จิตไม่เกิดดับ เพราะจิตไม่ใช่ขันธ์ ๕ จิตจึงไม่ใช่กองทุกข์
โดยทั่วๆไปแล้ว เมื่อได้ยินได้ฟังมาจากตำรานิยมที่สอนกันว่า "จิตเกิดดับ" ก็เชื่อว่า "จิตเกิดดับ"ตามๆกันไป โดยไม่เคยพิจารณาให้ถ่องแท้ว่า ขัดกับหลักกาลามสูตรหรือไม่ ทั้งๆที่เรื่องแบบนี้ โดยความเป็นจริงเราสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง โดยไม่ยากเย็นอะไรเลย

ตามที่พูดกันว่า "จิต" เกิดดับเร็วมาก ชั่วลัดนิ้วมือเดียว เกิดๆดับๆเป็นแสนโกฏิครั้ง ใครเป็นผู้นับล่ะ? จึงพูดออกมาได้ว่าเกิดๆดับๆถึงแสนโกฏิครั้ง? ถ้าไม่มีผู้นับ หรือ มีสิ่งที่ยืนตัวรู้อยู่ตลอดระยะเวลาของการเกิดๆดับๆนั้น ก็แสดงว่าสอนแบบเดาสวดกันเอาเองตามมติชอบใจของตน ไม่ใช่หลักของพระพุทธศาสนาแน่นอน

เพราะพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่เต็มไปด้วยเหตุ และผลที่สามารถตริตรองตามและปฏิบัติให้รู้เห็นตามความเป็นจริงได้ พระพุทธองค์จึงทรงได้ชื่อว่าเป็น "ศาสดาเอกของโลก" พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงได้มาแบบฟลุ๊กๆ หรือเดาๆเอาเท่านั้น

ตำราที่มีขึ้นมาในภายหลัง มักกล่าวไว้ว่า "จิต" เกิดๆดับๆตลอดเวลารวดเร็วมาก ส่วนพระพุทธพจน์นั้น มักกล่าวว่า "จิต" มีการเปลี่ยนแปลง แส่ส่าย กวัดแกว่ง ซัดส่าย ฯลฯ ไปตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดตลอดเวลาอย่างรวดเร็วมากเช่นกัน ไม่ใช่ "จิต" เกิดๆดับๆ ที่เกิดๆดับๆ คือเงาของจิต หรือ อาการของจิต (จิตสังขาร) ที่เป็นไปตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดต่างๆที่เปลี่ยนไป

เมื่อเรารู้อยู่อย่างนี้แล้ว เราควรหาธรรมที่เป็นเครื่องแก้ มาเพื่อพิจารณาให้รู้เห็นตามความเป็นจริง โดยนำเอาธรรมเครื่องแก้ "ร้อนเอาเย็นเข้าแก้ เร็วเอาช้าเข้าแก้ มืดเอาสว่างเข้าแก้ เกียจคร้านเอาความเพียรพยายามเข้าแก้ ฯลฯ" การนำเอาธรรมมาเป็นเครื่องแก้กันนั้น เพื่อพิสูจน์ให้รู้เห็นตามความเป็นจริง ไม่ใช่เชื่อโดยขาดการพิสูจน์ให้เห็นจริง

มีพระพุทธพจน์รับรอง และพ่อแม่ครูบาอาจารย์หลายท่านได้สอนอย่างแยบคายไว้ว่า ธรรมอันเป็นเครื่องแก้ "จิต" ที่กลับกลอก ดิ้นรน เปลี่ยนแปลง แส่ส่ายออกไปหากิเลสตลอดระยะเวลาอย่างรวดเร็ว นั่นก็คือ การลงมือปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา (สัมมาสมาธิ) ที่เรียกว่ากายคตานุสสติกรรมฐาน หรือพิจารณากายในกาย (อานาปานสติ) เป็นภายใน

ดังใน มหาสติปัฏฐานสูตร ที่พระองค์ทรงตรัสไว้ว่า

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์
เพื่อล่วงความโศกและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส
เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
หนทางนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔ ประการ ๔ ประการ เป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างไรเล่า
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี
นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า

เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า
เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกสั้น
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้าสั้น

