ดูจิตกันยังไง? เห็นไปได้ว่าจิตเกิดดับ
เป็นที่ทราบดีกันอยู่แล้วว่า ทุกวันนี้มีการสอนให้ดูจิตที่เกิด-ดับอยู่ตลอดเวลา

ซึ่งถ้าเราฟังโดยไม่เพ่งพิจารณาให้ดีแล้วเราอาจจะถูกชักจูงให้เห็นด้วย หรือคล้อยตาม และเชื่อไปตามนั้นได้โดยง่ายๆ ทั้งๆสิ่งที่เราฟังมานั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีเหตุผลเลยและเป็นการขาดเหตุผลอย่างยิ่ง ไม่ใช่เกิดจากการรู้เห็นตามความเป็นจริงจากการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาเลย

โดยความเป็นจริงแล้ว ผู้ที่เห็นอาการของจิต(จิตสังขาร)ที่เกิด-ดับนั้น จะเป็นใครอื่นไปไม่ได้เลย นอกจากจิตของตน หรือจิตของเรา ใช่มั้ยครับ???

เมื่อถูกถามว่าเราในที่นี่คือใคร???
คำตอบที่ได้นั้น มักเป็นคำตอบที่หาเหตุผลไม่ได้เลย เช่น เราก็คือเรา เราคือผู้รู้ ถึงผู้รู้หรือเรา ก็ไม่เที่ยง สุดท้ายจิตผู้รู้หรือเราก็ต้องถูกทำลายทิ้งอยู่ดี ...ฯลฯ...

เป็นคำตอบที่ขาดเหตุผลอย่างยิ่ง พาให้ออกห่างจากความเป็นจริงไปอีกไกลโข ถ้าจิตผู้รู้หรือเรา ถูกทำลายทิ้ง เมื่อบรรลุมรรคผลที่เกิดขึ้นกับตน จะรู้ได้อย่างไร??? ขัดกับพระพุทธวจนะที่กล่าวไว้ว่า “จิตของเราสิ้นการปรุงแต่ง บรรลุพระนิพพานเพราะสิ้นตัณหา”

ด้วยมีการสอนว่าอารมณ์เกิด จิตจึงจะเกิด เมื่ออารมณ์ดับ จิตก็ดับตามไปด้วย ถ้าเราพิจารณาด้วยจิตใจที่เป็นธรรมไม่เอนเอียง และเทียบเคียงกับพระพุทธพจน์แล้ว จะเห็นได้ว่าเป็นการขาดหลักเหตุผลตามความเป็นจริงเอามากๆ นั่นเอง เพราะการถ่ายทอดกรรมหรือการบันทึกกรรมนั้นจะมีขึ้นไม่ได้ถ้าจิตเกิดดับ

ในเมื่อจิตคือธาตุรู้ มีธรรมชาติ รู้ รับ จำ คิดนึก ย่อมต้องยืนตัวรู้ในเรื่องราวทั้งหลายที่เกิดขึ้นที่จิต และดับไปจากจิต

เมื่ออารมณ์ความรู้สึกนึกคิดอบ่างหนึ่งอย่างใดเกิดขึ้นที่จิต จิตก็รู้ ดับไปจากจิต จิตก็รู้ หมายความว่าอารมณ์รู้สึกนึกคิดเป็นสิ่งที่ถูกจิตรู้ และจิตยึดถืออารมณ์เหล่านั้นเข้ามา ปรุงแต่งจิตให้เสียคุณภาพไปใช่มั้ย? ...ใช่

เมื่ออารมณ์เป็นสิ่งที่ปรุงแต่งจิตให้เสียคุณภาพไปตามอารมณ์นั้นๆ แสดงว่าจะต้องมีจิตยืนตัวรู้อยู่ก่อนแล้วใช่มั้ย? ...ใช่

เปรียบจิตคือบ้าน มีช่องทางในการรับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด อยู่ ๖ ช่องทาง อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายที่เข้ามาในช่องทางเหล่านั้น คือสิ่งที่มาปรุงแต่งบ้าน(จิต) เมื่อไม่มีบ้านและช่องทางรับอารมณ์อยู่ก่อนแล้ว จะมีเครื่องปรุงแต่งบ้านเกิดขึ้นได้อย่างไร???

