เมื่อจิตเกิด-ดับ การดูจิตจะเป็นไปตามความเป็นจริงได้อย่างไร???
เป็นที่ทราบดีกันอยู่แล้วว่า ทุกวันนี้มีการสอนให้ดูจิตที่เกิด-ดับอยู่ตลอดเวลา

ซึ่งถ้าเราฟังโดยไม่เพ่งพินิจพิจารณาให้ดีแล้ว เราอาจจะถูกชักจูง
ให้หลงเห็นด้วย หรือคล้อยตาม และเชื่อไปตามนั้นได้โดยง่าย
ทั้งๆที่สิ่งที่เราฟังมานั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีเหตุผลและขัดกับหลักเหตุผลอย่างยิ่ง
ไม่ใช่คำสอนที่เกิดจากการรู้เห็นตามความเป็นจริง
จากการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาเลย

โดยความเป็นจริงแล้ว เรา-ผู้ที่เห็นอาการของจิต(จิตสังขาร)ที่เกิด-ดับไปนั้น
เป็นใครอื่นที่เป็นผู้รู้เห็นไปไม่ได้เลย นอกจากจิตของตนใช่หรือไม่?

เมื่อต้องถูกถามว่า เราในที่นี้คือใคร ?
คำตอบที่ได้นั้น มักเป็นคำตอบที่หาเหตุผลเอาไม่ได้เลย เช่น
"เราก็คือเรา เราคือผู้รู้ ถึงผู้รู้หรือเราก็ไม่เที่ยง เป็นสมมุติ
สุดท้ายจิตผู้รู้ หรือ เราผู้รู้อยู่เห็นอยู่ ก็ต้องถูกทำลายทิ้งอยู่ดี...ฯลฯ"

ทั้งๆที่คำตอบที่ตอบกันออกมานั้น เป็นสิ่งที่ขาดเหตุผล
พากันออกห่างจากความเป็นจริงไปอีกไกลโข

ถ้าจิตผู้รู้หรือเรานั้นถูกทำลายทิ้งจริง เมื่อบรรลุมรรคผลที่เกิดขึ้นกับตน
เราจะรู้ได้อย่างไร? ในเมื่อถูกทำลายทิ้งไปแล้ว
แล้วใครล่ะ? เป็นผู้ทำลายจิตผู้รู้หรือเรานั้นทิ้งไป


มีพระพุทธวจนะได้ทรงตรัสไว้ว่า
“จิตของเราสิ้นการปรุงแต่ง บรรลุพระนิพพานเพราะสิ้นตัณหา”
พระพุทธพจน์ชัดเจนในตัว โดยไม่ต้องตีความใดๆเลย

แต่ด้วยมีการสอนว่า อารมณ์เกิด จิตจึงจะเกิด เมื่ออารมณ์ดับ จิตก็ดับตามไปด้วย
ถ้าเราพิจารณาด้วยจิตใจที่เป็นธรรมไม่เอนเอียง และเทียบเคียงกับพระพุทธพจน์แล้ว
จะเห็นได้ว่าเป็นคำสอนที่ขาดหลักเหตุผลตามความเป็นจริงเอามากๆ
เพราะการถ่ายทอดกรรมหรือกรรมที่ได้กระทำไปแล้วนั้น
จะไม่สามารถบันทึกลงได้เลย เมื่อจิตยังเกิดๆดับๆตลอดเวลาเช่นนั้น

ในเมื่อจิตคือธาตุรู้ มีธรรมชาติ รู้ จำ คิด นึก
ย่อมต้องยืนตัวรู้ในเรื่องราวต่างๆ ที่ปรากฏเกิดขึ้น และดับไปจากจิตของตน
เมื่อมีอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดอะไร เกิดขึ้นที่จิต จิตก็รู้ชัด ดับไปจากจิต จิตก็รู้ชัด

หมายความว่าอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเป็นสิ่งที่ถูกจิตรู้ ว่าเกิดขึ้นแล้วดับไป
แสดงว่าจิตเป็นผู้ยึดถือเอาอารมณ์กิเลสเข้ามาปรุงแต่งจิตให้เสียคุณภาพไปใช่หรือไม่?
ขอตอบว่า...ใช่
เมื่ออารมณ์เป็นสิ่งที่ปรุงแต่งจิตให้เสียคุณภาพไปตามอารมณ์นั้นๆ
แสดงว่าจะต้องมีจิตผู้รู้ยืนตัวรู้อยู่ก่อนแล้วนั่นเอง

เปรียบจิตคือบ้าน มีช่องทางในการรับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดอยู่ ๖ ช่องทาง
อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายที่เข้ามาทางช่องทางเหล่านั้น
คือ สิ่งที่เข้ามาปรุงแต่งบ้าน(จิต)
เมื่อไม่มีบ้านและช่องทางรับอารมณ์ อยู่ก่อนแล้ว
จะมีเครื่องปรุงแต่งบ้าน เกิดขึ้นได้อย่างไร?

ฉะนั้นพอสรุปได้ว่า จะต้องมีจิตผู้รู้ ยืนตัวรู้อยู่ก่อน จึงจะมีเจตสิกเกิดขึ้นมาในภายหลังได้
ดังมีพระพุทธวจนะ...(พระบาลีมหาสติปัฏฐานสูตร)....กล่าวไว้ว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่อย่างไรเล่า
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ จิตมีราคะ ก็รู้ชัดว่า จิตมีราคะ ......(ราคะเกิด)
หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ชัดว่า จิตปราศจากราคะ .....(ราคะดับ)
จิตมีโทสะ ก็รู้ชัดว่า จิตมีโทสะ ....(โทสะเกิด)
หรือจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ชัดว่า จิตปราศจากโทสะ ....(โทสะดับ)
จิตมีโมหะ ก็รู้ชัดว่า จิตมีโมหะ ....(โมหะเกิด)
หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ชัดว่า จิตปราศจากโมหะ
….(โมหะดับ)
^
^
ตามพระพุทธวจนะดังกล่าว ก็เป็นที่ชัดเจนอยู่แล้วว่า
อารมณ์หรือเจตสิก(เจตนาปรุงแต่ง)...เกิดขึ้นที่จิต จิตก็รู้ชัด...
และอารมณ์หรือเจตสิก(เจตนาปรุงแต่ง)...ดับไปจากจิต จิตก็รู้ชัด…
จิตมีราคะ โทสะ โมหะ จิตก็รู้ชัด
จิตปราศจาก ราคะ โทสะ โมหะ จิตก็รู้ชัดอีกเช่นกัน
เราจึงสามารถพูดได้เต็มปากว่า “ก็รู้ชัด”

ถ้าจิตเกิด-ดับ ตามที่สอนให้เชื่อตามๆกันมานั้น
เราจะชำระจิตให้บริสุทธิ์หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองได้อย่างไรเล่า?
เมื่อกำลังฝึกฝนอบรมชำระจิตขณะภาวนาอยู่ เมื่อจิตยังต้องเกิดดับอยู่ตลอดเวลา
เราไม่มีทางที่จะชำระให้บริสุทธิ์หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองไปได้เลย
เดี๋ยวเกิด เดี๋ยวดับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ขาดเหตุผลเอาอย่างมากๆ


ยังมีการสอนอีกว่าระหว่างที่จิตเกิด-ดับอยู่นั้น
มีการถ่ายทอดกรรมให้แก่กันอีกด้วย ซึ่งไม่มีทางที่จะเป็นไปได้เลยด้วยซ้ำ
ขณะที่จิตดวงใหม่เกิดขึ้นมานั้น จิตดวงเก่าได้ดับหายไปแล้ว
ขณะจิตดวงเก่าที่กำลังจะดับไป จิตดวงใหม่ก็ยังไม่อาจเกิดขึ้นมาเลย
เพราะจิตดวงใหม่จะเกิดขึ้นมาได้นั้น ต่อเมื่อจิตดวงเก่าต้องดับหายไปก่อน
จะมีจิตสองดวงเกิดขึ้นพร้อมกันในขณะเดียวกันไม่ได้
ฉะนั้นเอาช่วงเวลาตรงไหนมาถ่ายทอดกรรมให้กันได้ล่ะ เมื่อพิจารณาตามเหตุผล

ความหมายคำว่า “เกิด”นั้น หมายถึงว่า สิ่งนั้นไม่เคยมีอยู่ก่อนหน้านั้น
แล้ว “เกิด” มีขึ้นมา เราเรียกว่าสิ่งนั้น “เกิด”

ความหมายคำว่า “ดับ” นั้นหมายถึงว่า สิ่งที่มีอยู่ก่อนนั้น ดับหายไป

ยังมีพระพุทธพจน์ที่ทรงตรัสรับรองไว้ ในมหาสติปัฏฐานสูตร ไว้ชัดๆ
ว่าจิตไม่ได้เกิดดับ ที่เกิดและดับไปนั้น คือนิวรณ์ที่เป็นแขกจรทั้งหลาย ดังนี้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ อย่างไรเล่า
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือ นิวรณ์ ๕
ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคือนิวรณ์ ๕ อย่างไรเล่า

ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เมื่อกามฉันท์ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกุจจ วิจิกิจฉา
มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า กามฉันท์ ฯลฯ มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา หรือ
เมื่อกามฉันท์ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกุจจ วิจิกิจฉา
ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า กามฉันท์ ฯลฯ ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา
อนึ่ง กามฉันท์ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกุจจ วิจิกิจฉา
ที่ยังไม่เกิดจะเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย
กามฉันท์ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกุจจ วิจิกิจฉา
ที่เกิดขึ้นแล้วจะละเสียได้ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย
กามฉันท์ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกุจจ วิจิกิจฉา
ที่ละได้แล้วจะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

^
^
พระพุทธวจนะกล่าวไว้ชัดๆ โดยไม่ต้องตีความให้เกิดความเสียหายแก่พระพุทธวจนะเลย
อะไรที่ที่เกิดขึ้นหรือมีอยู่ ณ.ภายในจิต จิตย่อมรู้ชัดๆว่า เกิดขึ้นหรือมีอยู่
อะไรที่ดับไปหรือไม่มีอยู่ ณ.ภายในจิต จิตย่อมรู้ชัดๆว่า ดับไปหรือไม่มีอยู่
อะไรที่ยังไม่เกิดจะเกิดขึ้นด้วยประการใด ณ.ภายในจิต จิตย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย
อะไรที่เกิดขึ้นแล้วจะละเสียได้ด้วยประการใด ณ.ภายในจิต จิตย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย
อะไรที่ละได้แล้วจะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด ณ.ภายในจิต ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

การที่จะเชื่ออะไรตามๆกันมานั้น ควรนำหลักของกามาลสูตร
ขึ้นมาพิจารณาให้รอบคอบตามความเป็นจริง ที่เกิดขึ้น ณ.ภายในจิตของตน
โดยเฉพาะผู้ที่คุยอวดอ้างว่า ตนเองเป็นนักปฏิบัติกรรมฐานภาวนามาด้วยแล้ว
แต่ยังเห็นว่าจิตเกิดดับอยู่ อันเป็นการกล่าวขัดแย้งกับพระพุทธพจน์
ที่มีมาในมหาสติปัฏฐานสูตร เป็นคำพูดที่ไม่น่าเชื่อถือ เป็นการอวดอ้างเสียมากกว่า
ว่าตนเองได้ผ่านการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนามาจริง

เพราะขณะที่ลงมือปฏิบัติภาวนาอยู่นั้น จิตย่อมรู้อยู่เห็นอยู่
ตลอดสายของการปฏิบัติธรรม สมาธิกรรมฐานภาวนาอยู่นั้นว่า
นิวรณ์ตัวใดบ้างที่เป็นแขกจรมาเกิดขึ้น (มีอยู่) ณ.ภายในจิต
หรือนิวรณ์ใดบ้างที่เป็นแขกจรดับไป (ไม่มีอยู่) ณ.ภายในจิต
แม้ขณะปฏิบัติธรรม สมาธิกรรมฐานภาวนาอยู่นั้น
มีถีนมิทธะเป็นแขกจรเข้ามาครอบงำจิตอยู่
จิตย่อมรู้ชัดว่าถีนมิทธะกำลังครอบงำจิตของตนอยู่.......


เจริญในธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต







Create Date : 09 สิงหาคม 2552
Last Update : 19 มกราคม 2558 16:57:44 น.
Counter : 508 Pageviews.

87 comments
  
when you are alone
sometime, when your heart break
who is the curer for you...
you always, in some moment of your
life.. stay alone and feeling lonely even
peoples are around you; friend, family even lover
but deep in your heart you still felt like something in your life
is gone, you scream for help, for love and for many thing that you want
but...saden that their is no one there for you, why don't you go to "GOD"
ask he for help believe me you will find the ways out and be ready for miracal
to happen into your life as it does happen to me
โดย: sa IP: 124.122.68.15 วันที่: 9 สิงหาคม 2552 เวลา:21:22:51 น.
  
ท่านsaครับ
ในพุทธศาสนาของเรานั้น พระพุทธองค์ทรงสอนให้เข้าถึงพระองค์
ด้วยการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา

เพื่อชำระจิตให้บริสุทธิ์หมดจดจากเครื่องเศร้าหมอง ได้ด้วยตนเอง
โดยไม่ต้องร้องขอหรืออ้อนวอนต่อใครหรือสิ่งใดๆทั้งสิ้นครับ

เมื่อเราสามารถปฏิบัติจนเข้าถึงพระพุทธองค์ได้แล้ว
พระพุทธองค์จะทรงอยู่กับเราตลอดไปครับ

ธรรมภูต

โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 10 สิงหาคม 2552 เวลา:20:24:25 น.
  
สวัสดีครับ คุณธรรมภูติ...


เป็นไงครับ หลังจากทะเลาะกันมายกนึงแล้ว เห็นความโกรธที่พลุ่งพล่านในใจ ตอนที่อ่าน post ผมรึเปล่าครับ

อย่างที่คุณว่า ไม่ใช่พระอริยะก็ใกล้เคียง ถึงยังโกรธ ยังมีตัวมีตน อยู่ได้เนอะครับ

ไม่ว่าจะยืนอยู่ต่างกันอย่างไร ไม่ว่าใครจะอยู่ฝั่งไหน แต่ผมสร้างกรรมไม่ดีกับคุณไว้แน่นอน อย่างไรต้องขออโหสิกรรมด้วยนะครับ


ก่อนจะ post ข้อความ ผมคิดอยู่หลายวันทีเดียว ว่าจะทำอย่างไรดี จะปล่อยไว้ ไม่ทำอะไรเลย ดูจะเพิกเฉยต่อหน้าที่ของตนเองเกินไป แต่ด้วยอนุสัยเก่าโทสะกล้า จึงเป็นไปอย่างที่เห็น

ส่วนตัวผมเจตนาอย่างชื่อ จริงๆ นะครับ ไม่ได้คิดจะสร้างเวรกรรมเลย ผมไม่ค่อยได้เจอใครมีความเห็นตรงกันข้ามขนาดนี้ ประเภทฟังแล้วเบื่อนี่เยอะ... และด้วยความที่ยังมีแรงทะเลาะ เพราะงั้นพอเห็นคุณแล้ว อยากอธิบายให้เห็นจุดที่คิดว่า คุณยังไม่เห็น แต่ด้วยความที่ภูมิธรรมยังไม่สมควรแก่ธรรม จึงมีโทสะเจือในคำพูดอยู่มาก...


แต่ก็พบว่า คุณยังคงเชื่อในสิ่งที่เชื่อ สิ่งที่คุณทำ อย่างไม่คลอนแคลนแม้แต่น้อย...

ผมเอง ก็ยังเชื่อในสิ่งที่ผมเชื่อ สิ่งที่ผมทำ อย่างไม่คลอนแคลนเช่นกัน...


อย่างไรก็ตาม จากข้อความที่ผม post ไป ลองอ่านดูดีๆ ผมไม่ได้ล่วงเกินพระคัมภีร์ หรือพระพุทธพจน์เลย แม้แต่น้อย หรืออย่างน้อย ก็ไม่ได้มีเจตนาเลย ผมเพียงแต่ยก "สิ่งที่คุณพูด" มาอธิบาย ตามความเห็นของผมเท่านั้น


เพราะงั้น ผมจะไม่ขอให้คุณเชื่อ คุณฟัง ความคิดความเห็นของผมใดๆ อีก


เพียงแต่ผมจะขอคุณอย่างเดียวเท่านั้น...


ขออย่าได้ล่วงเกินครูบาอาจารย์ของผม และของอีกหลายๆ ท่านเลยครับ คูณไม่เชื่อก็เป็นสิทธิของคุณ แต่แม้คุณจะไม่ได้อ้างชื่อ แต่ด้วยเนื้อหาสาระ พระธรรมเทศนาของท่านบางตอนที่คุณนำมาอ้างไว้ว่าไม่ถูกไม่ควรนั้น เห็นได้ชัดว่าเป็นของใคร อ่านนิดเดียวก็รู้แล้วว่า ฟังจาก CD แผ่นไหน


ขออนุโมทนานะครับ
โดย: ที่พยายามนำจขบออกจากหายนะ IP: 125.26.247.67 วันที่: 13 สิงหาคม 2552 เวลา:17:42:24 น.
  
ครับท่านที่พยายามจะออกจากหายนะ

ท่านกำลังสับสนหรือเข้าใจอะไรผิดๆอยู่หรือเปล่าครับ
ที่อยู่ๆก็กล่าวหาผมว่าลบหลู่ครูบาอาจารย์ของท่านและใครต่อใคร
ตรงไหนครับที่ผมนำเอาชื่อท่านมาลบหลู่

ส่วนเนื้อหาในธรรมเป็นของใครนั้น ผมก็ไม่ได้นำชื่อมาอ้างอิงเลยนะครับ
เพียงแต่มีคนชอบนำเอาคำสอนนั้นมากดข่ม เพื่อให้ตัวเองดูดีกว่าท่านอื่น

ที่ผมบอกยังไงหละว่าเป็นพวก "ติดดีในดี"
แล้วพยายามกล่าวให้ร้ายว่าท่านอื่นที่ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาอยู่นั้น
เป็นพวกชุ่มแช่บ้างหละ เป็นพวกเนิ่นช้าบ้างหละ
เป็นพวกที่ทำแต่ความสงบไม่เกิดปัญญาบ้างหละฯลฯ
แถมลามปามไปถึงครูบาอาจารย์ท่านอื่นด้วย มิหนักหนากว่าหรือครับ

ท่านไม่คิดกลับบ้างหรือครับว่า
ที่ท่านเรียนรู้มานั้นมีความเห็นตรงกันข้ามกับพระพุทธวจนะ
ถ้าคำสอนตรงต่อพระบรมศาสดาแล้ว ผมจะนำมากล่าวแย้งเพื่ออะไร
โกรธไปเพื่ออะไร ใกล้มรรคผลนิพพานก็ไม่ใช่ เปลืองตัวอีกต่างหาก
ทองแท้ย่อมไม่แพ้ไฟ ของจริงยิ่งต้องทนต่อการพิสูจน์

เมื่อนำเฉพาะเนื้อธรรมมาเทียบเคียงกับพระพุทธวจนะ
และของครูบาอาจารย์สายปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนามาเปรียบเทียบแล้ว
ลงกันไม่ได้ ย่อมเป็นธรรมดาอยู่ที่จะให้เชื่อคงไม่ได้ครับ

ถ้าท่านคิดว่าที่ท่านรู้มาถูก ท่านก็มีสิทธิเอาเนื้อธรรมมาถกนิครับ ผมเองไม่เคยห้าม
แต่ต้องใช้ภาษาสุภาพชนคนพุทธศาสนาเค้าทำกัน
ไม่ใช่เปิดฉากก็กล่าวร้ายโดยไม่เคยนำเหตุผลมาแย้งเลย ก็ไม่ถูกนะครับ

ถ้าถกกันด้วยความจริงใจต่อพระบรมศาสดา
ผมรับรองได้ครับว่า ต้องได้ความถูกต้องไปไม่มากก็น้อยครับ
ส่วนเรื่องขออโหสินั้น ผมว่าท่านดูจิตติดคิดไปเองมากกว่านะครับ
อย่างที่ผมบอกไว้แล้วว่า โกรธหรือเกลียดทำให้ผมใกล้มรรคผลนิพพานเสียเมื่อไหร่หละ???