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวงหายใจออก
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวงหายใจเข้า
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขารหายใจออก
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นายช่างกลึงหรือลูกมือของนายช่างกลึงผู้ขยัน
เมื่อชักเชือกกลึงยาว ก็รู้ชัดว่า เราชักยาว
เมื่อชักเชือกกลึงสั้น ก็รู้ชัดว่า เราชักสั้น แม้ฉันใด

ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน
เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกสั้น
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้าสั้น
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจออก
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดกองลมทั้งปวงหายใจเข้า"


พระพุทธพจน์ทรงแสดงธรรมอันเป็นเครื่องแก้จิตของตน ที่มีความกลับกลอก แส่ส่ายดิ้นรน กวัดแกว่ง เปลี่ยนแปลง ฯลฯ ออกไปหากิเลสอย่างรวดเร็วนั้น ด้วยอานาปานสติกรรมฐาน การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก

พระบาลีกล่าวไว้ว่า รู้ชัดว่า ทุกลมหายใจเข้าออก ไม่ว่าสั้น ยาว หยาบ ละเอียด กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวงหายใจเข้า-ออก

มีตรงไหนครับที่พระองค์ทรงตัดว่าจิตเกิดๆดับๆ มีแต่พระองค์ทรงกล่าวไว้ว่า "รู้ชัดว่า" การรู้ชัดว่านั้น ต้องรู้อยู่ตลอดระยะเวลาของกองลมหายใจทั้งปวง หายใจเข้า-ออก ถ้าจิตเกิดๆดับๆ ตลอดระยะเวลาแล้ว พระพุทธองค์จะทรงตรัสว่า "รู้ชัดว่า" ได้หรือ?

อย่าเชื่ออะไร โดยขาดการพิจารณาตริตรองตาม และไม่ได้ลงมือปฏิบัติให้รู้เห็นตามความเป็นจริง ควรจะนำมาสมาทาน เพื่อพิสูจน์ให้เห็นชัดก่อน (รู้ชัดว่า) จึงค่อยเชื่อก็ยังไม่สาย

แม้ในกาลามสูตร พระพุทธองค์ท่านเองก็ตรัสไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า อย่าเพิ่งเชื่อ ให้ฟังด้วยดี แล้วนำมาสมาทานดูว่า เกิดประโยชน์เป็นจริงตามนั้นมั้ย? ถ้าไม่เป็นไปตามความเป็นจริงแล้ว ผู้รู้ติเตียน คำสอนเหล่านั้น ควรปัดทิ้งเสียอย่าเชื่อ


ในปัจจุบันนี้ มีการสอนกันแบบเดาสวด อวดภูมิรู้ตนเอง เอาสีข้างเข้าถูว่า "จิตเป็นกองทุกข์" "จิตเป็นสิ่งเหลวไหล ไร้สาระ บังคับบัญชาไม่ได้ เป็นอนัตตา" ซึ่งขัดแย้งกับความเป็นจริงที่เป็นอยู่ และพระพุทธพจน์ที่ทรงสั่งสอนไว้ดีแล้วอย่างยิ่ง

ถ้าจิตเป็นตัวทุกข์ จิตเป็นสิ่งเหลวไหล ไร้สาระ บังคับบัญชาไม่ได้เสียแล้ว เรายังจะฝึกฝนอบรมจิตไปทำไมให้เสียเวลาไปเปล่า แล้วจะฝึกฝนอบรมจิตให้รู้จักวิธีประคองจิต รักษาจิต ชำระจิต โน้มน้อมจิต ตั้งจิตไว้ชอบ ฯลฯ เพื่ออะไร?