ฉะนั้นพอสรุปได้ว่า...จะต้องมีจิตยืนตัวรู้อยู่ก่อนจึงจะมีเจตสิกเกิดขึ้นมาในภายหลัง ดังมีพระพุทธวจนะ...(พระบาลีมหาสติปัฏฐานสูตร)....กล่าวไว้ว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่อย่างไรเล่า?
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ จิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ
......(ราคะเกิด)
หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ .....(ราคะดับ)
จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะ....(โทสะเกิด)
หรือจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ....(โทสะดับ)
จิตมีโมหะ ก็รู้ว่าจิตมีโมหะ....(โมหะเกิด)
หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ….(โมหะดับ)
^
^
ตามพระพุทธวจนะดังกล่าว ก็เป็นที่ชัดเจนอยู่แล้วว่า
อารมณ์หรือเจตสิก...เกิดขึ้นที่จิต จิตก็รู้...
และอารมณ์หรือเจตสิก...ดับไปจากจิต จิตก็รู้…
จิตมีราคะ โทสะ โมหะ จิตก็รู้
จิตปราศจาก ราคะ โทสะ โมหะ จิตก็รู้อีกเช่นกัน
เราจึงสามารถพูดได้เต็มปากว่า “ก็รู้”

ถ้าจิตเกิด-ดับตามที่สอนให้เชื่อตามๆกันมานั้น เราจะชำระจิตให้บริสุทธิ์หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองได้อย่างไรเล่า? เมื่อกำลังฝึกฝนอบรมชำระจิตขณะภาวนาอยู่ และจิตยังเกิดดับอยู่ตลอดเวลา เราไม่มีทางที่จะชำระให้บริสุทธิ์หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองได้หรอกครับ เดี๋ยวเกิด เดี๋ยวดับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ขาดเหตุผลเอาอย่างมากๆ

ยังมีการสอนอีกว่าระหว่างที่จิตเกิด-ดับอยู่นั้น มีการถ่ายทอดกรรมให้แก่กันอีกด้วย ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้เลยครับ ขณะที่จิตดวงใหม่เกิดขึ้นนั้น จิตดวงเก่าได้ดับไปแล้ว ขณะจิตดวงเก่าที่กำลังจะดับไป จิตดวงใหม่ก็ยังไม่อาจเกิดขึ้นมาเลย เพราะจิตดวงใหม่จะเกิดขึ้นมาได้นั้น ต่อเมื่อจิตดวงเก่าต้องดับไป จะมีจิตสองดวงเกิดขึ้นพร้อมกันในขณะเดียวกันไม่ได้ ฉะนั้นเอาช่วงเวลาตรงไหนมาถ่ายทอดกรรมให้กันหละครับ

ความหมายคำว่า “เกิด” นั้นหมายถึงว่า สิ่งนั้นไม่เคยมีอยู่ก่อน แล้ว “เกิด” มีขึ้นมา เราจึงเรียกว่าสิ่งนั้น “เกิด” ส่วนความหมายคำว่า “ดับ” นั้นหมายถึงว่า สิ่งที่มีอยู่ก่อนแล้ว ดับหายไป


ยังมีพระพุทธพจน์ที่กล่าวไว้ ในมหาสติปัฏฐานสูตร กล่าวไว้ชัดๆ ว่า จิตไม่ได้เกิดดับ ที่เกิดและดับไปนั้น คือนิวรณ์ทั้งหลาย ดังนี้

[๒๙๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ อย่างไรเล่า?
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือนิวรณ์ ๕
ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคือนิวรณ์ ๕ อย่างไรเล่า?

ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เมื่อกามฉันท์ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกุจจ วิจิกิจฉา มีอยู่ ณ ภายในจิต
ย่อมรู้ชัดว่า กามฉันท์มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา หรือ

เมื่อกามฉันท์ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกุจจ วิจิกิจฉา ไม่มีอยู่ ณ ภายใน
จิตย่อมรู้ชัดว่า กามฉันท์ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา

อนึ่ง กามฉันท์ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกุจจ วิจิกิจฉา ที่ยังไม่เกิด
จะเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

กามฉันท์ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกุจจ วิจิกิจฉา ที่เกิดขึ้นแล้ว
จะละเสียได้ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

กามฉันท์ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกุจจ วิจิกิจฉา ที่ละได้แล้ว
จะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย


^
^
พระพุทธวจนะกล่าวไว้ชัดๆ โดยไม่ต้องตีความให้เกิดความเสียหายแด่พระพุทธวจนะเลย
อะไรที่เกิดขึ้นหรือมีอยู่ ณ.ภายในจิต จิตก็รู้ชัดๆว่า เกิดขึ้นหรือมีอยู่
อะไรที่ดับไปหรือไม่มีอยู่ ณ.ภายในจิต จิตก็รู้ชัดๆว่า ดับไปหรือไม่มีอยู่
อะไรที่ยังไม่เกิดจะเกิดขึ้นด้วยประการใด ณ.ภายในจิต จิตย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย
อะไรที่เกิดขึ้นแล้วจะละเสียได้ด้วยประการใด ณ.ภายในจิต จิตย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย
อะไรที่ละได้แล้วจะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด ณ.ภายในจิต ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

การที่จะเชื่ออะไรตามๆ กันมานั้น ควรพิจารณาให้รอบคอบตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ณ.ภายในจิตของตน โดยเฉพาะผู้ที่คุยอวดว่าตนเองเป็นนักปฏิบัติกรรมฐานภาวนามาด้วยแล้ว และยังเห็นว่าจิตเกิดดับ ซึ่งเป็นการกล่าวขัดแย้งกับพระพุทธพจน์ ที่มีมาในมหาสติปัฏฐานสูตร เป็นคำพูดที่ไม่น่าเชื่อถือว่าได้ผ่านการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนามาจริง เพราะขณะที่ลงมือปฏิบัติภาวนาอยู่นั้น จิตย่อมรู้อยู่เห็นอยู่ตลอดสายของการปฏิบัติภาวนาอยู่ว่า นิวรณ์ใดบ้างที่เกิดขึ้น(มีอยู่) ณ.ภายในจิต หรือนิวรณ์ใดบ้างที่ดับไป(ไม่มีอยู่) ณ.ภายในจิต แม้ขณะปฏิบัติอยู่นั้น ถีนมิทธะครอบงำ ก็รู้ชัดว่าถีนมิทธะครอบงำอยู่.......


เจริญในธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต






Create Date : 11 กันยายน 2553
Last Update : 19 มกราคม 2558 16:57:13 น.
Counter : 552 Pageviews.

16 comments
  
ปฏิบัติอานาปานสติไปเรื่อยๆก็จะเข้าสู่สติปัฏฐานได้เองอัตโนมัติค่ะ จุฬาภินันท์ไม่ดูจิตแต่พยายามข่มความคิดเวลาปฏิบัติน่ะค่ะ
โดย: Chulapinan วันที่: 11 กันยายน 2553 เวลา:10:00:29 น.
  


ปรมัตถธรรมมีสี่อย่างคือ
1.จิต คือธาตุรู้
2.เจตจิต คือจิตตามข้อ1 บวกปัจัยที่ปรุงแต่ง
3.รูป กาย,สังขาร หรือวัตถุอื่น
4.นิพพาน ความว่าง ,การไม่ปรุงแต่งคือดับเย็น

จิตเกิด-ดับ คือจิตตามข้อ2 คือกิริยาจิตนั่นเองเกิด-ดับ คืออารมณ์-กิเลส จิตถ่ายทอดกรรมคือชวนะจิต
โดย: น่าจะเป็นอย่างนี้ IP: 125.25.233.165 วันที่: 11 กันยายน 2553 เวลา:12:02:40 น.
  


