จิตเห็นจิต ในจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ธรรมภูตตอบปัญหาเรื่องดูจิต

คำถาม :- "จิตตานุปัสสนา นี้ต้องทำอย่างไรคะ?"


ที่คุณธรรมภูตกล่าวว่า
"ฉะนั้นการดูจิตที่พูดว่าเป็นจิตตานุปัสสนานั้น ความจริงหาใช่ไม่
เป็นเพียงการตามรู้อาการของจิตได้เร็วขึ้นเท่านั้น
แต่ปล่อยวางอาการของจิตไม่เป็น
ได้แต่รู้อาการของจิตจากอาการหนึ่งสู่อีกอาการหนึ่ง"


ขอถามค่ะว่า จิตตานุปัสสนา นี้ต้องทำอย่างไรคะ ???
ต้องทำหมวดกาย แล้วมาเวทนา แล้วมาจิต แล้วมาธรรม เรียงกันมาหรือเปล่าคะ ???

คือ ก็เคยทำอานาปานสติมาก่อนอยู่เหมือนกัน
ไม่เข้าใจว่าไม่ผ่านหมวดกาย แล้วจะไปหมวดจิตได้ยังไง
แต่บางอย่างก็ลองทำตามเค้าดูนะคะ ที่เค้าให้ตามรู้ ดูกายดูจิต
อยากฝึกสติน่ะค่ะ ก็ทำอานาไปด้วย ไม่กล้าดูจิตอย่างเดียว
เห็นว่าบางท่านไม่นั่งสมาธิเลย

อืม แต่พระพุทธเจ้าท่านว่าสัมมาสมาธินี่คือ ฌาณ1-4 ไม่ใช่เหรอคะ ???
ยังไงก็ต้องทำสมาธิอยู่ดี ดูแต่จิต มรรคมีองค์ ๘ จะครบเหรอคะ ???



สำหรับคำถามข้างบนนี้ เป็นคำถามจากสหธรรมิก
ที่ได้อ่านข้อความในบล็อก ดูจิตแบบสมาธินำ หรือ ปัญญานำสมาธิ
ผมขอตอบดังนี้ครับ


จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน พิจารณาจิตในจิต
การจะพิจารณาจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานให้ได้ผลและถูกต้องแม่นยำนั้น
เราควรต้องมาทำความรู้จักจิตที่แท้จริงก่อนครับ

จิตนั้นเป็นเพียงธาตุรู้ ไม่ใช่อะไรทั้งสิ้น
มีหน้าที่รู้อย่างเดียว ถึงไม่รู้ก็รู้ว่าไม่รู้

ที่จิตมีปัญหาอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะเข้าไปยึดเอาอุปาทานขันธ์ ๕ มาเป็นของๆตน
เนื่องจากจิตถูกอวิชชาครอบงำมานมนานเป็นอนันตชาติ
กดดันให้เกิด กิเลส กรรม วิบาก วนเวียนเป็นวัฏฏะไม่สิ้นสุดลงได้

เมื่อจิตไปรู้อะไรเข้า ย่อมนำเอาอารมณ์ต่างๆเหล่านั้นเข้ามาปรุงแต่งจิตทั้งสิ้น
และแสดงอาการของจิตออกมาให้เห็นตามอารมณ์เหล่านั้น
เช่น รัก ชอบ ชัง เฉยๆ ฯลฯ

เฉยในที่นี้เป็นอารมณ์เฉยที่จิตได้ปรุงแต่งขึ้นมาในขณะนั้น
สามารถเปลี่ยนแปลงเป็น รัก ชอบ ชังฯลฯ ในกาลต่อไปข้างหน้า


เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้ว ย่อมเกิดคำถามว่า
เราจะรู้จักจิตได้อย่างไร ในเมื่อจิตไม่มีรูปร่างให้เราจับต้องได้
เราเพียงรู้ว่าจิตมีหน้าที่รับ จำ นึก คิด เรื่องราวต่างๆที่เข้ามาสู่จิต
โดยไม่เคยได้หยุดนิ่ง ด้วยสติ สมาธิ ปัญญาสักที

การหยุดในขณะปรกตินั้น เป็นการหยุดนิ่งที่ไม่รู้ว่าจะคิดอะไรต่อไปเท่านั้นเอง
ต่อเมื่อมีอารมณ์ใหม่เกิดขึ้นที่จิต จิตก็คิดต่อไปอีกเช่นเคย
เปลี่ยนจากอารมณ์หนึ่งไปสู่อารมณ์หนึ่งเท่านั้น
ที่พวกดูจิตหลงคิดไปว่า นี่แหละเป็นการปฏิบัติจิตตานุปัสสนา