จิตไม่ใช่ตัวทุกข์ ถ้าจิตเป็นตัวทุกข์เสียเองแล้ว จิตจะเป็นสุขอย่างยิ่งได้อย่างไร จิตไม่ใช่ขันธ์ ๕ และ ขันธ์ ๕ (อาการของจิต) ก็ไม่ใช่จิต เมื่อไม่มีจิตก็ไม่มีขันธ์ ๕ จะมีขันธ์ ๕ โดยไม่มีจิตก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะขันธ์ ๕ เป็นเพียงอาการของจิต ขันธ์ ๕ เกิดขึ้นได้ต้องอาศัยจิต จึงปรากฏออกมาได้ เหมือนร่างกายที่ไม่มีจิตครอง(คนตาย) ย่อมรู้อะไรไม่ได้นั่นเอง


ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ จึงทรงสั่งสอนให้ฝึกฝนอบรมจิต ดังพระบาลีว่า

อธิจิตฺเต จ อาโยโค เอตํ พุทฺธานสาสนํ
การทำให้ "จิต" มีธรรมอันยิ่ง(อธิจิต) เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย


และมีพระพุทธพจน์กล่าวไว้ว่า อธิจิตตสิกขาเป็นไฉน?

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวกอยู่
บรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิต ณ ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกและวิจารสงบไป
มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่ เพราะปีติสิ้นไป จึงมีอุเบกขา
มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌาน
ที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข
บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์
และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่

นี้ชื่อว่า อธิจิตตสิกขา

และมีพระพุทธพจน์กล่าวไว้ว่า สัมมาสมาธิเป็นไฉน?

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวกอยู่
บรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิต ณ ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกและวิจารสงบไป
มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่ เพราะปีติสิ้นไป จึงมีอุเบกขา
มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌาน
ที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข
บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์
และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่

นี้ชื่อว่า สัมมาสมาธิ


จากพระพุทธพจน์ เราจะเห็นได้ว่า การศึกษาอธิจิตตสิกขา ก็คือแบบแผนของการปฏิบัติสัมมาสมาธิดีๆ นี่เอง แสดงว่าจิตที่ได้รับการอบรมปฏิบัติสัมมาสมาธินั้น เป็นการอบรมจิตให้มีธรรมอันยิ่ง(อธิจิต) นั่นเอง

เมื่อจิตมีธรรมอันยิ่ง จิตย่อมเป็นสัมมาทิฐิ คือจิตก็จะรู้เห็นตามความเป็นจริงว่า ที่จิตเป็นทุกข์ เหตุเพราะจิตชอบแส่ส่าย เปลี่ยนแปลง กวัดแกว่ง ซัดส่ายดิ้นรนส่งออกไป(สมุทัย) รับอุปกิเลสที่เป็น “แขก” จรเข้ามา แล้วยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของๆตน ผลจึงเป็นทุกข์

เมื่อรู้เห็นตามความเป็นจริงอย่างนี้แล้ว ย่อมต้องละเหตุแห่งทุกข์นั้นเสีย คือสละคืนปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นออกไปจากจิต อาการแส่ส่าย เปลี่ยนแปลง กวัดแกว่ง ซัดส่าย ฯลฯ ที่ชอบส่งออกไปของจิตก็จะดับลงไป(นิโรธ) ด้วยเช่นกัน

ซึ่งมีทางเดียวเท่านั้นคือต้องปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา (มรรค) จิตจึงจะมีกำลังมากพอในการสละปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น ในรูปและนาม (อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลาย) ออกไปได้ตามความเป็นจริง (สัมมาทิฐิ).....

เจริญในธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต






Create Date : 16 สิงหาคม 2554
Last Update : 19 มกราคม 2558 16:56:38 น.
Counter : 528 Pageviews.

8 comments
  
อนุโมนาสาธุครับ การแสดงธรรมเป็นบุญอย่างยิ่ง ขอบพระคุณครับ
โดย: shadee829 วันที่: 16 สิงหาคม 2554 เวลา:9:59:14 น.
  
เรื่องเกิดดับของจิตนี่ น่าคิดครับ
--น่าสนใจที่ชี้มาให้ดูกัน
--เราคิดว่ามันคงเร็วมาก เพราะเห็นสาวสวยปุ๊บ รักปั๊บ แทบเสี้ยววินาที
--การทำงานของระบบประสาทอยู่ราว 0.3 วินาที
แต่บางครั้งระบบร่างกายสนองได้เร็วกว่านั้น โดยนักวิทย์เช็ตจากสมอง ราว 0.1 วินาที จึงสงสัยว่า จะมีสนามพลังอย่างอื่นเร็วกว่าระบบประสาทอีก (ตัวเลขไม่แน่นใจนะ)
---ให้เกิดภาพซากศพ ดอกไม้ บนจอ อย่างสุ่มๆ ปรากฏว่า ร่างกายสนองตอบต่อภาพ ตั้งแต่ ก่อนที่มันจะขึ้นจอภาพเสียอีก
---แสดงว่า จิต รู้ล่วงหน้าไปแล้ว ท่านจึงบอกว่า ผู้ใดฝึกจิตได้ เป็นยอดของมนุษย์เลยทีเดียว
---เครื่องการเกิดดับของจิต เราคงต้องถกกันต่อไปอีกน่ะ
โดย: jesdath วันที่: 21 สิงหาคม 2554 เวลา:17:56:44 น.
  
