุคคลอื่นที่เคยผ่านประสบการณ์นั้นมาแล้ว ชี้ให้เห็นตามความเป็นจริง

เนื่องจากบุคคลที่เคยผ่านมาแล้วนั้น
ย่อมมีวิธีการที่ติดกระดุมเม็ดแรกไม่ให้ผิดพลาดได้เลย
โดยมีพระพุทธพจน์เป็นกระจกคอยส่องให้เห็นได้อย่างชัดเจน
ถึงความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ในการติดกระดุมเม็ดแรก

เราควรต้องคอยเอาพระพุทธพจน์มาเทียบเคียง
กับผลของการปฏิบัติที่ผ่านๆมา ว่าเราหลงทางอยู่หรือไม่


การเริ่มต้นนั้นสำคัญมากๆ
เมื่อเริ่มต้นผิดก็จะทำให้ผิดตลอดแนวได้เช่นกัน


โดยเฉพาะเรื่องจิต ซึ่งเป็นหัวใจหลักในพระพุทธศาสนาของ "เรา”
พวกเราชาวพุทธพึงต้องศึกษาเรื่องจิตให้เข้าใจอย่างถูกตรง ตามพระพุทธพจน์
จึงจะทำให้การปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาเป็นไปเพื่อความหลุดพ้นอย่างถูกต้อง


ในโอวาทปาติโมกข์นั้น พระพุทธองค์ท่านทรงกล่าวไว้ชัดเจนว่า
ให้เราชำระจิตให้บริสุทธิ์หมดจดจากเครื่องเศร้าหมอง
ซึ่งเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาที่สำคัญมาก เพื่ออะไร?
เพื่อให้จิตหลุดพ้นหรือจิตพ้นวิเศษจากอารมณ์ต่างๆ(อุปกิเลสทั้งหลายทั้งดีทั้งชั่ว)

เมื่อมีความเข้าใจผิดๆว่าจิตเป็นของเหลวไหลเกิดดับอยู่ตลอดเวลา
เป็นที่พึ่ง เป็นที่อาศัยไม่ได้แล้วเลยนั้น
เราจะชำระจิตให้บริสุทธิ์หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองไปเพื่ออะไร?

เราจะชำระได้ละหรือ ในเมื่อจิตเกิดๆดับๆอยู่ตลอดเวลา
ในเมื่อจิตเป็นของเหลวไหล เป็นที่พึ่งพาอาศัยไม่ได้ จะชำระจิตไปทำไม?

ถ้าจิตเป็นของแบบที่ว่ามานั้นแล้ว
เราควรปล่อยจิตทิ้งไปหรือทำลายทิ้งไปเสียให้สิ้นไม่ดีกว่าหรือ?
ต้องไปชำระให้สะอาดบริสุทธิ์เพื่ออะไร?
เพราะว่า เมื่อชำระจิตให้บริสุทธิ์หมดจด(เป็นธรรมธาตุ)ได้แล้ว
จิตก็ยังเป็นของเหลวไหล เกิดดับ เป็นที่พึ่งพาอาศัยไม่ได้อยู่ดี

ซึ่งเป็นไปไม่ได้แน่นอน พระพุทธองค์คงไม่สอนให้เรามัวเสียเวลา
กับการชำระของที่เกิดๆดับๆ เหลวไหลเป็นที่พึ่งพาอาศัยไม่ได้


ก่อนอื่น เราชาวพุทธต้องมารู้จักจิตที่แท้จริงเสียก่อน
คำว่า “จิต” คือธาตุรู้ เมื่อเป็นธาตุรู้ จะต้องทรงไว้ซึ่งความรู้
อะไรเกิดขึ้นก็รู้ อะไรดับไปก็รู้ ไม่รู้ก็รู้ว่าไม่รู้


ถ้าตัวมันเองเกิดๆดับๆ จิตต้องเป็นสภาพธรรมที่รู้บ้างไม่รู้บ้างสิ
จะมาเรียกว่าธาตุรู้ไม่ได้เลย เพราะเดี๋ยวรู้บ้าง ไม่รู้บ้าง
ต้องเรียกว่าธาตุรู้บ้างไม่รู้บ้างจึงจะถูกต้อง


เมื่อเป็นธาตุรู้ย่อมไม่กลับกลายเป็นธาตุอื่นไปได้
ย่อมต้องเป็นธาตุรู้อยู่ต่อไปตลอดเวลาวันยังค่ำ
เพียงแต่มีการรู้ถูก(รู้เห็นตามความเป็นจริง)หรือรู้ผิดจากความเป็นจริงเท่านั้น