....แก้ไขข้อ2. เจตสิก คือจิต+รูป(ปัจจัยปรุงแต่ง) คือจิตรู้สิ่งที่มากระทบ การเกิด-ดับ คืออาการที่เกิดขึ้นต่อสิ่งที่มากระทบ เมื่อปล่อยวางสิ่งที่มากระทบก็คือดับ

***อาการของจิตคือนาม เป็นวิญญาณก็ได้
โดย: น่าจะเป็นอย่างนี้ IP: 118.174.111.20 วันที่: 11 กันยายน 2553 เวลา:15:16:22 น.
  


ตอนแรกอ่านคร่าวๆ เลยเข้าใจไม่ค่อยตรงนัก แต่เมื่อลองฟังช้าๆและอ่านละเอียด ก็เห็นว่ามีความเข้าใจตรงกันได้อยู่

แต่ปัญหาคือที่ท่านกล่าวถึงผู้นั้น น่าจะมีเฉพาะเจาะจงใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น เลยไม่รู้ว่าผู้ที่ท่านกล่าวถึงนั้นคือใคร และกล่าวไว้อย่างใด

ถ้าจะว่าไปแล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหาในการเข้าใจ เพราะในอภิธรรมท่านก็กล่าวไว้เหมือนกันว่าจิตมี89ดวง โดยพิเศษมี121ดวง ซึ่งก็หมายถึงอาการของจิตนั่นเอง คือจิตเป็นกุสล,อกุศล,หรืออัพยกฤต

.......แต่จิตในอีกสภาวะหนึ่งคือธาตุรู้ ซึ่งเป็นนิพพานก็ได้ ดูแล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหาในการตีความ เพราะจิตเกิดดับก็คือการปรุงแต่งนั่นเองที่เกิด-ดับ เพราะถ้าจิตที่เป็นความรู้สึกดับก็ตายเท่านั้นเอง ซึ่งไม่น่าจะมีใครตีความได้อย่างนั้นอยู่แล้ว


โดย: น่าจะเป็นอย่างนี้ IP: 118.174.111.20 วันที่: 11 กันยายน 2553 เวลา:16:52:11 น.
  


ผมว่ากะทู้นี้ควรปิดเถอะครับ เพราะแสดงความไม่รู้ของผู้พูดเอง หรือไม่ก็มีอคติต่อผู้ใดผู้หนึ่งเท่านั้น เพราะการตีความแสดงให้เห็นความไม่เข้าใจนั่นเอง
โดย: ........ IP: 125.25.245.205 วันที่: 11 กันยายน 2553 เวลา:20:02:59 น.
  
ฟังจากพระอริยเจ้านะครับ
จิตคือเรา เราคือจิต
เราไม่มีในสังขารนี้ สังขารนี้ไม่มีในเรา
ร่างกายนี้เป็นที่อยู่อาศัยเพียงชั่วคราว
จุดหมายปลายทางคือพระนิพพานอันเป็น
แดนเกษม ดับแล้วซึ่งกิเลส(อันเป็นเชื้อที่ก่อเกิดความทุกข์-
และการเวียนว่ายตายเกิด)พระนิพพานมีแต่ความสุข ไม่ตาย
พิสูจน์ได้โดยการปฏิบัติตามธรรม(โดยมีครูอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติเข้าถึงพระนิพพานได้จริงดูแลสั่งสอน)ครับผม
ด้วยความเคารพ
โดย: dustyboy วันที่: 11 กันยายน 2553 เวลา:20:56:46 น.
  