ที่คุณธรรมภูต บอกว่า "จิตไม่เกิดดับ" ไม่ตรงกับที่ผมอ่านเจอในพระไตรปิฎกนะครับ

๑๗๓. จิต มโน วิญญาณ เกิดดับ

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุถุชนผู้มิได้สดับ พึงเบื่อหน่าย คลายกำหนัดและพ้นไปในกาย อันประกอบขึ้นด้วยธาตุทั้งสี่นี้ได้. เพราะเหตุไร ? เพราะความก่อขึ้น ความสลายตัว การรวมตัว การแยกตัว ของกายอันประกอบขึ้นด้วยธาตุทั้งสี่นี้ อันบุคคลเห็นได้. เพราะเหตุนั้น บุถุชนผู้มิได้สดับจึงพึงเบื่อหน่ายคลายกำหนัดและพ้นไปในกายนั้นได้."

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แต่ธรรมชาติที่เรียกว่าจิตบ้าง ใจ (มโน) บ้าง วิญญาณบ้าง อันใด,๓ บุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่ (สามารถ) พอที่จะเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และพ้นไปในธรรมชาตินั้นได้ เพราะเหตุไร ? เพราะธรรมชาตินัน อันบุถุชนผู้มิได้สดับ ฝังใจ ยึดถือ ลูบคลำ (ด้วยใจ) มานานแล้วว่า "นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา." เพราะเหตุนั้น บุถุชนผู้มิได้สดับ จึงไม่ (สามารถ) พอที่จะเบื่อหน่ายคลายกำหนัด และพ้นไปได้ในธรรมชาตินั้น."

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุถุชนผู้มิได้สดับ พึงถือกายอันประกอบขึ้นด้วยธาตุทั้งสี่นี้ว่า เป็นตนดีกว่า. การถือว่า จิตเป็นตนไม่ดีเลย. เพราะเหตุไร ? เพราะกายอันประกอบขึ้นด้วยธาตุ ๔ นี้ ที่ตั้งอยู่ ๑ ปี, ๒ ปี, ๓ ปี, ๔ ปี, ๑๐ ปี, ๒๐ ปี, ๓๐ ปี, ๔๐ ปี, ๕๐ ปี, ๑๐๐ ปี แม้ตั้งอยู่เกิน ๑๐๐ ปี ก็ยังเห็นได้. แต่ธรรมชาติที่เรียกว่าจิตบ้าง ใจบ้าง วิญญาณบ้างนั้น ในกลางคืนกับกลางวัน ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งก็ดับไป."

สังยุตตนิกาย นิทานวัคค์ ๑๖/๑๑๔

จาก พระไตรปิฎก ฉบับสำหรับประชาชน น.๑๐๘-๑๐๙
โดย: สรนันท์ IP: 58.9.252.247 วันที่: 2 กันยายน 2554 เวลา:11:20:42 น.
  
ู^
^
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ในพระสูตรชัดเจนว่า
เพราะปุถุชนผู้มิได้สดับ ย่อมมีทิฐิที่แตกต่างจากอริยสาวกผู้ได้สดับ โดยสิ้นเชิงนั่นเอง
ปุถุชนผู้มิได้สดับ ย่อมมีทิฐิยึดกายเป็น ดีกว่ายึดจิตเป็นตน
ส่วนพระอริยสาวกนั้น ย่อมไม่ยึดทั้งกายและจิตเป็นตน เพราะรู้จักตนเห็นตนที่แท้จริงนั้นเอง