แต่แท้จริงแล้วเป็นการดูอาการของจิตที่เปลี่ยนแปลงไป
ซึ่งเปลี่ยนจากอารมณ์อกุศลจิตไปเป็นอารมณ์กุศลจิต
เมื่อเรารู้ทัน ก็เป็นความตั้งใจที่เราระลึกรู้ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าสติ
ยังไม่ใช่สัมมาสติที่ได้รับการฝึกอบรมให้เกิดขึ้นที่จิตอย่างแท้จริงครับ


เมื่อเราดูจิตแบบนี้บ่อยๆเข้า ทำให้เรารู้สึกตัวได้เร็วขี้นเท่านั้น
แต่ไม่ใช่การระลึกรู้เพื่อการปล่อยวางอารมณ์(สัมมาสติ)ที่แท้จริง
เป็นการเปลี่ยนจากอารมณ์หนึ่งสู่อีกอารมณ์หนึ่งได้เร็วขึ้นเท่านั้น

จะหมุนเวียนเป็นวัฏฏะอยู่อย่างนี้ เนื่องจากมีอารมณ์ใหม่ๆเข้ามา
หรืออารมณ์เก่าที่หวนกลับเข้ามาตลอดเวลา เพราะจิตปล่อยวางอารมณ์ไม่เป็น

แล้วจะทำยังไงล่ะ เพื่อให้จิตปล่อยวางอารมณ์เป็น ???
เราก็ต้องฝึกฝนอบรมจิตให้มีฐานที่ตั้งของสติ เพื่อเป็นที่ตั้งแห่งการงานทางจิต
จิตจะได้มีสติรู้เท่าทันอารมณ์และตั้งมั่นไม่หวั่นไหวไปกับอารมณ์ที่เข้ามากระทบ

เราต้องฝึกหัดฝึกฝนอบรมจิตด้วยการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา เพราะอะไร ???
เพราะการที่จะอบรมจิตให้สงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวได้นั้น
เราต้องมีเครื่องมือ คือลมหายใจของเราเอง บวกคำภาวนา “พุทโธ”
เพื่อผูกจิตให้อยู่กับฐานที่ตั้งของสติ เพื่อเป็นที่ตั้งแห่งการงานทางจิตนั่นเอง

ลมหายใจนั้นเป็นกายสังขารชนิดหนึ่งที่ปรุงแต่งกาย ปรุงแต่งจิตอยู่
จะมีการผกผันไปตามอารมณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นๆ
เช่น กำลังโกรธหรือตื่นเต้น ลมหายใจก็จะหยาบสั้นและเร็ว
ในขณะที่อารมณ์ดี ลมหายใจก็จะเปลี่ยนแปลงไปอีกแบบหนึ่งแตกต่างกันไป

การอบรมจิตด้วยอานาปานสตินั้น เป็นการเริ่มต้นดูจิตที่ถูกต้อง
เพราะลมหายใจเป็นกายสังขารที่ผูกจิตให้อยู่ที่กายตลอดเวลา
ทำให้จิตไม่ปรุงแต่งไปตามอารมณ์ภายนอก
แต่มารู้มาเห็น(ดูจิต)อยู่ที่ลมหายใจที่เข้า-ออกแทน
ละเอียดหรือหยาบนั้น ขึ้นอยู่กับความสงบตั้งมั่นของจิตในขณะนั้นๆ


พระบรมครูท่านทรงกล่าวสรรเสริญว่า
การภาวนาอานาปานสติให้บริบูรณ์นั้น จะทำให้สติปัฏฐาน ๔ บริบูรณ์ได้
เพราะการพิจารณากายสังขารนั้นทำให้เรารู้จักกายในกายเป็นอย่างดี
เมื่อรู้จักกายในกาย ย่อมทำให้เรารู้จักเวทนาในเวทนา ตามด้วยรู้จักจิตในจิต

นั่นคือ เมื่อจิตสงบจากอารมณ์ ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว
เราย่อมเห็นอาการของจิตที่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ได้ชัดเจน

เมื่อเห็นจิตที่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ที่มากระทบ
หากเราสามารถนำจิตที่ไม่สงบ หวั่นไหวต่ออารมณ์นั้น
ให้กลับเข้ามาสู่ฐานที่ตั้งของสติได้อย่างรวดเร็ว
จิตก็ย่อมสงบตัวลงและตั้งมั่นไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์
(ทั้งนี้ ต้องหมั่นฝึกบ่อยๆให้ชำนาญเป็นวสี
เพื่อให้เท่าทันต่อทุกอารมณ์ที่เข้ามากระทบจิต)
เมื่อทำสำเร็จย่อมเห็นธรรมในธรรมปรากฏขึ้นมาให้พิจารณา