มาอ่านค่ะ
โดย: พ่อระนาด วันที่: 14 กันยายน 2553 เวลา:21:00:48 น.
  
ดีจังมีเสียงด้วย...เด๋วพรุ่งนี้มาฟังต่อนะ.......สาธุ๊



*~*~*~*..แวะมาทักทายจ๊ะ..ขอให้มีความสุข สดใส..หัวใจเบิกบาน..*~*~*~*

..HappY BrightDaY..
โดย: *~ต้นกล้า...ของหัวใจ~* วันที่: 16 กันยายน 2553 เวลา:18:43:52 น.
  
เมื่อจิตโกรธดับลง มีอาการจิตปกติ เป็นจิตคนละดวงกับจิตที่โกรธ เหมือนน้ำดีมาไล่น้ำเสีย จิตมีเกิดมีดับอยู่ทุกขณะแต่ที่เห็นว่าจิตไม่เกิดไม่ดับมันเป้นอาการของจิตในแต่ละขณะ เช่นเมื่อจิตโกรธอีกก็เป็นจิตอีกดวงหนึ่งที่โกรธ

จิตเหมือนเปลวเทียนหรือสายน้ำมีหน่วยที่เล็กที่สุดคืออนุภาคมันเกิดดับทดแทนกันอยู่ตลอด จิตถ่ายทอดพันธุกรรม คือจิตที่มาทดแทนมีอาการเดียวกับจิตที่ดับ

ดังนั้นจิตดับจึงมีจิตเกิดมาทดแทน มันสืบทอดสันดานกันได้เราจึงเห็นเหมือนว่ามันเป็นจิตดวงเดียวความจริงมันมีคุณสมบัติเหมือนกันเท่านั้น เหมือนฝาแฝดนั่นเองทำให้เรานึกว่าเป็นคนเดียวกัน

โดย: ไพรสณฑ์ (ไพรสณฑ์ ) วันที่: 14 กันยายน 2553 เวลา:17:07:46 น.

...........................................................
คุณไพรสณฑ์ครับ

คุณกำลังสับสนอะไรอยู่หรือเปล่าครับ คุณเปรียบจิตที่โกรธอยู่เหมือนน้ำเสีย โดยเอาน้ำดีมาไล่น้ำเสีย

คุณคิดขึ้นมาได้ยังไงครับ??? เมื่อน้ำเสียเพราะมีสิ่งสกปรกทำให้น้ำเสีย
เราควรที่จะใช้ความพยายามนำเอาสิ่งสกปรกออกจากน้ำ เพื่อให้น้ำกลายเป็นน้ำดีขึ้นมาใช่มั้ยครับ???

แต่คุณกลับเอาตรรกะง่ายๆ ที่คิดขึ้นเองมาตอบ โดยเอาน้ำดีมาไล่น้ำเสีย คุณไปเอาน้ำดีมาจากไหนครับ???
พูดหนะมันง่ายนะครับ คุณลองพิจารณาให้ดีๆสิครับ น้ำหนะเดิมมันดีของมันอยู่แล้วครับ
ที่สกปรกโสมมไป ก็เพราะมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาทำให้สกปรกโสมมไปใช่มั้ยครับ???

เราเปรียบจิตเหมือนน้ำที่ใสสะอาด เอาสีแดง(โกรธ)ใส่ลงไป น้ำก็เป็นสีแดง
เอาสีแดงออกไป เอาสีเหลือง(ดีใจ)ใส่ น้ำก็เป็นสีเหลืองใช่มั้ยครับ???
แสดงว่าที่เปลี่ยนไปนั้น คือสีต่างๆ ไม่ใช่น้ำใช่มั้ยครับ???