ท่านบอกว่าที่ทำไปเพียงเป็นการ "เอาสิ่งผมพูดมาอธิบายนั้น"
เช่นกันครับ ผมก็เอาที่ท่านอธิบายมาเปรียบเทียบกับพระพุทธวจนะ
และคำสอนของครูบาอาจารย์ที่ถูกกล่าวหา

ผมจะบอกอะไรให้รู้ไว้ด้วยว่า
บางท่านถึงกับอ้างว่าท่านอาจารย์ของท่านถึงกับไม่ให้อ่านพระไตรปิฎก
และยังบอกอีกด้วยเท่าที่ครูบาอาจารย์สายปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาสอนผิดด้วยซ้ำไป
แบบนี้จะให้ผมเพิกเฉยต่อหน้าที่พุทธบุตรที่ดีไปได้อย่างไร
ถ้าผมไม่แก้ต่างให้กับจอมศาสดาเท่ากับผมเป็นบุตรอกตัญญูสิครับ

เจริญในธรรมครับ

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 13 สิงหาคม 2552 เวลา:22:18:31 น.
  
ดูท่าจะยังไม่หายโกรธแฮะ...


แม้ครั้งที่ 2 ผมยังคงพูดเหมือนเดิมอีกครั้งครับ ขอเถอะครับ อย่าได้ลบหลู่ครูบาอาจารย์ของผมกับกัลยาณมิตรอีกหลายพันหลายหมื่นคนเลย

เอาง่ายๆ เหมือนคุณว่า ศาสนาอื่นไม่ถูกอย่างนั้นอย่างนี้ นั่นคุณทำให้ลูกศิษย์ลูกหาเค้า โกรธเคืองกันไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร อย่าทำอะไรให้มากระทบกระทั่งกันเลย ไม่งั้นผมว่า คุณจะเจอคนอย่างผม อีกหลายร้อยคน และอีกหลายพันชาติทีเดียว

ตรงนี้เปิดใจกันนิดนึงนะครับ แม้ไม่อ้างชื่อ ก็เห็นกันชัดๆ ว่าคุณ "งัด" คำสอนของครูบาอาจารย์ผมแท้ๆ แม้แต่ใน post ของคุณนี้ก็ตาม เอาภามนุษย์ธรรมดาพูดกัน แปลกันง่ายๆ ก็ได้ว่า "ก็มาว่าชั้นก่อนนี่ว่าผิดอย่างงั้นอย่างงี้ แกนั่นแหละ ผิด"

ยกคำว่านักปฏิบัติทิ้งไปก่อนดีกว่า มาคุยกันอย่างเปิดอกดีกว่า ไม่ต้องปั้นแต่งคำพูดอะไรให้สวยงาม


อย่างแรกนะครับ คุณก็เชื่อของคุณไปเถิด ผมก็เชื่อของผม เลิกอ้างโน่นอ้างนี้เถอะครับ ไม่ว่าอย่างไร ผมก็ไม่เชื่อเด็ดขาดว่าความคิดความเห็ของคุณเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ตรงนี้อย่าโกรธเคืองกันเลย เพราะผมเอง ก็เลิกพยายามอธิบายให้คุณเชื่ออย่างที่ผมเชื่อแล้ว ทางใครทางมันเถิดครับ

ข้อสอง ผมไม่ได้ใช้คำหยาบคายแม้แต่น้อย แต่ผมใช้คำที่คุณใช้เท่านั้น อย่าง "ไม่อาย" "ไม่นำพา" (ลืมหมดแล้ว อะไรบ้างนะ) เพราะงั้น ให้คุณเข้าใจความรู้สึกคนที่อ่าน blog คุณบ้างเถิดครับ ว่าเค้าจะโกรธคุณ เหมือนที่คุณ โกรธผมนี่แหละ

ข้อสาม เรื่องอโหสินี่ แปลกันง่ายๆ ก็คือ "ชั้นไม่ได้โกรธซะหน่อย แกนั่นแหละ คิดไปเอง" แปลอีกชั้นหนึ่ง ในคำพูดนี้นั้น แสดงให้เห็นว่า คุณโกรธ แต่ทำเป็นไม่โกรธ แล้วก็ไม่คิดให้อภัยด้วย.... ใจกว้างหน่อยซิครับ


ผมก็คิดเหมือนกับที่คุณพูดเช่นกันครับ ที่ผมมาทะเลาะด้วยอย่างนี้ มีเพียง 2 สาเหตุเท่านั้น

1. หวังจะแก้มิจฉาทิฏฐิของคุณ อันนี้ประมาน 30%
2. หวังจะปกป้องคำสอนของครูบาอาจารย์ของผม อันนี้อีก 70 % ที่เหลือ

ผมเจอหลายท่านทีเดียว ที่มีความคิดความเห็น มีแนวทางในการปฏิบัติที่ผิดกับหลักคำสอนที่ผมเชื่อว่าถูกต้อง แต่ผมก็มักจะเพิกเฉยกันบุคคลเหล่านั้น เพราะเค้าไม่ได้ปรามาสใคร บางที ทำผิด มันก็เรื่องของเค้า จะไปโวยวายทำไม หรือบางท่านก็ทำถูก แต่ไม่ทั้งหมด ก็คิดซะว่า ยังไม่ใช่เวลาของเขา

สำหรับข้อแรกนั้น ผมปลงตกแล้วว่า ทางใครทางมันเถิด อยากจะคิด อยากจะเชื่ออะไร ก็เรื่องของคุณ สุดแล้วแต่ครับ

แต่คุณปรามาสครูบาอาจารย์ของผม อันนี้รับไม่ได้ ซัก 60% เพราะโกรธ ที่คุณว่าร้ายท่านอย่างนั้น แต่อีก 40% เพราะผมเชื่อว่า คุณทำผิดอย่างร้ายแรงอยู่

สมมุติว่าคุณพูดถูก ก็แล้วไป แต่ถ้าคุณคิดผิดเข้าใจผิดล่ะ คนที่เริ่มต้นใหม่ ซัก 100 ชาติก็คงพอเข้าใจธรรม แต่คุณอาจติดลบเป็น 1000 เป็น 10000 ชาติเลยนะครับนั่น...

ผมขอเป็นครั้งที่ 2 นะครับ จะพูดอะไรก็สุดแล้วแต่ แต่อย่าล่วงเกินครูบาอาจารย์ของผมและอีกหลายๆ ท่านอีกเลย
โดย: ที่พยายามนำจขบออกจากหายนะ IP: 125.26.246.4 วันที่: 14 สิงหาคม 2552 เวลา:9:56:34 น.
  
ว่าแล้วแอบข้องใจหน่อย ถามนิดนึงนะครับ ไม่ได้เจตนาทำร้ายทำลาย เพียงแต่ ไม่ค่อยเข้าใจความคิดคุณ อ่านแล้วแอบงง ว่าตกลงให้ทำอย่างไร


คุณว่าเรามีจิต ถูกมั้ยครับ
แล้วเราควรทำจิตของเราให้บริสุทธิ ใช่มั้ยครับ

คือ ไม่ได้หาเรื่อง แต่อยากให้อธิบายแบบ ภาษาชาวบ้านหน่อยน่ะครับ

แล้วการทำจิตให้บริสุทธินี่ คือทำให้ว่างจากกิเลสใช่มั้ยครับ


ขอสรุปๆ เอาเข้าใจง่ายๆ ไม่ต้องใช้ภาษาหรูหรา เอาบ้านๆ เหมือนนั่งคุยกันบนโต๊ะกาแฟเฉยๆ ไม่ใช่เทศนาสั่งสอนน่ะครับ
โดย: ที่พยายามนำจขบออกจากหายนะ IP: 125.26.246.4 วันที่: 14 สิงหาคม 2552 เวลา:10:04:16 น.
  
ครับท่านพยายามจะออกจากหายนะ
ท่านนี่เป็นคนเปิดเผยดีนะครับ แต่ไม่น่าที่จะเป็นคนใจแคบแบบนี้เลย
คำก็อาจารย์ของผม สองคำก็อาจารย์ของผม
แล้วศาสนาพุทธเป็นของใครหละครับ???

ท่านเล่นผูกขาดความถูกต้องไปเสียแล้วแบบนี้
ผมว่าพุทธศาสนาคงจะหมดลงเพราะคนอย่างพวกท่านทั้งหลาย
ที่ไม่เคยเอามาเปรียบเทียบกับพระพุทธวจนะเลยนะครับ

คำก็ว่าผมโกรธ สองคำก็ว่าผมยังไม่หายโกรธ
ตกลงใครกันแน่ที่ยังโกรธแบบไม่รู้วาย โดยไม่เคยใช้เหตุผลเลย
ท่านอ้างคำสอนเป็นของครูบาอาจารย์ของท่านแท้ๆ...
ถ้าผมจะบอกว่า ที่ผมเอามาแย้งนั้นเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าแท้ๆบ้างหละ

ทำไมถึงเอามาแย้งไม่ได้ ในเมื่อขัดกับพระพุทธวจนะครับ
ครูบาอาจารย์ของท่านขานนาคเข้ามาเพื่ออะไร???
ใช่เพื่อสืบต่อพระพุทธศาสนาใช่มั้ยครับ???
ถ้าใช่...ยิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ผมต้องปกป้องพระพุทธวจนะ...
เพื่อไม่ให้ใครนำเอาไปอ้างเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะตนครับ

๑.ผมก็ไม่เคยให้ใครต้องเชื่อผม ผมเพียงเขียนบทความ
เพื่อให้คนอ่านนำไปเปรียบเทียบกันเอาเอง

...ถูกครับทางใครทางมัน แต่คำสอนของพระพุทธเจ้า
เป็นของทุกๆท่านที่เป็นชาวพุทธครับ

๒. ผมต้องเกรงไปว่าคนที่เข้ามาอ่านบล็อกผม แล้วต้องโกรธผมด้วยหรือครับ
ในเมื่อผมเขียนบทความเปรียบเทียบเพื่ออะไร???

...แสดงว่าคนที่เข้ามาอ่านนั้น ใจไม่กว้างพอสิครับ
เมื่ออ่านแล้ว เห็นว่าผมเปรียบเทียบไม่ถูกตรงไหนก็เอาของที่ถูกมาวางสิครับ
หรือตั้งคำถามมาก็ได้นิครับ

๓.ใครกันแน่ครับที่ใจไม่กว้างพอ???
ท่านเป็นคนสรุปเองทั้งนั้นว่า...ผมโกรธอยู่
ทั้งๆที่ผมก็บอกไปแล้ว ท่านก็ปักใจไปเสียแล้วว่าผมโกรธ

อันนั้นมันก็เป็นเรื่องของท่านเอง ไม่น่าจะเกี่ยวกับผม
จะโกรธไม่โกรธใครจะรู้ดีไปกว่าตนเอง
ผมถึงได้บอกไว้แล้วยังไงหละครับว่า “เป็นพวกติดดี(ในดี)” ผิดเสียที่ไหนหละ

ท่านเองก็ผิดแต่แรกแล้วที่เข้ามาเพียงเพื่อชวนทะเลาะเท่านั้น
ไม่ได้คิดที่จะเข้ามาเพื่อค้นหาความจริง ถึงหาสาเหตุเข้ามา

ส่วนผมนั้นไม่เคยคิดที่จะชวนใครทะเลาะ
โดยมากชวนถกธรรมเพื่อหาสัจจะธรรมที่ตรงต่อพระบรมครูครับเท่านั้น
เพียงบางครั้งผมอาจจะพูดเสียงดังไปหน่อยเท่านั้น
ผมทำเพื่อปกป้องความถูกต้องเท่านั้น ไม่มีเจตนาอื่นไปมากกว่านี้ครับ

ท่านไม่ต้องมาอ้างว่าสมมุติเลยครับ
ศาสนาพุทธนั้น ใช่คือใช่ ไม่ใช่คือไม่ใช่ มีคือมี ไม่มีคือไม่มี

เมื่อเป็นของไม่ใช่จะให้ผมรับ หรือนิ่งอยู่เฉยๆ
พระศาสนาจะเสียหายหมดสิครับ

ท่านไม่ต้องห่วงผมเรื่องจะติดลบหรอก
ท่านห่วงตัวท่านเองน่าจะดีกว่านะครับ

เมื่อผมได้พิจารณาโดยจิตใจที่เป็นธรรม
นำมาเทียบเคียงกับพระสูตรและพระวินัยแล้ว
เพื่อไม่ให้เกิดเป็นความสะเพร่าขึ้นมา
ผมนำมาเทียบเคียงกับครูบาอาจารย์ในสายปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาแล้ว
เห็นว่าลงกันไม่ได้เลย

....ท่านก็ได้แต่ขอผมเพียงฝ่ายเดียว แล้วผมจะไปขอใครหละ???
ในเมื่อมีการนำเอาคำสอน “ของ”พระพุทธเจ้ามาเป็นของตน โดยสงวนลิขสิทธิ์
...ใครก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะวิพากษ์วิจารณ์นั้น ถูกต้องแล้วหรือครับ???

ใจกว้างหน่อยสิครับ ทีคำสอนของพระพุทธเจ้าถูกบิดเบือนไปและสงวนลิขสิทธิ์อีก
ผมจะไปขอกับใครครับว่าอย่าลบหลู่พระพุทธวจนะอีกเลยครับ???

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 15 สิงหาคม 2552 เวลา:12:05:56 น.
  

ท่านที่พยายามออกจากหายนะครับ
ถ้าเราไม่มีจิตผู้รู้....เราจะรู้ว่ารู้/หรือรู้ว่าไม่รู้...อะไรได้มั้ย???....

เมื่อมีจิตผู้รู้...ก็ต้องมีสิ่งที่ถูกจิตรู้ใช่มั้ยครับ???
.....เอ้ผมว่าผมเขียนไปหมดแล้ว....แสดงว่าไม่เคยอ่านอย่างตั้งใจเลยใช่มั๊ยครับ

เพียงต้องการชวนทะเลาะอย่างเดียวเท่านั้น
.....แต่ไม่เป็นไร....เมื่อกล้าถามก็กล้าตอบครับ

ใช่ครับ จิตที่บริสุทธิ์คือจิตที่ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น...ว่างจากกิเลสครับ

ปัญหาของการชำระจิตให้บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสนั้น
ไม่มีทางสั้น/หรือทางลัดหรอกครับ

เมื่อท่านเชื่อว่าจิตว่างจากอารมณ์(กิเลส)ไม่ได้
เท่ากับท่านเชื่อว่าจิตนั้นชำระให้สะอาดบริสุทธิ์ไม่ได้

ซึ่งมีพระพุทธวจนะที่กล่าวไว้ในวันโอวาทปาติโมกข์ว่า
ละชั่ว ทำดี ทำจิตใจให้หมดจดจากเครื่องเศร้าหมอง(บริสุทธิ์)....

ธรรมภูต

โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 15 สิงหาคม 2552 เวลา:12:09:06 น.
  
แม้ครั้งที่ 3... ผมยังคงพูดเหมือนเดิมอีกครั้งครับ ขอเถอะครับ อย่าได้ลบหลู่ครูบาอาจารย์ของผมกับกัลยาณมิตรอีกหลายพันหลายหมื่นคน อีกเลย


แล้วผมจะไม่มายุ่งวุ่นวายคุณอีกเลย


ขออนุโมทนาล่วงหน้าครับ
โดย: ที่พยายามนำจขบออกจากหายนะ IP: 125.26.243.191 วันที่: 17 สิงหาคม 2552 เวลา:12:40:19 น.
  
นั่นแน่ เอาหลายหมื่นหลายพันมาอ้างอีกแล้ว

ประตูบานไหนที่คนเดินเข้าไปเยอะๆ น่ะ อย่าตามกันเข้าไปเลย

มันน่ากัวววววว...


เรารู้ไส้รู้พุงหมดแล้ว

สอนผิดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ใครยังอยากเรียนอยู่ก็เชิญเถอะ

อีชั้นว่า คุณธรรมภูติ อยู่เฉยๆ ดีฝ่า ไม่เปลืองตัวดี
เค้าคอยดัก ตบ ตี ไม่ให้ความจริงเปิดเผย

สัตว์โลก ย่อมเป็นไปตามกรรม
โดย: พุทโธ IP: 124.122.163.51 วันที่: 17 สิงหาคม 2552 เวลา:14:18:40 น.
  
ไม่ได้ว่าอะไรนะครับ

คนละความคิด ความเชื่อ ก็ทางใครทางมัน เท่านั้นเองครับ


ขอเพียง ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ เท่านั้นเอง


ที่พูดถึงตัวเลขนี่ ไม่ได้เจตนาสร้างความน่าเชื่อถือนะครับ เพียงแต่ว่า มีคนรักเคารพมากๆ เมื่อมาลบหลู่ดูหมิ่นกัน ก็เท่ากับสร้างเวรกรรมกับคนจำนวนมาก ซึ่งมันค่อนข้างสุ่มเสี่ยงที่ต้องรับผลของกรรมค่อนข้างรุนแรง เท่านั้นเองครับ


หวังว่าคุณจขบ คงไม่ถือสา
และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะรับปวารณา ครั้งที่ 3 นี้ด้วยนะครับ


ขออนุโมทนาอีกครั้งครับ
โดย: ที่พยายามนำจขบออกจากหายนะ IP: 125.26.243.191 วันที่: 17 สิงหาคม 2552 เวลา:17:14:53 น.
  
ป่าวเหมือนกัน อีชั้นว่าถ้าทำให้คนอีกมากเข้าใจถูก จะยิ่งดีใหญ่

คุณคะ การปฏิบัติภาวนา เป็นแค่ความเชื่อหรือคะ มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะคะ มันคือความถูกต้อง ตรงธรรม ตรงทาง
และอีชั้นไม่ได้ลบหลู่ใดๆ เพราะดูๆ แล้วไม่มีหลู่จะให้ลบ แต่ปิดประตูไปเลยต่างหาก

อีชั้นก็แค่อยากให้คนได้รู้ว่าอะไรคือวิธีการที่สามารถทำให้เกิดมรรคผลได้จริง ๆ

เพราะอีชั้นเองก็เคยนับถือศรัทธาท่านสุดๆ บอกต่อให้เพื่อนฝูงในกลุ่มมาลอง ลอง ลอง กันมากมาย

ตัวเองก็ฝึกดูจิตมาหลายปี (ตั้งแต่ท่านอยู่เมืองกาญจน์) ไปส่งการบ้านท่านก็ช้มชม ว่าภาวนาดี เก่งมาก เพราะอีชั้นเป็นคนนึงที่ฟังซีดีจนเครื่องแทบพัง เอาจริงเอาจังในการดูจิต ไม่แพ้ใคร

...แต่เมื่อจำเนียรกาลผ่านไป ก็ฟันธงได้แล้วว่า ท่านรู้ไม่จริง หลังจากฟังธรรมของหลวงพ่ออีกท่าน และได้ปฏิบัติตาม (อย่างเอาจริงเอาจังเช่นกัน บอกแล้วไงว่าอีชั้นเป็นคนจริง อยากพ้นทุกข์ เริ่มสงสัยชีวิตมาตั้งแต่จำความได้ อันนี้เรื่องจริงไม่ล้อเล่น)

ณ บัด Now อีชั้นรู้แล้วว่า อริยเจ้าที่แท้ ธรรมแท้ เป็นเช่นไร เพราะผลที่ได้รับ ทำให้เห็นแล้วว่าเป็นการเริ่มเดินตามรอยพ่อแม่ครูอาจารย์ที่ถึงฝั่งไปแล้วอย่างแท้จริง (ไม่ได้บังอาจไปเทียบเทียมท่าน แต่กำลังตั้งหน้าตั้งตาเดินเตาะแตะตามท่านไปต่างหาก)

อีชั้น เพียงอยากให้เพื่อนร่วมสงสาร ตาสว่าง กันได้แล้ว วิธีการดูจิต ที่ทำๆ กันนั้น ผิดจริงๆ ไม่รู้จะพูดไงแล้ว

เสียใจจริงๆ ที่หลงผิด ปฏิบัติผิดมานาน เสียเงิน เสียเวลา ถ้าอีชั้นตายไปช่วงเวลานั้น ใครจะรับผิดชอบ เพราะอีชั้นจะกลายเป็นมิจฉาทิฐิข้ามภพข้ามชาติ

คิดแล้วยังใจหาย...เพื่อนๆ ทุกคนก็คิดแบบนี้เช่นกัน...เอวัง


โดย: พุทโธ IP: 124.120.218.110 วันที่: 18 สิงหาคม 2552 เวลา:12:50:15 น.
  
รบกวน คุณพุทโธ ช่วยบอกหน่อยไ้ด้ไหมคับ ที่ว่าผิดนั้น ท่านผิดอย่างไร ตรงไหนบ้าง

ขอบคุณมากๆ คับ
โดย: บั๊กคุง วันที่: 18 สิงหาคม 2552 เวลา:13:27:57 น.
  
คุณพุทโธค่ะ ดิฉันจะอยากจะขอคุยเรื่องการปฏิบัติหน่อยค่ะ ถ้าสะดวกรบกวนช่วยแจ้ง e-mail ของคุณมาที่ mon369@anet.net.th ด้วยค่ะ

ขอบคุณค่ะ
โดย: mon369 IP: 172.20.0.52, 58.10.61.44 วันที่: 18 สิงหาคม 2552 เวลา:17:48:02 น.
  