อ้างอิงอัสสุตวตาสูตรที่ ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย วานรเมื่อเที่ยวไปในป่าใหญ่จับกิ่งไม้ ปล่อย
กิ่งนั้น ยึดเอากิ่งอื่น ปล่อยกิ่งที่ยึดเดิม เหนี่ยวกิ่งใหม่ต่อไป แม้ฉันใด ร่างกาย
อันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ ที่ตถาคตเรียกว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณ
บ้าง จิตเป็นต้นนั้นดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืนและกลางวัน ก็ฉัน
นั้นแล ฯ
^
^
เมื่อวานรคือจิต มีตัวเดียวเที่ยวไป(เอก จรํ จิตตํ=ดวงเดียวเที่ยวไปในอารมณ์)ในป่าใหญ่ กิ่งไม้เปรียบเหมือนอารมณ์ต่างๆ
จับกิ่งไม้ ปล่อยกิ่งนั้น ยึดเอากิ่งอื่น ปล่อยกิ่งที่ยึดเดิม เหนี่ยวกิ่งใหม่ต่อไปเรื่อยๆ คือเป็นไปตามอารมณ์ต่างๆที่จรเข้ามาใช่หรือไม่?

ส่วนจิตเป็นต้นนั้นในพระสูตร ล้วนเป็นจิตสังขาร หรือก็คือจิตที่ปรุงแต่งกับอารมณ์กิเลสไปแล้วทั้งสิ้น
และเกิดดับตามอารมณ์เหล่านั้น เราเรียกจิตสังขารเหล่านั้นว่าดวงเช่นกัน จึงต้องเรียกว่า ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงดับไป
เราเปรียบจิตเหมือนน้ำ เดิมทีนั้น น้ำบริสุทธิ์หมดจดอยู่ก่อน ที่สกปรกโสมมไปเพราะ มีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาปนเปื้อน

ที่เราเรียกว่า น้ำแดง แกงส้ม ต้มมะระ ฯลฯ น้ำเป็นต้นนั้น สิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งหนึ่งดับไปตลอดทั้งกลางวันกลางคืน ฉันใด
เรียกว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้างฯลฯ จิตเป็นต้นนั้น ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืนและกลางวัน ก็ฉันนั้นแล ฯ

เราสามารถกลั่นน้ำ ให้บริสุทธ์หมดจดจากสิ่งแปลกปลอมปนเปื้อนได้ฉันใด
เราสามารถฝึกฝนอบรมชำระจิต ให้บริสุทธิ์หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองได้ฉันนั้นครับ
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 21 กันยายน 2554 เวลา:9:05:18 น.
  
ยังมีพระพุทธพจน์ที่กล่าวไว้ ในมหาสติปัฏฐานสูตร กล่าวไว้ชัดๆ ว่า
จิตไม่ได้เกิดดับ ที่เกิดและดับไปนั้น คือนิวรณ์ทั้งหลาย ดังนี้

[๒๙๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ อย่างไรเล่า?
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือนิวรณ์ ๕
ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคือนิวรณ์ ๕ อย่างไรเล่า?

ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เมื่อกามฉันท์ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกุจจ วิจิกิจฉา มีอยู่ ณ ภายในจิต
ย่อมรู้ชัดว่า กามฉันท์มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา หรือ

เมื่อกามฉันท์ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกุจจ วิจิกิจฉา ไม่มีอยู่ ณ ภายใน
จิตย่อมรู้ชัดว่า กามฉันท์ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา

อนึ่ง กามฉันท์ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกุจจ วิจิกิจฉา ที่ยังไม่เกิด
จะเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

กามฉันท์ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกุจจ วิจิกิจฉา ที่เกิดขึ้นแล้ว
จะละเสียได้ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

กามฉันท์ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกุจจ วิจิกิจฉา ที่ละได้แล้ว
จะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย
^
^
พระพุทธวจนะกล่าวไว้ชัดๆ โดยไม่ต้องตีความให้เกิดความเสียหายแด่พระพุทธวจนะเลย
อะไรที่เกิดขึ้นหรือมีอยู่ ณ.ภายในจิต จิตก็รู้ชัดๆว่า เกิดขึ้นหรือมีอยู่
อะไรที่ดับไปหรือไม่มีอยู่ ณ.ภายในจิต จิตก็รู้ชัดๆว่า ดับไปหรือไม่มีอยู่
อะไรที่ยังไม่เกิดจะเกิดขึ้นด้วยประการใด ณ.ภายในจิต จิตย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย
อะไรที่เกิดขึ้นแล้วจะละเสียได้ด้วยประการใด ณ.ภายในจิต จิตย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย
อะไรที่ละได้แล้วจะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด ณ.ภายในจิต ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