ที่คุณบอกว่าจิตที่โกรธกับจิตที่ปรกตินั้นคนละดวงนั้น คุณรู้ได้อย่างไรครับ??? ว่าคนละดวง
ใครเป็นคนรู้ครับว่าคนละดวง??? คุณเองที่รู้ใช่มั้ยครับ???
แสดงว่าคุณรู้อยู่ตลอดถึงความเปลี่ยนแปลงของจิตใช่มั้ยครับ??? ก็จิตดวงเดิมที่รู้ใช่มั้ยครับ???
ที่เปลี่ยนแปลงไปคืออารมณ์ความรู้สึกนึกคิด(อาการของจิต)ต่างๆใช่มั้ยครับ???

ศึกษาธรรมควรพิจารณาด้วยใจเป็นธรรม ไม่ใช่เชื่อตามๆกันมาหรือคิดเองเออเองเท่านั้นนะครับ
คุณเข้าใจคำว่า ต่อเนื่องไม่ขาดสาย กับคำว่าเกิดดับที่ถูกต้องมั้ยครับ???
เปลวเทียนหรือสายน้ำ ที่คุณพูดถึงนั้น มันเกิดแบบต่อเนื่องนะครับ ไม่ใช่เกิดดับๆมาทดแทนกันครับ

คุณสับนสเองนะครับ มันมีความร้อนแบบต่อเนื่องสม่ำเสมอจนเกิดเป็นเปลวไฟขึ้นมาครับ
น้ำก็เหมือนกันครับมันไหลอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ จนเป็นสายน้ำครับ ไม่ใข่เกิดดับๆครับ

ส่วนคำว่าเกิดดับหมายถึงการมีบ้าง(เกิด) ไม่มีบ้าง(ดับ) จึงจะถูกต้องตามความเป็นจริงครับ
ที่คุณพูดว่ามีการถ่ายทอดสันดาน ถ่ายทอดสันดานตอนไหนครับ???
เมื่อจิตดวงเก่ายังไม่ดับ ดวงใหม่ก็ยังเกิดขึ้นมาไม่ได้ใช่มั้ยครับ???
เพราะว่าจะมีจิตพร้อมกันที่เดียวสองดวงไม่ได้ใช่มั้ยครับ??? เอาเวลาตรงไหนมาถ่ายทอดสันดานครับ
ที่คุณพูดมานั้น เป็นการเดาสวดเอาเองทั้งสิ้นครับ โดยไม่ได้ยืนอยู่บนหลักเหตุผลตามความเป็นจริงครับ

เชื่อผมเถอะครับ ลงมือปฏิบัติสัมมาสมาธิอย่างจริงจัง คุณจะรู้เห็นตามความเป็นจริงเองครับ

ธรรมภูต

โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 16 กันยายน 2553 เวลา:21:14:03 น.
  
สวัสดีค่ะ คุณธรรมภูต

ถ้าเปรียบง่ายๆ จิต คือ จอหนังหรือจอฉายภาพยนต์
ส่วนนิวรณ์ที่ผ่านเข้ามา เปรียบเป็นหนังหรือภาพยนต์ที่โลดแล่นอยู่บนจอ

มีมากมายหลากหลายเรื่อง บางเรื่องให้อารมณ์สุข
บางเรื่องสนุกสนาน บางเรื่องรันทดเศร้าสร้อย

จอก็อยู่ของจอเฉยๆ เพียงแต่ทำหน้าที่ฉายภาพแต่ละเรื่องแต่ละอารมณ์
ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เรื่องแล้วเรื่องเล่า

เปรียบเทียบแบบนี้น่าจะชัดเจนกว่ารึเปล่าคะ
โดย: พ่อระนาด วันที่: 17 กันยายน 2553 เวลา:23:05:26 น.
  