เรียนคุณบั๊กคุงและคุณ mon
"ดูจิตโดยไม่ผ่านสติสมาธิ ย่อมไม่ก่อให้เกิดปัญญารู้เห็น
ตามความเป็นจริงได้" เจ้าของ blog เขียนไว้ค่อนข้างชัดเจนดีแล้ว อยากให้เข้าไปอ่าน รวมถึงการสนทนากับคุณ palmgang ด้วย ลองทำดูนะคะ และถ้าหากกำลังดูจิตตามแนวทางการสอนที่โด่งดังอยู่ในขณะนี้ เลิกเลยค่ะ วิธีการนี้ขาดสัมมาสติ สัมมาสมาธิ และสัมมาวายามะ มรรคไม่ครบองค์แปด เข้าสติปัฎฐานสี่ไม่ได้ ย่อมเข้าถึงอริสัจไม่ได้ จึงไม่ใช่แค่ห่างไกลมรรคผลแต่อาจลงอบายง่ายๆ เพราะเอาแต่ดู ไม่ยอมจัดการกับอกุศลที่เกิดขึ้นจากจิตเลย กลับมาเริ่มต้นด้วยการทำความสงบของใจให้ได้ก่อน เหมือนจะยากแต่อย่าท้อ เพราะมันคือการเริ่มต้นที่ถูกต้องถูกซอย เดี๋ยวก็ได้ขึ้นทางด่วนเองค่ะ
โดย: ต้นหอม IP: 202.176.93.56 วันที่: 19 สิงหาคม 2552 เวลา:6:42:01 น.
  
ท่านพยายามที่จะออกจากหายนะครับ
ผมขอเถอะนะครับ ทำใจให้กวางหน่อย ให้สมกับเป็นชาวพุทธที่ดีสิครับ
คำสอนทั้งหลายนั้น ล้วนออกมาจากพระโอษฐ์

เมื่อมีผู้ที่ขานนาคเข้ามาเพื่อเผยแผ่พุทธศาสนา แต่กลับสอนขัดแย้งกับพุทธวจนะ
ผมจะนิ่งดูดายโดยไม่นำมาเปรียบเทียบ เพื่อยังประโยชน์ให้เกิดแก่ผู้อ่านที่มีใจเป็นธรรมหรือครับ

ส่วนท่านจะยุ่งกับผมหรือไม่นั้น เป็นสิทธิ์ส่วนบุคคลครับ
ท่านไม่คิดบ้างหละครับว่า เกิดคนเหล่านั้นที่ท่านอ้างถึงมาอ่านเจอบทความเข้า
แล้วทำให้เกิดทิฐิเดิมเปลี่ยนไป หันกลับมาปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนากันมากยิ่งขึ้น
เกิดประโยชน์ต่อพระศาสนาอย่างมหาศาลนะครับ

ธรรมภูต

โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 19 สิงหาคม 2552 เวลา:10:04:46 น.
  
ขอบคุณท่านพุทโธและท่านต้นหอมครับ
ที่เข้ามาให้กำลังใจและยังนำเอาประสบการณ์ตรงมาเล่าให้ฟัง

เพื่อให้ผู้ที่ยังหลงทาง หรือพวกที่ชอบเอาง่ายๆเข้าว่า จะได้รู้สึกตัวไม่มากก็น้อยครับ

สำหรับท่านที่ยังไม่รู้สำนึกว่า ตนเองเดินตามสาวกภาษิตแบบผิดๆมานั้น
โดยไม่ยอมเปิดใจให้กว้าง เพื่อเรียนรู้และเปรียบเทียบกับครูบาอาจารย์สายภาวนา"พุทโธ"บ้างเลย

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 19 สิงหาคม 2552 เวลา:10:13:27 น.
  
รบกวนคุณต้นหอม ช่วยชี้แนะวิธีจัดการกับอกุศลที่เกิดขึ้นจากจิต ได้ไหมคับ

ขอบคุณคับ
โดย: บั๊กคุง วันที่: 19 สิงหาคม 2552 เวลา:10:59:27 น.
  
พุทโธ เข้าไปเท่านั้น...ลองดูแค่ 1 วัน ให้ได้มากที่สุด
โดย: พุทโธ IP: 124.120.219.179 วันที่: 19 สิงหาคม 2552 เวลา:11:56:14 น.
  
ตอนนี้ผมฝึกรู้ลมหายใจเข้าออกอยู่น่ะคับ เหมือนกันไหมคับ ?
โดย: บั๊กคุง วันที่: 19 สิงหาคม 2552 เวลา:12:38:25 น.
  
ตามความเห็นของอีชั้น (คนเดียว) การรู้ลมบางทีอาจเบาไป ไม่สามารถทานอกุศลแรงๆ ได้ พุทโธ เป็นการชำระล้างได้ชงัดนัก

อีชั้นนึกพุทโธ พุทโธ ถี่ๆ ไม่ต้องเป็นจังหวะตามลม นึกกระชั้นๆ ...ได้ผลเนี้ยบจริงๆ ค่ะ จิตสงบระงับได้รวดเร็ว และจะก้าวหน้าตามลำดับ ถ้าเอาจริง

และอีชั้นเคยทราบมาจากครูบาอาจารย์อีกว่า หลวงปู่เจี๊ยะเคยบอกว่า อานาฯ เป็นของพระพุทธเจ้าเท่านั้น สาวกภูมิอย่างเราๆ ไม่เหมาะเท่าไหร่ แต่บางองค์ก็ว่าไม่เสมอไป...อันนี้เล่าสู่กันฟังเฉยๆ นะคะ

แนะนำให้คุณบั๊กคุง พุทโธ บ่อยๆ ตลอดวันเท่าที่นึกได้ แล้วถ้ามีเวลา กลางคืนควรนั่งสมาธิหรือเดินจงกรมบริกรรมพุทโธต่ออีก ไม่นานหรอกค่ะ เดี๋ยวคุณจะหายสงกาสัยเกลี้ยงเหี้ยนเตียน เหมือนอีชั้น ที่ไม่สงสัยอีกแล้วว่า ทำไม พุทโธ ถึงวิเศษ ที่สุดในโลก...ย้ำว่าลองดูก่อนนะคะ

หลวงปู่ลี เคยถึงกับบอกคนปฏิบัติว่า "นั่งให้ตลอดรุ่งก่อน แล้วค่อยมาคุยกัน"

ขออภัยหากความเห็นของอีชั้นเคลื่อนจากความจริง แต่ละคนคงต้องลองดูก่อนค่ะ ครูบาอาจารย์ของอีชั้นว่า "เอ็งต้องทำตุ๊กตามาให้กูดูก่อน กูถึงจะบอกมึงต่อได้"
สวัสดี มีชัย (กิเลส)
โดย: พุทโธ IP: 124.120.219.179 วันที่: 19 สิงหาคม 2552 เวลา:13:21:37 น.
  
การทำความสงบมีหลายวิธี แต่จากประสบการณ์ของเรา "พุทโธ" ทั้งวัน คือเครื่องมือเก็บกวาดขยะในใจที่มีประสิทธิภาพที่สุด ประการแรก เริ่มต้นจากความตั้งใจว่าเราจะคิดแต่เรื่องสำคัญอย่างเช่น เรื่องงาน หรือเรื่องที่ต้องอาศัยความระมัดระวังอย่างเช่นการข้ามถนน การขับรถ ฯลฯ แต่เวลาทั้งหมดตั้งแต่ลืมตาตื่น แปรงฟัน อาบน้ำ กินข้าว รอนัดหมาย เราจะเหนียวอยู่กับพุทโธจนหลับไป ประการที่สอง พอจิตมันตั้งท่าคิด ไม่ต้องคิดต่อ และไม่ต้องไปตามรู้ตามดูให้ตัดกลับมาที่พุทโธเลย ประการที่สาม เลือกเวลาที่ชอบ นั่งลงหลับตาแล้วพุทโธไปเรื่อยๆ ไม่เอาลมหายใจ ความคิดแม้แต่นิดเดียวก็ไม่เอาเอาแต่พุทโธ ตอนแรกก็ใส่เกียร์หนึ่งไปก่อน ถ้าฟุ้งมากก็ตบเกียร์สี่เลย เอาแค่นี้ก่อนนะคะ ลองดูค่ะ ของเราทำ 4 วันก็ได้เรื่อง แตกต่างจากที่เคยดูจิตมา 3 ปี กลับไต่อยู่แค่ขอบกระด้งของจิต วนอยู่อย่างนั้นไม่พอ ผู้สอนยังบอกอีกแน่ะ ว่าเห็นกิเลสแล้ว ฮามากเลยค่ะ ปล. คุณพุทโธกำลังจะพาคุณบั๊กคุงขึ้นทางด่วนเหรอคะ ปล.อีกที ผิดพลาดประการใดขอคุณธรรมภูตและท่านอื่นๆ ชี้แนะได้เลยค่ะ
โดย: ต้นหอม IP: 202.176.93.56 วันที่: 19 สิงหาคม 2552 เวลา:13:30:16 น.
  
ตรงขณะที่รู้ว่า จิตมันตั้งท่าคิด นี่ถือว่ารู้ ไปแล้วหรือป่าวคับ (แบบรู้ว่าจิตคิดและพอรู้แล้ว ความคิดมันจะไม่ต่อ มันจะขาดไปเอง)

ต้นหอมพอจะเล่าประสบการณ์หลังจากฝึกพุทโธไปสี่วัน ได้ไหมคับ ว่าเปลี่ยนแปลง ก้าวหน้า ไปอย่างไรบ้าง

ช่วยชี้แนะด้วยคับ
อนุโมทนาคับ /\\
โดย: บั๊กคุง วันที่: 19 สิงหาคม 2552 เวลา:14:30:30 น.
  
ขอบคุณมากค่ะคุณต้นหอมที่แนะนำ และดิฉันจะสนทนากับคุณ palmgang ได้ทางไหนค่ะ
โดย: mon369 IP: 172.20.0.52, 58.10.61.44 วันที่: 19 สิงหาคม 2552 เวลา:18:09:38 น.
  
ขอบคุณมากค่ะคุณต้นหอมที่แนะนำ และดิฉันจะสนทนากับคุณ palmgang ได้ทางไหนค่ะ
โดย: mon369 IP: 172.20.0.52, 58.10.61.44 วันที่: 19 สิงหาคม 2552 เวลา:18:09:56 น.
  
คุณ mon ยังอยู่ป่าวคะ
โดย: พุทโธ IP: 124.121.212.18 วันที่: 19 สิงหาคม 2552 เวลา:18:55:35 น.
  
คุณ mon คะ เราไม่รู้จักคุณ palmgang หรอกค่ะ และความจริงยังมีอีกหลายท่านที่สนทนากับคุณธรรมภูตใน blog แต่บังเอิญเราไม่ได้เอ่ยชื่อให้ครบทุกคนเพราะขี้เกียจเขียนง่ะ เอางี้ดีกว่า มาถึงขั้นนี้แล้วไปตามหาอาจารย์ของคุณ palmgang ดีกว่า นี่ล่ะค่ะ ลัดสั้นที่สุด ท่านชื่อหลวงพ่อสงบ อยู่วัดสันติพุทธาราม ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
โดย: ต้นหอม IP: 202.176.93.56 วันที่: 19 สิงหาคม 2552 เวลา:19:05:50 น.
  
อีชั้นว่าการพูดคุยกับพวกเราน่าจะเป็นการเสียเวลา แต่ให้ไปหาของแท้เลยค่ะ...

และคุณต้นหอม กล่าวไว้ถูกต้องแล้ว ลพ.สงบ ของจริง ธรรมแท้ พิสูจน์ได้...คือเพชรน้ำเอก ถึงองค์ท่านจะพูดจาโผงผาง แต่เปี่ยมด้วยความเมตตาไม่มีประมาณ

เมื่อทั้งคุณบั๊กคุง และคุณ mon เอาจริงเอาจังฝึกฝนกับท่าน คำถามต่างๆ ที่มีอยู่ขณะนี้ก็จะค่อยๆ หมดไป เพราะท่านตอบ และต่อยอดให้เราได้ประหนึ่งว่ามานั่งอยู่กลางใจเรา...อีชั้นไม่เคยเจอครูที่รู้รอบครอบจักรวาลแบบนี้มาก่อน ดังนั้นจึงบอกได้เต็มคำว่า จะไม่ไปไหนอีกแล้ว...พอกันที

หากคุณทั้งสอง มุ่งมั่นที่จะพ้นทุกข์ รีบไปกราบ ฝากตัวขอเรียนกับท่าน ก่อนที่คนจะแห่กันไปมากมายจนเข้าถึงองค์ท่านได้ยาก
โดย: พุทโธ IP: 124.121.212.18 วันที่: 19 สิงหาคม 2552 เวลา:19:25:35 น.
  
คุณบั๊กคุงคะ ถ้าเข้าใจไม่ผิดนะ คุณยังติดวิธีการดูจิตอยู่เลย ทิ้งไปเลยค่ะ รู้หรือไม่รู้ก็ช่างมัน เพราะนั่นไม่ใช่สาระสำคัญในขั้นตอนนี้ ช่วงนี้เราจะกวาดล้างขยะเพื่อให้จิตมีคุณภาพก่อนน่ะค่ะ อย่าเพิ่งคิดอะไร อย่าเพิ่งใจร้อนรู้ผลของมัน คิดแค่ว่าเราจะพุทโธเหมือนตักน้ำให้เต็มตุ่มน่ะ หลังจากนี้มีอาการอะไร มีพัฒนาการอย่างไร เราค่อยพาคุณไปหาครู ดีไหมคะ (อีกอย่างหนึ่งความก้าวหน้าของแต่ละคนอาการแทบไม่ซ้ำกันเลย ของใครของมัน เราไม่อยากเล่าเพราะไม่อยากโปรแกรมคุณ อยากให้คุณมีของที่เป็นของตัวเอง) อย่าเพิ่งงอนเรานะ ด้วยความปราถนาดีจริงๆ
โดย: ต้นหอม IP: 202.176.93.59 วันที่: 19 สิงหาคม 2552 เวลา:19:29:51 น.
  
ขอแก้ไขค่ะ หลวงพ่อสงบเป็นครูของคุณ ironmaiden ค่ะ ไม่ใช่คุณ palmgang ตามที่เราบอกไว้ กราบขออภัยทุกท่าน เราตาลายง่ะ เห็นมั๊ยล่ะ สติสตังของปุถุชนคนปกติน่ะไม่มีคุณภาพพอที่จะเอาไปใช้ดูจิตระหว่างวันได้หรอก ขนาดอ่านชื่อคนยังจำผิดเล้ย
โดย: ต้นหอม IP: 202.176.93.61 วันที่: 20 สิงหาคม 2552 เวลา:6:27:41 น.
  
ท่านต้นหอมครับ ผมเองก็สงสัยตั้งแต่อ่านแล้วครับ
ถูกแล้ว ต้องท่านironmaidenครับ ยังบอกเส้นทางให้ผมเลย
และเล่าเรื่องต่างqที่ไปพบท่านพระอาจารย์หลวงพ่อสงบให้ฟังอีกมากมาย

ท่านที่ยังไม่เคยไปกราบท่าน ตามลิ้งค์นี้ครับ

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 20 สิงหาคม 2552 เวลา:8:00:13 น.
  
เราไปกราบท่านครั้งแรก แค่เงยหน้าขึ้นท่านก็ถามเลยว่า "ดูจิตมาใช่ไหม" โอย..เรายังไม่ได้พูดอะไรสักคำ หลวงพ่อสุดยอด หลังจากนั้นท่านก็ให้พุทโธมา ในระหว่างปฎิบัติเจอตอ ท่านแก้อารมณ์ให้ ตอหายเกลี้ยง มีบางครั้งที่เราไปอยู่วัด ติดขัดช่วงกลางคืน ตื่นเช้ามาท่านก็เทศน์บอกโดยไม่ต้องถาม เราชอบแบบนี้ เพราะบางทีเราไม่สามารถหาคำพูดมาอธิบายสภาวะของตัวเองได้น่ะค่ะ ครั้งหนึ่งเราเคยเห็นหลวงพ่อแก้จิตผู้ปฎิบัติ วันนั้นแหละที่เราเพิ่งเข้าใจว่าพรหมวิหารและปฎิภาณที่เต็มภูมิแบบอริยะนั้นเป็นอย่างไร ท่านส่งธรรมด้วยการตะล่อมดักหน้าดักหลังความโง่และความดื้อรั้นด้วยความอดทน นุ่มนวล และเมตตา แตกต่างจากผู้สอนดูจิตที่ไม่เคยฟังสาวกส่งการบ้านจนจบประโยคเลยสักคนเดียว เราอึดอัดใจมานานแล้วแต่ไม่มีภูมิมากพอที่จะอธิบายความผิดพลาดจากการดูจิตแนวนี้ให้ใครเข้าใจได้ ดีใจมากเลยค่ะที่หลงเข้ามาเจอ blog ของคุณธรรมภูต กราบงามๆ ค่ะ ไปแล้ว
โดย: ต้นหอม IP: 202.176.92.97 วันที่: 20 สิงหาคม 2552 เวลา:9:30:08 น.
  
สวัสดีค่ะ ทุกๆท่าน...ขออนุโมทนากับทุกท่านค่ะ

พอดีมีพี่ที่นับถือเค้ายกบล็อก สมาชิกผู้ทรงเกียรติ ให้
ก็เลยตั้งใจว่า อยากจะลง ธรรมะของหลวงพ่อสงบ น่ะค่ะ

แต่เนื่องจากไม่มีข้อมูลใดๆเลย
เคยเห็นแต่เป็นซีดี ก็ไม่ว่างโหลดมาฟัง

เห็นที่นี่คุยกัน หลายท่านเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อสงบ
ก็อยากจะรบกวนช่วยแนะนำ หาข้อมูล ให้ด้วย เพื่อลงบล็อกน่ะค่ะ
หวังว่าจะได้รับความกรุณาจากทุกท่านนะคะ

และท่านไหนได้ไปหาหลวงพ่อ ช่วยกราบเรียนขออนุญาตให้ด้วยนะคะ
คือ ตั้งใจจะไปกราบท่านแหละ แต่ยังหาวันที่ลงตัวยังไม่ได้

ยังไงท่านใดมีข้อมูล ที่จะให้เพื่อเผยแผ่ธรรมะของท่าน
กรุณาอีเมล์ไปให้คุณธรรมภูตละกัน (เห็นมีอีเมล์ใน profile)
แล้วจะค่อยประสานติดต่อคุณธรรมภูตอีกทีนะคะ

ขอบคุณทุกๆท่านค่ะ

ปล.ฝากบอกคุณ iron ครอบครัวเราก็เคยอยู่โพธารามค่ะ
เดี๋ยวนี้ไม่ได้อยู่แล้ว แต่พี่ๆเค้าจะแวะไปกันบ่อย
สุสานพ่อแม่ก็อยู่ที่โพธารามค่ะ

โดย: สมาชิกผู้ทรงเกียรติ วันที่: 20 สิงหาคม 2552 เวลา:21:38:44 น.
  