พระพุทธพวจนะชัดเจนแล้วนะครับว่า จิตไม่ได้เกิดดับ ที่เกิดดับคือนิวรณ์๕ทั้งหลายนะครับ
ยังจะกล้าคัดค้านพระพุทธพจน์ที่ทรงตรัสไว้ดีแล้ว ยังมีอีกหลายพระสูตรที่ยืนยันได้ว่า
จิตไม่ได้เกิดดับ ที่เกิดดับไปนั้นคือจิตสังขาร(จิตผสมกับอารมณ์ไปแล้ว)ทั้งสิ้น
ถ้าจิตเกิดดับจริงตามที่อรรถกถาจารย์ท่านรจนาไว้ในภายหลัง
เราจะมาเพียรฝึกฝนอบรมจิตให้บริสุทธิ์ไปเพื่ออะไร? เดี๋ยวเกิดๆดับๆ ฝึกฝนอบรมได้หรือ?
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 21 กันยายน 2554 เวลา:9:06:11 น.
  
เรื่องเกิดดับของจิตนี่ น่าคิดครับ
--น่าสนใจที่ชี้มาให้ดูกัน
--เราคิดว่ามันคงเร็วมาก เพราะเห็นสาวสวยปุ๊บ รักปั๊บ แทบเสี้ยววินาที
--การทำงานของระบบประสาทอยู่ราว 0.3 วินาที
แต่บางครั้งระบบร่างกายสนองได้เร็วกว่านั้น โดยนักวิทย์เช็ตจากสมอง ราว 0.1 วินาที จึงสงสัยว่า จะมีสนามพลังอย่างอื่นเร็วกว่าระบบประสาทอีก (ตัวเลขไม่แน่นใจนะ)
---ให้เกิดภาพซากศพ ดอกไม้ บนจอ อย่างสุ่มๆ ปรากฏว่า ร่างกายสนองตอบต่อภาพ ตั้งแต่ ก่อนที่มันจะขึ้นจอภาพเสียอีก
---แสดงว่า จิต รู้ล่วงหน้าไปแล้ว ท่านจึงบอกว่า ผู้ใดฝึกจิตได้ เป็นยอดของมนุษย์เลยทีเดียว
---เครื่องการเกิดดับของจิต เราคงต้องถกกันต่อไปอีกน่ะ


โดย: jesdath วันที่: 21 สิงหาคม 2554 เวลา:17:56:44 น.
.......................................................................
^
^
คุณ jesdath ต้องทำความเข้าความหมายของคำใหเถูกต้องก่อนนะ

คำว่า"เกิด" โดยความหมายคือ สิ่งที่ไม่เคยมีอยู่ก่อนหน้านี้เกิดขึ้นมาเราจึงเรียกว่า"เกิด"

คำว่า"ดับ" โดยความหมายคือ สิ่งที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ดับหายไปจึงเรียกว่า"ดับ"

ที่คุณพูดมาทั้งหมดนั้น เป็นการรู้ ที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องสวยปุ๊บ รักปั๊บ อยากได้มาปลุกปั้นใช่มั้ย?

ล้วนเป็นอาการของจิตที่แสดงออกมาอย่างต่อเนื่องตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดดับในขณะนั้น
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 21 กันยายน 2554 เวลา:9:09:18 น.
  
--พระพุทธพวจนะชัดเจนแล้วนะครับว่า จิตไม่ได้เกิดดับ ที่เกิดดับคือนิวรณ์๕ทั้งหลายนะครับยังจะกล้าคัดค้านพระพุทธพจน์ที่ทรงตรัสไว้ดีแล้ว ยังมีอีกหลายพระสูตรที่ยืนยันได้ว่าจิตไม่ได้เกิดดับ ที่เกิดดับไปนั้นคือจิตสังขาร(จิตผสมกับอารมณ์ไปแล้ว)ทั้งสิ้นถ้าจิตเกิดดับจริงตามที่อรรถกถาจารย์ท่านรจนาไว้ในภายหลัง เราจะมาเพียรฝึกฝนอบรมจิตให้บริสุทธิ์ไปเพื่ออะไร? เดี๋ยวเกิดๆดับๆ ฝึกฝนอบรมได้หรือ?