สวัสดีค่ะ คุณธรรมภูต

ถ้าเปรียบง่ายๆ จิต คือ จอหนังหรือจอฉายภาพยนต์
ส่วนนิวรณ์ที่ผ่านเข้ามา เปรียบเป็นหนังหรือภาพยนต์ที่โลดแล่นอยู่บนจอ

มีมากมายหลากหลายเรื่อง บางเรื่องให้อารมณ์สุข
บางเรื่องสนุกสนาน บางเรื่องรันทดเศร้าสร้อย

จอก็อยู่ของจอเฉยๆ เพียงแต่ทำหน้าที่ฉายภาพแต่ละเรื่องแต่ละอารมณ์
ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เรื่องแล้วเรื่องเล่า

เปรียบเทียบแบบนี้น่าจะชัดเจนกว่ารึเปล่าคะ
...........................................

สวัสดีครับคุณปุ๊ก

อนุโมทนา ที่เปรียบเทียบให้เข้าใจกันครับ

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 18 กันยายน 2553 เวลา:19:54:04 น.
  
คุณธรรมภูต ตื่นจากฝันเถอะ ไปกันใหญ่แล้ว
โดย: รู้ทั้งรู้ IP: 58.9.145.173 วันที่: 25 กันยายน 2553 เวลา:9:04:01 น.
  
มีหลายจุดในพระไตรปิฏกที่พูดถึง" จิตที่เกิดใหม่ ไม่ใช่จิตดวงเดิม" เปรียบเสมือนการดับเทียน ไฟหายไป แต่ไม่รู้ว่าไปอยู่ไหน
ไฟที่จุดใหม่ก็ไม่ใช่ไฟดวงเดิม--ลองค้นดูสิครับ
--อื่นๆก้รู้สึกว่าคุณคิดได้ละเอียดซับซ็อนดีมาก น่าจะเป็นทางสูนิพพานได้ไม่ไกลแล้ว อยากให้อ่านเรื่องเซ็นสยามในกระทุ้ผม แล้วจะว่างได้อีกเยอะ
โดย: jesdath วันที่: 18 กันยายน 2554 เวลา:22:04:26 น.
  
หลักปฏิจจสมุปบาท ก็พูดถึงพฤติของจิต ที่หมุนเวียนไป ถ้าไม่มีหลักนี้ก็ไม่ใช่พุทธศาสนา เราลองหาหลายทางมาวิเคราะห์กันครับ
--เรื่องเหล่านี้มีหลายคนหลายความเห็นทะเลาะกันมาจะเป็น 100 ปี แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุปครับ เรื่องจิตเกิดดับ สันตติ-ความต่อเนื่อง อะไรพวกนี้
โดย: jesdath วันที่: 18 กันยายน 2554 เวลา:22:07:54 น.
  
คุณ jesdath ยกลิงก์มา ยาวเกิน ขอทำ short ลิงก์ แล้วจะค่อยมาตอบ

//bit.ly/paVSeY
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 21 กันยายน 2554 เวลา:9:02:19 น.
  
มีหลายจุดในพระไตรปิฏกที่พูดถึง" จิตที่เกิดใหม่ ไม่ใช่จิตดวงเดิม" เปรียบเสมือนการดับเทียน ไฟหายไป แต่ไม่รู้ว่าไปอยู่ไหน
ไฟที่จุดใหม่ก็ไม่ใช่ไฟดวงเดิม--ลองค้นดูสิครับ
--อื่นๆก้รู้สึกว่าคุณคิดได้ละเอียดซับซ็อนดีมาก น่าจะเป็นทางสูนิพพานได้ไม่ไกลแล้ว อยากให้อ่านเรื่องเซ็นสยามในกระทุ้ผม แล้วจะว่างได้อีกเยอะ


โดย: jesdath วันที่: 18 กันยายน 2554 เวลา:22:04:26 น.
.............................................................................
^
^
เคยลองพิจารณาด้วยเหตุผลที่เป็นไปได้ตามความเป็นจริงหรือไม่?

ถ้าจิตเกิดดับเป็นคนละดวงแล้วเรื่องของกรรมดีกรรมชั่วที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้

และวางหลักไว้อย่างชัดเจนก็เสียหายหมด แบบนี้ใครหน้าไหนจะมาเชื่อถือ

ผู้ทำกรรมดีย่อมได้รับผลดี ผู้ทำกรรมชั่ว ย่อมได้รับผลชั่วเช่นกันใช่หรือไม่?