การที่เราดูจิตโดยไม่เคยผ่านฐานกาย ฐานเวทนามาก่อน
เราย่อมไม่รู้จักจิตที่สงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์
เราจะเห็นแต่อาการของจิตเท่านั้น

การปฏิบัติสมาธิกรรมฐานกรรมภาวนา(สัมมาสมาธิ)นั้น
เราใช้อารมณ์ภายในกายมาเป็นอารมณ์แห่งองค์ภาวนา
ก็เพื่อผูกจิตให้สงบตั่งมั่นไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ที่เข้ามากระทบนั่นเอง
เพื่อให้จิตสามารถปล่อยวางอารมณ์ไปเป็นลำดับชั้น
จากฌานที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ในสัมมาสมาธิ
จนจิตปล่อยวางอารมณ์ได้อย่างสิ้นเชิงในฌานที่ ๔
(ดูได้ในมหาสติปัฏฐานสูตร)

หลักธรรมสำคัญในพระพุทธศาสนานั้น
ย่นย่อลงเหลือเพียง ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ อริยมรรคมีองค์ ๘ เท่านั้น
สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ คือ ปัญญา
สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ คือ ศีล
สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ คือ สมาธิ

และในมหาจัตตารีสกสูตร
พระบรมครูทรงเชิดชู สัมมาสมาธิของพระอริยะเป็นประธานของมรรคอีก ๗ องค์

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสัมมาสมาธิของพระอริยะ
อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ แก่เธอทั้งหลาย
พวกเธอจงฟังสัมมาสมาธินั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป

ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ

[๒๕๓] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ
สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ (ปัญญา)
สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ (ศีล)
สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ (สมาธิ) เป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ประกอบแล้วด้วยองค์ ๗ เหล่านี้แล
เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ


นั่นแสดงว่า การปฏิบัติสัมมาสมาธิ จะทำให้มรรคทั้ง ๘ ครบองค์
จนเป็นมรรคสมังคี มรรคทั้ง ๘ จะรวมตัวกันทำงานร่วมกันเกื้อกูลกัน
จนจิตหลุดพ้นจากทุกข์ได้ในที่สุด



เจริญในธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต





Create Date : 06 ตุลาคม 2552
Last Update : 19 มกราคม 2558 16:12:37 น.
Counter : 550 Pageviews.

6 comments
  
จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน บรรพะนี้หมายความว่า
ใช้สติตามรู้ตามเห็นเข้าไปในอาการของจิตที่เกิดขึ้นเมื่อมีอารมณ์เข้ามากระทบ

ดังนั้น จิตชนิดต่างๆในบรรพะนี้ จึงเป็น จิตสังขาร คือ
ถูกอารมณ์เข้าปรุงแต่งให้เสียคุณภาพเดิม ไปแล้วทั้งสิ้น
อาการของจิตทั้งหลาย เช่น ราคะก็ดี โทสะก็ดี โมหะก็ดี
จึงล้วนแต่อยู่ใต้อำนาจพระไตรลักษณ์
ที่สามารถสลัดละวางได้ด้วยอำนาจของสัมมาสมาธิในที่สุด.

อารมณ์ที่เข้ามากระทบนั้นแบ่งเป็น ๒ ชั้น คือ
อารมณ์ชั้นใน และ อารมณ์ชั้นนอก
อารมณ์ชั้นในนั้น ได้แก่ ความนึกคิดที่เกิดขึ้นภายในจิต
และอารมณ์ชั้นนอกนั้น ก็ได้แก่ อารมณ์ที่เข้ามาทางอายตนะ
คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัส รวม ๕ ทางด้วยกัน.

เมื่ออารมณ์ใดๆเข้ามากระทบจิตแล้ว
ย่อมส่งผลให้เกิดความรู้สึกทุกข์-สุข(เวทนา)ขึ้น

เมื่อความรู้สึกทุกข์-สุขเกิดขึ้น
ก็ย่อมส่งผลให้เกิดจิตสังขาร คือ รัก, ชัง,เฉยๆ
ซึ่งเป็นกิเลส รวม ๑๖ ชนิดขึ้นด้วย

แล้วแต่ว่าจะเป็นอารมณ์ชนิดใดเข้ามากระทบ
หรือ แล้วแต่ว่าจะเป็นอารมณ์ชั้นใน หรือ ชั้นนอก

อ่านต่อที่นี่


ยินดีในธรรมทุกๆท่านครับ



โดย: หนูเล็กนิดเดียว วันที่: 6 ตุลาคม 2552 เวลา:9:24:10 น.
  