พระพุทธเจ้าบอกตรงไหนว่าจิตเที่่ยง หรือจิตไม่เกิดดับ ท่านบอกในสติปัฏฐานว่าอะไรเกิดขึ้นให้รู้ทัน แต่ธรรมผีคิดไปเอง ว่าจิตต้องเที่ยงจึงจะรู้ได้ อย่าเอาความเห็นอัตตโนมัติของตัวเองมาใส่พระพุทธพจน์ให้แปดเปื้อนเลย จะเป็นบาปกรรม (ความจริงจิตไม่เที่ยง เพราะเกิดขึ้นดับไปตลอด ) ถึงแม้ว่าจิตไม่เที่ยง แต่จิตก็รู้อารมณ์ได้

เหมือนร่างกายที่ไม่เที่ยงตลอดเวลา ก็ยังรับรู้ความเย็นความร้อนได้เลย

ที่เรียนรู้ว่าจิตไม่เที่ยงก็เพื่อจะได้เห็นความจริงคือไตรลักษณ์ คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน จะได้เบื่อหน่าย คลายความยึดถือ จนหลุดพ้นจากทุกข์ไงเล่า

ถ้ายังเห็นว่าเที่ยงอยู่ก็เรียกว่าเห็นผิดอยู่ก็ไม่มีทางบรรลุธรรมได้ เพราะยังเป็นมิจฉาทิษฐิ (มรรคข้อแรกคือ สัมมาทิษฐิ)

--จิตไม่ได้เกิดดับ ที่เกิดดับไปนั้นคือจิตสังขาร(จิตผสมกับอารมณ์ไปแล้ว)

พระพุทธเจ้าบอกตรงไหนว่า จิตเกิดดับคือจิตสังขาร ธรรมผีนี่แหละบอกเอง พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า จิต มโน วิญญาณ เกิดขึ้นดับไป นีี่ชัดเสียยิ่งกว่าชัดอีก ว่าจิตเกิดดับ ยังจะตะแบงอีกว่า หมายถึงจิตสังขาร นี่ไม่เรียกว่ากล่าวตู่พระพุทธพจน์ก็ไม่รู้จะเรียกอะไรแล้วหละ ผู้กล่าวตู่พระพุทธพจน์ ผลกรรมชั่วจะเป็นยังไงลองไปศึกษาดูนะ
โดย: ผ่านมา IP: 1.20.0.188 วันที่: 7 ธันวาคม 2555 เวลา:1:20:41 น.
  
- เดี๋ยวเกิดๆดับๆ ฝึกฝนอบรมได้หรือ?

พวกมิจฉาทิษฐิ ก็แบบนี่แหละนะต้องค ดว่าเที่ยงจึงจะฝึกได้

ร่างกายไม่เที่ยงเดี๋ยวหายใจเข้า เดี๋ยวหายใจออก ทุกๆนาทีจะมีเซลในร่างกายที่ตายและถูกสร้างขึ้นมาตลอดเวลา ร่างกายอยู่ท่าเดิมนานๆไม่ได้ต้องขยับปรับเปลี่ยนอิริยาบท ร่างกายไม่เที่ยงแบบนี้ เป็นทุกข์แบบนี้ คนเรายังฝึกให้มีกล้ามเนื้อเป็น six packs ได้เลย

ทำไมจิตใจที่ไม่เที่ยงจะฝึกให้มันดีไม่ได้เล่า
โดย: ผ่านมา IP: 1.20.0.188 วันที่: 7 ธันวาคม 2555 เวลา:1:32:46 น.

BlogGang Popular Award#17



ในความฝันของใครสักคน
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



สารบัญ Blog ธรรมภูต - พระภัทรสิทธิ์



หน้าแรก Blog ธรรมภูต - พระภัทรสิทธิ์