^_^ สวัสดีครับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติและคุณต้นหอม

รู้สึกเขินเหมือนกันครับสำหรับคนธรรมดาๆที่ยังไม่ได้อรรถได้ธรรมอะไรอย่างผมก็มีคนพูดถึงด้วยนะครับ ผมเองก็ทำงานอยู่กรุงเทพๆแต่กลับบ้านที่โพธารามไปเยี่ยมพ่อกับแม่เดือนละ 2 ครั้งตอนนี้ทำงานอยู่ประเทศมาเลเซียนะครับกว่าจะได้กลับประเทศไทยก็เดือนธันวาคมเลยล่ะปีนี้ก็เลยยังไม่มีโอกาสเอา “ตุ๊กตาตัวที่ 2” ไปให้หลวงพ่อสงบดูน่ะครับแต่ก็หวังว่าพอกลับถึงเมืองไทยแล้ว “ตุ๊กตาตัวที่ 2” คงจะดีกว่าเดิมล่ะครับ อ้อ! บ้านของผมอยู่ ต. บ้านสิงห์นะครับไกลจากวัดสันติพุทธารามของหลวงพ่อสงบทีเดียวประมาณเกือบ 50 กิโลเมตร

ผมขอสารภาพตามตรงนะครับผมเองก็ไม่ใช่ลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดอะไรของหลวงพ่อสงบนะครับ ผมเองเพิ่งได้ไปสนทนาธรรมและฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของท่านมาแค่ 2 ครั้งเองครับเรื่องที่ผมเล่ารายละเอียดทั้งการเดินทางและบทสนทนาต่างๆระหว่างผมกับหลวงพ่อสงบได้อย่างละเอียดเยอะแยะนี่เป็นเพราะผมตั้งใจจะเก็บรายละเอียดทั้งหมดไว้ให้มากที่สุดให้สมกับการรอคอยมาทั้งชีวิตว่า “ซักวันเราคงได้พบครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นของจริงและเราสามารถไปหาท่านได้อย่างไม่ลำบากนัก” และที่ยิ่งไปกว่านั้น “หลวงพ่อสงบท่านเป็นครูบาอาจารย์สายหลวงปู่มั่นองค์แรกที่เป็นชาวราชบุรีและยังเป็นคนโพธารามเหมือนกันตัวเราด้วย” ผมก็เลยเก็บรายละเอียดไว้ได้ทุกเม็ดล่ะครับและผมยังได้ซีดีจากท่านมาฟังอยู่เป็นประจำก็เลยพอมีเกร็ดคำสอนของท่านมาสอดแทรกไว้ได้บ้างนะครับ

ส่วนข้อมูลอะไรนั้นผมก็คงมีเท่าที่ post เอาไว้ละครับคงไม่มีมากกว่านี้แล้วล่ะ แต่ผมมีหนังสือ “ปลูกดอกบัวที่ใจ” ที่หลวงพ่อสงบเมตตาให้ผมมาตอนที่พบกับท่านครั้งแรกถ้าท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติสนใจผมจะพิมพ์จากต้นฉบับมาลงใน soft file ให้นะครับแต่คงใช้เวลาหน่อยเพราะผมมีเวลาว่างแค่ช่วงกลางคืนและต้นฉบับของหลวงพ่อสงบแต่ละตอนก็ยาวไม่ใช่น้อยถ้าสนใจอยากจะได้ไปลง blog เดี๋ยวผมจะทำให้นะครับ

ขอแสดงความนับถือครับ

IRONMAIDEN
โดย: IRONMAIDEN IP: 210.19.133.124 วันที่: 20 สิงหาคม 2552 เวลา:22:41:13 น.
  
สวัสดีค่ะ คุณ iron

ขอขอบคุณและยินดีเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะ

บล็อกสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ที่จะทำ ตอนนี้ยังไม่ได้ลงข้อมูลใดๆเลย

ตั้งใจว่าห้องนึงเกี่ยวกับธรรมะของหลวงพ่อ
และจะเปิดห้องนึงให้คุณ iron เล่าเกี่ยวกับหลวงพ่อ
การพบหลวงพ่อ การปฏิบัติที่ทำตามที่หลวงพ่อแนะนำ
เป็นไงคะ แต่คงต้องให้คุณ iron รวบรวมข้อมูลไปให้เป็นตอนๆ

อ้อ แล้วก็ท่านอื่นๆด้วย คุณพุทโธ คุณต้นหอม ...ฯลฯ...
คิดว่ายังไงกัน ก็ส่งเสียงบอกด้วยนะคะ

และสำมะคัญกว่านั้น คือ ต้องขอให้ท่านๆทั้งหลาย
ส่งข้อมูลหรือทำลิงค์ที่จะไปเอาข้อมูลไปให้ด้วยนะคะ

ขอขอบคุณและอนุโมทนากับทุกๆท่านค่ะ

ก็เลยต้องขอใช้พื้นที่คุณธรรมภูตเป็นที่ประสานงานไปก่อน
ขอบคุณคุณธรรมภูตด้วยค่ะ

โดย: สมาชิกผู้ทรงเกียรติ วันที่: 21 สิงหาคม 2552 เวลา:5:25:17 น.
  
ขออนุญาตคุณธรรมภูต คุยกับคุณ iron อีกหน่อย

บ้านเดิมอยู่ตลาดหน้าวัดโพธาราม
เพราะฉะนั้นพี่ๆน้องๆ จะเรียนหนังสือกันที่โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนีกันทุกคน

แต่ตัวเองเข้ามาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯตั้งแต่ ป.เตรียม
ก็เลยออกจะไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับโพธารามมากนัก
จะกลับบ้านก็แค่ปิดเทอม...

ได้ลองถามพี่ๆ ว่า รู้จักหลวงพ่อสงบมั๊ย
โห เค้าเล่าได้หมดเลยนะว่าท่านเป็นลูกหลานบ้านไหน
บ้านท่านอยู่ไหน ท่านบวช.....ฯลฯ....
วัดท่านอยู่ตรงไหน ไปยังไง พี่ๆเค้าบอกได้ละเอียดนักแล

ยังขำขำเลยว่านี่ขนาดย้ายบ้านจากโพธารามมาหลายปีแล้ว
พี่ๆเค้ายังรู้เรื่องราวเกี่ยวกับโพธารามกันได้ละเอียดยิบ

ค่ะ ก็มาเล่าสู่กันฟังค่ะ >_<




โดย: สมาชิกผู้ทรงเกียรติ วันที่: 21 สิงหาคม 2552 เวลา:7:07:19 น.
  
ท่านต้นหอมครับ ที่ท่านปฏิบัติมานั้น
มีเจตจำนงค์ที่มุ่งมั่น ดีแล้วครับ ผมขออนุโมทนาในกุศลที่จะเกิดขึ้นในกาลข้างหน้าต่อๆไป
ก็อย่างที่ท่านว่าหละครับ ผู้ที่ยังหลงทาง เดินตามความโด่งดังโดยไม่นำพาความถูกต้องนั้น
ผมเองก็เป็นห่วงเรื่องนี้เช่นกัน ถึงได้ตั้งใจเขียนบทความจากประสบการณ์ที่ปฏิบัติมาครับ
นี่ขนาดผมดูจิต โดยมีหลักของจิตใจ(ฐานเดิม)แล้ว ยังจับตัวเหตุ(จิต)ไม่ค่อยจะทันเลย
มารู้สึกตัว เอาตอนจิตไหวตัวไปแล้ว(ในอารมณ์ที่ประทับใจมาก)
ผมเองยังต้องสดับและยังต้องกระทำตื้นอยู่ครับ ทุกวันนี้ยังไม่เคยทิ้งภาวนาเลยครับ
เพื่อทวบทวนให้คล่องแคล่วชำนาญ เอาไว้ใช้ตอนได้ ในเวลาอันควรที่จะต้องไป
จะได้ไม่หลงภพหลงชาติ เป็นมิจฉาทิฐิอีกต่อไปครับ....

มีประสบการณ์อะไรเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ...หรือเปรียบเทียบให้เห็นว่า...
ระหว่างหลงทาง เดินอยู่นั้นเป็นยังไง?และโชคดี ที่กลับมาเดินทางที่ถูกได้..รู้สึกอย่างไร?

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 21 สิงหาคม 2552 เวลา:9:37:18 น.
  
อีชั้นเคยได้ยินหลวงพ่อพูดว่า อีกไม่นานเว็บของท่านก็จะเสร็จ และเท่าที่มีกระแสโต้กันเรื่องท่านกับอีกท่าน...ในเว็บดัง ทำให้ท่านเอ่ยปากบอกว่า "ไม่ต้อง...เดี๋ยวเราทำเอง" อีชั้นก็เลยไม่ค่อยกล้าโพสอะไรเกี่ยวกับองค์ท่านหรือคำสอนมากนัก กลัวจะเป็นการฝ่าฝืนคำของท่าน (เอ...แต่ดูๆ ไปอีชั้นก็เล่าเยอะเหมือนกัน...ว้า)

อีกอย่างเรื่องการเล่าประสบการณ์ ไม่แน่ใจว่าควรทำหรือไม่ เพราะท่านมักพูดว่า "ของใครของมัน แต่ละคนไม่เหมือนกันเลย ถ้าพูดไป เดี๋ยวจิตจะก็อปปี้กันหมด"

ไม่ทราบว่าคิดเห็นกันเช่นไร...ช่วยบอกด้วย

เอาเป็นว่า จะพยายามเรียบเรียงเล่าคร่าวๆ ที่สุด เพื่อแชร์ประสบการณ์กัน เผื่อใครที่เข้ามาใหม่สนใจ จะได้นำไปสู่การเข้าไปเรียนกับองค์ท่านโดยตรง

ผิดพลาดประการใดขออภัยด้วยค่ะ



โดย: พุทโธ IP: 124.120.216.211 วันที่: 21 สิงหาคม 2552 เวลา:15:57:16 น.
  
ท่านพุทโธครับ
ขออนุโมทนากับความเป็นผู้ที่เอาจริงเอาจังกับการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา
ขอให้เข้าถึงจิตรวมใหญ่โดยเร็ววันนะครับ

ส่วนเรื่องประสบการณ์การภาวนานั้น โดยมากขึ้นกับจริตของแต่ละคนครับ
นอกจากหลักใหญ่ๆ เกี่ยวกับการผ่านเวทนาและจิตรวมใหญ่จะเหมือนๆกัน

ท่านพระอาจารย์ลพ.สงบ พูดไว้ดีแล้วครับ
ท่านเกรงว่าบางท่าน เมื่อฟังประสบการณ์ของท่านอื่น...
แล้วนำมาจินตนาการไปเองว่ารู้เห็นตามนั้น
โดยที่ยังไม่เคยภาวนาให้จิตสงบตั้งมั่นได้เลยสักครั้ง
เป็นการก๊อปปี๊โดยไม่รู้ตัวได้เลยเช่นกันครับ

แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผมเห็นว่าการเล่าประสบการณ์นั้น
ช่วยให้ผู้ที่กำลังฝึกภาวนาใหม่มีกำลังใจมากขึ้น
สืบเนื่องจากปัจจุบันมีการสื่อสารที่รวดเร็ว อาจถูกชักนำให้ไขว้เขว่ไปได้ง่ายๆ
เพื่อหนีความลำบากในการภาวนาอบรมจิต...จะไปดูจิตติดคิดเอาง่ายๆครับ

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 21 สิงหาคม 2552 เวลา:20:22:10 น.
  
ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ
ยินดีมากครับ ที่จะเป็นสื่อกลางให้ สำหรับนักปฏิบัติที่ยังเห็นคุณค่าของการภาวนา
ไม่มองข้ามแบบอาจารย์บางท่าน ที่ท่านเองก็ไม่เคยสัมผัสสภาวะ "จิตรวมใหญ่"มาก่อน
จึงปฏิเสธว่าเป็นเพียงสมถะยานิกเท่านั้น เป็นการทำลายพุทธศาสนาโดยไม่รู้ตัวครับ
ไม่เห็นคุณค่าของการปฏฺบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาว่า
เป็นพื้นฐานอันสำคัญยิ่งในการดูจิต ที่ไม่ติดความคิดครับ

ธรรมภูต

โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 21 สิงหาคม 2552 เวลา:20:31:46 น.
  
ท่านIRONMAIDENครับ
ขอแสดงความยินดีครับ ที่ท่านก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะได้ช่วยธำรงค์พระศาสนา
โดยการนำเอาประวัติของพระแท้ ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เดินตามรอยพระบรมครู
มีอะไรติดต่อผ่านได้นะครับ....หรือติดต่อท่านสมาชิกฯโดยตรงก็ได้นะครับ
ช่วยกันคนละไม่คนละมือ เพื่อชี้ทางสว่างให้กับผู้ที่ยังหลงเดินอยู่ในทางมืดครับ
แต่ต้องอย่าลืมความเพียร เพื่อตนเองด้วยนะครับ เดินไปพร้อมๆกันครับ

ธรรมภูต

โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 21 สิงหาคม 2552 เวลา:20:39:26 น.
  
^_^ สวัสดีครับอาจารย์ธรรมภูติ, คุณพุทโธและทุกๆท่าน

ขอบคุณอาจารย์ธรรมภูติด้วยนะครับที่กล่าวยกย่องชมเชย ผมเองก็จะพยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับและก็จะทำความเพียรเพื่อรื้อภพชาติของตัวเองด้วยเช่นกัน หลวงปู่มั่นท่านให้ความสำคัญเรื่องนี้มากที่พระและเณรที่จะต้องปฏิบัติตัวเองให้ได้จริงก่อนที่จะออกไปสอนชาวบ้านหรือพระเณรรูปอื่นๆเพราะถ้าทำไม่ได้จริงแล้วสิ่งที่เอาไปสอนจะกลายเป็นสัทธรรมปฏิรูปสร้างความเสียหายให้กับพระพุทธศาสนาและทำลายโอกาสการบรรลุธรรมของคนอื่นๆด้วยครับ

อย่างที่คุณพุทโธว่าไว้นั่นแหละครับ ช่วงที่มีเรื่องปะทะกันในเว็ปชื่อดังในตอนเดือนมิ.ย. เรื่อยมาจนมาถึงเดือน ส.ค. นี้ผมเองก็ไปซุ่มดูอยู่มาตลอดเวลาเหมือนกันครับ ก็ได้แต่ปลงอนิจจังกับบางความเห็นที่พากันขนบาปขนเวรใส่ตัวเองและยังเผื่อแผ่ไปให้ชาวบ้านเขาอีกด้วย แต่ก็ดีเหมือนกันนะครับที่ทำให้หลายๆคนได้ตื่นตัวกลับมาตั้งคำถามและค้นคว้าหาข้อเท็จจริงกันแต่ผมก็เสียดายสองคนนั้นเหมือนกันที่ใช้วิธีการที่ไม่เหมาะสมในการนำเสนอจนต้องยุติบทบาทของตัวเองลง

เท่าที่ผมเข้าใจนะครับหลวงพ่อสงบท่านไม่ต้องการให้ใครคนอื่นเอาคำเทศนาของท่านไปเป็นประเด็นโจมตีหรือเอาไปตรวจสอบกับคำสอนของครูบาอาจารย์ท่านอื่นๆ ท่านต้องการเป็นผู้นำเสนอและชี้แจงด้วยตัวท่านเองเพราะว่าเมื่อท่านได้แสดงออกไปแล้วย่อมต้องมีคนสงสัยซักถามอย่างแน่นอนทั้งที่อยากรู้เพื่ออรรถเพื่อธรรมและพวกที่ต้องการ “ลองของ” ถ้าเป็นคนอื่นไปพูดแทนท่านย่อมไม่สามารถตอบคำถามได้ชัดเจนซึ่งจะทำให้เกิดความคลุมเครือหรือถ้าตอบไม่ได้เลยเพราะสภาวธรรมของคนๆนั้นไม่ถึงขั้นที่จะตอบปัญหาในระดับลึกซึ้งได้ซึ่งอาจทำให้บางคนสับสนในข้อธรรมะหรือไปปรามาสธรรมะของครูบาอาจารย์ได้ครับดังนั้นท่านจึงได้ห้ามเอาไว้ ถ้าดูในการโพสต์ข้อความของผมจะเห็นว่าผมพยายามหลีกเลี่ยงประเด็นเหล่านี้ตลอดเวลาและจะแนะนำให้ไปสนทนาธรรมกับท่านเป็นการส่วนตัวครับ

ส่วนเรื่องการเล่าประสบการณ์ของแต่ละคนนี่ผมคิดว่าเหมาะสมแล้วนะครับใครมีกันเท่าไหร่ก็เอามาสู่เล่ากันเถอะครับ แต่ว่าควรจะเล่าแต่สิ่งที่เป็น “สมบัติส่วนตัว” เท่านั้นนะครับอย่ายืมเอา “สมบัติของพ่อแม่ครูบาอาจารย์” มาเล่าสู่กันฟังเพราะสภาวธรรมนั้น “ของใครก็ของมัน” ไม่เหมือนกัน ก็ให้ฟังกันเอาไว้อะไรว่าเหมาะสมกับตัวเองก็เอามาใช้อะไรไม่เหมาะสมก็ดูไว้เฉยๆ ผมมีทัศนะคติที่ว่า “เหลือดีกว่าขาด” ครับมีข้อมูลมีเรื่องราวต่างๆมากๆให้เลือกใช้ดีกว่าเจอแบบ “ร้อยเนื้อทำนองเดียว” ล่ะครับ

ถ้าสนใจอยากอ่านประสบการณ์ของคนที่เริ่มจะเพิ่งรู้ว่า “ชีวิตนี้เป็นทุกข์ยิ่งนัก” ก็ลองเข้าไปอ่านความเห็นของผมในหัวข้อ “ดูจิตโดยไม่ผ่านสติสมาธิ ย่อมไม่ก่อให้เกิดปัญญารู้เห็นตามความเป็นจริงได้” คิดว่านะจะเป็นประโยชน์ต่อทุกๆคนบ้างนะครับ ถ้าอ่านแล้วไม่ได้อะไรเลยก็คิดซะว่าอ่านบันทึกขำๆของคนธรรมดาๆนึงก็แล้วกันนะครับ

สุดท้ายนี้ขอฝากถึงคุณพุทโธและคุณต้นหอมหน่อยนึงนะครับว่าถ้ามีโอกาสไปหาหลวงพ่อสงบที่วัดป่าสันติพุทธารามช่วยกราบนมัสการหลวงพ่อสงบท่านให้ผมด้วยนะครับ และฝากกราบเรียนท่านว่า “ลูกศิษย์ที่เป็นคนบ้านสิงห์ที่เคยมาหาหลวงพ่อเมื่อปีที่แล้ว 2551 ตอนนี้ทำงานอยู่ประเทศมาเลเซียและกำลังปฏิบัติตามคำสอนของหลวงพ่อทั้งพุทโธและปัญญาอบรมสมาธิถ้ากลับเมืองไทยเมื่อไหร่จะไปกราบหลวงพ่อและจะเอาตุ๊กตาอีกตัวไปให้หลวงพ่อช่วยดูให้นะครับ”

ขอแสดงความนับถือครับ

IRONMAIDEN
โดย: IRONMAIDEN IP: 210.19.133.124 วันที่: 21 สิงหาคม 2552 เวลา:21:15:27 น.
  
สวัสดีครับ...
ผมไม่ใช่ลูกศิษย์ของหลวงพ่อสงบครับ...

ฝากไว้ให้คิด.."รู้..แบบไม่มีผู้รู้หรือสิ่งถูกรู้..รู้นั้นก็จะแทรกซึมไปทั่วจักรวาล"

โดย: palmgang IP: 119.42.70.196 วันที่: 23 สิงหาคม 2552 เวลา:20:36:09 น.
  
ท่านIRONMAIDENครับ
ที่ท่านนำเอาคำพูดของพระอาจารย์ใหญ่มั่น มานั้น เป็นการดีครับ
ที่ชี้ให้เห็นว่า พระนวกะที่จะออกไปสั่งสอนอบรมชาวบ้านนั้น
ต้องอยู่ถือนิสัยกับครูบาอาจารย์ อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า๕พรรษา
จนท่านแน่ใจว่า ได้หลักจิตหลักใจที่มั่นคงแล้ว จึงให้ออกไปเผยแผ่ได้

ส่วนพวกเรานั้นเป็นเพียงผู้ที่ยังต้องสดับ(ฟัง) ยังต้องกระทำให้ตื้น(เพียร)
การที่เราเอาคำสอนของครูบาอาจารย์มานำเสนอนั้น ต้องเป็นคำสอนของครูบาอาจารย์ล้วนๆ
ไม่ใช่เอาความคิดของเราเองมาปะปนแล้วว่า มาพูดแทนครูบาอาจารย์....
เราต้องแยกแยะว่า อันไหนคำพูดของครูบาอาจารย์ อันไหนเป็นเราวิเคราะห์ขึ้นมาเอง

เมื่อทำอย่างที่ว่าได้ ผมรับรองได้ว่าไม่มีปัญหาที่นำคำสอนของท่านมาเผยแผ่อย่างแน่นอนครับ
แต่โดยมากแล้วมักชอบพูดแทนพ่อแม่ครูบาอาจารย์ เมื่อโดนถามกลับจึงตอบได้ไม่เต็มปากนัก

ผมเองนั้นเคยประสบกับปัญหานี้เช่นกันครับ เมื่อตอบแทนท่าน(ครูผม)ไปแล้ว
ต้องนำคำตอบให้ท่านดู เมื่อท่านอ่านดูแล้วเห็นว่าใช้ได้
ผมจึงขออนุญาตจากท่านว่า ขอตอบแทนท่านนะครับ

ส่วนเรื่องประสบการณ์นั้นเป็นของเราล้วนๆ เราสามารถที่จะพูดเองได้โดยไม่ต้องกลัวเกรงใดๆ
เพราะเป็นประสบการณ์ของเราเอง ซึ่งใครจะเชื่อก็ได้ ไม่เชื่อก็ได้ สุดแท้แต่ชอบ
ถ้าเชื่อแล้วนำไปปฏิบัติและเห็นจริงตามนั้น เราก็ได้อานิสงส์นั้นไปด้วย
เป็นการชี้ให้ผู้อื่นมีสัมมาทิฐิไปด้วย
ส่วนที่ไม่เห็นด้วยนั้น เราจะไปทำอะไรได้ ในเมื่อกาลามสูตรก็กล่าวไว้ชัดเจนแล้วว่า

เมื่อมีใครมาอ้างว่านี่เป้นคำสอนของพระบรมศาสดา ก็อย่าเพิ่งเชื่อหรือปฏิเสธทันที่
ให้ฟังให้ดี แล้วนำมาสมาทานอย่างเต็มที่แล้ว เป็นกุศล มีประโยชน์ ผู้รู้สรรเสริญ
ย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งที่มีประโยชน์ เพื่อความสุข จึงจะเชื่อถือก็ยังไม่สายครับ

ธรรมภูต


โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 23 สิงหาคม 2552 เวลา:20:37:34 น.
  