ถ้ารู้ถูกก็เกิดวิชชาขึ้นที่จิต จิตมีสติรู้เท่าทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นที่จิต และดับไปจากจิต
ส่วนที่จิตรู้ผิดนั้น เพราะจิตรู้ผิดไปจากความเป็นจริงถูกอวิชชาครอบงำมานานแล้ว
แม้ผู้มีปัญญายังไม่รู้เลยว่า จิตถูกอวิชชาครอบงำมาตั้งแต่เมื่อไหร่

แต่จิตที่เข้ามาเกิดในภพภูมิต่างๆ เช่น ภพมนุษย์นั้น
เพราะ กิเลส กรรม วิบาก ที่นอนเนื่องอยู่ที่จิต เป็นตัวเหตุที่ผลักดันให้เข้ามาเกิดในภพภูมิต่างๆ
เพื่อมาชดใช้ กิเลส กรรม วิบาก ในสิ่งที่ตนเองได้เคยก่อไว้
ไม่ใช่มาชดใช้ กิเลส กรรม วิบาก ของใครผู้หนึ่งผู้ใดที่เคยก่อไว้เลย
เป็นการชดใช้ กิเลส กรรม วิบาก ของตนเองแท้ๆนั่นเทียวที่ได้เคยก่อไว้

การชดใช้ กิเลส กรรม วิบาก ของใครของเค้า
จิตเรา กิเลส กรรม วิบาก ก็เป็นของเราที่เคยก่อไว้
จะเป็นของคนอื่นใดที่เคยก่อไว้เป็นไปไม่ได้เลย
และรับชดใช้ กิเลส กรรม วิบากให้แทนกันก็ไม่ได้เช่นกัน

ดั่งพระพุทธพจน์ที่กล่าวไว้ว่า
“ใครที่ทำกรรมดีกรรมชั่วเช่นใด ย่อมได้รับผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วเช่นนั้น”

ฉะนั้น “จิต”จึงเป็นหลักธรรมที่สำคัญอย่างมากที่พวกเราชาวพุทธต้องฝึกฝนอบรม
ให้จิตเกิดความชำนิชำนาญในการปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ต่างๆ
ได้อย่างเด็ดขาดและรวดเร็ว(สติปัญญา)


ไม่ใช่ใช้เพียงแค่สัญญาที่ตนเองเข้าใจผิดๆคิดว่าเป็นปัญญา
นึกว่าปล่อยวางได้ แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่
ในจิตใจของตนเองยังคุกรุ่นอยู่กับอารมณ์เหล่านั้น
และเก็บกักอารมณ์เหล่านั้นไว้เป็นธรรมารมณ์ต่อไป
พร้อมที่จะระเบิดอารมณ์เหล่านั้นออกมาได้อีกตลอดเวลา
เมื่อมีเหตุปัจจัยแวดล้อมเกิดขึ้นอย่างพร้อมมูล

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เราควรต้องฝึกฝนอบรมจิตของเรา
ให้รู้จักการปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในอุปาทานขันธ์(อุปกิเลส)ทั้งหลาย
ไม่ใช่เที่ยวไปอบรมจิตของใคร(คนอื่น)ไม่ได้หรอก
ต้องเป็นจิตของใครของมันที่ต้องอบรมจิตตนเอง

เราต้องฝึกฝนอบรมจิตของเราหรือของใครของมันให้เกิดสติปัญญา(การปล่อยวางอารมณ์)ให้ได้
เมื่อจิตถอดถอนความยึดมั่นถือมั่นในอุปกิเลสต่างๆทั้งหลายได้แล้ว
จนจิตกลายเป็นธรรมธาตุแล้ว จิตจะกลับมายึดถือตนเองเพื่ออะไรอีก?
ในเมื่อตนเอง(จิต)รู้จักการปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นได้แล้ว


โดยหลักการแล้ว เราต้องมารู้จักสักกายทิฐิ(ความรู้เห็นเรื่องกาย)ที่ถูกต้องว่าเป็นอย่างไร?
มีมาในพระพุทธพจน์เรื่องมหาสติปัฏฐานสูตร กล่าวไว้ว่า

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างไรเล่า

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี
นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า
เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า

เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกสั้น
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้าสั้น

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวง”


เพื่อให้มารู้จักกายในกาย(จิต) เมื่อรู้จักกายในกาย(จิต)
ย่อมรู้จักเวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมแบบต่อเนื่องได้
เมื่อถึงขั้นนี้แล้วย่อมรู้จักจิตที่แท้จริง
เมื่อรู้จักจิตที่แท้จริงแล้ว ผู้ปฏิบัติ(เรา)จะตั้งจิตที่มีสติไว้ฐานไหนอย่างต่อเนื่องก็ได้เช่นกัน

ส่วนใครที่บอกว่า เริ่มต้นจากฐานไหนก็ได้ทั้งนั้น
เป็นการกล่าวแบบไม่รู้เห็นตามความเป็นจริง
เพราะยังไม่เคยรู้จักจิตที่แท้จริง(กายในกาย)เลย

ยังเข้าใจแบบผิดๆว่าจิตบังคับไม่ได้
ถ้าจิตบังคับบัญชาไม่ได้
เราจะมาฝึกฝนอบรมจิตให้เป็นไปอย่างใจหวังไปเพื่ออะไร?