ถ้าเป็นคนละดวงอย่างที่เชื่อแล้ว ก็แสดงว่า ดวงเก่าทำกรรมไว้ ก็ไม่ต้องรับในสิ่งที่ตนทำ

ส่วนดวงใหม่ที่เกิดมาไม่รู้อีโน่อีเน่ ต้องมารับกรรมแทนดวงเก่าที่ทำชั่วไว้ด้วยหรือ?

อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ โดยขาดเหตุผลก็ยังจะเชื่อเข้าไปได้ แบบนี้เรียกว่างมงายนะ

ที่เปรียบเหมือนไฟนั้น เรากำลังพูดถึงไฟ คือความร้อนที่ทำให้เกิดไฟ

ลักษณะของไฟที่เป็นดวงๆที่ปรากฏขึ้นมาใหม่ให้เห็นนั้น คืออาการของไฟ ไม่ใช่ตัวไฟ

ลองพิจารณาดูให้ดีๆก็จะเห็นชัดว่า เมื่อความร้อนมาเจอเชื้อเข้า เกิดเป็นดวงไฟขึ้นมาปรากฏให้เห็นใช่หรือไม่?

เมื่อดวงไฟดับไป ไฟคือความร้อนไปไหน? ใครบอกได้บ้าง แต่เรารู้ว่าความร้อน(ไฟ)ยังมีอยู่ใช่หรือไม่?

ที่ทำให้เข้าใจกันผิดๆอยู่ทุกวันนี้ เนื่องจากภาษาที่ใช่ เอามักง่ายเข้าว่านั่นเอง

พระพุทธพจน์ของพระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ชัดๆว่า จิตเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว จนหาอะไรมาเปรียบไม่ได้

แต่ดันไพล่ไปใช่คำว่าจิตเกิดดับเร็วมาก เพราะไปจิตนาการถึงกระแสไฟนั่นเอง

ทำให้ความหมายและความใจของผู้อ่านผิดตามกันไปด้วย

เปลี่ยนแปลงเร็วมากความหมายชัดเจนว่าจิตเปลี่ยนแปลงไปตามอารมณ์เร็วมาก

แต่พอใช้คำว่าเกิดดับด้วยความมักง่าย ความหมายผิดรูปไปทันที

คำว่า"เกิด" โดยความหมายคือ สิ่งที่ไม่เคยมีอยู่ก่อนหน้านี้เกิดขึ้นมาเราจึงเรียกว่า"เกิด"

คำว่า"ดับ" โดยความหมายคือ สิ่งที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ดับหายไปจึงเรียกว่า"ดับ"

ที่คุณพูดมาทั้งหมดนั้น เป็นการดำเนินไปอย่างต่อเนื่องสวยปุ๊บรักปั๊บอยากได้มาปลุกปั้นใช่มั้ย?

ล้วนเป็นอาการของจิตที่แสดงออกมาอย่างต่อเนื่องตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดดับในขณะนั้น

ถ้าได้ลงมือปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาอย่างจริงจัง ก็ไม่มาเถียงเรื่องจิตเกิดดับแน่นอน

เพราะรู้อยู่เห็นอยู่ตลอดระยะเวลาของการปฏิบัติภาวนาว่า ที่เกิดดับไปนั้นไม่ใช่จิต

แต่เป็นเพียงอาการของจิตที่แส่ส่ายออกไปหาอารมณ์ ขณะที่เผลอหลุดจากคำบริกรรมนั่นเอง

โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 21 กันยายน 2554 เวลา:9:34:22 น.

BlogGang Popular Award#17



ในความฝันของใครสักคน
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



สารบัญ Blog ธรรมภูต - พระภัทรสิทธิ์



หน้าแรก Blog ธรรมภูต - พระภัทรสิทธิ์