สวัสดีครับ...
ผมไม่ใช่ลูกศิษย์ของหลวงพ่อสงบครับ...

ฝากไว้ให้คิด.."รู้..แบบไม่มีผู้รู้หรือสิ่งถูกรู้..รู้นั้นก็จะแทรกซึมไปทั่วจักรวาล"

โดย: palmgang IP: 119.42.70.196 วันที่: 23 สิงหาคม 2552 เวลา:20:36:09 น


ท่าน palmgangครับ ผมว่าท่านกำลังสับสนอยู่หรือเปล่าครับ
ผมฝากให้ท่านไว้ตริตรองดูนะครับว่า "รู้" คำนี้เป็นหน้าที่ของจิตใช่มั้ยครับ???
เมื่อไม่มีผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้ จะรู้ไปเพื่ออะไรครับ ในเมื่อสิ่งเหล่านั้นไม่มีอยู่

ถ้าบอกว่า "รู้"ก็เป็นการโกหกทั้งเพใช่มั้ยครับ? ในเมือสิ่งเหล่านั้นไม่มี
แล้วรู้ได้อย่างไรว่า "รู้นั้นก็แทรกซึมไปทั่วจักรวาล" ก็เป็นการโกหกกันต่อหน้าต่อตาชัดๆนิครับ

เมื่อพระบรมครูทรงตรัสรู้(ตรัสว่ารู้) พระองค์ทรงต้องรู้ใช่มั้ยครับ? จึงมาบอกได้ว่าทรงบรรลุแล้ว
การศึกษาธรรมะนั้น อย่าเอาเฉพาะความเชื่อความศรัทธาเป็นที่ตั้งเท่านั้น
พ่อแม่ครูบาอาจารย์ ท่านก็เน้นให้ลงมือปฏิบัติเพื่อจะได้รู้เห็นตามความเป็นจริงครับ
ไม่ใช่ดูจิต แล้วติดคิดเอาเองว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ โดยขาดเหตุผล ก็เชื่อเข้าไปได้....

ธรรมภูต

โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 23 สิงหาคม 2552 เวลา:20:55:47 น.
  
คุณ ironmaiden คะ
ถ้าหากต้องการรายงานหลวงพ่อเรื่องตุ๊กตาตัวที่ 2 เขียนมาได้เลยนะคะ เราจะพริ๊นท์ไปถวาย แล้วหากท่านมีคำชี้แนะกลับมาเราจะจดมาเล่าให้ฟังโดยละเอียดเลยค่ะ
โดย: ต้นหอม IP: 202.176.93.57 วันที่: 24 สิงหาคม 2552 เวลา:7:52:09 น.
  
ตอนที่เราดูจิต เราไม่เห็นจิตหรอก เห็นแต่สัญญาอารมณ์เกิดดับ ช่วงสติคมๆ จะสังเกตเห็นความว่างเล็กๆ ตรงรอยต่อระหว่างคิดต่อคิด บางครั้งความว่างนั้นจะยาวขึ้นจากจุดเล็กๆ เป็นเส้นตรงสั้นๆ แต่แล้วก็กลับมาคิดกลับมารู้สึกอีก วนเวียนไปเรื่อยๆ

ความว่างตรงนั้นไม่ใช่ความว่างที่แท้จริง เป็นเพียงการคิดถึงความว่าง เป็นคิดชนิดหนึ่งนั่นเอง ความว่างตรงนี้จึงไม่ได้มีนัยสำคัญอะไรต่อความก้าวหน้าในการภาวนา มันไม่ใช่แม้แต่จะเป็นสมาธิ เพราะสมาธิที่แท้จริง คือตัวมันว่าง ใช่ไหมคะ

และในระหว่างที่ดู เราจะอยู่กับรู้ แต่รู้ตรงนั้นเป็นเพียงรู้ของคนปกติที่ไม่ได้วิกลจริต ซึ่งไม่ใช่ "รู้" ของการภาวนา

จากประสบการณ์ "รู้" ของเรานี้ ผู้สอนดูจิตบอกว่า เห็นกิเลสตัวเองแล้ว ว้าว จิตหน้าตาเป็นยังไง ต้นหอมยังไม่เคยเห็นเลย แต่เห็นกิเลสแล้วง่ะ โม้ระดับอาเซียนเยย..

เราวนเวียนอยู่นาน สมาธิก็ไม่รู้จัก จิตก็ไม่เห็น สิ่งที่รู้ก็ไม่มีแก่นสาร แล้วจะดูไปทำไมหว่า

เอ่อ คุณธรรมภูตคะ
มีแต่คนเข้ามายืนยันความเห็นผิดของตัวเอง แล้วก็จากไป
มิน่าล่ะ สังสารวัฎของพวกเราแต่ละคนถึงได้ยาววววนานนนนน
โดย: ต้นหอม IP: 202.176.93.98 วันที่: 24 สิงหาคม 2552 เวลา:9:04:35 น.
  
คุณธรรมภูตครับ..

ผมว่าคุณอย่าได้ใส่ใจในข้อความนั้นเลย

ผมโพสท์ส่งเดชไปอย่างนั้นเอง

คุณเหมือนวัวสันหลังหวะ..ระแวงไปหมด

ความคิดเห็นอะไรที่แตกต่างจากคุณ..คุณจะเล่นงานหมด

ผมเชื่อว่าสิ่งที่คุณเห็นนั้นจริง..แต่ถ้าคุณมีปัญญาที่เจริญมากขึ้น..ความเห็นของคุณจะเปลี่ยนไปอีก..

ปัญญาของคุณยังไม่ถึงที่สุด..อย่าเพิ่งสรุปอะไรลงไป

เตือนด้วยความหวังดี..คุณกำลังยึดในสภาวะธรรมอันหนึ่งว่าเที่ยง..แล้วมองอีกอันหนึ่งว่าเกิดดับ..

แค่คำว่า"รู้"..คุณยังตีความผิดเลย

ถ้ายังมีความรู้สึกว่ามีสิ่งที่ถูกรู้และผู้รู้..คุณก็ยังติดอยู่..แล้วเมื่อไรจะหลุดพ้น

จิตมีหน้าที่"รู้" แต่การรู้ไม่ได้แบ่งแยกแบบนั้น

รู้ก็คือรู้..สิ่งใดเกิดก็รู้..รู้แล้วก็จบ

เมื่อสภาวะธรรมเกิดขึ้น..หากไม่มีการปรุงแต่งตัวตน(อันละเอียด)ขึ้นมาแล้ว...จะรู้สึกว่ามีผู้ดูได้อย่างไร

ความรู้สึกว่ามีตัวตนนี้ทำให้สรรพสิ่งเกิดขึ้น..มีผู้ดูและสิ่งถูกดู

ถ้าคุณข้องใจในข้อความของผม..ลองนำข้อความของผมไปถามครูอาจารย์ของคุณดูก่อน..ว่าถูกหรือผิด..
อย่าเพิ่งสรุป...ถ้าผิดคุณก็ทิ้งไป

ไม่เห็นจะต้องมาว่าอะไรผมมากมาย

ขอขมาทุกท่าน มา ณ โอกาสนี้หากทำให้ขุ่นเคือง...

โดย: palmgang IP: 119.42.71.123 วันที่: 24 สิงหาคม 2552 เวลา:10:05:19 น.
  
ขออนุญาตใช้พื้นที่นิดนึงนะคับ
ผมอยากสนทนากับพี่ palmgang ไม่ทราบว่าจะติดต่อทางไหนได้บ้างคับ

ขอบคุณคับ

ขอให้ทุกท่านเจริญในธรรมคับ /\\
โดย: homeless IP: 58.64.123.27 วันที่: 24 สิงหาคม 2552 เวลา:10:49:28 น.
  
คุณธรรมภูตลองอ่านกระทู้นี้ครับ

//www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y8237819/Y8237819.html
โดย: palmgang IP: 119.42.71.123 วันที่: 24 สิงหาคม 2552 เวลา:11:11:21 น.
  
ขอบคุณสำหรับคำอวยพรของคุณธรรมภูตินะคะ ขอให้เจริญก้าวหน้าในธรรมเช่นกันค่ะ

เสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา ไปกราบหลวงพ่อมา และมีโอกาสได้พักค้างแค่ 1 คืน แต่ก็ได้อะไรมามากมายเกี่ยวกับคำสอนของท่าน ท่านรอบรู้-กว้างขวาง ล้ำลึกจนอีชั้นเองยอมจำนนแล้วจำนนเล่าเข้าไปหมอบอยู่ใต้อุ้งเท้าท่าน

แต่อนิจจา ยังไม่วายมีคนคู่หนึ่งไปลองของท่าน
อีชั้นสงสัยตั้งแต่เดินเข้ามา (แต่ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่) เพราะรู้สึกถึงคลื่นจิตทะแม่งๆ ทั้งๆ ที่วันนั้นคนเยอะแยะ แสดงว่าทั้งสองคนคงพกอะไรมาล้นใจ มันถึงได้ส่งออกมาให้อีชั้น (ที่เซนส์ู้ยังกระจอกงอกง่อย) สัมผัสได้

พอฝ่ายชายเดินเข้าไปสนทนากับท่าน คราวนี้ชัดเลย ฟังคำถามก็รู้ว่ามาจากไหน (วอนซะแล้ว...บอกแล้วไงว่าอีชั้นน่ะเคยเป็นนักดูจิตเข้าขั้นเทพ แค่พูดไม่กี่คำก็เห็นไปถึงเบื้องหลัง)...

แต่สะใจค่ะ ท่านซัดไปคำใหญ่ น่าจะก้องกังวาลไปทั่วสามแดน ท่าทางวันนั้น เทวดา นางฟ้า คงต๊กกะใจ ว่าทำไมวันนี้ธรรมะท่านถึงได้ซัดจิตซัดใจขนาดนี้ แต่อย่างว่าแหละคนไม่มีวาสนา จ้องแต่จะจับผิด ก็คงหน้าบูดหน้าเบี้ยวกลับไป เพราะไม่ get ในธรรมแท้ 5555555

หลังจากที่ผู้คนทะยอยกันกลับบ้าน ท่านก็หัวเราะบอกว่า เรารู้ตั้งแต่แรกแล้วววว
โดย: พุทโธ IP: 124.122.162.182 วันที่: 24 สิงหาคม 2552 เวลา:12:28:18 น.
  


ขำคับ
คุณ palmgang เป็นไรอ่ะ รู้ รู้ ดูจิต ดูจิต ดูจิต ดูจิต ดูจิต ดูิจิต ดูจิต ดูจิต ดูจิต ดูจิต ดูเฉยๆ ดูเฉยๆ อย่าแทรกแซง ดูเกิดๆ ดับๆ เกิดๆ ดับๆ เกิดๆ ดับๆ เกิดๆ ดับๆ วนไปวนมาเหมือนเวียนตายเวียนเกิดไงม่ายรุุ...

รู้แล้วจบ...จบเห่ มากกว่ามั้งคับ

เกิดๆ ดับๆ เคยดูมาเหมือนกัน ศรัทธามาเหมือนกัน แต่เลิกแล้วคับ เพราะไม่ใช่ของจริง



โดย: รู้แล้วไงคับ IP: 124.122.162.182 วันที่: 24 สิงหาคม 2552 เวลา:16:17:50 น.
  
ขออนุญาตอาจารย์ธรรมภูติใช้พื้นที่ติดต่อกับคุณต้นหอมหน่อยนะครับ


^_^ สวัสดีครับคุณต้นหอม

ขอขอบคุณมากนะครับสำหรับความอนุเคราะห์เรื่องที่จะนำเอา “ตุ๊กตา” ของผมไปให้หลวงพ่อสงบท่านช่วยดูให้ ผมเขียนรายละเอียดของผมไว้ในหัวข้อ “ดูจิตโดยไม่ผ่านสติสมาธิ ย่อมไม่ก่อให้เกิดปัญญารู้เห็นตามความเป็นจริงได้” ฝากกราบหลวงพ่อสงบด้วยนะครับถ้าการปฏิบัติของผมมีข้อไม่ถูกต้องตรงไหนขอให้หลวงพ่อท่านช่วยชี้แนะมาด้วยนะครับ ผมขอตรงๆไม่ต้องอ้อมค้อมผิดเป็นผิดถูกเป็นถูกและไม่ต้องกลัวผมจะเสียกำลังใจนะครับ พ่อแม่ครูอาบาอาจารย์ท่านรักและหวังดีถึงได้ดุด่าว่ากล่าวเราให้รู้สำนึกตัวว่าสิ่งใดผิดและสั่งสอนว่าสิ่งใดถูกน่ะครับ

ขอแสดงความนับถือครับ

IRONMAIDEN
โดย: IRONMAIDEN IP: 210.19.133.124 วันที่: 24 สิงหาคม 2552 เวลา:21:11:43 น.
  
ท่าน palmgangครับ
ใครกันแน่ครับ ที่เป็นวัวสันหลังหวะ?...ระแวงไปหมด
ท่านเองที่ระแวงว่าผมเล่นงาน ทุกคนที่พูดไม่เหมือนผม

แต่ไม่เคยคิดจะตอบคำถามผม เมื่อตอบไม่ได้ก็หาว่าผมเล่นงาน
เป็นการกล่าวร้ายกันชัดๆ การถกธรรมย่อมเป็นธรรมดามากที่ต้องขัดแย้งกัน
ผมถามนั้นเพื่อหาความจริง ท่านก็ตอบมาก็เท่านั้น

คำว่า "รู้" กับคำว่า "รู้สึก" ท่านเองยังสับสนอยู่ แล้วพยายามที่จะแนะนำผมอีก
รู้จักจิตที่แท้จริงแล้วหรือครับ? รู้ คือรู้ ใช่ คือใช่ ไม่ใช่ คือไม่ใช่ ไม่ใช่มาบอกแค่ว่ารู้สึก
การรู้สึกนั้น อาจใช่หรือไม่ใช่ก็ได้ แตกต่างจากการ "รู้"โดยสิ้นเชิง
รู้คือรู้ครับ ของแบบนี้เดาเอาเองไม่ได้หรอกครับ มันบาปหนะ

ถ้ารู้แล้วจบได้โดยไม่ยึดก็เก่งนิ แน่ใจนะครับว่าท่านรู้อยู่ที่รู้ได้แล้ว
เท่าที่สนทนามากันมา ผมยังเห็นท่านหลงอยู่กับศรัทธาความเชื่อ โดยไม่ลืมหูลืมตาเลย

ผมเองก็อยากเตือนท่านเช่นกัน ว่าอย่าหลงไหลอะไรเพียงเพราะกระแสเท่านั้น
การที่ผมพูดอะไรไปและกล้าสรุปลงก็เพราะ ได้เทียบเคียงกับพระพุทธวจนะแล้ว
ไม่จำเป็นต้องไปถามพ่อแม่ครูบาอาจารย์อีกแล้ว
เพราะท่านเหล่านั้นแนะนำให้เทียบเคียงพระสูตรและพระวินัย

พวกท่านทั้งหลายที่ผ่านการดูจิตแบบผิดๆมานั้น ล้วนมีพฤติกรรมเหมือนกันหมด
เป็นพวกติดดีในดี มองคนอื่นที่พูดไม่เหมือนตนนั้นผิดหมด
และชอบคิดเองเออเองว่า คนโน้นคนนี้กำลังโกรธอยู่ ไม่เคยหันกลับมาดูตนเองเลย
ดีแต่ชอบแสดงออกมาเพื่อให้ดูดีเท่านั้น ปล่อยวางไม่เป็นหรอกครับ

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 24 สิงหาคม 2552 เวลา:21:21:55 น.
  
สวัสดีครับ...
ผมไม่ใช่ลูกศิษย์ของหลวงพ่อสงบครับ...
คุณธรรมภูตลองอ่านกระทู้นี้ครับ

//www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y8237819/Y8237819.html

ท่าน palmgang ครับ
ผมถามตรงๆเถอะท่านอ่านเข้าใจมั้ย??? ผมพอประเมินว่าท่านต้องอ่านไม่เข้าใจแน่นอน
เพราะท่านเองยังเห็นจิตที่เกิด-ดับ แล้วใจที่จิตรวมอยู่นั้น เกิด-ดับเสียทีไหนหละ???

ครูบาอาจารย์ท่านก็บอกชัดเจนอยู่แล้วว่า จิตสังขาร(อาการของจิต)เกิด-ดับตามอารมณ์
ส่วนใจนั้นไม่เกิด-ดับ ท่านยังบอกอีกว่า จิตเกิดขึ้นที่ใจ ทำไมท่านต้องคำว่าใจ???

เพื่อสื่อสารให้เข้าใจกันเท่านั้น เวลาท่านเทศน์นั้น ท่านเทศน์ตามประชุมชนที่ท่านอาศัยอยู่
จึงต้องแยกจิตออกจากใจ แต่พอรวมกันได้แล้ว "จิตอันไหน ใจก็อันนั้น" ท่านพูดถึงคือจิตและอาการของจิต
ที่ใช้คำว่า "ใจ"แทน "จิต"ก็เพื่อความเข้าใจได้ง่ายๆของประชุมชนนั้นๆ

เคยถามท่านมั้ยครับว่า ทำไมเดียวท่านใช้จิต เดียวท่านใช้ใจ ไปอ่านบางกัณฑ์เทศน์สิครับ
ท่านใช้คำว่าจิตและอาการของจิต ผมเห็นบางท่านที่ชอบเอาครูบาอาจารย์มารับรองความถูกต้องให้ตนเอง
ทั้งๆที่คำสอนของท่าน แตกต่างจากของครูบาอาจารย์อย่างสิ้นเชิงเลยครับ

ส่วนเรื่องไม่มีตัว ไม่มีตนนั้น ท่านลองไปถามชาวบ้านชาวช่องดูสิครับว่า "เทวดา"มีจริงมั้ย???
คำตอบที่ได้คือมีจริง แต่ไม่มีรูปร่างให้จับต้องได้ใช่มั้ย? ที่ชาวบ้านเรียกว่าไม่มีตัว ไม่มีตน
เด็กๆที่เรียนสปช.มานั้น ล้วนเข้าใจว่า สิ่งที่ไม่มีรูปร่างให้จับต้องได้ คือสิ่งไม่มีตัว ไม่มีตนทั้งนั้น

เวลาหลวงปู่ท่านเทศน์ ท่านก็เทศน์โดยภาษาที่เข้าใจได้ตามประชุมชนนั้นๆ
แต่พวกท่านชอบเอามาตีความเข้าข้างตนเอง โดยไม่เคยเอาบริบทมาเทียบเคียงเลยครับ

เช่นคำนี้ "กายอันนี้จะหายไปหมดไม่ปรากฏเลย เหลือแต่จิตอันเดียว" จิตดับไปมั้ยครับ???
และคำนี้ "พิจารณาเวทนาก็เอาจิตมาพิจารณา พิจารณาจิตก็เอาจิตนั้นมาพิจารณาจิตอีก จิตตัวนั้นแหละเป็นธรรม"
เมื่อเอาจิตมาพิจารณาจิตสังขาร เห็นหรือยังครับว่า ผู้รู้(จิต)ไม่ได้เกิด-ดับ ที่เกิด-ดับคือจิตสังขารครับ
ยังมีอีก "จิตมันรวมเข้าเป็นใจ คืออยู่เฉย ๆ ไม่คิด นึก ไม่ปรุงแต่ง ไม่ส่งส่าย สัญญา อารมณ์ไม่มีเลย"
และที่สำคัญ จิตและใจก็อันเดียวกันครับ "ถ้าไม่หัดจิตให้เข้าถึงอัปปนา"

หลวงปู่ดูลย์ กล่าวไว้ว่า "ธรรมทั้งหลาย ล้วนรวมลงที่จิต" ฉะนั้นจิตเป็นตัวธรรม
ไม่ว่า โลกุตรธรรม หรือ โลกียธรรม ล้วนรวมลงที่จิต
ฉะนั้นจึงต้องพิจารณาชำระจิต เพื่อขจัดโลกียธรรมให้หมดไป
ให้เหลือเพียงโลกุตรธรรมที่จิตล้วนๆเพียงอย่างเดียวครับ....

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 25 สิงหาคม 2552 เวลา:10:22:17 น.
  