มีพระพุทธพจน์กล่าวไว้ว่า “จิตที่ฝึกดีแล้วย่อมนำสุขมาให้”

แสดงว่าจิตไม่ใช้ตัวทุกข์ และต้องฝึกฝนบังคับบัญชาได้ จึงนำสุขมาให้ได้

ตัวอย่างคนที่เคยทำผิดคิดมิชอบมาก่อน ชีวิตนี้ก็ไม่ต้องได้กลับตัวกลับใจกันเลยสิ เพราะยังเข้าใจแบบผิดๆว่าจิตของตนเองนั้นไม่สามารถบังคับบัญชาให้กลับตัวกลับใจได้....เอวัง


เจริญในธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต





Create Date : 18 มีนาคม 2553
Last Update : 19 มกราคม 2558 15:04:08 น.
Counter : 333 Pageviews.

7 comments
  
“จิตที่ฝึกดีแล้วย่อมนำสุขมาให้”

อนุโมทนาค่ะ ท่านธรรมภูต

ทุกวันนี้ก็พยายามฝึกจิตให้เป็นวสี
ให้ได้เนืองๆ อยู่ค่ะ
โดย: พ่อระนาด IP: 119.31.121.78 วันที่: 18 มีนาคม 2553 เวลา:9:29:50 น.
  
แวะมาทักทาย
โดย: bigjinbook วันที่: 18 มีนาคม 2553 เวลา:13:37:59 น.
  
ใช่ค่ะ แต่การฝึกฝนจิตมีวิธีเดียวเท่านั้นนะคะคือศีลและสมาธิค่ะ คุณกำลังสับสนในใจ หาทางสงบใจก่อนแล้วลองปฏิบัติใหม่นะคะ
โดย: Chulapinan วันที่: 19 มีนาคม 2553 เวลา:20:49:09 น.
  
ใช่ค่ะ แต่การฝึกฝนจิตมีวิธีเดียวเท่านั้นนะคะคือศีลและสมาธิค่ะ คุณกำลังสับสนในใจ หาทางสงบใจก่อนแล้วลองปฏิบัติใหม่นะคะ

โดย: Chulapinan วันที่: 19 มีนาคม 2553 เวลา:20:49:09 น.
.............................
คุณChulapinanครับ
ใครกันแน่ครับที่กำลังสับสนอยู่?
คุณไม่รู้จริงๆหรือว่า การพิจารณากายในกายเป็นภายในนั้น
เป็นการฝึกปฏิบัติสัมมาสมาธิ โดยผ่านอานาปานสติบรรพะ
เมื่อรู้อยู่ที่ไหน จิตย่อมอยู่ที่นั่น ให้จิตมารู้อยู่ที่ลมหายใจ(กายสังขาร)ซะ

คุณควรหาทางสงบจิตสงบใจ เริ่มลงมือปฏิบัติได้แล้ว
อย่ามัวแต่ติดการนึกๆคิดๆ คิดเองเออเองอยู่เลย

ธรรมภูต

โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 20 มีนาคม 2553 เวลา:8:04:53 น.
  
สวัสดีค่ะ ท่านธรรมภูต

เมื่อวานได้ไปปฏิบัติธรรมที่วัดบพิตรพิมุขมาค่ะ
ก็เลยนำบุญมาฝาก

และก็มาแจ้งว่าอัพเนื้อหาตอนต่อไปของวิมุตติรัตนมาลีแล้วค่ะ
โดย: พ่อระนาด วันที่: 28 มีนาคม 2553 เวลา:10:35:54 น.
  
สวัสดีเช้าวันจันทร์

ขอบคุณที่ติดตามผลงานนะคะ
โดย: พ่อระนาด วันที่: 29 มีนาคม 2553 เวลา:8:55:57 น.
  
title=


สุขสันต์วันสงกรานต์นะคะ ท่านธรรมภูต
ไปเที่ยวที่ไหนขอให้สนุก
มีความสุขและปลอดภัยนะคะ
โดย: พ่อระนาด วันที่: 13 เมษายน 2553 เวลา:16:15:53 น.

ในความฝันของใครสักคน
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



สารบัญ Blog ธรรมภูต

หน้าแรก Blog ธรรมภูต

youtube ธรรมภูตสนทนาธรรม





Group Blog