อนุโมทนาคุณธรรมภูตค่ะ
ที่พยายามอธิบายให้เข้าใจถึงหลักในการปฏิบัติที่ถูกตรงตามพระศาสดา

ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจค่ะ

โชคดีมากเลยค่ะ ที่บังเอิญ search เจอบล็อกคุณธรรมภูต
กำลังทยอยอ่านทั้งหมดอยู่ค่ะ

ถ้ามีข้อข้องใจ จะกลับมาถามนะคะ
โดย: ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจ IP: 10.34.10.200, 202.28.180.202 วันที่: 7 ตุลาคม 2552 เวลา:9:31:48 น.
  
อนุโมทนาสาธุ เช่นกันครับ ท่านขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจ

ถือว่าเป็นบุญของพระศาสนาครับ ที่ยังมีคนรู้เห็นตามความเป็นจริง
ว่าต้องเดินตามรอยพระบาทพระบรมครู ศีล สมาธิ ปัญญา

เจริญในธรรมครับ

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 7 ตุลาคม 2552 เวลา:22:26:06 น.
  


ท่านครับ เราต้องมารู้จักคำว่าจิตก่อนนะครับ
จิตคือธาตุรู้ อะไรเกิดขึ้นที่จิตก็รู้ อะไรดับไปจากจิตก็รู้

ในมหาสติปัฏฐานสูตร หมวดจิตกล่าวไว้ว่า
จิตมีราคะ ก็รู้ชัดว่า จิตมีราคะ
จิตไม่มีราคะ ก็รู้ชัดว่า จิตไม่มีราคะ

ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าจิตรู้ตลอดเวลาว่า จิตมีราคะก็รู้ จิตไม่มีราคะก็รู้
ถ้าจิตเกิดดับๆ จิตต้องรู้บ้างไม่รู้บ้างสิครับ

คำว่า “เกิด”นั้น สิ่งนั้นต้องไม่เคยมีมาก่อนเกิดขึ้นใช่มั้ยครับ?
ส่วนคำว่า “ดับ”นั้น สิ่งที่เคยมีอยู่ก่อนดับไปใช่มั้ยครับ?

ในอัสสุตวตาสูตรนั้น พระบรมครูทรงกล่าวถึง
ปุถุชนผู้มิได้สดับจากพระอริยเจ้า ย่อมต้องมีความเห็นตรงกันข้ามกับพระอริยเจ้า
ที่ทรงกล่าวถึงจิตว่า จิตเป็นต้นนั้นหมายถึงจิตที่ยึดรูปร่างกายนั้นมาเป็นตน
ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป

พิจารณาดีๆสิครับ ดวงหนึ่งเกิดขึ้นมา อีกดวงหนึ่งก็ดับไป เป็นคนละดวงกันครับ
หมายถึงมีการเกิดตายของจิตที่ยึดร่างกาย(ขันธ์๕)มาเป็นตนมากกว่านะครับ

ถ้าเราพิจารณาด้วยใจเป็นธรรม
โดยไม่เลือกเชื่อไปเสียก่อนตามตัวหนังสือว่าจิตเกิดดับ
เราย่อมเห็นตามความเป็นจริงว่า
แท้จริงแล้ว อารมณ์ที่เป็นแขกจรมาที่จิตนั่นเอง
ทำให้จิตแสดงอาการของจิตออกไป คือเกิดขึ้นตามอารมณ์นั้นๆ
และอาการของจิตก็ดับไปตามอารมณ์นั้นๆ เช่นกัน

ตลอดเวลาที่อาการของจิตเกิดขึ้นและดับไปนั้น
เรา(จิต)ย่อมรู้และตามระลึกได้ว่า
มีเหตุการณ์อะไรบ้างที่เกิดขึ้นและดับไปจากจิตครับ
ถ้าจิตเกิดดับจริง เรา(จิต)ย่อมต้องรู้บ้างไม่รู้บ้างสิครับ

ส่วนเรื่องพระนั้น ผมเองไม่ได้สนใจในจริยาของท่านครับ
โดยส่วนตัวแล้วไม่คิดว่าท่านทำลายพุทธศาสนาครับ
ท่านกลับพยายามเผยแผ่คำสอนของท่านให้ขจรไกลออกไป
โดยที่ท่านเองก็มีความหวังดีต่อพระศาสนา

แต่เมื่อคำสอนเหล่านั้นเผยแผ่ออกไป
เกิดความขัดแย้งขึ้นในหมู่พุทธศาสนิกชนขึ้นอย่างกว้างขวาง

และพ่อแม่ครูบาอาจารย์ฝ่ายปฏิบัติที่ท่านเองบอกเสมอว่ารับรองท่าน
แต่ท่านกลับบอกว่าธรรมะของหลวงปู่ดูลย์คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

หลวงปู่ดูลย์กล่าวว่า การที่จิตส่งออกนอกนั้น เป็นสมุทัย
แต่ท่านกลับบอกว่าไม่ใช่ จิตเป็นเป็นตัวทุกข์....ฯลฯ...


ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 7 ตุลาคม 2552 เวลา:22:26:47 น.
  

เห็นด้วยกับคุณธรรมภูตค่ะ
ไปอ่านอัสสุตวตาสูตรมาแล้วเช่นกัน

พระพุทธองค์ ทรงเปรียบเทียบจิตเหมือนลิง
ลิงเที่ยวเกาะกิ่งไม้ กิ่งโน้น กิ่งนี้ เปลี่ยนกิ่งไปเรื่อยๆ
จุดประสงค์ จะเปรียบว่าก็เหมือนจิตนั่นแหละ ไม่เคยอยู่นิ่ง
เดี๋ยวจับอารมณ์นั้น อารมณ์นี้ เปลี่ยนอารมณ์ที่จับไปเรื่อยๆ

เพราะฉะนั้น ที่เกิดดับ คือ กิ่งไม้ที่ลิงเกาะ
หรือ อารมณ์ที่จิตไปยึด นั่นเอง
อารมณ์เกิดดับ จิตไม่เกิดดับ

ก็เวลาไปอ่านบางคนปฏิบัติแล้วบอกว่า
ตอนปฏิบัติเห็นเลยว่าจิตเกิดดับ
อ่านแล้วก็ขำขำ แล้วใครคือผู้เห็นว่าจิตเกิดดับ ตลกดี
พูดขัดกันเองนะเนี่ย ผู้เห็นต้องไม่ดับสิ ถึงพูดได้ว่าเห็น...
ถ้าจิตดับ จะพูดว่าเห็น...ได้ยังไง

ก็ไม่รู้ปฏิบัติยังไงเหมือนกัน แปลกดี
คนปฏิบัติต้องมีสติระลึกรู้ตลอดไม่ใช่หรือ?
โดย: ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจ IP: 10.34.10.200, 202.28.180.202 วันที่: 8 ตุลาคม 2552 เวลา:12:07:42 น.
  
ก็เวไปลาอ่านบางคนปฏิบัติแล้วบอกว่า
ตอนปฏิบัติเห็นเลยว่าจิตเกิดดับ
อ่านแล้วก็ขำขำ แล้วใครคือผู้เห็นว่าจิตเกิดดับ ตลกดี
พูดขัดกันเองนะเนี่ย ผู้เห็นต้องไม่ดับสิ ถึงพูดได้ว่าเห็น...
ถ้าจิตดับ จะพูดว่าเห็น...ได้ยังไง

ก็ไม่รู้ปฏิบัติยังไงเหมือนกัน แปลกดี
คนปฏิบัติต้องมีสติระลึกรู้ตลอดไม่ใช่หรือ?

...................
อนุโมทนาครับท่านขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจ
ผมเองก็แปลกใจเช่นกันครับว่า ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนามาจริงหรือเปล่า?
ถ้าปฏิบัติภาวนามาจริง ย่อมรู้อยู่เห็นอยู่อย่างชัดเจนครับว่า
จิตจับอารมณ์หนึ่ง แล้วปล่อยอารมณ์หนึ่งไปสู่อารมณ์อีกอารมณ์หนึ่งเร็วมาก

เราลงมือปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา เพื่อลดความปราดเปรียวของจิตให้ช้าลง
ทำให้เรา(จิต)เห็นจิตเกิดขึ้นที่อารมณ์หนึ่ง แล้วดับจากอารมณ์นั้นไปสู่อารมณ์อื่นได้ชัดเจน

สิ่งที่เกิดดับไม่ใช่จิต แต่เป็นอารมณ์ที่จิตเข้าไปยึดติดต่างหากที่เกิด-ดับ
ถ้าเราไม่อาศัยสัมมาสมาธิ มาลดความปราดเปรียวของจิตให้ช้าลง
เรา(จิต)ก็จะมองไม่เห็นการเกิด-ดับของอาการของจิตที่แท้จริงได้ครับ.....


ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 10 ตุลาคม 2552 เวลา:17:46:47 น.

ในความฝันของใครสักคน
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



สารบัญ Blog ธรรมภูต

หน้าแรก Blog ธรรมภูต

youtube ธรรมภูตสนทนาธรรม





Group Blog