ท่านพุทโธครับ
ท่านไปหาพระอาจารย์หลวงพ่อสงบทุกเสาร์-อาทิตย์เลยหรือครับ
อนุโมทนาครับ ที่ได้ใกล้ชิดกับครูบาอาจารย์

แถมยังได้เห็นพวกที่ชอบลองของ โดนท่านอาจารย์สอนมวยให้อีก
เพื่อจะได้รู้จักทางมวยที่ถูกต้องแท้จริงนั้นเป็นยังไง
พวกนี้ไม่โดนสั่งสอนบ้าง ไม่รู้สำนึกตัวเองหรอกครับ

ท่านพุทโธครับ ถ้าเป็นไปได้ ท่านช่วยเมตตาเล่าขณะที่ท่านเดินหลงทางอยู่นั้น
ซึ่งในขณะที่ท่านฝึกดูจิตติดคิดอยู่หลายปีนั้น มีประสบการณ์อะไรบ้าง
และภูมิธรรมภูมิจิต มีการพัฒนาไปยังไงบ้างครับ???

ผมว่าน่าจะเป็นอุทาหรณ์อย่างดียิ่ง สำหรับผู้ที่ยังลังเลอยู่ จะได้หายลังเลสงสัยเสียที่
ส่วนพวกที่ยังไม่รู้สำนึก เราได้แต่ปล่อยไปตามยถากรรม(ห้ามแทรกแซง)ครับ
และพวกที่ไม่สำนึกนั้น ก็คิดว่าตัวเองคือไอ้แน่ ไม่ฟังใคร คงต้องคิดจะไปลองของแน่ๆเลยครับ

ผมอยากทราบว่า ถ้าไปกราบพระอาจารย์หลวงพ่อสงบ ช่วงบ่ายๆวันอาทิตย์มีโอกาสได้พบมั้ยครับ....

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 25 สิงหาคม 2552 เวลา:10:53:01 น.
  
ท่านIRONMAIDENครับ
ถ้าท่านต้นหอม เอาผลมาแจ้งให้ทราบ ท่านนำมาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 25 สิงหาคม 2552 เวลา:10:57:55 น.
  
ต้องขออภัยผู้ที่ต้องการสนทนากับผม..ผมไม่สามารถเปิดเผยตัวในบล็อคนี้ได้..

แค่เข้ามาแสดงความเห็นที่แตกต่างผมก็แทบจะสำลักความคุ่นเคืองและการดูหมิ่นเหยียดหยามจาก จขกท.และพรรคพวกจนแทบตายอยู่แล้ว..

ทั้งที่พวกเขาก็ไม่รู้ว่าผมปฏิบัติแบบไหน..ฟังธรรมจากใคร
เหมาเอาว่าผมพวกดูจิต...(ถ้าไม่ดูจิตแล้วจะปฏิบติที่ไหน..ท่านปฏิบัติแล้วไม่ดูจิตเหรอ..สภาวะธรรมที่ผมพูดถึงพวกที่ไม่มีสมาธิตั้งมั่นพอไม่มีโอกาสเห็นหรอก)

ขนาดคนที่เคยเป็นครูบาอาจารย์..เคยแนะนำพวกเขามา.

พอไม่ได้ดังใจเขายังกล่าวปรามาสให้ร้ายได้เลย...

ไม่มีครูคนไหนที่จะสอนให้นักเรียนสอบไล่ได้หมดทุกคน...

หากมีเด็กส่วนน้อยที่สอบตกไปเที่ยวประกาศว่าครูคนนี้สอนผิด..ไม่ดี..ใครเขาจะเชื่อ

ในเมื่อตัวเองเหลวไหลเอง..ปฏิบัติตามคำสอนแล้วหรือยัง

คนพวกนี้แม้จะเจอครูบาอาจารย์ที่ดี..ได้ฟังธรรมที่ดีก็ไม่มีทางจะเห็นธรรมได้..ด้วยความไม่เอาไหนของตัวเองมันฝังรากลึกอยู่


ความกตัญญูถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักปฏิบัติ..ได้ฟังธรรมจากใคร.แม้เพียงสักครั้ง ก็ถือว่าผู้น้นคือครูอาจารย์..ควรจะกตัญญูรู้คุณท่าน

ผมปฏิบัติมาแทบทุกแบบที่มีสอนกันประเทศนี้..

อย่างละนิดละหน่อยจนเดี๋ยวนี้ก็ผสมกลมกลืนกันได้หมด..

อย่าคิดว่า..การดูจิตที่พวกคุณเคยเรียนมา(แล้วมาปรามาสทีหลัง)มันจะไม่ติดอยู่ในจิตในใจพวกคุณ

ผมไม่ได้เป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์ที่คุณไม่ชอบ(เพราะท่านไม่รับใครเป็นศิษย์) ..ผมฟังธรรมของท่านแล้วน้อมนำในส่วนที่เราเข้าใจมาปฏิบัติ..ผมก็ให้ความเคารพท่านเหมือนครูบาอาจารย์องค์อื่นที่ผมได้ฟังธรรมมา

แม้แต่พระอาจารย์สงบ..ท่านเพิ่งเปิดเว็บผมก็ได้ฟังธรรมจากเว็บท่าน..ผมก็น้อมนำมาปฏิบัติ..และก็เคารพท่านเป็นครูบาอาจารย์องค์หนึ่งเหมือนกัน

ผมคงจะงดการแสดงความคิดเห็นที่บล็อคนี้เพื่อความสบายใจของเจ้าของบล็อค

ขอขมากับทุกท่านอย่าได้ขุ่นเคืองมีเวรกรรมกันเลย..เราทุกคนไม่มีคนไหนเลยที่จะไม่เคยเป็นญาติพี่น้องกันมาก่อน

palmgang.




โดย: palmgang IP: 119.42.71.131 วันที่: 25 สิงหาคม 2552 เวลา:11:34:19 น.
  
ก็สอนผิดจริงๆ นะ

โดย: วายะ IP: 124.122.162.141 วันที่: 25 สิงหาคม 2552 เวลา:12:50:13 น.
  
ปกติท่านอยู่ตลอด แต่ช่วงปลายเดือนต่อต้นเดือนมีบางวันที่ท่านต้องไปวัดสาขาถึง 7 แห่ง ลองโทรเช็คกับคุณโตก่อนได้ที่
โดย: พุทโธ IP: 124.122.162.141 วันที่: 25 สิงหาคม 2552 เวลา:16:17:07 น.
  
ขอโทษค่ะ กดผิด ส่งเบอร์โทรให้ที่อีเมลนะคะ

...ตั้งใจว่าจะไปทุกเดือน แต่มีเดือนนี้ที่ถี่หน่อย 3 อาทิตย์ ช่วงหลังรู้สึกว่าสปีดความก้าวหน้าลดลงไปมาก เพราะเวลาอยู่บ้านตัวขี้เกียจก็ครอบงำ

ส่วนช่วงแรกที่เลิกดูจิต แล้วห้ันกลับมาทำพุทโธต่อ (สมัยก่อนเคยภาวนาพุทโธมาก่อนค่ะ) จะได้สภาวะวันต่อวันเลย (เห็นกาย) ยิ่งถ้าไปอยู่วัดแล้ว ท่านบอกอะไรกลับมา วันรุ่งขึ้นก็มีของไปเล่าถวาย

แต่พอกลับบ้าน ย่อหย่อน ก็แย่เหมือนกัน ส่วนบางช่วงที่ดีมากๆ หลับตาปุ๊บพุทโธ จิตจะนิ่งได้ทันที เวทนาไม่แหยมมาให้เห็น บางทีบนรถไฟฟ้าก็ได้
แต่ส่วนใหญ่ใกล้ลงพอดี...เสียดาย

มีอยู่ช่วงนึง ภาวนาแล้วพุทโธเล็กลงเรื่อยๆ เหมือนดิ่งลงไปในอะไรสักอย่าง จนกลายเป็น โนโนโน โธโธ บ้าง ก็พยายามทำให้มันเต็มคำขึ้นมา พอไปบอกท่าน ท่านหัวเราะแล้วบอกว่า
"ผิด ผิด ผิด เล็กลงน่ะดีแล้ว ให้มันหายไปเลย จนพุทโธไม่ออก แหม โง่เลยนะเนี่ย เสียดายๆ ..."

เหวอเลยค่ะ ทำผิด แต่พอกลับมาทำอย่างที่ท่านบอกก็ได้สภาวะใหม่ แล้วไปรายงาน ท่านยิ้มแล้วทำหน้าตาขึงขัง บอกว่า "นั่นแหละ ตามมันเข้าไป ตามมัน ตามมัน..."

เล่าคร่าวๆ เท่านี้แล้วกันนะคะ เพราะบางสภาวะก็พูดเป็นภาษาคนแทบไม่ได้เลย...
โดย: พุทโธ IP: 124.122.162.141 วันที่: 25 สิงหาคม 2552 เวลา:16:53:19 น.
  
เล่าต่อก๊อกสุดท้ายแล้วกันค่ะ

หลังจากที่ตามมัน ตามมัน...อย่างที่ท่านบอกแล้ว ก็เจอจริงๆ ค่ะ

ตอนนั้นภาพฟันและกราม (บางส่วน) ปรากฎให้เห็นในจิตเหมือนภาพเอกซ์เรย์ แต่ตัวเองก็เงอะๆ งะ ๆ ทำอะไรไม่ค่อยถูก...(งานนี้คงเป็นงานใหม่ เกิดมาหลายชาติก็ยังไม่เคยทำ)

ซึ่งรายละเอียดอันนี้ี้ยังไม่ทันเล่าให้ท่านฟังหมด ท่านก็บอกประมาณว่า..."นั่นแหละ...ให้ค่อยๆ พิจารณาไปเรื่อยๆ จนชำนาญ"

จบจริงๆ ค่ะ ถ้าชำนาญเมื่อไหร่ จะมาเล่าต่อนะคะ
โดย: พุทโธ IP: 124.122.162.141 วันที่: 25 สิงหาคม 2552 เวลา:17:18:23 น.
  
สวัสดีครับอาจารย์ธรรมภูติ

ถ้าผมได้รับคำชี้แนะพิจารณาอย่างไรจากหลวงพ่อสงบมาจากคุณต้นหอมแล้ว ผมจะเอามาเผยแพร่ครับเพราะผมคิดว่าน่าจะมีคนที่กำลังเริ่มต้นปฏิบัติเช่นเดียวกับผมแล้วมีประการณ์ที่คล้ายๆกันซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ครับ

ขอแสดงความนับถือครับ

IRONMAIDEN
โดย: IRONMAIDEN IP: 210.19.133.124 วันที่: 25 สิงหาคม 2552 เวลา:18:40:21 น.
  
ท่าน palmgangครับ
ผมไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมท่านออกอาการหงุดหงิดได้ถึงขนาดนี้
ที่ผมถามไปท่านไม่เคยคิดจะตอบเลยใช่มั้ยครับ? คิดแต่จะพูดกล่าวร้ายเพียงอย่างเดียว
โดยไม่เคยอ่านให้ละเอียดเลยว่า ผมและที่ท่านกล่าวหาว่าเป็นพรรคพวกนั้น
ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนครับ???

ท่านลองย้อนกลับไปอ่านดูสิครับ ผมเพิ่งมารู้จักกันในบล๊อกนี้นี่เองครับและไม่เคยสนทนาในที่อื่นมาก่อนครับ
ท่านขุ่นเคืองด้วยเรื่องอันใดจึงได้กล่าวร้ายผมและท่านอื่นมากมายขนาดนี้

ผมว่าท่าน palmgangเป็นคนที่ไม่อาจหาญพอนะครับ น่าอายท่านผู้หญิงในที่นี้ครับ
ท่านผู้หญิงในที่นี้ท่านกล้าประกาศโต้งๆว่า การปฏิบัติของท่านผ่านอะไรมาบ้าง ที่ใช่เป็นยังไง ที่ไม่ใช่เป็นยังไง
ผิดกลับท่านแบบหนังคนละม้วนเลย ท่านไปกล้าประกาศตัวตนที่แท้จริงออกมา
แถมกล่าวร้ายอีกว่า ธรรมะที่ท่านพูดออกมานั้นลึกซึ่งเกินกว่าผมและคนอื่นจะเข้าใจได้

ท่าน palmgangครับ ท่านกำลังหลงตัวเองอยู่นะครับ ที่ยังเดินทางผิด "ติดดีในดี"
โดยท่านไม่เคยยอมฟังคนอื่นเลย ปากก็พูดไปเรื่อยว่า ฟังทั้งนั้นแหละ
แล้วเอาอย่างละนิด อย่างละหน่อย มาผสมปนเปจนมั่วไปหมด เป็นที่น่าสังเวชใจต่อผู้พบเห็นครับ

ผมถามท่านนะครับระหว่างพ่อแม่ครูบาอาจารย์ในสายปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา
ส่วนใหญ่ที่ท่านสอนอยู่นั้น จิตเป็นสภาวะธรรมที่อบรมสั่งสอน บังคับบัญชาได้ ไม่เกิด-ดับ
แต่ท่านที่ไม่ยอมรับท่านเป็นลูกศิษย์นั้น กลับพูดในทิศทางที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
แบบนี้ท่านคิดว่า ยังจะเอามาผสมกลมกลืนกันได้หรือครับ มันขัดแย้งกันชัดๆ
ที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือสอนให้ "พบผู้รู้ทำลายผู้รู้ พบจิตทำลายจิต พบพระพุทธเจ้าให้ฆ่าเสีย"

ผมถามนะครับว่าที่พูดมาทั้งหมดใครเป็นผู้พูดและลงมือ??? อย่าบอกนะว่าไม่มี มีเพียงสภาวะธรรมเท่านั้น
หลอกคนอื่นพอหลอกได้ แต่การหลอกตนเองนี่เป็นการหลงเดินทางผิดนะครับ
สภาวะธรรมมีขึ้นมานั้นจะตั้งอยู่ลอยๆเองไม่ได้หรอกครับ???

แล้วที่ขัดกับพระพุทธวจนะหละ "เราสอนเฉพาะผู้รู้อยู่เห็นอยู่เท่านั้น"
และ "ดูก่อนผู้มีอายุ จิตของข้าพเจ้าผู้รู้อยู่เห็นอยู่ดังนี้แล" ตรงไหนที่ให้ทำลายทิ้งครับ
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องฆ่าหรอกครับ รับไม่ได้ครับ โชคดีที่ไม่เคยฟังธรรมะท่านโดยตรง มีแต่คนยัดเยียดให้ฟัง

ท่านครับการดูจิต ผมก็บอกไว้แล้วในหลายบทความว่า ต้องผ่านการปฏิบัติภาวนาให้ได้ก่อนใช่มั้ยครับ???
จึงมีการเขียนบทความขึ้นมาเพราะว่า ที่สอนดูจิตติดคิดแบบที่มีอยู่นั้นเป็นการตู่พระพุทธวจนะอยู่ครับ

ดีแล้วและอนุโมทนาด้วยครับ ที่ยังฟังของท่านพระอาจารย์หลวงพ่อสงบ ท่านหนะของแท้ไม่แปลกปลอมครับ
ขอนะครับ เมื่อฟังแล้วควรน้อมนำไปปฏิบัติตามที่ท่านพูดด้วยครับ ไม่ใช่ฟังเพื่อจับผิดท่านเท่านั้นครับ

ส่วนเรื่องที่ท่านชอบเห็นใครๆขุ่นเคืองท่าน โกรธท่าน อย่าติดดีในดี แล้วคิดเองเออเองเลยครับ
ถามง่ายๆว่า ขุ่นเคืองท่าน โกรธท่าน แล้วเข้าใกล้มรรคผลนิพพานใช่มั้ย???...ไม่ใช่

ที่ท่านยังชอบขอขมาอยู่ร่ำไป เพราะจิตใจท่านเองต่างหากที่ยังร้อนรนขุ่นเคืองอยู่
เพื่อความสบายใจในตัวท่านเองแล้ว จะทำยังไงก็ได้เป็นสิทธิส่วนบุคคลครับ
ถ้าอยากจะถกธรรมกัน ผมน้อมรับทุกเวลาครับ แต่ขอให้ถามไปตอบมาด้วยนะครับ
ถ้าท่านตอบคำถามผมแต่ต้น ความสงสัยคงหมดไปเยอะกว่านี้ครับ....

เจริญในธรรมครับ

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 26 สิงหาคม 2552 เวลา:10:46:24 น.
  

ท่านพุทโธครับ
ขอบคุณครับที่เอื้อเฟื้อ ผมว่าต้องโทรไปเช็คก่อน เพราะอยากสนทนากับท่านเป็นอย่างมากครับ

มาว่ากันเรื่องภาวนาดีกว่าครับ เมื่อก่อนผมก็เป็นครับ พอห่างครูบาอาจารย์ก็ย่อหย่อนครับ
แต่ปัจจุบันนี้ไม่เป็นแล้วครับ มารู้ความจริงที่ว่า
ถ้าเราภาวนาแบบต่อเนื่องทุกวันแล้ว ผลที่ออกมาจะเกินคาดหมายครับ เพราะมีการต่อเนื่องเนืองๆอยู่
ทำให้เรายังจดจำสภาวะธรรมที่ทำผ่านมาได้อยู่
เมื่อลงมือก็ต่อเนื่องจากของเดิมได้เลยครับ ไม่ต้องมาเสียเวลาเริ่มต้นใหม่

ถ้าทำวันหยุดเสียสองวัน แบบนี้เท่ากับเป็นการเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งครับ
เราต้องภาวนาจนกระทั่งเป็นอัตโนมัติ เพียงแค่นึกจิตก็รวมลงได้ทันทีอย่างรวดเร็วเลยครับ

ส่วนพวกที่ยังชอบดูจิตติดสภาวะธรรมอยู่ พวกเค้ายังไม่รู้จักความมหัศจรรย์ทางจิตอยู่ดีครับ
ที่เพียงแค่คิดหรือนึกให้ตาย ก็คิดหรือนึกถึงสภาวะนั้ไม่ออกหรอกครับ
เพราะยังมีความเชื่อแบบผิดว่า การภาวนานั้น เป็นเพียงสมถะที่ทำให้จิตสงบเท่านั้น ไม่เกิดปัญญา
แต่ลืมพิจารณาไปว่า การที่จะทำให้จิตสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวได้นั้น ต้องมีปัญญากำกับจิตจึงจะสงบลงได้

และอีกอย่างที่เป็นอุปสรรคต่อการดูจิตเพราะ ยังเข้าใจว่าจิตเป็นของเหลวไหลบังคับบัญชาไม่ได้
ทั้งที่โดยความเป็นจริงแล้ว ท่านที่ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนามาแล้ว ย่อมรู้อยู่เห็นอยู่ว่า จิตอบรมและควบคุมได้

พวกเราชาวนักปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา ควรเอื้อเฟื้อในผลการปฏิบัติให้พวกที่ยังหลงผิด ได้รู้ความจริงเสียที
ว่าการดูจิตที่จะให้สำเริดผลได้นั้น ต้องผ่านการภาวนาจนกระทั่งรู้จักจิตที่แท้จริงให้ได้ก่อนเท่านั้นครับ

เจริญในธรรม...ขอให้ทุกท่านเพียรเพื่อเข้าถึงจิตรวมใหญ่โดยเร็ววันครับ


ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 26 สิงหาคม 2552 เวลา:11:25:50 น.
  
ท่านIRONMAIDENครับ
ผมขออนุโมทนาจิตที่เป็นกุศลในครั้งนี้ครับ
เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข ของผู้ที่ยังใหม่อยู่ทุกท่านครับ
ที่มาได้ยิน ได้ฟัง ถึงผลการปฏิบัติของท่านที่ได้เพียรมานั้น....

มีพระพุทธวจนะของพระบรมครูรับรองไว้ดังนี้ครับ
ดูกรอานนท์ นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง
เธอทั้งหลายจงเพ่งฌาน อย่าประมาท อย่าได้เป็นผู้เดือดร้อนในภายหลัง
นี้เป็นคำพร่ำสอนของเราแก่พวกเธอ ฯ

ธรรมภูต


โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 26 สิงหาคม 2552 เวลา:11:36:21 น.
  
เห็นด้วยกับคุณธรรมภูติค่ะ จิตต้องได้รับการฝึกฝนอบรม (เพราะมันโง่ข้ามภพข้ามชาติมา) การทำความสงบของใจเป็นบาทฐานเบื้องต้นที่สำคัญอย่างยิ่ง ไม่ทำไม่ได้ หลวงพ่อบอกว่ากาบริกรรมด้วยคำว่า พุทโธ ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการชะระล้างจิต เคลียร์จิตเพื่อให้สามารถรองรับสภาวะธรรมที่จะมาบังเกิดขึ้นในอนาคตหากเรามีความเพียรมากพอ
ไม่ใช่ว่าดูๆ ไปเรื่อยๆ ๆๆๆๆๆๆ จิตก็ฉลาดเฉลียวจีเนียส รู้ขึ้นมาเอง ทั้งที่ยังสกปรกโสโครกมอมแมมไปด้วยกิเลส ตัณหา ราคะ สารพัด

ยิ่งได้ไปสนทนากับท่านไวเท่าไหร่ก็ยิ่งดี มีประโยชน์และก้าวหน้าอย่างคาดไม่ถึง

บางครั้งการได้พูดคุยกับท่าน ท่านจะหาช่องหาจังหวะกระแทกกิเลสเรา ล่่าสุดที่ไปมา ก็คิดว่าโดนเต็มๆ เหมือนกันค่ะ ท่านเมตตาหาจังหวะอบรมจิตทางอ้อมให้เราตลอดเวลา...เป็นบุญจริงๆ ที่รอดปากเหยี่ยวปากกา แล้วมาเจอเพชรแท้ ธรรมแท้ ไม่เพียร คงเสียชาติเกิด ตายฟรีแน่ๆ ค่ะ

อนุโมทนาด้วยค่ะ
โดย: พุทโธ IP: 124.122.163.78 วันที่: 26 สิงหาคม 2552 เวลา:11:57:16 น.
  
อย่าคิดว่า..การดูจิตที่พวกคุณเคยเรียนมา(แล้วมาปรามาสทีหลัง)มันจะไม่ติดอยู่ในจิตในใจพวกคุณ
...........................................................................

อ๋อ มันติดแน่ๆ ค่ะ วิธีการมั่วๆ ซั่วๆ ของคนหลอกลวงแบบนี้ (คิดแล้วเจ็บใจ) ใครที่หลงเชื่อไปร่ำเรียนมา ถือว่าซวย แต่ก็ได้ใช้กรรมให้หมดๆ ไป ต่อไปนี้จะได้เจอแต่ของแท้ จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งทุกข์

ขนาดหลวงตามหาบัวเอง ดูจิตไปพักหนึ่ง จิตยังเสื่อม ต้องทุกข์ทรมานกว่าจะแก้ไขได้

บางทีพูดถึงเรื่องการปฏิบัติคุณอาจจะไม่เอะใจ แต่ถ้าหากคุณมีเวลาไปหาข้อมูลถึงพฤติกรรมของจอมลวงตั้งแต่ยังไม่ห่มผ้าจนถึงวันนี้ แล้วคุณจะหนาวววว เหอ เหอ เหอ เผลอๆ คุณอาจจะเม้งแตกมากกว่าเราก็ได้...(เราอยากแฉจะแย่อยู่แล้ว)

ถ้าใครที่คิดจะเลิก ต้องหาครูบาอาจารย์ของแท้ค่ะ ท่านจะช่วยเราได้ แก้ให้หลุดไปเลย แล้วเริ่มภาวนาใหม่

ขออภัย จขบ. ที่เดือดดาลไปหน่อย ความจริงที่คิดไว้แรงกว่าเยอะี้ อยากไปประจัญหน้าทั่นเลยด้วยซ้ำ

action มันต้อง reaction ค่ะ แต่งานนี้คงต้องให้เวรกรรมทำหน้าที่จัดการคนลวงโลกเอง เจ๋งกว่าเราจัดให้เยอะ สะจาย...

ขอให้โชคดีนะคะท่าน...จอมลวง (แต่ละวัน แต่ละคืน ท่านนอนหลับสบายดีหรือเปล่าที่หลอกคนได้ขนาดนี้ นานมาหลายปีดีดัก ทั้งๆ ที่มีคนจับได้แล้ว ก็ยังรุดหน้าลวงตักตวงผลประโยชน์ต่อไป)
โดย: คนเคยซวย IP: 124.122.163.78 วันที่: 26 สิงหาคม 2552 เวลา:12:23:44 น.
  
คุณคนเคยซวยคะ

คุณทำเราฟุ้งซ่านแล้วนะ

ก่อนหน้านี้มีพี่ร่นใหญ่คนนึงตั้งข้อสังเกตว่าสามีเป็นสมภารแล้วภรรยาเป็นไวยาวัจกร ไม่ค่อยงามนัก หากรักพระ สาวกต้องกราบเรียนให้ท่าน declare บัญชีบริจาคด้วย

อีกอย่างหนึ่ง การบิณฑบาตรเป็นข้อวัตรแรกที่พระพุทธองค์ทรงกระทำ หากพระไม่ชราและไม่อาพาธแล้วไม่โปรดสัตว์ล่ะก็ กราบไม่ได้เลยล่ะ
โดย: ต้นหอม IP: 202.176.93.16 วันที่: 26 สิงหาคม 2552 เวลา:14:00:39 น.
  
ท่านพุทโธและท่านต้นหอมครับ
มีอะไรดีๆ อย่าลืมเมล์(เมล์อยู่ในโปรไฟล์)มาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ ผมเองก็อยากรู้เช่นกันครับ

เกี่ยวกับเรื่องบิณฑบาตนั้น เป็นกิจของสงฆ์พึงกระทำ
โดยเฉพาะท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นนั้น ท่านถือเป็นธุดงควัตร ท่านทำกระทั่งวันสุดท้ายที่มาถึงครับ

ส่วนเรื่องชำระจิต ครูบาอาจารย์ในทางสายปฏิบัตินั้น
ตั้งแต่ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นลงมา ท่านเน้นหนักหนาให้เพียรเพ่งภาวนา "พุทโธ" เพื่อชำระจิต

ผมขอขยายความคำว่า "เพียรเพ่ง" คนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ฝึกภาวนามาก่อนนั้น
มักเข้าใจไปว่า ต้องเพ่งจ้องอะไรสักอย่าง ซึ่งพวกดูจิต ชอบเอามาโจมตีว่า เกิดความตึงเครียด
แต่ความเป็นจริงแล้ว คำว่า "เพ่ง" หมายถึงใช้จิต ในการรู้อยู่ตลอดเวลากับคำภาวนา "พุทโธ"
การรู้อยู่เห็นอยู่ตลอดเวลานั้น เป็นการเพ่งอย่างหนึ่ง ซึ่งการเห็นอยู่นั้นเป็นการเห็นด้วยตาในครับ

ถ้าเราไม่รู้อยู่กับคำภาวนาตลอดเวลา(เพียรเพ่ง) จิตจะสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวได้หรือ???

เราไม่สามารถที่จะใช้ตาเนื้อมาเพียรเพ่งอยู่กับคำภาวนาได้หรอกครับ
เป็นเรื่องเล่นหลอกเด็กหรือหลอกคนที่ไม่รู้จักพิจารณาเอง
ที่รู้มาจากความเชื่อ ความศรัทธาตามกระแส่เท่านั้น

ธรรมภูต

โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 26 สิงหาคม 2552 เวลา:20:32:15 น.
  
ใช่ค่ะ ตาในไม่ได้เพ่งอะไรเลย สว่างโพลง เบิกบาน (คนที่ไม่เคยทำความสงบของใจจะไม่มีวันรู้เลยว่า สว่างโพลงด้วยตาใน ด้วยความฉลาดของจิตนั้นเป็นเช่นไร มีค่ามหาศาลกับเราแค่ไหน)

ชอบมาหลอกพวกเราว่าเดี๋ยวเพ่งๆ ติดเพ่ง เพ่งจนปวดหัวอย่าทำ อย่าทำ อย่าทำ...

ตอนนี้รู้แล้ว อีชั้นไม่เห็นปวดเลย ตื่นรู้ และเบิกบาน เพื่อพิจารณาธรรมต่างหาก

สงบเพื่อตื่นรู้ เมื่อธรรมเกิด จิตก็จะเห็นว่าความจริงของกาย เวทนา จิต และธรรมเป็นเช่นไร จนปล่อยวางได้ในที่สุด

...กายเป็นกาย จิตเป็นจิต ทุกข์เป็นทุกข์...ลพ.ว่าไว้ค่ะ
โดย: พุทโธ IP: 124.121.212.57 วันที่: 27 สิงหาคม 2552 เวลา:14:02:10 น.
  
เรียนอาจารย์ธรรมภูติและคุณสมาชิกผู้ทรงเกีรยติครับ

ผมจัดทำพระธรรมเทศนาของหลวงพ่อสงบ มนัสสันโต จากหนังสือต้นฉบับ "ปลูกดอกบัวที่ใจ" ตามที่ได้สัญญาไว้กับคุณสมาชิกผู้ทรงเกียรติเสร็จแล้ว 1 เรื่องครับจากทั้งหมด 5 เรื่องซึ่งผมเองไม่ได้ทำตามลำดับในหนังสือน่ะครับแต่เลือกเอาตอนที่สนใจมาจัดทำก่อน ที่ผมเลือกเอาเรื่อง “การพิจารณาจิต” มาเป็นเรื่องแรกนี้เพราะผมเห็นว่าเป็นธรรมเทศนาที่ชี้แจงถึงมรรควิธีในการพัฒนาจิต, ปัญหา, อุปสรรค, และการแก้ไขจนกระทั่งถึงผลสำเร็จที่ได้ตั้งแต่เริ่มจากปุถุชนจนไปถึงพระอรหันต์ ซึ่งหลวงพ่อท่านได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนและสามารถใช้ตรวจสอบการปฏิบัติของตนเองได้เป็นอย่างดีครับ ผมได้ส่ง file ไปให้อาจารย์ธรรมภูติตามที่อยู่ใน profile แล้วนะครับรบกวนอาจารย์ธรรมภูติช่วยเป็นสื่อกลางนำไปส่งให้คุณสมาชิกผู้ทรงเกียรติด้วยนะครับ

ขอแสดงความนับถือครับ

IRONMAIDEN
โดย: IRONMAIDEN IP: 210.19.133.124 วันที่: 28 สิงหาคม 2552 เวลา:18:53:19 น.
  
ยินดีค่ะ คุณ iron

ช้าหน่อยนะคะ ต้องขอเวลาปรับแต่งบล็อกด้วยค่ะ
กำลังปรับแต่งบล็อกอยู่ค่ะ

ใครมีรูปหลวงพ่อท่าน ขอด้วยนะคะ จะได้นำมาประกอบบล็อก

ด้วยความเคารพ ยังไม่เคยเห็นภาพท่านเลยค่ะ
มีอยู่ที่ลิงค์ไหน ท่านใดทราบ แนะนำด้วยนะคะ

ขอขอบคุณและขออนุโมทนาค่ะ
โดย: สมาชิกผู้ทรงเกียรติ วันที่: 28 สิงหาคม 2552 เวลา:19:36:56 น.
  
ขออนุโมทนากับท่านIRONMAIDENและท่านสมาชิกฯครับ
ที่ท่านได้มีความปรารถนาที่ดีต่อพุทธศาสนา และช่วยกันเผยแผ่ของที่ถูกที่ควร
เพื่ออนุชนรุ่นหลังจะได้ลองนำมาปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา "พุทโธ"ดู
และยังได้นำไปเปรียบเทียบกับธรรมะที่มีสอนกันอยู่ทุกวันนี้ ว่าแตกต่างกันเพียงใด

ถ้าการปฏิบัติในทางจิต(อริยมรรค)ได้มาง่ายๆ เพียงแค่ดูจิตเฉยๆแล้ว ไม่ต้องแทรกแซงใดๆทั้งสิ้น
เมื่อง่ายขนาดนี้ พระพุทธองค์ทรงต้องออกผนวชเพื่ออะไร? พระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ต้องปลีกวิเวกไปเพื่ออะไร?

ท่านที่ยังมีความเห็น(ทิฐิ)ผิดอยู่ เมื่อมีโอกาสแล้ว เชิญตามไปอ่านและน้อมนำมาปฏิบัติภาวนาด้วยนะครับ....

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 29 สิงหาคม 2552 เวลา:10:58:52 น.
  
ลงเรื่องแรกของหลวงพ่อสงบแล้วนะคะ
เรียนเชิญกันที่นี่ได้เลยค่ะ

การพิจารณาจิต พระอาจารย์สงบ มนัสสันโต
โดย: สมาชิกผู้ทรงเกียรติ วันที่: 30 สิงหาคม 2552 เวลา:8:09:53 น.
  
//saccadham.com/Page3.php?id=18

คุณสมาชิกฯ เข้าไปตามนี้ได้เลยค่ะ มีรูปบวกประวัติท่านเล็กน้อย
โดย: พุทโธ IP: 124.122.164.93 วันที่: 31 สิงหาคม 2552 เวลา:11:38:30 น.
  
อนุโมทนาในความอุตสาหะของคุณสมาชิกผู้ทรงเกียรติและคุณ iron ค่ะ
โดย: ต้นหอม IP: 202.176.92.116 วันที่: 31 สิงหาคม 2552 เวลา:15:09:48 น.
  
ท่านพุทโธครับ ขออนุโมทนา สาธุฯ

ที่ท่านแนะนำให้ไปฟังธรรมะของท่านพระอาจารย์ลพสงบมาแล้วครับ
ตามลิ้งนี้ครับ //www.watpa.com/board_detail.asp?board_id=2600
ขอบอก มันส์มากครับ ฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่าตั้งหลายๆรอบครับ
เหมาะสำหรับผู้ศึกษาใหม่ ที่ยังสงสัยเรื่องจิตและวิญญาน จะได้หายสงสัยครับ

ธรรมภูต

โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 2 กันยายน 2552 เวลา:11:16:58 น.
  
ธรรมะของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจะสอดคล้องกันไม่มีขัดกันเลยครับมีแต่แตกต่างกันในรายละเอียดเท่านั้น ผมกับเพื่อนๆเคยไปสนทนาธรรมกับพระอาจารย์ทองแดง วัดดอยพระเจ้าตนหลวง, หลวงปู่สังข์ วัดป่าพระอาจารย์ตื้อ, หลวงพ่อประสิทธิ์ วัดป่าหมู่ใหม่และหลวงพ่อเปลี่ยน วัดอรัญวิเวกที่เชียงใหม่ พ่อแม่ครูบาอาจารย์ทุกท่านสอนผมเรื่องเดียวกันหมดแถมยังมีปาฏิหาริย์เล็กๆของเพื่อนผมที่บังเอิญขณะสนทนาธรรมกับหลวงพ่อประสิทธิ์ค้างอยู่แล้วท่านต้องมีกิจธุระต้องไปก่อนท่านให้เพื่อนของผมไปสนทานาธรรมกับหลวงปู่สังข์ต่อ พอเพื่อนผมไปหาหลวงปู่สังข์ปุ๊บทันท่านก็เริ่มเทศนาปั๊บ "ต่อเนื่องจากประโยคที่หลวงพ่อประสิทธิ์ท่านเทศนาค้างไว้ทันทีโดยที่เพื่อนผมยังไม่ได้บอกเลยว่าหลวงพ่อประสิทธิ์ท่านเทศนาอะไรไว้ครับ" อันนี้เป็นเกร็ดเล็กๆน้อยๆครับ ยิ่งถ้าเป็นเรื่อง "อ่านใจ" นี่เพื่อนของผมโดนหลวงพ่อเปลี่ยนเล่นจนพูดไม่ออกมาแล้วครับเพราะตอนที่เขาไปหาหลวงพ่อเปลี่ยนแล้วหลวงพ่อเปลี่ยนท่านลุกออกไปรับโทรศัพท์เขาก็มีคำถามบางเรื่องในใจที่คิดอยากจะถามหลวงพ่อเปลี่ยนเมื่อท่านกลับมาแล้ว พอหลวงพ่อเปลี่ยนท่านกลับมาแล้วท่านมองเล็งมาที่เพื่อนของผมท่ามกลางคนเป็นสิบๆแล้วถามทันทีว่า "เราน่ะมีคำถามอะไรจะถามหลวงพ่อล่ะ? หลวงพ่อกลับมาแล้ว เอ้า! ว่ามาเลย" เล่นเอาเพื่อนของผมแทบจะลืมคำถามไปเลยครับ อันนี่เป็นเกร็ดเล็กๆน้อยๆที่เลาสู่กันฟังครับเพราะสำนักดูจิตเขาชอบมาพูดเรื่อง "การอ่านจิตอ่านใจ" ผมก็เอาเรื่องของหลวงพ่อเปลี่ยนเกทับกลับไปแล้วก็บอกเขาไปว่า "เรื่องแบบนี้นะธรรมดามากๆๆ พ่อแม่ครูบาอาจารย์สายหลวงปู่มั่นท่านทำได้ทุกองค์นะเพียงแต่ท่านไม่เอามาใช้กับชาวบ้านอย่างเราๆท่านเอาไปใช้สั่งสอนพระเณรเป็นหลัก"

เรื่องการรับรองภูมิธรรมของพ่อแม่ครูบาอาจารย์สายหลวงปู่มั่นนั้นต้องเป็นครูบาอาจารย์ของท่านผู้นั้นเป็นผู้รับรองหรือพระเถระองค์อื่นๆที่ได้สนทนาธรรมด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดและเป็นแบบฉบับคือหลวงปู่ขาว, หลวงปู่แหวนและหลวงปู่เจี๊ยะครับ ท่านทั้งสามได้รับการรับรองจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์ใหญ่หลวงปู่มั่นและได้รับการยืนยันจากหลวงตามหาบัวหลังที่หลวงตาท่านได้ไปสนทนาธรรมกับท่านเหล่านั้นด้วยครับอันนี้ถึงเป็นของจริง ส่วนทางสำนักดูจิตผมยังไม่เห็นหลักฐานว่าหลวงปู่ดูลย์ท่านรับรองให้เลยนะครับเท่าที่ผมทราบมามีแต่หลวงกิม ทีปธัมโมเท่านั้นที่หลวงปู่ดูลย์รับรองว่า "ดูจิตจนจิตเห็นอาการของจิต" ได้เหมือนท่าน และที่น่าสังเกตก็คือไม่มีหลักฐานว่ามีการไปสนทนาธรรมกับพ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านใดๆเลยครับทั้งๆที่น่าจะไปเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะกับหลวงปู่กิมที่เป็นศิษย์รุ่นพี่ เท่าที่ผมพอรู้มาพ่อแม่ครูบาอาจารย์ในสายหลวงปู่มั่นเมื่อท่านมั่นใจในธรรมะของตัวท่านเองแล้ว ท่านจะเดินไปสนทนาธรรมกับพระเถระองค์อื่นๆเพื่อเป็นการตรวจสอบธรรมะของตัวท่านเองและตรวจสอบธรรมะของสหธรรมิกท่านอื่นๆ ตัวอย่างที่เป็นแบบฉบับคือหลวงตามหาบัวครับท่านเดินทางไปสนทนาธรรมกับพ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านอื่นๆไม่เฉพาะสายหลวงปู่มั่นเท่านั้น ท่านอื่นที่เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอย่างหลวงปู่บุดดา ถาวโรหลวงตาท่านก็ไปสนทนาธรรมด้วยและท่านก็ยกย่องหลวงปู่บุดดาเป็นอย่างมาก และกรณีที่คลาสิกมากก็คือการที่หลวงตาท่านไปสนทนาธรรมกับหลวงปู่บัว สิริปุณฺโณแล้วพบว่าหลวงปู่บัวท่าน “ติด” อยู่ในขั้น “อนาคามี” หลวงตามหาบัวท่านจึงได้ให้อุบายกับหลวงปู่บัวไปปฏิบัติจนหลวงปู่บัวท่านสำเร็จพรหมจรรย์ได้ภายในคืนนั้นหลังจากที่ท่านติดอยู่เป็นสิบปี ซึ่งผมเองก็ไม่ทราบว่าทำไมสำนักดูจิตถึงไม่ไปสนทนาธรรมกับพ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านอื่นๆเลยมีแต่คุยกันเองในสายลูกศิษย์ของหลวงปู่ดูลย์ (ที่หลวงปู่ดูลย์ยังไม่ได้รับรองผลการปฏิบัติให้) ถ้ามองในแง่ดีก็อาจจะเป็นว่าเชื่อมั่นว่าธรรมะของท่านถูกต้องแล้วไม่จำเป็นต้องตรวจสอบกับใครอีกแต่เมื่อเปรียบเทียบกับหลวงพ่อสงบแล้วทั้งๆที่หลวงพ่อสงบท่านปฏิบัติอยู่กับพระมหาเถระอย่างทั้งหลวงตามหาบัวและหลวงปู่เจี๊ยะ ท่านยังไปปฏิบัติและสนทนาธรรมกับพ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านอื่นๆอย่างเช่นหลวงพ่อจันทร์เรียน วัดถ้ำสหาย, หลวงปู่คำดี วัดถ้ำผาปู่และอีกหลายๆท่าน ดังนั้นผมก็เลยยังเฉยๆอยู่กับทางสำนักดูจิตครับ

ผมเองเมื่อได้อ่านความเห็นของลูกศิษย์สำนักดูจิตหลายๆความเห็นก็รู้สึกไม่เห็นด้วยที่พวกเขามักเอาธรรมะส่วนยอดขั้นยอดของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ต่างๆอย่างหลวงปู่เทศก์, หลวงปู่ฝั้น, หลวงปู่ดูลย์, สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชและหลวงตามหาบัวมาพูดยกย่องการปฏิบัติของตัวเองโดยไม่ได้มองดูที่ “รากฐานและส่วนพื้นฐาน” เลยว่าแต่ละท่านต้องทำรากฐานอะไรมามากขนาดไหนต้องบริกรรมพุทโธ, ทำสมาธิ, เดินจงกรม, อดข้าว, อดนอน, ลุยดงเสือดงผี มาจนแทบเป็นแทบตายขนาดไหนกว่าที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์แต่ละท่านจะหยิบเอาส่วนยอดขั้นยอดแบบนี้ออกมาได้ ตัวเองไม่ทำอะไรเลยอยู่ๆก็มาชุบมือเปิบแล้วเคลมเอาเลยว่าของตัวเองก็ได้เหมือนกันอันนี้ผมว่ามันไม่แฟร์ครับ จริงอยู่ครับที่บางคนก็ไม่ต้องต้องมากขนาดนี้เพราะเขา “มีวาสนาที่ได้ทำมาแล้วหลายภพหลายชาติ” ซึ่ง 1,000 คนจะมีแค่ 1 คนเท่านั้นแหละครับนอกนั้นต้องขวนขวายทำกันเอาเองแทบเป็นตายทั้งนั้นและที่สำคัญถ้าเราเองมีวาสนาขนาดนี้ต้องได้เกิดในสมัยพุทธกาลกันหมดแล้วครับไม่ต้องมาเกิดกันตอนกึ่งพุทธกาลแบบนี้หรอกครับ

ขอแสดงความนับถือครับ

IRONMAIDEN
โดย: IRONMAIDEN IP: 210.19.133.124 วันที่: 6 กันยายน 2552 เวลา:12:12:42 น.
  
ท่านIRONMAIDENครับ
ผมขออนุโมทนาครับ กับธรรมทานที่ท่านนำเสนอ
เพื่อประโยชน์สำหรับผู้ที่ยังลังเลสงสัยอยู่ จะได้หายสงสัยลังเลครับ

ส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ประวัติมาก่อนว่า พ่อแม่ครูบาอาจารย์ในสายปฏิบัติ
ท่านเหล่านั้น ล้วนต้องผ่านด่านความเป็นความตายมานักต่อนักครับ
ต้องอาศัยความเพียรเพ่งอย่าแรงกล้า ในการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาให้ผ่านให้ได้
ไม่ใช่เพียงแค่ดูๆ คิดๆ นึกๆเอาเท่านั้นก็บรรลุได้ ฝันยังไม่เป็นจริงเลยครับ

ธรรมภูต

โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 6 กันยายน 2552 เวลา:21:38:40 น.
  
สาธุ

แสงแห่งธรรมขับไล่ความมืดแห่งอวิชชาตลอดกาล

ขอบพระคุณท่านผู้ปรารถนาดีครับ

โดย: ณ.วชิรา IP: 203.154.63.2, 203.150.14.122 วันที่: 20 กันยายน 2552 เวลา:19:20:57 น.
  
เรียน คุณรู้แล้วครับ...

อธิบายวัฏฏะอยู่เหรอครับ หมุนเวียนซะมึนหัวเลย

หมุนได้มากมายจริง ๆ แล้วเมื่อไหร่หนอที่มันจะหยุดหมุน

ยินดีด้วยนะครับ

อนุโมทนาครับ
โดย: ณ.วชิรา IP: 203.154.63.2, 203.150.14.122 วันที่: 20 กันยายน 2552 เวลา:20:46:26 น.
  
แนวคำสอนกรรมฐานของครูบาอาจารย์ไหน ล้วนเป็นอุบายการสงบใจทั้งสิ้น ส่วนไหนผิด ส่วนไหนถูก ก็ต้องศึกษาและเรียนรู้ แก้ไขอยู่ตลอดเวลา ดังเช่นครูบาอาจารย์แต่เก่าก่อน การบรรลุธรรมนั้นเป็นของเฉพาะตน แนวทางการปฏิบัติก็เฉพาะตน ของใครของมัน จะให้เหมือนกันได้อย่างไร ผมมีความเห็นว่า "การปฏิบัติแบบดูจิต ก็เป็นอุบายสงบจิตเช่นกัน มิได้เลวร้ายอะไรนัก เพียงแต่เอาสติเข้าไปตามรู้ ตามดู แต่ไม่ปรุงแต่งก็เท่านั้น ก็เกิดความสงบได้เช่นกัน ในส่วนของสมถกรรมฐานก็จัดว่าเป็นอุบายสงบใจเฉพาะ จะตัดสินโดยเด็ดขาดว่าผิดก็ไม่ควร แต่ในส่วนของวิปัสสนาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ครั้นเมื่อปฏิบัติไปแล้ว จิตมีความฉลาดขึ้น เห็นว่าไม่สามารถตัดกิเลสได้จริง เป็นแต่เพียงข่มไว้เท่านั้น ก็พึงละเสีย ก็สามารถทำได้ดังเช่นหลายคน แต่จะเอาเหตุนี้มากล่าวโทษกันหรือขัดแย้งกันจนเกิดโทสะ ก็ไม่เห็นสมควรอย่างยิ่ง เห็นแย้งได้แต่ไม่ควรขัดแย้ง ผมไม่ได้ว่า แต่พูดเป็นกลางๆไว้ เท่านั้น ส่วนผลการปฏิบัตินั้น ผู้ปฏิบัติเท่านั้นย่อมรู้ได้เฉพาะตน เหมือนที่เรากินข้าวแล้วรู้สึกว่าอิ่มนั่นเอง ในส่วนของท่านธรรมภูต(ขออภัยที่เอ่ยนาม) ขอโมทนาบุญด้วย ท่านทำหน้าที่ดีแล้ว แต่ในบางครั้ง ปล่อยวางได้ก็ดี

ขออภัยด้วย ถ้าทำให้ท่านขัดเคืองใจ
โดย: พราหมณ์ทศ IP: 124.122.227.98 วันที่: 3 ตุลาคม 2552 เวลา:1:47:11 น.
  
ครับท่านพราหมณ์ทศ ผมยินดีรับฟังความคิดเห็น
แต่ที่ท่านพูดมาว่า ครูบาอาจารย์แต่เก่าก่อน ท่านรู้เฉพาะตนนั้น
อันนี้เป็นเรื่องภูมิธรรมครับ

ส่วนวิธีปฏิบัตินั้น ท่านเหล่านั้นย่อมต้องบอกได้ว่าปฏิบัติอย่างไรใช่มั้ยครับ
ท่านได้บอกถึงวิธีสร้างสติเพื่อให้จิตนั้นเป็นสมาธิตั้งมั่นไม่หวั่นไหวได้อย่างรวดเร็ว

ซึ่งแตกต่างกับอาจารย์ที่ท่านกล่าวถึงว่า รู้เฉพาะตนแต่ทำไมสอนไม่เหมือนกัน
ท่านอาจารย์ท่านนี้ ท่านสอนว่าสติสร้างไม่ได้ต้องปล่อยให้เกิดขึ้นเองเพราะเป็นอนัตตา

ท่านพราหมณ์ทศครับ ท่านเห็นความแตกต่างมั้ยครับ
ระหว่างสติต้องสร้างต้องเจริญเป็นภาเวตัพพะ (มีพระพุทธพจน์รับรอง)
กับสติที่ปล่อยให้เกิดขึ้นเอง

ท่านพราหมณ์ทศครับ ท่านพูดว่า
"ในส่วนของสมถกรรมฐานก็จัดว่าเป็นอุบายสงบใจเฉพาะ จะตัดสินโดยเด็ดขาดว่าผิดก็ไม่ควร"


ท่านครับ ท่านเอาอะไรมาแยกสมถะและวิปัสสนาออกจากกันครับ
เพราะทั้งสองสิ่งข้างต้นนั้นแยกออกจากกันไม่ได้โดยเด็ดขาดในขณะปฏิบัติ
ต้องเกื้อกูลกันตลอดเวลาครับ

ท่านรู้ได้อย่างไรครับว่า การปฏิบัติสัมมาสมาธินั้น เป็นเพียงการข่มเท่านั้น
ซึ่งไม่เป็นความจริงเลยครับ
สัมมาสมาธินั้นเป็นทั้งสมถะและวิปัสสนาร่วมกัน ข่มและปล่อยวางได้ครับ

ท่านครับ ผมจะต้องมีโทสะไปเพื่ออะไร??? ใกล้มรรคผลนิพพานก็ไม่ใช่
ผมมีแต่เวทนาสงสารพวกที่หลงทางแล้วยังไม่ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น
ยังจะพยายามมาช่วยกันแก้ว่า เป็นความเข้าใจผิดของผมคนเดียว
โดยไม่หันมองตนเองบ้างเลยครับ

อย่าลืมสิครับ ศาสนาพุทธจะธำรงค์อยู่ได้
ก็เพราะพวกเราต้องช่วยกันคัดกรองสิ่งที่บิดเบือนออกไปใช่มั้ยครับ???

ผมเองตลอดเวลาที่ตำหนิวิธีการดูจิตไป ไม่เคยบอกว่าการปฏิบัติดูจิตเป็นสิ่งเลวร้ายนิครับ
ที่ตำหนิไปนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องบิดเบือนคำสอนของท่านอาจารย์เองเสียมากกว่า
ที่ไม่ตรงต่อพระบรมครูและพ่อแม่ครูบาอาจารย์แต่เก่าก่อน

เพราะการดูจิตที่ถูกต้องนั้น...ต้องผ่านการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาให้สำเร็จก่อนครับ
เมื่อรู้จักจิตที่แท้จริงแล้ว ย่อมทำให้การดูจิตไม่ไปติดความคิดครับ

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 5 ตุลาคม 2552 เวลา:8:32:37 น.
  
ขอขอบคุณและขอโมทนาสาธุในคำชี้แจงของท่าน

เหตุที่แสดงความเห็นไป จุดประสงค์หนึ่งก็เพื่อต้องการให้ท่านตอบ และคำตอบของท่านก็แจ้งชัด ถูกต้อง คงจะเป็นแบบให้ผู้ใคร่ในธรรมศึกษาได้เป็นอย่างดี ในส่วนที่ท่านว่า การดูจิตที่ถูกต้อง ต้องผ่านการปฏิบัติสมาธิภาวนาให้สำเร็จก่อน คำตอบของท่านข้อนี้ ผมดีใจมากที่ท่านตอบแบบนี้ ชอบธรรมแล้ว

ในส่วนที่ท่านว่า การปฏิบัติต้องควบคู่กันไปทั้งสมถและวิปัสนา แยกกันไม่ได้เด็ดขาด โดยธรรมเป็นเช่นนั้นจริง ผมยังมีความเห็นว่า "คราวใดเมื่อจิตรวม นิ่ง สว่างลงไป คราวนั้นเป็นสมถ คราวใดเมื่อพิจจารณา คราวนั้นเป็นวิปัสนา สรุปสมถ คืออุบายสงบใจ ข่มกิเลสใว้ชั่วคราว ส่วนวิปัสนา คืออุบายเรืองปัญญา ไม่ได้ข่มใว้แต่รื้อถอนกิเลสได้จริง แต่ทั้งนี้ต้องอาศัยสมถที่มีกำลังมากพอเป็นบาทฐานในการเจริญวิปัสนา

แยกกันในรายละเอียดปลีกย่อย แต่โดยรวมแล้วเดินคู่กันไป อย่างที่ครูบาอาจารย์ว่า เดินจิต พักจิต คราวใดควรเดินจิต คราวใดควรพักจิต ผู้ปฏิบัติย่อมมีอุบายฝึกเฉพาะตน แต่ลงในจุดหมายเดียวกัน

ในส่วนของการดูจิตของอาจารย์ก็แล้วแต่ ในบรรดาศิษย์ล้วนแต่มีความถือมั่นในอาจารย์ของตนเป็นสรณะ และแน่นอนย่อมต้องมีทิฏฐิแรงกล้าเป็นธรรมดา การจะชี้ให้เห็นความจริงต้องอาศัยเวลา กำแพงที่ทำลายยากที่สุดก็คือ ทิฏฐิมานะ นั่นเอง ครั้งพุทธกาล อาจารญ์สัญชัยปริพาชกก็ไม่ยอมมาฟังธรรมหรือคำแนะนำใด ๆ จากพระผู้มีพระภาคเจ้าเลย เหตุเพราะมีกำแพงกั้นอยู่ นั่นก็คือ ทิฏฐิมานะนั่นเอง

ขออภัยถ้าพิมพ์ผิด ขอบคุณในคำตอบของท่านธรรมภูตที่ตรงต่อหลักธรรมดี
โดย: พราหมณ์ทศ IP: 124.121.185.16 วันที่: 9 ตุลาคม 2552 เวลา:12:33:57 น.
  
ผมมีคำถามจะรบกวนถามท่านพิทักธรรม (ขออภัยที่เสียมารยาทเปลี่ยนชื่อท่าน แต่เห็นว่าชื่อนี้เรียกง่ายกว่า ชื่อเป็นเพียงสมมุติบัญญัติเพื่อการสื่อสารเท่านั้น หวังว่าท่านก็คงไม่ยึดในบัญญันั้น) คำถามที่จะถามดังต่อไปนี้ เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการปฏิบัติ ในฐานะที่มีพุทธบิดาองค์เดียวกัน เพื่ออาจจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่เข้ามาอ่านบ้างไม่มากก็น้อย ดังมีคำถถามดังนี้

1 เมื่อจิตดิ่ง สงบ สว่างขึ้นมาทั่วกาย ไม่ปรากฏว่ามีร่างกายอยู่ วิธีที่จะปฎิบัติให้ถูกต้องต่อไปท่านจะทำอย่างไร

2 เมื่อเห็นแสงสว่างปรากฏขึ้นที่หน้าผาก ท่านจะปฏิบัติต่ออย่างไร

3 การเจริญวิปัสนานั้น มักพูดกันในเชิงวิชาการส่วนใหญ่ แต่ในทางปฏิบัติจริงและเห็นผลจริง ชาวบ้านฟังแล้วไม่สับสน และนำไปปฏิบัติให้เห็นมรรค เห็นผลจริงนั้น ท่านพิทักธรรมจะแนะนำว่าอย่างไร

4 เวลาใหนควรเดินจิต เวลาใหนควรพักจิต โดยส่วนตัวท่านปฏิบัติอย่างไร

5 วิปัสนาที่ผู้ปฏบัตินำไปคิดพิจารณา โดยส่วนตัวผมเรียกว่า วิปัสสนึก ท่านเห็นว่าวิปัสนาแท้จริงเกิดขึ้นเอง หรือเกิดโดยการโน้มนึกเอา มีขั้นตอนปฏิบัติในกรณีนี้อย่างไร

คำถามทั้5 ข้อนี้ ข้าพเจ้ามิได้ถามเพื่อลองภูมิหรือเพื่อทดสอบอะไรบางอย่าง ด้วยความบริสุทใจ เพื่เป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านที่ติดข้องอยู่ตรงนี้ และเพื่อเดินให้ถูกทางที่ท่านเรียกว่าสัมมาสมาธิ ต้องขอรบกวนท่านช่วยตอบให้แจ้งชัดหน่อย

ขอขอบคุณในความกรุณาเป็นอย่างยิ่ง
โดย: พราหมณ์ทศ IP: 124.121.189.96 วันที่: 9 ตุลาคม 2552 เวลา:16:06:16 น.
  
ครับท่านพราหมณ์ทศ ยินดีเช่นกันครับที่ได้สนทนาเรื่องปฏิบัติ

ในฐานะที่ผมปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนามานานพอสมควร
ได้รับประโยชน์ ได้รับความสุขตามสมควรแก่การปฏิบัติ
สามารถน้อมนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันแก่ตนและผู้อื่นได้
พอสมควรแก่อัตภาพร่างกายที่จิตนี้อาศัยอยู่

ผมเองเพียงต้องการให้คนที่สนใจศาสนาพุทธทุกๆท่าน
หันมาลงมือปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา เพื่อเป็นการยังพระศาสนาให้ยั่งยืนต่อไป
มีที่มาในพระบาลีกล่าวไว้ว่า
เหตุที่ทำให้ศาสนาเสื่อมนั้น เกิดจากพุทธบริษัทสี่ไม่สนใจในการปฏิบัติสัมมาสมาธิครับ

๑.ท่านครับ ผมขออนุโมทนากับท่านด้วยครับ ที่สามารถแยกกายแยกจิต(จิตรวม)ได้
ผมขอถามท่านก่อนนะครับว่า ท่านชำนาญในการเข้าออกในสภาวะนี้แล้วใช่มั้ยครับ?
หมายความว่าทุกครั้งที่ท่านลงมือปฏิบัติ ท่านสามารถเข้าสู่สภาวะนี้ได้ทุกครั้ง?

๒.ท่านครับ ท่านก็รู้ใช่มั้ยครับว่า ที่หน้าผากเป็นตาที่สาม(ตาทิพย์)
การที่สว่างขึ้นมาที่หน้าผาก แสดงว่าจิตกำลังจะไปรู้เห็นอะไรเข้าแล้ว(นิมิต)
ท่านต้องการเห็นอะไรก็น้อมไปรู้ไปเห็นได้ตามต้องการ
แต่หมายถึงว่าท่านต้องชำนาญในการเข้าออกสมาธิแล้วนะครับ
ถ้ายังไม่ชำนาญ สิ่งที่ไปรู้ไปเห็นมาก็อาจไม่ตรงตามเป็นจริงนัก
ถ้าเป็นผมๆดึงกลับที่ฐานที่ตั้งของสติ เพื่อให้เกิดความชำนาญก่อนครับ

๓-๔-๕.ท่านครับ การเจริญสัมมาสมาธิก็เป็นการเจริญวิปัสสนาไปในตัวอยู่แล้วครับ
ท่านลองพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะปฏิบัติให้ดีๆสิครับ
ถ้าท่านไม่มีปัญญา(วิปัสสนา)ในการปล่อยวางอารมณ์ให้ออกไปจากจิต
จิตของท่านจะสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวเป็นสมาธิได้หรือครับ?

ในฌานที่๑ของสัมมาสมาธิ ก็บอกชัดอยู่แล้วนะครับว่า
เพราะมีปัญญา(วิปัสสนา)จึงปล่อยวางกามารมณ์และอกุศลธรรมทั้งหลายลงได้
จิตจึงเป็นสมาธิเข้าสู่ฌานที่๑ อันเกิดแต่วิเวก(กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก)ได้
ขณะที่จิตแยกออกจากกายได้เด็ดขาด ก็ให้ตรึกธรรมที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าในขณะนั้นครับ

ผมแนะนำว่าควรลงมือปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา เพื่อให้จิตรู้เห็นตามความเป็นจริง
การที่จิตรู้เห็นตามความเป็นจริงนั้น ก็คือวิปัสสนาญาณดีๆนี่เอง
ไม่ต้องมาวางสมถะเพื่อมาเดินวิปัสสนาหรอกครับ
การที่จิตสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ ตรึกธรรมเฉพาะหน้าก็เป็นวิป้สสนาอยู่แล้วครับ

ขอเถอะครับ ทั้งสมถะและวิปัสสนานั้น เป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้
ขณะที่เดินวิปัสสนาอยู่นั้น ก็มีสมถะเป็นฐานที่ตั้งของสติ
ขณะที่เดินสมถะก็มีวิปัสสนาเป็นพื้นฐานเพื่อพิจารณาธรรมที่มีมาเฉพาะหน้าครับ

ส่วนพวกที่ไม่เคยมีพื้นฐานการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนามาก่อน
ย่อมไม่รู้จักจิตที่แท้จริง ที่เป็นอิสระจากอารมณ์ได้ครับ
คุ้นเคยแต่จิตที่คลุกคลีอยู่อารมณ์และแสดงอาการของจิตต่ออารมณ์นั้นออกมา
จิตไม่เคยรู้ทันอารมณ์ จะรู้สึกทันก็ต่อเมื่อจิตต้องรับอารมณ์นั้นมาปรุงแต่งแล้วเท่านั้น
และเปลี่ยนจากการรู้อารมณ์หนึ่ง ไปสู่การรู้สึกนึกคิดวางเฉย(วิปัสสนึก)ครับ

ส่วนจิตที่เป็นสมาธิมีกำลังสติในการปล่อยวางอารมณ์และอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์นั้น
ซึ่งเกิดได้จากการลงมือปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาเท่านั้น กลับไม่เคยรู้จักเลยครับ...



ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 10 ตุลาคม 2552 เวลา:17:27:13 น.

ในความฝันของใครสักคน
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



สารบัญ Blog ธรรมภูต

หน้าแรก Blog ธรรมภูต

youtube ธรรมภูตสนทนาธรรม





Group Blog